อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๖๖

๑. โสณกชาดก

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๖–๘๙พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 24 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 24 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 68 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

สฏฺฐินิปาตํ ๑ โสณกชาตกํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ สัฏฐินิบาตชาดก ๑. โสณกชาดก เรื่องพระราชาจะพระราชทานรางวัลแก่ผู้พบโสณกกุมาร

ข้อ ๖๖

|๖๖.๑| กสฺส สุตฺวา สตํ ทมฺมิ สหสฺสํ ทิฏฺฐโสณกํ โก เม โสณกมกฺขาติ สหายํ ปํสุกีฬิตํ ฯ |๖๖.๒| อถ พฺรวิ มาณวโก ทหโร ปญฺจจูฬโก มยฺหํ สุตฺวา สตํ เทหิ สหสฺสํ ทิฏฺฐโสณกํ อหํ เต โสณกมกฺขิสฺสํ สหายํ ปํสุกีฬิตํ ฯ

เราจะให้ทรัพย์ร้อยหนึ่งแก่ใครๆ ผู้ได้ยินข่าวแล้วมาบอกแก่เราใครพบ โสณกะผู้สหายเคยเล่นมาด้วยกันแล้วบอกแก่เรา เราจะให้ทรัพย์พันหนึ่ง แก่ผู้ที่พบโสณกะนั้น ลำดับนั้น มาณพน้อยมีผมห้าแหยมได้กราบทูลพระ ราชาว่า พระองค์จงทรงประทานทรัพย์ร้อยหนึ่ง แก่ข้าพระองค์ผู้ได้ยิน ข่าวแล้วมากราบทูล ข้าพระองค์พบโสณกะพระสหายเคยเล่นมาด้วยกัน แล้ว จึงกราบทูลแด่พระองค์ ขอพระองค์จงทรงประทานทรัพย์พันหนึ่ง แก่ข้าพระองค์ผู้พบโสณกะ.

ข้อ ๖๗

กตรสฺมึ โส ชนปเท รฏฺเฐสุ นิคเมสุ จ กตฺถ โสณกมทฺทกฺขิ ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ

โสณกกุมารนั้นอยู่ในชนบท แว่นแคว้นหรือนิคมไหนท่านได้พบโสณก กุมาร ณ ที่ไหน เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่เรา.

ข้อ ๖๘

|๖๘.๑| ตเวว เทว วิชิเต ตเววุยฺยานภูมิยา อุชุวํสา มหาสาลา นีโลภาสา มโนรมา ฯ |๖๘.๒| ติฏฺฐนฺติ เมฆสมานา รมฺมา อญฺโญญฺญนิสฺสิตา เตสํ มูลสฺมิ โสณโก ฌายติ อนุปาทิโน อุปาทาเนสุ โลเกสุ ฑยฺหมาเนสุ นิพฺพุโต ฯ

ขอเดชะ ต้นรังใหญ่หลายต้นมีลำต้นตรง มีสีเขียวเหมือนเมฆเป็นที่ชอบ ใจน่ารื่นรมย์ อันอาศัยกันและกัน ตั้งอยู่ในภาคพื้นพระราชอุทยานใน แว่นแคว้นของพระองค์นั่นเอง พระโสณกะเมื่อสัตว์โลกมีความยึดมั่น เป็นผู้ไม่ยึดมั่น เมื่อสัตว์โลกถูกไฟเผา เป็นผู้ดับแล้ว เพ่งฌานอยู่ที่โคน แห่งต้นรังเหล่านั้น.

ข้อ ๖๙

|๖๙.๑| ตโต จ ราชา ปายาสิ เสนาย จตุรงฺคิยา การาเปตฺวา สมํ มคฺคํ อคมา เยน โสณโก ฯ |๖๙.๒| อุยฺยานภูมึ คนฺตฺวาน วิจรนฺโต พฺรหาวเน อาสีนํ โสณกํ ทกฺขิ ฑยฺหมาเนสุ นิพฺพุตํ ฯ

ลำดับนั้นแล พระราชารับสั่งให้ทำทางให้ราบเรียบแล้ว เสด็จไปยังที่อยู่ ของพระโสณกะพร้อมด้วยจาตุรงคเสนา เมื่อเสด็จประพาสไปในไพร วันก็เสด็จถึงภูมิภาคแห่งอุทยาน ได้ทอดพระเนตรเห็นพระโสณกะ ผู้ นั่งอยู่เมื่อสัตว์โลกถูกไฟเผาเป็นผู้ดับแล้ว.

ข้อ ๗๐

กปโณ วตายํ ภิกฺขุ มุณฺโฑ สงฺฆาฏิปารุโต อมาติโก อปิติโก รุกฺขมูลสฺมิ ฌายติ ฯ

ภิกษุนี้เป็นคนกำพร้าหนอ ศีรษะโล้น ครองผ้าสังฆาฏิ ไม่มีมารดา ไม่มีบิดา นั่งเข้าฌานอยู่ที่โคนต้นไม้ ฯ

ข้อ ๗๑

|๗๑.๑| อิมํ วากฺยํ นิสาเมตฺวา โสณโก เอตทพฺรวิ น ราช กปโณ โหติ ธมฺมํ กาเยน ผสฺสยํ ฯ |๗๑.๒| โยธ ธมฺมํ นิรงฺกตฺวา อธมฺมํ อนุวตฺตติ ส ราช กปโณ โหติ ปาโป ปาปปรายโน ฯ

พระโสณกะได้ฟังพระดำรัสนี้แล้ว จึงได้ทูลว่า ดูกรมหาบพิตรบุคคลผู้ถูก ต้องธรรมด้วยนามกาย ไม่ชื่อว่าเป็นคนกำพร้าผู้ใดในโลกนี้นำเสียซึ่ง ธรรม อนุวัตตามอธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเป็นคนกำพร้า เป็นคนลามก มีบาป กรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ขอถวายพระพร ฯ

ข้อ ๗๒

อรินฺทโมติ เม นามํ กาสิราชาติ มํ วิทู กจฺจิ โภโต สุขเสยฺยา อิธ ปตฺตสฺส โสณก ฯ

มหาชนรู้จักนามของข้าพเจ้าว่า อรินทมะ และรู้จักข้าพเจ้าว่าพระเจ้ากาสี ดูกรท่านโสณกะ การอยู่เป็นสุข ย่อมมีแก่ท่านผู้อยู่ในที่นี้แลหรือ ฯ

ข้อ ๗๓

|๗๓.๑| สทาปิ ภทฺรมธนสฺส อนาคารสฺส ภิกฺขุโน น เตสํ โกฏฺเฐ โอเปนฺติ น กุมฺเภ น กโฬปิยา ปรินิฏฺฐิตเมสานา เตน ยาเปนฺติ สุพฺพตา ฯ |๗๓.๒| ทุติยมฺปิ ภทฺรมธนสฺส อนาคารสฺส ภิกฺขุโน อนวชฺชปิณฺโฑ โภตฺตพฺโพ น จ โกจูปโรธติ ฯ |๗๓.๓| ตติยมฺปิ ภทฺรมธนสฺส อนาคารสฺส ภิกฺขุโน นิพฺพุโต ปิณฺโฑ โภตฺตพฺโพ น จ โกจูปโรธติ ฯ |๗๓.๔| จตุตฺถมฺปิ ภทฺรมธนสฺส อนาคารสฺส ภิกฺขุโน มุตฺตสฺส รฏฺเฐ จรโต สงฺโค ยสฺส น วิชฺชติ ฯ |๗๓.๕| ปญฺจมมฺปิ ภทฺรมธนสฺส อนาคารสฺส ภิกฺขุโน นครมฺหิ ฑยฺหมานมฺหิ นาสฺส กิญฺจิ อฑยฺหถ ฯ |๗๓.๖| ฉฏฺฐมฺปิ ภทฺรมธนสฺส อนาคารสฺส ภิกฺขุโน รฏฺเฐ วิลุมฺปมานมฺหิ นาสฺส กญฺจิ อหารถ ฯ |๗๓.๗| สตฺตมมฺปิ ภทฺรมธนสฺส อนาคารสฺส ภิกฺขุโน โจเรหิ รกฺขิตํ มคฺคํ เย จญฺเญ ปริปนฺถิกา ปตฺตจีวรมาทาย โสตฺถึ คจฺฉติ สุพฺพโต ฯ |๗๓.๘| อฏฺฐมมฺปิ ภทฺรมธนสฺส อนาคารสฺส ภิกฺขุโน ยํ ยํ ทิสํ ปกฺกมติ อนเปกฺโขว คจฺฉติ ฯ

ความเจริญย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือนทุกเมื่อ (คือ) ทรัพย์และ ข้าวเปลือก ย่อมไม่เข้าไปในฉาง ในหม้อและในกระเช้าของภิกษุเหล่า นั้น ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้แสวงหาอาหารอันสำเร็จแล้ว มีวัตรอันงาม เยียวยาอัตภาพให้เป็นไปด้วยบิณฑบาตนั้น ข้อที่ ๒ ความเจริญย่อมมีแก่ ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ภิกษุพึงบริโภคบิณฑบาต ที่ไม่มีโทษ และกิเลสอะไรๆ ย่อมไม่ประทุษร้าย ข้อที่ ๓ ความเจริญย่อมมีแก่ภิกษุ ผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ภิกษุบริโภคบิณฑบาตอันดับแล้ว และ กิเลสอะไรย่อมไม่ประทุษร้าย ข้อที่ ๔ ความเจริญย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มี ทรัพย์ไม่มีเรือน ผู้หลุดพ้นแล้ว เที่ยวไปในแว่นแคว้น ไม่มีความข้อง ข้อที่ ๕ ความเจริญย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ไม่มีเรือน (คือ) เมื่อไฟ ไหม้พระนครอยู่ อะไรๆ หน่อยหนึ่งของภิกษุนั้นย่อมไม่ไหม้ ข้อที่ ๖ ความเจริญย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) เมื่อโจรปล้น แว่นแคว้นอะไรๆ หน่อยหนึ่งของภิกษุนั้นก็ไม่หาย ข้อที่ ๗ ความ เจริญย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ภิกษุผู้มีวัตรงามถือ บาตรและจีวร ไปสู่หนทางที่พวกโจรรักษาหรือไปสู่หนทางที่มีอันตราย อื่นๆ ย่อมไปได้โดยสวัสดี ข้อที่ ๘ ความเจริญย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่ มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ภิกษุจะหลีกไปยังทิศใดๆ ก็ไม่มีห่วงใยไป ยังทิศนั้นๆ.

ข้อ ๗๔

|๗๔.๑| พหูปิ ภทฺรา เอเตสํ โย ตฺวํ ภิกฺขุ ปสํสสิ อหญฺจ คิทฺโธ กาเมสุ กถํ กาหามิ โสณก ฯ |๗๔.๒| ปิยา เม มานุสา กามา อโถ ทิพฺยาปิ เม ปิยา อถ เกน นุ วณฺเณน อุโภ โลเก ลภามเส ฯ

ข้าแต่ภิกษุ ท่านสรรเสริญความเจริญเป็นอันมากของภิกษุเหล่านั้น ส่วนข้าพเจ้ายังกำหนัดในกามทั้งหลาย จะกระทำอย่างไร กามทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของมนุษย์ ทั้งที่เป็นของทิพย์เป็นที่รักของข้าพเจ้า เมื่อเป็น เช่นนั้น ข้าพเจ้าจะได้โลกทั้งสองด้วยเหตุไรหนอ.

ข้อ ๗๕

|๗๕.๑| กาเม คิทฺธา กามรตา กาเมสุ อธิมุจฺฉิตา นรา ปาปานิ กตฺวาน อุปปชฺชนฺติ ทุคฺคตึ ฯ |๗๕.๒| เย จ กาเม ปหนฺตฺวาน นิกฺขนฺตา อกุโตภยา เอโกทิภาวาธิคตา น เต คจฺฉนฺติ ทุคฺคตึ ฯ |๗๕.๓| อุปมนฺเต กริสฺสามิ ตํ สุโณหิ อรินฺทม อุปมาย มิเธกจฺเจ อตฺถํ ชานนฺติ ปณฺฑิตา ฯ |๗๕.๔| คงฺคาย กุณปํ ทิวา วุยฺหมานํ มหณฺณเว วายโส สมจินฺเตสิ อปฺปปญฺโญ อเจตโส ฯ |๗๕.๕| ยานญฺจ วติทํ ลทฺธํ ภกฺโข จายํ อนปฺปโก ตตฺถ รตฺตึ ตตฺถ ทิวา ตตฺเถว นิรโต มโน ฯ |๗๕.๖| ขาทํ นาคสฺส มํสานิ ปิวํ ภาคีรโสทกํ สมฺปสฺสํ วนเจตฺยานิ น ปเลตฺถ วิหงฺคโม ฯ |๗๕.๗| ตญฺจ โอตรณี คงฺคา ปมตฺตํ กุณเป รตํ สมุทฺทํ อชฺฌคาหาสิ อคตี ยตฺถ ปกฺขินํ ฯ |๗๕.๘| โส จ ภกฺขปริกฺขีโณ อุทปตฺวา วิหงฺคโม น ปจฺฉโต น ปุรโต นุตฺตรํ โนปิ ทกฺขิณํ ฯ |๗๕.๙| ทีปํ โส นชฺฌคา คญฺฉิ อคตี ยตฺถ ปกฺขินํ โส จ ตตฺเถว ปาปตฺถ ยถา ทุพฺพลโก ตถา ฯ |๗๕.๑๐| ตญฺจ สามุทฺทิกา มจฺฉา กุมฺภีลา มกรา สุสู ปสยฺหการา ขาทึสุ ผนฺทมานํ วิปกฺขิกํ ฯ |๗๕.๑๑| เอวเมว ตุวํ ราช เย จญฺเญ กามโภคิโน คิทฺธา เจ น วมิสฺสนฺติ กากปญฺญาย เต วิทู ฯ |๗๕.๑๒| เอสา เต อุปมา ราช อตฺถสนฺทสฺสนี กตา ตฺวญฺจ ปญฺญายเส เตน ยทิ กาหสิ วา น วา ฯ

นรชนผู้กำหนัดในกาม ยินดีในกาม หมกมุ่นอยู่ในกาม กระทำบาป กรรมแล้วย่อมเข้าถึงทุคติ ส่วนนรชนเหล่าใด ละกามทั้งหลายออกไป แล้ว เป็นผู้ไม่มีภัยแต่ไหนๆ บรรลุความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งเกิดขึ้น นรชนเหล่านั้นย่อมไม่ไปสู่ทุคติดูกรพระเจ้าอรินทมะ อาตมภาพจักแสดง อุปมาถวายมหาบพิตรขอมหาบพิตรจงทรงสดับข้ออุปมานั้น บัณฑิตบาง พวกในโลกนี้ย่อมรู้เนื้อความได้ด้วยข้ออุปมา กาตัวหนึ่งเป็นสัตว์มีปัญญา น้อยไม่มีความคิด เห็นซากศพช้างลอยอยู่ในห้วงน้ำใหญ่ในแม่น้ำคงคา จึงคิดว่า ยานนี้เราได้แล้วหนอ และซากศพช้างนี้จักเป็นอาหารมิใช่น้อย ใจของกาตัวนั้นยินดีแล้วในซากศพช้างนั้น ตลอดคืนและวัน เมื่อกาจิก กินเนื้อช้างดื่มน้ำมีรสเหมาะส่วน เห็นต้นไม้อันใหญ่ในป่า ก็ไม่บินไป แม่น้ำคงคามีปรกติไหลลงสู่มหาสมุทร พัดเอากาตัวนั้นผู้ประมาทยินดี ในซากศพช้างไปสู่มหาสมุทร ซึ่งเป็นที่ไปไม่ได้แห่งนกทั้งหลาย กานั้น มีอาหารหมดแล้ว ตกลงในน้ำ ไปข้างหลัง ข้างหน้า ข้างเหนือ ข้างใต้ ไม่ได้ ไปไม่ถึงเกาะ สิ้นกำลังจมลงในท่ามกลางสมุทร อันเป็นที่ไป ไม่ได้แห่งนกทั้งหลาย ฝูงปลา จระเข้ มังกร และปลาร้าย ที่เกิดใน มหาสมุทร ก็ข่มเหง ฮุบกินกานั้นผู้มีปีกฉิบหายดิ้นรนอยู่ ดูกรมหา- บพิตร ฉันนั้นเหมือนกันแล พระองค์ก็ดี ชนเหล่าอื่นผู้ยังบริโภคกาม ก็ดี ถ้ายังกำหนัดในกามอยู่ ไม่ละทิ้งกามเสีย นักปราชญ์ทั้งหลายรู้ว่า ชนเหล่านั้นมีปัญญาเสมอกับกา ดูกรมหาบพิตร อุปมานี้แสดงอรรถ อย่างชัดแจ้ง อาตมภาพแสดงถวายมหาบพิตรแล้ว จักทรงทำหรือไม่ ก็จะปรากฏด้วยเหตุนั้น.

