อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๒๖

วินีตวัตถุ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๒๖–๑๗๕พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 50 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 50 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 30 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


รชเกหิ ปญฺจกฺขาตา จตุโรตฺถรเณหิ จ อนฺธกาเรน เว ปญฺจ ปญฺจ หารณเกน จ นิรุตฺติยา ปญฺจกฺขาตา วาเตหิ อปเร ทุเว อสมฺภินฺเน กุสาปาโต ชนฺตาฆเรน สหา ทส วิฆาเสหิ ปญฺจกฺขาตา ปญฺจ เจว อมูลกา ทุพฺภิกฺเข กูรมํสญฺจ ปูวสกฺขลิโมทกา สปริกฺขารถวิกา ภิสิวํสา น นิกฺขม ขาทนียญฺจ วิสฺสาสํ สสญฺญายปเร ทุเว สตฺต นาวหรามาติ สตฺต เจว อวาหรุํ สงฺฆสฺส อวหรุํ สตฺต ปุปฺเผหิ อปเร ทุเว ตโย จ วุตฺตวาทิโน มณี ตีณิ อติกฺกเม สูกรา จ มิคา มจฺฉา ยานญฺจาปิ ปวตฺตยิ ทุเว เปสี ทุเว ทารู ปํสุกูลํ ทุเว ทกา อนุปุพฺพวิธาเนน ตทญฺโญ น ปริปูรยิ สาวตฺถิยา จตุโร มุฏฺฐี เทฺว วิฆาสา ทุเว ติณา สงฺฆสฺส ภาชเย สตฺต สตฺต เจว อสามิกา ทารูทกา มตฺติกา เทฺว ติณานิ สงฺฆสฺส สตฺต อวหาสิ เสยฺยํ สสฺสามิกํ น จาปิ นีหเรยฺย หเรยฺย สสฺสามิกํ ตาวกาลิกํ จมฺปา ราชคเห เจว เวสาลิยา จ อชฺชุโก พาราณสี จ โกสมฺพี สาคลา ทฬฺหิเกน จาติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู รชกตฺถรณํ คนฺตฺวา รชกภณฺฑิกํ อวหรึสุ ฯ เตสํ กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ภควตา สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ กจฺจิ นุ โข มยํ ปาราชิกํ อาปตฺตึ อาปนฺนาติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อาปตฺตึ ตุเมฺห ภิกฺขเว อาปนฺนา ปาราชิกนฺติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ รชกตฺถรณํ คนฺตฺวา มหคฺฆํ ทุสฺสํ ปสฺสิตฺวา เถยฺยจิตฺตํ อุปฺปาเทสิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ กจฺจิ นุ โข อหํ ปาราชิกํ อาปตฺตึ อาปนฺโนติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ จิตฺตุปฺปาเทติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ รชกตฺถรณํ คนฺตฺวา มหคฺฆํ ทุสฺสํ ปสฺสิตฺวา เถยฺยจิตฺโต อามสิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ รชกตฺถรณํ คนฺตฺวา มหคฺฆํ ทุสฺสํ ปสฺสิตฺวา เถยฺยจิตฺโต ผนฺทาเปสิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺสาติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ รชกตฺถรณํ คนฺตฺวา มหคฺฆํ ทุสฺสํ ปสฺสิตฺวา เถยฺยจิตฺโต ฐานา จาเวสิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ปิณฺฑจาริโก ภิกฺขุ มหคฺฆํ อุตฺตรตฺถรณํ ปสฺสิตฺวา เถยฺยจิตฺตํ อุปฺปาเทสิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ จิตฺตุปฺปาเทติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ปิณฺฑจาริโก ภิกฺขุ มหคฺฆํ อุตฺตรตฺถรณํ ปสฺสิตฺวา เถยฺยจิตฺโต อามสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯเปฯ เถยฺยจิตฺโต ผนฺทาเปสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺสาติ ฯเปฯ เถยฺยจิตฺโต ฐานา จาเวสิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ทิวา ภณฺฑํ ปสฺสิตฺวา นิมิตฺตํ อกาสิ รตฺตึ อวหริสฺสามีติ ฯ โส ตํ มญฺญมาโน ตํ อวหริ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯเปฯ ตํ มญฺญมาโน อญฺญํ อวหริ ฯเปฯ อญฺญํ มญฺญมาโน ตํ อวหริ ฯเปฯ อญฺญํ มญฺญมาโน อญฺญํ อวหริ ฯเปฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ทิวา ภณฺฑํ ปสฺสิตฺวา นิมิตฺตํ อกาสิ รตฺตึ อวหริสฺสามีติ ฯ โส ตํ มญฺญมาโน อตฺตโน ภณฺฑํ อวหริ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ อญฺญสฺส ภณฺฑํ หรนฺโต สีเส ภารํ เถยฺยจิตฺโต อามสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯเปฯ เถยฺยจิตฺโต ผนฺทาเปสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺสาติ ฯเปฯ เถยฺยจิตฺโต ขนฺธํ โอโรเปสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯเปฯ ขนฺเธ ภารํ เถยฺยจิตฺโต อามสิ ฯเปฯ เถยฺยจิตฺโต ผนฺทาเปสิ ฯเปฯ เถยฺยจิตฺโต กฏึ โอโรเปสิ ฯเปฯ กฏิยา ภารํ เถยฺยจิตฺโต อามสิ ฯเปฯ เถยฺยจิตฺโต ผนฺทาเปสิ ฯเปฯ เถยฺยจิตฺโต หตฺเถน อคฺคเหสิ ฯเปฯ หตฺเถ ภารํ เถยฺยจิตฺโต ภูมิยํ นิกฺขิปิ ฯเปฯ เถยฺยจิตฺโต ภูมิโต อคฺคเหสิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ อชฺโฌกาเส จีวรํ ปตฺถริตฺวา วิหารํ ปาวิสิ ฯ อญฺญตโร ภิกฺขุ มายิทํ จีวรํ นสฺสีติ ปฏิสาเมสิ ฯ โส นิกฺขมิตฺวา ตํ ภิกฺขุํ ปุจฺฉิ อาวุโส มยฺหํ จีวรํ เกน อวหฏนฺติ ฯ โส เอวมาห มยา อวหฏนฺติ ฯ โส ตํ อาทิยิ อสฺสมโณสิ ตฺวนฺติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ กึจิตฺโต ตฺวํ ภิกฺขูติ ฯ นิรุตฺติปโถ อหํ ภควาติ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ นิรุตฺติปเถติ ฯ {๑๓๒.๑} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ปีเฐ จีวรํ นิกฺขิปิตฺวา ฯเปฯ ปีเฐ นิสีทนํ นิกฺขิปิตฺวา ฯเปฯ เหฏฺฐาปีเฐ ปตฺตํ นิกฺขิปิตฺวา วิหารํ ปาวิสิ ฯ อญฺญตโร ภิกฺขุ มายํ ปตฺโต นสฺสีติ ปฏิสาเมสิ ฯ โส นิกฺขมิตฺวา ตํ ภิกฺขุํ ปุจฺฉิ อาวุโส มยฺหํ ปตฺโต เกน อวหโฏติ ฯ โส เอวมาห มยา อวหโฏติ ฯ โส ตํ อาทิยิ อสฺสมโณสิ ตฺวนฺติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ นิรุตฺติปเถติ ฯ {๑๓๒.๒} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรา ภิกฺขุนี วติยา จีวรํ ปตฺถริตฺวา วิหารํ ปาวิสิ ฯ อญฺญตรา ภิกฺขุนี มายิทํ จีวรํ นสฺสีติ ปฏิสาเมสิ ฯ สา นิกฺขมิตฺวา ตํ ภิกฺขุนึ ปุจฺฉิ อยฺเย มยฺหํ จีวรํ เกน อวหฏนฺติ ฯ สา เอวมาห มยา อวหฏนฺติ ฯ สา ตํ อาทิยิ อสฺสมณีสิ ตฺวนฺติ ฯ ตสฺสา กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯ อถโข สา ภิกฺขุนี ภิกฺขุนีนํ เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ ภิกฺขุนิโย ภิกฺขูนํ เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขเว นิรุตฺติปเถติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ วาตมณฺฑลิกาย อุกฺขิตฺตํ สาฏกํ ปสฺสิตฺวา สามิกานํ ทสฺสามีติ อคฺคเหสิ ฯ สามิกา ตํ ภิกฺขุํ โจเทสุํ อสฺสมโณสิ ตฺวนฺติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ กึจิตฺโต ตฺวํ ภิกฺขูติ ฯ อเถยฺยจิตฺโต อหํ ภควาติ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ อเถยฺยจิตฺตสฺสาติ ฯ {๑๓๓.๑} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ วาตมณฺฑลิกาย อุกฺขิตฺตํ เวฐนํ ปุเร สามิกา ปสฺสนฺตีติ เถยฺยจิตฺโต อคฺคเหสิ ฯ สามิกา ตํ ภิกฺขุํ โจเทสุํ อสฺสมโณสิ ตฺวนฺติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ กึจิตฺโต ตฺวํ ภิกฺขูติ ฯ เถยฺยจิตฺโต อหํ ภควาติ ฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ สุสานํ คนฺตฺวา อภินฺเน สรีเร ปํสุกูลํ อคฺคเหสิ ฯ ตสฺมึ จ สรีเร เปโต อธิวตฺโถ โหติ ฯ อถโข โส เปโต ตํ ภิกฺขุํ เอตทโวจ มา ภนฺเต มยฺหํ สาฏกํ อคฺคเหสีติ ฯ โส ภิกฺขุ อนาทิยนฺโต อคฺคเหสิ ฯ อถโข ตํ สรีรํ อุฏฺฐหิตฺวา ตสฺส ภิกฺขุโน ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต อนุพนฺธิ ฯ อถโข โส ภิกฺขุ วิหารํ ปวิสิตฺวา ทฺวารํ ถเกสิ ฯ อถโข ตํ สรีรํ ตตฺเถว ปริปติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส น จ ภิกฺขเว อภินฺเน สรีเร ปํสุกูลํ คเหตพฺพํ โย คเณฺหยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ สงฺฆสฺส จีวเร ภาชิยมาเน เถยฺยจิตฺโต กุสํ สงฺกาเมตฺวา จีวรํ อคฺคเหสิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา อานนฺโท ชนฺตาฆเร อญฺญตรสฺส ภิกฺขุโน อนฺตรวาสกํ อตฺตโน มญฺญมาโน นิวาเสสิ ฯ อถโข โส ภิกฺขุ อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ เอตทโวจ กิสฺส เม ตฺวํ อาวุโส อานนฺท อนฺตรวาสกํ นิวาเสสีติ ฯ สกสญฺญี อหํ อาวุโสติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขเว สกสญฺญิสฺสาติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา ภิกฺขู คิชฺฌกูฏา ปพฺพตา โอโรหนฺตา สีหวิฆาสํ ปสฺสิตฺวา ปจาเปตฺวา ปริภุญฺชึสุ ฯ เตสํ กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขเว สีหวิฆาเสติ ฯ เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา ภิกฺขู คิชฺฌกูฏา ปพฺพตา โอโรหนฺตา พฺยคฺฆวิฆาสํ ปสฺสิตฺวา ฯเปฯ ทีปิวิฆาสํ ปสฺสิตฺวา ฯเปฯ ตรจฺฉวิฆาสํ ปสฺสิตฺวา ฯเปฯ โกกวิฆาสํ ปสฺสิตฺวา ปจาเปตฺวา ปริภุญฺชึสุ ฯ เตสํ กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขเว ติรจฺฉานคตปริคฺคเหติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ สงฺฆสฺส โอทเน ภาชิยมาเน อปรสฺส ภาคํ เทหีติ อมูลกํ อคฺคเหสิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส อาปตฺติ สมฺปชานมุสาวาเท ปาจิตฺติยสฺสาติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ สงฺฆสฺส ขาทนีเย ภาชิยมาเน ฯเปฯ สงฺฆสฺส ปูเว ภาชิยมาเน ฯเปฯ สงฺฆสฺส อุจฺฉุมฺหิ ภาชิยมาเน ฯเปฯ สงฺฆสฺส ติมฺพรูสเก ภาชิยมาเน อปรสฺส ภาคํ เทหีติ อมูลกํ อคฺคเหสิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส อาปตฺติ สมฺปชานมุสาวาเท ปาจิตฺติยสฺสาติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ทุพฺภิกฺเข โอทนิยฆรํ ปวิสิตฺวา ปตฺตปูรํ โอทนํ เถยฺยจิตฺโต อวหริ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ทุพฺภิกฺเข สูนฆรํ ปวิสิตฺวา ปตฺตปูรํ มํสํ เถยฺยจิตฺโต อวหริ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ทุพฺภิกฺเข ปูวฆรํ ปวิสิตฺวา ปตฺตปูรํ ปูวํ เถยฺยจิตฺโต อวหริ ฯเปฯ ปตฺตปูรา สกฺขลิโย เถยฺยจิตฺโต อวหริ ฯเปฯ ปตฺตปูเร โมทเก เถยฺยจิตฺโต อวหริ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ทิวา ปริกฺขารํ ปสฺสิตฺวา นิมิตฺตํ อกาสิ รตฺตึ อวหริสฺสามีติ ฯ โส ตํ มญฺญมาโน ตํ อวหริ ฯเปฯ ตํ มญฺญมาโน อญฺญํ อวหริ ฯเปฯ อญฺญํ มญฺญมาโน ตํ อวหริ ฯเปฯ อญฺญํ มญฺญมาโน อญฺญํ อวหริ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ทิวา ปริกฺขารํ ปสฺสิตฺวา นิมิตฺตํ อกาสิ รตฺตึ อวหริสฺสามีติ ฯ โส ตํ มญฺญมาโน อตฺตโน ปริกฺขารํ อวหริ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ปีเฐ ถวิกํ ปสฺสิตฺวา อิโต คณฺหนฺโต ปาราชิโก ภวิสฺสามีติ สห ปีฐเกน สงฺกาเมตฺวา อคฺคเหสิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ สงฺฆสฺส ภิสึ เถยฺยจิตฺโต อวหริ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ จีวรวํเส จีวรํ เถยฺยจิตฺโต อวหริ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ วิหาเร จีวรํ อวหริตฺวา อิโต นิกฺขมนฺโต ปาราชิโก ภวิสฺสามีติ วิหารา น นิกฺขมิ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ นิกฺขเมยฺย วา โส ภิกฺขเว โมฆปุริโส น วา นิกฺขเมยฺย อาปตฺติ ปาราชิกสฺสาติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน เทฺว ภิกฺขู สหายกา โหนฺติ เอโก คามํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ ทุติโย สงฺฆสฺส ขาทนีเย ภาชิยมาเน สหายกสฺส ภาคํ คเหตฺวา ตสฺส วิสฺสาสนฺโต ปริภุญฺชิ ฯ โส ชานิตฺวา ตํ โจเทสิ อสฺสมโณสิ ตฺวนฺติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ กึจิตฺโต ตฺวํ ภิกฺขูติ ฯ วิสฺสาสคาโห อหํ ภควาติ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ วิสฺสาสคาเหติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา ภิกฺขู จีวรกมฺมํ กโรนฺติ ฯ สงฺฆสฺส ขาทนีเย ภาชิยมาเน สพฺเพสํ ปฏิวิสา อาหริตฺวา อุปนิกฺขิตฺตา โหนฺติ ฯ อญฺญตโร ภิกฺขุ อญฺญตรสฺส ภิกฺขุโน ปฏิวิสํ อตฺตโน มญฺญมาโน ปริภุญฺชิ ฯ โส ชานิตฺวา ตํ โจเทสิ อสฺสมโณสิ ตฺวนฺติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ สกสญฺญิสฺสาติ ฯ {๑๔๖.๑} เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา ภิกฺขู จีวรกมฺมํ กโรนฺติ ฯ สงฺฆสฺส ขาทนีเย ภาชิยมาเน อญฺญตรสฺส ภิกฺขุโน ปตฺเตน อญฺญตรสฺส ภิกฺขุโน ปฏิวิโส อาหริตฺวา อุปนิกฺขิตฺโต โหติ ฯ ปตฺตสามิโก ภิกฺขุ อตฺตโน มญฺญมาโน ปริภุญฺชิ ฯ โส ชานิตฺวา ตํ โจเทสิ อสฺสมโณสิ ตฺวนฺติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ สกสญฺญิสฺสาติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อมฺพโจรกา อมฺพํ ปาเตตฺวา ภณฺฑิกํ อาทาย อคมํสุ ฯ สามิกา เต โจรเก อนุพนฺธึสุ ฯ โจรกา สามิเก ปสฺสิตฺวา ภณฺฑิกํ ปาเตตฺวา ปลายึสุ ฯ ภิกฺขู ตํ ปํสุกูลสญฺญิโน ปฏิคฺคหาเปตฺวา ปริภุญฺชึสุ ฯ สามิกา เต ภิกฺขู โจเทสุํ อสฺสมณาตฺถ ตุเมฺหติ ฯ เตสํ กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ กึจิตฺตา ตุเมฺห ภิกฺขเวติ ฯ ปํสุกูลสญฺญิโน มยํ ภควาติ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขเว ปํสุกูลสญฺญิสฺสาติ ฯ {๑๔๗.๑} เตน โข ปน สมเยน ชมฺพุโจรกา ฯเปฯ ลพุชโจรกา ฯเปฯ ปนสโจรกา ฯเปฯ ตาลปกฺกโจรกา ฯเปฯ อุจฺฉุโจรกา ฯเปฯ ติมฺพรูสกโจรกา ติมฺพรูสเก อุจฺจินิตฺวา ภณฺฑิกํ อาทาย อคมํสุ ฯ สามิกา เต โจรเก อนุพนฺธึสุ ฯ โจรกา สามิเก ปสฺสิตฺวา ภณฺฑิกํ ปาเตตฺวา ปลายึสุ ฯ ภิกฺขู ตํ ปํสุกูลสญฺญิโน ปฏิคฺคหาเปตฺวา ปริภุญฺชึสุ ฯ สามิกา เต ภิกฺขู โจเทสุํ อสฺสมณาตฺถ ตุเมฺหติ ฯ เตสํ กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขเว ปํสุกูลสญฺญิสฺสาติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อมฺพโจรกา อมฺพํ ปาเตตฺวา ภณฺฑิกํ อาทาย อคมํสุ ฯ สามิกา เต โจรเก อนุพนฺธึสุ ฯ โจรกา สามิเก ปสฺสิตฺวา ภณฺฑิกํ ปาเตตฺวา ปลายึสุ ฯ ภิกฺขู ปุเร สามิกา ปสฺสนฺตีติ เถยฺยจิตฺตา ปริภุญฺชึสุ ฯ สามิกา เต ภิกฺขู โจเทสุํ อสฺสมณาตฺถ ตุเมฺหติ ฯ เตสํ กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตุเมฺห ภิกฺขเว อาปนฺนา ปาราชิกนฺติ ฯ {๑๔๘.๑} เตน โข ปน สมเยน ชมฺพุโจรกา ฯเปฯ ลพุชโจรกา ฯเปฯ ปนสโจรกา ฯเปฯ ตาลปกฺกโจรกา ฯเปฯ อุจฺฉุโจรกา ฯเปฯ ติมฺพรูสกโจรกา ติมฺพรูสเก อุจฺจินิตฺวา ภณฺฑิกํ อาทาย อคมํสุ ฯ สามิกา เต โจรเก อนุพนฺธึสุ ฯ โจรกา สามิเก ปสฺสิตฺวา ภณฺฑิกํ ปาเตตฺวา ปลายึสุ ฯ ภิกฺขู ปุเร สามิกา ปสฺสนฺตีติ เถยฺยจิตฺตา ปริภุญฺชึสุ ฯ สามิกา เต ภิกฺขู โจเทสุํ อสฺสมณาตฺถ ตุเมฺหติ ฯ เตสํ กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตุเมฺห ภิกฺขเว อาปนฺนา ปาราชิกนฺติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ สงฺฆสฺส อมฺพํ เถยฺยจิตฺโต อวหริ ฯเปฯ สงฺฆสฺส ชมฺพุํ ฯเปฯ สงฺฆสฺส ลพุชํ ฯเปฯ สงฺฆสฺส ปนสํ ฯเปฯ สงฺฆสฺส ตาลปกฺกํ ฯเปฯ สงฺฆสฺส อุจฺฉุํ ฯเปฯ สงฺฆสฺส ติมฺพรูสกํ เถยฺยจิตฺโต อวหริ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ปุปฺผารามํ คนฺตฺวา โอจิตํ ปุปฺผํ ปญฺจมาสคฺฆนกํ เถยฺยจิตฺโต อวหริ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ปุปฺผารามํ คนฺตฺวา ปุปฺผํ โอจินิตฺวา ปญฺจมาสคฺฆนกํ เถยฺยจิตฺโต อวหริ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ คามกํ คจฺฉนฺโต อญฺญตรํ ภิกฺขุํ เอตทโวจ อาวุโส ตุยฺหํ อุปฏฺฐากกุลํ วุตฺโต วชฺเชมีติ ฯ โส คนฺตฺวา เอกํ สาฏกํ อาหราเปตฺวา อตฺตนา ปริภุญฺชิ ฯ โส ชานิตฺวา ตํ โจเทสิ อสฺสมโณสิ ตฺวนฺติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส น จ ภิกฺขเว วุตฺโต วชฺเชมีติ วตฺตพฺโพ โย วเทยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ {๑๕๑.๑} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ คามกํ คจฺฉติ ฯ อญฺญตโร ภิกฺขุ ตํ ภิกฺขุํ เอตทโวจ อาวุโส มยฺหํ อุปฏฺฐากกุลํ วุตฺโต วชฺเชหีติ ฯ โส คนฺตฺวา ยุคสาฏกํ อาหราเปตฺวา เอกํ อตฺตนา ปริภุญฺชิ เอกํ ตสฺส ภิกฺขุโน อทาสิ ฯ โส ชานิตฺวา ตํ โจเทสิ อสฺสมโณสิ ตฺวนฺติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส น จ ภิกฺขเว วุตฺโต วชฺเชหีติ วตฺตพฺโพ โย วเทยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ {๑๕๑.๒} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ คามกํ คจฺฉนฺโต อญฺญตรํ ภิกฺขุํ เอตทโวจ อาวุโส ตุยฺหํ อุปฏฺฐากกุลํ วุตฺโต วชฺเชมีติ ฯ โสปิ เอวมาห วุตฺโต วชฺเชหีติ ฯ โส คนฺตฺวา อาฬฺหกํ สปฺปึ ตุลํ คุฬํ โทณํ ตณฺฑุลํ อาหราเปตฺวา อตฺตนา ปริภุญฺชิ ฯ โส ชานิตฺวา ตํ โจเทสิ อสฺสมโณสิ ตฺวนฺติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส น จ ภิกฺขเว วุตฺโต วชฺเชมีติ วตฺตพฺโพ น จ วุตฺโต วชฺเชหีติ วตฺตพฺโพ โย วเทยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ปุริโส มหคฺฆํ มณึ อาทาย อญฺญตเรน ภิกฺขุนา สทฺธึ อทฺธานมคฺคปฏิปนฺโน โหติ ฯ อถโข โส ปุริโส สุงฺกฏฺฐานํ ปสฺสิตฺวา ตสฺส ภิกฺขุโน อชานนฺตสฺส ถวิกาย มณึ ปกฺขิปิตฺวา สุงฺกฏฺฐานํ อติกฺกมิตฺวา อคฺคเหสิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ กึจิตฺโต ตฺวํ ภิกฺขูติ ฯ นาหํ ภควา ชานามีติ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ อชานนฺตสฺสาติ ฯ {๑๕๒.๑} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ปุริโส มหคฺฆํ มณึ อาทาย อญฺญตเรน ภิกฺขุนา สทฺธึ อทฺธานมคฺคปฏิปนฺโน โหติ ฯ อถโข โส ปุริโส สุงฺกฏฺฐานํ ปสฺสิตฺวา คิลานาลยํ กริตฺวา อตฺตโน ภณฺฑิกํ ตสฺส ภิกฺขุโน อทาสิ ฯ อถโข โส ปุริโส สุงฺกฏฺฐานํ อติกฺกมิตฺวา ตํ ภิกฺขุํ เอตทโวจ อาหร เม ภนฺเต ภณฺฑิกํ นาหํ อกลฺลโกติ ฯ กิสฺส ปน ตฺวํ อาวุโส เอวรูปํ อกาสีติ ฯ อถโข โส ปุริโส ตสฺส ภิกฺขุโน เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ กึจิตฺโต ตฺวํ ภิกฺขูติ ฯ นาหํ ภควา ชานามีติ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ อชานนฺตสฺสาติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ สตฺเถน สทฺธึ อทฺธานมคฺคปฏิปนฺโน โหติ ฯ อญฺญตโร ปุริโส ตํ ภิกฺขุํ อามิเสน อุปลาเปตฺวา สุงฺกฏฺฐานํ ปสฺสิตฺวา มหคฺฆํ มณึ ตสฺส ภิกฺขุโน อทาสิ อิมํ ภนฺเต มณึ สุงฺกฏฺฐานํ อติกฺกาเมหีติ ฯ อถโข โส ภิกฺขุ ตํ มณึ สุงฺกฏฺฐานํ อติกฺกาเมสิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ปาเส พทฺธํ สูกรํ การุญฺเญน มุญฺจิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ กึจิตฺโต ตฺวํ ภิกฺขูติ ฯ การุญฺญาธิปฺปาโย อหํ ภควาติ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ การุญฺญาธิปฺปายสฺสาติ ฯ {๑๕๓.๑} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ปาเส พทฺธํ สูกรํ ปุเร สามิกา ปสฺสนฺตีติ เถยฺยจิตฺโต มุญฺจิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ {๑๕๓.๒} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ปาเส พทฺธํ มิคํ การุญฺเญน มุญฺจิ ฯเปฯ ปาเส พทฺธํ มิคํ ปุเร สามิกา ปสฺสนฺตีติ เถยฺยจิตฺโต มุญฺจิ ฯเปฯ กุมิเน พทฺเธ มจฺเฉ การุญฺเญน มุญฺจิ ฯเปฯ กุมิเน พทฺเธ มจฺเฉ ปุเร สามิกา ปสฺสนฺตีติ เถยฺยจิตฺโต มุญฺจิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ยาเน ภณฺฑํ ปสฺสิตฺวา อิโต คณฺหนฺโต ปาราชิโก ภวิสฺสามีติ อกฺกมิตฺวา ปวฏฺเฏตฺวา อคฺคเหสิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ กุลเลน อุกฺขิตฺตํ มํสเปสึ สามิกานํ ทสฺสามีติ อคฺคเหสิ ฯ สามิกา ตํ ภิกฺขุํ โจเทสุํ อสฺสมโณสิ ตฺวนฺติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ อเถยฺยจิตฺตสฺสาติ ฯ {๑๕๕.๑} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ กุลเลน อุกฺขิตฺตํ มํสเปสึ ปุเร สามิกา ปสฺสนฺตีติ เถยฺยจิตฺโต อคฺคเหสิ ฯ สามิกา ตํ ภิกฺขุํ โจเทสุํ อสฺสมโณสิ ตฺวนฺติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน มนุสฺสา อุลุมฺปํ พนฺธิตฺวา อจิรวติยา นทิยา โอสาเรนฺติ ฯ พนฺธเน ฉินฺเน กฏฺฐานิ วิปฺปกิณฺณานิ อคมํสุ ฯ ภิกฺขู ปํสุกูลสญฺญิโน อุตฺตาเรสุํ ฯ สามิกา เต ภิกฺขู โจเทสุํ อสฺสมณาตฺถ ตุเมฺหติ ฯ เตสํ กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขเว ปํสุกูลสญฺญิสฺสาติ ฯ {๑๕๖.๑} เตน โข ปน สมเยน มนุสฺสา อุลุมฺปํ พนฺธิตฺวา อจิรวติยา นทิยา โอสาเรนฺติ ฯ พนฺธเน ฉินฺเน กฏฺฐานิ วิปฺปกิณฺณานิ อคมํสุ ฯ ภิกฺขู ปุเร สามิกา ปสฺสนฺตีติ เถยฺยจิตฺตา อุตฺตาเรสุํ ฯ สามิกา เต ภิกฺขู โจเทสุํ อสฺสมณาตฺถ ตุเมฺหติ ฯ เตสํ กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตุเมฺห ภิกฺขเว อาปนฺนา ปาราชิกนฺติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร โคปาลโก รุกฺเข สาฏกํ อาลคฺเคตฺวา อุจฺจารํ อคมาสิ ฯ อญฺญตโร ภิกฺขุ ปํสุกูลสญฺญี อคฺคเหสิ ฯ อถโข โส โคปาลโก ตํ ภิกฺขุํ โจเทสิ อสฺสมโณสิ ตฺวนฺติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปํสุกูลสญฺญิสฺสาติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺส ภิกฺขุโน นทึ ตรนฺตสฺส รชกานํ หตฺถโต มุตฺตํ สาฏกํ ปาเท ลคฺคํ โหติ ฯ โส ภิกฺขุ สามิกานํ ทสฺสามีติ อคฺคเหสิ ฯ สามิกา ตํ ภิกฺขุํ โจเทสุํ อสฺสมโณสิ ตฺวนฺติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ อเถยฺยจิตฺตสฺสาติ ฯ {๑๕๘.๑} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺส ภิกฺขุโน นทึ ตรนฺตสฺส รชกานํ หตฺถโต มุตฺตํ สาฏกํ ปาเท ลคฺคํ โหติ ฯ โส ภิกฺขุ ปุเร สามิกา ปสฺสนฺตีติ เถยฺยจิตฺโต อคฺคเหสิ ฯ สามิกา ตํ ภิกฺขุํ โจเทสุํ อสฺสมโณสิ ตฺวนฺติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ สปฺปิกุมฺภึ ปสฺสิตฺวา โถกํ โถกํ ปริภุญฺชิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา ภิกฺขู สํวิทหิตฺวา อคมํสุ ภณฺฑํ อวหริสฺสามาติ ฯ เอโก ภณฺฑํ อวหริ ฯ เต เอวมาหํสุ น มยํ ปาราชิกา โย อวหโฏ โส ปาราชิโกติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อาปตฺตึ ตุเมฺห ภิกฺขเว อาปนฺนา ปาราชิกนฺติ ฯ เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา ภิกฺขู สํวิทหิตฺวา ภณฺฑํ อวหริตฺวา ภาเชสุํ ฯ เตหิ ภาชิยมาเน เอกเมกสฺส ปฏิวิโส น ปญฺจมาสโก ปูริ ฯ เต เอวมาหํสุ น มยํ ปาราชิกาติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อาปตฺตึ ตุเมฺห ภิกฺขเว อาปนฺนา ปาราชิกนฺติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ สาวตฺถิยํ ทุพฺภิกฺเข อาปณิกสฺส ตณฺฑุลมุฏฺฐึ เถยฺยจิตฺโต อวหริ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ สาวตฺถิยํ ทุพฺภิกฺเข อาปณิกสฺส มุคฺคมุฏฺฐึ ฯเปฯ มาสมุฏฺฐึ ฯเปฯ ติลมุฏฺฐึ เถยฺยจิตฺโต อวหริ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน สาวตฺถิยํ อนฺธวเน โจรกา คาวึ หนฺตฺวา มํสํ ขาทิตฺวา เสสกํ ปฏิสาเมตฺวา อคมํสุ ฯ ภิกฺขู ปํสุกูลสญฺญิโน ปฏิคฺคหาเปตฺวา ปริภุญฺชึสุ ฯ โจรกา เต ภิกฺขู โจเทสุํ อสฺสมณาตฺถ ตุเมฺหติ ฯ เตสํ กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขเว ปํสุกูลสญฺญิสฺสาติ ฯ {๑๖๒.๑} เตน โข ปน สมเยน สาวตฺถิยํ อนฺธวเน โจรกา สูกรํ หนฺตฺวา มํสํ ขาทิตฺวา เสสกํ ปฏิสาเมตฺวา อคมํสุ ฯ ภิกฺขู ปํสุกูล- สญฺญิโน ปฏิคฺคหาเปตฺวา ปริภุญฺชึสุ ฯ โจรกา เต ภิกฺขู โจเทสุํ อสฺสมณาตฺถ ตุเมฺหติ ฯ เตสํ กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขเว ปํสุกูลสญฺญิสฺสาติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ติณกฺเขตฺตํ คนฺตฺวา ลุตํ ติณํ ปญฺจมาสคฺฆนกํ เถยฺยจิตฺโต อวหริ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ติณกฺเขตฺตํ คนฺตฺวา ติณํ ลายิตฺวา ปญฺจมาสคฺฆนกํ เถยฺยจิตฺโต อวหริ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อาคนฺตุกา ภิกฺขู สงฺฆสฺส อมฺพํ ภาชาเปตฺวา ปริภุญฺชึสุ ฯ อาวาสิกา ภิกฺขู เต ภิกฺขู โจเทสุํ อสฺสมณาตฺถ ตุเมฺหติ ฯ เตสํ กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ กึจิตฺตา ตุเมฺห ภิกฺขเวติ ฯ ปริโภคตฺถาย มยํ ภควาติ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขเว ปริโภคตฺถายาติ ฯ {๑๖๕.๑} เตน โข ปน สมเยน อาคนฺตุกา ภิกฺขู สงฺฆสฺส ชมฺพุํ ฯเปฯ สงฺฆสฺส ลพุชํ ฯเปฯ สงฺฆสฺส ปนสํ ฯเปฯ สงฺฆสฺส ตาลปกฺกํ ฯเปฯ สงฺฆสฺส อุจฺฉุํ ฯเปฯ สงฺฆสฺส ติมฺพรูสกํ ภาชาเปตฺวา ปริภุญฺชึสุ ฯ อาวาสิกา ภิกฺขู เต ภิกฺขู โจเทสุํ อสฺสมณาตฺถ ตุเมฺหติ ฯ เตสํ กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขเว ปริโภคตฺถายาติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อมฺพปาลกา ภิกฺขูนํ อมฺพผลํ เทนฺติ ฯ ภิกฺขู โคเปตุํ อิเม อิสฺสรา นยิเม ทาตุนฺติ กุกฺกุจฺจายนฺตา น ปฏิคฺคณฺหนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขเว โคปกสฺส ทาเนติ ฯ เตน โข ปน สมเยน ชมฺพุปาลกา ฯเปฯ ลพุชปาลกา ฯเปฯ ปนสปาลกา ฯเปฯ ตาลปกฺกปาลกา ฯเปฯ อุจฺฉุปาลกา ฯเปฯ ติมฺพรูสกปาลกา ภิกฺขูนํ ติมฺพรูสเก เทนฺติ ฯ ภิกฺขู โคเปตุํ อิเม อิสฺสรา นยิเม ทาตุนฺติ กุกฺกุจฺจายนฺตา น ปฏิคฺคณฺหนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขเว โคปกสฺส ทาเนติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ สงฺฆสฺส ทารุํ ตาวกาลิกํ หริตฺวา อตฺตโน วิหารสฺส กุฑฺฑํ อุปตฺถมฺเภสิ ฯ ภิกฺขู ตํ ภิกฺขุํ โจเทสุํ อสฺสมโณสิ ตฺวนฺติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ กึจิตฺโต ตฺวํ ภิกฺขูติ ฯ ตาวกาลิโก อหํ ภควาติ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ตาวกาลิเกติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ สงฺฆสฺส อุทกํ เถยฺยจิตฺโต อวหริ ฯเปฯ สงฺฆสฺส มตฺติกํ เถยฺยจิตฺโต อวหริ ฯเปฯ สงฺฆสฺส มุญฺชกติณํ เถยฺยจิตฺโต อวหริ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ {๑๖๘.๑} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ สงฺฆสฺส มุญฺชกติณํ เถยฺยจิตฺโต ฌาเปสิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ สงฺฆสฺส มญฺจํ เถยฺยจิตฺโต อวหริ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ สงฺฆสฺส ปีฐํ ฯเปฯ สงฺฆสฺส ภิสึ ฯเปฯ สงฺฆสฺส พิมฺโพหนํ ฯเปฯ สงฺฆสฺส กวาฏํ ฯเปฯ สงฺฆสฺส อาโลกสนฺธึ ฯเปฯ สงฺฆสฺส โคปานสึ เถยฺยจิตฺโต อวหริ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู อญฺญตรสฺส อุปาสกสฺส วิหารปริโภคํ เสนาสนํ อญฺญตฺร ปริภุญฺชนฺติ ฯ อถโข โส อุปาสโก อุชฺฌายติ ขียติ วิปาเจติ กถํ หิ นาม ภทฺทนฺตา อญฺญตฺร ปริโภคํ อญฺญตฺร ปริภุญฺชิสฺสนฺตีติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว อญฺญตฺร ปริโภโค อญฺญตฺร ปริภุญฺชิตพฺโพ โย ปริภุญฺเชยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ {๑๗๐.๑} เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู อุโปสถคฺคํปิ สนฺนิสชฺชมฺปิ หริตุํ กุกฺกุจฺจายนฺตา ฉมายํ นิสีทนฺติ ฯ คตฺตานิปิ จีวรานิปิ ปํสุกิตานิ โหนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ตาวกาลิกํ หริตุนฺติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน จมฺปายํ ถุลฺลนนฺทาย ภิกฺขุนิยา อนฺเตวาสี ภิกฺขุนี ถุลฺลนนฺทาย ภิกฺขุนิยา อุปฏฺฐากกุลํ คนฺตฺวา อยฺยา อิจฺฉติ เตกฏุลฺลยาคุํ ปาตุนฺติ ปจาเปตฺวา หริตฺวา อตฺตนา ปริภุญฺชิ ฯ สา ชานิตฺวา ตํ โจเทสิ อสฺสมณีสิ ตฺวนฺติ ฯ ตสฺสา กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯ อถโข สา ภิกฺขุนี ภิกฺขุนีนํ เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ ภิกฺขุนิโย ภิกฺขูนํ เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขเว ปาราชิกสฺส อาปตฺติ สมฺปชานมุสาวาเท ปาจิตฺติยสฺสาติ ฯ {๑๗๑.๑} เตน โข ปน สมเยน ราชคเห ถุลฺลนนฺทาย ภิกฺขุนิยา อนฺเตวาสี ภิกฺขุนี ถุลฺลนนฺทาย ภิกฺขุนิยา อุปฏฺฐากกุลํ คนฺตฺวา อยฺยา อิจฺฉติ มธุโคฬกํ ขาทิตุนฺติ ปจาเปตฺวา หริตฺวา อตฺตนา ปริภุญฺชิ ฯ สา ชานิตฺวา ตํ โจเทสิ อสฺสมณีสิ ตฺวนฺติ ฯ ตสฺสา กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขเว ปาราชิกสฺส อาปตฺติ สมฺปชานมุสาวาเท ปาจิตฺติยสฺสาติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน เวสาลิยํ อายสฺมโต อชฺชุกสฺส อุปฏฺฐากสฺส คหปติโน เทฺว ทารกา โหนฺติ ปุตฺโต จ ภาคิเนยฺโย จ ฯ อถโข โส คหปติ อายสฺมนฺตํ อชฺชุกํ เอตทโวจ อิมํ ภนฺเต โอกาสํ โย อิเมสํ ทฺวินฺนํ ทารกานํ สทฺโธ โหติ ปสนฺโน ตสฺส อาจิกฺเขยฺยาสีติ ฯ โส กาลมกาสิ ฯ {๑๗๒.๑} เตน โข ปน สมเยน ตสฺส คหปติโน ภาคิเนยฺโย สทฺโธ โหติ ปสนฺโน ฯ อถโข อายสฺมา อชฺชุโก ตํ โอกาสํ ตสฺส ทารกสฺส อาจิกฺขิ ฯ โส เตน สาปเตยฺเยน กุฏุมฺพญฺจ สณฺฐเปสิ ทานญฺจ ปฏฺฐเปสิ ฯ อถโข ตสฺส คหปติโน ปุตฺโต อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ เอตทโวจ โก นุ โข ภนฺเต อานนฺท ปิตุโน ทายชฺโช ปุตฺโต วา ภาคิเนยฺโย วาติ ฯ ปุตฺโต โข อาวุโส ปิตุโน ทายชฺโชติ ฯ อยํ ภนฺเต อยฺโย อชฺชุโก อมฺหากํ สาปเตยฺยํ อมฺหากํ เมถุนกสฺส อาจิกฺขีติ ฯ อสฺสมโณ อาวุโส อายสฺมา อชฺชุโกติ ฯ อถโข อายสฺมา อชฺชุโก อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ เอตทโวจ เทหิ เม อาวุโส อานนฺท วินิจฺฉยนฺติ ฯ {๑๗๒.๒} เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา อุปาลิ อายสฺมโต อชฺชุกสฺส ปกฺโข โหติ ฯ อถโข อายสฺมา อุปาลิ อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ เอตทโวจ โย นุ โข อาวุโส อานนฺท สามิเกน อิมํ โอกาสํ อิตฺถนฺนามสฺส อาจิกฺขาหีติ วุตฺโต ตสฺส อาจิกฺขติ กึ โส อาปชฺชตีติ ฯ น โส ภนฺเต กิญฺจิ อาปชฺชติ อนฺตมโส ทุกฺกฏมตฺตมฺปีติ ฯ อยํ อาวุโส อายสฺมา อชฺชุโก สามิเกน อิมํ โอกาสํ อิตฺถนฺนามสฺส อาจิกฺขาหีติ วุตฺโต ตสฺส อาจิกฺขิ อนาปตฺติ อาวุโส อายสฺมโต อชฺชุกสฺสาติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน พาราณสิยํ อายสฺมโต ปิลินฺทวจฺฉสฺส อุปฏฺฐากกุลํ โจเรหิ อุปทฺทุตํ โหติ เทฺว จ ทารกา นีตา โหนฺติ ฯ อถโข อายสฺมา ปิลินฺทวจฺโฉ เต ทารเก อิทฺธิยา อาเนตฺวา ปาสาเท ฐเปสิ ฯ มนุสฺสา เต ทารเก ปสฺสิตฺวา อยฺยสฺสายํ ปิลินฺทวจฺฉสฺส อิทฺธานุภาโวติ อายสฺมนฺเต ปิลินฺทวจฺเฉ อภิปฺปสีทึสุ ฯ ภิกฺขู อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม อายสฺมา ปิลินฺทวจฺโฉ โจเรหิ นีเต ทารเก อาเนสฺสตีติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขเว อิทฺธิมนฺตสฺส อิทฺธิวิสเยติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน เทฺว ภิกฺขู สหายกา โหนฺติ ปณฺฑโก จ กปิโล จ ฯ เอโก คามเก วิหรติ เอโก โกสมฺพิยํ ฯ อถโข ตสฺส ภิกฺขุโน คามกา โกสมฺพึ คจฺฉนฺตสฺส อนฺตรามคฺเค นทึ ตรนฺตสฺส สูกริกานํ หตฺถโต มุตฺตา เมทวฏฺฏิ ปาเท ลคฺคา โหติ ฯ โส ภิกฺขุ สามิกานํ ทสฺสามีติ อคฺคเหสิ ฯ สามิกา ตํ ภิกฺขุํ โจเทสุํ อสฺสมโณสิ ตฺวนฺติ ฯ ตํ อุตฺติณฺณํ อญฺญตรา โคปาลิกา ปสฺสิตฺวา เอตทโวจ เอหิ ภนฺเต เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสวาติ ฯ โส ปกติยาปาหํ อสฺสมโณติ ตสฺสา เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสวิตฺวา โกสมฺพึ คนฺตฺวา ภิกฺขูนํ เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขเว อทินฺนาทาเน ปาราชิกสฺส อาปตฺติ เมถุนํ ธมฺมํ สมาโยเค ปาราชิกสฺสาติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน สาคลายํ อายสฺมโต ทฬฺหิกสฺส สทฺธิวิหาริโก ภิกฺขุ อนภิรติยา ปีฬิโต อาปณิกสฺส เวฐนํ อวหริตฺวา อายสฺมนฺตํ ทฬฺหิกํ เอตทโวจ อสฺสมโณ อหํ ภนฺเต วิพฺภมิสฺสามีติ ฯ กึ ตยา อาวุโส กตนฺติ ฯ อาปณิกสฺส เวฐนํ คณฺหามิ ภนฺเตติ ฯ อาหราเปตฺวา อคฺฆาเปสิ ฯ ตํ อคฺฆาเปนฺตํ น ปญฺจมาสกํ อคฺฆติ ฯ อนาปตฺติ อาวุโส ปาราชิกสฺสาติ ธมฺมึ กถํ อกาสิ ฯ โส ภิกฺขุ อภิรมีติ ฯ ทุติยปาราชิกํ นิฏฺฐิตํ ฯ ----------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ คาถารวมวินีตวัตถุ คาถารวมวินีตวัตถุ เรื่องที่ทรงวินิจฉัยแล้ว เรื่องช่างย้อม ๕ เรื่อง เรื่องผ้าปูเตียง ๔ เรื่อง เรื่องกลางคืน ๕ เรื่อง เรื่องทรัพย์ที่ภิกษุนำไปแต่ผู้เดียว ๑๑ เรื่อง เรื่องตอบตามคำถามนำ ๕ เรื่อง เรื่องลม ๒ เรื่อง เรื่องศพที่ยังสด ๑ เรื่อง เรื่องสับเปลี่ยนสลาก ๑ เรื่อง เรื่องเรือนไฟ ๑ เรื่อง เรื่องเนื้อเดนสัตว์ ๕ เรื่อง เรื่องไม่มีมูล ๕ เรื่อง ในสมัยข้าวยากหมากแพง มี ๕ เรื่อง คือ เรื่องข้าวสุก ๑ เรื่อง เรื่องเนื้อ ๑ เรื่อง เรื่องขนม ๑ เรื่อง เรื่องน้ำตาลกรวด ๑ เรื่อง เรื่องขนมต้ม ๑ เรื่อง เรื่องบริขาร ๕ เรื่อง เรื่องถุง ๑ เรื่อง เรื่องฟูก ๑ เรื่อง เรื่องราวจีวร ๑ เรื่อง เรื่องไม่ออกไป ๑ เรื่อง เรื่องถือวิสาสะฉันของเคี้ยว ๑ เรื่อง เรื่องสำคัญว่าเป็นของของตน ๒ เรื่อง เรื่องไม่ได้ลัก ๗ เรื่อง เรื่องลัก ๗ เรื่อง เรื่องลักของสงฆ์ ๗ เรื่อง เรื่องลักดอกไม้ ๒ เรื่อง เรื่องพูดตามคำบอก ๓ เรื่อง เรื่องนำแก้วมณีผ่านด่านภาษี ๓ เรื่อง เรื่องปล่อยสุกร ๒ เรื่อง เรื่องปล่อยเนื้อ ๒ เรื่อง เรื่องปล่อยปลา ๒ เรื่อง เรื่องกลิ้งทรัพย์ในยาน ๑ เรื่อง เรื่องชิ้นเนื้อ ๒ เรื่อง เรื่องไม้ ๒ เรื่อง เรื่องผ้าบังสุกุล ๑ เรื่อง เรื่องข้ามน้ำ ๒ เรื่อง เรื่องฉันทีละน้อย ๑ เรื่อง เรื่องชักชวนกันไปลัก ๒ เรื่อง เรื่องกำมือที่กรุงสาวัตถี ๔ เรื่อง เรื่องเนื้อเป็นเดน ๒ เรื่อง เรื่องหญ้า ๒ เรื่อง เรื่องให้แบ่งของสงฆ์ ๗ เรื่อง เรื่องไม่ใช่เจ้าของ ๗ เรื่อง เรื่องยืมไม้ของสงฆ์ ๑ เรื่อง เรื่องลักน้ำของสงฆ์ ๑ เรื่อง เรื่องลักดินของสงฆ์ ๑ เรื่อง เรื่องลักหญ้าของสงฆ์ ๒ เรื่อง เรื่องลักเสนาสนะของสงฆ์ ๗ เรื่อง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๙๙} พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ เรื่องของมีเจ้าของไม่ควรนำไปใช้ ๑ เรื่อง เรื่องของมีเจ้าของควรขอยืม ๑ เรื่อง เรื่องภิกษุณีชาวกรุงจัมปา ๑ เรื่อง เรื่องภิกษุณีชาวกรุงราชคฤห์ ๑ เรื่อง เรื่องพระอัชชุกะชาวกรุงเวสาลี ๑ เรื่อง เรื่องทารกชาวกรุงพาราณสี ๑ เรื่อง เรื่องภิกษุชาวกรุงโกสัมพี ๑ เรื่อง เรื่องสัทธิวิหาริกของพระทัฬหิกะกรุงสาคละ ๑ เรื่อง วินีตวัตถุ เรื่องช่างย้อม ๕ เรื่อง

ข้อ ๑๓๒

สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ไปที่ลานตากผ้าของช่างย้อม ได้ลักห่อ ผ้าของช่างย้อม แล้วเกิดความกังวลใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้วพวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๑) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งไปที่ลานตากผ้าของช่างย้อม พบผ้ามีราคามาก เกิดไถยจิตขึ้นมา แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เพียงแต่คิด ไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๒) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งไปที่ลานตากผ้าของช่างย้อม พบผ้ามีราคามาก มี ไถยจิตจับผ้าผืนนั้น แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๓) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งไปที่ลานตากผ้าของช่างย้อม พบผ้ามีราคามาก มี ไถยจิต ทำให้ผ้าไหว แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุเธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย” (เรื่องที่ ๔) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งไปที่ลานตากผ้าของช่างย้อม พบผ้ามีราคามาก มี ไถยจิตทำให้ผ้าเคลื่อนที่ แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๐๐}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๕) เรื่องผ้าปูเตียง ๔ เรื่อง

ข้อ ๑๓๓

สมัยนั้น ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งพบผ้าปูเตียงมีราคามาก เกิดไถยจิตขึ้นมา แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เพียงแต่คิดไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๖) สมัยนั้น ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งพบผ้าปูเตียงมีราคามาก มีไถยจิตจับต้อง แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๗) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพบผ้าปูเตียงมีราคามาก มีไถยจิต ทำให้ผ้าไหว แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย” (เรื่องที่ ๘) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพบผ้าปูเตียงมีราคามาก มีไถยจิต ทำให้ผ้าเคลื่อนที่แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก”(เรื่องที่ ๙) เรื่องกลางคืน ๕ เรื่อง

ข้อ ๑๓๔

สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพบสิ่งของตอนกลางวัน ได้ทำเครื่องหมายไว้ ด้วยตั้งใจว่า จะลักตอนกลางคืน ท่านสำคัญสิ่งของนั้นว่าเป็นสิ่งของนั้น จึงได้ลักของนั้นมา แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๑๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๐๑}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพบสิ่งของตอนกลางวัน ได้ทำเครื่องหมายไว้ ด้วย ตั้งใจว่า จะลักตอนกลางคืน ท่านสำคัญสิ่งของนั้นว่าเป็นสิ่งของนั้น แต่ได้ลักสิ่งของอื่นมา แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๑๑) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพบสิ่งของตอนกลางวัน ได้ทำเครื่องหมายไว้ ด้วย ตั้งใจว่าจะลักตอนกลางคืน ท่านสำคัญสิ่งของนั้นว่าเป็นสิ่งของอื่น แต่ได้ลักสิ่งของนั้นมา แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๑๒) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพบสิ่งของตอนกลางวัน ได้ทำเครื่องหมายไว้ด้วย ตั้งใจว่า จะลักตอนกลางคืน ท่านสำคัญสิ่งของนั้นว่าเป็นสิ่งของอื่น ได้ลักสิ่งของอื่นมา แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๑๓) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพบสิ่งของตอนกลางวัน ได้ทำเครื่องหมายไว้ด้วย ตั้งใจว่า จะลักตอนกลางคืน ท่านสำคัญสิ่งของนั้นว่าเป็นสิ่งของนั้น แต่ได้ลักสิ่งของของตนเอง แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๑๔) เรื่องทรัพย์ที่ภิกษุนำไปแต่ผู้เดียว ๑๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งนำสิ่งของของผู้อื่นไป มีไถยจิต จับต้องสิ่งของที่อยู่บนศีรษะตนเอง แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๑๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๐๒}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งนำสิ่งของของผู้อื่นไป มีไถยจิต ทำสิ่งของที่อยู่บน ศีรษะตนเองให้ไหว แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย” (เรื่องที่ ๑๖) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งนำสิ่งของของผู้อื่นไป มีไถยจิต ลดสิ่งของที่อยู่บน ศีรษะตนเองลงมาที่ไหล่ แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๑๗) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งนำสิ่งของของผู้อื่นไป มีไถยจิต จับต้องสิ่งของที่อยู่บนไหล่ แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิกแต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๑๘) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งนำสิ่งของของผู้อื่นไป มีไถยจิต ทำสิ่งของที่อยู่ที่ไหล่ ตนเองให้ไหว แล้วเกิดความความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย” (เรื่องที่ ๑๙) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งนำสิ่งของของผู้อื่นไป มีไถยจิต ลดสิ่งของที่อยู่ที่ไหล่ลงมาถึงระดับสะเอว แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๒๐) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งนำสิ่งของของผู้อื่นไป มีไถยจิต จับต้องสิ่งของที่อยู่ที่ สะเอว แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๒๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๐๓}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งนำสิ่งของของผู้อื่นไป มีไถยจิต ทำสิ่งของซึ่งอยู่ที่ สะเอวให้ไหว แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย” (เรื่องที่ ๒๒) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งนำสิ่งของของผู้อื่นไป มีไถยจิต เอามือหยิบสิ่งของซึ่งอยู่ที่สะเอวหิ้วไป แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๒๓) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งนำสิ่งของของผู้อื่นไป มีไถยจิต เอาสิ่งของที่มือวางลงที่พื้น แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก”(เรื่องที่ ๒๔) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง นำสิ่งของของผู้อื่นไป มีไถยจิตหยิบสิ่งของขึ้นจาก พื้นดิน แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๒๕) เรื่องตอบตามคำถามนำ ๕ เรื่อง

ข้อ ๑๓๕

สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งผึ่งจีวรไว้กลางแจ้งแล้วเข้าไปวิหาร ภิกษุอีก รูปหนึ่งเก็บจีวรนั้นด้วยหวังว่า จะไม่ให้จีวรหาย ภิกษุเจ้าของจีวรออกมา ถามภิกษุรูปที่เก็บไปนั้นว่า “ท่าน จีวรของผมใครลักไป” ภิกษุรูปนั้นตอบว่า “ผมลักไป”ภิกษุเจ้าของจีวรจับเอาภิกษุรูปที่นำจีวรไปกล่าวว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ภิกษุรูปที่นำจีวรไปเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าตอบไปตามคำถามนำ พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุ ไม่ต้องอาบัติ เพราะตอบตามคำถามนำ” (เรื่องที่ ๒๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๐๔}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพาดจีวรไว้บนตั่งแล้วเข้าไปวิหาร ภิกษุอีกรูปหนึ่งเก็บจีวรนั้นด้วยหวังว่าจะไม่ให้จีวรหาย ภิกษุเจ้าของจีวรออกมา ถามภิกษุรูปที่เก็บไปนั้นว่า “ท่าน จีวรของผมใครลักไป” ภิกษุรูปนั้นตอบว่า “ผมลักไป” ภิกษุเจ้าของจีวรจับเอาภิกษุรูปที่นำจีวรไปกล่าวว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ภิกษุรูปที่นำจีวรไปเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าตอบไปตามคำถามนำ พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุ ไม่ต้องอาบัติ เพราะตอบตามคำถามนำ” (เรื่องที่ ๒๗) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพาดผ้าปูนั่งไว้บนตั่ง ภิกษุอีกรูปหนึ่งเก็บผ้าปูนั่งนั้น ด้วยหวังว่า จะไม่ให้ผ้าปูนั่งหาย ภิกษุเจ้าของผ้าปูนั่งออกมา ถามภิกษุรูปที่เก็บไปนั้นว่า “ท่าน ผ้าปูนั่งของผม ใครลักไป” ภิกษุรูปนั้นตอบว่า “ผมลักไป” ภิกษุเจ้าของผ้าปูนั่งจับเอาภิกษุรูปที่นำผ้าปูนั่งไปกล่าวว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ภิกษุรูปที่นำผ้าปูนั่งไปเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าตอบไปตามคำถามนำ พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุ ไม่ต้องอาบัติ เพราะตอบตามคำถามนำ” (เรื่องที่ ๒๘) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งวางบาตรไว้ใต้ตั่งแล้วเข้าไปวิหาร ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้เก็บบาตรนั้นด้วยหวังว่า จะไม่ให้บาตรหาย ภิกษุเจ้าของบาตรออกมาถามภิกษุรูปที่เก็บไปนั้นว่า “ท่าน บาตรของผม ใครลักไป” ภิกษุรูปนั้นตอบว่า “ผมลักไป” ภิกษุเจ้าของบาตรจับเอาภิกษุรูปที่นำบาตรไปกล่าวว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ภิกษุรูปที่นำบาตรไปเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร”“ข้าพระพุทธเจ้าตอบไปตามคำถามนำ พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุ ไม่ต้องอาบัติเพราะตอบตามคำถามนำ” (เรื่องที่ ๒๙) สมัยนั้น ภิกษุณีรูปหนึ่งผึ่งจีวรไว้ที่รั้วแล้วเข้าไปยังวิหาร ภิกษุณีอีกรูปหนึ่งเก็บจีวรนั้นด้วยหวังว่า จะไม่ให้จีวรหาย ภิกษุณีเจ้าของจีวรออกมาถามภิกษุณีรูปที่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๐๕}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ เก็บไปนั้นว่า “เธอ จีวรของฉันใครลักไป” ภิกษุณีรูปนั้นตอบว่า “ฉันลักไป” ภิกษุณีเจ้าของจีวรจับเอาภิกษุณีรูปที่นำจีวรไปกล่าวว่า “เธอไม่เป็นพระ” ภิกษุณีรูปที่นำจีวรไปเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงบอกเรื่องนี้แก่ภิกษุณีทั้งหลาย ภิกษุณีทั้งหลายจึงบอกแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ไม่ต้องอาบัติเพราะตอบตามคำถามนำ” (เรื่องที่ ๓๐) เรื่องลม ๒ เรื่อง

ข้อ ๑๓๖

สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพบผ้าสาฎกถูกลมบ้าหมูพัดมา จึงเก็บไว้ด้วยตั้งใจจะนำคืนเจ้าของ แต่พวกเจ้าของผ้ากล่าวหาท่านว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีไถยจิต พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุ ไม่มีไถยจิต ไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๓๑) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ถือเอาผ้าโพกซึ่งถูกลมบ้าหมูพัดมา ด้วยเกรงว่า เจ้าของผ้าจะเห็นเสียก่อน พวกเจ้าของผ้ากล่าวหาท่านว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีไถยจิต พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก”(เรื่องที่ ๓๒) เรื่องศพที่ยังสด ๑ เรื่อง

ข้อ ๑๓๗

สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งไปป่าช้า ถือเอาผ้าบังสุกุลที่ซากศพยังสดซึ่งมี เปรตสิงอยู่ในร่าง เปรตนั้นพูดกับภิกษุนั้นว่า “อย่าเอาผ้าของเราไป” ภิกษุไม่ใส่ใจถือเอาไป ทันใดนั้น ร่างนั้นลุกขึ้นติดตามภิกษุไป ภิกษุรูปนั้นเข้าไปวิหารแล้วปิดประตูเสีย ร่างนั้นได้ล้มลงที่ประตูนั่นเอง ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงถือเอาผ้าบังสุกุลในซากศพที่ยังสด ภิกษุใดถือเอา ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๓๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๐๖}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ เรื่องสับเปลี่ยนสลาก ๑ เรื่อง

ข้อ ๑๓๘

สมัยนั้น เมื่อภิกษุเจ้าหน้าที่กำลังแจกจีวรแก่สงฆ์ ภิกษุรูปหนึ่ง มีไถยจิตได้สับเปลี่ยนสลากรับจีวรไป ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า“ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๓๔) เรื่องเรือนไฟ ๑ เรื่อง

ข้อ ๑๓๙

สมัยนั้น พระอานนท์สำคัญว่าผ้าอันตรวาสกของภิกษุรูปหนึ่งในเรือนไฟเป็นของตนจึงนุ่ง ภิกษุรูปที่เป็นเจ้าของผ้าอันตรวาสกกล่าวกับท่านพระอานนท์ว่า “ทำไมท่านจึงเอาผ้าอันตราสกของผมไปนุ่ง” “ท่าน ผมสำคัญว่าเป็นของผม”ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า“ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสำคัญว่าเป็นของตน ไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๓๕)เรื่องเนื้อเดนสัตว์ ๕ เรื่อง

ข้อ ๑๔๐

สมัยนั้น ภิกษุหลายรูปลงจากภูเขาคิชฌกูฏ พบเนื้อเป็นเดนของราชสีห์ จึงใช้ให้อนุปสัมบันทำให้สุกแล้วฉัน พวกท่านเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุฉันเนื้อเป็นเดนราชสีห์ ไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๓๖) สมัยนั้น ภิกษุหลายรูปลงจากภูเขาคิชฌกูฏ พบเนื้อเป็นเดนเสือโคร่ง จึงใช้ให้อนุปสัมบันทำให้สุกแล้วฉัน พวกท่านเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุฉันเนื้อเป็นเดนเสือโคร่ง ไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๓๗) สมัยนั้น ภิกษุหลายรูปลงจากภูเขาคิชฌกูฏ พบเนื้อเป็นเดนเสือเหลือง จึงใช้ให้อนุปสัมบันทำให้สุกแล้วฉัน พวกท่านเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุฉันเนื้อเป็นเดนเสือเหลือง ไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๓๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๐๗}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ สมัยนั้น ภิกษุหลายรูปลงจากภูเขาคิชฌกูฏ พบเนื้อเป็นเดนหมาใน จึงใช้ให้อนุปสัมบันทำให้สุกแล้วฉัน พวกท่านเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุฉันเนื้อที่เป็นเดนหมาใน ไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๓๙) สมัยนั้น ภิกษุหลายรูปลงจากภูเขาคิชฌกูฏ พบเนื้อเป็นเดนหมาป่า จึงใช้ให้อนุปสัมบันทำให้สุกแล้วฉัน พวกท่านเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุฉันเนื้อที่สัตว์ดิรัจฉานครอบครอง ไม่ต้องอาบัติ”(เรื่องที่ ๔๐) เรื่องไม่มีมูล ๕ เรื่อง

ข้อ ๑๔๑

สมัยนั้น เมื่อภิกษุเจ้าหน้าที่กำลังแจกอาหารแก่สงฆ์ ภิกษุรูปหนึ่ง กล่าวคำไม่มีมูลว่า “จงให้เพื่อภิกษุอื่นอีกส่วนหนึ่ง” แล้วรับไป ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติปาจิตตีย์เพราะกล่าวเท็จทั้งที่รู้” (เรื่องที่ ๔๑) สมัยนั้น เมื่อภิกษุเจ้าหน้าที่กำลังแจกของเคี้ยวแก่สงฆ์ ภิกษุรูปหนึ่งกล่าว คำไม่มีมูลว่า “จงให้เพื่อภิกษุอื่นอีกส่วนหนึ่ง” แล้วรับไป ท่านเกิดความกังวลใจว่าเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะกล่าวเท็จทั้งที่รู้” (เรื่องที่ ๔๒) สมัยนั้น เมื่อภิกษุเจ้าหน้าที่กำลังแจกขนมแก่สงฆ์ ภิกษุรูปหนึ่งกล่าวคำไม่มี มูลว่า “จงให้เพื่อภิกษุอื่นอีกส่วนหนึ่ง” แล้วรับไป ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะกล่าวเท็จทั้งที่รู้” (เรื่องที่ ๔๓) สมัยนั้น เมื่อภิกษุเจ้าหน้าที่กำลังแจกน้ำอ้อยแก่สงฆ์ ภิกษุรูปหนึ่งกล่าวคำ ไม่มีมูลว่า “จงให้เพื่อภิกษุอื่นอีกส่วนหนึ่ง” แล้วรับไป ท่านเกิดความกังวลใจว่า เรา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๐๘}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ ต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะกล่าวเท็จทั้งที่รู้” (เรื่องที่ ๔๔) สมัยนั้น เมื่อภิกษุเจ้าหน้าที่กำลังแจกผลมะพลับแก่สงฆ์ ภิกษุรูปหนึ่งกล่าว คำไม่มีมูลว่า “จงให้เพื่อภิกษุอื่นอีกส่วนหนึ่ง” แล้วรับไป ท่านเกิดความกังวลใจว่าเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะกล่าวเท็จทั้งที่รู้” (เรื่องที่ ๔๕) ในสมัยข้าวยากหมากแพงมี ๕ เรื่อง คือ เรื่องข้าวสุก ๑ เรื่อง

ข้อ ๑๔๒

สมัยนั้น เมื่อเกิดข้าวยากหมากแพง ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปร้านขายข้าว สุก มีไถยจิตได้ลักข้าวสุกไปเต็มบาตร แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๔๖) เรื่องเนื้อ ๑ เรื่อง สมัยนั้น เมื่อเกิดข้าวยากหมากแพง ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปร้านขายเนื้อสุก มีไถยจิตได้ลักเนื้อไปเต็มบาตร แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุเธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่อง ๔๗) เรื่องขนม ๑ เรื่อง สมัยนั้น เมื่อเกิดข้าวยากหมากแพง ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปร้านขายขนม มี ไถยจิตได้ลักขนมไปเต็มบาตร แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุเธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๔๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๐๙}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ เรื่องน้ำตาลกรวด ๑ เรื่อง สมัยนั้น เมื่อเกิดข้าวยากหมากแพง ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปร้านขายน้ำตาลกรวดมีไถยจิตได้ลักน้ำตาลกรวดไปเต็มบาตร แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า“ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๔๙) เรื่องขนมต้ม ๑ เรื่อง สมัยนั้น เมื่อเกิดข้าวยากหมากแพง ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปร้านขายขนมต้ม มีไถยจิตได้ลักขนมต้มไปเต็มบาตร แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุเธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๕๐) เรื่องบริขาร ๕ เรื่อง

ข้อ ๑๔๓

สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพบเครื่องใช้สอยตอนกลางวัน ได้ทำเครื่อง หมายไว้ด้วยตั้งใจว่าจะลักตอนกลางคืน ท่านสำคัญเครื่องใช้สอยนั้นว่าเป็นเครื่องใช้สอยนั้น จึงได้ลักเครื่องใช้สอยนั้นมา แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุเธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๕๑) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพบเครื่องใช้สอยตอนกลางวัน ได้ทำเครื่องหมายไว้ ด้วยตั้งใจว่า จะลักตอนกลางคืน ท่านสำคัญเครื่องใช้สอยนั้นว่าเป็นเครื่องใช้สอยนั้นแต่ได้ลักเครื่องใช้สอยอื่นมา แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๕๒) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพบเครื่องใช้สอยตอนกลางวัน ได้ทำเครื่องหมายไว้ ด้วยตั้งใจว่า จะลักตอนกลางคืน ท่านสำคัญเครื่องใช้สอยนั้นว่าเป็นเครื่องใช้สอยอื่นแต่ได้ลักเครื่องใช้สอยนั้นมา แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๑๐}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๕๓) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพบเครื่องใช้สอยตอนกลางวัน ได้ทำเครื่องหมายไว้ ด้วยตั้งใจว่า จะลักตอนกลางคืน ท่านสำคัญเครื่องใช้สอยนั้นว่าเป็นเครื่องใช้สอยอื่นแต่ได้ลักเครื่องใช้สอยอื่นมา แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๕๔) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพบเครื่องใช้สอยตอนกลางวัน ได้ทำเครื่องหมายไว้ ด้วยตั้งใจว่า จะลักตอนกลางคืน ท่านสำคัญเครื่องใช้สอยนั้นว่าเป็นเครื่องใช้สอยนั้นแต่ลักเครื่องใช้สอยของตนเอง แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๕๕) เรื่องถุง ๑ เรื่อง

ข้อ ๑๔๔

สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพบถุงวางไว้บนตั่ง คิดว่าหากหยิบไปจากตั่งจะเป็นปาราชิก จึงยกเอาไปพร้อมทั้งตั่ง แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๕๖) เรื่องฟูก ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตได้ลักฟูกของสงฆ์ แล้วเกิดความกังวลใจว่าเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๕๗)เรื่องราวจีวร ๑ เรื่อง

ข้อ ๑๔๕

สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตได้ลักจีวรที่ราวจีวร แล้วเกิดความ กังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๕๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๑๑}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ เรื่องไม่ออกไป ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งลักจีวรในวิหาร คิดว่าหากตนออกไปจากวิหารจะเป็นปาราชิก จึงไม่ยอมออกไปจากวิหาร ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย โมฆบุรุษนั้นจะออกจากวิหารหรือไม่ออกก็ตาม ก็ต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๕๙) เรื่องถือวิสาสะฉันของเคี้ยว ๑ เรื่อง

ข้อ ๑๔๖

สมัยนั้น ภิกษุ ๒ รูปเป็นเพื่อนกัน ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้าน เมื่อภิกษุเจ้าหน้าที่กำลังแจกของขบเคี้ยวแก่สงฆ์ ภิกษุรูปที่เป็นเพื่อนรับเอาส่วนแบ่งของเพื่อนไปแล้วถือวิสาสะฉันส่วนแบ่งของภิกษุนั้น ท่านรู้เรื่องเข้าจึงกล่าวหาภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ภิกษุนั้นเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าถือเอาด้วยวิสาสะ พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติ เพราะถือเอาด้วยวิสาสะ” (เรื่องที่ ๖๐)เรื่องสำคัญว่าเป็นของของตน ๒ เรื่อง

ข้อ ๑๔๗

สมัยนั้น ภิกษุหลายรูปกำลังตัดเย็บจีวร เมื่อภิกษุเจ้าหน้าที่กำลัง แจกของขบเคี้ยวแก่สงฆ์ ภิกษุทุกรูปต่างนำส่วนแบ่งของตนไปเก็บไว้ ภิกษุรูปหนึ่งสำคัญส่วนแบ่งของภิกษุอีกรูปหนึ่งว่าเป็นส่วนแบ่งของตนจึงฉันเสีย ภิกษุเจ้าของส่วนแบ่งรู้เรื่องเข้า จึงกล่าวหาภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ภิกษุรูปที่ถูกกล่าวหาเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าสำคัญว่าเป็นของของตน พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุ เธอสำคัญว่าเป็นของของตน ไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๖๑) สมัยนั้น ภิกษุหลายรูปกำลังตัดเย็บจีวร เมื่อภิกษุเจ้าหน้าที่กำลังแจกของขบเคี้ยวแก่สงฆ์ ภิกษุรูปหนึ่งเอาบาตรของภิกษุอีกรูปหนึ่งนำส่วนแบ่งของภิกษุอีกรูป

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๑๒}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ หนึ่งมาเก็บไว้ ภิกษุเจ้าของบาตรสำคัญว่าเป็นส่วนแบ่งของตนจึงฉันเสีย ภิกษุรูปที่นำบาตรไปรู้เรื่องเข้า จึงกล่าวหาภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ภิกษุรูปที่ถูกกล่าวหาเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอสำคัญว่าเป็นของของตน ไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๖๒) เรื่องไม่ได้ลัก ๗ เรื่อง

ข้อ ๑๔๘

สมัยนั้น พวกขโมยลักมะม่วง ทำให้ผลมะม่วงหล่นแล้วห่อถือไป พวกเจ้าของพากันติดตาม พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของจึงโยนห่อผลมะม่วงทิ้งแล้วหนีไปพวกภิกษุสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล จึงให้อนุปสัมบันเก็บมะม่วงห่อนั้นไปแล้วฉันพวกเจ้าของกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้าสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล ไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๖๓) สมัยนั้น พวกขโมยลักลูกหว้า ทำให้ผลหว้าหล่นแล้วห่อถือไป พวกเจ้าของพากันติดตาม พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของจึงโยนห่อผลหว้าทิ้งแล้วหนีไป พวกภิกษุสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล จึงให้อนุปสัมบันเก็บห่อผลหว้านั้นไปแล้วฉัน พวกเจ้าของกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความกังวลใจว่าพวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้าสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล ไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๖๔) สมัยนั้น พวกขโมยลักขนุนสำปะลอ ทำให้ผลขนุนสำปะลอหล่นแล้ว ห่อถือ ไป พวกเจ้าของพากันติดตาม พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของจึงโยนห่อผลขนุนสำปะลอทิ้งแล้วหนีไป พวกภิกษุสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล จึงให้อนุปสัมบันเก็บห่อผลขนุน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๑๓}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ สำปะลอนั้นไปแล้วฉัน พวกเจ้าของกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ”พวกภิกษุเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้าสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล ไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๖๕) สมัยนั้น พวกขโมยลักขนุน ทำให้ผลขนุนหล่นแล้วห่อถือไป พวกเจ้าของพากันติดตาม พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของจึงโยนห่อผลขนุนทิ้งแล้วหนีไป พวกภิกษุสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล จึงให้อนุปสัมบันเก็บห่อผลขนุนนั้นไปแล้วฉัน พวกเจ้าของกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความกังวลใจว่าพวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้าสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล ไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๖๖) สมัยนั้น พวกขโมยลักผลตาลสุก ทำให้ผลตาลสุกหล่นแล้วห่อถือไป พวก เจ้าของพากันติดตาม พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของจึงโยนห่อผลตาลสุกทิ้งแล้วหนีไปพวกภิกษุสำคัญว่าเป็นของบังสุกุลจึงให้อนุปสัมบันเก็บห่อผลตาลสุกนั้นไปแล้วฉันพวกเจ้าของกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้าสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล ไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๖๗) สมัยนั้น พวกขโมยลักอ้อย ตัดอ้อยแล้วมัดถือไป พวกเจ้าของพากันติดตามพวกขโมยเห็นพวกเจ้าของจึงโยนมัดอ้อยทิ้งแล้วหนีไป พวกภิกษุสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล จึงให้อนุปสัมบันเก็บมัดอ้อยนั้นไปแล้วฉัน พวกเจ้าของกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า“พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๑๔}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้าสำคัญว่าเป็นของบังสุกุลพระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล ไม่ต้องอาบัติ”(เรื่องที่ ๖๘) สมัยนั้น พวกขโมยลักผลมะพลับ ทำให้ผลมะพลับหล่นแล้วห่อถือไป พวก เจ้าของพากันติดตาม พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของจึงโยนห่อผลมะพลับทิ้งแล้วหนีไปพวกภิกษุสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล จึงให้อนุปสัมบันเก็บห่อผลมะพลับนั้นไปแล้วฉันพวกเจ้าของกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้าสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล ไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๖๙) เรื่องลัก ๗ เรื่อง สมัยนั้น พวกขโมยลักมะม่วง ทำให้ผลมะม่วงหล่นแล้วห่อถือไป พวก เจ้าของพากันติดตาม พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของจึงโยนห่อผลมะม่วงทิ้งแล้วหนีไปพวกภิกษุมีไถยจิต คิดว่า พวกเจ้าของจะเห็น จึงฉันผลมะม่วง พวกเจ้าของกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๗๐) สมัยนั้น พวกขโมยลักลูกหว้า ทำให้ผลหว้าหล่นแล้วห่อถือไป พวกเจ้าของพากันติดตาม พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของจึงโยนห่อผลหว้าทิ้งแล้วหนีไป พวกภิกษุมีไถยจิต คิดว่าพวกเจ้าของจะเห็น จึงฉันผลหว้า พวกเจ้าของกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า“พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า“ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๗๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๑๕}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ สมัยนั้น พวกขโมยลักขนุนสำปะลอ ทำให้ผลขนุนสำปะลอหล่นแล้วห่อถือไป พวกเจ้าของพากันติดตาม พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของจึงโยนห่อผลขนุนสำปะลอทิ้งแล้วหนีไป พวกภิกษุมีไถยจิตคิดว่า พวกเจ้าของจะเห็น จึงฉันผลขนุนสำปะลอ พวกเจ้าของกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๗๒) สมัยนั้น พวกขโมยลักขนุน ทำให้ผลขนุนหล่นแล้วห่อถือไป พวกเจ้าของพากันติดตาม พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของจึงโยนห่อผลขนุนทิ้งแล้วหนีไป พวกภิกษุมีไถยจิตคิดว่า พวกเจ้าของจะเห็น จึงฉันผลขนุน พวกเจ้าของกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า“พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า“ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๗๓) สมัยนั้น พวกขโมยลักผลตาลสุก ทำให้ผลตาลสุกหล่นแล้วห่อถือไป พวก เจ้าของพากันติดตาม พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของจึงโยนห่อผลตาลสุกทิ้งแล้วหนีไปพวกภิกษุมีไถยจิตคิดว่า พวกเจ้าของจะเห็น จึงฉันผลตาลสุก พวกเจ้าของกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๗๔) สมัยนั้น พวกขโมยลักอ้อย ตัดอ้อยแล้วมัดถือไป พวกเจ้าของพากันติดตามพวกขโมยเห็นพวกเจ้าของจึงโยนมัดอ้อยทิ้งแล้วหนีไป พวกภิกษุมีไถยจิตคิดว่าพวกเจ้าของจะเห็น จึงฉันอ้อย พวกเจ้าของกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลายพวกเธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๗๕) สมัยนั้น พวกขโมยลักผลมะพลับ ทำให้ผลมะพลับหล่นแล้วห่อถือไป พวก เจ้าของพากันติดตาม พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของจึงโยนห่อผลมะพลับทิ้งแล้วหนีไปพวกภิกษุมีไถยจิตคิดว่า พวกเจ้าของจะเห็น จึงฉันผลมะพลับ พวกเจ้าของกล่าวหา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๑๖}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ ภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๗๖) เรื่องลักของสงฆ์ ๗ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได้ลักผลมะม่วงของสงฆ์ แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๗๗) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได้ลักผลหว้าของสงฆ์ แล้วเกิดความกังวลใจว่าเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๗๘) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได้ลักผลขนุนสำปะลอของสงฆ์ แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๗๙) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได้ลักผลขนุนของสงฆ์ แล้วเกิดความกังวลใจว่าเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๘๐) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได้ลักผลตาลสุกของสงฆ์ แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๘๑) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได้ลักอ้อยของสงฆ์ แล้วเกิดความกังวลใจว่าเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๘๒) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได้ลักผลมะพลับของสงฆ์ แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๘๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๑๗}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ เรื่องลักดอกไม้ ๒ เรื่อง

