พุทธานุญาตด้าย
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๒๑๗เตน โข ปน สมเยน สงฺฆสฺส สุตฺตํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว สุตฺตํ มญฺจํ เวเฐตุนฺติ ฯ องฺคานิ พหุํ สุตฺตํ ปริยาทิยนฺติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว องฺเค วิชฺฌิตฺวา อฏฺฐปทกํ เวเฐตุนฺติ ฯ โจฬกํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว จิมิลิกํ กาตุนฺติ ฯ ตูลิกา อุปฺปนฺนา โหติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว วิชเฏตฺวา พิมฺโพหนํ กาตุํ ตีณิ ตูลานิ รุกฺขตูลํ ลตาตูลํ โปฏกีตูลนฺติ ฯ
๒๑๘เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู อฑฺฒกายิกานิ พิมฺโพหนานิ ธาเรนฺติ ฯ มนุสฺสา วิหารจาริกํ อาหิณฺฑนฺตา ปสฺสิตฺวา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ ฯเปฯ เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโนติ ฯเปฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว อฑฺฒกายิกานิ พิมฺโพหนานิ ธาเรตพฺพานิ โย ธาเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส อนุชานามิ ภิกฺขเว สีสปฺปมาณํ พิมฺโพหนํ กาตุนฺติ ฯ
๒๑๙เตน โข ปน สมเยน ราชคเห คิรคฺคสมชฺโช โหติ ฯ มนุสฺสา มหามตฺตานํ อตฺถาย ภิสิโย ปฏิยาเทนฺติ อุณฺณภิสึ โจฬภิสึ วากภิสึ ติณภิสึ ปณฺณภิสึ ฯ เต วีติวตฺเต สมชฺเช ฉวึ อุปฺปาเฏตฺวา หรนฺติ ฯ อทฺทสํสุ โข ภิกฺขู สมชฺชฏฺฐาเน พหุํ อุณฺณมฺปิ โจฬมฺปิ วากมฺปิ ติณมฺปิ ปณฺณมฺปิ ฉฑฺฑิตํ ฯ ทิสฺวาน ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ปญฺจ ภิสิโย อุณฺณภิสึ โจฬภิสึ วากภิสึ ติณภิสึ ปณฺณภิสินฺติ ฯ
๒๒๐เตน โข ปน สมเยน สงฺฆสฺส เสนาสนปริกฺขาริกํ ทุสฺสํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ภิสึ โอนทฺธิตุนฺติ ฯ
๒๒๑เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู มญฺจภิสึ ปีเฐ สํหรนฺติ ปีฐภิสึ มญฺเจ สํหรนฺติ ฯ ภิสิโย ปริภิชฺชนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว โอนทฺธมญฺจํ โอนทฺธปีฐนฺติ ฯ อุลฺโลกํ อกริตฺวา สนฺถรนฺติ ฯ เหฏฺฐโต นิปฺปาเฏนฺติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว อุลฺโลกํ กริตฺวา สนฺถริตฺวา ภิสึ โอนทฺธิตุนฺติ ฯ ฉวึ อุปฺปาเฏตฺวา หรนฺติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว โผสิตุนฺติ ฯ หรนฺติเยว ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ภิตฺติกมฺมนฺติ ฯ หรนฺติเยว ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว หตฺถภิตฺตินฺติ ฯ
๒๒๒เตน โข ปน สมเยน ติตฺถิยานํ เสยฺยาโย เสตวณฺณาโย โหนฺติ ฯ กาฬวณฺณกตา ภูมิ ฯ เครุกปริกมฺมกตา ภิตฺติ ฯ พหู มนุสฺสา เสยฺยาเปกฺขกา คจฺฉนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว วิหาเร เสตวณฺณํ กาฬวณฺณํ เครุกปริกมฺมนฺติ ฯ
๒๒๓เตน โข ปน สมเยน ผรุสาย ภิตฺติยา เสตวณฺโณ น นิปตติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ถุสปิณฺฑํ ทตฺวา ปาณิกาย ปฏิพาเหตฺวา เสตวณฺณํ นิปาเตตุนฺติ ฯ เสตวณฺโณ อนิพนฺธนีโย โหติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว สณฺหมตฺติกํ ทตฺวา ปาณิกาย ปฏิพาเหตฺวา เสตวณฺณํ นิปาเตตุนฺติ ฯ เสตวณฺโณ อนิพนฺธนีโย โหติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว อิกฺกาสํ ปิฏฺฐมทฺทนฺติ ฯ
๒๒๔เตน โข ปน สมเยน ผรุสาย ภิตฺติยา เครุกา น นิปตติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ถุสปิณฺฑํ ทตฺวา ปาณิกาย ปฏิพาเหตฺวา เครุกํ นิปาเตตุนฺติ ฯ เครุกา อนิพนฺธนียา โหติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว กุณฺฑกมตฺติกํ ทตฺวา ปาณิกาย ปฏิพาเหตฺวา เครุกํ นิปาเตตุนฺติ ฯ เครุกา อนิพนฺธนียา โหติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว สาสปกุฏํ สิตฺถเตลกนฺติ ฯ อจฺจุสฺสนฺนํ โหติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว โจฬเกน ปจฺจุทฺธริตุนฺติ ฯ
๒๒๕เตน โข ปน สมเยน ผรุสาย ภูมิยา กาฬวณฺโณ น นิปตติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ถุสปิณฺฑํ ทตฺวา ปาณิกาย ปฏิพาเหตฺวา กาฬวณฺณํ นิปาเตตุนฺติ ฯ กาฬวณฺโณ อนิพนฺธนีโย โหติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ลณฺฑุมตฺติกํ ทตฺวา ปาณิกาย ปฏิพาเหตฺวา กาฬวณฺณํ นิปาเตตุนฺติ ฯ กาฬวณฺโณ อนิพนฺธนีโย โหติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว อิกฺกาสํ กสาวนฺติ ฯ
๒๒๖เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู วิหาเร ปฏิภาณจิตฺตํ การาเปนฺติ อิตฺถีรูปกํ ปุริสรูปกํ ฯ มนุสฺสา วิหารจาริกํ อาหิณฺฑนฺตา ปสฺสิตฺวา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ ฯเปฯ เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโนติ ฯเปฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว ปฏิภาณจิตฺตํ การาเปตพฺพํ อิตฺถีรูปกํ ปุริสรูปกํ โย การาเปยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส อนุชานามิ ภิกฺขเว มาลากมฺมํ ลตากมฺมํ มกรทนฺตกํ ปญฺจปฏิกนฺติ ฯ
๒๒๗เตน โข ปน สมเยน วิหารา นีจวตฺถุกา โหนฺติ ฯ อุทเกน โอตฺถริยนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว อุจฺจวตฺถุกํ กาตุนฺติ ฯ จโย ปริปตติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว จินิตุํ ตโย จเย อิฏฺฐกาจยํ สิลาจยํ ทารุจยนฺติ ฯ อาโรหนฺตา วิหญฺญนฺติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ตโย โสปาเณ อิฏฺฐกาโสปาณํ สิลาโสปาณํ ทารุโสปาณนฺติ ฯ อาโรหนฺตา ปริปตนฺติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว อาลมฺพนพาหนฺติ ฯ
๒๒๘เตน โข ปน สมเยน วิหารา อาฬกมนฺทา ปากฏา โหนฺติ ฯ ภิกฺขู หิริยนฺติ นิปชฺชิตุํ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ติโรกรณินฺติ ฯ ติโรกรณึ อุกฺขิปิตฺวา โอโลเกนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว อฑฺฒกุฑฺฑกนฺติ ฯ อฑฺฒกุฑฺฑกา อุปริโต โอโลเกนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ตโย คพฺเภ สิวิกาคพฺภํ นาฬิกาคพฺภํ หมฺมิยคพฺภนฺติ ฯ
๒๒๙เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู ขุทฺทเก วิหาเร มชฺเฌ คพฺภํ กโรนฺติ ฯ อุปจาโร น โหติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ขุทฺทเก วิหาเร เอกมนฺตํ คพฺภํ กาตุํ มหลฺลเก มชฺเฌติ ฯ
๒๓๐เตน โข ปน สมเยน วิหารสฺส กุฑฺฑปาโท ชิรติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว กุลงฺกปาทกนฺติ ฯ วิหารสฺส กุฑฺโฑ โอวสฺสติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ปริตฺตาณกิฏิกํ อุทฺธาสุธนฺติ ฯ
๒๓๑เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺส ภิกฺขุโน ติณจฺฉทนา อหิ ขนฺเธ ปปติ ฯ โส ภึโต วิสฺสรมกาสิ ฯ ภิกฺขู อุปธาวิตฺวา ตํ ภิกฺขุํ เอตทโวจุํ กิสฺส ตฺวํ อาวุโส วิสฺสรมกาสีติ ฯ อถโข โส ภิกฺขูนํ เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว วิตานนฺติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
เรื่องด้าย สมัยนั้น ด้ายเกิดขึ้นแก่สงฆ์ ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระ ภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้ด้ายถักเตียง” ตัวแม่แคร่เปลืองด้ายมาก พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ให้เจาะตัวแม่แคร่แล้วถักเป็นตาหมากรุก” ท่อนผ้าผืนเล็กๆ เกิดขึ้นแก่สงฆ์ ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้ มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทำเป็นผ้าปูพื้น” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๙๘} พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๖. เสนาสนขันธกะ] ๑. ปฐมภาณวาร ปุยนุ่นเกิดขึ้น ฯลฯ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ สางนุ่นแล้วทำเป็นหมอน ปุยนุ่นมี ๓ ชนิด คือ นุ่นจากต้นไม้ นุ่นจากเถาวัลย์ นุ่นจากหญ้า” เรื่องหมอน สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ใช้หมอนยาวขนาดกึ่งกาย(ยาวครึ่งลำตัวคน) คนทั้งหลายเดินเที่ยวชมวิหารเห็น จึงตำหนิ ประณาม โพนทนาว่า “เหมือน คฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้หมอนยาวขนาดกึ่งกาย รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทำหมอนพอเหมาะกับศีรษะ” เรื่องฟูก ๕ ชนิด สมัยนั้น มีมหรสพบนยอดเขาในกรุงราชคฤห์ คนทั้งหลายจัดฟูก ๕ ชนิดไว้ สำหรับมหาอมาตย์ คือ ฟูกขนสัตว์ ฟูกผ้า ฟูกเปลือกไม้ ฟูกหญ้า ฟูกใบไม้ ครั้นมหรสพเลิกแล้ว เขาได้ถอดเอาปลอกฟูกไป ภิกษุทั้งหลายเห็นขนสัตว์ ท่อนผ้า เปลือกไม้ หญ้าและใบไม้เป็นจำนวนมาก ที่เขาทิ้งไว้ในที่เล่นมหรสพ ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตฟูก ๕ ชนิด คือ ฟูก ขนสัตว์ ฟูกผ้า ฟูกเปลือกไม้ ฟูกหญ้า ฟูกใบไม้” สมัยนั้น ท่อนผ้าสำหรับใช้สอยประจำเสนาสนะเกิดขึ้นแก่สงฆ์ ภิกษุทั้งหลาย จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้หุ้มฟูก” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๙๙} พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๖. เสนาสนขันธกะ] ๑. ปฐมภาณวาร เรื่องเตียงหุ้มด้วยฟูก สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายปูฟูกเตียงลงบนตั่ง ปูฟูกตั่งลงบนเตียง ฟูกขาด ภิกษุ ทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเตียงหุ้มด้วยฟูก ตั่งหุ้ม ด้วยฟูก” ภิกษุปูลงไม่ได้ใช้ผ้ารองข้างล่าง ฟูกย้อยลงข้างล่าง ฯลฯ พระผู้มีพระภาครับ สั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้ผ้ารองปูพื้นแล้วหุ้มฟูก” โจรเลิกผ้าหุ้มฟูกลักเอาไป ฯลฯ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เรา อนุญาตให้ใช้เขียนแต้ม” โจรก็ยังลักเอาไปอีก ฯลฯ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ให้ทำตำหนิไว้” ถึงอย่างนั้นก็ยังลักเอาไปอีก ฯลฯ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ตำหนิด้วยนิ้วมือไว้” เสตวัณณาทิอนุชานนะ ว่าด้วยทรงอนุญาตสีขาวเป็นต้น
สมัยนั้น ที่อยู่อาศัยของพวกเดียรถีย์ มีสีขาว แต่พื้นทำเป็นสีดำ ทำ ฝาเป็นสีเหลือง คนทั้งหลายประสงค์จะดูที่อยู่อาศัยจึงเดินทางไป ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสีขาว สีดำ สีเหลืองในวิหาร” สมัยนั้น ฝาเนื้อหยาบ สีขาวจึงไม่เกาะติด ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๐๐}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๖. เสนาสนขันธกะ] ๑. ปฐมภาณวาร พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใส่ดินปนแกลบแล้วใช้เกรียงฉาบให้เรียบ ให้สีขาวเกาะติด” สีขาวก็ยังไม่ติดสนิท ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใส่ดินละเอียดแล้วใช้เกรียงฉาบให้สีขาวเกาะติด” สีขาวก็ยังไม่ติดสนิท ฯลฯ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้ยางไม้ แป้งเปียก” สมัยนั้น ฝาเนื้อหยาบ สีเหลืองจึงไม่เกาะติด ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใส่ดินปนแกลบแล้วใช้เกรียงฉาบให้สีเหลืองเกาะติด” สีเหลืองก็ยังไม่เกาะติด ฯลฯ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใส่ดินปนรำแล้วใช้เกรียงฉาบให้สีเหลืองเกาะติด” สีเหลืองก็ยังไม่ติดสนิท ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใส่แป้งเมล็ดพันธุ์ผักกาดขี้ผึ้งเหลว” แป้งหนาเกินไปภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้ผ้าเช็ดออก” สมัยนั้น พื้นหยาบไป สีดำไม่เกาะติด ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๐๑}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๖. เสนาสนขันธกะ] ๑. ปฐมภาณวาร พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใส่ดินปนแกลบแล้วใช้เกรียงฉาบให้สีดำเกาะติด” สีดำก็ยังไม่ติดสนิท ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใส่ดินขุยใส้เดือนแล้วใช้เกรียงฉาบให้สีดำเกาะติด” สีดำก็ยังไม่ติดสนิท ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตยางไม้ น้ำฝาด” ปฏิภาณจิตตปฏิกเขปะ ว่าด้วยทรงห้ามภาพจิตรกรรมฝาผนัง เรื่องทรงอนุญาตภาพดอกไม้
สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ให้ช่างเขียนภาพจิตรกรรม คือ ภาพสตรี ภาพบุรุษไว้ในวิหาร คนทั้งหลายเดินเที่ยวชมเห็นจึงตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า“เหมือนคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงให้ช่างเขียนภาพจิตรกรรมคือ ภาพสตรี ภาพบุรุษ รูปใดให้เขียน ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตภาพลวดลายดอกไม้ ภาพลวดลายเถาวัลย์ ภาพลวดลายฟันมังกร ภาพลวดลายดอกจอก”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๐๒}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๖. เสนาสนขันธกะ] ๑. ปฐมภาณวาร อิฏฐกาจยาทิอนุชานนะ ว่าด้วยทรงอนุญาตให้ก่ออิฐเป็นต้น เรื่องวิหารพื้นต่ำ
สมัยนั้น วิหารมีพื้นที่ต่ำ น้ำท่วม ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูล พระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถมพื้นให้สูง” ดินที่ถมพังทะลาย ฯลฯ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ก่อคันกั้นดินที่ถม ๓ ชนิด คือ คันที่ทำด้วยอิฐ คันที่ทำด้วยศิลา คันที่ทำด้วยไม้” ภิกษุทั้งหลายขึ้นลงลำบาก ฯลฯ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตบันได ๓ ชนิด คือ บันไดอิฐ บันไดศิลา บันไดไม้” เมื่อภิกษุทั้งหลายขึ้นลงพลัดตกลงมา ฯลฯ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตราวสำหรับยึด” เรื่องวิหารมีพื้นเป็นลานโล่ง สมัยนั้น วิหารมีพื้นเป็นลานโล่ง ภิกษุทั้งหลายละอายที่จะนอน ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้าม่าน” ภิกษุทั้งหลายเลิกชายผ้าม่านมองดูกัน ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตกั้นฝาครึ่งหนึ่ง” @เชิงอรรถ : @ คือมีพื้นที่มีลานเนื่องเป็นอันเดียวกับสถานที่มิใช่วิหาร มีผู้คนพลุกพล่าน (วิ.อ. ๓/๓๐๐/๓๒๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๐๓}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๖. เสนาสนขันธกะ] ๑. ปฐมภาณวาร ภิกษุทั้งหลายก็ยังมองผ่านข้างบนฝานั้นได้ ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตห้องภายใน ๓ ชนิด คือห้องคล้ายเสลี่ยง ห้องคล้ายอุโมงค์ ห้องบนเรือนโล้น” เรื่องวิหารเล็ก สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายกั้นห้องไว้ตรงกลางวิหารเล็ก ไม่มีบริเวณ ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้กั้นห้องไว้ด้านหนึ่งในวิหารเล็ก แต่กั้นห้องไว้ตรงกลางในวิหารใหญ่” เรื่องฝาวิหารชำรุด สมัยนั้น เชิงฝาวิหารชำรุด ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตกรอบเชิงฝา” ฝาผนังวิหารถูกฝนสาด ฯลฯ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตแผงกันสาด ฝาทำด้วยดินปนเถ้ากับมูลโค” เรื่องทรงอนุญาตเพดาน สมัยนั้น งูตกจากหลังคามุงหญ้าลงมาที่คอภิกษุรูปหนึ่ง ภิกษุนั้นตกใจกลัว ร้องเสียงลั่น ภิกษุทั้งหลายวิ่งเข้าไปถามว่า “อาวุโส ท่านร้องทำไม” ภิกษุนั้นจึงบอกเรื่องนั้นให้ภิกษุทั้งหลายทราบ ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเพดาน” @เชิงอรรถ : @ หมฺมิยคพฺภ : ห้องบนเรือนโล้น ได้แก่ห้องเรือนยอดบนดาดฟ้า หรือห้องที่มุงหลังคาโล้น@(วิ.อ. ๓/๓๐๐/๓๒๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๐๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาส่วนนี้ศึกษาได้จากอรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้. -----------------------------------------------------
อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :- อรรถกถา จุลวรรค ภาค ๒ เสนาสนะขันธกะ เรื่องราชคหเศรษฐีถวายวิหารเป็นต้น