ข้อ ๗๖

เอกวาจํปิ ทฺวิวาจํ ภเณยฺย อนุกมฺปโก ตตุตฺตรึ น ภาเสยฺย ทาโส วยฺยสฺส สนฺติเก ฯ

บุคคลผู้อนุเคราะห์พึงกล่าวคำหนึ่งหรือสองคำไม่พึงกล่าวยิ่งไปกว่านั้น เปรียบเหมือนทาสในสำนักแห่งนาย.

ข้อ ๗๗

อิทํ วตฺวาน ปกฺกามิ โสณโก อมิตพุทฺธิมา เวหาเส อนฺตลิกฺขสฺมึ อนุสาสิตฺวาน ขตฺติยํ ฯ

พระโสณกปัจเจกพุทธเจ้า ผู้มีปัญญานับไม่ได้ ครั้นทูลดังนี้แล้วพร่ำสอน บรมกษัตริย์ในอากาศแล้วหลีกไป.

ข้อ ๗๘

|๗๘.๑| โก นุเม ราชกตฺตาโร สูตา เวยฺยตฺติมาคตา รชฺชํ นิยฺยาทยิสฺสามิ นาหํ รชฺเชน มตฺถิโก ฯ |๗๘.๒| อชฺเชว ปพฺพชิสฺสามิ โก ชญฺญา มรณํ สุเว นาหํ กาโกว ทุมฺเมโธ กามานํ วสมนฺวคา ฯ

บุคคลผู้อภิเศกท่านผู้สมควรให้เป็นกษัตริย์ เป็นรัชทายาทและบุคคลผู้ ถึงความฉลาด เหล่านี้อยู่ที่ไหน เราจักมอบราชสมบัติ เราไม่ต้องการ ด้วยราชสมบัติ เราจักบวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ความตายในวัน พรุ่งนี้ เราจะไม่โง่เขลาตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกา

ข้อ ๗๙

อตฺถิ เต ทหโร ปุตฺโต ทีฆาวุ รฏฺฐวฑฺฒโน ตํ รชฺเช อภิสิญฺจสฺสุ โส โน ราชา ภวิสฺสติ ฯ

พระโอรสหนุ่มของพระองค์ ทรงพระนามว่าทีฆาวุ จะทรงบำรุงรัฐให้ เจริญได้มีอยู่ ขอพระองค์ทรงอภิเศกพระโอรสนั้นในพระราชสมบัติ พระราชโอรสจักเป็นพระราชาของข้าพระบาททั้งหลาย.

ข้อ ๘๐

ขิปฺปํ กุมารํ อาเนถ ทีฆาวุํ รฏฺฐวฑฺฒนํ ตํ รชฺเช อภิสิญฺจสฺสุ โส โว ราชา ภวิสฺสติ ฯ

ท่านทั้งหลาย จงรีบเชิญทีฆาวุกมารผู้บำรุงรัฐให้เจริญมาเถิดเราจักอภิเศก ในราชสมบัติ เธอจักเป็นพระราชาของท่านทั้งหลาย.

ข้อ ๘๑

|๘๑.๑| ตโต กุมารมาเนสุํ ทีฆาวุํ รฏฺฐวฑฺฒนํ ตํ ทิสฺวา อาลปิ ราชา เอกปุตฺตํ มโนรมํ ฯ |๘๑.๒| สฏฺฐี คามสหสฺสานิ ปริปุณฺณานิ สพฺพโส เต ปุตฺต ปฏิปชฺชสฺสุ รชฺชํ นิยฺยาทยามิ เต ฯ |๘๑.๓| อชฺเชว ปพฺพชิสฺสามิ โก ชญฺญา มรณํ สุเว มาหํ กาโกว ทุมฺเมโธ กามานํ วสมนฺวคํ ฯ |๘๑.๔| สฏฺฐี นาคสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิตา สุวณฺณกจฺฉา มาตงฺคา เหมกปฺปนวาสสา ฯ |๘๑.๕| อารูฬฺหา คามณีเยภิ โตมรงฺกุสปาณิภิ เต ปุตฺต ปฏิปชฺชสฺสุ รชฺชํ นิยฺยาทยามิ เต ฯ |๘๑.๖| อชฺเชว ปพฺพชิสฺสามิ โก ชญฺญา มรณํ สุเว มาหํ กาโกว ทุมฺเมโธ กามานํ วสมนฺวคํ ฯ |๘๑.๗| สฏฺฐี อสฺสสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิตา อาชานียา จ ชาติยา สินฺธวา สีฆวาหนา |๘๑.๘| อารูฬฺหา คามณีเยภิ อินฺทิยาจาปธาริภิ เต ปุตฺต ปฏิปชฺชสฺสุ รชฺชํ นิยฺยาทยามิ เต ฯ |๘๑.๙| อชฺเชว ปพฺพชิสฺสามิ โก ชญฺญา มรณํ สุเว มาหํ กาโกว ทุมฺเมโธ กามานํ วสมนฺวคํ ฯ |๘๑.๑๐| สฏฺฐี รถสหสฺสานิ สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา ฯ |๘๑.๑๑| อารูฬฺหา คามณีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ เต ปุตฺต ปฏิปชฺชสฺสุ รชฺชํ นิยฺยาทยามิ เต ฯ |๘๑.๑๒| อชฺเชว ปพฺพชิสฺสามิ โก ชญฺญา มรณํ สุเว มาหํ กาโกว ทุมฺเมโธ กามานํ วสมนฺวคํ ฯ |๘๑.๑๓| สฏฺฐี เธนุสหสฺสานิ โรหญฺญา ปุงฺควูสภา ตา ปุตฺต ปฏิปชฺชสฺสุ รชฺชํ นิยฺยาทยามิ เต ฯ |๘๑.๑๔| อชฺเชว ปพฺพชิสฺสามิ โก ชญฺญา มรณํ สุเว มาหํ กาโกว ทุมฺเมโธ กามานํ วสมนฺวคํ ฯ |๘๑.๑๕| โสฬสิตฺถีสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิตา วิจิตฺรวตฺถาภรณา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา ตา ปุตฺต ปฏิปชฺชสฺสุ รชฺชํ นิยฺยาทยามิ เต ฯ |๘๑.๑๖| อชฺเชว ปพฺพชิสฺสามิ โก ชญฺญา มรณํ สุเว มาหํ กาโกว ทุมฺเมโธ กามานํ วสมนฺวคํ ฯ

ลำดับนั้น พวกอำมาตย์ได้ไปเชิญทีฆาวุราชกุมารผู้บำรุงรัฐให้เจริญมาเฝ้า พระราชาทอดพระเนตรเห็นเอกอัครโอรสผู้น่าปลื้มพระทัยนั้น จึงตรัสว่า ลูกรักเอ๋ย คามเขตหกหมื่นบริบูรณ์โดยประการทั้งปวง ลูกจงบำรุงเขา พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูก พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ ความตายในวันพรุ่งนี้ พ่อจะไม่ยอมเป็นคนโง่เขลาตกอยู่ในอำนาจแห่ง กามทั้งหลายเหมือนกา ช้างหกหมื่นเชือก ประดับด้วยเครื่องอลังการ ปวงทั้ง มีสายรัดล้วนทองคำ เป็นช้างใหญ่มีร่างกายปกปิด ด้วยเครื่อง คลุมล้วนทองคำ อันนายควาญช้างผู้ถือโตมรและขอขึ้นกำกับ ลูกรักเอ๋ย ลูกจงบำรุงช้างเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูก พ่อจักบวชในวันนี้ แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ความตายในวันพรุ่งนี้ พ่อจะไม่ยอมเป็นคนโง่เขลา ตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกา ม้าหกหมื่นตัว ประดับด้วย เครื่องอลังการทั้งปวง เป็นม้าสินธพอาชาไนยโดยกำเนิด เป็นพาหนะ เร็วอันนายสารถีผู้ถือแส้และธนูขึ้นกำกับ ลูกรักเอ๋ย ลูกจงบำรุงม้าเหล่า นั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูก พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะ พึงรู้ความตายในวันพรุ่งนี้ พ่อจะไม่ยอมเป็นคนโง่เขลาตกอยู่ในอำนาจ แห่งกามทั้งหลายเหมือนกา รถหกหมื่นคัน หุ้มเกราะไว้ดีแล้ว มีธงอัน ยกขึ้นแล้ว หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองก็มี หุ้มด้วยหนังเสือโคร่งก็มี ประดับ ด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง อันนายสารถีถือแล่งธนูสวมเกราะขึ้นประจำ ลูกรักเอ๋ย ลูกจงบำรุงรถเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูก พ่อจัก บวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ความตายในวันพรุ่งนี้ พ่อจะไม่เป็น คนโง่เขลาตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกา โคนมหกหมื่นตัว มีสีแดง ประกอบด้วยโคจ่าฝูงตัวประเสริฐ ลูกรักเอ๋ย ลูกจงบำรุงโค เหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูก พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใคร เล่าจะพึงรู้ความตายในวันพรุ่งนี้ พ่อจะไม่ยอมเป็นคนโง่เขลาตกอยู่ใน อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกา สตรีหมื่นหกพันประดับด้วยเครื่อง อลังการทั้งปวง มีผ้าและอาภรณ์อันวิจิตร สวมกุณฑลแก้วมณี ลูกรัก เอ๋ย ลูกจงบำรุงสตรีเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูก พ่อจักบวช ในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ความตายในวันพรุ่งนี้ พ่อจักไม่ยอมเป็น คนโง่เขลาตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกา.

ข้อ ๘๒

|๘๒.๑| ทหรสฺเสว เม ตาต มาตา มตาติ เม สุตํ ตยา วินา อหํ ตาต ชีวิตุํปิ น อุสฺสเห ฯ |๘๒.๒| ยถา อารญฺญกํ นาคํ โปโต อเนฺวติ ปจฺฉโต เชสฺสนฺตํ คิริทุคฺเคสุ สเมสุ วิสเมสุ จ ฯ |๘๒.๓| เอวนฺตํ อนุคจฺฉามิ ปุตฺตมาทาย ปจฺฉโต สุภโร เต ภวิสฺสามิ น เต เหสฺสามิ ทุพฺภโร ฯ

ข้าแต่พระบิดา หม่อมฉันได้สดับว่า เมื่อหม่อมฉันเป็นเด็กๆ พระชนนี ทิวงคต หม่อมฉันไม่อาจจะเป็นอยู่ห่างพระบิดาได้ ลูกช้างย่อมติดตาม หลังช้างป่า ผู้เที่ยวอยู่ในที่มีภูเขาเดินลำบาก เสมอบ้างไม่เสมอบ้าง ฉันใด หม่อมฉันจะอุ้มบุตรธิดาติดตามไปข้างหลัง จักเป็นผู้อันพระ- บิดาเลี้ยงง่าย จักไม่เป็นผู้อันพระบิดาเลี้ยงยาก ฉันนั้น.

ข้อ ๘๓

ยถา สามุทฺทิกํ นาวํ วาณิชานํ ธเนสินํ โวหาโร ตตฺถ คเณฺหยฺย วาณิชา พฺยสนี สิยา เอวเมวายํ ปุตฺตก อนฺตรายกโร มม ฯ

อันตรายทำเรือที่แล่นอยู่ในมหาสมุทร ของพวกพ่อค้าผู้แสวงหาทรัพย์ ให้จมลงในมหาสมุทรนั้น พวกพ่อค้าพึงถึงความพินาศ ฉันใด ลูกรัก เอ๋ย เจ้านี้เป็นผู้กระทำอันตรายให้แก่พ่อฉันนั้นเหมือนกัน.

ข้อ ๘๔

อิมํ กุมารํ ปาเปถ ปาสาทํ รติวฑฺฒนํ ตตฺถ กมฺพุสหตฺถาโย ยถา สกฺกํว อจฺฉรา ตา นํ ตตฺถ รมิสฺสนฺติ ตาหิ เจโส รมิสฺสติ ฯ

ท่านทั้งหลาย จงพาราชกุมารนี้ไปให้ถึงปราสาทอันยังความยินดีให้เจริญ เถิด พวกนางกัญญาผู้มีมือประดับด้วยทองคำจักยังกุมารให้รื่นรมย์ใน ปราสาทนั้น เหมือนนางเทพอัปสรยังท้าวสักกะให้รื่นรมย์ ฉะนั้น และกุมารนี้จักรื่นรมย์ด้วยนางกัญญาเหล่านั้น.

ข้อ ๘๕

|๘๕.๑| ตโต กุมารํ ปาเปสุํ ปาสาทํ รติวฑฺฒนํ ตํ ทิสฺวา อวจุํ กญฺญา ทีฆาวุํ รฏฺฐวฑฺฒนํ ฯ |๘๕.๒| เทวตา นุสิ คนฺธพฺโพ อาทู สกฺโก ปุรินฺทโท โก วา ตฺวํ กสฺส วา ปุตฺโต กถํ ชาเนมุ ตํ มยํ ฯ

ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายจึงเชิญพระราชกุมารไปยังปราสาทอันยังความ ยินดีให้เจริญ พวกนางกัญญาเห็นทีฆาวุกุมารผู้ยังรัฐให้เจริญนั้นแล้ว จึงพากันทูลว่า พระองค์เป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือว่าเป็นท้าว- สักกปุรินททะ พระองค์เป็นใคร หรือเป็นโอรสของใคร หม่อมฉัน ทั้งหลายจะรู้จักพระองค์ได้อย่างไร.

ข้อ ๘๖

นมฺหิ เทโว น คนฺธพฺโพ นปิ สกฺโก ปุรินฺทโท กาสิรญฺโญ อหํ ปุตฺโต ทีฆาวุ รฏฺฐวฑฺฒโน มมํ ภรถ ภทฺทํ โว อหํ ภตฺตา ภวามิ โว ฯ

เราไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าวสักกะปุรินททะเราเป็นโอรส ของพระเจ้ากาสี ชื่อทีฆาวุผู้ยังรัฐให้เจริญ เธอทั้งหลายจงบำเรอเรา ขอ ความเจริญจงมีแก่เธอทั้งหลายเราจะเป็นสามีของเธอทั้งหลาย.

ข้อ ๘๗

ตํ ตตฺถ อวจุํ กญฺญา ทีฆาวุํ รฏฺฐวฑฺฒนํ กุหึ ราชา อนุปฺปตฺโต อิโต ราชา กุหึ คโต ฯ

พวกนางกัญญาในปราสาทนั้น ได้ทูลถามพระเจ้าทีฆาวุผู้บำรุงรัฐนั้นว่า พระราชาเสด็จไปถึงไหนแล้ว พระราชาเสด็จจากที่นี้ไปไหนแล้ว.

ข้อ ๘๘

|๘๘.๑| ปงฺกํ ราชา อติกฺกนฺโต ถเล ราชา ปติฏฺฐิโต อกณฺฏกํ อคหนํ ปฏิปนฺโน มหาปถํ ฯ |๘๘.๒| อหญฺจ ปฏิปนฺโนสฺมิ มคฺคํ ทุคฺคติคามินํ สกณฺฏกํ สคหนํ เยน คจฺฉนฺติ ทุคฺคตึ ฯ

พระราชาทรงก้าวล่วงเสียซึ่งเปือกตม ประดิษฐานอยู่บนบกเสด็จดำเนิน ไปสู่ทางใหญ่อันไม่มีหนาม ไม่มีรกชัฏ ส่วนเราเป็นผู้ดำเนินไปสู่ทางอัน ให้ถึงทุคติ มีหนาม รกชัฏ เป็นเครื่องไปสู่ทุคติ.

ข้อ ๘๙

ตสฺส เต สฺวาคตํ ราช สีหสฺเสว คิริพฺพชํ อนุสาส มหาราช ตฺวํ โน สพฺพาสมิสฺสโรติ ฯ โสณกชาตกํ ปฐมํ ฯ ---------

ข้าแต่พระราชา พระองค์เสด็จมาดีแล้วเหมือนราชสีห์มาสู่ถ้ำ ฉะนั้น ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงอนุศาสน์พวกหม่อมฉัน ขอ พระองค์ทรงเป็นอิสราธิบดีของพวกหม่อมฉันทั้งปวงเถิด. จบโสณกชาดกที่ ๑

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๙. สัฏฐินิบาต] ๑. โสณกชาดก (๕๒๙) ๑๙. สัฏฐินิบาต ๑. โสณกชาดก (๕๒๙) ว่าด้วยพระราชาพระราชทานรางวัลแก่ผู้พบโสณกกุมาร (พระเจ้าอรินทมะตรัสว่า)

ข้อ

โสณกะสหายเล่นฝุ่นของเรา ใครได้สดับข่าวแล้วมาบอก เราจะให้ทรัพย์หนึ่งร้อย ใครได้พบเห็นแล้วมาบอก เราจะให้ทรัพย์หนึ่งพัน (พระศาสดาได้ตรัสหนึ่งคาถาครึ่งว่า)

ข้อ

ลำดับนั้น เด็กน้อยไว้ผม ๕ แหยม ได้กราบทูลว่า ขอเดชะ ขอพระองค์ทรงประทานทรัพย์หนึ่งร้อย แก่ข้าพระองค์ผู้สดับข่าวแล้วมากราบทูล และขอทรงประทานทรัพย์หนึ่งพัน แก่ข้าพระองค์ผู้ได้พบเห็นโสณกะ ข้าพระองค์จักกราบทูลถึงโสณกะพระสหายเล่นฝุ่นแก่พระองค์ (พระราชาสดับดังนั้นแล้วตรัสถามว่า)

ข้อ

เขาอยู่ในชนบท แคว้น และนิคมไหน พ่อได้พบโสณกะ ณ ที่ไหน พ่อจงตอบเนื้อความที่เราถามนั้นเถิด (เด็กน้อยกราบทูลว่า)

ข้อ

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ในแคว้นของพระองค์นั่นเอง ณ ภาคพื้นแห่งพระอุทยานของพระองค์นั่นแหละ มีต้นรังใหญ่หลายต้น ซึ่งมีลำต้นตรง มีสีเขียวชะอุ่ม น่ารื่นรมย์ใจ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๙. สัฏฐินิบาต] ๑. โสณกชาดก (๕๒๙)

ข้อ

ยืนต้นประสานอาศัยกันและกัน เสมอเหมือนกลุ่มเมฆ น่ารื่นรมย์ เมื่อชาวโลกมีความยึดมั่น ถูกแผดเผาอยู่ โสณกะไม่มีความยึดมั่น เป็นผู้ดับแล้ว เพ่งฌานอยู่ ณ โคนต้นรังเหล่านั้น

ข้อ

ลำดับนั้นแล พระราชาได้เสด็จไปพร้อมด้วยเสนา ๔ เหล่า ตรัสสั่งให้ปรับหนทางให้เรียบเสมอแล้ว ได้เสด็จไปจนถึงที่อยู่ของโสณกปัจเจกพุทธะ

ข้อ

ครั้นเสด็จถึงภูมิภาคพระอุทยาน จึงเสด็จเที่ยวไปในป่าใหญ่ ทอดพระเนตรเห็นโสณกปัจเจกพุทธะ ผู้นั่งสงบเย็น ในเมื่อชาวโลกเร่าร้อนอยู่ (พระราชาตรัสว่า)

ข้อ

ภิกษุนี้เป็นคนเข็ญใจหนอ มีศีรษะโล้น ครองผ้าสังฆาฏิ ไม่มีแม่ ไม่มีพ่อ เพ่งฌานอยู่ที่โคนต้นไม้

ข้อ

พระโสณกปัจเจกพุทธเจ้าสดับพระดำรัสนี้แล้ว จึงกราบทูลอย่างนี้ว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร บุคคลผู้สัมผัสธรรมด้วยกายไม่จัดว่าเป็นคนเข็ญใจ

ข้อ ๑๐

บุคคลใดในโลกนี้รังเกียจธรรม ประพฤติตามอธรรม บุคคลนั้นจัดว่าเป็นคนเข็ญใจ เป็นคนชั่ว มีบาปติดตามไปในภายหน้า (พระราชาโพธิสัตว์ตรัสว่า)

ข้อ ๑๑

โยมมีชื่อว่าอรินทมะ มหาชนรู้จักโยมว่าพระเจ้ากาสี พระคุณเจ้าโสณกะ พระคุณเจ้าผู้เจริญ มาถึงสถานที่นี้ จำวัดสบายหรือ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๙. สัฏฐินิบาต] ๑. โสณกชาดก (๕๒๙) (พระโสณกปัจเจกพุทธเจ้า แสดงความเจริญของสมณะแด่พระราชาว่า)

ข้อ ๑๒

ความเจริญข้อที่ ๑ ย่อมมีแม้ในกาลทุกเมื่อ แก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีบ้านเรือน คือ ข้าวเปลือกไม่เข้าไป(มี)อยู่ในฉาง ในหม้อ ในกระเช้าของภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเหล่านั้นแสวงหาอาหารสำเร็จ ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารนั้น เป็นผู้มีวัตรดีงาม

ข้อ ๑๓

ความเจริญข้อที่ ๒ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีบ้านเรือน คือ ภิกษุพึงฉันก้อนข้าวที่ไม่มีโทษ และกิเลสไรๆ จะไม่เข้าไปรบกวนท่าน

ข้อ ๑๔

ความเจริญข้อที่ ๓ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีบ้านเรือน คือ ภิกษุพึงฉันก้อนข้าวที่เย็น และกิเลสไรๆ จะไม่เข้าไปรบกวนท่าน

ข้อ ๑๕

ความเจริญข้อที่ ๔ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีบ้านเรือน คือ ความเกี่ยวข้องย่อมไม่มี แก่ท่านผู้หลุดพ้นแล้ว เที่ยวจาริกไปในแคว้น

ข้อ ๑๖

ความเจริญข้อที่ ๕ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีบ้านเรือน คือ เมื่อบ้านเมืองถูกไฟไหม้ ท่านไม่มีอะไรจะถูกเผาไหม้

ข้อ ๑๗

ความเจริญข้อที่ ๖ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีบ้านเรือน คือ เมื่อแคว้นถูกโจรปล้น ท่านก็ไม่มีอะไรจะให้โจรปล้น

ข้อ ๑๘

ความเจริญข้อที่ ๗ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีบ้านเรือน คือ หนทางใดที่พวกโจรยึดครองก็ดี หนทางอื่นใดที่มีอันตรายก็ดี ภิกษุผู้มีวัตรดีงาม ถือบาตรและจีวรไปได้อย่างปลอดภัย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๙. สัฏฐินิบาต] ๑. โสณกชาดก (๕๒๙)

ข้อ ๑๙

ความเจริญข้อที่ ๘ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีบ้านเรือน คือ จะหลีกไปยังทิศใดๆ ก็ไปยังทิศนั้นๆ ได้อย่างไม่ต้องห่วงใย (พระราชาตรัสว่า)

ข้อ ๒๐

พระคุณเจ้าโสณกะผู้เห็นภัย พระคุณเจ้าสรรเสริญความเจริญของภิกษุเหล่านั้นมากมาย แต่โยมยังติดอยู่ในกามทั้งหลาย จะทำอย่างไรได้เล่า

ข้อ ๒๑

กามทั้งหลายอันเป็นของมนุษย์ โยมก็พึงพอใจ ถึงแม้กามทั้งหลายอันเป็นทิพย์ โยมก็พึงพอใจ เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำอย่างไรหนอโยมจึงจะได้กามทั้ง ๒ ในโลก (พระปัจเจกพุทธเจ้ากราบทูลว่า)

ข้อ ๒๒

คนทั้งหลายผู้ติดอยู่ในกาม ยินดีในกาม หมกมุ่นอยู่ในกามทั้งหลาย กระทำบาปแล้วย่อมเข้าถึงทุคติ

ข้อ ๒๓

ส่วนคนเหล่าใดละกามทั้งหลาย เป็นผู้ออกแล้วจากกาม ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ บรรลุถึงความเป็นสมาธิอันแน่วแน่ คนเหล่านั้นย่อมไม่ไปสู่ทุคติ

ข้อ ๒๔

ขอถวายพระพร พระเจ้าอรินทมะ อาตมภาพจักยกตัวอย่างมาเปรียบเทียบ โปรดสดับข้ออุปมานั้น บัณฑิตบางพวกในโลกนี้ ย่อมรู้เนื้อความได้ด้วยการเปรียบเทียบ

ข้อ ๒๕

กาตัวหนึ่งมีปัญญาน้อยเพราะไม่มีความคิด เห็นซากศพถูกแม่น้ำคงคาพัดลอยไปในห้วงน้ำใหญ่ จึงคิดว่า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๙. สัฏฐินิบาต] ๑. โสณกชาดก (๕๒๙)

ข้อ ๒๖

“ยานนี้เราได้แล้วหนอ และซากศพนี้จักเป็นอาหารมิใช่น้อย ได้เป็นผู้มีใจยินดีไม่เสื่อมคลายในซากศพนั้นเท่านั้น ตลอดคืนตลอดวัน

ข้อ ๒๗

เมื่อกาจิกกินเนื้อช้าง ดื่มน้ำในแม่น้ำคงคาอยู่ เมื่อเห็นต้นไม้ใหญ่ๆ ในป่า ก็ไม่โผบินขึ้นไป

ข้อ ๒๘

ก็แม่น้ำคงคาได้ไหลพัดพาเอากาตัวประมาท ยินดีในซากศพตัวนั้นไปยังสมุทร ซึ่งเป็นสถานที่ที่ฝูงนกบินไปไม่ได้

ข้อ ๒๙

ก็กาตัวนั้นสิ้นอาหารแล้วจึงตกลงไปในน้ำ จะบินไปข้างหลังก็ไม่ได้ ข้างหน้าก็ไม่ได้ ด้านเหนือก็ไม่ได้ ด้านใต้ก็ไม่ได้

ข้อ ๓๐

มันบินไปไม่ถึงเกาะซึ่งเป็นสถานที่ที่ฝูงนกบินไปไม่ได้ และมันก็ตกลงไปในสมุทรนั้นเองโดยอาการหมดกำลัง

ข้อ ๓๑

อนึ่ง ฝูงปลา จระเข้ มังกร ปลาร้ายชื่อสุสุ ที่อยู่ในสมุทรก็พากันข่มเหงฮุบกินกานั้น ซึ่งกำลังดิ้นรนจนขนปีกขาด

ข้อ ๓๒

ขอถวายพระพรมหาบพิตร พระองค์ก็ดี คนเหล่าอื่นที่ยังบริโภคกามก็ดี ถ้าจักยังกำหนัดไม่คายกามเสียก็ฉันนั้นเหมือนกัน ชนเหล่านั้นบัณฑิตทั้งหลายรู้ว่า มีปัญญาเพียงดังกา

ข้อ ๓๓

ขอถวายพระพรมหาบพิตร นี้เป็นอุปมาที่แสดงเนื้อความอย่างชัดเจน ซึ่งอาตมภาพกล่าวถวายแด่มหาบพิตร มหาบพิตรจะทรงกระทำหรือไม่ก็ตาม มหาบพิตรก็จักปรากฏตามเหตุนั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๙. สัฏฐินิบาต] ๑. โสณกชาดก (๕๒๙) (พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวสรุปว่า)

ข้อ ๓๔

บุคคลผู้มีความเอ็นดู พึงกล่าวเพียงคำเดียวหรือสองคำเท่านั้น ไม่กล่าวให้ยิ่งไปกว่านั้นเหมือนทาสในสำนักของนาย (พระบรมศาสดาตรัสว่า)

ข้อ ๓๕

พระโสณกปัจเจกพุทธะผู้มีความรู้อันนับมิได้ ครั้นกล่าวคำนี้แล้วจึงเหาะขึ้นไปในอากาศ พร่ำสอนบรมกษัตริย์แล้วเหาะไปในอากาศ (พระราชาตรัสว่า)

ข้อ ๓๖

บุคคลผู้ได้รับการศึกษา ถึงพร้อมด้วยความเฉียบแหลม ที่จะครอบครองราชสมบัติเหล่านี้มีอยู่ที่ไหนหนอ เราจักมอบราชสมบัติให้ เราไม่มีความต้องการราชสมบัติ

ข้อ ๓๗

เราจักบวชในวันนี้แหละ ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้ ขอเราอย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย (พวกอำมาตย์ได้ฟังแล้ว จึงกราบทูลว่า)

ข้อ ๓๘

พระราชบุตรองค์น้อยของพระองค์ทรงพระนามว่า ทีฆาวุกุมาร ผู้จะผดุงรัฐให้เจริญมีอยู่ ขอพระองค์ทรงอภิเษกพระราชบุตรพระองค์นั้นในราชสมบัติเถิด ท้าวเธอจักเป็นพระราชาของข้าพระองค์ทั้งหลาย (พระราชาตรัสว่า)

ข้อ ๓๙

จงรีบนำทีฆาวุกุมารผู้จะผดุงรัฐให้เจริญมาเถิด เราจักอภิเษกในราชสมบัติ เธอจักเป็นพระราชาของท่านทั้งหลาย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๙. สัฏฐินิบาต] ๑. โสณกชาดก (๕๒๙) (พระบรมศาสดาตรัสว่า)

ข้อ ๔๐

ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายได้เชิญเสด็จทีฆาวุกุมาร ผู้จะผดุงรัฐให้เจริญมาเฝ้า พระราชาทอดพระเนตรเห็นแล้ว ได้ตรัสกับพระโอรสพระองค์เดียว ผู้เป็นที่โปรดปรานพระองค์นั้นว่า

ข้อ ๔๑

มีบ้านอยู่หกหมื่นหมู่บ้านสมบูรณ์ทุกอย่าง ลูกเอ๋ย เจ้าจงดูแลหมู่บ้านเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้เจ้า

ข้อ ๔๒

พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้ ขอพ่ออย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย

ข้อ ๔๓

มีช้างอยู่หกหมื่นเชือก เป็นช้างพลาย ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง มีสัปคับทองคำ ปกคลุมด้วยเครื่องปกคลุมทองคำ

ข้อ ๔๔

มีนายควาญช้างถือโตมรและขอขึ้นประจำ ลูกเอ๋ย เจ้าจงดูแลช้างเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้เจ้า

ข้อ ๔๕

พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้ ขอพ่ออย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย

ข้อ ๔๖

มีม้าอยู่หกหมื่นตัวประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง คือ ม้าสินธพซึ่งเป็นม้าพาหนะที่มีฝีเท้าเร็ว ชาติอาชาไนย

ข้อ ๔๗

มีนายสารถีผู้สวมเกราะ ถือแล่งธนูขึ้นประจำ ลูกเอ๋ย เจ้าจงดูแลม้าเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้เจ้า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๙. สัฏฐินิบาต] ๑. โสณกชาดก (๕๒๙)

ข้อ ๔๘

พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้ ขอพ่ออย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย

ข้อ ๔๙

มีรถอยู่หกหมื่นคัน เป็นรถมีหนังเสือเหลืองหุ้มก็มี มีหนังเสือโคร่งหุ้มก็มี ยกธงขึ้นปักแล้ว ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง

ข้อ ๕๐

มีนายสารถีผู้สวมเกราะ ถือแล่งธนูขึ้นประจำ ลูกเอ๋ย เจ้าจงดูแลรถเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้เจ้า

ข้อ ๕๑

พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้ ขอพ่ออย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย

ข้อ ๕๒

มีแม่โคนมอยู่หกหมื่นตัว เป็นแม่โคสีแดง พร้อมทั้งโคผู้ตัวประเสริฐ ลูกเอ๋ย เจ้าจงดูแลโคเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้เจ้า

ข้อ ๕๓

พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้ ขอพ่ออย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย

ข้อ ๕๔

มีหญิงอยู่หนึ่งหมื่นหกพันนาง ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง มีเสื้อผ้าอาภรณ์อันวิจิตร สวมใส่ตุ้มหูแก้วมณี ลูกเอ๋ย เจ้าจงดูแลหญิงเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้เจ้า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๙. สัฏฐินิบาต] ๑. โสณกชาดก (๕๒๙)

ข้อ ๕๕

พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้ ขอพ่ออย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย (พระราชกุมารกราบทูลว่า)

ข้อ ๕๖

เสด็จพ่อ เมื่อหม่อมฉันยังเป็นเด็กอยู่ หม่อมฉันได้สดับมาว่า พระมารดาสวรรคตแล้ว เสด็จพ่อ หม่อมฉันเว้นจากเสด็จพ่อแล้ว ไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้

ข้อ ๕๗

ลูกช้างย่อมติดตามไปข้างหลังช้างป่า ที่เที่ยวไปในซอกเขาที่เสมอบ้าง ไม่เสมอบ้างฉันใด

ข้อ ๕๘

หม่อมฉันก็จะพาเอาบุตรติดตามเสด็จพ่อไปข้างหลังฉันนั้น จักเป็นลูกที่เลี้ยงง่ายของเสด็จพ่อ จักไม่เป็นลูกที่เลี้ยงยากของเสด็จพ่อ (พระราชาตรัสตอบว่า)

ข้อ ๕๙

อันตรายพึงยึดเรือที่แล่นไปในสมุทร ของพ่อค้าผู้แสวงหาทรัพย์ไว้ในสมุทรนั้น พ่อค้าพึงพินาศฉันใด

ข้อ ๖๐

ลูกกาลีคนนี้พึงเป็นคนกระทำอันตรายแก่เราฉันนั้นเหมือนกัน พวกท่านจงส่งกุมารนี้ไปให้ถึงปราสาท อันเจริญไปด้วยความยินดีเถิด

ข้อ ๖๑

ณ ปราสาทนั้น เหล่าหญิงสาว ผู้มีมือประดับด้วยเครื่องประดับทองคำ จักยังกุมารนั้นให้รื่นรมย์ในปราสาทนั้น เหมือนนางอัปสรให้ท้าวสักกะรื่นรมย์ และกุมารนั้นก็จักรื่นรมย์ด้วยหญิงสาวทั้งหลายเหล่านั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๙. สัฏฐินิบาต] ๑. โสณกชาดก (๕๒๙)

ข้อ ๖๒

ลำดับนั้น พวกอำมาตย์ได้ส่งเสด็จพระกุมาร จนถึงปราสาทอันเจริญไปด้วยความยินดี เหล่าหญิงสาวเห็นทีฆาวุกุมารผู้ผดุงรัฐให้เจริญนั้นแล้ว จึงได้กราบทูลถามว่า

ข้อ ๖๓

พระองค์เป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกปุรินททะ พระองค์เป็นใครหรือเป็นพระราชบุตรของใคร หม่อมฉันทั้งหลายจะรู้จักพระองค์ได้อย่างไร (พระราชกุมารตรัสตอบว่า)

ข้อ ๖๔

เรามิใช่เทวดา มิใช่คนธรรพ์ ทั้งมิใช่ท้าวสักกปุรินททะ เราเป็นพระโอรสของพระเจ้ากาสีพระนามว่าทีฆาวุกุมาร ผู้จะผดุงรัฐให้เจริญ พวกเธอจงเลี้ยงดูบำเรอเรา ขอพวกเธอจงมีความเจริญเถิด เราจะเป็นภัสดาของพวกเธอ

ข้อ ๖๕

เหล่าหญิงสาวได้กราบทูลถามทีฆาวุกุมาร ผู้ผดุงรัฐให้เจริญพระองค์นั้น ณ ที่นั้นว่า พระราชาเสด็จถึงไหนแล้ว พระราชาจากที่นี้ไป ณ ที่ไหน

ข้อ ๖๖

พระราชาเสด็จล่วงเลยเปือกตมแล้วดำรงอยู่บนบก ทรงดำเนินสู่ทางใหญ่อันปราศจากหนามไม่รกชัฏ

ข้อ ๖๗

ส่วนเราดำเนินไปยังหนทางของคนผู้ไปสู่ทุคติ มีทั้งหนามและรกชัฏซึ่งเป็นหนทางไปสู่ทุคติ (เหล่าหญิงสาวกราบทูลว่า)

ข้อ ๖๘

ข้าแต่พระราชา พระองค์นั้นเสด็จมาดีแล้ว เหมือนราชสีห์คืนสู่ถ้ำ ณ ซอกเขา ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์โปรดทรงอนุศาสน์พร่ำสอน และทรงเป็นใหญ่แห่งหม่อมฉันทั้งปวงเถิด โสณกชาดกที่ ๑ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๔}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภถึงเนกขัมมบารมี จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กสส สุตวา สตํ ทมมิ ดังนี้.

ความพิสดารว่า ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งในท่ามกลางแห่งภิกษุทั้งหลายผู้กำลังพรรณนาถึงเนกขัมมบารมี ณ โรงธรรมสภา ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตออกมหาภิเนษกรมณ์แต่ในกาลนี้เท่านั้นก็หาไม่ แม้ในกาลก่อน ตถาคตก็ได้ออกมหาภิเนษกรมณ์แล้วเหมือนกัน ดังนี้แล้ว.

จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า

ในอดีตกาล พระเจ้าแผ่นดินแห่งแคว้นมคธทรงครอบครองราชสมบัติอยู่ ณ กรุงราชคฤห์. พระโพธิสัตว์บังเกิดในพระครรภ์แห่งพระอัครมเหสี ของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้นแล้ว. ก็ในวันที่จะขนานพระนาม พระชนกและพระชนนีได้ทรงขนานพระนามพระโอรสนั้นว่า อรินทมกุมาร. แม้บุตรของท่านปุโรหิต ก็ได้คลอดในวันที่พระราชกุมารนั้นประสูติแล้วเหมือนกัน มารดาบิดาได้ตั้งชื่อบุตรนั้นว่า โสณกกุมาร. พระราชกุมารและกุมารทั้งสองนั้นเจริญวัยขึ้นด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน.

ครั้นเจริญวัยแล้ว เป็นผู้มีรูปร่างอันสง่างดงาม เป็นผู้พิเศษด้วยรูป ได้ไปเมืองตักกสิลา เล่าเรียนศิลปศาสตร์จนจบสิ้นแล้วออกจากเมืองตักกสิลานั้น พากันคิดว่า เราทั้งสองจักศึกษาให้รู้ถึงศิลปะในลัทธิทั้งหมด และการเที่ยวจาริกไปในประเทศ ดังนี้แล้วจึงพากันเที่ยวจาริกไปโดยลำดับจนถึงเมืองพาราณสีแล้ว พักอยู่ในพระราชอุทยาน พอวันรุ่งขึ้นจึงพากันเข้าไปยังพระนคร.

ก็ในวันนั้น มนุษย์บางพวกพากันคิดว่า พวกเราจักจัดทำสถานที่สวดมนต์ของพราหมณ์ จึงจัดแจงข้าวปายาส ปูลาดเสนาสนะ เห็นกุมารทั้งสองคนนั้นเดินมา จึงเชื้อเชิญให้เข้าไปในเรือนแล้ว ให้นั่งบนอาสนะที่ตระเตรียมไว้. บนอาสนะทั้งสองนั้น เขาปูลาดผ้าที่ทำมาจากแคว้นกาสีขาวสะอาด บนอาสนะที่ปูลาดไว้สำหรับพระโพธิสัตว์ ปูลาดผ้ากัมพลสีแดงไว้สำหรับโสณกกุมาร. กุมารนั้นมองดูเครื่องหมายก็รู้ว่า ในวันนี้นั่นแหละ อรินทมกุมารสหายผู้เป็นที่รักของเราจักได้เป็นพระราชา ครอบครองพระนครพาราณสี จักพระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่เรา.

กุมาร แม้ทั้งสองคนนั้นกระทำภัตกิจเสร็จแล้ว ก็ได้พากันไปยังอุทยานนั่นแหละ ในกาลนั้นเป็นวันที่พระเจ้ากรุงพาราณสีสวรรคตมาได้เป็นวันที่ ๗ ราชตระกูลไม่มีพระโอรส. ประชาชนทั้งหลายมีอำมาตย์เป็นหัวหน้า สนานศีรษะแล้วประชุมกัน เทียมผุสยรถปล่อยไปด้วยคิดว่า ผุสยรถจักแล่นไปหาท่านผู้ควรแก่พระราชสมบัติ. ผุสยรถนั้นออกจากพระนคร แล่นไปยังอุทยานโดยลำดับ กลับที่ประตูอุทยาน แล้วหยุดเตรียมรับ ท่านผู้ควรครอบครองพระราชสมบัติให้ขึ้นไป.

พระโพธิสัตว์ได้นอนคลุมศีรษะอยู่บนแผ่นศิลาอันเป็นมงคลแล้ว โสณกกุมารนั่งอยู่ใกล้พระโพธิสัตว์นั้นแล้ว. โสณกกุมารนั้นได้ยินเสียงดนตรี จึงดำริว่า ผุสยรถมาถึงอรินทมกุมาร วันนี้เธอจักเป็นพระราชา จักพระราชทานตำแหน่งเสนาบดีให้แก่เราแต่เราไม่ต้องการด้วยอิสริยยศเลย เมื่อพระกุมารนี้เสด็จไปแล้ว เราจักออกบวช ดังนี้จึงได้ยืนแอบอยู่ในที่กำบังแห่งหนึ่ง ปุโรหิตเข้าไปยังอุทยาน เห็นพระมหาสัตว์หลับอยู่ จึงได้ให้เจ้าพนักงานประโคมดนตรีขึ้น. พระมหาสัตว์ตื่นนอนขึ้น พลิกตัวกลับหลับต่ออีกหน่อยแล้ว จึงลุกขึ้นนั่งบนบัลลังก์ที่แผ่นศิลา.

ลำดับนั้น ท่านปุโรหิตประคองอัญชลี กราบทูลพระองค์ว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระราชสมบัติถึงแก่พระองค์แล.

พระมหาสัตว์ถามว่า ราชตระกูลไม่มีพระโอรสหรือ?

ปุโรหิตทูลว่า เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าข้า.

พระมหาสัตว์ตอบรับว่า ถ้าอย่างนั้นก็ดี.

ลำดับนั้น ประชาชนทั้งหลายก็พากันอภิเษกพระมหาสัตว์นั้นในอุทยานนั้นทีเดียว แล้วเชิญเสด็จให้ขึ้นรถ กลับเข้าสู่พระนครด้วยบริวารใหญ่. พระโพธิสัตว์นั้นทรงกระทำประทักษิณพระนครแล้ว เสด็จขึ้นสู่ปราสาท. พระองค์มิได้ทรงระลึกถึงโสณกกุมาร เพราะความมีอิสริยยศใหญ่.

ฝ่ายโสณกกุมารนั้น เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นเสด็จเข้าไปสู่พระนครแล้ว ตนเองก็มานั่งที่แผ่นศิลา. ลำดับนั้น ใบไม้สีเหลืองของต้นสาละหลุดร่วงจากขั้วตกลงตรงหน้าของกุมารนั้น เขาพอได้เห็นใบไม้เหลืองนั้นแล้ว จึงคิดว่า ใบไม้นั้นหล่นลงฉันใด แม้สรีระของเราก็จักถึงความชรา หล่นไปฉันนั้น ดังนี้แล้ว จึงเริ่มตั้งวิปัสสนาด้วยสามัญลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้น บรรลุปัจเจกโพธิญาณแล้ว. ในขณะนั้นนั่นเอง เพศคฤหัสถ์ของกุมารนั้นก็อันตรธานไป เพศบรรพชิตก็ได้ปรากฏแทน. พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น เมื่อเปล่งอุทานว่า บัดนี้ ภพใหม่ของเราไม่มี ดังนี้แล้วจึงได้ไปยังเงื้อมเขาชื่อว่า นันทมูลกะ.

ฝ่ายพระมหาสัตว์ทรงระลึกถึงพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นได้ โดยล่วงไปประมาณ ๔๐ ปี แม้จะทรงระลึกถึงพระโสณกะบ่อยๆ ว่า โสณกะสหายของเราไปไหนหนอ ไม่ได้ข่าวที่ใครจะกล่าวว่าข้าพเจ้าได้ยินข่าว หรือว่าข้าพเจ้าได้พบเห็น ประทับนั่งบนพระราชบัลลังก์ ก็มีพื้นกว้างใหญ่อันประดับประดาแล้ว เป็นผู้อันเหล่าชนผู้ประโคมฟ้อนรำขับร้องเป็นต้นแวดล้อมแล้ว เสวยสมบัติอยู่ทรงดำริว่า ผู้ใดได้ยินในสำนักแห่งใครๆ แล้วบอกแก่เราว่า โสณกกุมารอยู่ในที่ชื่อโน้น ดังนี้ เราจักให้ทรัพย์ร้อยหนึ่งแก่ผู้นั้น ผู้ใดเห็นด้วยตัวเองแล้วบอกแก่เรา เราจักให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่ผู้นั้น ดังนี้แล้วทรงนิพนธ์อุทานขึ้นบทหนึ่ง

เมื่อจะทรงเปล่งด้วยทำนองเพลงขับ จึงตรัสเป็นคาถาที่ ๑ ว่า

เราจะให้ทรัพย์ร้อยหนึ่งแก่ใครๆ ผู้ได้ยินข่าวแล้วมาบอกแก่เรา ใครพบโสณกะ ผู้สหายเคยเล่นมาด้วยกันแล้ว บอกแก่เรา เราจะให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่ผู้ที่พบโสณกะนั้น.

ลำดับนั้น หญิงนักฟ้อนนางหนึ่งจำเอาอุทานนั้นได้ เหมือนถอดออกจากพระโอษฐ์ของพระราชานั้น จึงขับเป็นเพลงขับ. หญิงคนอื่นๆ ก็ขับเพลงขับนั้นต่อๆ กันมาเป็นลำดับจนถึงนางสนมทั้งหมดก็ได้ขับเพลงขับนั้น ด้วยพากันคิดว่าบทเพลงนี้เป็นบทเพลงขับที่พระราชาของเราทรงโปรดปรานด้วยประการฉะนี้ แม้ชาวพระนครและชาวชนบทก็ได้พากันขับเพลงขับนั้นโดยลำดับเหมือนกัน. แม้พระราชาก็ทรงขับเพลงขับนั้นอยู่บ่อยๆ เช่นเดียวกัน.

