อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๒๑

อาณัตติกประโยค

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๒๑1 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑ อาณัตติกประโยค

ข้อ ๑๒๑

ภิกฺขุ ภิกฺขุํ อาณาเปติ อิตฺถนฺนามํ ภณฺฑํ อวหราติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ โส ตํ มญฺญมาโน ตํ อวหรติ อาปตฺติ อุภินฺนํ ปาราชิกสฺส ฯ ภิกฺขุ ภิกฺขุํ อาณาเปติ อิตฺถนฺนามํ ภณฺฑํ อวหราติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ โส ตํ มญฺญมาโน อญฺญํ อวหรติ มูลฏฺฐสฺส อนาปตฺติ อวหารกสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส ฯ ภิกฺขุ ภิกฺขุํ อาณาเปติ อิตฺถนฺนามํ ภณฺฑํ อวหราติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ โส อญฺญํ มญฺญมาโน ตํ อวหรติ อาปตฺติ อุภินฺนํ ปาราชิกสฺส ฯ ภิกฺขุ ภิกฺขุํ อาณาเปติ อิตฺถนฺนามํ ภณฺฑํ อวหราติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ โส อญฺญํ มญฺญมาโน อญฺญํ อวหรติ มูลฏฺฐสฺส อนาปตฺติ ฯ อวหารกสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส ฯ ภิกฺขุ ภิกฺขุํ อาณาเปติ อิตฺถนฺนามสฺส ปาวท อิตฺถนฺนาโม อิตฺถนฺนามสฺส ปาวทตุ อิตฺถนฺนาโม อิตฺถนฺนามํ ภณฺฑํ อวหรตูติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ โส อิตรสฺส อาโรเจติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อวหารโก ปฏิคฺคณฺหาติ มูลฏฺฐสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯ โส ตํ ภณฺฑํ อวหรติ อาปตฺติ สพฺเพสํ ปาราชิกสฺส ฯ ภิกฺขุ ภิกฺขุํ อาณาเปติ อิตฺถนฺนามสฺส ปาวท อิตฺถนฺนาโม อิตฺถนฺนามสฺส ปาวทตุ อิตฺถนฺนาโม อิตฺถนฺนามํ ภณฺฑํ อวหรตูติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ โส อญฺญํ อาณาเปติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อวหารโก ปฏิคฺคณฺหาติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ โส ตํ ภณฺฑํ อวหรติ มูลฏฺฐสฺส อนาปตฺติ อาณาปกสฺส จ อวหารกสฺส จ อาปตฺติ ปาราชิกสฺส ฯ ภิกฺขุ ภิกฺขุํ อาณาเปติ อิตฺถนฺนามํ ภณฺฑํ อวหราติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ {๑๒๑.๑} โส คนฺตฺวา ปุน ปจฺฉาคจฺฉติ นาหํ สกฺโกมิ ตํ ภณฺฑํ อวหริตุนฺติ ฯ โส ปุน อาณาเปติ ยทา สกฺโกสิ ตทา ตํ ภณฺฑํ อวหราติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ โส ตํ ภณฺฑํ อวหรติ อาปตฺติ อุภินฺนํ ปาราชิกสฺส ฯ ภิกฺขุ ภิกฺขุํ อาณาเปติ อิตฺถนฺนามํ ภณฺฑํ อวหราติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ โส ตํ อาณาเปตฺวา วิปฺปฏิสารี น สาเวติ มา อวหรีติ โส ตํ ภณฺฑํ อวหรติ อาปตฺติ อุภินฺนํ ปาราชิกสฺส ฯ ภิกฺขุ ภิกฺขุํ อาณาเปติ อิตฺถนฺนามํ ภณฺฑํ อวหราติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ โส ตํ อาณาเปตฺวา วิปฺปฏิสารี สาเวติ มา อวหรีติ โส อาณตฺโต อหํ ตยาติ ตํ ภณฺฑํ อวหรติ มูลฏฺฐสฺส อนาปตฺติ ฯ อวหารกสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส ฯ ภิกฺขุ ภิกฺขุํ อาณาเปติ อิตฺถนฺนามํ ภณฺฑํ อวหราติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ โส ตํ อาณาเปตฺวา วิปฺปฏิสารี สาเวติ มา อวหรีติ สาธูติ โอรมติ อุภินฺนํ อนาปตฺติ ฯ

ภิกษุสั่งภิกษุว่า ท่านจงลักทรัพย์ชื่อนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้ลักเข้าใจทรัพย์นั้นแน่ จึงลักทรัพย์นั้นมา ต้องอาบัติปาราชิกทั้ง ๒ รูป ภิกษุสั่งภิกษุว่า ท่านจงลักทรัพย์ชื่อนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้ลักเข้าใจทรัพย์นั้นแน่แต่ลักทรัพย์อย่างอื่นมา ภิกษุผู้สั่ง ไม่ต้องอาบัติ ภิกษุผู้ลัก ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุสั่งภิกษุว่า ท่านจงลักทรัพย์ชื่อนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้ลักเข้าใจทรัพย์อย่างอื่นแต่ลักทรัพย์นั้นมา ต้องอาบัติปาราชิกทั้ง ๒ รูป ภิกษุสั่งภิกษุว่า ท่านจงลักทรัพย์ชื่อนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้ลักเข้าใจทรัพย์อย่างอื่นจึงลักทรัพย์อย่างอื่นมา ภิกษุผู้สั่งไม่ต้องอาบัติ ภิกษุผู้ลัก ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุสั่งภิกษุว่า ท่านจงบอกแก่ภิกษุชื่อนี้ว่า ภิกษุชื่อนี้จงไปบอกแก่ภิกษุผู้มีชื่ออย่างนี้ว่าภิกษุผู้มีชื่ออย่างนี้จงไปลักทรัพย์ชื่อนี้มา ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้รับสั่งบอกแก่ภิกษุนอกนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้ลักรับคำภิกษุผู้สั่งเดิม ต้องอาบัติถุลลัจจัย ภิกษุผู้ลัก ลักทรัพย์มาได้ ต้องอาบัติปาราชิกทุกรูป ภิกษุสั่งภิกษุว่า ท่านจงบอกแก่ภิกษุชื่อนี้ว่า ภิกษุชื่อนี้จงไปบอกแก่ภิกษุผู้มีชื่ออย่างนี้ว่าภิกษุผู้มีชื่ออย่างนี้จงไปลักทรัพย์ชื่อสิ่งนี้มา ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้รับสั่ง ๆ ภิกษุอื่นต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้ลัก รับคำ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้ลัก ลักทรัพย์นั้นมาได้ ภิกษุผู้สั่งเดิมไม่ต้องอาบัติ ภิกษุผู้สั่งต่อและภิกษุผู้ลัก ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุสั่งภิกษุว่า ท่านจงลักทรัพย์ชื่อนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้รับสั่งนั้นไปแล้วกลับมาบอกอีกว่า ผมไม่อาจลักทรัพย์นั้นได้ ภิกษุผู้สั่งนั้นสั่งใหม่ว่าท่านสามารถเมื่อใด จงลักทรัพย์นั้นเมื่อนั้น ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้ลัก ลักทรัพย์นั้นมาได้ ต้องอาบัติปาราชิกทั้ง ๒ รูป ภิกษุสั่งภิกษุว่า ท่านจงลักทรัพย์ชื่อนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้สั่งนั้น ครั้นสั่งภิกษุนั้นแล้ว เกิดความร้อนใจ แต่ไม่พูดให้ได้ยินดีว่า อย่าลักเลย ภิกษุผู้ลัก ลักทรัพย์นั้นมาได้ต้องอาบัติปาราชิก ๒ รูป ภิกษุสั่งภิกษุว่า ท่านจงลักทรัพย์ชื่อนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้สั่งนั้น ครั้นสั่งภิกษุนั้นแล้ว เกิดความร้อนใจ จึงพูดให้ได้ยินว่า อย่าลักเลย ภิกษุผู้ลักนั้นตอบว่า ท่านสั่งผมแล้วผมลักทรัพย์นั้นมาได้ ภิกษุผู้สั่งไม่ต้องอาบัติ ภิกษุผู้ลัก ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุสั่งภิกษุว่า ท่านจงลักทรัพย์ชื่อนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้สั่งนั้น ครั้นสั่งภิกษุนั้นแล้ว เกิดความร้อนใจ จึงพูดให้ได้ยินว่า อย่าลักเลย ภิกษุผู้รับสั่งนั้น รับคำว่าดีละ แล้วงดเสียไม่ต้องอาบัติทั้ง ๒ รูป.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

การสั่ง

ข้อ ๑๒๑

ภิกษุสั่งภิกษุว่า “ท่านจงลักทรัพย์นี้มา” ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุ ผู้รับคำสั่งสำคัญทรัพย์นั้นว่าเป็นทรัพย์นั้น ลักทรัพย์นั้นมาได้ ต้องอาบัติปาราชิกทั้ง ๒ รูป

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๙๓}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ บทภาชนีย์ ภิกษุสั่งภิกษุว่า “ท่านจงลักทรัพย์นี้มา” ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้รับคำสั่ง สำคัญทรัพย์นั้นว่าเป็นทรัพย์นั้น ลักทรัพย์อื่นมา ภิกษุผู้สั่งไม่ต้องอาบัติ ภิกษุผู้ลักต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุสั่งภิกษุว่า “ท่านจงลักทรัพย์นี้มา” ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้รับคำสั่ง สำคัญทรัพย์นั้นว่าเป็นทรัพย์อื่น แต่ลักทรัพย์นั้นมาได้ ต้องอาบัติปาราชิกทั้ง ๒ รูป ภิกษุสั่งภิกษุว่า “ท่านจงลักทรัพย์นี้มา” ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้รับคำสั่ง สำคัญทรัพย์นั้นว่าเป็นทรัพย์อื่น ลักทรัพย์อื่นมาได้ ภิกษุผู้สั่งไม่ต้องอาบัติ ภิกษุผู้ลักต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุ (ผู้เป็นอาจารย์) สั่งภิกษุ (ชื่อว่าพุทธรักขิต) ว่า “ท่านจงบอกภิกษุชื่อ(ธัมมรักขิต)นี้ว่า จงบอกภิกษุชื่อ(สังฆรักขิต)นี้ว่า ‘จงลักทรัพย์นี้มา” ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้รับคำสั่งไปบอกภิกษุอีกรูปหนึ่ง ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้ลักรับคำสั่งภิกษุผู้สั่งครั้งแรกต้องอาบัติถุลลัจจัย ภิกษุผู้ลัก ลักทรัพย์นั้นมาได้ ต้องอาบัติปาราชิกทุกรูป ภิกษุ (ผู้เป็นอาจารย์) สั่งภิกษุ (ชื่อว่าพุทธรักขิต) ว่า “ท่านจงบอกภิกษุชื่อ(ธัมมรักขิต)นี้ว่า จงบอกภิกษุชื่อ(สังฆรักขิต)นี้ว่า ‘จงลักทรัพย์นี้มา” ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้รับคำสั่งไปบอกภิกษุรูปอื่น ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้ลักรับคำสั่งต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้ลัก ลักทรัพย์นั้นมาได้ ภิกษุผู้สั่งครั้งแรก ไม่ต้องอาบัติภิกษุผู้สั่งต่อและภิกษุผู้ลัก ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุสั่งภิกษุว่า “จงลักทรัพย์นี้มา” ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้รับคำสั่งไปแล้วกลับมาบอกว่า “กระผมไม่สามารถลักทรัพย์นั้นได้” ผู้สั่งจึงสั่งอีกว่า “จงลักทรัพย์@เชิงอรรถ : @ พระอรรถกถาจารย์ยกตัวอย่างไว้ชัดเจนว่า ในกรณีนี้มีภิกษุเกี่ยวข้องอยู่ ๔ รูป คือ อาจารย์ ๑ รูป@ภิกษุผู้เป็นศิษย์อีก ๓ รูป คือ พุทธรักขิต ธัมมรักขิต และสังฆรักขิต กรณีนี้มี ๓ ขั้นตอน คือ@๑. ขั้นออกคำสั่ง ทั้งอาจารย์และศิษย์ ต้องอาบัติทุกกฏ @๒. ขั้นรับคำสั่ง ทันทีที่พระสังฆรักขิตรับคำสั่ง ผู้เป็นอาจารย์ต้องอาบัติถุลลัจจัย@๓. ขั้นปฏิบัติการ ถ้าพระสังฆรักขิตลักทรัพย์นั้นมาได้ ทั้ง ๔ รูป ต้องอาบัติปาราชิก@(วิ.อ. ๑/๑๒๑/๔๐๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๙๔}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ บทภาชนีย์ นั้นในเวลาที่ท่านสามารถจะลักได้” ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้รับคำสั่งลักทรัพย์นั้นมาได้ ต้องอาบัติปาราชิกทั้ง ๒ รูป ภิกษุสั่งภิกษุว่า “จงลักทรัพย์นี้มา” ต้องอาบัติทุกกฏ เธอสั่งแล้วเกิดความเดือดร้อนใจ แต่ไม่ได้กล่าวให้ผู้รับคำสั่งได้ยินว่า “อย่าลัก” ภิกษุผู้รับคำสั่งลักทรัพย์นั้นมาได้ ต้องอาบัติปาราชิกทั้ง ๒ รูป ภิกษุสั่งภิกษุว่า “จงลักทรัพย์นี้มา” ต้องอาบัติทุกกฏ เธอสั่งแล้วเกิดความเดือดร้อนใจ จึงกล่าวให้ได้ยินว่า “อย่าลัก” แต่ภิกษุผู้รับคำสั่งกล่าวว่า “ท่านสั่งผมแล้ว” ลักทรัพย์นั้นมาได้ ภิกษุผู้สั่งไม่ต้องอาบัติ ภิกษุผู้ลัก ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุสั่งภิกษุว่า “จงลักทรัพย์นี้มา” ต้องอาบัติทุกกฏ เธอสั่งแล้วเกิดความเดือดร้อนใจ จึงกล่าวให้ผู้รับคำสั่งได้ยินว่า “อย่าลัก” ภิกษุผู้รับคำสั่งนั้นรับว่า “ดีละ”จึงงดเว้น ไม่ต้องอาบัติทั้ง ๒ รูป

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

กถาว่าด้วยการสั่ง

บัดนี้ เพื่อความไม่ฉงนในสังเกตกรรม และนิมิตกรรมเหล่านี้นั่นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภิกฺขุ อาณาเปติ ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น หลายบทว่า โส ตํ มญฺญมาโน ความว่า ภิกษุผู้ลักนั้นเข้าใจทรัพย์ที่ภิกษุผู้สั่ง บอกทำนิมิตเครื่องหมายไว้ว่า เป็นทรัพย์นั่น จึงลักทรัพย์นั้นนั่นแล, เป็นปาราชิกทั้ง ๒ รูป.

หลายบทว่า โส ตํ มญฺญมาโนอญฺญํ ความว่า ภิกษุผู้ลักนั้นเข้าใจทรัพย์ที่ภิกษุผู้สั่งๆ ให้ลัก ว่า เป็นทรัพย์นั่น แต่ลักทรัพย์อื่นที่เขาเก็บไว้ในที่นั้นนั่นแล, ภิกษุผู้สั่งซึ่งเป็นต้นเหตุ ไม่เป็นอาบัติ.

หลายบทว่า อญฺญํ มญฺญมาโน ตํ ความว่า ภิกษุผู้ลักเข้าใจทรัพย์อื่นที่ภิกษุผู้สั่ง ทำนิมิตเครื่องหมายบอกไว้อย่างนี้ว่า ทรัพย์นี้มีราคาน้อย, แต่ทรัพย์อย่างอื่น ที่เขาเก็บไว้ในที่ใกล้ทรัพย์นั้นนั่นเอง เป็นทรัพย์ที่มีคุณค่าดังนี้ จึงลักทรัพย์นั้นนั่นเอง เป็นปาราชิกทั้ง ๒ รูป.

หลายบทว่า อญฺญํ มญฺญมาโนอญฺญํ ความว่า ภิกษุผู้ลักนั้นย่อมเข้าใจโดยนัยก่อนนั่นแลว่า ทรัพย์อย่างอื่นนี้. ที่เขาเก็บไว้ในที่ใกล้ทรัพย์นั้นนั่นเอง เป็นทรัพย์ที่มีคุณค่า ดังนี้, ถ้าทรัพย์ที่ลักมานั้นเป็นทรัพย์อย่างอื่นนั่นแล, เป็นปาราชิกแก่เธอผู้ลักเท่านั้น.

ในคำว่า อิตฺถนฺนามสฺส ปาวท เป็นต้น มีวินิจฉัยดังนี้ :-

พึงเห็นอาจารย์รูปหนึ่ง อันเตวาสิก ๓ รูปมีชื่อว่าพุทธรักขิต ธรรมรักขิตและสังฆรักขิต.

บรรดาบทเหล่านั้น หลายบทว่า ภิกฺขุ ภิกฺขุํ อาณาเปติ ความว่า อาจารย์กำหนดทรัพย์บางอย่างในสถานที่บางแห่ง แล้วสั่งพระพุทธรักขิต เพื่อต้องการลักทรัพย์นั้น.

สองบทว่า อิตฺถนฺนามสฺส ปาวท ความว่า (อาจารย์สั่งว่า) ดูก่อนพุทธรักขิต คุณจงไปบอกเนื้อความนั่นแก่พระธรรมรักขิต.

หลายบทว่า อิตฺถนฺนาโม อิตฺถนฺนามสฺส ปาวทตุ ความว่า แม้พระธรรมรักขิตจงบอกแก่พระสังฆรักขิต.

พระธรรมรักขิตถูกท่านสั่งอย่างนี้ว่า ภิกษุชื่อนี้จงลักสิ่งของชื่อนี้ แล้วสั่งพระสังฆรักขิตว่า จงลักสิ่งของชื่อนี้ แท้จริงบรรดาเราทั้งสอง ท่านสังฆรักขิตเป็นคนมีชาติกล้าหาญสามารถในกรรมนี้.

สองบทว่า อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ความว่า เป็นทุกกฏแก่อาจารย์ผู้สั่งอย่างนี้ก่อน. แต่ถ้าคำสั่งนั้นดำเนินไปตามความประสงค์ ถุลลัจจัยที่ท่านปรับไว้ข้างหน้านั่นแล ย่อมมีในขณะสั่ง, ถ้าสิ่งของนั้นจะต้องลักมาได้แน่นอน, ปาราชิกที่ตรัสไว้ข้างหน้าว่า ทุกรูปต้องปาราชิก ดังนี้ ย่อมมีแก่อาจารย์นี้ในขณะนั้นนั่นเอง เพราะดำรัสที่ตรัสไว้นั้น,ความยุกตินี้ บัณฑิตพึงทราบในที่ทั้งปวง ด้วยประการอย่างนี้.

หลายบทว่า โส อิตรสฺส อาโรเจติ ความว่า ภิกษุผู้รับสั่งบอกว่า พระพุทธรักขิตบอกพระธรรมรักขิต และพระธรรมรักขิตบอกพระสังฆรักขิตว่า อาจารย์ของพวกเรากล่าวอย่างนี้ว่า ได้ยินว่า คุณจงลักทรัพย์ชื่อนี้ได้ยินว่า บรรดาเราทั้ง ๒ ตัวท่านเป็นบุรุษผู้กล้าหาญ ดังนี้, เป็นทุกกฏแม้แก่เธอเหล่านั้น เพราะมีการบอกต่อกันไป ด้วยอาการอย่างนั้นเป็นปัจจัย.

สองบทว่า อวหารโก ปฏิคฺคณฺหาติ ความว่า พระสังฆรักขิตรับว่า ดีละ ผมจักลัก.

หลายบทว่า มูลฏฺฐสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ความว่า พอพระสังฆรักขิตรับคำสั่ง เป็นถุลลัจจัยแก่อาจารย์, เพราะคนหลายคนถูกอาจารย์นั้นชักชวนแล้ว ในบาปแล.

หลายบทว่า โส ตํ ภณฺฑํ ความว่า ถ้าภิกษุนั้นคือพระสังฆรักขิตลักสิ่งของนั้นมาได้ไซร้, เป็นปาราชิกทั้งหมด คือทั้ง ๔ คน, และหาเป็นปาราชิกแก่ ๔ คนอย่างเดียวไม่, สมณะตั้งร้อยหรือสมณะตั้งพันก็ตามที่สั่งโดยสืบต่อกันไป ไม่ทำให้ผิดการนัดหมาย โดยอุบายอย่างนี้ เป็นปาราชิกด้วยกันทั้งหมดทีเดียว.

ในทุติยวาร พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ :-

หลายบทว่า โส อญฺญํอาณาเปติ ความว่า ภิกษุนั้น คือพระพุทธรักขิตอันอาจารย์สั่งไว้แล้ว แต่ไม่พบพระธรรมรักขิต หรือเป็นผู้ไม่อยากจะบอก จึงเข้าไปหาพระสังฆรักขิตทีเดียว และสั่งว่า อาจารย์ของพวกเราสั่งไว้อย่างนี้ว่า ได้ยินว่า คุณจงลักสิ่งของชื่อนี้มา.

สองบทว่า อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ความว่า พระพุทธรักขิต ชื่อว่าเป็นทุกกฏ เพราะสั่งก่อน.

หลายบทว่า ปฏิคฺคณฺหาติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ความว่า พึงทราบว่า เป็นทุกกฏแก่ภิกษุผู้สั่งซึ่งเป็นต้นเดิมทีเดียว ในเมื่อพระสังฆรักขิตรับแล้ว. ก็ถ้าพระสังฆรักขิตนั้นลักทรัพย์นั้นมาได้, เป็นปาราชิกแม้ทั้งสองรูป คือ พระพุทธรักขิตผู้สั่ง ๑ พระสังฆรักขิตผู้ลัก ๑. แต่สำหรับอาจารย์ผู้สั่งซึ่งเป็นต้นเดิม ไม่เป็นอาบัติปาราชิก เพราะผิดสังเกต, ไม่เป็นอาบัติทุกอย่างแก่พระธรรมรักขิตเพราะไม่รู้. ส่วนพระพุทธรักขิตทำความสวัสดีแก่ท่านทั้งสองรูปแล้ว ตนเองพินาศ.

บรรดาอาณัติวาร ทั้ง ๔ บทถัดจากทุติยวารนี้ไป พึงทราบวินิจฉัยในอาณัติวารข้อแรกก่อน.

หลายบทว่า โส คนฺตวา ปุน ปจฺจาคจฺฉติ ความว่า ภิกษุผู้รับสั่งนั้นไปยังที่ทรัพย์ตั้งอยู่แล้ว เห็นมีการอารักขาไว้ทั้งภายในและภายนอก ไม่อาจลักเอาได้ จึงกลับมา.

หลายบทว่า ยทา สกฺโกสิ ตทา ความว่า ภิกษุผู้สั่งนั้นสั่งใหม่ว่า ทรัพย์ที่ท่านลักมาแล้วในวันนี้เท่านั้นหรือ จึงเป็นอันลัก, ไปเถิดท่าน ท่านอาจจะลักมาได้เมื่อใด, ก็จงลักทรัพย์นั้นมาเมื่อนั้น.

สองบทว่า อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ความว่า แม้เพราะสั่งอีกอย่างนั้นก็เป็นทุกกฏเท่านั้น. แต่ถ้าทรัพย์นั้นย่อมเป็นของที่จะลักมาได้แน่นอน, ชื่อว่าเจตนาที่ให้สำเร็จประโยชน์ ก็เป็นเช่นกับผลที่เกิดในลำดับแห่งมรรค เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้สั่งนี้เป็นปาราชิกในขณะสั่งทีเดียว. แม้ถ้าภิกษุผู้ลักจะลักทรัพย์นั้นมาได้ โดยล่วงไป ๖๐ ปี และภิกษุผู้สั่งจะทำกาลกิริยา หรือสึกไปเสียในระหว่างนั่นเอง จักเป็นผู้ไม่ใช่สมณะเลยทำกาลกิริยา หรือจักสึกไป, แต่สำหรับภิกษุผู้ลักย่อมเป็นปาราชิกในขณะที่ลักนั่นเอง.

ในทุติยวาร เพราะภิกษุผู้สั่งซึ่งเป็นต้นเหตุพูดคำนั้นเบาๆ ไม่ได้ประกาศให้ได้ยิน หรือไม่ได้ประกาศให้ได้ยินคำสั่งนี้ว่า เธออย่าลัก เพราะเธอผู้เป็นต้นเหตุนั้น เป็นคนหูหนวก. ฉะนั้น ภิกษุผู้สั่งซึ่งเป็นต้นเหตุ จึงไม่พ้น.

ส่วนในตติยวารชื่อว่าพ้น เพราะท่านประกาศให้ได้ยิน.

ในจตุตถวาร แม้ทั้งสองรูปพ้นได้ เพราะภิกษุผู้สั่งซึ่งเป็นต้นเหตุนั้นประกาศให้ได้ยิน และเพราะภิกษุผู้รับสั่งนอกนี้รับคำว่า ดีละ แล้วก็งดเว้นเสีย ด้วยประการฉะนี้.

จบกถาว่าด้วยการสั่ง -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา