เรื่องพระอุทายี
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๓๙๗เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ อิตฺถิยา คหิตํ รชฺชุํ สารตฺโต อาวิญฺชิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ สงฺฆาทิเสสสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺสาติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ อิตฺถิยา คหิตํ ทณฺฑํ สารตฺโต อาวิญฺชิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ สงฺฆาทิเสสสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺสาติ ฯ
๓๙๘เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ สารตฺโต อิตฺถึ ปตฺเตน ปณาเมสิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ สงฺฆาทิเสสสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺสาติ ฯ {๓๙๘.๑} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ อิตฺถิยา วนฺทนฺติยา สารตฺโต ปาทํ อุจฺจาเรสิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน สงฺฆาทิเสสนฺติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ อิตฺถึ คเหสฺสามีติ วายมิตฺวา น ฉุปิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ กจฺจิ นุ โข อหํ สงฺฆาทิเสสํ อาปตฺตึ อาปนฺโนติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ สงฺฆาทิเสสสฺส อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ ทุติยสงฺฆาทิเสสํ นิฏฺฐิตํ ฯ --------- ตติยสงฺฆาทิเสสํ
๓๙๙เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา อุทายิ อรญฺเญ วิหรติ ฯ เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา อิตฺถิโย อารามํ อคมํสุ วิหารเปกฺขิกาโย ฯ {๓๙๙.๑} อถโข ตา อิตฺถิโย เยนายสฺมา อุทายิ เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ อุทายึ เอตทโวจุํ อิจฺฉาม มยํ ภนฺเต อยฺยสฺส วิหารํ เปกฺขิตุนฺติ ฯ อถโข อายสฺมา อุทายิ ตา อิตฺถิโย วิหารํ เปกฺขาเปตฺวา ตาสํ อิตฺถีนํ วจฺจมคฺคํ ปสฺสาวมคฺคํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ยาจติปิ อายาจติปิ ปุจฺฉติปิ ปฏิปุจฺฉติปิ อาจิกฺขติปิ อนุสาสติปิ อกฺโกสติปิ ฯ ยา ตา อิตฺถิโย ฉินฺนกา ธุตฺติกา อหิริกาโย อเหสุํ ตา อายสฺมตา อุทายินา สทฺธึ อูหสนฺติปิ อุลฺลปนฺติปิ อุชฺฌคฺคนฺติปิ อุปฺผณฺเฑนฺติปิ ฯ {๓๙๙.๒} ยา ปน ตา อิตฺถิโย หิริมนา ตา นิกฺขมิตฺวา ภิกฺขู อุชฺฌาเปนฺติ อิทํ ภนฺเต น ฉนฺนํ น ปฏิรูปํ สามิเกนปิ มยํ เอวํ วุตฺตา น อิจฺเฉยฺยาม กึ ปนยฺเยน อุทายินาติ ฯ เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา สนฺตุฏฺฐา ลชฺชิโน กุกฺกุจฺจกา สิกฺขากามา เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม อายสฺมา อุทายิ มาตุคามํ ทุฏฺฐุลฺลาหิ วาจาหิ โอภาสิสฺสตีติ ฯ {๓๙๙.๓} อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ภิกฺขุสงฺฆํ สนฺนิปาตาเปตฺวา อายสฺมนฺตํ อุทายึ ปฏิปุจฺฉิ สจฺจํ กิร ตฺวํ อุทายิ มาตุคามํ ทุฏฺฐุลฺลาหิ วาจาหิ โอภาสสีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ วิครหิ พุทฺโธ ภควา อนนุจฺฉวิกํ โมฆปุริส อนนุโลมิกํ อปฺปฏิรูปํ อสฺสามณกํ อกปฺปิยํ อกรณียํ กถํ หิ นาม ตฺวํ โมฆปุริส มาตุคามํ ทุฏฺฐุลฺลาหิ วาจาหิ โอภาสิสฺสสิ นนุ มยา โมฆปุริส อเนกปริยาเยน วิราคาย ธมฺโม เทสิโต โน สราคาย ฯเปฯ กามปริฬาหานํ วูปสโม อกฺขาโต เนตํ โมฆปุริส อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิเสยฺยาถ {๓๙๙.๔} โย ปน ภิกฺขุ โอติณฺโณ วิปริณเตน จิตฺเตน มาตุคามํ ทุฏฺฐุลฺลาหิ วาจาหิ โอภาเสยฺย ยถาตํ ยุวา ยุวตึ เมถุนูปสญฺหิตาหิ สงฺฆาทิเสโสติ ฯ
๔๐๐โย ปนาติ โย ยาทิโส ฯเปฯ ภิกฺขูติ ฯเปฯ อยํ อิมสฺมึ อตฺเถ อธิปฺเปโต ภิกฺขูติ ฯ โอติณฺโณ นาม สารตฺโต อเปกฺขวา ปฏิพทฺธจิตฺโต ฯ วิปริณตนฺติ รตฺตํปิ จิตฺตํ วิปริณตํ ทุฏฺฐํปิ จิตฺตํ วิปริณตํ มูฬฺหํปิ จิตฺตํ วิปริณตํ อปิจ รตฺตํ จิตฺตํ อิมสฺมึ อตฺเถ อธิปฺเปตํ วิปริณตนฺติ ฯ มาตุคาโม นาม มนุสฺสิตฺถี น ยกฺขี น เปตี น ติรจฺฉานคตา วิญฺญู ปฏิพลา สุภาสิตทุพฺภาสิตํ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาชานิตุํ ฯ ทุฏฺฐุลฺลา นาม วาจา วจฺจมคฺคปสฺสาว- มคฺคเมถุนธมฺมปฏิสํยุตฺตา วาจา ฯ โอภาเสยฺยาติ อชฺฌาจาโร วุจฺจติ ฯ ยถาตํ ยุวา ยุวตินฺติ ทหโร ทหรึ ตรุโณ ตรุณึ กามโภคี กามโภคินึ ฯ เมถุนูปสญฺหิตาหีติ เมถุนธมฺมปฏิสํยุตฺตาหิ วาจาหิ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ ฯเปฯ เตนปิ วุจฺจติ สงฺฆาทิเสโสติ ฯ
๔๐๑เทฺว มคฺเค อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ยาจติปิ อายาจติปิ ปุจฺฉติปิ ปฏิปุจฺฉติปิ อาจิกฺขติปิ อนุสาสติปิ อกฺโกสติปิ ฯ
๔๐๒วณฺณํ ภณติ นาม เทฺว มคฺเค โถเมติ วณฺเณติ ปสํสติ ฯ อวณฺณํ ภณติ นาม เทฺว มคฺเค ขุํเสติ วมฺเภติ ครหติ ฯ ยาจติ นาม เทหิ เม ททาหิ เม อรหสิ เม ทาตุนฺติ ฯ อายาจติ นาม กทา เต มาตา ปสีทิสฺสติ กทา เต ปิตา ปสีทิสฺสติ กทา เต เทวตาโย ปสีทิสฺสนฺติ กทา เต สุขโณ สุลโย สุมุหุตฺโต ภวิสฺสติ กทา เต เมถุนํ ธมฺมํ ลภิสฺสามีติ ฯ ปุจฺฉติ นาม กถํ ตฺวํ สามิกสฺส เทสิ กถํ ชารสฺส เทสีติ ฯ ปฏิปุจฺฉติ นาม เอวํ กิร ตฺวํ สามิกสฺส เทสิ เอวํ ชารสฺส เทสีติ ฯ อาจิกฺขติ นาม ปุฏฺโฐ ภณติ เอวํ เทหิ เอวํ เทนฺตี สามิกสฺส ปิยา ภวิสฺสสิ มนาปา จาติ ฯ อนุสาสติ นาม อปุฏฺโฐ ภณติ เอวํ เทหิ เอวํ เทนฺตี สามิกสฺส ปิยา ภวิสฺสสิ มนาปา จาติ ฯ อกฺโกสติ นาม อนิมิตฺตาสิ นิมิตฺตมตฺตาสิ อโลหิตาสิ ธุวโลหิตาสิ ธุวโจฬาสิ ปคฺฆรนฺตีสิ สิขิรณีสิ อิตฺถีปณฺฑกาสิ เวปุริสิกาสิ สมฺภินฺนาสิ อุภโตพฺยญฺชนกาสีติ ฯ
๔๐๓อิตฺถี จ โหติ อิตฺถีสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อิตฺถิยา วจฺจมคฺคํ ปสฺสาวมคฺคํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ยาจติปิ อายาจติปิ ปุจฺฉติปิ ปฏิปุจฺฉติปิ อาจิกฺขติปิ อนุสาสติปิ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ สงฺฆาทิเสสสฺส ฯ {๔๐๓.๑} อิตฺถี จ โหติ เวมติโก ปณฺฑกสญฺญี ปุริสสญฺญี ติรจฺฉานคตสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อิตฺถิยา วจฺจมคฺคํ ปสฺสาวมคฺคํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯ {๔๐๓.๒} ปณฺฑโก จ โหติ ปณฺฑกสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ ปณฺฑกสฺส วจฺจมคฺคํ ปสฺสาวมคฺคํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯ ปณฺฑโก จ โหติ เวมติโก ปุริสสญฺญี ติรจฺฉานคตสญฺญี อิตฺถีสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ ปณฺฑกสฺส วจฺจมคฺคํ ปสฺสาวมคฺคํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ {๔๐๓.๓} ปุริโส จ โหติ ปุริสสญฺญี เวมติโก ติรจฺฉานคตสญฺญี อิตฺถีสญฺญี ปณฺฑกสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ ปุริสสฺส วจฺจมคฺคํ ปสฺสาวมคฺคํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ {๔๐๓.๔} ติรจฺฉานคโต จ โหติ ติรจฺฉานคตสญฺญี เวมติโก อิตฺถีสญฺญี ปณฺฑกสญฺญี ปุริสสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ ติรจฺฉานคตสฺส วจฺจมคฺคํ ปสฺสาวมคฺคํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ
๔๐๔เทฺว อิตฺถิโย ทฺวินฺนํ อิตฺถีนํ อิตฺถีสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ ทฺวินฺนํ อิตฺถีนํ วจฺจมคฺคํ ปสฺสาวมคฺคํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ทฺวินฺนํ สงฺฆาทิเสสานํ ฯ {๔๐๔.๑} เทฺว อิตฺถิโย ทฺวินฺนํ อิตฺถีนํ เวมติโก ปณฺฑกสญฺญี ปุริสสญฺญี ติรจฺฉานคตสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ ทฺวินฺนํ อิตฺถีนํ วจฺจมคฺคํ ปสฺสาวมคฺคํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ทฺวินฺนํ ถุลฺลจฺจยานํ ฯ {๔๐๔.๒} เทฺว ปณฺฑกา ทฺวินฺนํ ปณฺฑกานํ ปณฺฑกสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ ทฺวินฺนํ ปณฺฑกานํ วจฺจมคฺคํ ปสฺสาวมคฺคํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ทฺวินฺนํ ถุลฺลจฺจยานํ ฯ {๔๐๔.๓} เทฺว ปณฺฑกา ทฺวินฺนํ ปณฺฑกานํ เวมติโก ปุริสสญฺญี ติรจฺฉานคตสญฺญี อิตฺถีสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ ทฺวินฺนํ ปณฺฑกานํ วจฺจมคฺคํ ปสฺสาวมคฺคํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ทฺวินฺนํ ทุกฺกฏานํ ฯ {๔๐๔.๔} เทฺว ปุริสา ทฺวินฺนํ ปุริสานํ ปุริสสญฺญี เวมติโก ติรจฺฉานคตสญฺญี อิตฺถีสญฺญี ปณฺฑกสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ ทฺวินฺนํ ปุริสานํ วจฺจมคฺคํ ปสฺสาวมคฺคํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ทฺวินฺนํ ทุกฺกฏานํ ฯ {๔๐๔.๕} เทฺว ติรจฺฉานคตา ทฺวินฺนํ ติรจฺฉานคตานํ ติรจฺฉานคต- สญฺญี เวมติโก อิตฺถีสญฺญี ปณฺฑกสญฺญี ปุริสสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ ทฺวินฺนํ ติรจฺฉานคตานํ วจฺจมคฺคํ ปสฺสาวมคฺคํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ทฺวินฺนํ ทุกฺกฏานํ ฯ
๔๐๕อิตฺถี จ ปณฺฑโก จ อุภินฺนํ อิตฺถีสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อุภินฺนํ วจฺจมคฺคํ ปสฺสาวมคฺคํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ สงฺฆาทิเสเสน ทุกฺกฏสฺส ฯ {๔๐๕.๑} อิตฺถี จ ปณฺฑโก จ อุภินฺนํ เวมติโก ฯเปฯ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจเยน ทุกฺกฏสฺส ฯเปฯ ปณฺฑกสญฺญี ฯเปฯ อาปตฺติ ทฺวินฺนํ ถุลฺลจฺจยานํ ฯเปฯ ปุริสสญฺญี ฯเปฯ ติรจฺฉานคตสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อุภินฺนํ วจฺจมคฺคํ ปสฺสาวมคฺคํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจเยน ทุกฺกฏสฺส ฯ {๔๐๕.๒} อิตฺถี จ ปุริโส จ อุภินฺนํ อิตฺถีสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อุภินฺนํ วจฺจมคฺคํ ปสฺสาวมคฺคํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ สงฺฆาทิเสเสน ทุกฺกฏสฺส ฯ {๔๐๕.๓} อิตฺถี จ ปุริโส จ อุภินฺนํ เวมติโต ปณฺฑกสญฺญี ปุริสสญฺญี ติรจฺฉานคตสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อุภินฺนํ วจฺจมคฺคํ ปสฺสาวมคฺคํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจเยน ทุกฺกฏสฺส ฯ {๔๐๕.๔} อิตฺถี จ ติรจฺฉานคโต จ อุภินฺนํ อิตฺถีสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อุภินฺนํ วจฺจมคฺคํ ปสฺสาวมคฺคํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ สงฺฆาทิเสเสน ทุกฺกฏสฺส ฯ {๔๐๕.๕} อิตฺถี จ ติรจฺฉานคโต จ อุภินฺนํ เวมติโก ปณฺฑกสญฺญี ปุริสสญฺญี ติรจฺฉานคตสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อุภินฺนํ วจฺจมคฺคํ ปสฺสาวมคฺคํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจเยน ทุกฺกฏสฺส ฯ {๔๐๕.๖} ปณฺฑโก จ ปุริโส จ อุภินฺนํ ปณฺฑกสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อุภินฺนํ วจฺจมคฺคํ ปสฺสาวมคฺคํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจเยน ทุกฺกฏสฺส ฯ {๔๐๕.๗} ปณฺฑโก จ ปุริโส จ อุภินฺนํ เวมติโก ปุริสสญฺญี ติรจฺฉานคตสญฺญี อิตฺถีสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อุภินฺนํ วจฺจมคฺคํ ปสฺสาวมคฺคํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ทฺวินฺนํ ทุกฺกฏานํ ฯ {๔๐๕.๘} ปณฺฑโก จ ติรจฺฉานคโต จ อุภินฺนํ ปณฺฑกสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อุภินฺนํ วจฺจมคฺคํ ปสฺสาวมคฺคํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจเยน ทุกฺกฏสฺส ฯ {๔๐๕.๙} ปณฺฑโก จ ติรจฺฉานคโต จ อุภินฺนํ เวมติโก ปุริสสญฺญี ติรจฺฉานคตสญฺญี อิตฺถีสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อุภินฺนํ วจฺจมคฺคํ ปสฺสาวมคฺคํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ทฺวินฺนํ ทุกฺกฏานํ ฯ {๔๐๕.๑๐} ปุริโส จ ติรจฺฉานคโต จ อุภินฺนํ ปุริสสญฺญี เวมติโก ติรจฺฉานคตสญฺญี อิตฺถีสญฺญี ปณฺฑกสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อุภินฺนํ วจฺจมคฺคํ ปสฺสาวมคฺคํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ทฺวินฺนํ ทุกฺกฏานํ ฯ
๔๐๖อิตฺถี จ โหติ อิตฺถีสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อิตฺถิยา วจฺจมคฺคํ ปสฺสาวมคฺคํ ฐเปตฺวา อธกฺขกํ อุพฺภชาณุมณฺฑลํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯ {๔๐๖.๑} ปณฺฑโก จ โหติ อิตฺถีสญฺญี ฯเปฯ ปุริโส จ โหติ อิตฺถีสญฺญี ฯเปฯ ติรจฺฉานคโต จ โหติ อิตฺถีสญฺญี ฯเปฯ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ {๔๐๖.๒} เทฺว อิตฺถิโย ทฺวินฺนํ อิตฺถีนํ อิตฺถีสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ ทฺวินฺนํ อิตฺถีนํ วจฺจมคฺคํ ปสฺสาวมคฺคํ ฐเปตฺวา อธกฺขกํ อุพฺภชาณุมณฺฑลํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ทฺวินฺนํ ถุลฺลจฺจยานํ ฯ {๔๐๖.๓} อิตฺถี จ ปณฺฑโก จ อุภินฺนํ อิตฺถีสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อุภินฺนํ วจฺจมคฺคํ ปสฺสาวมคฺคํ ฐเปตฺวา อธกฺขกํ อุพฺภชาณุมณฺฑลํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจเยน ทุกฺกฏสฺส ฯ
๔๐๗อิตฺถี จ โหติ อิตฺถีสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อิตฺถิยา อุพฺภกฺขกํ อโธชาณุมณฺฑลํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ {๔๐๗.๑} ปณฺฑโก จ โหติ อิตฺถีสญฺญี ฯเปฯ ปริโส จ โหติ อิตฺถีสญฺญี ฯเปฯ ติรจฺฉานคโต จ โหติ อิตฺถีสญฺญี ฯเปฯ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ เทฺว อิตฺถิโย ทฺวินฺนํ อิตฺถีนํ อิตฺถีสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ ทฺวินฺนํ อิตฺถีนํ อุพฺภกฺขกํ อโธชาณุมณฺฑลํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ทฺวินฺนํ ทุกฺกฏานํ ฯ อิตฺถี จ ปณฺฑโก จ อุภินฺนํ อิตฺถีสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อุภินฺนํ อุพฺภกฺขกํ อโธชาณุมณฺฑลํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ทฺวินฺนํ ทุกฺกฏานํ ฯ อิตฺถี จ โหติ อิตฺถีสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อิตฺถิยา กายปฏิพทฺธํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ {๔๐๗.๒} ปณฺฑโก จ โหติ ฯเปฯ ปุริโส จ โหติ ฯเปฯ ติรจฺฉานคโต จ โหติ ฯเปฯ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ เทฺว อิตฺถิโย ทฺวินฺนํ อิตฺถีนํ อิตฺถีสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ ทฺวินฺนํ อิตฺถีนํ กายปฏิพทฺธํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ทฺวินฺนํ ทุกฺกฏานํ ฯ อิตฺถี จ ปณฺฑโก จ อุภินฺนํ อิตฺถีสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อุภินฺนํ กายปฏิพทฺธํ อาทิสฺส วณฺณํปิ ภณติ อวณฺณํปิ ภณติ ฯเปฯ อกฺโกสติปิ อาปตฺติ ทฺวินฺนํ ทุกฺกฏานํ ฯ
๔๐๘อนาปตฺติ อตฺถปุเรกฺขารสฺส ธมฺมปุเรกฺขารสฺส อนุสาสนีปุเรกฺขารสฺส อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ
๔๐๙โลหิตํ กกฺกสากิณฺณํ ขรํ ทีฆญฺจ วาปิตํ กจฺจิ สํสรติ มคฺโค สทฺธา ทาเนน กมฺมุนาติ ฯ
๔๑๐เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรา อิตฺถี นวรตฺตํ กมฺพลํ ปารุตา โหติ ฯ อญฺญตโร ภิกฺขุ สารตฺโต ตํ อิตฺถึ เอตทโวจ โลหิตํ โข เต ภคินีติ ฯ สา น ปฏิวิชานาติ อาม อยฺย นวรตฺโต กมฺพโลติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ กจฺจิ นุ โข อหํ สงฺฆาทิเสสํ อาปตฺตึ อาปนฺโนติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ สงฺฆาทิเสสสฺส อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ {๔๑๐.๑} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรา อิตฺถี กกฺกสกมฺพลํ ปารุตา โหติ ฯ อญฺญตโร ภิกฺขุ สารตฺโต ตํ อิตฺถึ เอตทโวจ กกฺกสโลมํ โข เต ภคินีติ ฯ สา น ปฏิวิชานาติ อาม อยฺย กกฺกสกมฺพโลติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ สงฺฆาทิเสสสฺส อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ {๔๑๐.๒} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรา อิตฺถี นวโธตํ กมฺพลํ ปารุตา โหติ ฯ อญฺญตโร ภิกฺขุ สารตฺโต ตํ อิตฺถึ เอตทโวจ อากิณฺณโลมํ โข เต ภคินีติ ฯ สา น ปฏิวิชานาติ อาม อยฺย นวโธโต กมฺพโลติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ สงฺฆาทิเสสสฺส อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ {๔๑๐.๓} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรา อิตฺถี ขรกมฺพลํ ปารุตา โหติ ฯ อญฺญตโร ภิกฺขุ สารตฺโต ตํ อิตฺถึ เอตทโวจ ขรโลมํ โข เต ภคินีติ ฯ สา น ปฏิวิชานาติ อาม อยฺย ขรกมฺพโลติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ สงฺฆาทิเสสสฺส อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
๔๑๑เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรา อิตฺถี ทีฆปาวารํ ปารุตา โหติ ฯ อญฺญตโร ภิกฺขุ สารตฺโต ตํ อิตฺถึ เอตทโวจ ทีฆโลมํ โข เต ภคินีติ ฯ สา น ปฏิวิชานาติ อาม อยฺย ทีฆปาวาโรติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ สงฺฆาทิเสสสฺส อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
๔๑๒เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรา อิตฺถี เขตฺตํ วปาเปตฺวา อาคจฺฉติ ฯ อญฺญตโร ภิกฺขุ สารตฺโต ตํ อิตฺถึ เอตทโวจ วาปิตํ โข เต ภคินีติ ฯ สา น ปฏิวิชานาติ อาม อยฺย โน จ โข ปฏิวุตฺตนฺติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ สงฺฆาทิเสสสฺส อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
๔๑๓เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ปริพฺพาชิกํ ปฏิปเถ ปสฺสิตฺวา สารตฺโต ตํ ปริพฺพาชิกํ เอตทโวจ กจฺจิ ภคินิ เต มคฺโค สํสรตีติ ฯ สา น ปฏิวิชานาติ อาม ภิกฺขุ ปฏิปชฺชิสฺสสีติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ สงฺฆาทิเสสสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺสาติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๓. ทุฎฐุลลวาจาสิกขาบท นิทานวัตถุ ๓. ทุฏฐุลลวาจาสิกขาบท ว่าด้วยการพูดเกี้ยวหญิง เรื่องพระอุทายี
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระอุทายีอยู่ในป่า วิหารของท่านสวยงาม น่าดู น่าชม หญิงจำนวนมากพากันไปที่วัดเพื่อชมวิหาร พากันเข้าไปหาท่านพระอุทายีถึงที่อยู่ ครั้นเข้าไปหาแล้ว กล่าวว่า “พวกดิฉันต้องการชมวิหารของพระคุณเจ้า เจ้าค่ะ” ท่านพระอุทายีพาหญิงเหล่านั้นชมวิหาร พูดชมบ้าง พูดติบ้าง ขอบ้าง อ้อนวอนบ้าง ถามบ้าง ถามซ้ำบ้าง บอกบ้าง สอนบ้าง ด่าบ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของหญิงเหล่านั้น พวกหญิงที่ไม่กลัวบาป ใจถึง ไม่มียางอาย บ้างก็ยิ้มพราย บ้างก็พูดยั่ว บ้างก็กระซิกกระซี้ บ้างก็กระเซ้ากับท่านพระอุทายี ส่วนพวกหญิงที่มีความละอายใจก็เลี่ยงออกไปแล้วฟ้องภิกษุทั้งหลายว่า “ท่านเจ้าข้า คำเช่นนี้ไม่เหมาะ ไม่ควร สามีพูดเช่นนี้พวกเราก็ยังไม่ชอบ นี่พระคุณเจ้าอุทายีมาพูดได้อย่างไร” บรรดาภิกษุผู้มักน้อยสันโดษ มีความละอาย มีความระมัดระวัง ใฝ่การศึกษาจึงพากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนท่านพระอุทายี จึงพูดเกี้ยวมาตุคามด้วยวาจาชั่วหยาบเล่า” ครั้นภิกษุเหล่านั้นตำหนิท่านพระอุทายีโดยประการต่างๆแล้วจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ ทรงสอบถามท่านพระอุทายีว่า “อุทายี ทราบว่า เธอพูดเกี้ยวมาตุคามด้วยวาจาชั่วหยาบจริงหรือ” ท่านทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคทรงตำหนิว่า“โมฆบุรุษ การกระทำอย่างนี้ไม่สมควร ไม่คล้อยตาม ไม่เหมาะสม ไม่ใช่กิจของสมณะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๓๑๕}
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๓. ทุฎฐุลลวาจาสิกขาบท สิกขาบทวิภังค์ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนเธอจึงพูดเกี้ยวมาตุคามด้วยวาจาชั่วหยาบเล่า โมฆบุรุษ เราแสดงธรรมโดยประการต่างๆ เพื่อคลายความกำหนัด มิใช่เพื่อความกำหนัด ฯลฯ เราบอกการระงับความกลัดกลุ้มเพราะกามไว้โดยประการต่างๆ มิใช่หรือ โมฆบุรุษการกระทำอย่างนี้ มิได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส ฯลฯ” แล้ว จึงรับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้ พระบัญญัติ
ก็ภิกษุใดถูกราคะครอบงำแล้ว มีจิตแปรปรวน พูดเกี้ยวมาตุคามด้วยวาจาชั่วหยาบ พาดพิงเมถุน เหมือนชายหนุ่มพูดเกี้ยวหญิงสาว เป็นสังฆาทิเสส เรื่องพระอุทายี จบ สิกขาบทวิภังค์
คำว่า ก็...ใด คือผู้ใด ผู้เช่นใด ฯลฯ นี้ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ก็...ใด คำว่า ภิกษุ มีอธิบายว่า ที่ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้ขอ ฯลฯ นี้ที่พระผู้มีพระภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุ ในความหมายนี้ ที่ชื่อว่า ถูกราคะครอบงำแล้ว คือ มีความยินดี เพ่งเล็ง มีจิตรักใคร่ คำว่า แปรปรวน ความว่า จิตกำหนัดแล้วชื่อว่าแปรปรวนบ้าง จิตโกรธแล้วชื่อว่าแปรปรวนบ้าง จิตหลงแล้วชื่อว่าแปรปรวนบ้าง แต่จิตกำหนัดแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงประสงค์ว่า แปรปรวน ในความหมายนี้ ที่ชื่อว่า มาตุคาม ได้แก่ หญิงมนุษย์ ไม่ใช่นางยักษ์ ไม่ใช่นางเปรต ไม่ใช่สัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย แต่เป็นหญิงที่รู้เดียงสา สามารถรับรู้ถ้อยคำสุภาษิต ทุพภาษิต คำหยาบและคำสุภาพ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๓๑๖}
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๓. ทุฎฐุลลวาจาสิกขาบท บทภาชนีย์ วาจาที่ชื่อว่า ชั่วหยาบ ได้แก่ ถ้อยคำที่พาดพิงเมถุนธรรมทางทวารหนัก ทวารเบา คำว่า พูดเกี้ยว นี้ ท่านเรียกความประพฤติล่วงเกิน คำว่า เหมือนชายหนุ่มพูดเกี้ยวหญิงสาว ได้แก่ หนุ่มพูดเกี้ยวสาว ชายวัยรุ่นพูดเกี้ยวหญิงวัยรุ่น คือ ชายผู้บริโภคกามพูดเกี้ยวหญิงผู้บริโภคกาม คำว่า พาดพิงเมถุน ได้แก่ ถ้อยคำเกี่ยวกับเมถุนธรรม คำว่า เป็นสังฆาทิเสส ความว่า สำหรับอาบัตินี้ สงฆ์เท่านั้นให้ปริวาส ฯลฯ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า “เป็นสังฆาทิเสส” บทภาชนีย์ มาติกา ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ขอบ้าง อ้อนวอนบ้าง ถามบ้าง ถามซ้ำบ้าง บอกบ้างสอนบ้าง ด่าบ้าง พาดพิงทวารทั้งสอง ที่ชื่อว่า พูดชม คือ พูดชมเชย พรรณนา พูดสรรเสริญทวารทั้งสอง ที่ชื่อว่า พูดติ คือ พูดข่ม พูดเสียดสี พูดติเตียนทวารทั้งสอง ที่ชื่อว่า ขอ คือ พูดว่า “จงให้แก่เรา ควรให้แก่เรา” ที่ชื่อว่า อ้อนวอน คือ พูดว่า “เมื่อไรมารดาของเธอจักเลื่อมใส เมื่อไรบิดาของเธอจักเลื่อมใส เมื่อไรเทวดาของเธอจักเลื่อมใส เมื่อไรเธอจะมีขณะดี มีลยะดี มีครู่ดี เมื่อไรเราจะได้เสพเมถุนธรรมกับเธอ” ที่ชื่อว่า ถาม คือ ถามว่า “เธอให้แก่สามีอย่างไรหรือให้แก่ชายชู้อย่างไร” ที่ชื่อว่า ถามซ้ำ คือ สอบถามว่า “ทราบว่า เธอให้แก่สามีอย่างนี้ ให้แก่ชายชู้อย่างนี้หรือ” ที่ชื่อว่า บอก คือ พอถูกถามจึงบอกว่า “เธอจงให้อย่างนี้ เมื่อให้อย่างนี้จะเป็นที่รักใคร่พอใจของสามี”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๓๑๗}
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๓. ทุฎฐุลลวาจาสิกขาบท บทภาชนีย์ ที่ชื่อว่า สอน คือ เขาไม่ถามก็สอนว่า “เธอจงให้อย่างนี้ เมื่อให้อย่างนี้จะเป็นที่รักใคร่พอใจของสามี” ที่ชื่อว่า ด่า คือ ด่าว่า “เธอไม่มีเครื่องหมายเพศ เธอสักแต่ว่ามีเครื่องหมายเพศ เธอไม่มีประจำเดือน เธอมีประจำเดือนไม่หยุด เธอใช้ผ้าซับเสมอ เธอเป็นคนไหลซึม เธอมีเดือย เธอเป็นบัณเฑาะก์หญิง เธอมีลักษณะคล้ายชาย เธอมีทวารหนักทวารเบาติดกัน เธอมีสองเพศ” หญิง
(๑) เป็นหญิง (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ขอบ้าง อ้อนวอนบ้าง ถามบ้าง ถามซ้ำบ้าง บอกบ้างสอนบ้าง ด่าบ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของหญิง ต้องอาบัติสังฆาทิเสส (๑) เป็นหญิง (๒) ภิกษุไม่แน่ใจหญิงว่าเป็นหญิง ฯลฯ สำคัญว่าเป็น บัณเฑาะก์ ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของหญิง ต้องอาบัติถุลลัจจัย บัณเฑาะก์ (๑) เป็นบัณเฑาะก์ (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์และมีความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของบัณเฑาะก์ ต้องอาบัติถุลลัจจัย (๑) เป็นบัณเฑาะก์ (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นบัณเฑาะก์ ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นหญิงและมีความกำหนัด(๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของบัณเฑาะก์ ต้องอาบัติทุกกฏ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๓๑๘}
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๓. ทุฎฐุลลวาจาสิกขาบท บทภาชนีย์ ชาย (๑) เป็นชาย (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ ไม่แน่ใจว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นหญิง ฯลฯ สำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์และมีความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของชาย ต้องอาบัติทุกกฏ สัตว์ดิรัจฉาน (๑) เป็นสัตว์ดิรัจฉาน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ ไม่แน่ใจว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นหญิง ฯลฯ สำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชายและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้างพาดพิงทวารหนักทวารเบาของสัตว์ดิรัจฉาน ต้องอาบัติทุกกฏ หญิง ๒ คน (๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ คนและมีความกำหนัด(๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของหญิงทั้ง ๒คน ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ๒ ตัว (๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ คน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของหญิงทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๒ ตัว บัณเฑาะก์ ๒ คน (๑) เป็นบัณเฑาะก์ ๒ คน (๒) ภิกษุสำคัญก์ว่าเป็นบัณเฑาะก์ทั้ง ๒ คนและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของบัณเฑาะก์ทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๒ ตัว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๓๑๙}
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๓. ทุฎฐุลลวาจาสิกขาบท บทภาชนีย์ (๑) เป็นบัณเฑาะก์ ๒ คน (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นบัณเฑาะก์ทั้ง ๒ คนฯลฯ สำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นหญิงและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของบัณเฑาะก์ทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ชาย ๒ คน (๑) เป็นชาย ๒ คน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นชายทั้ง ๒ คน ฯลฯ ไม่แน่ใจว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นหญิง ฯลฯ สำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์และมีความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้างพาดพิงทวารหนักทวารเบาของชายทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว สัตว์ดิรัจฉาน ๒ ตัว (๑) เป็นสัตว์ดิรัจฉาน ๒ ตัว (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานทั้ง ๒ ตัว ฯลฯ ไม่แน่ใจว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นหญิง ฯลฯ สำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชายและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของสัตว์ดิรัจฉานทั้ง ๒ ตัว ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัวหญิงและบัณเฑาะก์ (๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ คนและมี ความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏกับสังฆาทิเสส (๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นหญิงและบัณเฑาะก์ทั้ง ๒ คน ฯลฯ ต้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ ฯลฯ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๒ ตัว ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ ต้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัยฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้างฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๓๒๐}
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๓. ทุฎฐุลลวาจาสิกขาบท บทภาชนีย์ หญิงและชาย (๑) เป็นหญิงและชาย (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ คนและมีความ กำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏกับสังฆาทิเสส (๑) เป็นหญิงและชาย (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นหญิงและชายทั้ง ๒ คน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย หญิงและสัตว์ดิรัจฉาน (๑) เป็นหญิงและสัตว์ดิรัจฉาน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ และมี ความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏกับสังฆาทิเสส (๑) เป็นหญิงและสัตว์ดิรัจฉาน (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นหญิงและสัตว์ดิรัจฉานทั้ง ๒ ฯลฯ สำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของทั้ง ๒ ต้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย บัณเฑาะก์และชาย (๑) เป็นบัณเฑาะก์และชาย (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ทั้ง ๒ คนและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย (๑) เป็นบัณเฑาะก์และชาย (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นบัณเฑาะก์และชายทั้ง ๒คน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นหญิงและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๓๒๑}
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๓. ทุฎฐุลลวาจาสิกขาบท บทภาชนีย์ บัณเฑาะก์และสัตว์ดิรัจฉาน (๑) เป็นบัณเฑาะก์และสัตว์ดิรัจฉาน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ทั้ง ๒และมีความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของทั้ง ๒ ต้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย (๑) เป็นบัณเฑาะก์และสัตว์ดิรัจฉาน (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นบัณเฑาะก์และสัตว์ดิรัจฉานทั้ง ๒ ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นหญิงและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้างพาดพิงทวารหนักทวารเบาของทั้ง ๒ ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ชายและสัตว์ดิรัจฉาน (๑) เป็นชายและสัตว์ดิรัจฉาน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นชายทั้ง ๒ ฯลฯ ไม่แน่ใจว่าเป็นชายและสัตว์ดิรัจฉานทั้ง ๒ ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นหญิง ฯลฯ สำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์และมีความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้างพูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงทวารหนักทวารเบาของทั้ง ๒ ต้องอาบัติทุกกฏ๒ ตัว ใต้รากขวัญและเหนือเข่า (๑) เป็นหญิง (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุ พูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงถึงอวัยวะเบื้องบนใต้รากขวัญลงมาอวัยวะเบื้องต่ำเหนือเข่าขึ้นไป เว้นทวารหนักและทวารเบาของหญิง ต้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ (๑) เป็นสัตว์ดิรัจฉาน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิง ฯลฯ ต้องอาบัติทุกกฏ (๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ คนและมีความกำหนัด(๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงถึงอวัยวะเบื้องบนใต้รากขวัญลงมาอวัยวะเบื้องต่ำเหนือเข่าขึ้นไป เว้นทวารหนักและทวารเบาของหญิงทั้ง ๒ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๒ ตัว ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๓๒๒}
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๓. ทุฎฐุลลวาจาสิกขาบท บทภาชนีย์ (๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ คนและมี ความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงถึงอวัยวะเบื้องบนใต้รากขวัญลงมา อวัยวะเบื้องต่ำเหนือเข่าขึ้นไป เว้นทวารหนักและทวารเบาของทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย ฯลฯ เหนือรากขวัญและใต้เข่า (๑) เป็นหญิง (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงถึงอวัยวะเบื้องบนเหนือรากขวัญขึ้นไปอวัยวะเบื้องต่ำใต้เข่าลงมาของหญิง ต้องอาบัติทุกกฏ (๑) เป็นบัณเฑาะก์ (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิง ฯลฯ (๑) เป็นชาย (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิง ฯลฯ (๑) สัตว์ดิรัจฉาน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิง ฯลฯ ต้องอาบัติทุกกฏ (๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ คนและมีความ กำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงถึงอวัยวะเบื้องบนเหนือรากขวัญขึ้นไป อวัยวะเบื้องต่ำใต้เข่าลงมาของหญิงทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏ๒ ตัว ฯลฯ (๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ คนและมี ความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงถึงอวัยวะเบื้องบนเหนือรากขวัญขึ้นไป อวัยวะเบื้องต่ำใต้เข่าลงมาของทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏ๒ ตัว ฯลฯ พูดพาดพิงถึงของที่เนื่องด้วยกาย (๑) เป็นหญิง (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงถึงของที่เนื่องด้วยกายของหญิง ต้องอาบัติทุกกฏ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๓๒๓}
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๓. ทุฎฐุลลวาจาสิกขาบท คาถารวมวินีตวัตถุ (๑) เป็นบัณเฑาะก์ ฯลฯ (๑) เป็นชาย ฯลฯ (๑) เป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ ต้องอาบัติทุกกฏ (๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ คนและมีความกำหนัด(๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงถึงของที่เนื่องด้วยกายของหญิงทั้ง๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ (๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ คนและมี ความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงถึงของที่เนื่องด้วยกายของทั้ง ๒ ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ อนาปัตติวาร ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ
๑. ภิกษุมุ่งอรรถะ ๒. ภิกษุมุ่งธรรม ๓. ภิกษุมุ่งพร่ำสอน ๔. ภิกษุวิกลจริต ๕. ภิกษุต้นบัญญัติ คาถารวมวินีตวัตถุ เรื่องที่ทรงวินิจฉัยแล้ว เรื่องผ้ากัมพลสีแดง ๑ เรื่อง เรื่องผ้ากำพลขนแข็ง ๑ เรื่อง เรื่องผ้ากัมพลขนยุ่งเหยิง ๑ เรื่อง เรื่องผ้ากัมพลขนหยาบ ๑ เรื่อง เรื่องผ้าห่มขนยาว ๑ เรื่อง เรื่องนาหว่าน ๑ เรื่อง เรื่องหนทางราบเรียบ ๑ เรื่อง เรื่องมีศรัทธา ๑ เรื่อง เรื่องให้ทาน ๑ เรื่อง เรื่องทำงาน ๓ เรื่อง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๓๒๔}
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๓. ทุฎฐุลลวาจาสิกขาบท วินีตวัตถุ วินีตวัตถุ เรื่องผ้ากัมพลสีแดง ๑ เรื่อง
สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งห่มผ้ากัมพลใหม่สีแดง ภิกษุรูปหนึ่งมีความ กำหนัด ได้กล่าวกับเธอว่า “น้องหญิง เธอมีสีแดงแท้” แต่นางไม่เข้าใจความหมายจึงกล่าวว่า “ใช่เจ้าค่ะ พระคุณเจ้า ผ้ากัมพลใหม่สีแดง” ท่านเกิดความกังวลใจว่าเราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๑)เรื่องผ้ากัมพลขนแข็ง ๑ เรื่อง สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งห่มผ้ากัมพลขนแข็ง ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัด ได้ กล่าวกับเธอว่า “น้องหญิง เธอมีขนแข็งแท้” แต่นางไม่เข้าใจความหมายจึงกล่าวว่า“ใช่เจ้าค่ะ พระคุณเจ้า ผ้ากัมพลขนแข็ง” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๒)เรื่องผ้ากัมพลขนยุ่งเหยิง ๑ เรื่อง สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งห่มผ้ากัมพลซักใหม่ ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัด ได้ กล่าวกับเธอว่า “น้องหญิง เธอมีขนยุ่งเหยิง” แต่นางไม่เข้าใจความหมายจึงกล่าวว่า“ใช่เจ้าค่ะ พระคุณเจ้า ผ้ากัมพลขนยุ่งเหยิง” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๓)เรื่องผ้ากัมพลขนหยาบ ๑ เรื่อง สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งห่มผ้ากัมพลขนหยาบ ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัด ได้ กล่าวกับเธอว่า “น้องหญิง เธอมีขนหยาบ” แต่นางไม่เข้าใจความหมายจึงกล่าวว่า“ใช่เจ้าค่ะ พระคุณเจ้า ผ้ากัมพลขนหยาบ” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๓๒๕}
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๓. ทุฎฐุลลวาจาสิกขาบท วินีตวัตถุ สังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๔)เรื่องผ้าห่มขนยาว ๑ เรื่อง สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งห่มผ้าห่มขนยาว ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัด ได้กล่าว กับเธอว่า “น้องหญิง เธอมีขนยาว” แต่นางไม่เข้าใจความหมายจึงกล่าวว่า “ใช่เจ้าค่ะพระคุณเจ้า ผ้าห่มขนยาว” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุเธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๕) เรื่องนาหว่าน ๑ เรื่อง
สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งหว่านนาแล้วเดินมา ภิกษุรูปหนึ่งมีความ กำหนัด ได้กล่าวกับเธอว่า “น้องหญิง เธอหว่านเสร็จแล้วหรือ” แต่นางไม่เข้าใจความหมายจึงกล่าวว่า “ใช่เจ้าค่ะ พระคุณเจ้า หว่านเสร็จแล้วแต่ยังมิได้ไถกลบ”ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๖) เรื่องหนทางราบเรียบ ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพบนางปริพาชิกาเดินสวนทางมา มีความกำหนัด ได้ กล่าวกับเธอว่า “น้องหญิง ทางของเธอราบเรียบหรือ” แต่นางไม่เข้าใจความหมายจึงกล่าวว่า “เจ้าค่ะ นิมนต์พระคุณเจ้าเดินไปเถิด” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๗)เรื่องมีศรัทธา ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัด ได้กล่าวกับหญิงคนหนึ่งว่า “น้องหญิง เธอเป็นคนมีศรัทธา จะถวายสิ่งที่เธอให้แก่สามีแก่พวกอาตมาบ้างไม่ได้หรือ” “อะไร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๓๒๖}
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๓. ทุฎฐุลลวาจาสิกขาบท วินีตวัตถุ เจ้าค่ะ” ภิกษุนั้นตอบว่า“เมถุนธรรม” แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (เรื่องที่ ๘) เรื่องให้ทาน ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัด ได้กล่าวกับหญิงคนหนึ่งว่า “น้องหญิง เธอเป็นคนมีศรัทธา จะถวายทานอันเลิศแก่พวกอาตมาบ้างไม่ได้หรือ” “อะไรเจ้าค่ะ” ภิกษุนั้นตอบว่า “เมถุนธรรม” แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (เรื่องที่ ๙) เรื่องทำงาน ๓ เรื่อง สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งกำลังทำงานอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัด ได้กล่าว กับเธอว่า “น้องหญิง หยุดเถิด อาตมาจักช่วยทำ” แต่นางไม่รู้ความหมาย ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๑๐) สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งกำลังทำงานอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัด ได้กล่าว กับเธอว่า “น้องหญิง นั่งเถิด อาตมาจักช่วยทำ” แต่นางไม่รู้ความหมาย ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๑๑) สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งกำลังทำงานอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัด ได้กล่าว กับเธอว่า “น้องหญิง นอนพักเถิด อาตมาจักช่วยทำ” แต่นางไม่รู้ความหมาย ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๑๒) ทุฏฐุลลวาจาสิกขาบทที่ ๓ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๓๒๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๓ ทุฏฐุลลวาจาสิกขาบทวรรณนา
ทุฏฐุลลวาจาสิกขาบทว่า เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา เป็นต้น ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไป :-
พึงทราบวินิจฉัยในทุฏฐุลลวาจาสิกขาบทนั้นดังนี้ :-
[อธิบายสิกขาบทวิภังค์ สังฆาทิเสสที่ ๓]
บทว่า อาทิสฺส แปลว่า มุ่งถึง.
หลายบทว่า วณฺณมฺปิ ภณติ เป็นต้น จักมีแจ้งข้างหน้า.
บทว่า อจฺฉินฺนกา แปลว่า ขาดความเกรงบาป.
บทว่า ธุตฺติกา แปลว่า ผู้มีมารยา.
บทว่า อหิริกาโย แปลว่า ผู้ไม่มีความอาย.
บทว่า โอหสนฺติ แปลว่า แย้มพรายแล้ว หัวเราะเบาๆ.
บทว่า อุลฺลปนฺติ ความว่า ย่อมกล่าวถ้อยคำแทะโลม มีประการต่างๆ ยกย่องโดยนัยเป็นต้นว่า โอ พระคุณเจ้า.
บทว่า อุชฺชคฺฆนฺติ แปลว่า ย่อมหัวเราะลั่น.
บทว่า อุปฺผณฺเฑนฺติ ความว่า กระทำการเยาะเย้ยโดยนัยเป็นต้นว่า นี้เป็นบัณเฑาะก์ นี้มิใช่ผู้ชาย.
บทว่า สารตฺโต แปลว่า กำหนัดแล้ว ด้วยความกำหนัด โดยอำนาจแห่งความพอใจในวาจาชั่วหยาบ.
บทว่า อเปกฺขวา ปฏิพทฺธจิตฺโต มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
ในสิกขาบทนี้ พึงประกอบราคะด้วยอำนาจแห่งความยินดีในวาจาอย่างเดียว.
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงมาตุคามที่ทรงประสงค์ในคำว่า มาตุคามํ ทุฏฺฐุลฺลาหิ วาจาหิ นี้ จึงตรัสคำว่า มาตุคาโม เป็นอาทิ.
บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยคำว่า เป็นหญิงที่รู้เดียงสา สามารถทราบถ้อยคำที่เป็นสุภาษิตทุพภาษิต วาจาชั่วหยาบและสุภาพได้นี้ท่านพระอุบาลีแสดงว่า หญิงที่เป็นผู้ฉลาด สามารถเพื่อจะทราบถ้อยคำที่เป็นประโยชน์และไร้ประโยชน์ถ้อยคำที่พาดพิงอสัทธรรมและสัทธรรมทรงประสงค์เอาในสิกขาบทนี้, ส่วนหญิงที่โง่เขลาเบาปัญญาแม้เป็นผู้ใหญ่ ก็ไม่ทรงประสงค์เอาในสิกขาบทนี้.
บทว่า โอภาเสยฺย ความว่า พึงพูดเคาะ คือพูดพาดพิงอสัทธรรมมีประการต่างๆ. ก็เพราะชื่อว่า การพูดเคาะของภิกษุผู้พูดอย่างนี้ โดยความหมาย เป็นอัชฌาจาร คือเป็นความประพฤติล่วงละเมิดเขตแดนแห่งความสำรวมด้วยอำนาจแห่งราคะเพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า บทว่า โอภาเสยฺย คือ ที่เรียกว่าอัชฌาจาร.
คำว่า ตํ ในคำว่า ยถาตํ นี้ เป็นเพียงนิบาต. ความว่า เหมือนชายหนุ่มพูดเคาะหญิงสาวฉะนั้น.
คำเป็นต้นว่า เทฺว มคฺเค อาทิสฺส ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพื่อทรงแสดงอาการที่เป็นเหตุให้เป็นสังฆาทิเสส แก่ภิกษุผู้พูดเคาะ (หญิง).
[อธิบายบทภาชนีย์ สังฆาทิเสสที่ ๓]
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า เทฺว มคฺเค ได้แก่ วัจจมรรคกับปัสสาวมรรค. คำที่เหลือปรากฏแล้วแต่แรกในอุเทศนั่นแล. ก็ในอุเทศคำว่า พูดชม คือพูดว่า เธอเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยลักษณะของหญิงคือด้วยศุภลักษณะ, อาบัติยังไม่ถึงที่สุดก่อน. พูดว่า วัจจมรรคและปัสสาวมรรคของเธอเป็นเช่นนี้, เธอเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยลักษณะของสตรี คือด้วยศุภลักษณะเช่นนี้ ด้วยเหตุเช่นนั้น, อาบัติย่อมถึงที่สุด คือเป็นสังฆาทิเสส.
ก็สองบทว่า วณฺเณติ ปสํสติ นี้ เป็นไวพจน์ของบทว่า พูดชม.
บทว่า ขุํเสติ ความว่า ย่อมพูดกระทบกระเทียบด้วยประตัก คือวาจา.
บทว่า วมฺเภติ แปลว่า พูดรุกราน.
บทว่า ครหติ แปลว่า ย่อมกล่าวโทษ.
แต่เมื่อยังไม่พูดเชื่อมต่อกับ ๑๑ บท มีบทว่า อนิมิตฺตาสิ เป็นต้นซึ่งมาในบาลีข้างหน้า อาบัติยังไม่ถึงที่สุด, ถึงแม้เชื่อมแล้ว เมื่อพูดเชื่อมด้วย ๓ บทเหล่านี้ว่า เธอเป็นคนมีเดือย, เธอเป็นคนผ่า, เธอเป็นคน ๒ เพศ ดังนี้เท่านั้น
ในบรรดา ๑๑ บทเหล่านั้น จึงเป็นสังฆาทิเสส. แม้ในการพูดขอว่า เธอจงให้แก่เรา อาบัติยังไม่ถึงที่สุด ด้วยคำพูดเพียงเท่านี้ต่อเมื่อพูดเชื่อมด้วยเมถุนธรรมอย่างนี้ว่า เธอจงให้เมถุนธรรม เป็นสังฆาทิเสส. แม้ในคำพูดอ้อนวอนว่า เมื่อไรมารดาของเธอจักเลื่อมใสเป็นต้น อาบัติยังไม่ถึงที่สุด ด้วยคำพูดเพียงเท่านี้แต่เมื่อพูดเชื่อมด้วยเมถุนธรรม โดยนัยเป็นต้นว่า เมื่อไรมารดาของเธอจักเลื่อมใส, เมื่อไร เราจักได้เมถุนธรรมของเธอ หรือว่า เมื่อมารดาของเธอเลื่อมใสแล้ว เราจักได้เมถุนธรรม ดังนี้ เป็นสังฆาทิเสส. แม้ในคำถามเป็นต้นว่า เธอให้แก่สามีอย่างไร? เมื่อพูดคำว่า เมถุนธรรม เท่านั้น จึงเป็นสังฆาทิเสส หาเป็นโดยประการอื่นไม่. แม้ในคำพูดสอบถามว่า ได้ยินว่า เธอให้แก่สามีอย่างนี้หรือ ก็มีนัยเหมือนกันนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในการบอกดังนี้ :-
สองบทว่า ปุฏฺโฐ ภณติ มีความว่า ภิกษุถูกผู้หญิงถามว่า เมื่อให้อย่างไร จึงจะเป็นที่รักของสามี? แล้วบอก. ก็ในการบอกนั้น แม้เมื่อพูดว่า จงให้อย่างนี้ เมื่อให้อย่างนี้ อาบัติยังไม่ถึงที่สุด, แต่เมื่อเชื่อมด้วยเมถุนธรรมเท่านั้น โดยนัยเป็นต้นว่าเธอจงให้ จงน้อมเข้าไปซึ่งเมถุนธรรมอย่างนี้, เมื่อให้ เมื่อน้อมเข้าไปซึ่งเมถุนธรรมอย่างนี้จะเป็นที่รัก เป็นสังฆาทิเสส.
แม้ในการกล่าวสอน ก็มีนัยเหมือนกันนี้.
วินิจฉัยในอักโกสนิเทศ พึงทราบดังนี้ :-
บทว่า อนิมิตฺตาสิ แปลว่า เธอเป็นคนปราศจากนิมิต.
มีอธิบายว่า ช่องปัสสาวะของเธอมีประมาณเท่ารูกุญแจเท่านั้น.
บทว่า นิมิตฺตมตฺตาสิ แปลว่า นิมิตสตรีของเธอ ไม่เต็มบริบูรณ์.
มีอธิบายว่า สักแต่ว่าเป็นที่หมายรู้เท่านั้น.
บทว่า อโลหิตา แปลว่า มีช่องคลอดแห้ง.
บทว่า ธุวโลหิตา แปลว่า มีช่องคลอดที่เปียกชุ่มไปด้วยโลหิตเป็นนิตย์.
บทว่า ธุวโจลา แปลว่า มีผ้าลิ่มจุกอยู่เป็นนิตย์.
มีอธิบายว่า เธอใช้ผ้าซับเสมอ.
บทว่า ปคฺฆรนฺติ แปลว่า ย่อมไหลออก.
มีอธิบายว่า น้ำมูตรของเธอไหลออกอยู่เสมอ.
บทว่า สิขิรณี แปลว่า มีเนื้อเดือยยื่นออกมาข้างนอก. หญิงที่ไม่มีนิมิตเลย ท่านเรียกว่า หญิงบัณเฑาะก์, หญิงที่มีหนวดและเครา รูปร่างคล้ายผู้ชาย ท่านเรียกว่า หญิงคล้ายผู้ชาย.
บทว่า สมฺภินฺนา ความว่า มีช่องทวารหนักและช่องทวารเบา ปนกัน.
บทว่า อุภโตพฺยญฺชนา ความว่า เป็นผู้ประกอบด้วยเพศทั้งสอง คือ เครื่องหมายเพศสตรี ๑ เครื่องหมายเพศบุรุษ ๑.
ก็บรรดา ๑๑ บทเหล่านี้ ๓ บทล้วนๆ นี้ คือ เธอมีเดือย, เธอเป็นคนผ่า, เธอเป็นคนสองเพศ เท่านั้น ย่อมถึงที่สุด. ๓ บทนี้ และ ๓ บทก่อนๆ คือ บทว่าด้วยวัจจมรรคปัสสาวมรรค และเมถุนธรรม รวมเป็น ๖ บทล้วนๆ ทำให้เป็นอาบัติได้ ด้วยประการฉะนี้.
บทที่เหลือเป็นต้นว่า เธอเป็นคนไม่มีนิมิต ซึ่งเชื่อมในบทว่าไม่มี นิมิต ด้วยเมถุนธรรมแล้วนั่นแล โดยนัยเป็นต้นว่า เธอจงให้เมถุนธรรมแก่เรา หรือว่า เธอเป็นคนไม่มีนิมิต จงให้เมถุนธรรมแก่เรา พึงทราบว่า เป็นบทก่อให้เป็นอาบัติได้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงชนิดแห่งอาบัติโดยพิสดารด้วยสามารถแห่งอาการมีการพูดชมเป็นต้นเหล่านี้พาดพิงถึงวัจจมรรคและปัสสาวมรรค ของภิกษุผู้กำหนัด มีจิตแปรปรวนพูดเคาะมาตุคาม จึงตรัสคำว่า อิตฺถี จ โหติ อิตฺถีสญฺญี เป็นต้น. เนื้อความแห่งบทเหล่านั้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้ว ในกายสังสัคคะนั่นแล.
ส่วนความแปลกกันดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อธกฺขกํ คือ เบื้องต่ำตั้งแต่รากขวัญลงมา.
บทว่า อุพฺภชานุมณฺฑลํ คือ เบื้องบนตั้งแต่มณฑลเข่าขึ้นไป.
บทว่า อพฺภกฺขกํ คือ บนตั้งแต่รากขวัญขึ้นไป.
บทว่า อโธชานุมณฺฑลํ คือ ต่ำตั้งแต่มณฑลเข่าลงไป.
ก็รากขวัญ (ไหปลาร้า) และมณฑลเข่า สงเคราะห์เข้าในเขตแห่งทุกกฎ เฉพาะในสิกขาบทนี้ เหมือนในกายสังสัคคะของนางภิกษุณี. แท้จริง พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงบัญญัติครุกาบัติให้มีส่วนเหลือหามิได้แล.
บทว่า กายปฏิพทฺธํ ได้แก่ ผ้าบ้าง ดอกไม้บ้าง เครื่องประดับบ้าง.
[ว่าด้วยอนาปัตติวาร]
บทว่า อตฺถปุเรกฺขารสฺส ความว่า ผู้กล่าวอรรถแห่งบทเป็นต้นว่า อนิมิตฺตาสิ หรือผู้ทำการสาธยายอรรถกถา.
บทว่า ธมฺมปุเรกฺขารสฺส ความว่า ผู้บอก หรือสาธยายพระบาลีอยู่. เมื่อภิกษุมุ่งอรรถ มุ่งธรรม กล่าวอย่างนี้ ชื่อว่า ไม่เป็นอาบัติแก่ผู้มุ่งอรรถและมุ่งธรรม.
บทว่า อนุสาสนีปุเรกฺขารสฺส ความว่า เมื่อภิกษุมุ่งสั่งสอนกล่าวอย่างนี้ว่า ถึงบัดนี้ เธอก็เป็นคนไม่มีนิมิต, เป็นคนสองเพศ,เธอพึงทำความไม่ประมาทเสีย แต่บัดนี้, เธออย่าเป็นเหมือนอย่างนี้ต่อไปเลย ชื่อว่าไม่เป็นอาบัติแก่ผู้มุ่งคำสอน. ส่วนภิกษุใด เมื่อบอกบาลีแก่พวกนางภิกษุณี ละทำนองพูดตามปกติเสีย หัวเราะเยาะพูดย้ำๆ อยู่ว่าเธอเป็นคนมีเดือย, เป็นคนผ่า, เป็นคนสองเพศ, ภิกษุนั้นเป็นอาบัติแท้. ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุบ้า. พระอุทายีเถระเป็นต้นบัญญัติในสิกขาบทนี้ ไม่เป็นอาบัติแก่ท่านผู้เป็นต้นบัญญัติฉะนี้แล. บทภาชนียวรรณนา จบ.
บรรดาปกิณกะมีสมุฏฐานเป็นต้น สิกขาบทนี้มีสมุฏฐาน ๓ ย่อมเกิดขึ้นทางกายกับจิต ๑ ทางวาจากับจิต ๑ ทางกายวาจากับจิต ๑ เป็นกิริยา สัญญาวิโมกข์ สจิตตกะ โลกวัชชะ กายกรรม วจีกรรม อกุศลจิต มีเวทนา ๒ ฉะนี้แล.
วินีตวัตถุในตติยสังฆาทิเสส
บรรดาวินีตวัตถุ พึงทราบวินิจฉัยในเรื่องโลหิต ดังนี้ :-
ภิกษุนั้นกล่าวหมายถึงนิมิตที่มีโลหิตของหญิง, หญิงนอกนี้ไม่รู้ เพราะฉะนั้น จึงเป็นทุกกฏ.
บทว่า กกฺกสโลมํ แปลว่า มีขนมากด้วยขนสั้นๆ.
บทว่า อากิณฺณโลมํ แปลว่า มีขนรกรุงรัง.
บทว่า ขรโลมํ แปลว่า มีขนกระด้าง.
บทว่า ทีฆโลมํ แปลว่า มีเส้นขนไม่สั้น (ขนยาว). คำทั้งหมด ภิกษุเหล่านั้นกล่าวหมายถึงนิมิตของหญิงทั้งนั้น.
ภิกษุนั้นกล่าวหมายถึงอสัทธรรมว่า เธอหว่านนาแล้วหรือ? หญิงนั้นไม่เข้าใจ จึงกล่าวว่า (หว่านแล้ว) แต่ยังไม่ได้กลบเจ้าค่ะ!
พืชที่ชื่อว่ากลบแล้ว ได้แก่ พืชที่เขาให้ตั้งขึ้นใหม่ (ให้หว่านซ่อม) ในโอกาสที่พืชทั้งหลายตั้งไม่ติด (ไม่งอก)หรือในโอกาสที่มีพืชถูกพวกแมลงทำให้เสียหาย แล้วราดให้เสมอด้วยน้ำ ในนาหว่านมีน้ำ (และ) พืชที่เขาเกลี่ยให้เสมอด้วยคราดมีฟัน ๘ ซี่ซ้ำอีกเพื่อต้องการทำให้พืชทั้งหลาย ที่ตกลงไปไม่สม่ำเสมอกัน ให้สม่ำเสมอกันในนาหว่านที่ดอน. บรรดาพืชเหล่านั้น หญิงนี้กล่าวหมายเอาพืชอย่างใดอย่างหนึ่ง.
ในเรื่องทาง คำว่า ทางของเธอราบรื่นดอกหรือ? ภิกษุนั้นกล่าวหมายถึงทางองคชาต. คำที่เหลือมีเนื้อความกระจ่างทั้งนั้นแล.
ทุฏฐุลลวาจาสิกขาบทวรรณนา ในอรรถกถาพระวินัย ชื่อสมันตปาสาทิกา จบ. ------------------------------------------------------------