ก็โดยล่วงไปเป็นเวลาประมาณ ๕๐ ปี พระราชาพระองค์นั้นได้มีพระโอรสและพระธิดาเป็นอันมาก พระโอรสองค์ใหญ่มีพระนามว่า ทีฆาวุกุมาร. ในกาลนั้น พระโสณกปัจเจกพุทธเจ้าปรารถนาจะพบเห็นพระเจ้าอรินทมราช จึงคิดว่า เราจะไปแสดงถึงโทษในกาม และอานิสงส์ในการออกบวชแล้วจะชี้ช่องให้พระราชานั้นทรงออกผนวช ดังนี้ จึงเหาะมาโดยอากาศด้วยฤทธิ์แล้ว นั่งในอุทยาน. ในกาลนั้น เด็กชายมีผม ๕ แหยม อายุ ๗ ขวบคนหนึ่งถูกมารดาใช้ให้ไปหาฟืนในป่าใกล้อุทยาน ก็ขับเพลงขับนั้นบ่อยๆ อย่างนั้น.

ลำดับนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงเรียกกุมารนั้นมา ถามว่า ดูก่อนกุมารเอ๋ย ทำไมเจ้าจึงไม่ขับเพลงอื่นบ้างเล่า ขับร้องแต่เพลงนี้เพลงเดียวเท่านั้น เจ้าจำเพลงอื่นไม่ได้บ้างหรือ.

กุมารนั้นตอบว่า จำได้ขอรับ แต่บทเพลงนี้เป็นเพลงที่โปรดปรานแห่งพระราชาของพวกผม เพราะฉะนั้น ผมจึงขับร้องเพลงนั้นบ่อยๆ.

พระปัจเจกพุทธเจ้าถามว่า ก็เจ้าเคยเห็นใครๆ ขับร้องตอบเพลงนี้บ้างหรือไม่.

กุมารนั้นตอบว่า ไม่เคยเห็นเลย ขอรับ.

พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า เราจักสอนให้เจ้าเรียนเพลงขับตอบนั้น เจ้าจักอาจไปยังสำนักของพระราชาแล้วขับตอบหรือ.

กุมารนั้นตอบว่า ได้ ขอรับ.

ลำดับนั้น พระโสณกปัจเจกพุทธเจ้านั้น เมื่อจะบอกเพลงขับตอบแก่กุมารนั้น จึงกล่าวคาถาว่า มยหํ สุตวา ดังนี้เป็นต้น ก็แลครั้นให้เรียนแล้ว จึงส่งกุมารนั้นไปด้วยคำว่า ดูก่อนกุมาร เจ้าจงไป จงขับร้องเพลงขับตอบนี้กับพระราชา พระราชาจักพระราชทานอิสริยยศใหญ่ให้แก่เจ้า เจ้าจะต้องการอะไรด้วยฟืน จงรีบไปเถิด.

กุมารนั้นรับว่า ดีแล้ว เรียนเพลงขับตอบแล้ว ไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้า กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงอยู่ในที่นี้จนกว่าผมจะพาพระราชามา ดังนี้แล้วรีบไปหามารดากล่าวว่า คุณแม่ครับ แม่จงอาบน้ำให้ผมแล้ว รีบแต่งตัวให้ผมเร็ว วันนี้ผมจะเปลื้องแม่ให้พ้นจากความยากจน. ครั้นมารดาอาบน้ำแต่งตัวให้แล้ว จึงมายังประตูวังแล้วกล่าวว่า นายประตูขอรับ ขอท่านจงกราบทูลแด่พระราชาว่ามีเด็กคนหนึ่งมากล่าวว่า ผมจะขับเพลงขับตอบกับพระองค์ ยืนคอยอยู่ที่ประตูวัง. นายประตูรีบไปกราบทูลแด่พระราชา.

พระราชาตรัสสั่งให้เรียกเด็กมาว่า จงมาเถิด แล้วตรัสว่า ดูก่อนพ่อ เจ้าจักขับเพลงขับตอบกับเรา หรือ.

เด็กนั้นกราบทูลว่า เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าข้า.

พระราชาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงขับเถิด.

เด็กนั้นกราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระองค์ขับในที่นี้ไม่ได้ ก็แต่ว่า พระองค์จงให้พวกราชบุรุษเที่ยวตีกลองป่าวประกาศในเมืองแล้ว ให้มหาชนประชุมกัน ข้าพระองค์จักขับในท่ามกลางมหาชน.

พระราชาให้ทำตามที่กุมารนั้นกล่าว เสด็จประทับนั่งในท่ามกลางราชบัลลังก์ ในมณฑปที่เขาประดับประดาแล้ว สั่งให้พระราชทานอาสนะที่สมควรแก่เด็กคนนั้นแล้ว ตรัสว่า บัดนี้ เจ้าจงขับเพลงขับของเจ้าได้แล้ว.

กุมารนั้นจึงกราบทูลว่า ขอเดชะ พระองค์จงขับก่อน ข้าพระองค์จักขับตอบในภายหลัง.

ลำดับนั้น พระราชา เมื่อจะทรงขับก่อนจึงตรัสคาถาว่า

เราจะให้ทรัพย์ร้อยหนึ่งแก่ใครๆ ผู้ได้ยินข่าวแล้วมาบอกแก่เรา ใครพบโสณกะ ผู้สหายเคยเล่นมาด้วยกันแล้วบอกแก่เรา เราจะให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่ผู้ที่พบโสณกะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุตวา ความว่า เราจะให้ทรัพย์ร้อยหนึ่งแก่ใครๆ ที่ได้ยินที่อยู่ของโสณกะนั้นแล้วมาบอกว่า โสณกะสหายที่รักของท่านอยู่ในที่ชื่อโน้น.

บทว่า ทิฏฐํ ความว่า เราจะให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่ใครๆ ที่พบเห็นโสณกะ แล้วมาบอกว่า ข้าพเจ้าพบเห็นโสณกะในที่ชื่อโน้น ดังนี้.

เมื่อพระราชาทรงขับอุทานคาถาแรก อย่างนี้แล้ว

พระศาสดาผู้ตรัสรู้เองโดยเฉพาะ เมื่อจะทรงประกาศคาถาที่เด็กผู้มีผม ๕ แหยมขับตอบ จึงได้ตรัสคาถา ๒ คาถานี้ว่า

ลำดับนั้น มาณพน้อยผู้มีผม ๕ แหยม ได้กราบทูลพระราชาว่า พระองค์จงทรงพระราชทานทรัพย์ร้อยหนึ่งแก่ข้าพระองค์ผู้ได้ยินข่าว แล้วมากราบทูล

ข้าพระองค์พบเห็นโสณกะพระสหายเคยเล่นมาด้วยกันแล้ว จึงกราบทูลแด่พระองค์ ขอพระองค์จงพระราชทานทรัพย์พันหนึ่งแก่ข้าพระองค์ผู้พบเห็นโสณกะ.

ก็เนื้อความแห่งคาถาที่กุมารนั้นกล่าวแล้ว มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์ทรงรับสั่งว่า เราจะให้ทรัพย์แก่ผู้ที่ได้ยินข่าวนั้นแล้วมาบอกแก่เรา ดังนี้ ขอพระองค์จงพระราชทานทรัพย์นั้นแก่ข้าพระองค์ทีเดียวอนึ่ง พระองค์ตรัสว่า เราจะให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่ผู้ที่พบเห็นแล้วกลับมาบอก ดังนี้ ขอพระองค์จงพระราชทานทรัพย์แม้นั้นแก่ข้าพระองค์ด้วย ข้าพระองค์พบเห็นสหายที่รักของพระองค์แล้ว จึงได้ทูลพระองค์ว่า บัดนี้ ข้าพระองค์ได้เห็นโสณกะผู้นี้แล้ว.

เนื้อความต่อแต่นี้ไป บัณฑิตพึงเข้าใจได้โดยง่ายทีเดียว.

บัณฑิตพึงทราบพระคาถาของพระสัมพุทธเจ้าโดยนัยพระบาลีนั่นแล.

พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงตรัสถามว่า โสณกกุมารนั้นอยู่ในชนบท แว่นแคว้น หรือนิคมไหน ท่านได้พบเห็นโสณกกุมาร ณ ที่ไหน เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่เราเถิด.

กุมารกราบทูลว่า

ขอเดชะ ต้นรังใหญ่หลายต้นมีลำต้นตรง มีสีเขียวเหมือนเมฆ เป็นที่ชอบใจน่ารื่นรมย์ อันอาศัยกันและกัน ตั้งอยู่ในภาคพื้นพระราชอุทยาน ในแว่นแคว้นของพระองค์นั่นเอง พระโสณกะ เมื่อสัตวโลกมีความยึดมั่น เป็นผู้ไม่ยึดมั่น เมื่อสัตวโลกถูกไฟเผา เป็นผู้ดับแล้ว เพ่งฌานอยู่ที่โคนแห่งต้นรังเหล่านั้น.

ลำดับนั้นแล พระราชาตรัสสั่งให้ทำทางให้ราบเรียบแล้ว เสด็จไปยังที่อยู่ของพระโสณกะพร้อมด้วยจาตุรงคเสนา เมื่อเสด็จประพาสไปในไพรวัน ก็เสด็จถึงภูมิภาคแห่งอุทยาน ได้ทอดพระเนตรเห็นพระโสณกะผู้นั่งอยู่ เมื่อสัตว์โลกถูกไฟเผา เป็นผู้ดับแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุชุวสา ได้แก่ มีลำต้นตั้งตรง.

บทว่า มหาสาลา ได้แก่ ต้นไม้ใหญ่.

บทว่า เมฆสมานา คือ เช่นกับเมฆสีดำ.

บทว่า รมมา คือเป็นที่น่ายินดี.

บทว่า อญโญญญนิสสิตา ได้แก่ กิ่งกับกิ่งเกี่ยวเกาะกันอยู่ รากกับรากเกี่ยวพันกันอยู่.

บทว่า เตสํ ได้แก่ ภายใต้พฤกษาในป่า อันเป็นอุทยานของพระองค์ เห็นปานนั้นเหล่านั้น.

บทว่า ฌายติ ความว่า เพ่งอยู่ด้วยฌานทั้ง ๒ คือ ลักขณูปนิชฌาน และอารัมมณูปนิชฌาน.

บทว่า อนุปาทโน คือ เป็นผู้เว้นจากความยึดมั่นในกาม.

บทว่า ทยหมาเนสุ คือ เมื่อสัตว์ทั้งหลายถูกไฟ ๑๑ กองเผาอยู่.

บทว่า นิพพุโต ความว่า พระโสณกะผู้เป็นสหายของพระองค์นี้ ทำไฟทุกกองเหล่านั้นให้ดับได้แล้ว เพ่งอยู่ด้วยหทัยอันเย็น นั่งอยู่บนแผ่นหิน ณ ที่โคนไม้รังอันเป็นมงคล ในอุทยานของพระองค์ ท่านงดงามเปรียบปานรูปทอง ฉะนั้น.

คำว่า ตโต จ อธิบายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในลำดับนั้น พระเจ้าอรินทมะนั้น พอได้ทรงสดับคำของกุมารนั้นแล้ว จึงทรงพระดำริว่า เราจักพบเห็นพระโสณกปัจเจกพุทธเจ้า ดังนี้แล้ว เสด็จออกไปพร้อมด้วยจตุรงคเสนา.

บทว่า วิจรนโต ความว่า เสด็จมาตามหนทางตรงทีเดียว เมื่อเสด็จประพาสไปในชัฏป่าใหญ่นั้นแล้ว จึงเสด็จไปยังสำนักของพระโสณกะ ได้ทอดพระเนตรเห็นท่านกำลังนั่งอยู่ พระราชานั้นทรงนมัสการพระโสณกะนั้นแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง.

เมื่อทรงสำคัญซึ่งพระโสณกะนั้นว่า เป็นคนกำพร้า เพราะว่า พระองค์ยังทรงยินดีในกิเลสอยู่ จึงตรัสพระคาถานี้ว่า

ภิกษุนี้เป็นคนกำพร้าหนอ ศีรษะโล้น ครองผ้าสังฆาฏิ ไม่มีมารดา ไม่มีบิดา นั่งเข้าฌานอยู่ที่โคนต้นไม้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฌายติ ความว่า เป็นผู้ไม่มีมารดา ไม่มีบิดา ถึงความกรุณาแล้ว (น่าสงสาร) จึงนั่งเข้าฌานอยู่.

พระโสณกะได้ฟังพระดำรัสนี้แล้ว จึงได้ทูลว่า ดูก่อนมหาบพิตร บุคคลผู้ถูกต้องธรรมด้วยนามกาย ไม่ชื่อว่า เป็นคนกำพร้า

ผู้ใดในโลกนี้ นำเสียซึ่งธรรม ประพฤติตามอธรรม ผู้นั้นชื่อว่า เป็นคนกำพร้า เป็นคนลามก มีบาปกรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ขอถวายพระพร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิมํ ความว่า พระโสณกะได้สดับคำติเตียนถึง เรื่องการบรรพชานี้ของพระราชานั้น ผู้ทรงยินดียิ่งในกิเลส ไม่ทรงพอพระทัยการบรรพชา.

บทว่า เอตทพรวี ความว่า พระโสณกะ เมื่อจะประกาศถึงคุณในการบรรพชา จึงได้กล่าวคำนี้.

บทว่า ผสสยํ คือ ถูกต้องอยู่ พระโสณกะ เมื่อจะแสดงว่า บุคคลผู้ต้องอริยมรรคธรรมนั้นด้วยกาย ย่อมไม่ชื่อว่า เป็นคนกำพร้า ดังนี้ จึงกล่าวอย่างนี้.

บทว่า นิรกตวา ได้แก่ นำออกจากอัตภาพ.

บทว่า ปาโป ปาปปรายโน ความว่า ชื่อว่า เป็นคนลามก เพราะตนเองกระทำแต่ความชั่ว ชื่อว่า เป็นผู้มีบาปกรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า เพราะเป็นที่พึ่งแก่ชนเหล่าอื่นผู้กำลังทำบาป.

พระโสณกะนั้นติเตียนพระโพธิสัตว์ด้วยถ้อยคำอย่างนี้. พระโพธิสัตว์ทรงทำเป็นเหมือนไม่ทรงทราบว่า พระโสณกะติเตียนพระองค์ ทรงบอกนามและโคตรของพระองค์.

เมื่อจะทรงทำปฏิสันถารกับพระโสณกะนั้น จึงตรัสคาถาว่า

มหาชนรู้จักนามของข้าพเจ้าว่า อรินทมะ และรู้จักข้าพเจ้าว่า พระเจ้ากาสี ดูก่อนท่านโสณกะ การอยู่เป็นสุข ย่อมมีแก่ท่านผู้อยู่ในที่นี้แลหรือ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กจจิ ความว่า พระราชาตรัสถามว่า ความไม่สบายน้อยหนึ่ง ย่อมไม่มีแก่ข้าพเจ้าก่อน แต่ความอยู่เป็นสุข ย่อมมีแก่พระคุณเจ้าผู้ถึงแล้วในที่นี้ คือผู้อยู่ในอุทยานนี้แลหรือ.

ลำดับนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงทูลตอบพระราชานั้นว่า ขอถวายพระพร ขึ้นชื่อว่าความไม่สำราญ ย่อมไม่มีแก่อาตมภาพผู้อยู่ในอุทยานนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้อาตมภาพจะอยู่ในที่อื่นๆ ก็ยังไม่มีเลย ดังนี้แล้ว.

จึงเริ่มคาถาแสดงความเจริญของสมณะ แด่พระราชาพระองค์นั้นว่า

(ข้อที่ ๑) ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุ ผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน ทุกเมื่อ (คือ) ทรัพย์และข้าวเปลือก ย่อมไม่เข้าไปในฉาง ในหม้อ และในกระเช้าของภิกษุเหล่านั้น ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้แสวงหาอาหารอันสำเร็จแล้ว มีวัตรอันงาม เยียวยาอัตภาพให้เป็นไป ด้วยบิณฑบาตนั้น.

ข้อที่ ๒ ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุ ผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ภิกษุพึงบริโภคบิณฑบาต ที่ไม่มีโทษ และกิเลสอะไรๆ ย่อมไม่ประทุษร้าย

ข้อที่ ๓ ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุ ผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ภิกษุพึงบริโภคบิณฑบาตอันดับแล้ว และกิเลสอะไร ย่อมไม่ประทุษร้าย.

ข้อที่ ๔ ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ผู้หลุดพ้นแล้ว เที่ยวไปในแว่นแคว้นไม่มีความข้อง.

ข้อที่ ๕ ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุ ผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) เมื่อไฟไหม้พระนครอยู่ อะไรๆ สักหน่อยหนึ่งของภิกษุนั้น ย่อมไม่ไหม้.

ข้อที่ ๖ ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุ ผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) เมื่อโจรปล้นแว่นแคว้น อะไรๆ สักหน่อยหนึ่งของภิกษุนั้นก็ไม่หาย.

ข้อที่ ๗ ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุ ผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ภิกษุผู้มีวัตรงาม ถือบาตรและจีวร ไปสู่หนทางที่พวกโจรรักษา หรือไปสู่หนทางที่มีอันตรายอื่นๆ ย่อมไปได้โดยสวัสดี.

ข้อที่ ๘ ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุ ผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ภิกษุจะหลีกไปยังทิศใดๆ ก็ไม่มีห่วงใยไปยังทิศนั้นๆ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนาคารสส ความว่า ขอถวายพระพร ความเจริญย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีความกังวล ไม่มีทรัพย์ ละเพศฆราวาสเสียแล้ว ถึงความเป็นผู้ไม่มีเรือนตลอดกาลทั้งปวง.

บทว่า น เตสํ ความว่า มหาบพิตร ความเจริญข้อแรก คือ ทรัพย์และข้าวเปลือกทั้งหลาย ย่อมไม่เข้าไปในเรือนคลัง ไม่เข้าไปในหม้อข้าว ไม่เข้าไปในกระเช้า ของภิกษุทั้งหลาย ผู้ไม่มีทรัพย์เหล่านั้น เพราะภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้มีวัตรอันงาม.

บทว่า ปรินฏฐิตํ ความว่า ห่มผ้าสังฆาฏิแล้ว ถือบาตร (กระเบื้อง) แสวงหาอาหารที่เขาหุงไว้สุกแล้ว ในเรือนของชนเหล่าอื่นตามลำดับเรือน พิจารณาอาหารนั้นด้วยอำนาจความเป็นของปฏิกูล ๙ อย่างแล้วจึงบริโภค ย่อมยังความเป็นอยู่แห่งชีวิตให้เป็นไป ด้วยบิณฑบาตที่ได้แล้วจากการแสวงหานั้น.

บทว่า อนวชชปิณโฑ โภตตพโพ ความว่า ปัจจัย ๔ ที่เกิดขึ้นด้วยการแสวงหาไม่สมควร มีเวชกรรมเป็นต้น หรือด้วยอาชีพที่ผิดเห็นปานนี้ คือ การกล่าวโกหกหลอกลวง การเป็นหมอดู การรับใช้คฤหัสถ์ การบริโภคลาภด้วยลาภก็ดี แม้ที่เกิดขึ้นโดยธรรม ภิกษุไม่พิจารณาเสียก่อนแล้วบริโภค ชื่อว่า บิณฑบาตมีโทษ.

ปัจจัย ๔ ที่ภิกษุละการแสวงหาอันไม่สมควร เว้นอาชีพที่ผิดเสียแล้ว ให้ปัจจัยเกิดขึ้นโดยชอบธรรม ภิกษุพิจารณาโดยนัยดังกล่าวแล้วว่า เราพิจารณาแล้วโดยแยบคาย จึงใช้สอยจีวร ดังนี้เป็นต้นแล้ว จึงบริโภค ชื่อว่า บิณฑบาตไม่มีโทษ.

ภิกษุพึงบริโภคบิณฑบาตที่ไม่มีโทษเช่นนี้ทีเดียว เมื่อภิกษุบริโภคบิณฑบาตที่ไม่มีโทษอยู่อย่างนี้ กิเลสแม้มีประมาณน้อยหนึ่ง ก็ย่อมไม่เบียดเบียน คือ ย่อมไม่บีบคั้น เพราะอาศัยปัจจัยทั้งหลาย ความเจริญ แม้ที่สอง ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือนนั้น ฉะนี้แล.

บทว่า นิพพุโต ความว่า แม้บิณฑบาตที่เกิดขึ้นโดยชอบธรรม ของภิกษุผู้เป็นปุถุชน ภิกษุพิจารณาแล้วจึงบริโภค ชื่อว่า บิณฑบาตดับแล้ว ส่วนบิณฑบาตของพระขีณาสพ ชื่อว่า บิณฑบาตดับแล้วโดยส่วนเดียว

ถามว่า เพราะเหตุไร?

ตอบว่า เพราะว่า ในบรรดาการบริโภค ๔ อย่างเหล่านี้ คือ ไถยบริโภค ลักขโมยเขาบริโภค อิณบริโภค บริโภคอย่างคนที่เป็นหนี้เขา ทายัชชบริโภค บริโภคโดยได้รับมรดก สามิบริโภค บริโภคโดยความเป็นเจ้าของ.

พระขีณาสพนั้นย่อมบริโภคบิณฑบาตนั้น ด้วยอำนาจแห่งสามิบริโภค. ท่านเป็นเจ้าของ บริโภคบิณฑบาตโดยพ้นจากความเป็นทาสแห่งตัณหา กิเลสแม้มีประมาณน้อยหนึ่ง ย่อมไม่เบียดเบียนท่าน เพราะการบริโภคเช่นนั้นเป็นปัจจัย.

บทว่า มุตตสส รฏเฐ จรโต ความว่า เมื่อภิกษุไม่ข้องอยู่ในตระกูลอุปัฏฐากเป็นต้น ประหนึ่งท้องฟ้าไม่มีเมฆ หรือเหมือนกับดวงจันทร์ที่ผ่องอำไพ พ้นจากปากราหู ฉะนั้น เที่ยวไปในบ้านแลนิคมเป็นต้น บรรดาความข้องมีราคะเป็นต้น ความข้องแม้สักอย่างหนึ่ง ย่อมไม่มี.

จริงอยู่ บุคคลบางคนคลุกคลีอยู่กับสกุลทั้งหลาย พลอยร่วมโศกเศร้า และพลอยร่วมยินดีอยู่กับเขา. บุคคลบางคนมีใจไม่ข้องอยู่ แม้ในมารดาบิดา อยู่คนเดียว เหมือนเด็กหนุ่มชาวบ้านโกรุนคร ฉะนั้น. แม้ปุถุชนผู้เป็นแบบนี้ ก็ย่อมมีความเจริญเหมือนกัน.

บทว่า นาสส กิญจิ ความว่า จริงอยู่ ภิกษุรูปใดเป็นผู้มีบริขารมาก ภิกษุรูปนั้นคิดว่า โจรทั้งหลายอย่าลักบริขารของเราไปเลย ดังนี้ จึงเก็บบริขารทั้งหลายมีผ้าจีวรเป็นต้นที่เหลือใช้ไว้ในตระกูลอุปัฏฐากภายในเมืองต่อมาเมื่อไฟไหม้ในเมือง พอทราบข่าวว่า ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ตระกูลโน้น ก็เศร้าโศก ทุกข์ใจ. ขึ้นชื่อว่า ความเจริญย่อมไม่มีแก่ภิกษุเช่นนี้เลย.

ดูก่อนมหาบพิตร ส่วนภิกษุใดบำเพ็ญวัตรของสกุณชาติให้เต็มบริบูรณ์ คือ มีแต่บริขารที่ติดกายเท่านั้น บริขารอะไรๆ ของภิกษุเช่นนั้น ย่อมไม่ถูกไฟไหม้ แม้ความเจริญข้อที่ห้า ย่อมมีแก่ภิกษุนั้น ด้วยประการนั้นแล.

บทว่า วิลุปปมานมหิ ได้แก่ พากันปล้น. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็ได้รูปอย่างนี้เหมือนกัน.

บทว่า อหาริถ ความว่า เมื่อพวกโจรออกจากชัฏภูเขาเป็นต้น พากันมาปล้นแว่นแคว้น มีโจรคนหนึ่งแย่งเอาบริขารของภิกษุผู้มีบริขารมากซึ่งฝากเก็บไว้ภายในบ้าน ฉันใดโจรย่อมลักเอาบริขารอะไรๆ ของภิกษุผู้มีแต่บริขารที่ติดกาย ไม่มีทรัพย์ ฉันนั้นไม่ได้เลย แม้ความเจริญอันเป็นข้อที่หก ก็ย่อมมีแก่ภิกษุนั้นเหมือนกันแล.

บทว่า เย จญญเญ ปริปนถิกา ความว่า ไปสู่หนทางที่พวกโจรตั้งด่านรักษาคุ้มครอง เพื่อเก็บภาษีคนเหล่าอื่นในที่นั้นๆ.

บทว่า ปตตจีวรํ ความว่า ภิกษุกระทำบริขาร ๘ แม้ทั้งหมด คือ บาตรดิน ผ้าบังสุกุลจีวร ที่เย็บย้อมเรียบร้อยแล้ว ประคดเอว ผ้ากรองน้ำ กล่องเข็ม มีด ถลกบาตร ซึ่งมีราคาน้อย ไม่มีประโยชน์แก่พวกโจร ไม่เหมาะที่จะเป็นค่าภาษีแก่คนผู้เก็บภาษีมีแต่บริขารติดกายเดินไปตามหนทาง ใครๆ ก็ไม่เบียนเบียด ย่อมไปได้โดยสวัสดี.

บทว่า สุพพโต ความว่า จริงอยู่ โจรทั้งหลายเห็นจีวรเป็นต้น ทำให้เกิดความโลภ ย่อมลักไปก็มี นายด่านภาษีคิดว่า อะไรหนอที่มีอยู่ในมือของภิกษุรูปนี้ แล้วจึงทำการตรวจค้นถลกบาตรเป็นต้น ส่วนภิกษุผู้มีวัตรอันงาม เมื่อชนเหล่านั้นเห็นเธอผู้มีความประพฤติเบาพร้อม ย่อมไปได้สะดวก แม้ความเจริญข้อที่ ๗ ก็ย่อมมีแก่ภิกษุนั้นด้วยประการฉะนี้แล.

ความเจริญที่ ๘ คือภิกษุไม่ต้องเหลียวแลที่อยู่ เพราะไม่มีบริขารอะไรๆ ที่ตนเก็บไว้ในวิหาร เกินกว่าบริขารที่เนื่องในกาย จะต้องไปสู่ทิศใด ก็ไปสู่ทิศนั้นได้อย่างไม่ต้องห่วงใย เหมือนกุลบุตรทั้ง ๒ ผู้บวชแล้วในถูปาราม บรรพชิตรูปที่แก่กว่า ออกจากเมืองอนุราธบุรีแล้ว เดินทางไป ฉะนั้น.

พระโสณกปัจเจกพุทธเจ้าแสดงความเจริญแห่งสมณะ ๘ อย่างด้วยประการฉะนี้ แต่แท้ที่จริง ท่านเป็นผู้สามารถจะแสดงความเจริญแห่งสมณะให้ยิ่งกว่านั้นได้ตั้งร้อยตั้งพัน จนหาประมาณมิได้.

ฝ่ายพระราชาทรงละเลยซึ่งถ้อยคำของพระโสณกะนั้น เพราะทรงยินดียิ่งในกาม จึงตรัสว่า ข้าพเจ้ามิได้มีความต้องการด้วยความเจริญแห่งสมณะ.

เมื่อจะทรงประกาศความที่พระองค์มีพระทัยน้อมไปในกาม จึงตรัสว่า

เมื่อจะทรงประกาศความที่พระองค์มีพระทัยน้อมไปในกาม จึงตรัสว่า

ข้าแต่ภิกษุ ท่านสรรเสริญความเจริญเป็นอันมากของภิกษุเหล่านั้นส่วนข้าพเจ้ายังกำหนัดในกามทั้งหลาย จะทำอย่างไรกามทั้งหลายที่เป็นของมนุษย์ ทั้งที่เป็นของทิพย์ เป็นที่รักของข้าพเจ้าเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าพเจ้าจักได้โลกทั้งสองด้วยเหตุไรหนอ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วณเณน ได้แก่ เหตุ.

ลำดับนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้า จึงทูลกะพระราชานั้นว่า

นรชนผู้กำหนัดในกาม ยินดีในกาม หมกมุ่นอยู่ในกาม กระทำบาปกรรมแล้ว ย่อมเข้าถึงทุคติ

ส่วนนรชนเหล่าใด ละกามทั้งหลายออกไปแล้ว เป็นผู้ไม่มีภัยแต่ไหนๆ ย่อมบรรลุถึงความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งเกิดขึ้น นรชนเหล่านั้นย่อมไม่ไปสู่ทุคติ

ดูก่อนพระเจ้าอรินทมะ อาตมภาพจักแสดงอุปมาถวายมหาบพิตร ขอมหาบพิตรจงทรงสดับข้ออุปมานั้นบัณฑิตบางพวกในโลกนี้ ย่อมรู้เนื้อความได้ด้วยข้ออุปมา มีกาตัวหนึ่งเป็นสัตว์มีปัญญาน้อย ไม่มีความคิด เห็นซากศพช้างลอยอยู่ในห้วงน้ำใหญ่ ในแม่น้ำคงคาจึงคิดว่า เราได้ยานนี้แล้วหนอ และซากศพช้างนี้จักเป็นอาหารจำนวนมิใช่น้อยใจของกาตัวนั้นยินดีแล้วในซากศพช้างนั้น ตลอดทั้งคืนทั้งวัน

เมื่อกาจิกกินเนื้อช้าง ดื่มน้ำมีรสเหมาะส่วน เห็นต้นไม้อันใหญ่ในป่า ก็ไม่ย่อมบินไป แม่น้ำคงคามีปกติไหลลงสู่มหาสมุทร พัดเอากาตัวนั้นตัวประมาท ยินดีในซากศพช้างไปสู่มหาสมุทร ซึ่งเป็นที่ไปไม่ได้แห่งนกทั้งหลาย

กานั้นหมดอาหารแล้ว ตกลงในน้ำไปข้างหลัง ข้างหน้า ข้างซ้าย ข้างขวาไม่ได้ ไปไม่ถึงเกาะ สิ้นกำลังจมลงในท่ามกลางทะเล อันเป็นที่ไปไม่ได้แห่งนกทั้งหลาย

ฝูงปลา จระเข้ มังกร และปลาร้ายที่เกิดในมหาสมุทร ก็ข่มเหงรุมกินกานั้นตัวมีปีกอันใช้การไม่ได้ดิ้นรนอยู่ ฉันใด

ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์ก็ดี ชนเหล่าอื่นผู้ยังบริโภคก็ดี ถ้ายังกำหนัดในกามอยู่ ไม่ละทิ้งกามเสีย นักปราชญ์ทั้งหลายรู้ว่า ชนเหล่านั้นเป็นอยู่ด้วยปัญญาเสมอกับกา ฉันนั้นเหมือนกันแล

ดูก่อนมหาบพิตร อุปมาข้อนี้ อาตมภาพแสดงอรรถอย่างชัดแจ้ง ถวายมหาบพิตรแล้ว พระองค์จักทรงทำหรือไม่ ก็จะปรากฏด้วยเหตุนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาปานิ ความว่า ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์และนรชนทั้งหลายผู้ยินดีในการอาศัยกามทั้งหลาย ทำแต่บาปกรรมมีการประพฤติชั่วด้วยกายเป็นต้น ย่อมเข้าถึงทุคติ เพราะกามทั้งหลายอันเป็นทิพย์ แลเป็นของมนุษย์ ย่อมไม่ได้แม้ในความฝัน. บทว่า ปหนตวาน ได้แก่ ละกามเสียได้ ดุจบ้วนก้อนเขฬะทิ้งฉะนั้น. บทว่า อกุโตภยา ได้แก่ ไม่มีภัยมาจากที่ไหนๆ ในบรรดากิเลสมีราคะเป็นต้น.

บทว่า เอโกทิภาวาชิคตา ได้แก่ ถึงความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง คือความเป็นผู้มีธรรม เครื่องอยู่อย่างเอก. บทว่า น เต ความว่า บุคคลเหล่านั้น คือบรรพชิตเหล่านี้ ย่อมไม่ไปสู่ทุคติ.

บทว่า อุปมนฺเต ความว่า ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพจักทำการเปรียบเทียบสักตัวอย่างหนึ่ง ถวายแด่พระองค์ผู้มีความปรารถนาในกามที่เป็นทิพย์ และเป็นของมนุษย์ ที่ไม่ต่างอะไรกับกาตัวมีใจผูกพันอยู่ในซากศพช้าง ฉะนั้น ขอพระองค์จงทรงสดับข้ออุปมานั้นเถิด.

บทว่า กุณปํ แปลว่า ซากศพของช้าง.

บทว่า มหณฺณเว ได้แก่ ในน้ำทั้งลึกทั้งกว้าง.

คำว่า กุณปํ นั้นท่านกล่าวหมายถึงว่า มีช้างใหญ่ตัวหนึ่งเที่ยวอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำคงคา ตกลงไปในแม่น้ำคงคา ไม่สามารถจะขึ้นได้ ถูกกระแสแม่น้ำพัด ตายไปในแม่น้ำนั้นนั่นแล.

บทว่า วายโส ได้แก่ มีกาตัวหนึ่งบินมาโดยอากาศ.

บทว่า ยานณฺจ วติทํ ความว่า กาตัวนั้น ครั้นคิดดีอย่างนี้แล้ว จึงจับอยู่ที่ศพช้างนั้นได้กระทำความตกลงใจว่า เราได้ยาน คือช้างนี้ แล้วเราจับอยู่บนยาน คือช้างนี้จักเที่ยวไปได้อย่างสบาย อนึ่ง ช้างนี้แหละจักเป็นอาหารได้อย่างมากมาย บัดนี้เราไม่ควรที่จะไปในที่อื่น.

บทว่า ตตฺถ รตฺตึ ความว่า กาตัวนั้นมีใจยินดียิ่งในศพช้างนั้นนั่นแล ตลอดทั้งคืนและวัน. บทว่า น ปเลตฺถ ความว่า กาตัวนั้น ไม่ยอมบินหลีกไป.

บทว่า โอตรณี ได้แก่ แม่น้ำคงคานั้นมีปกติไหลลงสู่มหาสมุทร.

บาลีว่า โอหาริณี ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า แม่น้ำคงคามีปกติไหลลงพัดพาเอากานั้นไปสู่มหาสมุทร.

บทว่า อคติ ยตฺถ นั้น ท่านกล่าวหมายถึงท่ามกลางมหาสมุทร.

บทว่า ภกฺขปริกฺขีโณ ได้แก่ หมดอาหาร.

บทว่า อุปฺปติตฺวา ความว่า เมื่อหนังและเนื้อของช้างนั้นหมดไปแล้ว โครงกระดูกก็ถูกกำลังคลื่นพัดจนหักจมลงในน้ำ.

อธิบายว่า ลำดับนั้น กาตัวนั้น เมื่อไม่สามารถจะอยู่ในน้ำได้ จึงกระโดดบินขึ้นไป ครั้นบินไปอย่างนี้แล้ว.

บทว่า อคติ ยตฺถ ปกขินํ ความว่า ก็กาตัวนั้นบินไปยังทิศประจิม เมื่อไม่ได้ที่จับในทิศนั้น บินจากทิศประจิมนั้นไปยังทิศบูรพา บินจากทิศบูรพานั้นไปยังทิศอุดร บินจากทิศอุดรนั้นไปยังทิศทักษิณ บินไปยังทิศทั้ง ๔ ด้วยอาการอย่างนี้ก็ยังไม่บรรลุถึงที่สำหรับจับของตนในท่ามกลางมหาสมุทร อันเป็นสถานที่ไปไม่ถึงแห่งพวกนกทั้งหลายนั้น.

บัณฑิตพึงเห็นเนื้อความอย่างนี้ทีเดียวว่า

ลำดับนั้น กาบินไปอย่างนี้แล้ว ได้บินไปแต่ละทิศในบรรดาทิศมีทิศประจิมเป็นต้น แต่ก็บินไปไม่ถึงเกาะ.

บทว่า ปาปตฺถ คือ จมลงแล้ว. บทว่า ยถา ทุพฺพลโก ได้แก่ จมลง เหมือนอย่างคนหมดกำลังจมลง ฉะนั้น. บทว่า สุสู ได้แก่ เหล่าปลาร้ายชนิดที่มีชื่อว่า สุสุ.

บทว่า ปสยฺหการา ความว่า ฮุบกินกาตัวนั้น ซึ่งไม่ปรารถนาอยู่นั่นแหละโดยพลการ. บทว่า วิปกฺขิกํ ได้แก่ กาตัวที่มีขนปีกฉิบหายใช้การไม่ได้.

บทว่า คิทฺธี เจ น วมิสฺสนฺติ ความว่า พระองค์ก็ดี ชนเหล่าอื่นก็ดี ถ้ายังเป็นผู้ยินดีในกาม ไม่ยอมสละละทิ้งกามเสียให้ได้.

บทว่า กากปญิญาย เต ความว่า นักปราชญ์ทั้งหลายผู้เป็นบัณฑิตมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมรู้แจ้ง ย่อมรู้ชัดว่า ชนเหล่านั้นมีปัญญาเสมอกับปัญญาของกา ฉะนั้น. บทว่า อตฺถสนฺทสฺสนี กตา ได้แก่ อาตมภาพได้ประกาศเนื้อความให้ชัดแจ้งแล้ว.

บทว่า ตฺวญฺจ ปญฺญายเส ได้แก่ พระองค์จักทรงรู้แจ้งเอง.

มีคำที่ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า

ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพเป็นผู้มุ่งหวังประโยชน์เกื้อกูล จึงได้ถวายโอวาทแด่พระองค์ ก็ถ้าพระองค์จักทรงทำตามโอวาทนั้นไซร้พระองค์ก็จักทรงบังเกิดในเทวโลก หากพระองค์จักไม่ทรงทำตามโอวาทนั้น พระองค์จักจมอยู่ในเปือกตม คือกาม ในกาลที่สุดแห่งพระชนมชีพจักบังเกิดในนรก. พระองค์เองจักทรงทราบสวรรค์หรือนรก ด้วยเหตุนั้นอย่างนี้ ส่วนอาตมภาพพ้นแล้วจากภพทั้งปวง ไม่ต้องถือปฏิสนธิอีกต่อไป.

ก็พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้ถวายโอวาทนี้แด่พระราชาพระองค์นั้นได้แสดงถึงแม่น้ำแล้วแสดงถึงซากศพช้างที่ถูกน้ำพัดพาลอยไปในแม่น้ำคงคา แสดงถึงกาตัวจิกกินซากศพ แสดงถึงการที่จิกกินซากศพแล้วดื่มน้ำของกาตัวนั้น แสดงถึงการที่มองดูไพรสณฑ์อันน่ารื่นรมย์ใจ แสดงถึงการเข้าไปสู่มหาสมุทรของซากศพที่ลอยไปในแม่น้ำ แสดงถึงการที่ไม่ได้ที่จับอาศัยบนซากช้างแล้ว ถึงความพินาศไปในท่ามกลางมหาสมุทรของกา.

บรรดาสิ่งเหล่านั้น สงสารอันหาเบื้องต้นและที่สุดมิได้ บัณฑิตพึงเห็นว่าเปรียบเหมือนแม่น้ำ. กามคุณ ๕ อย่างในสงสาร เปรียบเหมือนซากศพช้างที่ลอยอยู่ในแม่น้ำ. ปุถุชนที่เป็นคนพาล เปรียบเหมือนกา. กาลแห่งปุถุชนผู้บริโภคกามคุณแล้วเกิดโสมนัส เปรียบเหมือนกาลที่กาจิกกินซากศพแล้วดื่มน้ำ. การเห็นอารมณ์ ๓๘ ประการด้วยอำนาจการสดับฟังของปุถุชนผู้ติดข้องอยู่ในกามคุณทั้งหลาย เปรียบเหมือนการเห็นไพรสณฑ์อันน่ารื่นรมย์ใจของกา ตัวติดข้องอยู่ในซากศพนั่นแล. ท่านผู้เป็นบัณฑิตพึงเห็นการถึงความพินาศในมหานรกของปุถุชนผู้เป็นคนพาล ผู้ยินดีในกามคุณ มีความชั่วเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ไม่สามารถจะได้ที่ตั้งอาศัยในกุศลธรรมว่า เปรียบเหมือนกาลที่กา เมื่อซากศพเข้าไปสู่มหาสมุทรแล้ว ไม่สามารถจะได้ที่จับอาศัย ก็ถึงความพินาศไปฉะนั้น.

พระปัจเจกพุทธเจ้าถวายโอวาทแด่พระราชาพระองค์นั้น ด้วยข้ออุปมานี้อย่างนี้แล้ว บัดนี้หวังจะทำโอวาทนั่นแหละให้ตั้งอยู่อย่างมั่นคง.

จึงกล่าวคาถานี้ว่า

บุคคลผู้อนุเคราะห์พึงกล่าวเพียงคำเดียว หรือสองคำ ไม่พึงกล่าวให้ยิ่งไปกว่านั้น เปรียบเหมือนทาสที่อยู่ในสำนักแห่งเจ้านาย ฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ภาเสยย ความว่า บุคคลผู้กล่าวให้ยิ่งไปกว่าประโยชน์เกื้อกูล แก่บุคคลผู้ไม่เชื่อถือถ้อยคำย่อมเป็นเหมือนทาสในสำนักของเจ้านายฉะนั้น. ด้วยว่า ทาส แม้เจ้านายจะเชื่อถือถ้อยคำ หรือไม่เชื่อถือก็ตาม ต้องกล่าวอยู่อย่างนั้นนั่นแหละ. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ตตุตตรึ น ภาเสยย ไม่พึงกล่าวให้ยิ่งไปกว่านั้น ดังนี้.

พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวอย่างนี้แล้ว จึงเหาะขึ้นไปด้วยฤทธิ์ แล้วสั่งสอนพระราชาว่า ถ้าพระองค์จักทรงผนวช หรือไม่ทรงผนวชก็ตาม อาตมภาพก็ได้ถวายโอวาทแด่พระองค์แล้วดูก่อนมหาบพิตร ขอพระองค์จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด. ดังนี้แล้วจึงไปสู่เงื้อมภูเขาชื่อนันทมูลกะ ตามเดิม.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

พระโสณกปัจเจกพุทธเจ้า ผู้มีปัญญาอันบุคคลนับไม่ได้ ครั้นทูลดังนี้แล้วพร่ำสอนบรมกษัตริย์ในอากาศ แล้วหลีกไป.

คาถานี้จัดเป็นอภิสัมพุทธคาถา

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทํ วตวาน อธิบายว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นเป็นผู้มีปัญญา อันบุคคลนับไม่ได้ด้วยปัญญา เป็นเครื่องตรัสรู้ อันเป็นโลกุตระ ที่ใครๆ นับไม่ได้ พอท่านกล่าวคำนี้แล้ว ก็เหาะขึ้นไปด้วยฤทธิ์ พร่ำสอนบรมกษัตริย์อย่างนี้ว่าถ้าพระองค์จักทรงผนวช ก็เป็นเรื่องของพระองค์ผู้เดียว หรือถ้าพระองค์จักไม่ทรงผนวช ก็เป็นเรื่องของพระองค์อีกเช่นกันอาตมภาพถวายโอวาทแด่พระองค์แล้ว ขอพระองค์จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ดังนี้แล้วหลีกไป.

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ประทับยืน ทอดพระเนตรดูพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นผู้ไปอยู่โดยอากาศ เพียงเท่าที่จะมองเห็นได้ครั้นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นลับสายพระเนตรไปแล้ว จึงกลับได้ความสลดพระทัย ทรงพระดำริว่า พราหมณ์นี้มีชาติต่ำ โปรยธุลีละอองเท้าลงบนศีรษะของเรา ผู้เกิดแล้วในวงศ์กษัตริย์อันมิได้ปะปนระคนด้วยวงศ์อื่นเขาเหาะขึ้นสู่อากาศไปแล้ว แม้ตัวเราก็ควรจะออกบวชให้ได้ในวันนี้ทีเดียว.

ท้าวเธอทรงปรารถนาที่จะมอบราชสมบัติแล้วทรงผนวช.

จึงตรัสคาถา ๒ คาถาว่า

บุคคลผู้อภิเษก ท่านผู้สมควรให้เป็นกษัตริย์ เป็นรัชทายาทและบุคคลผู้ถึงความฉลาด เหล่านี้อยู่ที่ไหน เราจักมอบราชสมบัติเราไม่ต้องการด้วยราชสมบัติ เราจักบวชในวันนี้แหละใครเล่าจะพึงรู้ความตายในวันพรุ่งนี้ เราจะไม่โง่เขลาตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก นุเม ได้แก่ ท่านเหล่านี้อยู่ที่ไหน.

บทว่า ราชกตตาโร ความว่า บุคคลผู้อภิเษก ท่านผู้สมควรเป็นพระราชาแล้ว ทำให้เป็นพระราชาอย่างสมบูรณ์. บทว่า สูตา เวยยตติมาคตา ความว่า รัชทายาท และบุคคลผู้ถึงความเป็นผู้ฉลาด คือ รอบรู้มงคลโดยคล่องปากเหล่าอื่น.

บทว่า รชเชน มตถิโก คือความต้องการด้วยราชสมบัติ.

บทว่า โก ชญญา มรณํ สุเว ความว่า เพราะว่าใครที่จะมีความสามารถรู้ถึงเหตุนี้ได้ว่า ความตายจักมีมาในวันนี้ หรือพรุ่งนี้กันแน่.

เมื่อพระราชาทรงมอบราชสมบัติอยู่อย่างนี้

พวกอำมาตย์ได้สดับแล้ว จึงกราบทูลว่า

พระโอรสหนุ่มของพระองค์ ทรงพระนามว่า ทีฆาวุ จะทรงบำรุงรัฐให้เจริญได้มีอยู่ขอพระองค์จงทรงอภิเษกพระโอรสนั้นไว้ในพระราชสมบัติพระโอรสนั้นจักได้เป็นพระราชาของข้าพระบาททั้งหลาย.

เบื้องหน้าแต่นั้น บัณฑิตพึงทำคาถาที่พระราชาตรัสแล้วให้เป็นตัวอย่างแล้ว พึงทราบคาถาสัมพันธ์ด้วยอุทานโดยนัยพระบาลีนั้นแล.

พระราชาตรัสว่า

ท่านทั้งหลาย จงรีบเชิญทีฆาวุกุมาร ผู้บำรุงรัฐให้เจริญมาเถิด เราจักอภิเษกเธอไว้ในราชสมบัติ เธอจักเป็นพระราชาของท่านทั้งหลาย.

พวกอำมาตย์สดับพระดำรัสของพระเจ้าแผ่นดินแล้ว จึงพากันไปเชิญเสด็จทีฆาวุราชกุมารมา. แม้พระราชาก็ทรงมอบพระราชสมบัติแก่พระราชกุมารนั้นแล้ว.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

ลำดับนั้น พวกอำมาตย์ได้ไปเชิญทีฆาวุราชกุมาร ผู้บำรุงรัฐให้เจริญมาเฝ้าพระราชาทอดพระเนตรเห็นเอกอัครโอรส ผู้น่าปลื้มพระทัยนั้นจึงตรัสว่า ลูกรักเอ๋ย คามเขตของเราหกหมื่น บริบูรณ์โดยประการทั้งปวง ลูกจงบำรุงเขา พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูกพ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ถึงความตาย ในวันพรุ่งนี้พ่อจะไม่ยอมเป็นคนโง่เขลา ตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลาย เหมือนกับกา.

ช้างหกหมื่นเชือกประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง มีสายรัดล้วนทองคำ เป็นช้างใหญ่มีร่างกายปกปิด ด้วยเครื่องคลุมล้วนทองคำอันนายควาญช้างผู้ถือโตมร และขอขึ้นกำกับ ลูกรักเอ๋ย ลูกจงบำรุงช้างเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูกพ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ความตาย ในวันพรุ่งนี้พ่อจะไม่ยอมเป็นคนโง่เขลา ตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลาย เหมือนกับกา.

ม้าหกหมื่นตัวประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวงเป็นม้าสินธพ เป็นม้าอาชาไนยโดยกำเนิด เป็นพาหนะเร็ว อันนายสารถีผู้ถือแส้และธนูขึ้นกำกับลูกรักเอ๋ย ลูกจงบำรุงม้าเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูก

พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ถึงความตาย ในวันพรุ่งนี้ พ่อจะไม่ยอมเป็นคนโง่เขลา ตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลาย เหมือนกับกา.

รถหกหมื่นคัน หุ้มเกราะไว้ดีแล้ว มีธงอันยกขึ้นแล้ว หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองก็มี หุ้มด้วยหนังเสือโคร่งก็มี ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง อันนายสารถีถือแล่งธนูสวมเกราะขึ้นประจำลูกรักเอ๋ย ลูกจงบำรุงรถเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูกพ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ถึงความตาย ในวันพรุ่งนี้พ่อจะไม่ยอมเป็นคนโง่เขลา ตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลาย เหมือนกับกา.

แม่โคนมหกหมื่นตัวมีสีแดง ประกอบด้วยโคจ่าฝูงตัวประเสริฐลูกรักเอ๋ย ลูกจงบำรุงโคเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูกพ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ถึงความตาย ในวันพรุ่งนี้พ่อจะไม่ยอมเป็นคนโง่เขลา ตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลาย เหมือนกับกา.

สตรีหมื่นหกพันนาง ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวงมีผ้าและอาภรณ์อันวิจิตร สวมกุณฑลแก้วมณี ลูกรักเอ๋ย ลูกจงบำรุงสตรีเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูกพ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ถึงความตาย ในวันพรุ่งนี้พ่อจักไม่ยอมเป็นคนโง่เขลา ตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลาย เหมือนกับกา. ลำดับนั้น พระกุมารจึงกราบทูลพระองค์ว่า

ข้าแต่พระบิดา หม่อมฉันได้สดับว่า เมื่อหม่อมฉันเป็นเด็กๆ พระชนนีทิวงคต หม่อมฉันไม่อาจจะเป็นอยู่ห่างพระบิดาได้ลูกช้างย่อมติดตามหลังช้างป่า ตัวเที่ยวอยู่ในที่มีภูเขา เดินลำบาก เสมอบ้าง ไม่เสมอบ้าง ฉันใดหม่อมฉันจะอุ้มบุตรธิดา ติดตามพระบิดาไปข้างหลัง จักเป็นผู้อันพระบิดาเลี้ยงง่าย จักไม่เป็นผู้อันพระบิดาเลี้ยงยาก ฉันนั้น.

พระราชาตรัสตอบว่า

อันตรายทำเรือที่แล่น อยู่ในมหาสมุทรของพวกพ่อค้าผู้แสวงหาทรัพย์ ให้จมลงในมหาสมุทรนั้น พวกพ่อค้าพึงถึงความพินาศ ฉันใด ลูกรักเอ๋ย เจ้านี้เป็นผู้กระทำอันตรายให้แก่พ่อ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.

พระราชกุมารไม่อาจจะกราบทูลถ้อยคำอะไรๆ อีกได้.

ลำดับนั้น พระราชา เมื่อจะทรงบังคับพวกอำมาตย์ จึงตรัสว่า

ท่านทั้งหลายจงพาราชกุมารนี้ไปให้ถึงปราสาท อันยังความยินดีให้เจริญเถิด พวกนางกัญญาผู้มีมือประดับด้วยทองคำ จักยังกุมารให้รื่นรมย์ในปราสาทนั้นเหมือนนางเทพอัปสรยังท้าวสักกะให้รื่นรมย์ ฉะนั้น และกุมารนี้จักรื่นรมย์ด้วยนางกัญญาเหล่านั้น

ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายจึงเชิญพระราชกุมารไปยังปราสาทอันยังความยินดีให้เจริญพวกนางกัญญาเห็นทีฆาวุกุมารผู้ยังรัฐให้เจริญนั้นแล้ว จึงพากันทูลว่า พระองค์เป็นเทวดาหรือคนธรรพ์หรือว่าเป็นท้าวสักกปุรินททะ พระองค์เป็นใคร หรือเป็นพระราชโอรสของใครหม่อมฉันทั้งหลายจะรู้จักพระองค์ได้อย่างไร.

ทีฆาวุราชกุมารจึงตรัสตอบว่า

เราไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าวสักกปุรินททะ เราเป็นโอรสของพระเจ้ากาสี ชื่อทีฆาวุ ผู้ยังรัฐให้เจริญ เธอทั้งหลายจงบำเรอเรา ขอความเจริญจงมีแก่เธอทั้งหลาย เราจะเป็นสามีของเธอทั้งหลาย.

พวกนางกัญญาในปราสาทนั้น ได้ทูลถามพระเจ้าทีฆาวุผู้บำรุงรัฐนั้นว่า พระราชาเสด็จไปถึงไหนแล้ว พระราชาเสด็จจากที่นี้ไปไหนแล้ว.

ทีฆาวุราชกุมาร จึงตรัสตอบว่า

พระราชาทรงก้าวล่วงเสียซึ่งเปือกตม ประดิษฐานอยู่บนบก เสด็จดำเนินไปสู่ทางใหญ่อันไม่มีหนาม ไม่มีรกชัฏ ส่วนเรายังเป็นผู้ดำเนินไปสู่ทาง อันให้ถึงทุคติ มีหนาม รกชัฏเป็นเครื่องไปสู่ทุคติแห่งชนทั้งหลาย.

นารีทั้งหลายจึงกราบทูลว่า

ข้าแต่พระราชา พระองค์เสด็จมาดีแล้วดุจราชสีห์มาสู่ถ้ำ ฉะนั้นข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงอนุศาสน์พวกหม่อมฉันขอพระองค์ทรงเป็นอิสราธิบดีของพวกหม่อมฉันทั้งปวง เถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขิปฺปํ ความว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงรีบนำมาเถิด. บทว่า อาลปิ ความว่า พระราชาตรัสพระดำรัสเป็นต้นว่า คามเขตของเรามีหกหมื่น ดังนี้ จึงค่อยทรงทักทายแล้ว. บทว่า สพฺพาลงฺการภูสิตา อธิบายว่า ช้างเหล่านั้นตกแต่งแล้วด้วยเครื่องอลังการมีเครื่องประดับสำหรับสวมหัวเป็นต้นทั้งปวง. บทว่า เหมกปฺปนวาสสา ความว่า มีสรีระอันปกปิดด้วยเครื่องคลุมที่ขจิตด้วยทองคำ. บทว่า คามณีเยภิ คือพวกนายหัตถาจารย์. บทว่า อาชานียา จ ได้แก่ เป็นม้าที่รู้จักเหตุและมิใช่เหตุมาตั้งแต่เกิดทีเดียว. ม้าที่เกิดริมฝั่งแม่น้ำสินธพ ในแคว้นสินธพเรียกว่า ม้าสินธพ. บทว่า คามณีเยภิ คือ อัสสาจารย์. บทว่า อินฺทิยาจาปธาริภิ คือ ทรงไว้ซึ่งอาวุธคือเขน และอาวุธ คือแล่งธนู. บทว่า ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา ได้แก่ มีหนังเสือเหลือง และหนังเสือโคร่งเป็นเครื่องปกคลุม. บทว่า คามณีเยภิ หมายเอาผู้ขับรถ. บทว่า จมฺมิภิ คือ มีเกราะอันสวมสอดไว้แล้ว. บทว่า โรหญฺญา คือ มีสีตัวแดง. บทว่า ปุงฺควูสภา ได้แก่ ประกอบด้วยโคเพศผู้ตัวประเสริฐ กล่าวคือโคอุสภะ.

บทว่า ทหรสฺเสว เม อธิบายว่า ลำดับนั้น พระราชกุมารกราบทูลพระบิดาว่า ข้าแต่พระบิดา เมื่อหม่อมฉันยังเป็นเด็กอยู่นั่นแหละ หม่อมฉันได้สดับว่า พระชนนีสิ้นพระชนม์แล้ว หม่อมฉันนั้นจักไม่อาจจะมีชีวิตอยู่ โดยปราศจากพระองค์ได้.

บทว่า โปโต ได้แก่ ลูกช้างรุ่นๆ. บทว่า เชสฺสนฺตํ คือเที่ยวสัญจรไปอยู่.

บทว่า สามุทฺทิกํ ได้แก่ เรือที่แล่นไปในมหาสมุทร. บทว่า ธเนสินํ ได้แก่ ผู้แสวงหาอยู่ซึ่งทรัพย์. บทว่า โวหาโร ความว่า ปลาร้ายก็ดี ผีเสื้อน้ำก็ดี น้ำวนก็ดี อันคอยฉุดคร่าอยู่ภายใต้ ชื่อว่าอันตรายเครื่องนำลงอย่างวิจิตร. บทว่า ตตฺถ คือ ในมหาสมุทรนั้น. บทว่า พาณิชา พฺยสนี สิยา ความว่า ลำดับนั้น พ่อค้าเหล่านั้น ก็จะฉิบหาย คือ พึงถึงความพินาศ. อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า สิยํ ก็มี.

บทว่า ปุตฺตกลิ ได้แก่ ลูกเลว คือลูกกาลกรรณี. พระกุมารไม่อาจที่จะกราบทูลอะไรๆ อีกต่อไป. ลำดับนั้น พระราชา เมื่อจะทรงบังคับพวกอำมาตย์ จึงตรัสพระดำรัสเป็นต้นว่า กุมารนี้ ดังนี้.

บทว่า ตตฺถ กมฺพุสหตฺถาโย ความว่า สุวรรณเรียกกันว่า ทองคำ. อธิบายว่า มีมือตกแต่งด้วยเครื่องอาภรณ์ทองคำ. คำว่า ยถา ความว่า นารีเหล่านั้นย่อมกระทำตามที่ตนปรารถนา.

พระมหาสัตว์ ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงรับสั่งให้อภิเษกทีฆาวุราชกุมารนั้นในที่นั้นนั่นเอง แล้วให้กลับเข้าไปสู่พระนคร. ส่วนพระองค์ผู้เดียวเท่านั้นเสด็จออกจากพระราชอุทยาน เข้าไปป่าหิมวันต์ สร้างบรรณศาลาที่ภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ แล้วทรงผนวชเป็นฤๅษี มีรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหาร ยังอัตภาพให้เป็นไป.

ฝ่ายมหาชนก็เชิญเสด็จพระกุมารไปยังกรุงพาราณสี. พระกุมารนั้นทรงกระทำประทักษิณพระนคร แล้วเสด็จขึ้นสู่ปราสาท.

บทว่า ตํ ทิสฺวา อวจํ กญฺญา ความว่า พวกนางฟ้อนเหล่านั้นเห็นพระกุมารนั้น เสด็จมาแล้วด้วยสิริโสภาค มีบริวารเป็นอันมาก ยังไม่รู้จักว่า พระกุมารนี้มีพระนามชื่อโน้น จึงได้พากันทูลถาม. บทว่า มมํ ภรถ ความว่า นางทั้งหลายจงปรารถนาเฉพาะเรา. บทว่า ปงฺกํ ได้แก่ เปือกตม คือกิเลส มีราคะเป็นต้น. บทว่า ถเล ได้แก่ การบรรพชา. บทว่า อกณฺฏกํ ได้แก่ ปราศจากหนามคือราคะเป็นต้น. ชื่อว่าไม่รกชัฏ เพราะเครื่องรกชัฏ คือกิเลสเหล่านั้นแล. บทว่า มหาปถํ ได้แก่ ดำเนินไปสู่ทางใหญ่ อันจะเข้าถึงสวรรค์และนิพพาน. บทว่า เยน พระกุมารตรัสว่า ชนทั้งหลายย่อมดำเนินไปสู่ทุคติ โดยทางผิดอันใด เราดำเนินไปแล้วสู่ทางผิดอันนั้น.

ลำดับนั้น พวกนางฟ้อนเหล่านั้นจึงพากันคิดว่า พระราชาทรงละทิ้งพวกเรา เสด็จออกบรรพชาเสียก่อนแล้วถึงพระกุมารนี้เล่าก็เป็นผู้มีพระหฤทัยกำหนัดในกามทั้งหลาย ถ้าพวกเราจักไม่ยอมอภิรมย์กับพระองค์ พระองค์ก็จะพึงเสด็จออกบรรพชาเสียอีก พวกเราจักกระทำอาการ คือการอภิรมย์แก่พระองค์. ลำดับนั้น พวกนางฟ้อน เมื่อจะให้พระกุมารรื่นรมย์ด้วย จึงได้กราบทูลคาถาสุดท้ายแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คิริพฺพชํ ความว่า การเสด็จมาของพระองค์นั้น นับว่าเป็นการเสด็จมาดีแล้ว ดุจการที่พระยาไกรสรราชสีห์มาสู่ถ้ำทองอันเป็นสถานที่อยู่ของราชสีห์ตัวลูกน้อย ฉะนั้น.

บทว่า บทว่า ตฺนํ โน ความว่า ขอพระองค์จงเป็นพระสวามีผู้เป็นใหญ่ของพวกหม่อมฉัน แม้ทั้งหมด.

พวกนารีเหล่านั้น ครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ก็ประโคมดุริยดนตรีทั้งปวงขึ้น ทำการฟ้อนรำขับร้องมีประการต่างๆ ให้เป็นไปแล้ว เกียรติยศได้ยิ่งใหญ่ขึ้นแล้ว. ทีฆาวุราชกุมารนั้นเป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยเกียรติยศ ก็มิได้ทรงระลึกถึงพระบิดาเลย ได้เสวยราชสมบัติโดยธรรมเป็นไปตามยถากรรมแล้ว.

แม้พระโพธิสัตว์ได้ทรงกระทำฌานและอภิญญา ให้บังเกิดขึ้นแล้ว ในที่สุดแห่งพระชนมชีพก็ได้ไปบังเกิดในพรหมโลก.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตออกมหาภิเนษกรมณ์ แต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หาไม่แม้ในกาลก่อน ก็ได้เคยออกมหาภิเนษกรมณ์แล้วเหมือนกัน ดังนี้แล้ว

จึงได้ทรงประชุมชาดกว่า

พระปัจเจกพุทธเจ้าได้ปรินิพพานแล้ว ในกาลนั้น

ทีฆาวุกุมาร ในกาลนั้น ได้เป็น ราหุลกุมาร

บริษัทที่เหลือ ในกาลนั้น ได้เป็นพุทธบริษัท

ส่วนพระเจ้าอรินทมะ ในกาลนั้น ก็คือ เราตถาคต แล.

-----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา