เรื่องพระอุทายี
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๔๑๔เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ สารตฺโต อญฺญตรํ อิตฺถึ เอตทโวจ สทฺธาสิ ตฺวํ ภคินิ อปิจ ยํ สามิกสฺส เทสิ ตํ นมฺหากํ เทสีติ ฯ กึ ภนฺเตติ ฯ เมถุนธมฺมนฺติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน สงฺฆาทิเสสนฺติ ฯ {๔๑๔.๑} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ สารตฺโต อญฺญตรํ อิตฺถึ เอตทโวจ สทฺธาสิ ตฺวํ ภคินิ อปิจ ยํ อคฺคทานํ ตํ นมฺหากํ เทสีติ ฯ กึ ภนฺเต อคฺคทานนฺติ ฯ เมถุนธมฺมนฺติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน สงฺฆาทิเสสนฺติ ฯ
๔๑๕เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรา อิตฺถี กมฺมํ กโรติ ฯ อญฺญตโร ภิกฺขุ สารตฺโต ตํ อิตฺถึ เอตทโวจ ติฏฺฐ ภคินิ อหํ กริสฺสามีติ ฯ สา น ปฏิวิชานาติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ สงฺฆาทิเสสสฺส อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ {๔๑๕.๑} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรา อิตฺถี กมฺมํ กโรติ ฯ อญฺญตโร ภิกฺขุ สารตฺโต ตํ อิตฺถึ เอตทโวจ นิสีท ภคินิ อหํ กริสฺสามีติ ฯ สา น ปฏิวิชานาติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ สงฺฆาทิเสสสฺส อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ {๔๑๕.๒} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรา อิตฺถี กมฺมํ กโรติ ฯ อญฺญตโร ภิกฺขุ สารตฺโต ตํ อิตฺถึ เอตทโวจ นิปชฺช ภคินิ อหํ กริสฺสามีติ ฯ สา น ปฏิวิชานาติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ สงฺฆาทิเสสสฺส อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ ตติยสงฺฆาทิเสสํ นิฏฺฐิตํ ฯ จตุตฺถสงฺฆาทิเสสํ
๔๑๖เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา อุทายิ สาวตฺถิยํ กุลูปโก โหติ พหุกานิ กุลานิ อุปสงฺกมติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรา อิตฺถี มตปติกา อภิรูปา โหติ ทสฺสนียา ปาสาทิกา ฯ อถโข อายสฺมา อุทายิ ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยน ตสฺสา อิตฺถิยา นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ อถโข สา อิตฺถี เยนายสฺมา อุทายิ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ อุทายึ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ {๔๑๖.๑} เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข ตํ อิตฺถึ อายสฺมา อุทายิ ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺเสสิ สมาทเปสิ สมุตฺเตเชสิ สมฺปหํเสสิ ฯ อถโข สา อิตฺถี อายสฺมตา อุทายินา ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺสิตา สมาทปิตา สมุตฺเตชิตา สมฺปหํสิตา อายสฺมนฺตํ อุทายึ เอตทโวจ วเทยฺยาถ ภนฺเต เยน อตฺโถ ปฏิพลา มยํ อยฺยสฺส ทาตุํ ยทิทํ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารนฺติ ฯ {๔๑๖.๒} น โข เต ภคินิ อมฺหากํ ทุลฺลภา ยทิทํ จีวรปิณฺฑปาต- เสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารา อปิจ โข โย อมฺหากํ ทุลฺลโภ ตํ อมฺหากํ เทหีติ ฯ กึ ภนฺเตติ ฯ เมถุนธมฺมนฺติ ฯ อตฺโถ ภนฺเตติ ฯ อตฺโถ ภคินีติ ฯ เอหิ ภนฺเตติ โอวรกํ ปวิสิตฺวา สาฏกํ นิกฺขิปิตฺวา มญฺจเก อุตฺตานา นิปชฺชิ ฯ อถโข อายสฺมา อุทายิ เยน สา อิตฺถี เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา โก อิมํ วสลํ ทุคฺคนฺธํ อามสิสฺสตีติ นุฏฺฐุหิตฺวา ปกฺกามิ ฯ {๔๑๖.๓} อถโข สา อิตฺถี อุชฺฌายติ ขียติ วิปาเจติ อลชฺชิโน อิเม สมณา สกฺยปุตฺติยา ทุสฺสีลา มุสาวาทิโน อิเม หิ นาม สมจาริโน ธมฺมจาริโน พฺรหฺมจาริโน สจฺจวาทิโน สีลวนฺโต กลฺยาณธมฺมา ปฏิชานิสฺสนฺติ นตฺถิ อิเมสํ สามญฺญํ นตฺถิ อิเมสํ พฺรหฺมญฺญํ นฏฺฐํ อิเมสํ สามญฺญํ นฏฺฐํ อิเมสํ พฺรหฺมญฺญํ กุโต อิเมสํ สามญฺญํ กุโต อิเมสํ พฺรหฺมญฺญํ อปคตา อิเม สามญฺญา อปคตา อิเม พฺรหฺมญฺญา กถํ หิ นาม สมโณ อุทายิ มํ สามํ เมถุนธมฺมํ ยาจิตฺวา โก อิมํ วสลํ ทุคฺคนฺธํ อามสิสฺสตีติ นุฏฺฐุหิตฺวา ปกฺกมิสฺสติ กึ เม ปาปกํ กึ เม ทุคฺคนฺธํ กิสฺสาหํ เกน หายามีติ ฯ {๔๑๖.๔} อญฺญาปิ อิตฺถิโย อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ อลชฺชิโน อิเม สมณา สกฺยปุตฺติยา ทุสฺสีลา มุสาวาทิโน อิเม หิ นาม สมจาริโน พฺรหฺมจาริโน สจฺจวาทิโน สีลวนฺโต กลฺยาณธมฺมา ปฏิชานิสฺสนฺติ นตฺถิ อิเมสํ สามญฺญํ นตฺถิ อิเมสํ พฺรหฺมญฺญํ นฏฺฐํ อิเมสํ สามญฺญํ นฏฺฐํ อิเมสํ พฺรหฺมญฺญํ กุโต อิเมสํ สามญฺญํ กุโต อิเมสํ พฺรหฺมญฺญํ อปคตา อิเม สามญฺญา อปคตา อิเม พฺรหฺมญฺญา กถํ หิ นาม สมโณ อุทายิ อิมิสฺสา สามํ เมถุนธมฺมํ ยาจิตฺวา โก อิมํ วสลํ ทุคฺคนฺธํ อามสิสฺสตีติ นุฏฺฐุหิตฺวา ปกฺกมิสฺสติ กึ อิมิสฺสา ปาปกํ กึ อิมิสฺสา ทุคฺคนฺธํ กิสฺสายํ เกน หายตีติ ฯ อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู ตาสํ อิตฺถีนํ อุชฺฌายนฺตีนํ ขียนฺตีนํ วิปาเจนฺตีนํ ฯ เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา สนฺตุฏฺฐา ลชฺชิโน กุกฺกุจฺจกา สิกฺขากามา เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม อายสฺมา อุทายิ มาตุคามสฺส สนฺติเก อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาสิสฺสตีติ ฯ {๔๑๖.๕} อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ภิกฺขุสงฺฆํ สนฺนิปาตาเปตฺวา อายสฺมนฺตํ อุทายึ ปฏิปุจฺฉิ สจฺจํ กิร ตฺวํ อุทายิ มาตุคามสฺส สนฺติเก อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาสสีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ วิครหิ พุทฺโธ ภควา อนนุจฺฉวิกํ โมฆปุริส อนนุโลมิกํ อปฺปฏิรูปํ อสฺสามณกํ อกปฺปิยํ อกรณียํ กถํ หิ นาม ตฺวํ โมฆปุริส มาตุคามสฺส สนฺติเก อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาสิสฺสสิ นนุ มยา โมฆปุริส อเนกปริยาเยน วิราคาย ธมฺโม เทสิโต โน สราคาย ฯเปฯ กามปริฬาหานํ วูปสโม อกฺขาโต เนตํ โมฆปุริส อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิเสยฺยาถ {๔๑๖.๖} โย ปน ภิกฺขุ โอติณฺโณ วิปริณเตน จิตฺเตน มาตุคามสฺส สนฺติเก อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาเสยฺย เอตทคฺคํ ภคินิ ปาริจริยานํ ยา มาทิสํ สีลวนฺตํ กลฺยาณธมฺมํ พฺรหฺมจารึ เอเตน ธมฺเมน ปริจเรยฺยาติ เมถุนูปสญฺหิเตน สงฺฆาทิเสโสติ ฯ
๔๑๗โย ปนาติ โย ยาทิโส ฯเปฯ ภิกฺขูติ ฯเปฯ อยํ อิมสฺมึ อตฺเถ อธิปฺเปโต ภิกฺขูติ ฯ โอติณฺโณ นาม สารตฺโต อเปกฺขวา ปฏิพทฺธจิตฺโต ฯ วิปริณตนฺติ รตฺตํปิ จิตฺตํ วิปริณตํ ทุฏฺฐํปิ จิตฺตํ วิปริณตํ มูฬฺหํปิ จิตฺตํ วิปริณตํ อปิจ รตฺตํ จิตฺตํ อิมสฺมึ อตฺเถ อธิปฺเปตํ วิปริณตนฺติ ฯ มาตุคาโม นาม มนุสฺสิตฺถี น ยกฺขี น เปตี น ติรจฺฉานคตา วิญฺญู ปฏิพลา สุภาสิตทุพฺภาสิตํ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาชานิตุํ ฯ มาตุคามสฺส สนฺติเกติ มาตุคามสฺส สามนฺตา มาตุคามสฺส อวิทูเร ฯ อตฺตกามนฺติ อตฺตโน กามํ อตฺตโน เหตุํ อตฺตโน อธิปฺปายํ อตฺตโน ปาริจริยํ ฯ {๔๑๗.๑} เอตทคฺคนฺติ เอตํ อคฺคํ เอตํ เสฏฺฐํ เอตํ โมกฺขํ เอตํ อุตฺตมํ เอตํ ปวรํ ฯ ยาติ ขตฺติยา วา พฺราหฺมณี วา เวสี วา สุทฺที วา ฯ มาทิสนฺติ ขตฺติยํ วา พฺราหฺมณํ วา เวสํ วา สุทฺทํ วา ฯ สีลวนฺตนฺติ ปาณาติปาตา ปฏิวิรตํ อทินฺนาทานา ปฏิวิรตํ มุสาวาทา ปฏิวิรตํ ฯ พฺรหฺมจารินฺติ เมถุนธมฺมา ปฏิวิรตํ ฯ กลฺยาณธมฺโม นาม เตน จ สีเลน เตน จ พฺรหฺมจริเยน กลฺยาณธมฺโม โหติ ฯ เอเตน ธมฺเมนาติ เมถุนธมฺเมน ฯ ปริจเรยฺยาติ อภิรเมยฺย ฯ เมถุนูปสญฺหิเตนาติ เมถุนธมฺมปฏิสํยุตฺเตน ฯ สงฺฆาทิเสโสติ ฯเปฯ เตนปิ วุจฺจติ สงฺฆาทิเสโสติ ฯ
๔๑๘อิตฺถี จ โหติ อิตฺถีสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อิตฺถิยา สนฺติเก อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาสติ อาปตฺติ สงฺฆาทิเสสสฺส ฯ อิตฺถี จ โหติ เวมติโก ปณฺฑกสญฺญี ปุริสสญฺญี ติรจฺฉานคตสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อิตฺถิยา สนฺติเก อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาสติ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯ {๔๑๘.๑} ปณฺฑโก จ โหติ ปณฺฑกสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ ปณฺฑกสฺส สนฺติเก อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาสติ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯ ปณฺฑโก จ โหติ เวมติโก ปุริสสญฺญี ติรจฺฉานคตสญฺญี อิตฺถีสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ ปณฺฑกสฺส สนฺติเก อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาสติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ {๔๑๘.๒} ปุริโส จ โหติ ปุริสสญฺญี เวมติโก ติรจฺฉานคตสญฺญี อิตฺถีสญฺญี ปณฺฑกสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ ปุริสสฺส สนฺติเก อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาสติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ {๔๑๘.๓} ติรจฺฉานคโต จ โหติ ติรจฺฉานคตสญฺญี เวมติโก อิตฺถีสญฺญี ปณฺฑกสญฺญี ปุริสสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ ติรจฺฉานคตสฺส สนฺติเก อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาสติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ
๔๑๙เทฺว อิตฺถิโย ทฺวินฺนํ อิตฺถีนํ อิตฺถีสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ ทฺวินฺนํ อิตฺถีนํ สนฺติเก อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาสติ อาปตฺติ ทฺวินฺนํ สงฺฆาทิเสสานํ ฯ เทฺว อิตฺถิโย ทฺวินฺนํ อิตฺถีนํ เวมติโก ปณฺฑกสญฺญี ปุริสสญฺญี ติรจฺฉานคตสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ ทฺวินฺนํ อิตฺถีนํ สนฺติเก อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาสติ อาปตฺติ ทฺวินฺนํ ถุลฺลจฺจยานํ ฯ เทฺว ปณฺฑกา ทฺวินฺนํ ปณฺฑกานํ ปณฺฑกสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ ทฺวินฺนํ ปณฺฑกานํ สนฺติเก อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาสติ อาปตฺติ ทฺวินฺนํ ถุลฺลจฺจยานํ ฯ {๔๑๙.๑} เทฺว ปณฺฑกา ทฺวินฺนํ ปณฺฑกานํ เวมติโก ปุริสสญฺญี ติรจฺฉานคตสญฺญี อิตฺถีสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ ทฺวินฺนํ ปณฺฑกานํ สนฺติเก อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาสติ อาปตฺติ ทฺวินฺนํ ทุกฺกฏานํ ฯ {๔๑๙.๒} เทฺว ปุริสา ทฺวินฺนํ ปุริสานํ ฯเปฯ เทฺว ติรจฺฉานคตา ทฺวินฺนํ ติรจฺฉานคตานํ ติรจฺฉานคตสญฺญี เวมติโก อิตฺถีสญฺญี ปณฺฑกสญฺญี ปุริสสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ ทฺวินฺนํ ติรจฺฉานคตานํ สนฺติเก อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาสติ อาปตฺติ ทฺวินฺนํ ทุกฺกฏานํ ฯ {๔๑๙.๓} อิตฺถี จ ปณฺฑโก จ อุภินฺนํ อิตฺถีสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อุภินฺนํ สนฺติเก อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาสติ อาปตฺติ สงฺฆาทิเสเสน ทุกฺกฏสฺส ฯ อิตฺถี จ ปณฺฑโก จ อุภินฺนํ เวมติโก ฯเปฯ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจเยน ทุกฺกฏสฺส ฯเปฯ ปณฺฑกสญฺญี ฯเปฯ อาปตฺติ ทฺวินฺนํ ถุลฺลจฺจยานํ ฯเปฯ ปุริสสญฺญี ฯเปฯ ติรจฺฉานคต- สญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อุภินฺนํ สนฺติเก อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาสติ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจเยน ทุกฺกฏสฺส ฯ {๔๑๙.๔} อิตฺถี จ ปุริโส จ อุภินฺนํ อิตฺถีสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อุภินฺนํ สนฺติเก อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาสติ อาปตฺติ สงฺฆาทิเสเสน ทุกฺกฏสฺส ฯ อิตฺถี จ ปุริโส จ อุภินฺนํ เวมติโก ปณฺฑกสญฺญี ปุริสสญฺญี ติรจฺฉานคตสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อุภินฺนํ สนฺติเก อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาสติ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจเยน ทุกฺกฏสฺส ฯ {๔๑๙.๕} อิตฺถี จ ติรจฺฉานคโต จ อุภินฺนํ อิตฺถีสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อุภินฺนํ สนฺติเก อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาสติ อาปตฺติ สงฺฆาทิเสเสน ทุกฺกฏสฺส ฯ อิตฺถี จ ติรจฺฉานคโต จ อุภินฺนํ เวมติโก ปณฺฑกสญฺญี ปุริสสญฺญี ติรจฺฉานคตสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อุภินฺนํ สนฺติเก อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาสติ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจเยน ทุกฺกฏสฺส ฯ {๔๑๙.๖} ปณฺฑโก จ ปุริโส จ อุภินฺนํ ปณฺฑกสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อุภินฺนํ สนฺติเก อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาสติ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจเยน ทุกฺกฏสฺส ฯ ปณฺฑโก จ ปุริโส จ อุภินฺนํ เวมติโก ปุริสสญฺญี ติรจฺฉานคตสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อุภินฺนํ สนฺติเก อตฺตกาม- ปาริจริยาย วณฺณํ ภาสติ อาปตฺติ ทฺวินฺนํ ทุกฺกฏานํ ฯ {๔๑๙.๗} ปณฺฑโก จ ติรจฺฉานคโต จ อุภินฺนํ ปณฺฑกสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อุภินฺนํ สนฺติเก อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาสติ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจเยน ทุกฺกฏสฺส ฯ ปณฺฑโก จ ติรจฺฉานคโต จ อุภินฺนํ เวมติโก ปุริสสญฺญี ติรจฺฉานคตสญฺญี อิตฺถีสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อุภินฺนํ สนฺติเก อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาสติ อาปตฺติ ทฺวินฺนํ ทุกฺกฏานํ ฯ {๔๑๙.๘} ปุริโส จ ติรจฺฉานคโต จ อุภินฺนํ ปุริสสญฺญี เวมติโก ติรจฺฉานคตสญฺญี อิตฺถีสญฺญี ปณฺฑกสญฺญี สารตฺโต จ ภิกฺขุ จ นํ อุภินฺนํ สนฺติเก อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาสติ อาปตฺติ ทฺวินฺนํ ทุกฺกฏานํ ฯ
๔๒๐อนาปตฺติ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาเรน อุปฏฺฐหาติ ภณติ อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๔. อัตตกามปาริจริยสิกขาบท นิทานวัตถุ ๔. อัตตกามปาริจริยสิกขาบท ว่าด้วยการให้บำเรอความใคร่ของตน เรื่องพระอุทายี
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระอุทายีเป็นพระที่ใกล้ชิดตระกูลในกรุงสาวัตถี ไปมาหาสู่ตระกูลเป็นอันมาก สมัยนั้น มีหญิงม่ายผัวตายคนหนึ่งรูปงาม น่าดู น่าชม ครั้นเวลาเช้า ท่านพระอุทายีครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเดินไปถึงเรือนหญิงม่ายนั้นครั้นถึงแล้วจึงนั่งบนอาสนะที่เขาจัดไว้ ครั้นแล้วหญิงม่ายจึงเข้าไปหาถึงที่ท่านพระอุทายีนั่ง กราบแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ครั้นแล้วท่านพระอุทายีชี้แจงให้หญิงม่ายเห็นชัด ชวนให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถา ครั้งนั้น หญิงม่ายได้กล่าวปวารณา ท่านพระอุทายีว่า “พระคุณเจ้า โปรดบอกเถิด ท่านต้องการสิ่งใดที่ดิฉันสามารถจัดถวายได้ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร” “ปัจจัยเหล่านั้นหาได้ไม่ยาก เธอจงถวายสิ่งที่หาได้ยากแก่อาตมาเถิด” “อะไรหรือ เจ้าค่ะ” “เมถุนธรรม” “ท่านต้องการหรือเจ้าค่ะ” “อาตมาต้องการ” หญิงม่ายจึงกล่าวว่า “นิมนต์ท่านมาเถิดเจ้าค่ะ” แล้วเดินเข้าห้องเปลื้องผ้านุ่งแล้วนอนหงายบนเตียง ขณะนั้น ท่านพระอุทายีเดินตามนางเข้าไปถึงเตียงกล่าวว่า “ใครจักลูบคลำหญิงถ่อยมีกลิ่นเหม็นคนนี้ได้” ถ่มน้ำลายแล้วจากไป @เชิงอรรถ : @ คำว่า “ปวารณา” ในที่นี้ หมายถึงยอมให้พระอุทายีขอหรือเรียกร้องเอาสิ่งที่ต้องการได้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๓๒๘}
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๔. อัตตกามปาริจริยสิกขาบท นิทานวัตถุ หญิงม่ายตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “พระสมณะเชื้อสายศากยบุตรเหล่านี้ไม่มียางอาย ทุศีล ชอบพูดเท็จ แต่ก็ปฏิญญาว่า ประพฤติธรรม ประพฤติสงบประพฤติพรหมจรรย์ พูดจริง มีศีล มีกัลยาณธรรม พวกเธอไม่มีความเป็นสมณะไม่มีความเป็นพราหมณ์ ความเป็นสมณะ ความเป็นพราหมณ์ของพวกเธอเสื่อมสิ้นไปแล้ว พวกเธอจะเป็นสมณะ เป็นพราหมณ์ได้อย่างไร พวกเธอปราศจากความเป็นสมณะ ปราศจากความเป็นพราหมณ์ ไฉนพระสมณอุทายีขอเมถุนธรรมกะเราแล้วกลับถ่มน้ำลายกล่าวว่า ‘ใครจักลูบคลำหญิงถ่อยมีกลิ่นเหม็นคนนี้ได้’ แล้วจากไปเล่าเรามีอะไรชั่วนักหรือ มีอะไรที่มีกลิ่นเหม็นนักหรือ เราเลวกว่าหญิงคนอื่นอย่างไร” แม้หญิงพวกอื่นก็พากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “พระสมณะเชื้อสาย ศากยบุตรเหล่านี้ ไม่มียางอาย ทุศีล ชอบกล่าวเท็จ ฯลฯ หญิงม่ายนี้มีอะไรชั่วนักหรือมีอะไรที่มีกลิ่นเหม็นนักหรือ นางเลวกว่าหญิงอื่นอย่างไร” ภิกษุทั้งหลายได้ยินหญิงเหล่านั้นตำหนิ ประณาม โพนทะนา บรรดาภิกษุผู้ มักน้อยสันโดษมีความละอาย มีความระมัดระวัง ใฝ่การศึกษา จึงพากันตำหนิ ประณามโพนทะนาว่า “ไฉนท่านพระอุทายีจึงพูดสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้ามาตุคามเล่า” ครั้นภิกษุทั้งหลายตำหนิท่านพระอุทายีโดยประการต่างๆ แล้วจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ ทรงสอบถามท่านพระอุทายีว่า “อุทายี ทราบว่า เธอกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้ามาตุคาม จริงหรือ” ท่านทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงตำหนิว่า “โมฆบุรุษ การกระทำของเธอ ไม่สมควร ไม่คล้อยตาม ไม่เหมาะสม ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ โมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงได้กล่าวสรรเสริญการให้บำเรอความใคร่ของตนต่อหน้ามาตุคามเล่า โมฆบุรุษ เราแสดงธรรมโดยประการต่างๆ เพื่อคลายกำหนัด มิใช่เพื่อความกำหนัด ฯลฯ เราบอกการระงับความกลัดกลุ้มเพราะกามไว้โดยประการต่างๆ มิใช่หรือ โมฆบุรุษการกระทำอย่างนี้ มิได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส ฯลฯ” แล้วจึงรับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๓๒๙}
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๔. อัตตกามปาริจริยสิกขาบท สิกขาบทวิภังค์ พระบัญญัติ
ก็ ภิกษุใดถูกราคะครอบงำแล้ว มีจิตแปรปรวน กล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้ามาตุคาม ด้วยคำที่พาดพิงเมถุนว่า “น้องหญิงหญิงใดบำเรอผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมเช่นเราด้วยธรรมนั่นการบำเรอนี้ของหญิง นั้นเป็นการบำเรอชั้นยอด” เป็นสังฆาทิเสสเรื่องพระอุทายี จบ สิกขาบทวิภังค์
คำว่า ก็... ใด คือ ผู้ใด ผู้เช่นใด ฯลฯ นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ก็...ใด คำว่า ภิกษุ มีอธิบายว่า ที่ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้ขอ ฯลฯ นี้ที่พระผู้มีพระภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุ ในความหมายนี้ ที่ชื่อว่า ถูกราคะครอบงำแล้ว คือ มีความยินดี เพ่งเล็ง มีจิตรักใคร่ คำว่า แปรปรวน ความว่า จิตกำหนัดแล้วชื่อว่าแปรปรวนบ้าง จิตโกรธแล้วชื่อว่าแปรปรวนบ้าง จิตหลงแล้วชื่อว่าแปรปรวนบ้าง แต่จิตกำหนัดแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงประสงค์ว่า แปรปรวน ในความหมายนี้ ที่ชื่อว่า มาตุคาม ได้แก่ หญิงมนุษย์ ไม่ใช่นางยักษ์ ไม่ใช่นางเปรต ไม่ใช่สัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย แต่เป็นหญิงที่รู้เดียงสา สามารถรับรู้ถ้อยคำสุภาษิต ทุพภาษิต คำหยาบและคำสุภาพ คำว่า ต่อหน้ามาตุคาม คือ ที่ใกล้มาตุคาม ไม่ไกลจากมาตุคาม คำว่า ความใคร่ของตน ได้แก่ ความใคร่ของตน เหตุของตน ความประสงค์ของตน การบำเรอของตน คำว่า นี้...ชั้นยอด คือ นี้เป็นยอด นี้ประเสริฐที่สุด นี้เป็นชั้นแนวหน้า นี้สูงสุดนี้เป็นสิ่งเลิศ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๓๓๐}
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๔. อัตตกามปาริจริยสิกขาบท บทภาชนีย์ คำว่า หญิงใด ได้แก่ หญิงวรรณะกษัตริย์ หรือวรรณะพราหมณ์ หญิงวรรณะแพศย์ หรือหญิงวรรณะศูทร คำว่า เช่นเรา คือ เป็นกษัตริย์ หรือพราหมณ์ แพศย์ หรือศูทร คำว่า มีศีล คือ ผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต เว้นขาดจากอทินนาทาน เว้นขาดจากมุสาวาท คำว่า ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ คือ ผู้เว้นขาดจากเมถุนธรรม ที่ชื่อว่า มีกัลยาณธรรม คือ ผู้ชื่อว่ามีธรรมงามเพราะศีลนั้นและพรหมจรรย์นั้น คำว่า ด้วยธรรมนั่น คือ ด้วยเมถุนธรรม คำว่า บำเรอ คือ อภิรมย์ คำว่า ด้วยคำที่พาดพิงเมถุน คือ ด้วยถ้อยคำที่เกี่ยวด้วยเมถุนธรรม คำว่า เป็นสังฆาทิเสส ความว่า สำหรับอาบัตินั้น สงฆ์เท่านั้นให้ปริวาส ฯลฯ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า “เป็นสังฆาทิเสส” บทภาชนีย์ หญิง
(๑) เป็นหญิง (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าหญิง ต้องอาบัติสังฆาทิเสส (๑) เป็นหญิง (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นหญิง ฯลฯ สำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าหญิง ต้องอาบัติถุลลัจจัยบัณเฑาะก์ (๑) เป็นบัณเฑาะก์ (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์และมีความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าบัณเฑาะก์ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๓๓๑}
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๔. อัตตกามปาริจริยสิกขาบท บทภาชนีย์ (๑) เป็นบัณเฑาะก์ (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นบัณเฑาะก์ ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นหญิงและมีความกำหนัด(๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าบัณเฑาะก์ ต้องอาบัติทุกกฏ ชาย (๑) เป็นชาย (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ ไม่แน่ใจว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นหญิง ฯลฯ สำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์และมีความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าชายต้องอาบัติทุกกฏ สัตว์ดิรัจฉาน (๑) เป็นสัตว์ดิรัจฉาน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ ไม่แน่ใจว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นหญิง ฯลฯ สำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชายและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าสัตว์ดิรัจฉาน ต้องอาบัติทุกกฏ หญิง ๒ คน (๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ คนและมีความกำหนัด(๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าหญิงทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ๒ ตัว (๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ คน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าหญิงทั้ง ๒ คนต้องอาบัติถุลลัจจัย ๒ ตัว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๓๓๒}
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๔. อัตตกามปาริจริยสิกขาบท บทภาชนีย์ บัณเฑาะก์ ๒ คน (๑) เป็นบัณเฑาะก์ ๒ คน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ทั้ง ๒ คนและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าบัณเฑาะก์ทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๒ ตัว (๑) เป็นบัณเฑาะก์ ๒ คน (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นบัณเฑาะก์ทั้ง ๒ คน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นหญิงและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าบัณเฑาะก์ทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ชาย ๒ คน และสัตว์ดิรัจฉาน ๒ ตัว (๑) เป็นชาย ๒ คน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นชายทั้ง ๒ คน ฯลฯ (๑) สัตว์ดิรัจฉาน๒ ตัว (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานทั้ง ๒ ตัว ฯลฯ ไม่แน่ใจ ฯลฯ สำคัญว่าเป็นหญิง ฯลฯ สำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชายและมีความกำหนัด(๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าสัตว์ดิรัจฉานทั้ง ๒ ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว หญิงและบัณเฑาะก์ (๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ คนและมี ความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าหญิงและบัณเฑาะก์ทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏกับสังฆาทิเสส (๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นหญิงและบัณเฑาะก์ทั้ง ๒คน ฯลฯ ต้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ ฯลฯ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๒ ตัว ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าหญิงและบัณเฑาะก์ทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๓๓๓}
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๔. อัตตกามปาริจริยสิกขาบท บทภาชนีย์ (๑) เป็นหญิงและชาย (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ คนและมีความ กำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าหญิงและชายทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏกับสังฆาทิเสส (๑) เป็นหญิงและชาย (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นหญิงและชายทั้ง ๒ คน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าหญิงและชายทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย หญิงและสัตว์ดิรัจฉาน (๑) เป็นหญิงและสัตว์ดิรัจฉาน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ และมี ความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าหญิงและสัตว์ดิรัจฉานทั้ง ๒ ต้องอาบัติทุกกฏและสังฆาทิเสส (๑) เป็นหญิงและสัตว์ดิรัจฉาน (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นหญิงและสัตว์ดิรัจฉานทั้ง๒ ฯลฯ สำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน และมีความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าหญิงและสัตว์ดิรัจฉานทั้ง ๒ ต้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย บัณเฑาะก์และชาย (๑) เป็นบัณเฑาะก์และชาย (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ทั้ง ๒ คนและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าบัณเฑาะก์และชายทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย (๑) เป็นบัณเฑาะก์และชาย (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นบัณเฑาะก์และชายทั้ง ๒คน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นหญิงและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าบัณเฑาะก์และชายทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๓๓๔}
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๔. อัตตกามปาริจริยสิกขาบท คาถารวมวินีตวัตถุ บัณเฑาะก์และสัตว์ดิรัจฉาน (๑) เป็นบัณเฑาะก์และสัตว์ดิรัจฉาน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ทั้ง ๒และมีความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าบัณเฑาะก์และสัตว์ดิรัจฉานทั้ง ๒ ต้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย (๑) เป็นบัณเฑาะก์และสัตว์ดิรัจฉาน (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นบัณเฑาะก์และสัตว์ดิรัจฉานทั้ง ๒ ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นหญิงและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าบัณเฑาะก์และสัตว์ดิรัจฉานทั้ง ๒ ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว (๑) เป็นชายและสัตว์ดิรัจฉาน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นชายทั้ง ๒ ฯลฯ ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นชายและสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นหญิง ฯลฯ สำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์และมีความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าชายและสัตว์ดิรัจฉานทั้ง ๒ ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว อนาปัตติวาร ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ
๑. ภิกษุผู้กล่าวว่า “จงบำรุงด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และ บริขารคือยารักษาโรค” ๒. ภิกษุวิกลจริต ๓. ภิกษุต้นบัญญัติ คาถารวมวินีตวัตถุ เรื่องที่ทรงวินิจฉัยแล้ว เรื่องหญิงหมันต้องการมีบุตร ๑ เรื่อง เรื่องหญิงผู้มีบุตรถี่ไม่ต้องการมีบุตร ๑ เรื่อง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๓๓๕}
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๔. อัตตกามปาริจริยสิกขาบท วินีตวัตถุ เรื่องหญิงต้องการเป็นที่รักของสามี ๑ เรื่อง เรื่องหญิงต้องการมีโชค ๑ เรื่อง เรื่องหญิงต้องการถวายทานอันเลิศ ๑ เรื่อง เรื่องหญิงต้องการอุปัฏฐากด้วยสิ่งที่เลิศ ๑ เรื่อง เรื่องหญิงต้องการไปสุคติ ๑ เรื่อง วินีตวัตถุ เรื่องหญิงหมันต้องการมีบุตร ๑ เรื่อง
สมัยนั้น หญิงหมันคนหนึ่งถามภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “พระคุณเจ้า ทำอย่างไรดิฉันจึงจะมีบุตร” ภิกษุตอบว่า “น้องหญิง ถ้าเช่นนั้นเธอจงถวายทานอันเลิศ” “พระคุณเจ้า อะไรที่ชื่อว่าทานอันเลิศ” “เมถุนธรรม” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (เรื่องที่ ๑)เรื่องหญิงผู้มีบุตรถี่ไม่ต้องการมีบุตร ๑ เรื่อง สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งมีบุตรถี่จึงถามภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “พระคุณเจ้า ทำ อย่างไรดิฉันจึงจะไม่มีบุตร” “น้องหญิง ถ้าอย่างนั้นเธอจงถวายทานอันเลิศ” “พระคุณเจ้า อะไรชื่อว่าทานอันเลิศ” “เมถุนธรรม” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (เรื่องที่ ๒) เรื่องหญิงต้องการเป็นที่รักของสามี ๑ เรื่อง สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งถามภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “พระคุณเจ้า ทำอย่างไร ดิฉันจึงจะเป็นที่รักของสามี” “น้องหญิง ถ้าอย่างนั้นเธอจงถวายทานอันเลิศ” “พระคุณเจ้า อะไรชื่อว่าทานอันเลิศ” “เมถุนธรรม” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (เรื่องที่ ๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๓๓๖}
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๔. อัตตกามปาริจริยสิกขาบท วินีตวัตถุ เรื่องหญิงต้องการมีโชค ๑ เรื่อง สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งถามภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “พระคุณเจ้า ทำอย่างไร ดิฉันจึงจะมีโชค” “น้องหญิง ถ้าอย่างนั้นเธอจงถวายทานอันเลิศ” “พระคุณเจ้าอะไรชื่อว่าทานอันเลิศ” “เมถุนธรรม” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (เรื่องที่ ๔) เรื่องหญิงต้องการถวายทานอันเลิศ ๑ เรื่อง สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งถามภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “พระคุณเจ้า ดิฉันจะถวายอะไรดีแก่พระคุณเจ้า” “น้องหญิง ถ้าอย่างนั้นเธอจงถวายทานอันเลิศ” “พระคุณเจ้าอะไรชื่อว่าทานอันเลิศ” “เมถุนธรรม” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (เรื่องที่ ๕) เรื่องหญิงต้องการอุปัฏฐากด้วยสิ่งที่เลิศ ๑ เรื่อง สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งถามภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “พระคุณเจ้า ดิฉันจะ อุปัฏฐากพระคุณเจ้าด้วยอะไรดี” “น้องหญิง ด้วยทานอันเลิศ” “พระคุณเจ้า อะไรชื่อว่าทานอันเลิศ” “เมถุนธรรม” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (เรื่องที่ ๖) เรื่องหญิงต้องการไปสุคติ ๑ เรื่อง สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งถามภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “พระคุณเจ้า ดิฉันจะไปสุคติได้อย่างไร” “น้องหญิง ถ้าอย่างนั้น เธอจงถวายทานอันเลิศ” “พระคุณเจ้า อะไรชื่อว่าทานอันเลิศ” “เมถุนธรรม” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า“ภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (เรื่องที่ ๗) อัตตกามปาริจริยสิกขาบทที่ ๔ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๓๓๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พรรณนาสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๔
อัตตกามปาริจริยสิกขาบทว่า เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา เป็นต้น ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไป :-
วินิจฉัยในอัตตกามปาริจริยสิกขาบทนั้น พึงทราบดังนี้ :-
[แก้อรรถปฐมบัญญัติเรื่องพระอุทายี]
บทว่า กุลุปโก ความว่า เป็นผู้เข้าใกล้ชิดตระกูล คือ เป็นผู้ขวนขวายเป็นนิตย์ในการเข้าหาตระกูล เพื่อต้องการปัจจัย ๔.
บทว่า จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ ได้แก่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร.
ก็ในบทว่า คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ นี้ พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ :-
ที่ชื่อว่าปัจจัย เพราะอรรถว่า ทำการบำบัด. คำว่า ปัจจัย เป็นชื่อแห่งเภสัชอันสบายชนิดใดชนิดหนึ่ง. ชื่อว่ากรรมของหมอ เพราะหมอนั้นอนุญาต ฉะนั้นจึงชื่อว่าเภสัช. คิลานปัจจัยด้วย เภสัชด้วย ชื่อว่าคิลานปัจจัยเภสัช.
มีคำอธิบายว่า การงานของหมอมีน้ำมัน น้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้นชนิดใดชนิดหนึ่ง เป็นที่สบายแก่คนไข้. ก็เครื่องล้อม ท่านเรียกว่า บริขาร ในคำเป็นต้นว่า เมืองเป็นอันเขาล้อมดีแล้วด้วยเครื่องล้อมเมือง ๗ ชั้น ดังนี้. เครื่องประดับท่านก็เรียกว่า บริขาร ในคำเป็นต้นว่า รถมีเครื่องประดับขาว มีฌานเป็นเพลา มีความเพียรเป็นล้อ ดังนี้. เครื่องค้ำจุน ท่านเรียกว่า บริขาร ในประโยคเป็นต้นว่า เครื่องค้ำจุนชีวิตแม้เหล่านี้อันบรรพชิตพึงแสวงหา ดังนี้.
ในบทว่า คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ นี้ย่อมควรทั้งเครื่องค้ำจุน ทั้งเครื่องล้อม. แท้จริง คิลานปัจจัยเภสัชนั้นเป็นเครื่องล้อมชีวิตบ้าง เพราะไม่ให้ช่องแก่ความเกิดขึ้นแห่งอาพาธอันจะยังชีวิตให้พินาศเป็นเครื่องค้ำจุนบ้าง เพราะเป็นเหตุให้ชีวิตนั้น เป็นไปได้นาน เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า บริขารพึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า คิลานปัจจัยเภสัชนั้นด้วยเป็นบริขารด้วย โดยนัยดังกล่าวมานี้เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร. ซึ่งคิลานปัจจัยเภสัชบริขารนั้น.
____________________________
องฺ. สตฺตก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๖๔
สํ. มหาวาร. เล่ม ๑๙/ข้อ ๒๔
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๒๓๕
บทว่า วสลํ แปลว่า เลว คือชั่วช้า. อีกนัยหนึ่ง ผู้ที่ชื่อว่า วสละ เพราะอรรถว่า ไหลออกมา. อธิบายว่า ย่อมหลั่งออก.
บทว่า นิฏฺฐหิตฺวา แปลว่า บ้วนเขฬะให้ตกไป.
ด้วยคำว่า กิสฺสาหํ เกน หายามิ ดังนี้ หญิงนั้นแสดงว่า เราจะด้อยกว่าหญิงอื่นคนไหน? ว่าโดยอะไร? คือว่าโดยโภคะก็ตาม โดยเครื่องแต่งตัวก็ตาม โดยรูปร่างก็ตาม หญิงชื่ออะไรเล่า? จะเป็นผู้ดียิ่งไปกว่าเรา.
บทว่า สนฺติเก แปลว่า ยืนอยู่ในที่ใกล้เคียง คือในที่ไม่ไกลโดยรอบ. แม้ด้วยบทภาชนะ ท่านก็แสดงเนื้อความอย่างนี้เหมือนกัน.
บทว่า อตฺตกามปาริจริยาย ความว่า การบำเรอด้วยกามกล่าวคือเมถุนธรรม ชื่อว่า กามปาริจริยา. การบำเรอด้วยกามเพื่อประโยชน์แก่ตน ชื่อว่า อัตตกามปาริจริยา. อีกอย่างหนึ่ง การบำเรอที่ตนใคร่ คือปรารถนา เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อัตตกามา.
อธิบายว่า อันภิกษุเองปรารถนาแล้วด้วยอำนาจแห่งความกำหนัดในเมถุน การบำเรอนั้นด้วยอันตนให้ใคร่ด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อัตตกามปาริจริยา. แห่งการบำเรอด้วยกามเพื่อประโยชน์แก่ตน (หรือแห่งการบำเรออันตนใคร่) นั้น.
[อธิบายสิกขาบทวิภังค์จตุตถสังฆาทิเสส]
สองบทว่า วณฺณํ ภาเสยฺย ความว่า พึงประกาศคุณ คืออานิสงส์. ในอรรถวิกัปทั้งสองนั้น เพราะในอรรถวิกัปนี้ว่า การบำเรอกามเพื่อประโยชน์ตน ได้ใจความ คือ กาม ๑ เหตุ ๑ การบำเรอ ๑พยัญชนะยังเหลือ ในอรรถวิกัปนี้ว่า การบำเรอนั้นด้วย อันตนใคร่ด้วย ชื่ออัตตกามปาริจริยา ได้ใจความ คือ ความประสงค์ ๑ การบำเรอ ๑ พยัญชนะยังเหลือ เพราะเหตุนั้นเพื่อไม่ทำความเอื้อเฟื้อในพยัญชนะแสดงแต่ใจความเท่านั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสบทภาชนะว่า คือเป็นเหตุแห่งตน เป็นที่ประสงค์แห่งตน.
จริงอยู่ เมื่อตรัสคำว่า การบำเรอตน บัณฑิตทั้งหลายจักทราบว่า การบำเรอด้วยกามเพื่อประโยชน์แก่ตนท่านกล่าวแล้วด้วยคำมีประมาณเท่านี้ แม้เมื่อท่านกล่าวคำว่า การบำเรอตนซึ่งเป็นที่ประสงค์แห่งตนบัณฑิตทั้งหลายก็จักทราบว่า การบำเรอที่ตนใคร่ ด้วยอรรถว่า ที่ตนต้องการประสงค์ ท่านกล่าวด้วยคำมีประมาณเท่านี้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงแสดงอาการในการสรรเสริญคุณแห่งการบำเรอตนด้วยกามนั้น จึงตรัสคำว่า เอตทคฺคํ เป็นอาทิ. คำนั้นมีเนื้อความชัดเจนทีเดียว ทั้งโดยอุเทศทั้งโดยนิเทศ.
ส่วนบทสัมพันธ์ และวินิจฉัยอาบัติในสิกขาบทนี้ พึงทราบดังนี้ :-
คำว่า เอตทคฺคํ ฯเปฯ ปริจเรยฺย มีความว่า หญิงใดพึงบำเรอผู้ประพฤติพรหมจรรย์มีศีล มีกัลยาณธรรมเช่นเรา ด้วยธรรมนั่น. ขึ้นชื่อว่าการบำเรอนี้ใดของหญิงนั้น ผู้บำเรอผู้ประพฤติพรหมจรรย์เช่นเราอย่างนั้น, การบำเรอนี้เป็นยอดของการบำเรอทั้งหลาย.
สองบทว่า เมถุนูปสํหิเตน สงฺฆาทิเสโส มีความว่า ภิกษุใด เมื่อกล่าวคุณแห่งการบำเรอตนด้วยกามอย่างนั้น พึงกล่าวด้วยคำพาดพิงเมถุนจังๆ คือหมายเฉพาะเมถุนจังๆ เป็นสังฆาทิเสสแก่ภิกษุนั้น.
บัดนี้ ท่านปรับสังฆาทิเสสแก่ภิกษุผู้กล่าวด้วยคำพาดพิงเมถุนเท่านั้น เพราะเหตุนั้น จึงไม่เป็นสังฆาทิเสสแม้แก่ภิกษุผู้กล่าวคุณแห่งการบำเรอ ด้วยถ้อยคำมีอาทิอย่างนี้ว่าฉันก็เป็นกษัตริย์ หล่อนก็เป็นกษัตริย์ นางกษัตริย์สมควรให้แก่กษัตริย์ เพราะมีชาติเสมอกัน. แต่เป็นสังฆาทิเสสแก่ภิกษุผู้กล่าวปริยายแม้มากมีคำว่า ฉันก็เป็นกษัตริย์ หล่อนก็เป็นกษัตริย์เป็นต้นแล้วกล่าวด้วยถ้อยคำพาดพิงเมถุนจังๆ อย่างนี้ว่า หล่อนสมควรให้เมถุนแก่ฉัน.
คำว่า อิตฺถี จ โหติ เป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วในก่อนนั่นแล.
พระอุทายีเถระเป็นอาทิกัมมิกะในสิกขาบทนี้ ไม่เป็นอาบัติแก่ท่านผู้เป็นอาทิกัมมิกะฉะนี้แล. บทภาชนียวรรณนา จบ.
ปกิณกะทั้งปวงมีสมุฏฐานเป็นต้น เหมือนทุฏฐุลลวาจาสิกขาบท.
แม้วินีตวัตถุทั้งหลายก็มีอรรถชัดเจนทั้งนั้น ด้วยประการฉะนี้.
พรรณนาสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๔ จบ. ------------------------------------------------------------