๒. สังกิจจชาดก (๕๓๐)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๙. สัฏฐินิบาต] ๒. สังกิจจชาดก (๕๓๐) ๒. สังกิจจชาดก (๕๓๐) ว่าด้วยสังกิจจฤๅษี (พระศาสดาทรงปรารภพระเจ้าอชาตศัตรูผู้ทำปิตุฆาต จึงตรัสสังกิจจชาดกนี้ว่า)
ลำดับนั้น คนเฝ้าสวนเห็นพระเจ้าพรหมทัต ผู้ทรงเป็นจอมทัพประทับนั่งอยู่ จึงได้กราบทูลท้าวเธอให้ทรงทราบว่า “พระองค์ทรงเอ็นดูท่านผู้ใด
ท่านผู้นี้ คือ สังกิจจฤๅษี ผู้ได้รับสมมติว่า เป็นคนดีกว่าฤๅษีทั้งหลาย ได้มาถึงแล้ว ขอเชิญพระองค์รีบเสด็จออกไปพบ ท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่โดยด่วนเถิด พระเจ้าข้า”
ลำดับนั้น พระราชาผู้จอมทัพ รีบเสด็จขึ้นประทับราชรถที่เทียมไว้แล้ว มีหมู่มิตรและอำมาตย์ห้อมล้อมได้เสด็จไปแล้ว
พระราชาผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกาสี ทรงเก็บราชกกุธภัณฑ์ ๕ ประการ คือ ๑. พัดวาลวีชนี ๒. กรอบพระพักตร์ ๓. พระขรรค์ ๔. เศวตฉัตร ๕. ฉลองพระบาท
พระราชาทรงวางเบญจกกุธภัณฑ์ไว้อย่างปกปิดแล้ว เสด็จลงจากราชยาน ทรงดำเนินเข้าไปหาสังกิจจฤๅษี ซึ่งนั่งอยู่ ณ ทายปัสสอุทยาน
พระราชาพระองค์นั้นครั้นเสด็จเข้าไปหาแล้ว ทรงบันเทิงอยู่กับฤๅษีสนทนาปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันและกันแล้วเสด็จเข้าไป ณ ที่สมควร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๙. สัฏฐินิบาต] ๒. สังกิจจชาดก (๕๓๐)
ประทับนั่ง ณ ที่สมควรแล้ว เมื่อทรงเห็นว่าเป็นกาลอันสมควร จึงทรงสอบถามถึงกรรมอันเป็นบาปว่า
โยมขอถามท่านสังกิจจฤๅษีผู้ได้รับสมมติว่า เป็นคนดีกว่าฤๅษีทั้งหลายซึ่งนั่งอยู่ ณ ทายปัสสอุทยาน ห้อมล้อมไปด้วยหมู่ฤๅษีว่า
คนผู้ประพฤติล่วงธรรมทั้งหลาย เหมือนโยมผู้ประพฤติล่วงธรรม ละไปแล้วจะไปสู่คติอะไร ขอพระคุณเจ้าจงตอบเนื้อความที่โยมถามเถิด
สังกิจจฤๅษีได้กราบทูลพระราชาผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกาสี ซึ่งประทับนั่ง ณ ทายปัสสอุทยานว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ขอพระองค์ทรงสดับคำของอาตมภาพ
ผู้ใดพร่ำสอนบอกหนทางแก่คนเดินทางผิด ถ้าเขาพึงทำตามคำของผู้นั้น เขาก็ไม่พึงถูกหนามตำฉันใด
ผู้ใดพร่ำสอนธรรมแก่ผู้ปฏิบัติผิดธรรม ถ้าเขาพึงทำตามคำสอนของท่านผู้นั้น เขาจะไม่พึงไปสู่ทุคติฉันนั้นเหมือนกัน (ฤๅษีโพธิสัตว์กราบทูลพระราชาต่อไปว่า)
ข้าแต่มหาราช ธรรมชื่อว่าเป็นทางที่ปลอดภัย ส่วนอธรรมชื่อว่าเป็นทางที่ไม่ปลอดภัย เพราะว่าอธรรมนำสัตว์ไปสู่นรก ส่วนธรรมยังสัตว์ให้ถึงสุคติ @เชิงอรรถ : @ ธรรมชื่อว่าเป็นทางที่ปลอดภัย ในที่นี้หมายถึงกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ (กายกรรม ๓ คือ เว้นจากการ@ฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม, วจีกรรม ๔ คือเว้นจากพูดเท็จ เว้นจากพูด@ส่อเสียด เว้นจากพูดคำหยาบ เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ, มโนกรรม ๓ คือไม่โลภอยากได้ของเขา ไม่คิดปองร้ายเขา@เห็นชอบตามทำนองคลองธรรม) เป็นทางเกษม ไม่มีภัยเฉพาะหน้า ดำเนินไปสู่สุคติ (ขุ.ชา.อ. ๘/๘๑/๑๑๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๙. สัฏฐินิบาต] ๒. สังกิจจชาดก (๕๓๐)
ข้าแต่มหาบพิตร คนผู้ประพฤติล่วงธรรมทั้งหลาย มีชีวิตไม่ราบรื่น ตายไปแล้วจะไปสู่คติใดในนรก ขอพระองค์ทรงสดับการกล่าวถึงนรกเหล่านั้นของอาตมภาพเถิด
คือ ๑. สัญชีวนรก ๒. กาฬสุตตนรก ๓. สังฆาฏนรก โรรุวนรก ๒ คือ (๔. ชาลโรรุวนรก ๕. ธูมโรรุวนรก) ๖. ตาปนนรก ๗. ปตาปนนรก ๘. อเวจีมหานรก
นรก ๘ ขุมเหล่านี้บัณฑิตกล่าวว่า ก้าวพ้นได้โดยยาก เกลื่อนกล่นไปด้วยเหล่าสัตว์ผู้มีกรรมหยาบช้า แต่ละขุมๆ มีอุสสทนรก ๑๖ ขุมเป็นบริวาร @เชิงอรรถ : @ มหานรกทั้ง ๘ ขุมนี้มีคำแปลและความหมาย ดังนี้ @๑. สัญชีวนรก นรกที่ตายแล้วฟื้น หมายถึงสัตว์นรกในนรกนี้ถูกสับถูกฟันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้ว@กลับฟื้นขึ้นมาบ่อยๆ @๒. กาฬสุตตนรก นรกสายบรรทัดเหล็ก หมายถึงสัตว์นรกวิ่งไปบนแผ่นเหล็กแดง ถ้าล้มลง จะถูก@ดีดด้วยสายบรรทัดเหล็กแดง @๓. สังฆาฏนรก นรกที่ถูกบดหรือหนีบ หมายถึงมีภูเขาเหล็กลุกเป็นไฟกลิ้งมาบดขยี้สัตว์ในนรกนี้@๔. ชาลโรรุวนรก นรกที่สัตว์ร้องไห้เพราะเปลวไฟ หมายถึงนรกที่มีเปลวไฟพุ่งวูบเข้าทางทวารทั้ง ๙@เผาสัตว์นรกตลอดเวลา @๕. ธูมโรรุวนรก นรกที่สัตว์ร้องไห้เพราะควันไฟ หมายถึงนรกที่มีควันไฟรมสัตว์นรกทางทวารทั้ง ๙@อยู่ตลอดเวลา @๖. ตาปนนรก นรกที่ทำให้ร้อน หมายถึงพวกสัตว์นรกในนรกนี้จะถูกแทงด้วยหลาวเหล็กเท่า@ลำตาลลุกเป็นไฟ @๗. ปตาปนนรก นรกที่ทำให้ร้อนมาก หมายถึงสัตว์นรกในนรกนี้ถูกไล่ตีหนีขึ้นไปบนภูเขา บนกำแพง@ที่ร้อน ตกลงมาถูกหลาวเหล็กเสียบแทง @๘. อเวจีมหานรก นรกที่ไม่มีเวลาว่าง หมายถึงนรกที่มีเปลวไฟพลุ่งออกมาจากทิศทั้ง ๔ เผาสัตว์นรก@อยู่ตลอดเวลา @มหานรกทั้ง ๘ ขุมนี้แต่ละขุมมีประตู ๔ ด้าน ประตูหนึ่งๆ มีอุสสุทนรก (นรกบริวาร) ด้านละ ๔@มหานรกขุมหนึ่งๆ จึงมีอุสสทนรก ๑๖ แห่ง มหานรก ๘ ขุมมีอุสสทนรก ๑๒๘ รวมกับมหานรก ๘@เป็น ๑๓๖ ขุม (ขุ.ชา.อ. ๘/๘๓-๘๔/๑๑๗-๑๒๐) ดูการทำกรรมและวิธีเสวยผลกรรมต่างๆ จากเนมิราช-@ชาดก ชาดกที่ ๔ ในมหานิบาต (ข้างหน้า) (ขุ.ชา. ๒๘/๔๒๑-๕๘๙/๑๖๖-๑๘๗) (ขุ.ชา.อ. ๙/๔๒๑-๕๘๙/@๑๕๑-๒๐๙) และดูเทวทูตสูตรใน ม.อุ. ๑๔/๒๖๑-๒๗๑/๒๓๐-๒๔๐, ม.อุ.อ. ๓/๒๖๑-๒๗๑/๑๖๗-๑๗๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๙. สัฏฐินิบาต] ๒. สังกิจจชาดก (๕๓๐)
เป็นนรกที่โหดร้าย เผาผลาญเหล่าสัตว์ ผู้ตระหนี่เหนียวแน่นให้เร่าร้อน เป็นมหาภัย มีเปลวไฟลุกโพลง น่าขนพองสยองเกล้า น่าสะพรึงกลัว มีภัยเฉพาะหน้า มีแต่ทุกข์
มี ๔ มุม มีประตู ๔ ด้าน จัดไว้เหมาะสมตามสัดส่วน มีกำแพงเหล็กล้อมรอบ มีเหล็กครอบไว้ด้วย
ภาคพื้นของนรกเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นเหล็ก มีไฟลุกโชน มีความร้อนแผ่ซ่านไปตลอด ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ ตั้งอยู่ในกาลทุกเมื่อ
คนผู้กล่าวล่วงเกินฤๅษีทั้งหลาย ผู้สำรวม ผู้มีตบะเหล่านั้น ย่อมตกนรก มีเท้าชี้ขึ้นเบื้องบน มีศีรษะปักลงเบื้องล่าง
คนเหล่านั้นผู้มีปกติกระทำกรรมหยาบช้า มีความเจริญถูกขจัดแล้ว เหมือนปลาที่ถูกเฉือนออกเป็นชิ้นๆ ย่อมหมกไหม้อยู่ในนรกตลอดปีนับไม่ถ้วน
มีกายถูกไฟเผาไหม้ทั้งภายในทั้งภายนอกอยู่เป็นนิตย์ แสวงหาทางออกจากนรก ก็ไม่พบประตูที่จะออก
จึงวิ่งไปทางประตูด้านทิศตะวันออก จากนั้นก็วิ่งกลับไปทางประตูด้านทิศตะวันตก วิ่งไปแม้ทางประตูด้านทิศเหนือ จากนั้นจึงวิ่งกลับไปยังประตูด้านทิศใต้ วิ่งไปถึงประตูใดๆ ประตูนั้นๆ ก็ปิดทันที
นับเป็นเวลาหลายพันปี ชนทั้งหลายที่ตกนรก ต้องประคองแขนคร่ำครวญ เสวยทุกข์มิใช่น้อย
เพราะเหตุนั้น บุคคลไม่ควรระรานคนดี เพราะท่านมีความสำรวม มีตบะ ประดุจอสรพิษมีพิษกล้าที่โกรธแล้วหลีกเลี่ยงได้ยาก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๙. สัฏฐินิบาต] ๒. สังกิจจชาดก (๕๓๐)
พระเจ้าอัชชุนะทรงเป็นใหญ่ในแคว้นเกตกะ มีพระวรกายกำยำล่ำสัน ทรงเป็นนายขมังธนูผู้ยิ่งใหญ่ มีพระพาหาตั้งพัน ก็หายสาบสูญไปเพราะระรานโคตมฤๅษี
พระเจ้าทัณฑกีได้ทรงเอาธุลีโปรยใส่กีสวัจฉฤๅษี ผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังธุลี พระองค์ทรงถึงความพินาศเหมือนต้นตาลถูกตัดราก
พระเจ้ามัชฌะคิดร้ายมาตังคฤๅษีผู้เรืองยศ จึงได้หายสาบสูญไปพร้อมทั้งบริษัท แคว้นของพระองค์ก็กลายเป็นป่าไม้ในกาลนั้น
ชาวเมืองอันธกเวณฑยะระรานกัณหทีปายนฤๅษี ต่างถือไม้พลองตีกันและกัน ก็พากันไปถึงสถานที่ชำระโทษของพญายม
ส่วนพระเจ้าเจจจะพระองค์นี้ เมื่อก่อนทรงเหาะไปในอากาศได้ ถูกกบิลดาบสสาปมีอัตภาพเสื่อมสิ้นฤทธิ์แล้ว ถูกแผ่นดินสูบถึงสิ้นพระชนม์
เพราะเหตุนั้นแหละ บัณฑิตทั้งหลายจึงไม่สรรเสริญ การถึงความลำเอียงเพราะความชอบ บุคคลไม่พึงมีจิตคิดประทุษร้าย พึงกล่าววาจาที่ประกอบด้วยความจริง
ถ้าว่าคนใดมีใจประทุษร้าย เพ่งเล็งมุนีผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เขาก็จะไปสู่นรกเบื้องต่ำ
ชนเหล่าใดพยายามพูดคำหยาบคาย ด่าว่าผู้เฒ่า ชนเหล่านั้นจะไม่มีที่พึ่ง ไม่มีทายาท เป็นเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๙. สัฏฐินิบาต] ๒. สังกิจจชาดก (๕๓๐)
อนึ่ง คนใดฆ่าบรรพชิตผู้ทำกิจเสร็จแล้ว ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ คนนั้นย่อมหมกไหม้อยู่ในกาฬสุตตนรกตลอดราตรีนาน
อนึ่ง พระราชาพระองค์ใดไม่ตั้งอยู่ในธรรม ทรงมีอคติ เที่ยวกำจัดแคว้น ทำชนบทให้เดือดร้อน สิ้นพระชนม์แล้วจะหมกไหม้อยู่ในตาปนนรก
และท้าวเธอจะต้องหมกไหม้อยู่ตลอดแสนปีทิพย์ จะถูกกลุ่มเปลวเพลิงห้อมล้อมเสวยทุกขเวทนา
เปลวเพลิงจะเปล่งรัศมีพวยพุ่งออกจากพระกายของท้าวเธอ สรรพางค์กายพร้อมทั้งขนและเล็บทั้งหลายของสัตว์ ผู้มีไฟเป็นอาหารจะลุกโชนเป็นอันเดียวกัน
สัตว์นรกมีกายถูกไฟครอกทั้งภายในและภายนอกอยู่เป็นนิตย์ ถูกความทุกข์ย่ำยีร้องครวญครางอยู่เหมือนช้างถูกสับด้วยตะขอ
คนใดเป็นคนต่ำช้า ฆ่าบิดาเพราะความโลภหรือความโกรธ คนนั้นย่อมหมกไหม้ในกาฬสุตตนรกตลอดราตรีนาน
คนผู้ฆ่าบิดาเช่นนั้นจะต้องหมกไหม้อยู่ในโลหกุมภีนรก และนายนิรยบาลทั้งหลายจะใช้หอกแทงเขาผู้ถูกต้มจนไม่มีหนัง ทำให้ตาบอด ให้กินปัสสาวะและอุจจาระเป็นอาหาร แล้วกดคนเช่นนั้นให้จมลงในน้ำกรด
นายนิรยบาลบังคับให้สัตว์นรกกินน้ำอุจจาระ ที่ร้อนจนเดือดพล่าน และก้อนเหล็กแดงที่มีไฟลุกโชน ถือเอาผาลที่ยาวและร้อนอยู่ตลอดราตรีนาน งัดปาก เมื่อปากเปิดอ้าจึงใช้เบ็ด ที่ผูกสายเชือก(ดึงลิ้นออกมา) แล้วจึงยัด(เหล็กแดง)เข้าไป @เชิงอรรถ : @ หนึ่งแสนปีทิพย์ ประมาณ ๕๕,๘๗๒ ล้านปีมนุษย์ (คำนวณตามประมาณอายุ)(อภิ.วิ.อ. ๑/๑๐๒๓/๕๖๖-๕๖๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๕๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๙. สัฏฐินิบาต] ๒. สังกิจจชาดก (๕๓๐)
ฝูงสุนัขดำ ฝูงสุนัขด่าง ฝูงนกแร้ง ฝูงกาป่า และฝูงนกปากเหล็ก พากันรุมจิกกัดสัตว์นรกผู้กำลังดิ้นทุรนทุราย แบ่งกันกินเป็นอาหารพร้อมทั้งเลือด
สัตว์นรกผู้ฆ่าบิดานั้นมีร่างกายแตกปริไปทั่ว เหมือนต้นตาลที่ถูกไฟไหม้ นายนิรยบาลทั้งหลายจะเที่ยวติดตามทุบตี จริงอยู่ นายนิรยบาลเหล่านั้นมีความยินดี แต่พวกสัตว์นรกนอกนี้ได้รับทุกข์ทรมาน คนผู้ฆ่าบิดาทุกจำพวกในโลกนี้ต้องตกอยู่ในนรกเช่นนั้น
อนึ่ง บุตรฆ่ามารดา ตายจากโลกนี้ไปแล้ว เข้าถึงที่อยู่ของพญายม ต้องเสวยทุกข์อย่างร้ายแรงด้วยผลกรรมของตน
นายนิรยบาลทั้งหลายที่มีพละกำลังอย่างยิ่ง จะใช้ขนหางสัตว์ที่เป็นลวดเหล็กแดง มัดบีบคั้นสัตว์นรกที่ฆ่ามารดาผู้ให้กำเนิดอยู่เสมอๆ
บังคับให้สัตว์นรกนั้นผู้ฆ่ามารดาดื่มเลือดที่มีอยู่ในตน ที่ไหลออกจากร่างกายของตน ซึ่งร้อนปานประหนึ่งน้ำทองแดงที่ละลายคว้าง
สัตว์นรกนั้นลงสู่ห้วงน้ำที่คล้ายน้ำหนองน้ำเลือด มีโคลนตม คูถอันน่าเกลียด มีกลิ่นเหม็นเน่าดุจซากศพ แล้วยืนอยู่
ณ ห้วงน้ำนั้น หมู่หนอนปากเหล็ก มีร่างกายใหญ่โตเหลือประมาณทำลายผิวหนัง ชอนไชเข้าไปในเนื้อและเลือด กัดกินสัตว์นรกนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๕๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๙. สัฏฐินิบาต] ๒. สังกิจจชาดก (๕๓๐)
ก็สัตว์นรกนั้นตกถึงนรกแล้ว ก็จมลงไปประมาณ ๑๐๐ ช่วงคน ซากศพอันเน่าก็เหม็นฟุ้งตลบไปโดยรอบตลอด ๑๐๐ โยชน์
จริงอยู่ แม้คนที่มีจักษุ ก็จะเสื่อมจากจักษุทั้ง ๒ ได้เพราะกลิ่นนั้น ขอถวายพระพรพระเจ้าพรหมทัต คนฆ่ามารดาย่อมได้รับความทุกข์เช่นนั้นแหละ
หญิงที่รีดลูกทั้งหลายจะต้องย่างเหยียบนรก บนคมมีดโกนอันคมกริบที่ไม่น่ารื่นรมย์ แล้วตกไปยังแม่น้ำเวตตรณีซึ่งข้ามไปได้ยาก
ต้นงิ้วทั้งหลายล้วนแต่เป็นเหล็ก มีหนามยาว ๑๖ องคุลี ห้อยย้อยปกคลุมแม่น้ำเวตตรณีซึ่งข้ามไปได้ยากทั้ง ๒ ฝั่ง
สัตว์นรกเหล่านั้นมีเปลวเพลิงลุกโชนขึ้นไปเบื้องบนหนึ่งโยชน์ มีกายเร่าร้อนด้วยไฟที่เกิดเอง ยืนอยู่เหมือนกองไฟที่ตั้งอยู่ในที่ไกล
หญิงผู้ประพฤตินอกใจสามีก็ดี ชายผู้คบชู้กับภรรยาคนอื่นก็ดี พวกเขาเหล่านั้นต้องตกอยู่ในนรกอันเร่าร้อนมีหนามแหลมคม
สัตว์นรกเหล่านั้นถูกอาวุธทิ่มแทง ก็กลิ้งกลับเอาศีรษะลงเบื้องล่าง ตกลงไปเป็นจำนวนมาก ถูกหลาวเหล็กทิ่มแทงร่างกายจนนอน ตื่นอยู่ตลอดกาลอันยาวนาน
ต่อแต่นั้น เมื่อราตรีสว่างแล้ว สัตว์นรกทั้งหลายก็ถูกนายนิรยบาลซัดเข้าไปยังโลหกุมภีอันใหญ่ อุปมาดังภูเขามีน้ำร้อนอันเปรียบได้กับไฟ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๕๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๙. สัฏฐินิบาต] ๒. สังกิจจชาดก (๕๓๐)
บุคคลผู้ทุศีลถูกโมหะครอบงำ ย่อมเสวยกรรมของตนหมกไหม้อยู่ ที่ตนกระทำชั่วไว้แล้วในปางก่อนตลอดวันตลอดคืนอย่างนี้
อนึ่ง ภรรยาที่เขาไถ่มาด้วยทรัพย์ ดูหมิ่นสามี หรือแม่ผัว พ่อผัว หรือแม้พี่ชาย พี่สาวของสามี
นายนิรยบาลทั้งหลายจะเอาเบ็ดเกี่ยวปลายลิ้นของเธอ ดึงออกมาพร้อมทั้งสายเบ็ด เธอเห็นลิ้นของตนยาวประมาณ ๑ วา เต็มไปด้วยหนอน ไม่อาจจะบอกใครให้ทราบได้ จึงตายไปหมกไหม้อยู่ในตาปนนรก
พวกคนฆ่าแกะ ฆ่าสุกร จับปลา ดักสัตว์ พวกโจร พวกคนฆ่าวัว พวกนายพราน และพวกที่กล่าวอ้างโทษว่าเป็นคุณ
พวกเขาจะถูกนายนิรยบาลทั้งหลายเข่นฆ่าด้วยหอก ด้วยค้อนเหล็ก ด้วยดาบ ด้วยลูกศร และศีรษะจะปักดิ่งลงไปยังแม่น้ำกรด
ส่วนคนผู้ตัดสินคดีไม่เป็นธรรม จะถูกพวกนายนิรยบาลทุบตีด้วยค้อนเหล็กทุกเย็นทุกเช้า ต่อแต่นั้นจะต้องกินอาเจียนที่สัตว์นรกเหล่าอื่นคายออก ที่มีอัตภาพลำบากทุกเมื่อ
ฝูงกา ฝูงสุนัขจิ้งจอก ฝูงแร้ง และฝูงกาป่าปากเหล็ก ก็พากันรุมจิกกัดกินสัตว์นรก ผู้กระทำกรรมหยาบช้าซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๕๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๙. สัฏฐินิบาต] รวมชาดกที่มีในนิบาต
เหล่าชนผู้เป็นอสัตบุรุษใช้ธุลีฉาบปกปิดร่างกาย ฆ่าเนื้อด้วยเนื้อต่อหรือฆ่านกด้วยนกต่อ ชนเหล่านั้นต้องไปตกอุสสทนรก
ส่วนสัตบุรุษทั้งหลายย่อมไปสู่เทวโลกเบื้องบน เพราะกรรมที่ตนประพฤติดีแล้วในโลกนี้ ขอมหาบพิตรโปรดทอดพระเนตร ผลกรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้วเถิด เทพเจ้าทั้งหลายพร้อมทั้งพระอินทร์และพระพรหมก็มีอยู่
ข้าแต่มหาราช เพราะเหตุนั้น อาตมภาพขอถวายพระพร ขอพระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งแคว้น จงทรงประพฤติธรรม โดยประการที่บุคคลประพฤติธรรมดีแล้ว ไม่พึงเดือดร้อนในภายหลังเถิด สังกิจจชาดกที่ ๒ จบ รวมชาดกที่มีในนิบาตนี้ ๑. โสณกชาดก ๒. สังกิจจชาดก สัฏฐินิบาต จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๕๔}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒ สงฺกิจฺจชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ ๒. สังกิจจชาดก สังกิจจฤาษีแสดงธรรมและอธรรมแก่พระเจ้าพรหมทัตต์
|๙๐.๑| ทิสฺวา นิสินฺนํ ราชานํ พฺรหฺมทตฺตํ รเถสภํ อถสฺส ปฏิเวเทสิ ยสฺสาสิ อนุกมฺปโก ฯ |๙๐.๒| สงฺกิจฺจายํ อนุปฺปตฺโต อิสีนํ สาธุสมฺมโต ตรมานรูโป นิยฺยาหิ ขิปฺปํ ปสฺส มเหสินํ ฯ |๙๐.๓| ตโต จ ราชา ตรมาโน ยุตฺตมารุยฺห สนฺทนํ มิตฺตามจฺจปริพฺยูโฬฺห อคมาสิ รเถสโภ ฯ |๙๐.๔| นิกฺขิปฺป ปญฺจ กกุธานิ กาสีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน วาลวีชนิมุณฺหีสํ ขคฺคํ ฉตฺตญฺจุปาหนํ ฯ |๙๐.๕| โอรุยฺห ราชา ยานมฺหา ฐปยิตฺวา ปฏิจฺฉทํ อาสีนํ ทายปสฺสสฺมึ สงฺกิจฺจมุปสงฺกมิ ฯ |๙๐.๖| อุปสงฺกมิตฺวา โส ราชา สมฺโมทิ อิสินา สห ตํ กถํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ อุปาวิสิ ฯ |๙๐.๗| เอกมนฺตํ นิสินฺโนว อถ กาลํ อมญฺญถ ตโต ปาปานิ กมฺมานิ ปุจฺฉิตุํ ปฏิปชฺชถ ฯ |๙๐.๘| อิสึ ปุจฺฉาม สงฺกิจฺจํ อิสีนํ สาธุสมฺมตํ อาสีนํ ทายปสฺสสฺมึ อิสิสงฺฆปุรกฺขตํ ฯ |๙๐.๙| กํ คตึ เปจฺจ คจฺฉนฺติ นรา ธมฺมาติจาริโน อติจิณฺโณ มยา ธมฺโม ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
ลำดับนั้น คนเฝ้าสวนเห็นพระเจ้าพรหมทัตต์ จอมทัพ ประทับนั่งอยู่ ได้กราบทูลแด่ท้าวเธอว่า สังกิจจฤาษีที่พระองค์ทรงพระกรุณา ซึ่งยกย่อง กันว่าได้ดีแล้วในหมู่ฤาษีทั้งหลายมาถึงแล้ว เชิญพระองค์รีบเสด็จออก ไปพบท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่โดยเร็วเถิด ก็ลำดับนั้น พระราชาผู้ จอมทัพอันมิตรและอำมาตย์ล้อมแล้ว เสด็จขึ้นรถอันเทียมด้วยม้า อาชาไนยรีบเสด็จไป พระราชาผู้ทรงบำรุงแคว้นของชาวกาสีให้เจริญ ทรงเปลื้องราชกกุธภัณฑ์ ๕ อย่าง คือ พัดวาลวิชนีอุณหิส พระขรรค์ เศวตฉัตรและฉลองพระบาทวางไว้แล้ว เสด็จลงจากรถ ทรงดำเนินเข้า ไปหาสังกิจจฤาษี ผู้นั่งอยู่ในพระราชอุทยานอันมีนามว่านายปัสสะ ครั้น เสด็จเข้าไปหาแล้วก็ทรงบันเทิงอยู่กับฤาษี ครั้นทรงสนทนาปราศรัยพอ ให้ระลึกถึงกันแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นประทับนั่ง แล้ว ลำดับนั้นได้ทรงสำคัญกาลอยู่ แต่นั้นทรงปฏิบัติ เพื่อจะตรัสถาม กรรมอันเป็นบาป จึงตรัสว่า ข้าพเจ้าขอถามท่านสังกิจจฤาษีผู้ได้รับ ยกย่องว่า ได้ดีแล้วในหมู่ฤาษีทั้งหลาย อันหมู่ฤาษีทั้งหลายห้อมล้อม นั่งอยู่ ในทายปัสสะอุทยานว่า นรชนผู้ประพฤติล่วงธรรม (เหมือน) ข้าพเจ้าประพฤติล่วงธรรมแล้วไปสู่คติอะไรในปรโลก ข้าพเจ้าถามแล้ว ได้โปรดบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้า.
|๙๑.๑| อิสิ อวจ สงฺกิจฺโจ กาสีนํ รฏฺฐวฑฺฒนํ อาสีนํ ทายปสฺสสฺมึ มหาราช สุโณหิ เม ฯ |๙๑.๒| อุปฺปเถน วชนฺตสฺส โย มคฺคมนุสาสติ ตสฺส เจ วจนํ กยิรา นาสฺส มคฺเคยฺย กณฺฏโก ฯ |๙๑.๓| อธมฺมํ ปฏิปนฺนสฺส โย ธมฺมมนุสาสติ ตสฺส เจ วจนํ กยิรา น โส คจฺเฉยฺย ทุคฺคตึ ฯ
สังกิจจฤาษี ได้กล่าวตอบพระราชาผู้บำรุงแคว้นของชาวกาสีให้เจริญ ประทับนั่งอยู่ในทายปัสสะอุทยานว่า ขอถวายพระพร ขอมหาบพิตร ทรงฟังอาตมภาพ ถ้าเมื่อบุคคลเว้นทางผิด ทำตามคำของบุคคลผู้บอก ทางถูก โจรผู้เป็นเสี้ยนหนามก็ไม่พึงพบหน้าของบุคคลนั้น เมื่อบุคคล ปฏิบัติอธรรม แต่ถ้ากระทำตามคำของบุคคลผู้พร่ำสอนธรรม บุคคลนั้น ไม่พึงไปสู่ทุคติ.
|๙๒.๑| ธมฺโม ปโถ มหาราช อธมฺโม ปน อุปฺปโถ อธมฺโม นิรยํ เนติ ธมฺโม ปาเปติ สุคฺคตึ ฯ |๙๒.๒| อธมฺมจาริโน ราช นรา วิสมชีวิโน ยํ คตึ เปจฺจ คจฺฉนฺติ นิรเย เต สุโณหิ เม ฯ |๙๒.๓| สญฺชีโว กาฬสุตฺโต จ สงฺฆาโฏ เทฺว จ โรรุวา อถาปโร มหาวีจิ ตาปโน จ ปตาปโน ฯ |๙๒.๔| อิจฺเจเต อฏฺฐ นิรยา อกฺขาตา ทูรติกฺกมา อากิณฺณา ลุทฺทกมฺเมหิ ปจฺเจกา โสฬสุสฺสทา ฯ |๙๒.๕| กทริยา ตาปนา โฆรา อจฺจิมนฺโต มหพฺภยา โลมหํสนรูปา จ เภสฺมา ปฏิภยา ทุขา ฯ |๙๒.๖| จตุกฺกณฺณา จตุทฺวารา วิภตฺตา ภาคโส มิตา อโยปาการปริยนฺตา อยสา ปฏิกุชฺชิตา ฯ |๙๒.๗| เตสํ อโยมยา ภูมิ ชลิตา เตชสา ยุตา สมนฺตา โยชนสตํ ผุฏา ติฏฺฐนฺติ สพฺพทา ฯ |๙๒.๘| เอเต ปตนฺติ นิรเย อุทฺธํปาทา อวํสิรา อิสีนํ อติวตฺตาโร สญฺญตานํ ตปสฺสินํ ฯ |๙๒.๙| เต ภูนหุโน ปจฺจนฺติ มจฺฉา พิลกตา ยถา สํวจฺฉเร อสงฺเขยฺเย นรา กิพฺพิสการิโน ฯ |๙๒.๑๐| ฑยฺหมาเนน คตฺเตน นิจฺจํ สนฺตรพาหิรํ นิรยา นาธิคจฺฉนฺติ ทฺวารํ นิกฺขมเนสิโน ฯ |๙๒.๑๑| ปุรตฺถิเมน ธาวนฺติ ตโต ธาวนฺติ ปจฺฉโต อุตฺตเรนปิ ธาวนฺติ ตโต ธาวนฺติ ทกฺขิณํ ยํ ยญฺหิ ทฺวารํ คจฺฉนฺติ ตนฺตเทว ปิถิยฺยเร ฯ |๙๒.๑๒| พหูนิ สตสหสฺสานิ ชนา นิรยคามิโน พาหา ปคฺคยฺห กนฺทนฺติ ปตฺวา ทุกฺขํ อนปฺปกํ ฯ |๙๒.๑๓| อาสีวิสํว กุปฺปิตํ เตชสึ ทูรติกฺกมํ น สาธุรูเป อาสีเท สญฺญตานํ ตปสฺสินํ ฯ |๙๒.๑๔| อติกาโย มหิสฺสาโส อชฺชุโน เกกกาธิโป สหสฺสพาหุ อุจฺฉินฺโน อิสิมาสชฺช โคตมํ ฯ |๙๒.๑๕| อรชํ รชสา วจฺฉํ กีสํ อวกฺรีย ทณฺฑกี ตาโลว มูลโต ฉินฺโน ส ราชา วิภวงฺคโต ฯ |๙๒.๑๖| อุปหจฺจ มนํ เมชฺโฌ มาตงฺคสฺมึ ยสสฺสิเน สปาริสชฺโช อุจฺฉินฺโน เมชฺฌารญฺญํ ตทา อหุ ฯ |๙๒.๑๗| กณฺหทีปายนาสชฺช อิสึ อนฺธกเวนฺทโย อญฺญมญฺญํ มุสเล หนฺตฺวา สมฺปตฺตา ยมสาธนํ ฯ |๙๒.๑๘| อถายํ อิสินา สตฺโต อนฺตลิกฺขจโร ปุเร ปาเวกฺขิ ปฐวึ เจจฺโจ หีนตฺโต กาลปริยายํ ฯ |๙๒.๑๙| ตสฺมา หิ ฉนฺทาคมนํ นปฺปสํสนฺติ ปณฺฑิตา อทุฏฺฐจิตฺโต ภาเสยฺย คิรํ สจฺจูปสญฺหิตํ ฯ |๙๒.๒๐| มนสา เจ ปทุฏฺเฐน โย นโร เปกฺขเต มุนึ วิชฺชาจรณสมฺปนฺนํ คนฺตฺวา โส นิรยํ อโธ ฯ |๙๒.๒๑| เย วุฑฺเฒ ปริภาสนฺติ ผรุสูปกฺกมา ชนา อนปจฺจา อทายาทา ตาลวตฺถู ภวนฺติ เต ฯ |๙๒.๒๒| โย จ ปพฺพชิตํ หนฺติ กตกิจฺจํ มเหสินํ ส กาฬสุตฺเต นิรเย จิรํ รตฺตาย ปจฺจติ ฯ |๙๒.๒๓| โย จ ราชา อธมฺมฏฺโฐ รฏฺฐวิทฺธํสโน มโต ตาปยิตฺวา ชนปทํ ตาปเน เปจฺจ ปจฺจติ ฯ |๙๒.๒๔| โส จ วสฺสสหสฺสานํ สตํ ทิพฺยานิ ปจฺจติ อจฺจิสงฺฆปเรโต โส ทุกฺขํ เวเทติ เวทนํ ฯ |๙๒.๒๕| ตสฺส อคฺคิสิขา กายา นิจฺฉรนฺติ ปภสฺสรา เตโชภกฺขสฺส คตฺตานิ โลมคฺเคหิ นเขหิ จ ฯ |๙๒.๒๖| ฑยฺหมาเนน คตฺเตน นิจฺจํ สนฺตรพาหิรํ ทุกฺขาภิตุนฺโน นทติ นาโค ตุณฺฑฏฺฏิโต ยถา ฯ |๙๒.๒๗| โย โลภา ปิตรํ หนฺติ โทสา วา ปุริสาธโม ส กาฬสุตฺเต นิรเย จิรํ รตฺตาย ปจฺจติ ฯ |๙๒.๒๘| ส ตาทิโส ปจฺจติ โลหกุมฺภิยํ ปกฺกญฺจ สตฺตีหิ หนนฺติ นิตฺตจํ อนฺธํ กริตฺวา มุตฺตกรีสภกฺขํ ขาเร นิมุชฺชนฺติ ตถาวิธํ นรํ ฯ |๙๒.๒๙| ตตฺตํ ปกฺกุฏฺฐิตมโยคุฬญฺจ ทีเฆ จ ผาเล จิรรตฺตตาปิเต วิกฺขมฺภมาทาย วิภชฺช รชฺชุภิ วิวเฏ มุเข สํสวยนฺติ รกฺขสา ฯ |๙๒.๓๐| สามา จ โสณา สพลา จ คิชฺฌา กาโกลสงฺฆา จ ทิชา อโยมุขา สงฺคมฺม ขาทนฺติ วิผนฺทมานํ ชิวฺหํ วิภชฺช วิฆาสํ สโลหิตํ ฯ |๙๒.๓๑| ตํ ทฑฺฒตาลํ ปริภินฺนคตฺตํ นิปฺโปถยนฺตา อนุวิจรนฺติ รกฺขสา รตี หิ เตสํ ทุขิโน ปนีตเร เอตาทิสสฺมึ นิรเย วสนฺติ เยเกจิ โลเก อิธ เปตฺติฆาติโน ฯ |๙๒.๓๒| ปุตฺโต จ มาตรํ หนฺตฺวา อิโต คนฺตฺวา ยมกฺขยํ ภุสมาปชฺชเต ทุกฺขํ อตฺตกมฺมผลูปโค ฯ |๙๒.๓๓| อมนุสฺสา อติพาลา หนฺตารํ ชนยนฺติยา อโยมเยหิ วาเลหิ ปีฬยนฺติ ปุนปฺปุนํ ฯ |๙๒.๓๔| ตํ ปสฺสวํ สกา คตฺตา รุธิรํ อตฺตสมฺภวํ ตมฺพโลหวิลีนํว ตตฺตํ ปาเยนฺติ มตฺติฆํ ฯ |๙๒.๓๕| ชิคุจฺฉํ กุณปํ ปูตึ ทุคฺคนฺธํ คูถกทฺทมํ ปุพฺพโลหิตสงฺกาสํ รหโทคฺคยฺห ติฏฺฐติ ฯ |๙๒.๓๖| ตเมนํ กิมิโย ตตฺถ อติกายา อโยมุขา ฉวึ เภตฺวาน ขาทนฺติ ปคิทฺธา มํสโลหิเต ฯ |๙๒.๓๗| โส จ ตํ นิรยํ ปตฺโต นิมุคฺโค สตโปริสํ ปูติกํ กุณปํ วาติ สมนฺตา สตโยชนํ ฯ |๙๒.๓๘| จกฺขุมาปิ หิ จกฺขูนิ เตน คนฺเธน ชิยฺยติ เอตาทิสํ พฺรหฺมทตฺต มาตุโฆ ลภเต ทุขํ ฯ |๙๒.๓๙| ขุรธารมนุกฺกมฺม ติกฺขํ ทูรภิสมฺภวํ ปตนฺติ คพฺภปาตินิโย ทุคฺคํ เวตฺตรณึ นทึ ฯ |๙๒.๔๐| อโยมยา สิมฺพลิโย โสฬสงฺคุลิกณฺฏกา อุภโต มภิลมฺพนฺติ ทุคฺคํ เวตฺตรณึ นทึ ฯ |๙๒.๔๑| เต อจฺจิมนฺโต ติฏฺฐนฺติ อคฺคิกฺขนฺธาว อารกา อาทิตฺตา ชาตเวเทน อุทฺธํ โยชนมุคฺคตา ฯ |๙๒.๔๒| เอเต ปชฺชนฺติ นิรเย ตตฺเต ติขิณกณฺฏเก นาริโย จ อติจารินิโย นรา จ ปรทารคู ฯ |๙๒.๔๓| เต ปตนฺติ อโธกฺขนฺธา วิวตฺตา วิหตา ปุถู สยนฺติ วินิวิทฺธงฺคา ทีฆํ ชคฺคนฺติ สพฺพทา ฯ |๙๒.๔๔| ตโต รตฺยา วิวสเน มหตึ ปพฺพตูปมํ โลหกุมฺภึ ปวชฺชนฺติ ตตฺตํ อคฺคิสมูทกํ ฯ |๙๒.๔๕| เอวํ ทิวา จ รตฺโต จ ทุสฺสีลา โมหปารุตา อนุโภนฺติ สกํ กมฺมํ ปุพฺเพ ทุกฺกฏมตฺตโน ฯ |๙๒.๔๖| ยา จ ภริยา ธนกฺกีตา สามิกํ อติมญฺญติ สสฺสุํ วา สสฺสุรํ วาปิ เชฏฺฐํ วาปิ นนนฺทนํ |๙๒.๔๗| ตสฺสา วงฺเกน ชิวฺหคฺคํ นิพฺพหนฺติ สพนฺธนํ ฯ ส พฺยามมตฺตํ กิมินํ ชิวฺหํ ปสฺสติ อตฺตโน วิญฺญาเปตุํ น สกฺโกติ ตาปเน เปจฺจ ปจฺจติ ฯ |๙๒.๔๘| โอรพฺภิกา สูกริกา มจฺฉิกา มิคพนฺธกา โจรา โคฆาตกา ลุทฺทา อวณฺเณ วณฺณการกา ฯ |๙๒.๔๙| สตฺตีหิ โลหกูเฏหิ เนตฺตึเสหิ อุสูหิ จ หญฺญมานา ขารนทึ ปปตนฺติ อวํสิรา ฯ |๙๒.๕๐| สายํ ปาโต กูฏการี อโยกูเฏหิ หญฺญติ ตโต วนฺตํ ทุรตฺตานํ ปเรสํ ภุญฺชเต สทา ฯ |๙๒.๕๑| ธงฺกา เภรณฺฑกา คิชฺฌา กาโกลา จ อโยมุขา วิปฺผนฺทมานํ ขาทนฺติ นรํ กิพฺพิสการกํ ฯ |๙๒.๕๒| เย มิเคน มิคํ หนฺติ ปกฺขึ วา ปน ปกฺขินา อสนฺโต รชสา ฉนฺนา คนฺตฺวา เต นิรยุสฺสทํ ฯ
ขอถวายพระพร ธรรมเป็นทางถูก ส่วนอธรรมเป็นทางผิด อธรรม ย่อมนำไปสู่นรก ธรรมย่อมให้ถึงสุคติ นรชนผู้ประพฤติอธรรม มีความ เป็นอยู่ไม่สม่ำเสมอ ละโลกนี้แล้วย่อมไปสู่คติใด อาตมภาพจะกล่าว คติ คือ นรกเหล่านั้น ขอพระองค์ทรงสดับอาตมภาพเถิด นรก ๘ ขุมนี้ คือ สัญชีวนรก ๑ กาฬสุตตนรก ๑ สังฆาตนรก ๑ โรรุว- นรก ๑ มหาโรรุวนรก ๑ ต่อมาถึงมหาอเวจีนรก ๑ ตาปนนรก ๑ ปตาปนนรก ๑ อันบัณฑิตทั้งหลายกล่าวไว้แล้ว ก้าวล่วงได้ยาก เกลื่อนกล่นไปด้วยเหล่าสัตว์ ผู้มีกรรมหยาบช้าเฉพาะขุมหนึ่งๆ มี อุสสทนรก ๑๖ ขุมเป็นที่ทำบุคคลผู้กระด้างให้เร่าร้อน น่ากลัว มีเปลว เพลิงรุ่งโรจน์ มีภัยใหญ่ขนลุกขนพอง น่าสะพรึงกลัว มีภัยรอบข้าง เป็น ทุกข์ มี ๔ มุม ๔ ประตู จัดแบ่งไว้เป็นส่วนๆ มีกำแพงเหล็กกั้น โดยรอบมีฝาเหล็กครอบ ภาคพื้นของนรกเหล่านั้นล้วนแต่เหล็กแดงลุก โพลง ประกอบด้วยเปลวไฟ แผ่ไปตลอด ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ ตั้งอยู่ ทุกเมื่อ สัตว์ทั้งหลายมีเท้าในเบื้องบน มีศีรษะในเบื้องต่ำ ตกลงไปใน นรกนั้น สัตว์เหล่าใดกล่าวล่วงเกินฤาษีทั้งหลายผู้สำรวมแล้ว ผู้มีตบะ สัตว์เหล่านั้นผู้มีความเจริญอันขจัดแล้ว ย่อมหมกไหม้อยู่ในนรก เหมือนปลาที่ถูกเฉือนให้เป็นส่วนๆ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายผู้มีปรกติ กระทำกรรมอันหยาบช้า มีตัวถูกไฟไหม้ทั้งข้างในข้างนอกเป็นนิจ แสวงหาประตูออกจากนรก ก็ไม่พบประตูที่จะออกตลอดปีนับไม่ถ้วน สัตว์เหล่านั้นวิ่งไปทางประตูด้านหน้า จากประตูด้านหน้า วิ่งกลับมา ข้างหลัง วิ่งไปทางประตูด้านซ้าย จากประตูด้านซ้ายวิ่งกลับมาทาง ประตูด้านขวา วิ่งไปถึงประตูใดๆ ประตูนั้นๆ ก็ปิดเสีย สัตว์ทั้งหลายผู้ไปสู่นรก ย่อมประคองแขนคร่ำครวญเสวยทุกข์ มิใช่น้อย นับได้แสนปีเป็นอันมาก เพราะเหตุนั้น บุคคลไม่ควร รุกรานท่านที่เป็นคนดี ผู้สำรวม มีตบะธรรม ซึ่งเป็นดังอสรพิษมีเดช กำเริบร้ายล่วงได้ยาก ฉะนั้นพระเจ้าอัชชุนะ ผู้เป็นใหญ่ในแคว้นเกตกะ มีพระกายกำยำ เป็นนายขมังธนู มีพระหัตถ์ตั้งพัน มีมูลอันขาดแล้ว เพราะประทุษร้ายพระฤาษีโคตมโคตร พระเจ้าทัณฑกีได้เอาธุลีโปรยรด กีสวัจฉะฤาษี ผู้หาธุลีมิได้ พระราชานั้นถึงแล้วซึ่งความพินาศ ดุจต้น ตาลขาดแล้วจากรากฉะนั้น พระเจ้าเมชฌะคิดประทุษร้ายในมาตังคะฤาษี ผู้เรืองยศรัฐมณฑลของพระเจ้าเมชฌะ พร้อมด้วยบริษัทก็สูญสิ้นไปใน ครั้งนั้น ชาวเมืองอันธกวินทัย ประทุษร้ายกัณหทีปายนฤาษีช่วยกันเอา ไม้พลองรุมตีจนตาย ก็ไปเกิดในยมสาธนนรก ส่วนพระเจ้าเจติยราชนี้ ได้ประทุษร้ายกปิลดาบส แต่ก่อนเคยเหาะเหินเดินอากาศได้ ภายหลัง เสื่อมฤทธิ์ ถูกแผ่นดินสูบถึงมรณกาล เพราะเหตุนั้นแล บัณฑิตทั้งหลาย จึงไม่สรรเสริญการลุอำนาจแห่งฉันทาคติเป็นต้น บุคคลไม่ควรเป็นผู้มี จิตประทุษร้าย พึงกล่าววาจาอันประกอบด้วยสัจจะ ถ้าว่านรชนผู้ใดมีใจ ประทุษร้าย เพ่งเล็งท่านผู้รู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ นรชนผู้นั้นก็ ไปสู่นรกเบื้องต่ำ ชนเหล่าใดพยายามกล่าววาจาหยาบคาย บริภาษบุคคล ผู้เจริญทั้งหลาย ชนเหล่านั้นไม่ใช่เหล่ากอไม่ใช่ทายาท เป็นเหมือนต้น ตาลมีรากอันขาดแล้ว อนึ่ง ผู้ใดฆ่าบรรพชิตผู้ทำกิจเสร็จแล้ว ผู้แสวงหา คุณอันยิ่งใหญ่ ผู้นั้นจะต้องหมกไหม้อยู่ในกาฬสุตตนรกตลอดกาลนาน อนึ่ง พระราชาพระองค์ใดตั้งอยู่ในอธรรม กำจัดชาวแว่นแคว้น ทำชาว ชนบทให้เดือดร้อน สิ้นพระชนม์ไปแล้ว จะต้องหมกไหม้อยู่ในตาปนนรก ในโลกหน้า และพระราชาพระองค์นั้นจะต้องหมกไหม้อยู่ตลอดแสนปี ทิพย์ อันกองเพลิงห้อมล้อมเสวยทุกขเวทนา เปลวไฟมีรัศมีซ่านออกจาก กายของสัตว์นั้น สรรพางค์กายพร้อมทั้งปลายขนและเล็บ ของสัตว์ผู้มีไฟ เป็นภักษา มีเปลวไฟเป็นอันเดียวกัน สัตว์นรกมีตัวถูกไฟไหม้ทั้งข้างใน ข้างนอกอยู่เป็นนิตย์ เป็นผู้อันทุกข์เบียดเบียนร้องไห้คร่ำครวญอยู่ เหมือนช้างถูกนายหัตถาจารย์แทงด้วยขอ ฉะนั้น ผู้ใดเป็นคนต่ำช้า ฆ่า บิดาเพราะความโลภหรือเพราะความโกรธ ผู้นั้นต้องหมกไหม้อยู่ในกาฬ สุตตนรกสิ้นกาลนาน บุคคลผู้ฆ่าบิดาเช่นนั้น ต้องหมกไหม้อยู่ในโลหกุม- ภีนรก นายนิริยบาลทั้งหลายเอาหอกแทงสัตว์นรกนั้น ผู้ถูกไฟไหม้อยู่จน จนไม่มีหนัง ทำให้ตาบอดให้กินมูตรกินคูถ กดสัตว์นรกเช่นนั้นให้จม ลงในน้ำแสบ นายนิริยบาลทั้งหลาย ให้สัตว์นรกกินก้อนคูถที่ร้อนจัด และก้อนเหล็กแดงอันลุกโพลงให้ถือผานทั้งยาวทั้งร้อนสิ้นกาลนาน งัด ปากให้อ้าแล้วเอาเชือกผูกไว้ ยัดก้อนเหล็กแดงเข้าไปในปาก ฝูงสุนัข แดง ฝูงสุนัขด่าง ฝูงแร้ง ฝูงกา และฝูงนกตระกรุม ล้วนมีปากเป็น เหล็ก มากลุ้มรุมจิกกัดลิ้นให้ขาดแล้วกินลิ้นอันมีเลือดไหล เหมือนกิน ของอันเป็นเดนเต็มไปด้วยเลือดฉะนั้น นายนิริยบาลเที่ยวเดินทุบตีสัตว์ นรกผู้ฆ่าบิดานั้น ซึ่งมีร่างกายอันแตกไปทั่ว เหมือนผลตาลที่ถูกไฟไหม้ จริงอยู่ ความยินดีของนายนิริยบาลเหล่านั้น เป็นการเล่นสนุก แต่สัตว์ นรกต้องได้รับทุกข์ คนผู้ฆ่าบิดาเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกนี้ ต้องอยู่ใน นรกเช่นนั้น ก็บุตรฆ่ามารดา จากโลกนี้แล้วต้องไปสู่ที่อยู่แห่งพระยายม ย่อมเข้าถึงความทุกข์อย่างยิ่งด้วยผลแห่งกรรมของตน พวกนายนิริยบาล ที่ร้ายกาจย่อมบีบคั้นสัตว์ผู้ฆ่ามารดา ด้วยผาลเหล็กแดงบ่อยๆ ให้สัตว์ นรกดื่มกินโลหิตที่เกิดแต่ตน อันไหลออกจากกายของตน ร้อนดังหนึ่ง ทองแดงที่ละลายคว้างบนแผ่นดิน สัตว์นรกนั้นลงไปสู่ห้วงน้ำเช่นกับ หนองและเลือด น่าเกลียดดังซากศพเน่ามีกลิ่นเหม็นดุจก้อนคูถ หมู่ หนอนในห้วงน้ำนั้น มีกายใหญ่มีปากเป็นเหล็กแหลม ทำลายผิวหนัง ชอนไชไปในเนื้อและเลือด กัดกินสัตว์นรกนั้น ก็สัตว์นั้นถึงนรกนั้น แล้วจมลงไปประมาณชั่วร้อยบุรุษ ศพเน่าเหม็นฟุ้งไปตลอดร้อยโยชน์ โดยรอบ จริงอยู่ แม้จักษุของตนผู้มีจักษุย่อมคร่ำคร่าเพราะกลิ่นนั้น ดูกรพระเจ้าพรหมทัตต์ บุคคลผู้ฆ่ามารดาย่อมได้รับทุกข์เห็นปานนี้ พวกหญิงรีดลูกย่อมก้าวล่วงลำธารนรกอันขรุขระ ที่ก้าวล่วงได้แสน ยากดุจคมมีดโกน แล้วตกไปสู่แม่น้ำเวตรณีที่ไปได้ยาก ต้นงิ้ว ทั้งหลายล้วนแต่เป็นเหล็กมีหนาม ๑๖ คุลี มีกิ่งห้อยย้อยปกคลุมแม่น้ำ เวตรณีที่ไปได้ยากทั้งสองฟาก สัตว์นรกเหล่านั้นมีตัวสูงโยชน์หนึ่ง ถูกไฟที่เกิดเองแผดเผา มีเปลวรุ่งเรืองยืนอยู่ดุจกองไฟตั้งอยู่ที่ไกล ฉะนั้น หญิงผู้ประพฤตินอกใจสามีก็ดี ชายที่คบหาภรรยาผู้อื่นก็ดี ต้องตกอยู่ในนรกอันเร่าร้อนมีหนามคม สัตว์นรกเหล่านั้น ถูกนาย นิริยบาลทิ่มแทงด้วยอาวุธ กลับเอาศีรษะลงตกลงมานอนอยู่ ถูก ทิ่มแทงด้วยหลาวเป็นอันมากตื่นอยู่ตลอดกาลทุกเมื่อ ครั้นพอรุ่งสว่าง นายนิริยบาลให้สัตว์นรกนั้นเข้าไปสู่โลหกุมภีอันใหญ่เปรียบดังภูเขามีน้ำ เสมอด้วยไฟอันร้อน บุคคลผู้ทุศีล ถูกโมหะครอบงำ ย่อมเสวย กรรมของตน ที่ตนกระทำไว้ชั่วปางก่อน ตลอดวันตลอดคืนด้วย ประการฉะนี้ อนึ่ง ภริยาใดที่เขาช่วยมาด้วยทรัพย์ย่อมดูหมิ่นสามี แม่ ผัวพ่อผัว หรือพี่น้องผัว นายนิริยบาลเอาเบ็ดมีสายเกี่ยวปลายลิ้นของ หญิงนั้นคร่ามา สัตว์นรกนั้นเห็นลิ้นของตนยาวประมาณ ๑ วา เต็มไป ด้วยหมู่หนอนไม่อาจอ้อนวอนนายนิริยบาล ตายไปหมกไหม้ในตาปน- นรก พวกคนฆ่าแกะ ฆ่าสุกร ฆ่าปลา ดักเนื้อ พวกโจร คนฆ่าโค พวกพราน พวกคนผู้กระทำคุณในเหตุมิใช่คุณ (คนส่อเสียด) ถูกนาย นิริยบาลเบียดเบียนด้วยหอกเหล็ก ค้อนเหล็ก ดาบและลูกศร มีหัวลง ตกลงสู่แม่น้ำแสบคนทำคดีโกง ถูกนายนิริยบาลทุบตีด้วยค้อนเหล็ก ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้าแต่นั้นย่อมกินอาเจียนของสัตว์นรกเหล่าอื่นผู้ได้รับ ความทุกข์ทุกเมื่อ ฝูงกาบ้าน ฝูงสุนัข ฝูงแร้ง ฝูงนกป่าล้วนมีปากเหล็ก รุมกัดกินสัตว์นรก ผู้กระทำกรรมหยาบช้าดิ้นรนอยู่ ชนเหล่าใดเป็น อสัตบุรุษ อันธุลีปกปิด ให้เนื้อชนกันตายก็ดี ให้นกตีกันตายก็ดี ชนเหล่านั้นต้องไปตกอุสสทนรก.
สนฺโตว อุทฺธํ คจฺฉนฺติ สุจิณฺเณนีธ กมฺมุนา สุจิณฺณสฺส ผลํ ปสฺส สินฺทา เทวา สพฺรหฺมกา ตนฺตํ พฺรูมิ มหาราช ธมฺมํ รฏฺฐปตี จร ตถา ตถา ราช จราหิ ธมฺมํ ยถา ตํ สุจิณฺณํ นานุตปฺเปยฺย ปจฺฉาติ ฯ สงฺกิจฺจชาตกํ ทุติยํ ฯ --------- ตสฺสุทฺทานํ ฯ อถ สฏฺฐินิปาตมฺหิ สุณาถ มม ภาสิตํ ชาตกสวฺหยโน ปวโร โสณกอรินฺทมสวฺหยโน ตถาวุตฺตรเถสภสงฺกิจฺจวโร ฯ สฏฺฐินิปาตํ นิฏฺฐิตํ ฯ ---------
สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไปสู่เบื้องบน เพราะกรรมที่ตนประพฤติดีแล้วใน โลกนี้ ขอเชิญพระองค์ทอดพระเนตรผลของกรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้ว เทพเจ้าทั้งหลายพร้อมทั้งพระอินทร์พระพรหมมีอยู่ ดูกรมหาบพิตรผู้เป็น อธิบดีแห่งรัฐ เพราะเหตุนั้น อาตมภาพขอทูลมหาบพิตร ขอมหาบพิตร จงทรงประพฤติธรรม ดูกรพระราชา เชิญพระองค์ทรงประพฤติธรรม เหมือนอย่างธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้ว ไม่เดือดร้อนในภายหลัง ฉะนั้น. จบ สังกิจจชาดกที่ ๒ ----------------------------------------------------- รวมชาดกในสัฏฐินิบาตนั้น เชิญท่านทั้งหลายฟังภาษิตของข้าพเจ้าในสัฏฐินิบาต (ในนิบาตนี้) มี ๒ ชาดก คือโสณกชาดก ๑ สังกิจจชาดก ๑ ฯ จบ สัฏฐินิบาตชาดก. -----------------------------------------------------