ข้อ ๑๔๙

สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งไปสวนดอกไม้ มีไถยจิต ได้ลักดอกไม้ที่เขาเก็บไว้แล้ว มีราคา ๕ มาสก แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุเธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๘๔) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งไปสวนดอกไม้ มีไถยจิต ได้ลักเก็บดอกไม้ มีราคา ๕มาสก แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๘๕) เรื่องพูดตามคำบอก ๓ เรื่อง

ข้อ ๑๕๐

สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งกำลังเข้าไปหมู่บ้าน ได้บอกภิกษุอีกรูปหนึ่งว่า “ท่านครับ ผมจะไปบอกตระกูลอุปัฏฐากให้ตามที่ท่านสั่ง” ครั้นเธอไปถึงจึงให้เขานำผ้ามา ๑ ผืนแล้วใช้เสียเอง ภิกษุผู้สั่งรู้เข้าจึงกล่าวหาภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นพระ”ภิกษุรูปนั้นเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงกล่าวว่า ผมจะบอกตามที่ท่านสั่ง ภิกษุใดพึงกล่าว ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๘๖) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งจะเข้าไปหมู่บ้าน ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้สั่งท่านว่า “ท่านครับท่านช่วยบอกตระกูลอุปัฏฐากของผมตามที่ผมสั่งด้วย” ภิกษุนั้นครั้นไปแล้วจึงให้ตระกูลอุปัฏฐากนำผ้ามา ๑ คู่ ตนเองใช้ ๑ ผืน ถวายภิกษุผู้สั่งนั้น ๑ ผืน ภิกษุผู้สั่งรู้เข้าจึงกล่าวหาภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ภิกษุรูปนั้นเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงกล่าวว่า ท่านจงบอกตามที่สั่ง ภิกษุใดพึงกล่าว ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๘๗) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งกำลังไปหมู่บ้าน ได้บอกภิกษุอีกรูปหนึ่งว่า “ท่าน ผม จะไปบอกตระกูลอุปัฏฐากของท่านตามที่ท่านสั่ง” ภิกษุแม้รูปนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๑๘}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ “ท่านช่วยบอกตามที่ผมสั่ง” ภิกษุนั้น ครั้นไปถึงจึงให้ตระกูลอุปัฏฐากนำเนยใส ๑อาฬหกะ น้ำอ้อยงบ ๑ ตุละ ข้าวสาร ๑ โทณะ มาแล้วฉันเสียเอง ภิกษุผู้สั่งรู้เข้าจึงกล่าวหาภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ท่านเกิดความเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงกล่าวว่า ผมจะบอกตามที่สั่ง และไม่พึงกล่าวว่า ท่านจงบอกตามที่สั่ง ภิกษุใดพึงกล่าว ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๘๘) เรื่องนำแก้วมณีผ่านด่านภาษี ๓ เรื่อง

ข้อ ๑๕๑

สมัยนั้น บุรุษคนหนึ่งนำแก้วมณีราคาแพง เดินทางไกลไปกับภิกษุ รูปหนึ่ง ครั้นเห็นด่านภาษี จึงใส่แก้วมณีลงในย่ามของภิกษุนั้นผู้ไม่รู้ เมื่อเดินพ้นด่านภาษีจึงถือไปแต่ผู้เดียว ภิกษุนั้นเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุเธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่รู้ พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุ เธอไม่รู้ ไม่ต้องอาบัติ”(เรื่องที่ ๘๙) สมัยนั้น บุรุษคนหนึ่งนำแก้วมณีราคาแพงเดินทางไกลไปกับภิกษุรูปหนึ่ง ครั้นเห็นด่านภาษี ทำลวงว่าเป็นไข้แล้วมอบห่อของของตนให้ภิกษุถือไป เมื่อเดินพ้น@เชิงอรรถ : @ ๔ กุฑุวะ หรือ ปสตะ (ฟายมือ) เป็น ๑ ปัตถะ (กอบ) @๔ ปัตถะ เป็น ๑ อาฬหกะ @๔ อาฬหกะ เป็น ๑ โทณะ @๔ โทณะ เป็น ๑ มาณิกา @๔ มาณิกา เป็น ๑ ขารี @๒๐ ขารี เป็น ๑ วาหะ @๒๐ วาหะ เป็น ๑ ธารณะ @๑๐ ธารณะ เป็น ๑ ปละ @๑๐๐ ปละ เป็น ๑๒ ตุลา @๒๐ ตุลา เป็น ๑ ภาระ @(ดู อภิธา.ฏี. คาถา ๔๘๐-๔๘๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๑๙}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ ด่านภาษีไป จึงกล่าวกับภิกษุนั้นว่า “ท่านครับ กรุณาส่งห่อของให้ผมเถิด ผมไม่ได้เป็นไข้” “โยม ท่านได้ทำอย่างนี้เพื่ออะไร” บุรุษนั้นจึงบอกความนั้นให้ภิกษุนั้นทราบท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร”“ข้าพระพุทธเจ้าไม่รู้ พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุ เธอไม่รู้ ไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๙๐)

ข้อ ๑๕๒

สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเดินทางไกลไปกับหมู่เกวียน ชายคนหนึ่งเกลี้ยกล่อมท่านด้วยอามิส เห็นด่านภาษีจึงมอบแก้วมณีราคาแพงให้ภิกษุนั้นด้วยกล่าวว่า “ขอท่านกรุณาช่วยนำแก้วมณีนี้ผ่านด่านภาษีไปด้วยขอรับ” ภิกษุนั้นได้นำแก้วมณีนั้นผ่านด่านภาษีไปแล้ว เกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๙๑) เรื่องปล่อยสุกร ๒ เรื่อง

ข้อ ๑๕๓

สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งปล่อยสุกรที่ติดบ่วงไปด้วยความสงสารแล้ว เกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะช่วยเหลือ พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุ เธอมีความประสงค์จะช่วยเหลือไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๙๒) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตคิดว่า เจ้าของจะเห็น จึงปล่อยสุกรที่ติดบ่วงไปแล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก”(เรื่องที่ ๙๓) เรื่องปล่อยเนื้อ ๒ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งปล่อยเนื้อติดบ่วงไปด้วยความสงสารแล้วเกิดความ กังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๒๐}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ ประสงค์จะช่วยเหลือ พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุ เธอมีความประสงค์จะช่วยเหลือ ไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๙๔) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตคิดว่า เจ้าของจะเห็น จึงปล่อยเนื้อที่ติดบ่วงไปแล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก”(เรื่องที่ ๙๕) เรื่องปล่อยปลา ๒ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งปล่อยฝูงปลาที่ติดลอบไปด้วยความสงสารแล้วเกิด ความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะช่วยเหลือ พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุ เธอมีความประสงค์จะช่วยเหลือไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๙๖) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตคิดว่า เจ้าของจะเห็น จึงปล่อยฝูงปลาที่ติดลอบไปแล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก”(เรื่องที่ ๙๗) เรื่องกลิ้งทรัพย์ในยาน ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเห็นทรัพย์ในยานคิดว่า เมื่อเราหยิบไปจากยานนี้จักเป็นปาราชิก จึงเขี่ยให้กลิ้งแล้วถือเอา ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุเธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๙๘) เรื่องชิ้นเนื้อ ๒ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งถือเอาชิ้นเนื้อที่เหยี่ยวเฉี่ยวเอามา ด้วยตั้งใจว่าจะคืนให้เจ้าของ แต่พวกเจ้าของเนื้อกล่าวหาภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ท่านเกิดความ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๒๑}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ กังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่มีไถยจิต ไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๙๙) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง มีไถยจิตคิดว่า เจ้าของจะเห็น ได้ถือเอาชิ้นเนื้อที่เหยี่ยวเฉี่ยวเอามา พวกเจ้าของเนื้อกล่าวหาภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๑๐๐)เรื่องไม้ ๒ เรื่อง

ข้อ ๑๕๔

สมัยนั้น พวกชาวบ้านผูกแพแล้วเข็นลงแม่น้ำอจิรวดี เมื่อเชือกขาด ไม้ทั้งหลายได้กระจายไป พวกภิกษุสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล จึงช่วยกันขนไม้ขึ้นฝั่งพวกเจ้าของกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญว่าเป็นของบังสุกุลไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๐๑) สมัยนั้น พวกชาวบ้านผูกแพแล้วเข็นลงแม่น้ำอจิรวดี เมื่อเชือกขาด ไม้ทั้งหลายได้กระจายไป พวกภิกษุมีไถยจิต คิดว่า พวกเจ้าของจะเห็น จึงช่วยกันขนไม้ขึ้นฝั่ง พวกเจ้าของกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิก”(เรื่องที่ ๑๐๒) เรื่องผ้าบังสุกุล ๑ เรื่อง สมัยนั้น คนเลี้ยงโคคนหนึ่งพาดผ้าไว้ที่ต้นไม้แล้วไปถ่ายอุจจาระ ภิกษุรูปหนึ่งสำคัญว่าเป็นผ้าบังสุกุล จึงถือเอาไป คนเลี้ยงโคกล่าวหาภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ภิกษุรูปนั้นเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอสำคัญว่าเป็นผ้าบังสุกุล ไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๐๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๒๒}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ เรื่องข้ามน้ำ ๒ เรื่อง สมัยนั้น ผ้าผืนหนึ่งหลุดจากมือพวกช่างย้อมไปคล้องอยู่ที่เท้าของภิกษุรูป หนึ่งผู้กำลังข้ามน้ำ ท่านเก็บไว้ด้วยตั้งใจว่าจะนำไปคืนให้เจ้าของ พวกเจ้าของกล่าวหาภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ภิกษุรูปนั้นเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่มีไถยจิต ไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๐๔) สมัยนั้น ผ้าผืนหนึ่งหลุดจากมือพวกช่างย้อมไปคล้องอยู่ที่เท้าของภิกษุรูป หนึ่งผู้กำลังข้ามน้ำ ท่านมีไถยจิตคิดว่า พวกเจ้าของจะเห็น ได้ถือเอาผ้านั้นไป พวกเจ้าของกล่าวหาภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ภิกษุรูปนั้นเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๑๐๕) เรื่องฉันทีละน้อย ๑ เรื่อง

ข้อ ๑๕๕

สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพบหม้อเนยใสจึงฉันเนยใสทีละน้อย แล้วเกิด ความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๑๐๖) เรื่องชักชวนกันไปลัก ๒ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุหลายรูปชักชวนกันไปด้วยคิดจะลักทรัพย์ ภิกษุรูปหนึ่ง ลักทรัพย์มาได้ ภิกษุเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “พวกเราไม่เป็นปาราชิก ภิกษุรูปใดลักทรัพย์ ภิกษุรูปนั้นเป็นปาราชิก” แล้วนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๑๐๗)@เชิงอรรถ : @ ภิกษุถือเอาเนยใสและน้ำมันเป็นต้น มีราคาไม่ถึงหนึ่งบาท คิดว่า เราจักไม่ทำอย่างนี้อีก ดำรงอยู่ใน@ความสำรวมแม้ในวันที่ ๒ และ ๓ เมื่อเกิดความคิดขึ้นอย่างนี้แล้ว ขณะที่ฉันก็ทำการทอดธุระอย่างนั้น แม้@จะฉันเนยใสและนำมันเป็นต้นนั้นทั้งหมด ก็ไม่เป็นปาราชิก เธอต้องอาบัติทุกกฏหรือถุลลัจจัย แต่สิ่งของนั้น@เธอต้องชดใช้คืน(เป็นภัณฑไทย) (ดู วิ.อ. ๑/๑๕๕/๔๒๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๒๓}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ สมัยนั้น ภิกษุหลายรูปชักชวนกันไปแล้ว ได้ลักทรัพย์มา แล้วแบ่งกัน เมื่อ กำลังแบ่งทรัพย์กัน ภิกษุแต่ละรูปได้ส่วนแบ่งไม่ครบ ๕ มาสก ภิกษุเหล่านั้นจึงบอกว่า “พวกเราไม่เป็นปาราชิก” แล้วนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๑๐๘)เรื่องกำมือที่กรุงสาวัตถี ๔ เรื่อง สมัยนั้น กรุงสาวัตถีเกิดข้าวยากหมากแพง ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได้ลัก ข้าวสารของชาวร้านตลาดไป ๑ กำมือ แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๑๐๙) สมัยนั้น กรุงสาวัตถีเกิดข้าวยากหมากแพง ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได้ลัก ถั่วเขียวของชาวร้านตลาดไป ๑ กำมือ แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๑๑๐) สมัยนั้น กรุงสาวัตถีเกิดข้าวยากหมากแพง ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได้ลัก ถั่วราชมาสของชาวร้านตลาดไป ๑ กำมือ แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๑๑๑) สมัยนั้น กรุงสาวัตถีเกิดข้าวยากหมากแพง ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได้ลักงาของชาวร้านตลาดไป ๑ กำมือ แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุเธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๑๑๒) เรื่องเนื้อเป็นเดน ๒ เรื่อง สมัยนั้น พวกโจรฆ่าโค กินเนื้อแล้ว ซ่อนส่วนที่เหลือไว้ในป่าอันธวัน เขตกรุงสาวัตถี แล้วพากันไป พวกภิกษุสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล จึงให้อนุปสัมบันถือเอาไป

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๒๔}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ ทำให้สุกแล้วฉัน พวกโจรกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล ไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๑๓) สมัยนั้น พวกโจรฆ่าสุกร กินเนื้อแล้ว ซ่อนส่วนที่เหลือไว้ในป่าอันธวัน เขตกรุงสาวัตถีแล้วพากันไป พวกภิกษุสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล จึงให้อนุปสัมบันถือเอาไปทำให้สุกแล้วฉัน พวกโจรกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล ไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๑๔) เรื่องหญ้า ๒ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งไปที่ทุ่งหญ้า มีไถยจิต ได้ลักหญ้าที่เขาเกี่ยวไว้แล้ว มีราคา ๕ มาสก แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๑๑๕) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งไปที่ทุ่งหญ้า มีไถยจิต ได้ลักเกี่ยวหญ้า มีราคา ๕ มาสกไปแล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก”(เรื่องที่ ๑๑๖) เรื่องให้แบ่งของสงฆ์ ๗ เรื่อง

ข้อ ๑๕๖

สมัยนั้น พวกภิกษุอาคันตุกะให้แบ่งผลมะม่วงของสงฆ์แล้วขบฉัน พวกภิกษุเจ้าถิ่นกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุอาคันตุกะเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๒๕}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ คิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้าต้องการจะฉัน พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหลายพวกเธอต้องการจะฉัน ไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๑๗) สมัยนั้น พวกภิกษุอาคันตุกะให้แบ่งผลหว้าของสงฆ์แล้วขบฉัน พวกภิกษุ เจ้าถิ่นกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุอาคันตุกะเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องการจะฉันไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๑๘) สมัยนั้น พวกภิกษุอาคันตุกะให้แบ่งผลขนุนสำปะลอของสงฆ์แล้วขบฉัน พวกภิกษุเจ้าถิ่นกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุอาคันตุกะเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องการจะฉัน ไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๑๙) สมัยนั้น พวกภิกษุอาคันตุกะให้แบ่งผลขนุนของสงฆ์แล้วขบฉัน พวกภิกษุ เจ้าถิ่นกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุอาคันตุกะเกิดความกังวล ใจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องการจะฉัน ไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๒๐) สมัยนั้น พวกภิกษุอาคันตุกะให้แบ่งผลตาลสุกของสงฆ์แล้วขบฉัน พวกภิกษุเจ้าถิ่นกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุอาคันตุกะเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องการจะฉันไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๒๑) สมัยนั้น พวกภิกษุอาคันตุกะให้แบ่งต้นอ้อยของสงฆ์แล้วขบฉัน พวกภิกษุ เจ้าถิ่นกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุอาคันตุกะเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องการจะฉันไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๒๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๒๖}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ สมัยนั้น พวกภิกษุอาคันตุกะให้แบ่งผลมะพลับของสงฆ์แล้วขบฉัน พวก ภิกษุเจ้าถิ่นกล่าวหาภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นพระ” พวกภิกษุอาคันตุกะเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องการจะฉัน ไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๒๓) เรื่องไม่ใช่เจ้าของ ๗ เรื่อง สมัยนั้น พวกคนเฝ้าสวนมะม่วงได้ถวายผลมะม่วงแก่ภิกษุทั้งหลาย พวก ภิกษุมีความรังเกียจว่า ชนเหล่านี้มีหน้าที่เฝ้า ไม่มีสิทธิ์จะถวาย จึงไม่ยอมรับแล้วนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลายไม่ต้องอาบัติ เพราะคนเฝ้าถวาย” (เรื่องที่ ๑๒๔) สมัยนั้น พวกคนเฝ้าสวนหว้าได้ถวายผลหว้าแก่ภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุมี ความรังเกียจว่า ชนเหล่านี้มีหน้าที่เฝ้า ไม่มีสิทธิ์จะถวาย จึงไม่ยอมรับแล้วนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ไม่ต้องอาบัติ เพราะคนเฝ้าถวาย” (เรื่องที่ ๑๒๕) สมัยนั้น พวกคนเฝ้าสวนขนุนสำปะลอได้ถวายผลขนุนสำปะลอแก่ภิกษุ ทั้งหลาย พวกภิกษุมีความรังเกียจว่า ชนเหล่านี้มีหน้าที่เฝ้า ไม่มีสิทธิ์จะถวาย จึงไม่ยอมรับแล้วนำเรื่องไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ไม่ต้องอาบัติ เพราะคนเฝ้าถวาย” (เรื่องที่ ๑๒๖) สมัยนั้น พวกคนเฝ้าสวนขนุนได้ถวายผลขนุนแก่ภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุมี ความรังเกียจว่า ชนเหล่านี้มีหน้าที่เฝ้า ไม่มีสิทธิ์จะถวาย จึงไม่ยอมรับแล้วนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ไม่ต้องอาบัติ เพราะคนเฝ้าถวาย” (เรื่องที่ ๑๒๗) สมัยนั้น พวกคนเฝ้าสวนตาลสุกได้ถวายผลตาลสุกแก่ภิกษุทั้งหลาย พวก ภิกษุมีความรังเกียจว่า ชนเหล่านี้มีหน้าที่เฝ้า ไม่มีสิทธิ์จะถวาย จึงไม่ยอมรับแล้วนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลายไม่ต้องอาบัติ เพราะคนเฝ้าถวาย” (เรื่องที่ ๑๒๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๒๗}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ สมัยนั้น พวกคนเฝ้าไร่อ้อยได้ถวายลำอ้อยแก่ภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุมี ความรังเกียจว่า ชนเหล่านี้มีหน้าที่เฝ้า ไม่มีสิทธิ์จะถวาย จึงไม่ยอมรับแล้วนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ไม่ต้องอาบัติ เพราะคนเฝ้าถวาย” (เรื่องที่ ๑๒๙) สมัยนั้น พวกคนเฝ้าสวนมะพลับได้ถวายผลมะพลับแก่ภิกษุทั้งหลาย พวก ภิกษุมีความรังเกียจว่า ชนเหล่านี้มีหน้าที่เฝ้า ไม่มีสิทธิ์จะถวาย จึงไม่ยอมรับแล้วนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ไม่ต้องอาบัติ เพราะคนเฝ้าถวาย” (เรื่องที่ ๑๓๐) เรื่องยืมไม้ของสงฆ์ ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งได้ยืมไม้ของสงฆ์ไปค้ำฝาวิหาร ภิกษุทั้งหลายกล่าวหาภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นพระ” ภิกษุรูปนั้นเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า“ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้า ต้องการจะขอยืม พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุเธอไม่ต้องอาบัติ เพราะขอยืม” (เรื่องที่ ๑๓๑) เรื่องลักน้ำของสงฆ์ ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได้ลักน้ำของสงฆ์ แล้วเกิดความกังวลใจว่าเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๑๓๒) เรื่องลักดินของสงฆ์ ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได้ลักดินของสงฆ์ แล้วเกิดความกังวลใจว่าเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๑๓๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๒๘}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ เรื่องลักหญ้าของสงฆ์ ๒ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได้ลักหญ้ามุงกระต่ายของสงฆ์ แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๑๓๔) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได้เผาหญ้ามุงกระต่ายของสงฆ์ แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”(เรื่องที่ ๑๓๕) เรื่องลักเสนาสนะของสงฆ์ ๗ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได้ลักเตียงของสงฆ์ แล้วเกิดความกังวลใจว่าเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๑๓๖) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได้ลักตั่งของสงฆ์ แล้วเกิดความกังวลใจว่าเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๑๓๗) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได้ลักฟูกของสงฆ์ แล้วเกิดความกังวลใจว่าเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๑๓๘) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได้ลักหมอนของสงฆ์ แล้วเกิดความกังวลใจว่าเราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๑๓๙) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได้ลักบานประตูของสงฆ์ แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๑๔๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๒๙}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได้ลักบานหน้าต่างของสงฆ์ แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๑๔๑) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได้ลักไม้กลอนของสงฆ์ แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิก” (เรื่องที่ ๑๔๒) เรื่องของมีเจ้าของไม่ควรนำไปใช้ ๑ เรื่อง

ข้อ ๑๕๗

สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายได้นำเสนาสนะเครื่องใช้สอยประจำในวิหาร ของอุบาสกคนหนึ่งไปใช้สอยที่อื่น อุบาสกนั้นตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพระคุณเจ้าทั้งหลายจึงนำเครื่องใช้สอยประจำในที่แห่งหนึ่ง ไปใช้ในที่อีกแห่งหนึ่งเล่า” ภิกษุทั้งหลาย จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เครื่องใช้สอยในที่แห่งหนึ่ง ไม่พึงนำไปใช้สอยในที่อีกแห่งหนึ่งภิกษุใดพึงใช้สอย ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๑๔๓) เรื่องของมีเจ้าของควรขอยืม ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายรังเกียจการนำเสนาสนะเครื่องใช้สอยไปโรงอุโบสถบ้างที่ประชุมบ้าง จึงนั่งบนพื้นดิน เนื้อตัวและจีวรจึงเปื้อนฝุ่น ภิกษุทั้งหลาย จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้นำไปใช้ได้ชั่วคราว” (เรื่องที่ ๑๔๔) เรื่องภิกษุณีชาวกรุงจำปา ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุณีผู้เป็นอันเตวาสินีของภิกษุณีถุลลนันทา ไปยังตระกูล อุปัฏฐากของภิกษุณีถุลลนันทา ในกรุงจัมปา บอกคนในตระกูลว่า “ภิกษุณีถุลลนันทาประสงค์จะดื่มยาคูปรุงด้วยของ ๓ อย่าง” เมื่อเขาหุงหาให้แล้วเธอกลับนำไปฉันเสียเอง ภิกษุณีถุลลนันทารู้เข้าจึงกล่าวหาภิกษุณีนั้นว่า “เธอไม่เป็พระ” ภิกษุณีนั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๓๐}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ เกิดความกังวลใจจึงบอกความนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย พวกภิกษุณีจึงบอกแก่ภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุได้นำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีนั้นไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติปาจิตตีย์เพราะกล่าวเท็จทั้งที่รู้” (เรื่องที่ ๑๔๕) เรื่องภิกษุณีชาวกรุงราชคฤห์ ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุณีผู้เป็นอันเตวาสินีของภิกษุณีถุลลนันทา ไปยังตระกูลอุปัฏฐากของภิกษุณีถุลลนันทาในกรุงราชคฤห์ บอกคนในตระกูลว่า “ภิกษุณีถุลลนันทาประสงค์จะฉันขนมรวงผึ้ง” เมื่อสั่งให้เขาทอดแล้วเธอกลับนำไปฉันเสียเองภิกษุณีถุลลนันทารู้เข้าจึงกล่าวหาภิกษุณีนั้นว่า “เธอไม่เป็นพระ” ภิกษุณีนั้นเกิดความกังวลใจจึงบอกความนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย พวกภิกษุณีจึงบอกแก่ภิกษุทั้งหลายพวกภิกษุได้นำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า“ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีนั้นไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะกล่าวเท็จทั้งที่รู้” (เรื่องที่ ๑๔๖) เรื่องพระอัชชุกะชาวกรุงเวสาลี ๑ เรื่อง

ข้อ ๑๕๘

คหบดีผู้เป็นอุปัฏฐากของพระอัชชุกะ ในกรุงเวสาลี มีบุตร ๑ คน หลาน ๑ คน ต่อมา เขาสั่งเสียท่านพระอัชชุกะว่า “ท่านพึงบอกที่ฝังทรัพย์แก่เด็กผู้มีศรัทธาเลื่อมใส ในจำนวนเด็ก ๒ คนนี้” แล้วถึงแก่กรรม เวลานั้นปรากฏว่าหลานชายของคหบดีเป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส ท่านพระอัชชุกะจึงบอกที่ฝังทรัพย์แก่เธอ เธอนำทรัพย์สมบัติมาตั้งเป็นกองทุนและเริ่มให้ทาน ต่อมาบุตรของคหบดีนั้น ได้เรียนถามท่านพระอานนท์ว่า “พระคุณเจ้า อานนท์ ใครเป็นทายาทของพ่อ ลูกหรือหลาน” “ธรรมดาลูกต้องเป็นทายาทของพ่อ” “ท่านขอรับ พระคุณเจ้าอัชชุกะบอกทรัพย์สมบัติของกระผมแก่คู่แข่งของ กระผมไปแล้ว”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๓๑}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ “โยม ท่านพระอัชชุกะไม่เป็นพระ” ลำดับนั้น ท่านพระอัชชุกะกล่าวกับท่านพระอานนท์ว่า “ท่านอานนท์ ท่านโปรดให้การวินิจฉัยแก่กระผมเถิด ขอรับ” ท่านพระอุบาลีอยู่ฝ่ายพระอัชชุกะ ถามพระอานนท์ว่า “ท่านอานนท์ ภิกษุรูปใดบอกขุมทรัพย์แก่บุคคลตามที่เจ้าของสั่งให้บอก ภิกษุรูปนั้นจะต้องอาบัติอะไร” ท่านพระอานนท์ตอบว่า “ภิกษุนั้นจะไม่ต้องอาบัติอะไรเลย โดยที่สุดแม้แต่อาบัติทุกกฏ” ท่านพระอุบาลีจึงกล่าวว่า “พระอัชชุกะนี้อันเจ้าของทรัพย์สั่งไว้ว่า ท่านโปรดบอกที่ฝังทรัพย์นี้แก่บุคคลชื่อนี้ จึงได้บอกแก่ผู้นั้น ดังนั้นพระอัชชุกะจึงไม่ต้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๔๗) เรื่องทารกชาวกรุงพาราณสี ๑ เรื่อง

ข้อ ๑๕๙

ตระกูลอุปัฏฐากของท่านพระปิลินทวัจฉะในกรุงพาราณสี ถูกโจรปล้นและพาเด็กไป ๒ คน ต่อมา ท่านพระปิลินทวัจฉะช่วยนำเด็กหนีออกมาไว้ที่ปราสาทด้วยอิทธิฤทธิ์ ชาวบ้านเลื่อมใสว่า นี้เป็นอิทธานุภาพของท่านพระปิลินทวัจฉะโดยแท้ ภิกษุทั้งหลายจึงตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนท่านปิลินทวัจฉะจึงนำเด็กที่พวกโจรพาตัวไปมาเล่า” แล้วนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีฤทธิ์ไม่ต้องอาบัติเพราะวิสัยแห่งฤทธิ์” (เรื่องที่ ๑๔๘) เรื่องภิกษุชาวกรุงโกสัมพี ๑ เรื่อง

ข้อ ๑๖๐

สมัยนั้น พระปัณฑุกะและพระกปิละเป็นเพื่อนกัน รูปหนึ่งอยู่ใน อาวาสใกล้หมู่บ้าน อีกรูปหนึ่งอยู่ในกรุงโกสัมพี ต่อมาเพื่อนภิกษุผู้อยู่ในหมู่บ้านเดินทางจากหมู่บ้านไปกรุงโกสัมพี ระหว่างทาง ข้ามแม่น้ำ เปลวมันข้นที่หลุดจากมือของพวกคนฆ่าหมูลอยมาติดที่เท้า เธอจึงเก็บไว้ด้วยตั้งใจว่าจะให้คืนแก่เจ้าของพวกเจ้าของกล่าวหาภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นพระ” หญิงเลี้ยงโคคนหนึ่งพบท่านข้าม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๓๒}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วินีตวัตถุ น้ำจึงได้กล่าวกับท่านดังนี้ว่า “ท่าน นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิด เจ้าค่ะ” ท่านคิดว่า แม้ตามปกติ เราก็ไม่เป็นพระอยู่แล้ว จึงเสพเมถุนธรรมกับหญิงเลี้ยงโค แล้วเดินทางถึงกรุงโกสัมพี เล่าเรื่องนั้นให้ภิกษุทั้งหลายฟัง พวกภิกษุจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นไม่ต้องอาบัติ ปาราชิกเพราะถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ แต่ต้องอาบัติปาราชิกเพราะเสพเมถุนธรรม” (เรื่องที่ ๑๔๙) เรื่องสัทธิวิหาริกของพระทัฬหิกะกรุงสาคละ ๑ เรื่อง

ข้อ ๑๖๑

สมัยนั้น ภิกษุสัทธิวิหาริกของท่านพระทัฬหิกะ กรุงสาคละ อยาก จะสึกจึงไปลักผ้าโพกของชาวร้านตลาดมาแล้ว ได้กล่าวกับท่านพระทัฬหิกะดังนี้ว่า“กระผมไม่เป็นพระเสียแล้วจักสึกล่ะ ขอรับ” “คุณทำผิดอะไรเล่า” “กระผมลักผ้าโพกของชาวร้านตลาด” ท่านพระทัฬหิกะให้นำผ้านั้นมาตีราคา ราคาผ้าไม่ถึง ๕ มาสก ท่านพระ ทัฬหิกะกล่าวว่า “เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก” แล้วได้แสดงธรรมีกถาให้ฟัง ภิกษุนั้นยินดียิ่ง (เรื่องที่ ๑๕๐) ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๓๓}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

วินีตวตฺถุวณฺณนา

[อรรถาธิบายอุทานคาถาในวินีตวัตถุ]

ในคาถาแห่งวินีตวัตถุ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์ ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในอนุบัญญัตินั่นแล.

ในเรื่องที่ ๒ มีวินิจฉัยดังนี้ :-

ขึ้นชื่อว่า จิตของพวกปุถุชน ละปกติไปด้วยอำนาจกิเลสมีราคะเป็นต้น ย่อมวิ่งไป คือพล่านไป ได้แก่ เร่ร่อนไป. ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้เว้นความทำลายทางกายทวารและวจีทวารเสีย จะพึงทรงบัญญัติอาบัติด้วยเหตุเพียงจิตตุปบาท (เพียงเกิดความคิด)ใครจะพึงสามารถทำตนไม่ให้เป็นอาบัติได้เล่า?

เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติ เพราะเพียงแต่เกิดความคิดขึ้น. แต่ภิกษุก็ไม่ควรเป็นไปในอำนาจแห่งจิต, ควรห้ามจิตไว้ด้วยกำลังแห่งการพิจารณาทีเดียวแล.

เรื่องการจับต้องผ้า ทำให้ผ้าไหวและทำให้ผ้าเคลื่อนจากฐาน มีเนื้อความตื้นแล้วทั้งนั้น.

ส่วนเรื่องทั้งหลายซึ่งถัดจากเรื่องที่ทำผ้าให้เคลื่อนจากฐานนั้นไป มีเรื่องว่า ภิกษุมีไถยจิต หยิบทรัพย์นั้นขึ้นจากพื้นดิน เป็นที่สุด มีเนื้อความตื้นแล้วทั้งนั้น.

ในเรื่องตอบคำถามนำ มีวินิจฉัยดังนี้ :-

บทว่า อาทิยิ ความว่า ภิกษุเจ้าของจีวร จับแล้ว คือยึดไว้ว่าท่านเป็นโจร. ส่วนภิกษุผู้ลักจีวรนอกนี้ เมื่อถูกภิกษุเจ้าของจีวรถามว่า จีวรของผม ใครลักไป? จึงได้ให้คำปฏิญญา โดยเสมอกับคำถามว่า ผมลักไป.

จริงอยู่ ถ้าภิกษุเจ้าของจีวรนอกนี้จักกล่าวว่า จีวรของผม ใครถือเอา ใครนำไป ใครเก็บไว้?แม้ภิกษุนี้ก็จะพึงตอบว่า ผมถือเอา หรือว่า ผมนำไป หรือว่า ผมเก็บไว้ แน่นอน. ธรรมดาว่าปากอันธรรมดาแต่งไว้เพื่อประโยชน์แก่การบริโภค และเพื่อประโยชน์แก่การพูด แต่เว้นไถยจิตเสีย ก็ไม่เป็นอวหาร. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ เธอไม่เป็นอาบัติ เพราะตอบตามคำถามนำ ดังนี้.

อธิบายว่า ไม่เป็นอาบัติ เพราะเพียงแต่กล่าวโดยสำนวนโวหาร.

เรื่องที่ถัดจากเรื่องตอบตามคำถามนำนั้นไป ซึ่งมีเรื่องผ้าโพกเป็นที่สุด ทั้งหมดมีเนื้อความตื้นแล้วทั้งนั้น.

____________________________

วิ. มหา. เล่ม ๑/ข้อ ๑๒๘/ หน้า ๑๐๕

วิ. มหา. เล่ม ๑/ข้อ ๑๓๑/ หน้า ๑๐๗

วิ. มหา. เล่ม ๑/ข้อ ๑๓๒/ หน้า ๑๐๗

ในเรื่องศพที่ยังสด มีวินิจฉัยดังนี้ :-

บทว่า อธิวตฺโถ ความว่า เปรตเกิดขึ้นในศพนั้นนั่นเอง เพราะความอยากในผ้าสาฎก.

บทว่า อนาทิยนฺโต ความว่า ภิกษุไม่เชื่อคำของเปรตนั้น หรือไม่ทำความเอื้อเฟื้อ.

หลายบทว่า ตํ สรีรํ อุฏฺฐหิตฺวา ความว่า เปรตบังคับให้ศพนั้นลุกขึ้น ด้วยอานุภาพของตน. เพราะเหตุนั้น พระอุบาลีเถระจึงกล่าวไว้ว่า ศพนั้นลุกขึ้น (เดินตามหลังภิกษุนั้นไป)

สองบทว่า ทฺวารํ ถเกสิ ความว่า วิหารของภิกษุมีอยู่ในที่ใกล้ป่าช้านั้นเอง เพราะเหตุนั้น ภิกษุเป็นผู้กลัวอยู่โดยปกติ จึงรีบเข้าไปในวิหารนั้นนั่นเอง แล้วปิดประตู.

สองบทว่า ตตฺเถว ปริปติ ความว่า เมื่อภิกษุปิดประตูแล้วเปรตเป็นผู้หมดความอาลัยในผ้าสาฎก จึงละทิ้งศพนั้นไว้ แล้วไปตามยถากรรม. เพราะเหตุนั้น ร่างศพนั้นก็ล้มลง. มีคำอธิบายว่า ตกไปในที่นั้นนั่นแล.

สองบทว่า อภินฺเน สรีเร ความว่า อันผ้าบังสุกุลที่ศพสดซึ่งยังอุ่นอยู่ ภิกษุไม่ควรถือเอา. เมื่อภิกษุถือเอา อุปัทวะเห็นปานนี้ย่อมมี และภิกษุย่อมต้องทุกกฏ แต่จะถือเอาที่ศพแตกแล้ว ควรอยู่.

____________________________

วิ. มหา. เล่ม ๑/ข้อ ๑๒๘/ หน้า ๑๐๙

ถามว่า ก็ศพจะจัดว่า แตกแล้ว ด้วยเหตุเพียงไร?

แก้ว่า แม้ด้วยเหตุเพียงถูกจะงอยปากหรือเขี้ยวอันสัตว์ทั้งหลายมีกา พังพอน สุนัขและสุนัขจิ้งจอกเป็นต้น กัดแล้วนิดหน่อย. ส่วนอวัยวะของศพใดที่ล้มลง เพียงผิวหนังถลอกไปด้วยการครูดสี. หนังยังไม่ขาดออก, ศพนั้นนับว่ายังสดทีเดียว, แต่เมื่อหนังขาดออกแล้วจัดว่าแตกแล้ว. แม้ศพใดในเวลายังมีชีวิตนั่นเอง มีฝีโรคเรื้อนและต่อม หรือแผลแตกพรุนทั่วไป, แม้ศพนี้ชื่อว่าแตกแล้ว. ตั้งแต่วันที่ ๓ ไป แม้สรีระที่ถึงความเป็นซากศพ โดยเป็นศพที่ขึ้นพองเป็นต้น จัดว่าเป็นศพที่แตกแล้วโดยแท้.

อนึ่ง แม้ในศพที่ยังไม่แตกโดยประการทั้งปวง แต่คนผู้ดูแลป่าช้า หรือมนุษย์เหล่าอื่นให้ถือเอา ควรอยู่ ถ้าไม่ได้มนุษย์อื่น, ควรจะเอาศัสตราหรือวัตถุอะไรทำให้เป็นแผลแล้ว จึงถือเอา. แต่ในศพเพศตรงกันข้าม ภิกษุควรตั้งสติไว้ ประคองสมณสัญญาให้เกิดขึ้น ทำให้เป็นแผลที่ศีรษะ หรือที่หลังมือและหลังเท้าแล้วถือเอาสมควรอยู่.

ในเรื่องอันเป็นลำดับแห่งสรีระยังไม่แตกนั้น มีวินิจฉัยดังนี้ :-

หลายบทว่า กุสํ สงฺกาเมตฺวา จีวรํ อคฺคเหสิ มีความว่า ภิกษุลักด้วยกุสาวหาร ในบรรดาเถยยาวหาร ปสัยหาวหาร ปริกัปปาวหาร ปฏิจฉันนาวหารและกุสาวหาร ซึ่งได้แสดงไว้แล้วแต่เพียงชื่อ ในการพรรณนาเนื้อความแห่งบทนี้ว่า อาทิเยยฺย ในเบื้องต้น.

และพึงทราบความต่างกันแห่งอวหารเหล่านี้ ดังจะกล่าวต่อไปนี้ :-

[อรรถาธิบายอวหาร ๕ อย่าง]

จริงอยู่ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งแอบทำโจรกรรมมีการตัดที่ต่อเป็นต้น ลักทรัพย์ซึ่งมีเจ้าของ ในเวลากลางคืนหรือกลางวัน หรือหลอกลวงฉ้อเอาด้วยเครื่องตวงโกง และกหาปณะปลอมเป็นต้น, อวหารของภิกษุรูปนั้นนั่นแลผู้ถือเอาทรัพย์นั้น พึงทราบว่า เป็นเถยยาวหาร.

ฝ่ายภิกษุใดข่มเหงผู้อื่น คือกดขี่เอาด้วยกำลัง, ก็หรือขู่กรรโชก คือแสดงภัย ถือเอาทรัพย์เป็นของชนเหล่านั้น เหมือนพวกโจรผู้ฆ่าเชลย ทำประทุษกรรม มีฆ่าคนเดินทางและฆ่าชาวบ้านเป็นต้น(และ) เหมือนอิสรชนมีพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชาเป็นต้น ซึ่งทำการริบเอาเรือนของผู้อื่นด้วยอำนาจความโกรธและใช้พลการเก็บพลี เกินกว่าพลีที่ถึงแก่ตน, อวหารของภิกษุนั้นผู้ถือเอาอย่างนั้น พึงทราบว่า เป็นปสัยหาวหาร.

ส่วนอวหารของภิกษุผู้กำหนดหมายไว้แล้วถือเอา ท่านเรียกว่า ปริกัปปาวหาร. ปริกัปปาวหารนั้น มี ๒ อย่าง เนื่องด้วยกำหนดหมายสิ่งของ และกำหนดหมายโอกาส.

[อรรถาธิบายภัณฑปริกัป]

ใน ๒ อย่างนั้น ภัณฑปริกัป พึงทราบอย่างนี้ :-

ภิกษุบางรูปในศาสนานี้มีความต้องการด้วยผ้าผ้าสาฎก จึงเข้าไปยังห้อง หมายใจไว้ว่าถ้าจักเป็นผ้าสาฎก เราจักถือเอา, ถ้าจักเป็นด้าย เราจักไม่ถือเอา แล้วถือเอากระสอบไปในเวลากลางคืน. ถ้าในกระสอบนั้นมีผ้าสาฎก เป็นปาราชิก ในขณะที่ยกขึ้นนั่นเอง.

ถ้ามีด้าย ยังรักษาอยู่. เธอนำออกไปข้างนอก แก้ออกรู้ว่า เป็นด้าย นำมาวางไว้ยังที่เดิมอีก ยังรักษาอยู่เหมือนกัน, แม้รู้ว่าเป็นด้าย แล้วเดินไปด้วยคิดว่า ได้สิ่งใดก็ต้องถือเอาสิ่งนั้น พึงปรับอาบัติด้วยย่างเท้า. วางไว้บนภาคพื้นแล้วถือเอา ต้องปาราชิก ในขณะที่ยกขึ้น.

เธอถูกพวกเจ้าของเขาร้องเอะอะขึ้นว่า ขโมย ขโมย แล้วทิ้งหนีไป ยังรักษาอยู่. พวกเจ้าของพบแล้วถือเอาไป อย่างนั้นนั่นเป็นการดี ถ้าคนอื่นบางคนถือเอา เป็นภัณฑไทยแก่เธอ. ภายหลังเมื่อพวกเจ้าของกลับไปแล้ว เธอเห็นของนั้นเข้าเองจึงถือเอา ด้วยคิดว่า ของนี้ เรานำออกมาก่อน บัดนี้ เป็นของๆ เราละดังนี้ ยังรักษาอยู่ แต่เป็นภัณฑไทย.

แม้เมื่อภิกษุกำหนดหมายไว้แล้วถือเอาโดยนัยเป็นต้นว่า ถ้าจักเป็นด้าย เราจักถือเอา ถ้าจักเป็นผ้าสาฎก เราจักไม่ถือเอา ถ้าจักเป็นเนยใส เราจักถือเอา ถ้าจักเป็นน้ำมัน เราจักไม่ถือเอา ดังนี้ มีนัยเหมือนกันนั่นแล.

ส่วนในอรรถกถามหาปัจจรีเป็นต้น ท่านกล่าวไว้ว่า แม้ภิกษุมีความต้องการด้วยผ้าสาฎก ถือเอากระสอบผ้าสาฎกนั่นแหละออกไปวางไว้ข้างนอกแก้ออกแล้วเห็นว่านี้เป็นผ้าสาฎก แล้วไปพึงปรับด้วยการยกเท้าเหมือนกัน.

แต่ในอรรถมหาปัจจรีเป็นต้นนี้ ปริกัปชื่อว่าย่อมปรากฏ เพราะเธอได้กำหนดหมายสิ่งของไว้ว่าถ้าจักเป็นผ้าสาฎก เราจักถือเอา ปริกัปปาวหาร ชื่อว่าไม่ปรากฏ เพราะเห็นแล้วจึงลัก. แต่ในมหาอรรถกถา ท่านปรับอวหารแก่ภิกษุผู้ยกขึ้นซึ่งสิ่งของที่ตนกำหนดหมายไว้ ที่ตนมองไม่เห็นแต่คงตั้งอยู่ในความเป็นสิ่งของที่ตนกำหนดหมายไว้แล้วนั่นเอง. เพราะเหตุนั้น ปริกัปปาวหารจึงชื่อว่าปรากฏในมหาอรรถกถานั้น.

อวหารที่กล่าวไว้ในมหาอรรถกถานั้น สมด้วยพระบาลีว่า ตํ มญฺญมาโน ตํ อวหริ สำคัญว่า เป็นสิ่งนั้น ลักสิ่งนั้น ฉะนี้แล. บรรดาปริกัปทั้ง ๒ นั้น ปริกัปนี้ใดที่เป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า ถ้าจักเป็นผ้าสาฎก เราจักถือเอา ดังนี้ ปริกัปนี้ชื่อว่า ภัณฑปริกัป.

____________________________

บาลีเป็น อวหรติฯ

[อรรถาธิบายโอกาสปริกัป]

ส่วนโอกาสปริกัป พึงทราบอย่างนี้ :-

ภิกษุโลเลบางรูปในศาสนานี้เข้าไปยังบริเวณของผู้อื่น หรือเรือนของตระกูล หรือโรงซึ่งเป็นที่ทำการงานในป่าก็ดีแล้วนั่งในที่นั้น ด้วยการสนทนาปราศรัย ชำเลืองดูบริขารอันเป็นที่ตั้งแห่งความโลภบางอย่าง. ก็แลเมื่อชำเลืองดู พบเห็นแล้วจึงได้ทำความกำหนดหมายไว้ ด้วยอำนาจสถานที่มีประตู หน้ามุข ภายใต้ปราสาท บริเวณซุ้มประตูและโคนไม้เป็นต้นแล้วกำหนดหมายไว้ว่า ถ้าพวกชนจักเห็นเราในระหว่างนี้ เราจักคืนให้แก่ชนเหล่านั้นนั่นแหละ ทำทีเป็นหยิบ เพื่อต้องการจะดูเที่ยวไป ถ้าพวกเขาจักไม่เห็นไซร้ เราก็จักลักเอา ดังนี้. พอเมื่อภิกษุนั้นถือเอาทรัพย์นั้นล่วงเลยแดนกำหนดที่หมายไว้ไป เป็นปาราชิก.

ถ้าเธอกำหนดหมายแดนอุปจารไว้ เดินมุ่งหน้าไปทางนั่นเอง มนสิการกรรมฐานเป็นต้นอยู่ก็ดี ส่งใจไปทางอื่นก็ดี ก้าวล่วงแดนอุปจารไป ด้วยทั้งไม่มีสติ เป็นภัณฑไทย.

แม้ถ้าเมื่อเธอไปถึงที่นั้นแล้ว มีโจร ช้าง เนื้อร้ายหรือมหาเมฆตั้งขึ้น และเธอก้าวล่วงสถานที่นั้นไปโดยเร็ว เพราะใคร่จะพ้นจากอุปัทวะนั้น เป็นภัณฑไทยเหมือนกัน.

ก็ในคำนี้ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เพราะในเบื้องต้นนั่นเอง เธอถือเอาด้วยไถยจิตฉะนั้นจึงรักษาไว้ไม่ได้ เป็นอวหารทีเดียว. นี้เป็นนัยในมหาอรรถกถาก่อน. ส่วนในมหาปัจจรี ท่านกล่าวไว้ว่า แม้ถ้าเธอรูปนั้นขึ้นขี่ช้างหรือม้าอยู่ภายในแดนกำหนด ไม่ขับช้างหรือม้านั้นไปเองท่านไม่ให้ผู้อื่นขับไป แม้เมื่อล่วงเลยแดนกำหนดไป ย่อมไม่เป็นปาราชิก เป็นเพียงภัณฑไทยเท่านั้น.

ในปริกัป ๒ อย่างนั้น ปริกัปที่เป็นไปว่า ถ้าพวกชนจักเห็นเราในระหว่างนี้ เราจักคืนแก่ชนเหล่านั้นนั่นแหละ ทำทีเป็นหยิบ เพื่อต้องการจะดูเที่ยวไป นี้ชื่อว่าโอกาสปริกัป.

อวหารของภิกษุผู้กำหนดไว้แล้วถือเอาด้วยอำนาจแห่งปริกัป แม้ทั้ง ๒ เหล่านี้ดังพรรณนามาอย่างนี้ พึงทราบว่าเป็นปริกัปปาวหาร.

[อรรถาธิบายปฏิจฉันนาวหาร]

ส่วนการปกปิดไว้แล้วจึงลัก ชื่อว่าปฏิจฉันนาวหาร.

ปฏิจฉันนาวหารนั้น พึงทราบอย่างนี้ :-

ก็ภิกษุรูปใด เมื่อพวกมนุษย์กำลังเล่นอยู่ หรือกำลังเข้าไปในสวนเป็นต้น เห็นสิ่งของคือเครื่องอลังการซึ่งเขาถอดวางไว้จึงเอาฝุ่นหรือใบไม้ปกปิดไว้ ด้วยคิดในใจว่า ถ้าเราจักก้มลงถือเอา พวกมนุษย์จักรู้เราว่า สมณะถือเอาอะไร? แล้วจะพึงเบียดเบียนเราจึงคิดว่า ภายหลัง เราจักถือเอา ดังนี้, การยกสิ่งของขึ้นด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ยังไม่มีแก่ภิกษุรูปนั้น เพราะเหตุนั้น จึงไม่เป็นอวหารก่อน.

แต่เวลาใด พวกมนุษย์เหล่านั้นประสงค์จะเข้าไปภายในบ้าน แม้เมื่อค้นหาสิ่งของนั้น ก็ไม่เห็นจึงคิดว่า บัดนี้ ค่ำมืดแล้ว, พรุ่งนี้ก่อนเถิด พวกเราจึงจักรู้ แล้วก็ไปทั้งที่ยังมีความอาลัยอยู่นั่นเอง,เวลานั้น เมื่อภิกษุนั้นยกสิ่งของนั้นขึ้น เป็นปาราชิกในขณะที่ยกขึ้น.

แต่เมื่อภิกษุถือเอาในเวลาที่ปกปิดไว้แล้วนั่นเองด้วยสกสัญญาว่า เป็นของเรา หรือด้วยบังสุกุลสัญญาว่า บัดนี้ มนุษย์เหล่านั้นไปแล้ว พวกเขาได้ทิ้งสิ่งของนี้แล้ว เป็นภัณฑไทย.

เมื่อมนุษย์เหล่านั้นกลับมาในวันที่ ๒ แม้ตรวจค้นดูแล้วก็ไม่เห็น จึงได้ทอดธุระกลับไป สิ่งของที่เธอถือเอาเป็นภัณฑไทยเหมือนกัน. เพราะเหตุไร? เพราะเหตุว่าพวกเขาไม่เห็นสิ่งของด้วยความพยายามของภิกษุนั้น.

ส่วนภิกษุใดพบเห็นสิ่งของเห็นปานนั้น ซึ่งยังคงตั้งอยู่ในที่เดิมนั่นเอง ไม่ได้ปกปิดไว้ แต่มีไถยจิต เอาเท้าเหยียบกดให้จมลงในเปือกตมหรือในทราย, พอเธอกดให้จมลงเท่านั้น เป็นปาราชิก.

[อรรถาธิบายกุสาวหาร]

การสับเปลี่ยนสลากแล้วลัก ท่านเรียกว่า กุสาวหาร.

แม้กุสาวหารนั้น พึงทราบดังนี้ :-

ภิกษุรูปใด เมื่อภิกษุจีวรภาชกะกำลังจัดวางสลากแจกจีวร ใคร่จะนำเอาส่วนของภิกษุรูปอื่น ซึ่งมีราคามากกว่าที่ตั้งอยู่ใกล้ส่วนของตนไป ใคร่จะวางไม้สลากที่จีวรภาชกภิกษุวางไว้ในส่วนของตนลงไว้ในส่วนของภิกษุรูปอื่น จึงยกขึ้น ยังรักษาอยู่ก่อน. เธอวางลงไว้ในส่วนของภิกษุรูปอื่น ก็ยังรักษาอยู่เหมือนกัน. แต่ในเวลาใด เมื่อเธอวางไม้สลากลงไว้แล้ว ยกไม้สลากของภิกษุรูปอื่นขึ้นจากส่วนของภิกษุรูปอื่น, เวลานั้นพอเธอสักว่ายกขึ้น ก็เป็นปาราชิก.

ถ้าเธอยกไม้สลากขึ้นจากส่วนของภิกษุรูปอื่นเสียก่อน เพราะใคร่จะวางลงไว้ในส่วนของตน ในขณะที่ยกขึ้นยังรักษาอยู่,ในขณะที่วางลงไว้ ก็ยังรักษาอยู่, และยกไม้สลากของตนขึ้นจากส่วนของตน ในขณะที่ยกขึ้นนั่นเอง ยังรักษาอยู่,เมื่อยกไม้สลากนั้นขึ้นแล้ว วางลงไว้ในส่วนของภิกษุรูปอื่น พอพ้นจากมือก็เป็นปาราชิก.

แต่ถ้าไม้สลากที่วางไว้ในส่วนทั้งสองมองไม่เห็น. ภายหลัง เมื่อภิกษุที่เหลือไปแล้ว นวกภิกษุรูปนอกนี้ถามว่า ท่านขอรับ ไม้สลากของผม ย่อมไม่ปรากฏ. ภิกษุผู้เฒ่าจึงพูดว่า คุณ แม้ของข้าพเจ้าก็ไม่ปรากฏ. นวกภิกษุถามว่า ท่านขอรับ ก็ส่วนของผมเป็นไฉน? ภิกษุผู้เฒ่าจึงแสดงส่วนของตนว่า นี้ส่วนของคุณ. เมื่อนวกภิกษุรูปนั้นโต้แย้งหรือไม่โต้แย้งก็ตาม รับเอาส่วนนั้นไป, ภิกษุนอกนี้ยกส่วนของนวกภิกษุนั้นขึ้น ต้องปาราชิกในขณะที่ยกขึ้น.

แม้หากว่า เมื่อนวกภิกษุนั้นถึงจะเรียนว่า ผมจะไม่ยอมให้ส่วนของผมแก่ท่าน และท่านรู้ส่วนของตนแล้ว จงถือเอาเถิด. ภิกษุผู้เฒ่าถึงแม้รู้อยู่ว่า นี้ไม่ใช่ส่วนของเรา ได้ถือเอาส่วนของนวกภิกษุรูปนั้นนั่นเอง เป็นปาราชิกในขณะที่ยกขึ้น.

แต่ถ้าภิกษุนอกนี้คิดว่า จะมีประโยชน์อะไรด้วยการวิวาทนี้ว่า นี้ส่วนของท่าน นี้ส่วนของผมจึงพูดว่า จะเป็นส่วนที่ถึงแก่ผมก็ตาม ถึงแก่ท่านก็ตาม ส่วนใดดี ท่านจงถือเอาส่วนนั้นเถิด ดังนี้. เธอชื่อว่าถือเอาส่วนที่เขาให้แล้ว จึงไม่มีอวหารในการถือเอานี้.

ถ้าภิกษุนั้นกลัวต่อความถกเถียงกัน อันพวกภิกษุเตือนว่า คุณจงรับเอาส่วนตามที่คุณชอบใจเถิดก็เว้นส่วนที่ดีซึ่งถึงแก่ตนเสีย ถือเอาส่วนที่เลวนั่นแลไป. ภายหลัง แม้เมื่อภิกษุนอกนี้ถือเอาส่วนที่ยังเหลือจากที่เลือกแล้ว ก็ไม่เป็นอวหารเหมือนกัน ฉะนี้แล.

____________________________

ประโยควรรคนี้ ตามเชิงอรรถไว้ก็ดี ในอรรถโยชนาก็ดี

และสารัตถทีปนีก็ดี มีตกหล่นอยู่หลายศัพท์ แปลตามเชิงอรรถดังนี้ :-

ภิกษุรูปใด ใคร่จะนำเอาส่วนของภิกษุรูปอื่น ซึ่งมีราคาน้อยกว่า

หรือมากกว่า หรือเท่าๆ กัน โดยราคาแห่งส่วนของตน

ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ส่วนของตนไป ดังนี้.

สามนต์ฉบับที่เราใช้อยู่นี้ จะลอกคัดตกไปกระมัง

เพราะในอรรถโยชนาและสารัตถทีปนี ก็มีแก้ไว้.

จบกถาว่าด้วยการสับเปลี่ยนสลาก

กถาปรารภเรื่องทั่วไป

ก็พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ในอรรถกถาทั้งหลายว่า การแจกจีวรอย่างเดียวเท่านั้น มาแล้วด้วยอำนาจการสับเปลี่ยนสลากในที่นี้ แต่ควรนำความเกิดขึ้นแห่งปัจจัยทั้ง ๔ และการแจกมาแสดงไว้ด้วย.

ก็แล ครั้นกล่าวไว้อย่างนั้นแล้ว จึงกล่าวกถาปรารภจีวรที่เกิดขึ้น เริ่มต้นแต่เรื่องหมอชีวกนี้ว่าพระเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับคู่ผ้าที่ทอในแคว้นสีพีของข้าพระองค์เถิด,และขอทรงอนุญาตคฤหบดีจีวรแก่ภิกษุสงฆ์ด้วยเถิดดังนี้ โดยพิสดารในจีวรขันธกะ,

กล่าวบิณฑบาตกถา เริ่มต้นแต่สูตรนี้ว่า ก็โดยสมัยนั้นแล กรุงราชคฤห์มีภิกษาฝืดเคืองมนุษย์ทั้งหลายไม่อาจทำสังฆภัต นิมันตนภัต สลากภัต ปักขิกภัต อุโปสถิกภัต ปาฏิปทิกภัต ดังนี้โดยพิสดารในเสนาสนขันธกะ,

กล่าวอาคตเสนาสนกถา เริ่มต้นแต่เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์นี้ว่า ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุสัตตรสวัคคีย์ซ่อมแซมวิหารซึ่งตั้งอยู่ปลายแดนหลังใดหลังหนึ่ง ด้วยหมายใจว่า พวกเราจักอยู่จำพรรษาในวิหารนี้พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ได้เห็นพวกภิกษุสัตตรสวัคคีย์ กำลังซ่อมแซมวิหารแล ดังนี้ โดยพิสดารในเสนาสนขันธกะนั่นเอง,

และกล่าวกถาปรารภเภสัชมีเนยใสเป็นต้น ในที่สุดแห่งเสนาสนกถานั้น โดยพิสดาร.

ส่วนข้าพเจ้าจักกล่าวกถานั้นทั้งหมด ในอนาคตสถานแห่งกถานั้นๆ นั่นแล. เมื่อข้าพเจ้ากล่าวอย่างนั้น เหตุเป็นอันข้าพเจ้ากล่าวไว้เสร็จแล้วในเบื้องต้นทีเดียว.

____________________________

วิ. มหา. เล่ม ๕/ข้อ ๑๓๕/หน้า ๑๙๑

วิ. จุลฺล. เล่ม ๗/ข้อ ๓๒๕/หน้า ๑๔๖

วิ. จุลฺล. เล่ม ๗/ข้อ ๒๗๖/หน้า ๑๒๔

เรื่องเรือนไฟถัดจากเรื่องนี้ไป มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น.

ในวิฆาสวัตถุ ๕ เรื่อง มีวินิจฉัยดังนี้ :-

ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นให้อนุปสัมบันทำให้เป็นของควร แล้วฉัน. แต่เมื่อภิกษุจะถือเอาเนื้อซึ่งเป็นเดน พึงถือเอาเนื้อที่สัตว์เหล่านั้นกินเหลือทิ้งแล้ว. ถ้าอาจจะให้สัตว์เหล่านั้นซึ่งกำลังกินอยู่ให้ทิ้งไปแล้วถือเอา, แม้เนื้อที่เป็นเดนนั้น ก็ควร. แต่ไม่ควรถือเอา เพื่อประโยชน์แก่การคุ้มครองตน และเพื่อความเป็นผู้มีความเอ็นดูในสัตว์อื่น.

ในเรื่องแจกข้าวสุก ของควรเคี้ยว ขนม อ้อยและผลมะพลับ มีวินิจฉัยดังนี้ :-

ภิกษุอ้างบุคคลซึ่งไม่มีตัวว่า ท่านจงให้ส่วนแก่ภิกษุรูปอื่นอีก.

สองบทว่า อมูลกํ อคฺคเหสิ ความว่า เธอได้กล่าวมุสาวาท ถือเอาส่วนที่ไม่มีตัวบุคคลเป็นมูลอย่างเดียว. เธอหาได้ถือเอาส่วนนั้นด้วยไถยจิตไม่. เพราะเหตุนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ตรัสถามว่า เธอมีจิตอย่างไร? ตรัสว่า เป็นปาจิตตีย์.

จริงอยู่ เมื่อเธอกล่าวว่า ท่านจงให้ส่วนแก่ภิกษุอีกรูปหนึ่ง วัตถุแห่งปาราชิกย่อมไม่ปรากฏและพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ตรัสถามในฐานะเช่นนี้. แต่ถ้าคำนั้นจะพึงเป็นวัตถุแห่งปาราชิกไซร้, พึงทราบว่า พึงเป็นทุกกฏเท่านั้น เหมือนเป็นทุกกฏ เพราะการตู่เอาสวน ฉะนั้น. ความสังเขปในเรื่องนี้มีเท่านี้.

ส่วนความพิสดาร พึงทราบดังนี้ :-

ก็สิ่งใดเป็นของมีอยู่แห่งสงฆ์เท่านั้น เมื่อสิ่งนั้นอันภิกษุซึ่งสงฆ์สมมติหรือมิได้สมมติก็ตาม แจกอยู่, เมื่อภิกษุกล่าวว่า ท่านจงให้ส่วนแก่ภิกษุอีกรูปหนึ่งคืออ้างบุคคลที่ไม่มีตัว อย่างนั้น ถือเอาด้วยการกล่าวเท็จอย่างเดียว เป็นปาจิตตีย์ด้วย เป็นภัณฑไทยด้วย. เมื่อภิกษุถือเอาด้วยไถยจิต ก็มีนัยเหมือนกันนี้.

ภิกษุรูปใดไม่ได้อ้างบุคคล กล่าวว่า ท่านจงให้อีกส่วนหนึ่ง แล้วถือเอาก็ดี นับพรรษาโกงถือเอาก็ดี, ภิกษุรูปนั้นพึงปรับตามราคาของ.

ส่วนสิ่งใดเป็นของพวกคฤหัสถ์ที่เขาแจกถวายสงฆ์ในเรือน หรือในอารามของคฤหัสถ์เหล่านั้นครั้นเมื่อสิ่งของนั้นอันเจ้าของก็ดี ชนอื่นซึ่งเจ้าของวานอย่างนี้ว่า ท่านจงถวายแก่ภิกษุนี้ก็ดี ถวายอยู่. แม้เมื่อภิกษุกล่าวว่า ท่านจงให้อีกส่วนหนึ่งแล้วถือเอาด้วยไถยจิต ไม่เป็นทั้งปาราชิก ไม่เป็นทั้งภัณฑไทย. แต่เป็นภัณฑไทยแก่ภิกษุผู้ถือเอา ด้วยโกงพรรษา.

เมื่อสิ่งของนั้นอันชนอื่นซึ่งเจ้าของมิได้วานอย่างนี้ว่า ท่านจงถวายแก่ภิกษุนี้ ถวายอยู่. เมื่อภิกษุอ้างบุคคลถือเอาตามนัยก่อนนั่นแล เป็นปาจิตตีย์ด้วย เป็นภัณฑไทยด้วย.

เมื่อภิกษุกล่าวว่า ท่านจงให้อีกส่วนหนึ่ง แล้วถือเอาด้วยไถยจิตก็ดี ถือเอาด้วยนับพรรษาโกงก็ดี พึงปรับตามราคาของ.

ก็วินิจฉัยนี้ ใครๆ ก็อาจรู้ได้ในอรรถกถาชื่อกุรุนที, แต่ในอรรถกถาอื่นๆ รู้ได้ยาก ทั้งมีพิรุธด้วย.

สองบทว่า อมูลกํ อคฺคเหสิ ความว่า เมื่อพวกเจ้าของถวายภิกษุถือเอาได้.

หลายบทว่า อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกกสฺส ความว่า สิ่งของที่พวกเจ้าของถวายแล้ว ภิกษุถือเอาได้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า ภิกษุนั้นไม่เป็นอาบัติ.

หลายบทว่า อาปตฺติ สมฺปชานมุสาวาเท ปาจิตฺติยสฺส ความว่า เพราะสัมปชานมุสาวาทที่ภิกษุรูปนั้นกล่าว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงปรับเป็นปาจิตตีย์ ดุจในเรื่องข้าวยาคูที่ปรุงด้วยของ ๓ อย่างข้างหน้า.

ส่วนในการถือเอา พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ :-

อาหารมีข้าวสุกเป็นต้นของสงฆ์อันภิกษุซึ่งสงฆ์สมมติ หรือชนทั้งหลายมีอารามิกะเป็นต้นซึ่งสงฆ์สั่งไว้กำลังถวาย และอาหารมีข้าวสุกเป็นต้น เป็นของพวกคฤหัสถ์อันเจ้าของหรือชนอื่นซึ่งเจ้าของวาน กำลังถวายเมื่อภิกษุกล่าวว่า ท่านจงให้ส่วนแก่ภิกษุอีกรูปหนึ่ง แล้วถือเอาเป็นภัณฑไทย. เมื่อภิกษุถือเอาอาหารมีข้าวสุกเป็นต้นที่ชนอื่นกำลังถวาย พึงปรับตามราคาสิ่งของ.

เมื่ออาหารมีข้าวสุกเป็นต้นอันภิกษุซึ่งสงฆ์มิได้สมมติ หรือคนที่เจ้าของมิได้วาน ถวายอยู่ ภิกษุเมื่อกล่าวว่า ท่านจงให้อีกส่วนหนึ่ง แล้วถือเอาก็ดี นับพรรษาโกง ถือเอาก็ดี พึงปรับตามราคาสิ่งของ ในขณะที่ยกส่วนนั้นขึ้นทีเดียว ดุจในปัตตจตุกกะฉะนั้น.

อาหารมีข้าวสุกเป็นต้นที่เหล่าชนนอกนี้ถวายอยู่ เมื่อภิกษุถือเอาด้วยอาการอย่างนั้น เป็นภัณฑไทย. ส่วนสิ่งของๆ คฤหัสถ์ที่เจ้าของเขาวานไว้ว่า ท่านจงถวายแก่ภิกษุนี้ก็ดี เจ้าของเขาถวายเองก็ดี ก็เป็นอันถวายดีแล้ว ฉะนี้แล.

ในอธิการว่าด้วยวัตถุมีข้าวสุกเป็นต้นนี้ มีสาระจากคำวินิจฉัยในอรรถกถาทั้งปวงเพียงเท่านี้.

ในเรื่องทั้งหลายมีเรื่องร้านขายข้าวสุกเป็นต้น มีวินิจฉัยดังนี้ :-

เรือนสำหรับหุงข้าวสวยขาย ชื่อโอทนิยฆระ (คือร้านขายข้าวสุก). เรือนสำหรับแกงเนื้อขาย ชื่อสูนาฆระ (คือร้านขายแกงเนื้อ). เรือนสำหรับเจียวทอดของขบเคี้ยวขาย ชื่อปูวฆระ (คือร้านขายขนม).

คำที่เหลือในเรื่องร้านขายข้าวสุกเป็นต้นนี้ มีปรากฏชัดแล้วในเรื่องบริขารนั่นแล.

____________________________

บาลีเดิมเป็น สูนฆรํ.

ในเรื่องตั่ง มีวินิจฉัยดังนี้ :-

ภิกษุรูปนั้นกำหนดหมายถุงไว้ แล้วจึงให้ตั่งเลื่อนไป ด้วยคิดว่า เราจักถือเอาถุง ซึ่งมาถึงที่นี้. เพราะเหตุนั้น ในการเลื่อนตั่งไป อวหารจึงไม่มีแก่ภิกษุรูปนั้น. แต่ท่านปรับเป็นปาราชิกในการให้เลื่อนไปแล้วถือเอา จากโอกาสที่กำหนดหมายไว้. ก็ภิกษุเมื่อนำไปอย่างนั้น ถ้าไม่มีไถยจิตในตั่ง พระวินัยธรพึงให้ตีราคาถุง ปรับอาบัติ. ถ้ามีแม้ในตัวตั่ง ควรให้ตีราคาทั้ง ๒ อย่าง ปรับอาบัติ.

๓ เรื่องมีเรื่องฟูกเป็นต้น ปรากฏชัดแล้วทีเดียว.

ใน ๓ เรื่องมีเรื่องการถือเอาด้วยวิสาสะเป็นต้น ไม่เป็นอาบัติ เพราะการถือเอา. เมื่อพวกเจ้าของให้นำมาคืน เป็นภัณฑไทย. ส่วนของภิกษุผู้เข้าไปบิณฑบาต ภิกษุรูปที่ยังอยู่ภายในอุปจารสีมาเท่านั้นรับเอา จึงควร. แต่ถ้าพวกทายกเผดียงแม้แก่พวกภิกษุผู้อยู่ภายนอกอุปจารว่า พวกท่านรับเอาเถิด ขอรับ! ภิกษุทั้งหลายมาแล้วจักฉันด้วยคำเผดียงอย่างนี้ แม้พวกภิกษุผู้อยู่ภายในบ้านจะรับเอา ก็ควร.

คำที่เหลือในเรื่องทั้ง ๓ นี้มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น.

ใน ๗ เรื่องมีเรื่องขโมยมะม่วงเป็นต้น มีวินิจฉัยดังนี้ :-

ไม่เป็นอาบัติ เพราะถือเอาด้วยบังสุกุลสัญญา, เมื่อพวกเจ้าของให้นำมาคืน เป็นภัณฑไทย, เพราะบริโภคด้วยไถยจิต เป็นปาราชิก.

ในเรื่องทั้งหลายมีเรื่องพวกขโมยลักมะม่วงเป็นต้นนั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

ทั้งพวกเจ้าของก็มีความอาลัย ทั้งพวกโจรก็มีความอาลัย, เมื่อภิกษุฉันด้วยบังสุกุลสัญญา เป็นภัณฑไทย.

เมื่อถือเอาด้วยไถยจิต เป็นอวหารในขณะที่ยกขึ้นนั่นเอง, ภิกษุนั้นอันพระวินัยธร พึงให้ตีราคาสิ่งของปรับอาบัติ.

พวกเจ้าของยังมีความอาลัย แต่พวกโจรหมดความอาลัย ก็มีนัยเหมือนกันนี้.

พวกเจ้าของหมดความอาลัย พวกโจรหมดความอาลัย ซ่อนไว้ในที่รกชัฏแห่งใดแห่งหนึ่งด้วยคิดว่า จักถือเอาอีก ดังนี้แล้วไป มีนัยเหมือนกันนี้. ทั้ง ๒ ฝ่ายหมดความอาลัย, เมื่อภิกษุขบฉันด้วยบังสุกุลสัญญา ไม่เป็นอาบัติ, เมื่อขบฉันด้วยไถยจิต เป็นทุกกฏ.

ส่วนในมะม่วงเป็นต้นของสงฆ์ มีวินิจฉัยดังนี้ :-

ผลไม้มีมะม่วงเป็นต้นซึ่งเกิดอยู่ในสังฆาราม หรือที่เขานำมาถวายก็ตามที ซึ่งมีราคา ๕ มาสกหรือเกินกว่า ๕ มาสก. เมื่อภิกษุลักไป เป็นปาราชิก.

ในปัจจันตชนบท เมื่อพวกชาวบ้านอพยพหนีไป เพราะอุปัทวะคือโจร, พวกภิกษุก็ละทิ้งวิหารไป ทั้งที่ยังมีความอุตสาหะอยู่นั่นเอง ด้วยคิดว่า เมื่อชนบทสงบลงแล้ว พวกเราจักกลับมา. พวกภิกษุไปถึงวิหารเช่นนั้น คิดว่า ผลไม้ทั้งหลายมีมะม่วงสุกเป็นต้น เป็นของที่เขาละทิ้งแล้ว จึงฉันด้วยบังสุกุลสัญญา ไม่เป็นอาบัติ. เมื่อฉันด้วยไถยจิต เป็นอวหาร. ภิกษุรูปนั้นอันพระวินัยธรพึงให้ตีราคาของ ปรับอาบัติ.

ส่วนในมหาปัจจรีและในสังเขปอรรถกถา ท่านกล่าวไว้โดยไม่แปลกกันว่า

เมื่อภิกษุฉันผลไม้น้อยใหญ่ในวัดร้างด้วยไถยจิต ไม่เป็นปาราชิก.

เพราะเหตุไร? เพราะเหตุว่า ผลไม้ทั้งหลายในวัดร้างเป็นของๆ พวกภิกษุที่มาแล้วๆ. ก็เหตุสักว่ามีความอุตสาหะเท่านั้น เป็นประมาณในผลไม้ที่เป็นของๆ คณะ และที่เป็นของจำเพาะบุคคล.

แต่ถ้าภิกษุให้ผลมะม่วงสุกเป็นต้นจากผลไม้ที่เป็นของคณะหรือของบุคคลนั้น เพื่อประโยชน์แก่การสงเคราะห์ตระกูล ย่อมต้องทุกกฏ เพราะกุลทูสกสิกขาบท.

ภิกษุเมื่อให้ด้วยไถยจิต พึงปรับอาบัติตามราคา (สิ่งของ).

แม้ในผลไม้ที่เป็นของสงฆ์ ก็มีนัยเหมือนกันนี้.

เมื่อภิกษุให้ผลมะม่วงสุกเป็นต้นที่เขากำหนดไว้เพื่อประโยชน์แก่เสนาสนะ เพื่อต้องการแก่การสงเคราะห์ตระกูล เป็นทุกกฏ,เมื่อให้เพราะความที่ตนมีอิสระ เป็นถุลลัจจัย, เมื่อให้ด้วยไถยจิต เป็นปาราชิก. ถ้าวัตถุแห่งปาราชิกยังไม่พอ พึงปรับอาบัติตามราคา (สิ่งของ).

เมื่อภิกษุนั่งฉันอยู่ภายนอกอุปจารสีมา เพราะความที่ตนมีอิสระ ก็เป็นสินใช้. ผลไม้ที่ภิกษุเคาะระฆังประกาศเวลา แล้วขบฉันด้วยทำในใจว่า ของนี้ถึงแก่เรา ดังนี้ก็เป็นอันขบฉันดีแล้ว. ผลไม้ที่ภิกษุไม่เคาะระฆัง เป็นแต่ประกาศเวลาอย่างเดียวแล้ว ฉันก็ดี เคาะระฆังอย่างเดียวแต่ไม่ประกาศเวลา ฉันก็ดีไม่เคาะทั้งระฆังไม่ประกาศทั้งเวลา ฉันก็ดี รู้ว่าไม่มีภิกษุเหล่าอื่นแล้ว ฉันด้วยคิดว่า ผลไม้นี้ถึงแก่เรา ดังนี้ก็ดีเป็นอันฉันดีแล้วเหมือนกัน.

เรื่องสวนดอกไม้ ๒ เรื่อง ปรากฏชัดแล้วทีเดียว.

ใน ๓ เรื่องของภิกษุผู้พูดตามคำบอก มีวินิจฉัยดังนี้ :-

สองบทว่า วุตฺโต วชฺเชมิ ความว่า ผมเป็นผู้อันท่านบอกแล้ว จะบอกตามคำของท่าน.

หลายบทว่า อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส ความว่า ผ้าสาฎกอันพวกเจ้าของถวายแล้ว จึงไม่เป็นอาบัติ.

หลายบทว่า น จ ภิกฺขเว วุตฺโต วชฺเชมีติ วตฺตพฺโพ ความว่า ภิกษุรูปอื่นอันภิกษุอีกรูปหนึ่ง ไม่พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ผมเป็นผู้อันท่านบอกแล้ว จะบอกตามคำของท่าน. ก็ภิกษุจะทำความกำหนดพูดว่า ผมจักถือเอาผ้าสาฎกอันนี้ตามคำของท่าน ควรอยู่.

สองบทว่า วุตฺโต วชฺเชหิ ความว่า ท่านเป็นผู้อันผมบอกแล้วจงบอกตามคำของผม. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. ภิกษุจะทำความกำหนดพูดใน ๒ เรื่องแม้นี้ ก็ควร. จริงอยู่ ภิกษุย่อมเป็นผู้พ้นจากการข้อนขอด ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล.

ในเรื่องซึ่งมีอยู่ท่ามกลางแห่งเรื่องแก้วมณี ๓ เรื่อง มีวินิจฉัยดังนี้ :-

สองบทว่า นาหํ อกลฺลโก ความว่า ผมหาได้เป็นผู้อาพาธไม่.

คำที่เหลือปรากฎชัดแล้วทีเดียว.

ในเรื่องสุกร ๒ เรื่อง พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ :-

ชื่อว่า ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุรูปที่หนึ่ง เพราะค่าที่เธอเห็นว่า มันมีความหิวครอบงำ แล้วปล่อยไปด้วยความเป็นผู้มีกรุณา แม้โดยแท้,ถึงกระนั้น เมื่อพวกเจ้าของไม่ยินยอม ย่อมเป็นภัณฑไทย, ควรจะนำสุกรที่ตายที่ใหญ่เท่านั้นมาใช้ให้ หรือให้สิ่งของที่มีราคาเท่านั้นก็ได้. ถ้าเธอไม่เห็นพวกเจ้าของบ่วงแม้ในที่ไหนๆ พึงวางผ้ากาสาวะหรือถาดซึ่งมีราคาเท่านั้น ไว้ในที่ซึ่งพวกเจ้าของนั้นมาแล้วจะเห็นได้โดยรอบแห่งบ่วง แล้วจึงไป. แต่เป็นปาราชิกแก่ภิกษุผู้ปล่อยไปด้วยไถยจิตแท้.

ก็บรรดาสุกรเหล่านี้ สุกรบางตัวเอาเท้าดึงบ่วง พอบ่วงขาดแล้ว ยืนอยู่ด้วยกิริยายืนซึ่งมีอันให้เคลื่อนจากฐานได้เป็นธรรมดา เหมือนเรือที่ผูกไว้ที่กระแสน้ำเชี่ยวฉะนั้น บางตัวยืนอยู่ตามธรรมดาของตน, บางตัวนอน, บางตัวเป็นสัตว์อันบ่วงโกงมัดไว้แล้ว.

ที่ชื่อว่าบ่วงโกง ได้แก่ บ่วงที่มีไม้คันธนู หรือขอ หรือท่อนไม้อื่นบางอย่าง ติดไว้ที่ปลาย, และเป็นบ่วงที่คล้องไว้ที่ต้นไม้เป็นต้น ในที่นั้นๆ กันมิให้สุกรเดินไปได้.

ในสุกรเหล่านั้น สุกรที่ดึงบ่วงยืนอยู่มีฐานเดียวเท่านั้น คือที่ผูกบ่วง.

จริงอยู่ สุกรนั้นเมื่อบ่วงหลุด หรือพอบ่วงขาด ย่อมหนีไปได้.

สุกรที่ยืนอยู่ตามธรรมดาของตนมีฐาน ๕ คือที่ผูกและเท้าทั้ง ๔. สุกรที่นอนอยู่มีฐาน ๒ คือ ที่ผูก ๑ ที่นอน ๑. สุกรที่ติดบ่วง มันไปในที่ใดๆ ที่นั้นๆ แลเป็นฐาน. เพราะเหตุนั้น ภิกษุ ๑๐ รูปก็ดี ๒๐ รูปก็ดี ๑๐๐ รูปก็ดี เมื่อปล่อยสุกรนั้นพ้นไปจากฐานนั้นๆ ย่อมต้องปาราชิกเหมือนภิกษุหลายรูปเห็นทาสคนเดียวเท่านั้นมาแล้วในที่นั้นๆ แล้วให้หนีไปเสีย ต้องปาราชิก ฉะนั้น.

ส่วนการให้สุกรทั้ง ๓ ข้างต้นดิ้นรนไปและให้เคลื่อนจากฐาน พึงทราบตามนัยที่กล่าวไว้แล้วในกถาว่าด้วยสัตว์ ๔ เท้า. แม้เมื่อภิกษุให้ปล่อยสุกรที่สุนัขกัดไปด้วยการุญญาธิบาย เป็นภัณฑไทย, ด้วยไถยจิต เป็นปาราชิก. แต่ไม่เป็นอวหารแก่ภิกษุผู้เดินสวนทางไป แล้วยังสุกรซึ่งยังไม่ทันถึงที่ตั้งบ่วง หรือที่ใกล้สุนัข ให้หนีไปเสียก่อน.

แม้ภิกษุรูปใดให้เหยื่อและน้ำแก่สุกรที่ติดแล้ว ให้มันได้กำลังแล้วทำการตะเพิด ด้วยตั้งใจว่า มันจักตกใจ แล้วหนีไปเสีย,ถ้ามันหนีไป ภิกษุนั้นต้องปาราชิก. แม้เมื่อภิกษุทำบ่วงให้ชำรุด แล้วไล่ให้หนีไปด้วยเสียงตะเพิด ก็มีนัยเหมือนกันนี้.

ฝ่ายภิกษุใดให้เหยื่อและน้ำแล้วไปเสีย ด้วยทำในใจว่า มันจักได้กำลังแล้วหนีไปเสีย, ถ้ามันหนีไป เป็นภัณฑไทยแก่ภิกษุรูปนั้น. แม้เมื่อภิกษุทำบ่วงให้ชำรุดแล้วไปเสีย ก็มีนัยเหมือนกันนี้.

ภิกษุวางมีดหรือก่อไฟไว้ใกล้บ่วง ด้วยคิดว่า เมื่อบ่วงถูกมีดตัดขาด หรือถูกไฟไหม้ มันจักหนีเอง. สุกรให้บ่วงเคลื่อนไปมา แล้วหนีไปได้ ในเมื่อบ่วงถูกตัดขาดหรือถูกไฟไหม้ เป็นภัณฑไทยแก่ภิกษุรูปนั้นโดยแท้. ภิกษุทำให้บ่วงพร้อมทั้งคันล้มลง ภายหลังสุกรเหยียบย่ำบ่วงนั้นไปเสีย เป็นภัณฑไทย.

สุกรเป็นสัตว์ถูกหินฟ้าถล่มทั้งหลายทับแล้ว. เมื่อภิกษุใคร่จะให้สุกรนั้นหนีไป จึงยกฟ้าถล่มขึ้นด้วยความกรุณา เป็นภัณฑไทย,ยกขึ้นด้วยไถยจิต เป็นปาราชิก. ถ้าเมื่อฟ้าถล่มนั้น พอภิกษุยกขึ้นแล้ว สุกรยังไม่ไป ภายหลังจึงไป เป็นภัณฑไทยเท่านั้น. ภิกษุยังฟ้าถล่มที่เขายกขึ้นค้างไว้ให้ตกลง, ภายหลัง สุกรเหยียบฟ้าถล่มนั้นไปเสีย เป็นภัณฑไทย.

เมื่อภิกษุช่วยยกขึ้น แม้ซึ่งสุกรที่ตกหลุมพรางแล้วด้วยความกรุณา เป็นภัณฑไทย, ยกขึ้นด้วยไถยจิต เป็นปาราชิก. ภิกษุยังหลุมพรางให้เต็ม ให้ใช้ไม่ได้, ภายหลังสุกรเหยียบย่ำหลุมพรางนั้นไปเสีย เป็นภัณฑไทย. ภิกษุช่วยสุกรที่ถูกหลาวแทงแล้ว ด้วยความกรุณา เป็นภัณฑไทย, ยกขึ้นด้วยไถยจิต เป็นปาราชิก. ภิกษุซักหลาวทิ้งเสีย เป็นภัณฑไทย.

อนึ่ง เมื่อพวกชาวบ้านดักบ่วงหรือฟ้าถล่มไว้ในพื้นที่วัด ภิกษุควรห้ามว่า ที่นี้เป็นสถานที่พึ่งอาศัยของพวกเนื้อ,พวกท่านอย่าทำอย่างนี้ในที่นี้เลย ถ้าพวกเขากล่าวว่า ท่านจงให้นำออกไปเสียขอรับ ภิกษุจะให้นำออกไปเสีย ก็ควร. ถ้าเขานำออกไปเสียเอง เป็นความดีแท้.

ถ้าเจ้าของเขาไม่นำออกไปเอง ทั้งไม่ยอมให้ผู้อื่นนำออก, จะขออารักขาแล้วให้นำออกเสีย ก็ควร.

ในเวลารักษาข้าวกล้า พวกชาวบ้านย่อมทำบ่วงและเครื่องดักสัตว์ทั้งหลายมีฟ้าถล่มเป็นต้นไว้ในนาด้วยพูดว่า พวกเราจักรักษาข้าวกล้า กินเนื้อไปด้วย. ครั้นฤดูข้าวกล้าผ่านไปแล้ว เมื่อพวกเขาไม่มีความอาลัย หลีกไปภิกษุจะปล่อยสุกรที่ติดหรือที่ตกแล้ว ในบ่วงและฟ้าถล่มเป็นต้นนั้นควรอยู่.

วินิจฉัยแม้ในเรื่องเนื้อ ๒ เรื่องก็เป็นเช่นกับที่กล่าวไว้แล้วในเรื่องสุกรนั่นเอง.

แม้ในเรื่องปลา ๒ เรื่องก็มีนัยเหมือนกันนี้.

ส่วนความแปลกกัน มีดังต่อไปนี้ :-

เมื่อภิกษุเปิดปากไซออก ภายหลังจึงแก้กระพุ้งออก หรือทำเป็นช่องไว้ที่ข้าง แล้วเคาะให้ปลาหนีออกไปจากไซ เป็นปาราชิก. เป็นปาราชิกแม้แก่ภิกษุผู้แสดงเมล็ดข้าวสุกนั่นแลล่อปลาให้หนีไป. เมื่อยกปลาขึ้นพร้อมทั้งไซ ก็เป็นปาราชิก. ภิกษุเปิดปากไซออกอย่างเดียว ภายหลังจึงแก้กระพุ้งออก หรือทำเป็นช่องไว้, และปลาทั้งหลายก็หนีไปตามธรรมดาของตน เป็นภัณฑไทย.

ภิกษุทำไว้อย่างนี้แล้ว จึงแสดงเมล็ดข้าวสุกล่อปลา ปลาทั้งหลายหนีออกไป เพื่อต้องการอาหาร เป็นภัณฑไทยเหมือนกัน.

ภิกษุเปิดปาก (ไซ) ออกแล้ว ภายหลังไม่ได้แก้กระพุ้งออก ทั้งไม่ได้ทำเป็นช่องไว้ที่ข้าง เอาแต่เมล็ดข้าวสุกแสดงล่ออย่างเดียว, ส่วนปลาทั้งหลาย เพราะถูกความหิวครอบงำ จึงเอาศีรษะกระแทกทำช่องแล้ว หนีออกไป เพื่อต้องการอาหาร เป็นภัณฑไทยเหมือนกัน.

ภิกษุเปิดปากไซเปล่าไว้ หรือภายหลังแก้กระพุ้งออก หรือทำเป็นช่องไว้, ปลาทั้งหลายที่ว่ายมาแล้วๆ ถึงประตูแล้วก็หนีไปทางกระพุ้งและช่อง เป็นภัณฑไทยเหมือนกัน.

ภิกษุจับไซเปล่าโยนไปไว้บนพุ่มไม้ เป็นภัณฑไทยเหมือนกัน ฉะนี้แล.

ภัณฑะบนยาน ก็เป็นเช่นกับภัณฑะในถุงที่วางไว้บนตั่ง.

ในเรื่องชิ้นเนื้อ มีวินิจฉัยดังนี้ :-

ถ้าภิกษุรับเอา (ชิ้นเนื้อ) ในอากาศที่ๆ ภิกษุรับเอานั่นเองเป็นฐาน. พึงกำหนดฐานนั้นด้วยอาการ ๖ แล้วทราบการให้เคลื่อนจากฐาน. คำที่เหลือในเรื่องชิ้นเนื้อนี้ และในเรื่องแพไม้ เรื่องคนเลี้ยงโค กับเรื่องผ้าสาฎกของช่างย้อม พึงวินิจฉัยโดยนัยแห่งเรื่องมีเรื่องพวกขโมยลักมะม่วงเป็นต้น.

ในเรื่องหม้อ มีวินิจฉัยดังนี้ :-

ภิกษุใดถือเอาเนยใสและน้ำมันเป็นต้นซึ่งมีราคาไม่ถึงบาท ด้วยทำในใจว่า เราจักไม่ทำอย่างนี้อีก ตั้งอยู่ในสังวร แม้ในวันที่สองเป็นต้น เมื่อเกิดความคิดขึ้นอีก ก็ทำการทอดธุระเหมือนอย่างนั้นนั่นแล ขณะฉันก็ฉันเนยใสและน้ำมันเป็นต้นนั้นแม้ทั้งหมด,ไม่เป็นปาราชิกเลย, เธอย่อมต้องทุกกฏหรือถุลลัจจัย และเป็นภัณฑไทยด้วย. ภิกษุแม้นี้ก็ได้ทำอย่างนั้นเหมือนกัน. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก. ก็เมื่อภิกษุไม่ทำการทอดธุระ แต่ฉันเนยใสและน้ำมันเป็นต้นนั้น แม้ทีละน้อยๆ ด้วยตั้งใจว่า เราจักฉันทุกวันๆ ดังนี้, ในวันใดมีราคาเต็มบาท, ในวันนั้นเป็นปาราชิก.

เรื่องชักชวนกันลัก พึงทราบตามนัยแห่งการวินิจฉัยที่กล่าวแล้วในสังวิธาวหาร.

เรื่องกำมือ พึงทราบตามนัยแห่งการวินิจฉัยที่กล่าวแล้วในเรื่องทั้งหลายมีเรื่องร้านขายข้าวสุกเป็นต้น,

เรื่องเนื้อเดน ๒ เรื่อง พึงทราบตามนัยแห่งการวินิจฉัยที่กล่าวแล้วในเรื่องทั้งหลายมีเรื่องขโมยลักมะม่วงเป็นต้น.

เรื่องหญ้า ๒ เรื่องมีเนื้อความตื้นทั้งนั้น.

ในเรื่องทั้งหลายมีเรื่องให้แบ่งมะม่วงเป็นต้น มีวินิจฉัยดังนี้ :-

ภิกษุเหล่านั้นได้ไปยังอาวาสใกล้หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งมีกำหนดจำนวนภิกษุไว้. พวกภิกษุผู้อยู่ในอาวาสแห่งนั้นนั่นแหละ แม้เมื่อจะฉันผลไม้น้อยใหญ่ ในเมื่อพระอาคันตุกะเหล่านั้นมาแล้ว ไม่ได้บอกกัปปิยการกว่าพวกเธอจงถวายผลไม้แก่พระเถระทั้งหลาย. คราวนั้น ภิกษุเหล่านั้นจึงกล่าวว่า มะม่วงของสงฆ์ ไม่ถึงแก่พวกกระผมหรือ? จึงให้เคาะระฆังแจกกัน ได้ถวายส่วนแก่ภิกษุเจ้าถิ่นแม้เหล่านั้น ตามลำดับพรรษา แม้ตนเองก็ฉัน. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสแก่พระอาคันตุกะเหล่านั้นว่า ภิกษุทั้งหลาย เพื่อต้องการฉัน ไม่เป็นอาบัติ. เพราะเหตุนั้น บัดนี้ ในอาวาสใด ภิกษุเจ้าของถิ่นไม่ถวายแก่พวกภิกษุอาคันตุกะ และเมื่อถึงหน้าผลไม้เห็นว่าภิกษุอาคันตุกะเหล่าอื่นไม่มี ตนเองก็ฉันเสีย ด้วยกิริยาที่เป็นโจร, การที่พวกภิกษุอาคันตุกะเคาะระฆังขึ้นแล้ว แจกกันฉันในอาวาสเช่นนั้น ย่อมควร.

ส่วนในต้นไม้ใด พวกภิกษุเจ้าของถิ่นรักษาต้นไม้ทั้งหลาย เมื่อถึงหน้าผลไม้ก็แจกกันฉัน ทั้งนำไปใช้ในปัจจัย ๔ โดยชอบ,พวกภิกษุอาคันตุกะไม่มีอิสระในต้นไม้นั้น. ต้นไม้แม้เหล่าใดที่ทายกกำหนดถวายไว้ เพื่อประโยชน์แก่จีวร, พวกภิกษุอาคันตุกะไม่มีอิสระในต้นไม้แม้เหล่านั้น.

แม้ในต้นไม้ทั้งหลายที่ทายกกำหนดถวายไว้เพื่อประโยชน์แก่ปัจจัยที่เหลือ ก็มีนัยเหมือนกันนี้.

ส่วนต้นไม้เหล่าใดที่ทายกไม่ได้กำหนดไว้อย่างนั้น และพวกภิกษุเจ้าถิ่นก็รักษาปกครองต้นไม้เหล่านั้นไว้ ทั้งฉันอยู่ด้วยกิริยาที่เป็นโจร,ในต้นไม้เหล่านั้น พระอาคันตุกะทั้งหลายไม่ควรตั้งอยู่ในข้อกติกาของพวกภิกษุเจ้าถิ่น. ต้นไม้เหล่าใดที่ทายกถวายไว้เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่การบริโภคผล และพวกภิกษุเจ้าถิ่นก็รักษาปกครองต้นไม้เหล่านั้นไว้ นำไปใช้สอยโดยชอบ,ในต้นไม้เหล่านั้นนั่นแหละ พระอาคันตุกะทั้งหลายควรตั้งอยู่ในข้อกติกาของพวกภิกษุเจ้าถิ่นเหล่านั้น.

____________________________

ประโยชน์นี้ อัตถโยชนา ๑/๓๕๔... เนว รกฺขิตฺวา น โคปิตฺวา โจรกาย ปริภุญฺชนฺติ แปลว่า ... ทั้งไม่ได้รักษาไม่ได้คุ้มครอง ฉันด้วยกิริยาโจร.

ส่วนในมหาปัจจรี ท่านกล่าวไว้ว่า ภิกษุเมื่อฉันผลไม้ ที่ทายกกำหนดถวายไว้เพื่อปัจจัย ๔ ด้วยไถยจิต พึงให้ตีราคาสิ่งของปรับอาบัติ, เมื่อแจกกันฉันด้วยอำนาจการบริโภค เป็นภัณฑไทย,

ก็บรรดาผลไม้เหล่านี้ เมื่อภิกษุแจกกันฉันผลไม้ที่ทายกกำหนดไว้เพื่อประโยชน์แก่เสนาสนะ ด้วยอำนาจการบริโภค เป็นถุลลัจจัยด้วย เป็นภัณฑไทยด้วย.

ผลไม้ที่ทายกอุทิศถวายไว้เพื่อประโยชน์แก่จีวร ควรน้อมเข้าไปในจีวรเท่านั้น. ถ้าเป็นวัดที่มีภิกษาหาได้โดยยาก ภิกษุทั้งหลายย่อมลำบากด้วยบิณฑบาต, ส่วนจีวรหาได้ง่าย จะทำอปโลกนกรรมเพื่อความเห็นชอบแห่งสงฆ์ แล้วน้อมเข้าไปในบิณฑบาต ก็ควร.

เมื่อลำบากอยู่ด้วยเสนาสนะหรือคิลานปัจจัย จะทำอปโลกนกรรมเพื่อความเห็นชอบแห่งสงฆ์ แล้วน้อมเข้าไปเพื่อประโยชน์แก่เสนาสนะและคิลานปัจจัยนั้น ก็ควร.

แม้ในผลไม้ที่ทายกอุทิศถวายไว้เพื่อประโยชน์แก่บิณฑบาต และเพื่อประโยชน์แก่คิลานปัจจัย ก็มีนัยเหมือนกันนี้.

ส่วนสิ่งของที่ทายกอุทิศถวายไว้เพื่อประโยชน์แก่เสนาสนะ เป็นครุภัณฑ์, ควรรักษาปกครองสิ่งนั้นไว้ แล้วน้อมเข้าไปเพื่อประโยชน์แก่เสนาสนะนั้นเท่านั้น. ก็ถ้าเป็นวัดที่ภิกษาหาได้โดยยาก, ภิกษุทั้งหลายจะเลี้ยงอัตภาพให้เป็นไปด้วยบิณฑบาตไม่ได้, ในวัดหรือรัฐนี้ วิหารของพวกภิกษุผู้อพยพไปในที่อื่น เพราะราชภัย โรคภัยและโจรภัยเป็นต้น ย่อมชำรุดไป, ชนเหล่าอื่นย่อมทำต้นตาลและต้นมะพร้าวเป็นต้นให้เสียหายไป, ส่วนภิกษุอาศัยเสนาสนปัจจัยแล้ว ย่อมอาจเลี้ยงอัตภาพให้เป็นไปได้, ในกาลเห็นปานนี้ แม้จำหน่ายเสนาสนะแล้วบริโภค เพื่อประโยชน์แก่การรักษาเสนาสนะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตไว้แล้ว. เพราะฉะนั้น เว้นเสนาสนะที่ดีไว้ หนึ่งหลังหรือสองหลัง เสนาสนะนอกนี้ ตั้งต้นแต่เสนาสนะเลวที่สุด จะจำหน่ายเพื่อประโยชน์แก่บิณฑบาต ก็ควร,แต่ไม่ควรน้อมเข้าไปทำให้วัตถุที่เป็นมูลเดิมขาด.

ส่วนในสวนที่ทายกกำหนดถวายไว้เพื่อประโยชน์แก่ปัจจัย ๔ ไม่ควรทำอปโลกนกรรม, แต่จะน้อมเข้าไปเพื่อประโยชน์แก่ปัจจัยที่ยังพร่องอยู่ ย่อมสมควร. ควรรักษาสวนไว้ แม้จะจ่ายสินจ้างไปให้รักษาไว้ ก็ควร.

ส่วนชนเหล่าใดได้รับสินจ้าง สร้างเรือนอยู่รักษาในสวนนั่นเอง, ถ้าชนเหล่านั้นถวายมะพร้าวหรือผลตาลสุกแก่ภิกษุทั้งหลายผู้มาแล้ว,ชนผู้รักษาสวนเหล่านั้นย่อมได้เพื่อถวายผลไม้ เฉพาะที่สงฆ์อนุญาตแก่พวกเขาว่า พวกเธอจะกินผลไม้มีประมาณเท่านี้ได้ทุกวัน ดังนี้. การที่ภิกษุจะรับเอาผลไม้ของชนเหล่านั้น แม้ผู้ถวายมากยิ่งขึ้นไปกว่าผลไม้ที่สงฆ์อนุญาตนั้น ย่อมไม่ควร.

ส่วนผู้ใดได้รับเช่าสวนแล้ว ย่อมถวายเฉพาะกัปปิยภัณฑ์เท่านั้นแก่สงฆ์ เพื่อประโยชน์แก่ปัจจัย ๔,ผู้นี้ย่อมได้เพื่อถวายผลไม้แม้มาก. แม้สวนที่ทายกถวายไว้แก่พระเจดีย์ เพื่อประโยชน์แก่ประทีปหรือเพื่อต้องการปฏิสังขรณ์สิ่งที่ชำรุดหักพัง สงฆ์ควรรักษาไว้, ถึงจะจ่ายสินจ้างไปบ้าง ก็ควรให้รักษาไว้.

ก็แลในสวนที่ทายกถวายไว้แก่พระเจดีย์นี้ จะจ่ายสินจ้างที่เป็นของเจดีย์บ้าง ที่เป็นของสงฆ์บ้าง ควรอยู่. การถวายผลไม้ที่เกิดขึ้นในสวนนั้น (แก่ภิกษุทั้งหลายผู้มาแล้วๆ) ของพวกชนผู้พักอยู่ในสวนนั้นนั่นเอง รักษาสวนแม้นั้นอยู่ด้วยสินจ้างและของพวกชนผู้รับเช่าสวน แล้วถวายแต่กัปปิยภัณฑ์ (แก่สงฆ์) พึงทราบโดยนัยดังที่กล่าวแล้วนั้นนั่นแล.

ใน คำนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ต้องอาบัติ เพราะคนรักษาถวาย ซึ่งมีอยู่ในเรื่องทั้งหลายมีเรื่องคนรักษามะม่วงเป็นต้น มีวินิจฉัยดังนี้ :-

ถามว่า คนรักษาถวายเท่าไร จึงควร? ถวายเท่าไร ไม่ควร?

แก้ว่า พระมหาสุมัตเถระกล่าวไว้ก่อนว่า ผลไม้ใดซึ่งคนรักษากำหนดถวายด้วยคำว่า พระคุณเจ้าจงถือเอาผลไม้มีประมาณเท่านี้ทุกวันๆ ผลไม้นั้นนั่นแหละย่อมควร เขาถวายเกินไปกว่านั้นไม่ควร. ส่วนพระมหาปทุมเถระกล่าวไว้ว่า หนังสือที่พวกคนรักษาเขียนไว้ หรือทำสัญญาเครื่องหมายถวายไว้ จะมีประโยชน์อะไร?คนรักษาเหล่านั้นก็เป็นอิสระแห่งผลไม้ที่เขาสละแล้วในมือของพวกเขา เพราะเหตุนั้น ผลไม้ซึ่งคนรักษาเหล่านั้นถวายแม้มากก็ควร.

____________________________

แปลตามอัตถโยชนา ๑/๓๕๕-๓๕๖.

ส่วนในอรรถกถากุรุนที ท่านกล่าวว่า พวกเด็กหนุ่มของชาวบ้านย่อมรักษาสวน หรือผลไม้น้อยใหญ่อย่างอื่นไว้,ผลไม้น้อยใหญ่ที่เด็กหนุ่มเหล่านั้นถวาย ย่อมควร, แต่ภิกษุไม่ควรใช้ให้พวกเด็กนำมาแล้วจึงรับ,การถวายผลไม้ของชนผู้รับเช่ารักษาสวนของสงฆ์และของเจดีย์นั่นแหละ ย่อมควร,การถวายของชนผู้รักษาด้วยสินจ้างเพียงส่วนของตน จึงควร.

ในมหาปัจจรีท่านกล่าวว่า พวกลูกจ้างผู้รักษาสวนของคฤหัสถ์ถวายผลไม้ใดแก่ภิกษุทั้งหลาย ผลไม้นั้นย่อมควร,พวกคนผู้รักษาสวนของภิกษุสงฆ์ แบ่งผลไม้ใดจากค่าจ้างของตนถวาย ผลไม้นั้นก็สมควร,แม้ผู้ใดได้รับค่าจ้างแล้วจึงรักษาสวนเพียงกึ่งหนึ่ง หรือต้นไม้บางชนิดเท่านั้น,การถวายผลไม้จากต้นไม้ที่ถึงแก่ตนนั่นเองแม้ของผู้นั้น ก็ควร, แต่สำหรับชนผู้รับเช่ารักษาสวนจะถวายผลไม้ทั้งหมด ก็ควร.

ก็คำที่ท่านกล่าวมานั่นทั้งหมดต่างกันแต่โดยพยัญชนะ โดยอรรถก็เป็นอันเดียวกันนั่นเอง เพราะฉะนั้น ผู้ศึกษาควรทราบความอธิบายแล้ว จึงถือเอา.

ในเรื่องไม้ มีวินิจฉัยดังนี้ :-

หลายบทว่า ตาวกาลิโก อนํ ภควา ความว่า ภิกษุนั้นใคร่จะกราบทูลว่า ข้าพระองค์มีความคิดจะขอยืม พระพุทธเจ้าข้า ดังนี้ จึงได้กราบทูลแล้ว.

คำว่า ตาวกาลิกจิตฺโต นี้ ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ข้าพระพุทธเจ้ามีความคิดอย่างนี้ว่า จักนำมาคืนให้อีก. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เธอไม่เป็นอาบัติ เพราะขอยืม.

ก็ในเรื่องไม้นี้มีวินิจฉัยที่พ้นจากบาลี ดังต่อไปนี้ :-

ถ้าสงฆ์ใช้ให้ภิกษุทำการงานของสงฆ์ จะเป็นโรงอุโบสถหรือหอฉันก็ตาม, ภิกษุต้องถามการกสงฆ์เสียก่อน จึงควรขอยืมไป จากไม้ที่เป็นทัพสัมภาระ ซึ่งเก็บไว้เพื่อสร้างโรงอุโบสถเป็นต้นนั้น.

ส่วนทัพสัมภาระที่เป็นของสงฆ์อันใดไม่ได้คุ้มครองไว้ ย่อมเปียกในเมื่อฝนตก ทั้งแห้งเพราะแดดเผา,ภิกษุจะนำทัพสัมภาระแม้ทั้งหมดนั้นมาสร้างเป็นที่อยู่ของตน ก็ควร, เมื่อสงฆ์ให้นำคืนมา ควรตกลงยินยอมกันด้วยทัพสัมภาระ หรือด้วยมูลค่าอย่างอื่น. ถ้าไม่อาจตกลงยินยอมกันได้, เธอควรจะกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เสนาสนะที่ผมสร้างด้วยทัพสัมภาระของสงฆ์,ขอท่านทั้งหลายจงใช้สอยโดยบริโภค เป็นของสงฆ์เถิด. แต่ภิกษุนี้เท่านั้นเป็นอิสระแห่งเสนาสนะแล. แม้ถ้าเสาหินก็ดี เสาไม้ก็ดี บานประตูก็ดี หน้าต่างก็ดี ไม่เพียงพอไซร้,จะขอยืมของสงฆ์ทำให้เป็นปกติ ก็ควร. ในทัพสัมภาระแม้อย่างอื่น ก็มีนัยเหมือนกันนี้.

ในเรื่องน้ำ มีวินิจฉัยดังนี้ :-

ในกาลใด น้ำย่อมเป็นของหาได้ยาก ในกาลนั้น เขาย่อมนำน้ำมาไกลโยชน์หนึ่งบ้าง กึ่งโยชน์บ้าง, ในน้ำที่เขาหวงแหนเห็นปานนั้น ย่อมเป็นอวหาร.

พวกชนย่อมปรุงข้าวต้มและข้าวสวยให้สำเร็จได้แม้ด้วยน้ำใดที่เขานำมา หรือที่ขังอยู่ในชลาลัยทั้งหลายมีสระโปกขรณีเป็นต้นทั้งทำเป็นน้ำดื่มและน้ำใช้อย่างเดียว หาได้ทำเป็นน้ำสำหรับใช้สอยอย่างเหลือเฟืออย่างอื่นไม่,เมื่อภิกษุถือเอาน้ำแม้นั้นด้วยไถยจิต ย่อมเป็นอวหาร.

ส่วนภิกษุถือเอาน้ำหนึ่งหม้อหรือสองหม้อจากน้ำใด ย่อมได้เพื่อล้างอาสนะ รดต้นโพธิ์ ทำการบูชาด้วยน้ำ(และ) เพื่อต้มน้ำย้อม ควรปฏิบัติในน้ำนั้น ด้วยอำนาจแห่งข้อกติกาของสงฆ์ทีเดียว. ภิกษุผู้รับเอาน้ำมากเกินไป หรือใส่วัตถุทั้งหลายมีดินเหนียวเป็นต้นปนลงด้วยไถยจิต พระวินัยธรพึงให้ตีราคาสิ่งของปรับอาบัติ.

ถ้าพวกภิกษุเจ้าของถิ่นทำข้อกติกาวัตรไว้อย่างมั่นคง ไม่ยอมให้ภิกษุเหล่าอื่นใช้ล้างสิ่งของ หรือใช้ย้อมผ้าแต่ตนเองถือเอาทำกิจทุกอย่าง เมื่อภิกษุเหล่าอื่นไม่เห็น พวกภิกษุอาคันตุกะไม่ต้องตั้งอยู่ในข้อกติกาของภิกษุเจ้าถิ่นเหล่านั้นพึงใช้ล้างสิ่งของมีประมาณเท่ากับที่ภิกษุเจ้าของถิ่นใช้ล้าง.

ถ้าสงฆ์มีสระโปกขรณีหรือมีบ่อน้ำอยู่สองสามแห่งไซร้ และสงฆ์ก็ทำข้อกติกาไว้ว่า ภิกษุทั้งหลายควรสรงน้ำในสระโปกขรณีและบ่อน้ำนี้, ควรรับเอาน้ำดื่มจากที่นี้, ควรทำการใช้สอยกิจทุกอย่างในสระโปกขรณีและบ่อน้ำนี้ พวกภิกษุอาคันตุกะควรทำกิจทั้งหมดด้วยข้อกติกาวัตรนั่นแล. ในสระโบกขรณีเป็นต้นใด ไม่มีข้อกติกา, การใช้สอยกิจทุกอย่างในสระโปกขรณีเป็นต้นนั้น ย่อมควร ฉะนี้แล.

ในเรื่องดินเหนียว มีวินิจฉัยดังนี้ :-

ในที่ใด ดินเหนียวเป็นของหาได้ยากหรือดินเหนียวมีสีมีประการต่างๆ อันพวกชนขนมากองไว้, ในที่นั้นแม้ดินเหนียวนิดหน่อยก็มีราคาถึง ๕ มาสก เพราะเหตุนั้น จึงเป็นปาราชิก.

อนึ่ง เมื่อการงานของสงฆ์และการงานในพระเจดีย์สำเร็จแล้ว การที่ภิกษุถามสงฆ์เสียก่อน จึงถือเอาหรือขอยืมเอา ควรอยู่.

ในปูนขาวก็ดี ในจิตรกรรมและวรรณกรรมก็ดี ก็มีนัยเหมือนกันนี้.

ในเรื่องหญ้าทั้งหลาย มีวินิจฉัยดังนี้:-

ในหญ้าที่ภิกษุเอาไฟเผาเป็นทุกกฏ เพราะไม่มีการให้เคลื่อนจากฐาน แต่เป็นภัณฑไทย. สงฆ์รักษาพื้นที่ที่ปลูกหญ้าไว้ แล้วใช้หญ้านั้นมุงที่อยู่ของสงฆ์, บางคราวสงฆ์ย่อมไม่อาจรักษาได้อีก. ครั้งนั้น มีภิกษุอีกรูปหนึ่งรักษาไว้ด้วยมุ่งวัตรเป็นใหญ่. หญ้านั่นเป็นของสงฆ์เหมือนกัน. ถ้าไม่มีใครรักษา สงฆ์ควรสั่งภิกษุรูปหนึ่งว่า ท่านจงช่วยรักษาให้ที. ถ้าเธอรูปนั้นปรารถนาส่วนแบ่งไซร้ สงฆ์แม้จะต้องเสียส่วนแบ่งให้ ก็ควรให้เธอรูปนั้นรักษา. ถ้าเธอขอเพิ่มส่วนแบ่งไซร้ สงฆ์ควรให้โดยแท้. ภิกษุขอเพิ่มเติมขึ้นอีก สงฆ์ควรพูดว่า ท่านจงไปรักษาแล้วเอาหญ้าทั้งหมด มุงเสนาสนะของตนเถิด.

เพราะเหตุไร? เพราะเหตุว่า เมื่อหญ้าฉิบหาย ก็ไม่มีประโยชน์.

แต่ภิกษุทั้งหลาย เมื่อจะให้ ไม่ควรให้พร้อมทั้งพื้นที่ที่เป็นครุภัณฑ์ ควรให้เพียงหญ้าเท่านั้น. เมื่อภิกษุรูปนั้นรักษาไว้แล้ว ใช้มุงเสนาสนะของตน, ถ้าสงฆ์ยังจะสามารถจะรักษาได้อีก,สงฆ์ควรจะพูดกะภิกษุรูปนั้นว่า ท่านไม่ต้องรักษา, สงฆ์จักรักษาเอง ดังนี้.

๗ เรื่องมีเรื่องเตียงเป็นต้น ปรากฏชัดแล้วแล.

ก็เมื่อภิกษุลักเสาหินก็ดี เสาไม้ก็ดี หรือสิ่งของอะไรๆ อย่างอื่น แม้ที่ไม่ได้มาในพระบาลีซึ่งมีราคาถึงบาท เป็นปาราชิกเหมือนกัน.

ในเรือนสำหรับทำความเพียรเป็นต้น มีวินิจฉัยดังนี้ :-

แม้เมื่อภิกษุพังฝาก็ดี กำแพงก็ดี แห่งสถานที่มีบริเวณเป็นต้นซึ่งถูกเจ้าของเขาทอดทิ้งเรี่ยราดไว้ แล้วลักเอาทัพสัมภาระมีอิฐเป็นต้นไป ก็มีนัยนั่นเหมือนกัน.

เพราะเหตุไร? เพราะเหตุว่า ภิกษุทั้งหลาย บางคราวย่อมอยู่ครอบครองเสนาสนะ ที่ชื่อว่าเป็นของสงฆ์ บางคราวก็ไม่อยู่ครอบครอง. แม้เมื่อภิกษุลักเอาบริขารบางอย่าง ในสถานที่ทั้งหลายมีวัดที่ถูกทอดทิ้งแล้วเป็นต้น ในเมื่อชาวชนบทอพยพหนีไป เพราะโจรภัยในชายแดน ก็มีนัยนั่นเหมือนกัน.

ส่วนภิกษุเหล่าใดนำทัพสัมภาระไปใช้ชั่วคราว จากวัดที่เขาทอดทิ้งแล้วนั้น และในเมื่อวัดมีภิกษุกลับมาอยู่ ภิกษุทั้งหลายสั่งภิกษุเหล่านั้นให้นำมาคืน ควรให้คืน. แม้ถ้าเธอทั้งหลายนำสัมภาระไม้เป็นต้นจากวัดที่เขาทอดทิ้งแล้วนั้น มาสร้างเป็นเสนาสนะ,สิ่งของที่พวกเธอนำมานั้นหรือเสนาสนะที่มีราคาเท่ากับสิ่งของนั้น ควรให้คืนเหมือนกัน. เมื่อชาวชนบทยังไม่ตัดความอาลัย อพยพไปด้วยคิดว่า พวกเราจักกลับมาอยู่ครอบครองอีก,เสนาสนะที่เป็นของคณะหรือเป็นของบุคคล เป็นอันเขายังถือกรรมสิทธิ์อยู่. ถ้าเขาเหล่านั้นอนุญาตให้ ไม่มีกิจด้วยการทำคืน.

ส่วนทัพสัมภาระของสงฆ์จัดเป็นครุภัณฑ์ เพราะฉะนั้น ควรจัดการให้คืนเหมือนกัน.

เรื่องเครื่องใช้สอยในวิหารมีเนื้อความกระจ่างทั้งนั้น.

ในพระพุทธานุญาตนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้นำไปใช้ได้ชั่วคราว ดังนี้ มีวินิจฉัยดังนี้ :-

ภิกษุใดยืมเตียงหรือตั่งของสงฆ์ไปใช้สอยโดยการใช้สอยอย่างของสงฆ์ หนึ่งเดือนบ้าง สองเดือนบ้าง ในสถานที่ผาสุกของตน. เมื่อภิกษุทั้งหลายผู้แก่กว่ามาแล้วก็ถวาย, ไม่นำกลับคืน. เมื่อเตียงและตั่งนั้นหายไปบ้าง ชำรุดไปบ้างคนอื่นลักไปโดยความเป็นขโมยบ้าง ย่อมไม่เป็นสินใช้แก่ภิกษุรูปนั้น.

แต่เมื่อเธออยู่แล้วจะไป ควรจะเก็บไว้ในที่เดิม.

ส่วนภิกษุใดใช้สอยโดยการใช้สอยเป็นของบุคคล ไม่ได้ถวายแก่ภิกษุทั้งหลายผู้แก่กว่าซึ่งมาแล้วๆ (เมื่อเตียงและตั่งนั้นเสียหายไปบ้างชำรุดไปบ้าง คนอื่นลักไปโดยความเป็นขโมยบ้าง) ย่อมเป็นสินใช้แก่ภิกษุรูปนั้น.

ในสังเขปอรรถกถา ท่านกล่าวไว้ว่า ก็ภิกษุผู้นำไปสู่อาวาสอื่นแล้วใช้สอยถ้าในอาวาสนั้น ภิกษุผู้แก่กว่ามาบังคับให้ภิกษุนั้นออกไปเสีย ควรพูดว่าผมนำเตียงและตั่งนี้มาจากอาวาสชื่อโน้น, ผมจะไป ผมจะจัดเตียงและตั่งนั้นให้เป็นปกติ. ถ้าภิกษุผู้แก่กว่านั้นพูดว่า ข้าพเจ้าจักจัดให้เป็นปกติเอง. แม้จะทำให้เป็นภาระของภิกษุผู้เฒ่านั้น ไปเสีย ก็ควร.

ในเรื่องเมืองจัมปา มีวินิจฉัยดังนี้ :-

ข้าวยาคูที่พวกชนใส่อปรัณชาติชนิดเอกอย่างใดอย่างหนึ่ง รวมกับน้ำมันงาและข้าวสาร แล้วปรุงด้วยวัตถุ ๓ อย่างคือน้ำมันงา ข้าวสารและถั่วเขียว, หรือน้ำมันงา ข้าวสารและถั่วราชมาษ, หรือน้ำมันงา ข้าวสารและเยื่อถั่วพู ชื่อว่า เตกฏุละ(ข้าวยาคูปรุงด้วยวัตถุ ๓ อย่าง).

ได้ยินว่า พวกชนย่อมประกอบปรุงข้าวยาคู ชื่อเตกฏุละ นั่นด้วยวัตถุ ๓ อย่างมีเนยใส น้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดเป็นต้นเหล่านี้ ในน้ำนมที่เดือดด้วยน้ำ ๔ ส่วน.

____________________________

บาลีเดิมเป็น เตกฏุลฺล.

ในเรื่องเมืองราชคฤห์ มีวินิจฉัยดังนี้ :-

ขนมที่มีรสดียิ่ง ท่านเรียกว่าขนมรวงผึ้ง อาจารย์บางพวกกล่าวว่า รวงผึ้ง บ้าง. คำที่เหลือ แม้ใน ๒ เรื่องนี้ก็พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้ว ในเรื่องแจกข้าวสุกนั่นแล.

ในเรื่องพระอัชชุกะ มีวินิจฉัยดังนี้ :-

บทว่า เอตทโวจ ความว่า คฤหบดีนั้นเป็นไข้ ได้สั่งไว้แล้ว.

หลายบทว่า อายสฺมา อุปาลิ อายสฺมโต อชฺชุกสฺส ปกฺโข ความว่า

ท่านพระอุบาลีหาใช่เป็นฝักฝ่าย (ของท่านพระอัชชกะนั้น) ด้วยอำนาจถึงความลำเอียงไม่โดยที่แท้ บัณฑิตพึงทราบว่า พระเถระเป็นฝักฝ่าย (ของท่านพระอัชชุกะนั้น) ด้วยความอนุเคราะห์ผู้เป็นลัชชีและอนุเคราะห์พระวินัย เพราะรู้ว่าท่านไม่เป็นอาบัติ.

คำที่เหลือในเรื่องพระอัชชุกะนี้ มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น.

ในเรื่องเมืองพาราณสี มีวินิจฉัยดังนี้ :-

สองบทว่า โจเรหิ อุปฺปทฺทุตํ ความว่า ถูกพวกโจรปล้นแล้ว.

หลายบทว่า อิทฺธิยา อาเนตฺวา ปาสาเท ฐเปสิ ความว่า ได้ยินว่า พระเถระได้เห็นสกุลนั้นเพียบพร้อมอยู่ด้วยลูกศรคือความโศก วนเวียนกลับไปกลับมาอยู่จึงได้อธิษฐานปราสาทของคนเหล่านั้นแล ด้วยฤทธิ์ของตนว่า จงปรากฏมีในที่ใกล้เด็กทั้งหลาย โดยความอนุเคราะห์ธรรมเพื่อความกรุณา เพื่อประโยชน์แก่การตามรักษาความเลื่อมใสแห่งสกุลนั้น.

เด็กทั้ง ๒ ก็จำได้ว่า ปราสาทของพวกเรา จึงได้ขึ้นไป.

ลำดับนั้น พระเถระได้คลายฤทธิ์แล้ว. แม้ปราสาทก็ได้ตั้งอยู่ในที่ของตนตามเดิม. แต่พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ด้วยอำนาจโวหารว่า พระเถระนำเด็ก ๒ คนนั้นมาด้วยฤทธิ์แล้วพักไว้ในปราสาท.

บทว่า อิทฺธิวิสเย คือ ไม่เป็นอาบัติ เพราะอธิษฐานฤทธิ์เช่นนี้. ส่วนฤทธิ์ คือการแผลงต่างๆ ย่อมไม่ควร ฉะนี้แล.

๒ เรื่องในที่สุด มีเนื้อความตื้นทั้งนั้นแล. จบทุติยปาราชิกวรรณนา ในวินัยสังวรรณนา ชื่อสมันตปาสาทิกาแปล

[คาถาสรูปทุติยปาราชิกสิกขาบท]

ในทุติยปาราชิกสิกขาบทนี้ มีอนุศาสนี ดังต่อไปนี้ :-

ทุติยปาราชิกสิกขาบทนี้ใด อันพระชินเจ้าผู้ไม่เป็นที่ ๒ มีกิเลสอันพ่ายแพ้แล้ว ทรงประกาศแล้วในพระศาสนานี้,สิกขาบทอื่นไรๆ ที่มีนัยอันซับซ้อนมากมาย มีเนื้อความและวินิจฉัยลึกซึ้ง เสมอด้วยทุติยปาราชิกสิกขาบทนั้น ย่อมไม่มี. เพราะเหตุนั้น เมื่อเรื่องหยั่งลงแล้ว ภิกษุผู้รู้ทั่วถึงพระวินัยจะทำการวินิจฉัยในเรื่องที่หยั่งลงแล้วนี้ ด้วยความอนุเคราะห์พระวินัยพึงพิจารณาพระบาลีและอรรถกถาพร้อมทั้งอธิบาย โดยถ้วนถี่ อย่าเป็นผู้ประมาท ทำการวินิจฉัยเถิด. ในกาลไหนๆ ไม่พึงทำความอาจหาญในการชี้อาบัติ, ควรใส่ใจว่า เราจักเห็นอนาบัติ.

อนึ่ง แม้เห็นอาบัติแล้ว อย่าเพ่อพูดเพรื่อไปก่อน พึงใคร่ครวญและหารือกับท่านผู้รู้ทั้งหลายแล้ว จึงปรับอาบัตินั้น.

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นปุถุชนในศาสนานี้ ย่อมเคลื่อนจากคุณ คือความเป็นสมณะ ด้วยอำนาจแห่งจิตที่มักกลับกลอกเร็ว ในเพราะเรื่องแม้ที่ควร.

เพราะเหตุนั้น ภิกษุผู้เฉลียวฉลาด เมื่อเล็งเห็นบริขารของผู้อื่น เป็นเหมือนงูมีพิษร้ายและเหมือนไฟ พึงจับต้องเถิด.

-----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา