เรื่องความเคารพ เป็นต้น
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ เรื่องความเคารพ
อถโข ภควา เวสาลิยํ ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา เยน สาวตฺถี เตน จาริกํ ปกฺกามิ ฯ เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยานํ ภิกฺขูนํ อนฺเตวาสิกา ภิกฺขู พุทฺธปฺปมุขสฺส สงฺฆสฺส ปุรโต ปุรโต คนฺตฺวา วิหาเร ปริคฺคณฺหนฺติ เสยฺยาโย ปริคฺคณฺหนฺติ อิทํ อมฺหากํ อุปชฺฌายานํ ภวิสฺสติ อิทํ อมฺหากํ อาจริยานํ ภวิสฺสติ อิทํ อมฺหากํ ภวิสฺสตีติ ฯ อถโข อายสฺมา สารีปุตฺโต พุทฺธปฺปมุขสฺส สงฺฆสฺส ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต คนฺตฺวา วิหาเรสุ ปริคฺคหิเตสุ เสยฺยาสุ ปริคฺคหิตาสุ เสยฺยํ อลภมาโน อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล นิสีทิ ฯ อถโข ภควา รตฺติยา ปจฺจูสสมยํ ปจฺจุฏฺฐาย อุกฺกาสิ ฯ อายสฺมาปิ สารีปุตฺโต อุกฺกาสิ ฯ โก เอตฺถาติ ฯ อหํ ภควา สารีปุตฺโตติ ฯ กิสฺส ตฺวํ สารีปุตฺต อิธ นิสินฺโนติ ฯ อถโข อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ
ครั้นพระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ที่พระนครเวสาลี ตามพระ- *พุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จจาริกทางพระนครสาวัตถี สมัยนั้น ภิกษุอันเตวาสิกของพระฉัพพัคคีย์รีบไปข้างหน้าภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข จองวิหาร กันที่นอนไว้ว่า ที่นี้ของอุปัชฌาย์ของพวกเรา ที่นี้ของอาจารย์ของพวกเรา ที่นี้ของพวกเราครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรไปล้าหลังภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เมื่อภิกษุทั้งหลายจองวิหาร แลที่นอนหมดแล้ว หาที่นอนไม่ได้ จึงนั่ง ณ โคนไม้แห่งหนึ่งครั้นเวลาปัจจุสสมัยแห่งราตรี พระผู้มีพระภาค เสด็จลุกขึ้น ทรงพระกาสะ แม้ท่านพระสารีบุตรก็กระแอมไอ พ. ใคร ที่นั่น ส. ข้าพระพุทธเจ้า สารีบุตร พระพุทธเจ้าข้า พ. สารีบุตร ทำไมเธอจึงมานั่งที่โคนต้นไม้นี้เล่า ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตร ได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ฯ
อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ภิกฺขุสงฺฆํ สนฺนิปาตาเปตฺวา ภิกฺขู ปฏิปุจฺฉิ สจฺจํ กิร ภิกฺขเว ฉพฺพคฺคิยานํ ภิกฺขูนํ อนฺเตวาสิกา ภิกฺขู พุทฺธปฺปมุขสฺส สงฺฆสฺส ปุรโต ปุรโต คนฺตฺวา วิหาเร ปริคฺคณฺหนฺติ เสยฺยาโย ปริคฺคณฺหนฺติ อิทํ อมฺหากํ อุปชฺฌายานํ ภวิสฺสติ อิทํ อมฺหากํ อาจริยานํ ภวิสฺสติ อิทํ อมฺหากํ ภวิสฺสตีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม เต ภิกฺขเว โมฆปุริสา พุทฺธปฺปมุขสฺส สงฺฆสฺส ปุรโต ปุรโต คนฺตฺวา วิหาเร ปริคฺคเหสฺสนฺติ เสยฺยาโย ปริคฺคเหสฺสนฺติ อิทํ อมฺหากํ อุปชฺฌายานํ ภวิสฺสติ อิทํ อมฺหากํ อาจริยานํ ภวิสฺสติ อิทํ อมฺหากํ ภวิสฺสตีติ เนตํ ภิกฺขเว อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ วิครหิตฺวา ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ โก ภิกฺขเว อรหติ อคฺคาสนํ อคฺโคทกํ อคฺคปิณฺฑนฺติ ฯ เอกจฺเจ ภิกฺขู เอวมาหํสุ โย ภควา ขตฺติยกุลา ปพฺพชิโต โส อรหติ อคฺคาสนํ อคฺโคทกํ อคฺคปิณฺฑนฺติ ฯ เอกจฺเจ ภิกฺขู เอวมาหํสุ โย ภควา พฺราหฺมณกุลา ปพฺพชิโต โส อรหติ อคฺคาสนํ อคฺโคทกํ อคฺคปิณฺฑนฺติ ฯ เอกจฺเจ ภิกฺขู เอวมาหํสุ โย ภควา คหปติกุลา ปพฺพชิโต โส อรหติ อคฺคาสนํ อคฺโคทกํ อคฺคปิณฺฑนฺติ ฯ เอกจฺเจ ภิกฺขู เอวมาหํสุ โย ภควา สุตฺตนฺติโก โส อรหติ อคฺคาสนํ อคฺโคทกํ อคฺคปิณฺฑนฺติ ฯ เอกจฺเจ ภิกฺขู เอวมาหํสุ โย ภควา วินยธโร ฯเปฯ โย ภควา ธมฺมกถิโก โส อรหติ อคฺคาสนํ อคฺโคทกํ อคฺคปิณฺฑนฺติ ฯ {๒๖๑.๑} เอกจฺเจ ภิกฺขู เอวมาหํสุ โย ภควา ปฐมสฺส ฌานสฺส ลาภี โส อรหติ อคฺคาสนํ อคฺโคทกํ อคฺคปิณฺฑนฺติ ฯ เอกจฺเจ ภิกฺขู เอวมาหํสุ โย ภควา ทุติยสฺส ฌานสฺส ลาภี โส อรหติ อคฺคาสนํ อคฺโคทกํ อคฺคปิณฺฑนฺติ ฯ เอกจฺเจ ภิกฺขู เอวมาหํสุ โย ภควา ตติยสฺส ฌานสฺส ลาภี ฯเปฯ โย ภควา จตุตฺถสฺส ฌานสฺส ลาภี โส อรหติ อคฺคาสนํ อคฺโคทกํ อคฺคปิณฺฑนฺติ ฯ เอกจฺเจ ภิกฺขู เอวมาหํสุ โย ภควา โสตาปนฺโน โส อรหติ อคฺคาสนํ อคฺโคทกํ อคฺคปิณฺฑนฺติ ฯ เอกจฺเจ ภิกฺขู เอวมาหํสุ โย ภควา สกิทาคามี ฯเปฯ โย ภควา อนาคามี ฯเปฯ โย ภควา อรหา โส อรหติ อคฺคาสนํ อคฺโคทกํ อคฺคปิณฺฑนฺติ ฯ เอกจฺเจ ภิกฺขู เอวมาหํสุ โย ภควา เตวิชฺโช โส อรหติ อคฺคาสนํ อคฺโคทกํ อคฺคปิณฺฑนฺติ ฯ เอกจฺเจ ภิกฺขู เอวมาหํสุ โย ภควา ฉฬภิญฺโญ โส อรหติ อคฺคาสนํ อคฺโคทกํ อคฺคปิณฺฑนฺติ ฯ
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุ เป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุอันเตวาสิกของพระฉัพพัคคีย์ รีบไปก่อนภิกษุสงฆ์มีพระพุทธ-*เจ้าเป็นประมุข แล้วจองวิหาร กันที่นอนไว้ว่า ที่นี้ของอุปัชฌาย์ของพวกเรา ที่นี้ของอาจารย์ของพวกเรา ที่นี้ของพวกเรา จริงหรือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนโมฆบุรุษเหล่านั้น จึงได้รีบไปก่อนภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข แล้วจองวิหาร กันที่-*นอนไว้ว่า ที่นี้ของอุปัชฌาย์ของพวกเรา ที่นี้ของอาจารย์ของพวกเรา ที่นี้ของพวกเราการกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่-*เลื่อมใส ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไรควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดบวชจากตระกูลกษัตริย์ ภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดบวชจากตระกูลพราหมณ์ ภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดบวชจากตระกูลคหบดี ภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดทรงจำพระสูตรไว้ได้ ภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดทรงพระวินัย ภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดเป็นธรรมกถึกภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดได้ปฐมฌานภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดได้ทุติยฌาน ภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดได้ตติยฌาน ... ภิกษุใดได้จตุตถฌาน ภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดเป็นพระโสดาบันภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดเป็นพระสกทาคามี... ภิกษุใดเป็นอนาคามี ... ภิกษุใดเป็นพระอรหันต์ ภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศน้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า ภิกษุใดได้วิชชา ๓ ภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดได้อภิญญา ๖ ภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ ฯ เรื่องสัตว์ ๓ สหาย
อถโข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว หิมวนฺตปสฺเส มหานิโคฺรโธ อโหสิ ฯ ตํ ตโย สหายา อุปนิสฺสาย วิหรึสุ ติตฺติโร จ มกฺกโฏ จ หตฺถินาโค จ ฯ เต อญฺญมญฺญํ อคารวา อปฺปติสฺสา อสภาควุตฺติกา วิหรึสุ ฯ อถโข ภิกฺขเว เตสํ สหายานํ เอตทโหสิ อโห นูน มยํ ชาเนยฺยาม ยํ อมฺหากํ ชาติยา มหนฺตตรํ ตํ มยํ สกฺกเรยฺยาม ครุกเรยฺยาม มาเนยฺยาม ปูเชยฺยาม ตสฺส จ มยํ โอวาเท ติฏฺเฐยฺยามาติ ฯ อถโข ภิกฺขเว ติตฺติโร จ มกฺกโฏ จ หตฺถินาคํ ปุจฺฉึสุ ตฺวํ สมฺม กึ โปราณํ สรสีติ ฯ ยทาหํ สมฺมา โปตโก โหมิ อิมํ นิโคฺรธํ อนฺตรา สตฺถีนํ กริตฺวา อติกฺกมามิ อคฺคงฺกุรกํ เม อุทรํ ฉุปติ อิมาหํ สมฺมา โปราณํ สรามีติ ฯ อถโข ภิกฺขเว ติตฺติโร จ หตฺถินาโค จ มกฺกฏํ ปุจฺฉึสุ ตฺวํ สมฺม กึ โปราณํ สรสีติ ฯ ยทาหํ สมฺมา ฉาโป โหมิ ฉมายํ นิสีทิตฺวา อิมสฺส นิโคฺรธสฺส อคฺคงฺกุรกํ ขาทามิ อิมาหํ สมฺมา โปราณํ สรามีติ ฯ อถโข ภิกฺขเว มกฺกโฏ จ หตฺถินาโค จ ติตฺติรํ ปุจฺฉึสุ ตฺวํ สมฺม กึ โปราณํ สรสีติ ฯ อมุกสฺมึ สมฺมา โอกาเส มหานิโคฺรโธ อโหสิ ตโต อหํ ผลํ ภกฺขิตฺวา อิมสฺมึ โอกาเส วจฺจํ อกาสึ ตสฺสายํ นิโคฺรโธ ชาโต ตทาหํ สมฺมา ชาติยา มหนฺตตโรติ ฯ อถโข ภิกฺขเว มกฺกโฏ จ หตฺถินาโค จ ติตฺติรํ เอตทโวจุํ ตฺวํ สมฺม อมฺหากํ ชาติยา มหนฺตตโร ตํ มยํ สกฺกริสฺสาม ครุกริสฺสาม มาเนสฺสาม ปูเชสฺสาม ตุยฺหญฺจ มยํ โอวาเท ติฏฺเฐยฺยามาติ ฯ อถโข ภิกฺขเว ติตฺติโร มกฺกฏญฺจ หตฺถินาคญฺจ ปญฺจสุ สีเลสุ สมาทเปสิ อตฺตนา จ ปญฺจสุ สีเลสุ สมาทาย วตฺตติ ฯ เต อญฺญมญฺญํ สคารวา สปฺปติสฺสา สภาควุตฺติกา วิหริตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชึสุ ฯ เอตํ โข ภิกฺขเว ติตฺติริยํ นาม พฺรหฺมจริยํ อโหสีติ ฯ
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว มีต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งอยู่แถบหิมพานต์ สัตว์ ๓ สหายคือ นกกระทา ๑ ลิง ๑ ช้าง ๑ อาศัยต้นไทรใหญ่นั้นอยู่ ทั้งสามสัตว์นั้นมิได้เคารพมิได้ยำเกรงกัน มีความประพฤติไม่กลมเกลียวกันอยู่ จึงสัตว์ ๓ สหายนั้นปรึกษา-*กันว่า โอ พวกเราทำอย่างไรจึงจะรู้ได้แน่ว่าบรรดาพวกเราผู้ใดเป็นใหญ่โดยกำเนิดพวกเราจะได้สักการะ เคารพ นับถือบูชาผู้นั้น แลจะได้ตั้งอยู่ในโอวาทของผู้นั้นจึงนกกระทาและลิงถามช้างว่า สหายท่านจำเรื่องเก่าแก่อะไรได้บ้าง ช้างตอบว่า สหายทั้งหลาย เมื่อฉันยังเล็ก ฉันเดินคร่อมต้นไทรนี้ไว้ในหว่างขาหนีบได้ ยอดไทรพอระท้องฉัน ฉันจำเรื่องเก่าได้ ดังนี้ นกกระทากับช้างถามลิงว่า สหาย ท่านจำเรื่องเก่าแก่อะไรได้บ้าง ลิงตอบว่า สหายทั้งหลาย เมื่อฉันยังเล็ก ฉันนั่งบนพื้นดินเคี้ยวกิน-*ยอดไทรนี้ ฉันจำเรื่องเก่าได้ ดังนี้ ลิงและช้างถามนกกระทาว่า สหาย ท่านจำเรื่องเก่าแก่อะไรได้บ้าง นกกระทาตอบว่า สหายทั้งหลาย ในสถานที่โน้นมีต้นไทรใหญ่ ฉันกินผลจากต้นไทรใหญ่นั้น แล้วได้ถ่ายมูลไว้ ณ สถานที่นี้ ต้นไทรต้นนี้เกิดจากต้นไทรใหญ่นั้น เพราะฉะนั้น ฉันจึงเป็นใหญ่กว่าโดยกำเนิด ลิงกับช้างได้กล่าวกับนกกระทาว่าบรรดาพวกเรา ท่านเป็นผู้ใหญ่กว่า โดยกำเนิด พวกเราจักสักการะ เคารพ นับถือบูชาท่านและจะตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน ดูกรภิกษุทั้งหลาย นกกระทาได้ให้ลิงกับช้าง สมาทานศีลห้าและตนเองก็ประพฤติสมาทานในศีลห้า สัตว์ทั้งสามมีความเคารพยำเกรงกัน มีความประพฤติกลมเกลียวกันอยู่ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดูกรภิกษุทั้งหลายวัตรจริยานี้แล ได้ชื่อว่าติตติริยพรหมจรรย์ ฯ
เย วุฑฺฒมปจายนฺติ นรา ธมฺมสฺส โกวิทา ทิฏฺเฐ ธมฺเม จ ปาสํสา สมฺปราโย จ สุคฺคตีติ ฯ เต หิ นาม ภิกฺขเว ติรจฺฉานคตา ปาณา อญฺญมญฺญํ สคารวา สปฺปติสฺสา สภาควุตฺติกา วิหริสฺสนฺติ อิธ เขฺวตํ ภิกฺขเว โสเภถ ยํ ตุเมฺห เอวํสฺวากฺขาเต ธมฺมวินเย ปพฺพชิตา สมานา อญฺญมญฺญํ สคารวา สปฺปติสฺสา สภาควุตฺติกา วิหเรยฺยาถ เนตํ ภิกฺขเว อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ วิครหิตฺวา ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ อนุชานามิ ภิกฺขเว ยถาวุฑฺฒํ อภิวาทนํ ปจฺจุฏฺฐานํ อญฺชลิกมฺมํ สามีจิกมฺมํ อคฺคาสนํ อคฺโคทกํ อคฺคปิณฺฑํ น จ ภิกฺขเว สงฺฆิกํ ยถาวุฑฺฒํ ปฏิพาหิตพฺพํ โย ปฏิพาเหยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
คนเหล่าใด ฉลาดในธรรม ประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ ย่อมเป็นผู้อันมหาชนสรรเสริญในปัจจุบันนี้ ทั้งสัมปรายภพของ- *คนเหล่านั้นเป็นสุคติแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย แท้จริงสัตว์เหล่านั้นเป็นดิรัจฉาน ยังมีความเคารพยำเกรงกัน มีความประพฤติกลมเกลียวกันอยู่ การที่พวกเธอเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่เรากล่าวดีแล้วอย่างนี้ มีความเคารพยำเกรงกัน มีความประพฤติกลมเกลียวกันอยู่ นั่นจะพึงงามในธรรมวินัยนี้โดยแท้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมนุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการกราบไหว้ การลุกรับ การทำอัญชลีกรรม การทำสามีจิกรรม อาสนะที่เลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ ตามลำดับผู้แก่กว่า อนึ่ง ภิกษุไม่ควรเกียดกันเสนาสนะของสงฆ์ตามลำดับผู้แก่กว่า รูปใดเกียดกันต้องอาบัติทุกกฏ ฯ บุคคลที่ไม่ควรไหว้ ๑๐ จำพวก
ทสยิเม ภิกฺขเว อวนฺทิยา ปุเร อุปสมฺปนฺเนน ปจฺฉา อุปสมฺปนฺโน อวนฺทิโย อนุปสมฺปนฺโน อวนฺทิโย นานาสํวาสโก วุฑฺฒตโร อธมฺมวาที อวนฺทิโย มาตุคาโม อวนฺทิโย ปณฺฑโก อวนฺทิโย ปาริวาสิโก อวนฺทิโย มูลายปฏิกสฺสนารโห อวนฺทิโย มานตฺตารโห อวนฺทิโย มานตฺตจาริโก อวนฺทิโย อพฺภานารโห อวนฺทิโย อิเม โข ภิกฺขเว ทส อวนฺทิยา ฯ ตโยเม ภิกฺขเว วนฺทิยา ปจฺฉา อุปสมฺปนฺเนน ปุเร อุปสมฺปนฺโน วนฺทิโย นานาสํวาสโก วุฑฺฒตโร ธมฺมวาที วนฺทิโย สเทวเก โลเก ภิกฺขเว สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย ตถาคโต อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วนฺทิโย อิเม โข ภิกฺขเว ตโย วนฺทิยาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๑๐ จำพวกนี้ อันภิกษุไม่ควรไหว้ คืออันภิกษุผู้อุปสมบทก่อนไม่ควรไหว้ภิกษุผู้อุปสมบทภายหลัง ๑ ไม่ควรไหว้อนุปสัมบัน ๑ ไม่ควรไหว้ภิกษุนานาสังวาสผู้แก่กว่า แต่ไม่ใช่ธรรมวาที ๑ ไม่ควรไหว้มาตุคาม ๑ ไม่ควรไหว้บัณเฑาะก์ ๑ ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้อยู่ปริวาส ๑ ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม ๑ ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ควรมานัต ๑ ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ประพฤติมานัต ๑ ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ควรอัพภาน ๑ บุคคล ๑๐ จำพวกนี้แล อันภิกษุไม่ควรไหว้ ฯ บุคคลที่ควรไหว้ ๓ จำพวก ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้ ภิกษุควรไหว้ คือภิกษุผู้อุปสมบทภายหลัง ควรไหว้ภิกษุผู้อุปสมบทก่อน ๑ ควรไหว้ภิกษุนานาสังวาสผู้แก่กว่า แต่เป็นธรรมวาที ๑ ควรไหว้ตถาคตผู้อรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ ในโลกทั้งเทวโลก มารโลกพรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ บุคคล ๓ จำพวกนี้แล ภิกษุควรไหว้ ฯ เรื่องเกียดกันเสนาสนะของสงฆ์
เตน โข ปน สมเยน มนุสฺสา สงฺฆํ อุทฺทิสฺส มณฺฑเป ปฏิยาเทนฺติ สนฺถเร ปฏิยาเทนฺติ โอกาเส ปฏิยาเทนฺติ ฯ ฉพฺพคฺคิยานํ ภิกฺขูนํ อนฺเตวาสิกา ภิกฺขู สงฺฆิกญฺเญว ภควตา ยถาวุฑฺฒํ อนุญฺญาตํ โน อุทฺทิสฺสกตนฺติ พุทฺธปฺปมุขสฺส สงฺฆสฺส ปุรโต ปุรโต คนฺตฺวา มณฺฑเป ปริคฺคณฺหนฺติ สนฺถเร ปริคฺคณฺหนฺติ โอกาเส ปริคฺคณฺหนฺติ อิทํ อมฺหากํ อุปชฺฌายานํ ภวิสฺสติ อิทํ อมฺหากํ อาจริยานํ ภวิสฺสติ อิทํ อมฺหากํ ภวิสฺสตีติ ฯ อถโข อายสฺมา สารีปุตฺโต พุทฺธปฺปมุขสฺส สงฺฆสฺส ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต คนฺตฺวา มณฺฑเปสุ ปริคฺคหิเตสุ สนฺถเรสุ ปริคฺคหิเตสุ โอกาเสสุ ปริคฺคหิเตสุ โอกาสํ อลภมาโน อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล นิสีทิ ฯ อถโข ภควา รตฺติยา ปจฺจูสสมยํ ปจฺจุฏฺฐาย อุกฺกาสิ ฯ อายสฺมาปิ สารีปุตฺโต อุกฺกาสิ ฯ โก เอตฺถาติ ฯ อหํ ภควา สารีปุตฺโตติ ฯ กิสฺส ตฺวํ สารีปุตฺต อิธ นิสินฺโนติ ฯ อถโข อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ
สมัยนั้น ชาวบ้านตกแต่งมณฑป จัดแจงเครื่องลาดแผ้วถางสถานที่ไว้เฉพาะสงฆ์ ภิกษุอันเตวาสิกของพระฉัพพัคคีย์กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตเสนาสนะตามลำดับผู้แก่กว่า เฉพาะของสงฆ์เท่านั้น ของเหล่านี้เขาไม่ได้ทำเจาะจงไว้ จึงรีบไปก่อนภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข จองมณฑป จองเครื่องลาด จองสถานที่ไว้ว่า นี้สำหรับอุปัชฌาย์ของพวกเรา นี้สำหรับอาจารย์ของพวกเรานี้สำหรับพวกเรา ครั้นท่านพระสารีบุตรไปล้าหลัง ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เมื่อภิกษุเหล่านั้นจองมณฑป จองเครื่องลาด จองสถานที่หมดแล้ว หาที่ว่างไม่ได้ จึงนั่งอยู่ ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง ครั้นเวลาปัจจุสสมัยแห่งราตรี พระผู้มีพระภาคเสด็จลุกขึ้นทรงพระกาสะ แม้ท่านพระสารีบุตรก็กระแอมไอ พ. ใคร ที่นั่น ส. ข้าพระพุทธเจ้า สารีบุตร พระพุทธเจ้าข้า พ. สารีบุตร ทำไมเธอจึงมานั่งที่โคนต้นไม้นี้เล่า จึงท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่ผู้มีพระภาค ฯ
อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ภิกฺขุสงฺฆํ สนฺนิปาตาเปตฺวา ภิกฺขู ปฏิปุจฺฉิ สจฺจํ กิร ภิกฺขเว ฉพฺพคฺคิยานํ ภิกฺขูนํ อนฺเตวาสิกา ภิกฺขู สงฺฆิกญฺเญว ภควตา ยถาวุฑฺฒํ อนุญฺญาตํ โน อุทฺทิสฺสกตนฺติ พุทฺธปฺปมุขสฺส สงฺฆสฺส ปุรโต ปุรโต คนฺตฺวา มณฺฑเป ปริคฺคณฺหนฺติ สนฺถเร ปริคฺคณฺหนฺติ โอกาเส ปริคฺคณฺหนฺติ อิทํ อมฺหากํ อุปชฺฌายานํ ภวิสฺสติ อิทํ อมฺหากํ อาจริยานํ ภวิสฺสติ อิทํ อมฺหากํ ภวิสฺสตีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯเปฯ วิครหิตฺวา ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ น ภิกฺขเว อุทฺทิสฺสกตมฺปิ ยถาวุฑฺฒํ ปฏิพาหิตพฺพํ โย ปฏิพาเหยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุ เป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุอันเตวาสิกของภิกษุฉัพพัคคีย์พูดว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตเสนาสนะตามลำดับผู้แก่กว่าเฉพาะของสงฆ์เท่านั้น ไม่ได้ทรงหมายถึงของที่เขาทำเจาะจง จึงรีบไปก่อนหน้าภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข จองมณฑปจองเครื่องลาด จองสถานที่ว่างไว้ว่า ที่นี้สำหรับอุปัชฌาย์ของพวกเรา ที่นี้ของอาจารย์ของพวกเรา ที่นี้ของพวกเรา จริงหรือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ของที่เขาทำเจาะจง ภิกษุก็ไม่พึงเกียดกันตามลำดับผู้แก่กว่า รูปใดเกียดกัน ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
เตน โข ปน สมเยน มนุสฺสา ภตฺตคฺเค อนฺตรฆเร อุจฺจาสยนมหาสยนานิ ปญฺญาเปนฺติ เสยฺยถีทํ อาสนฺทึ ปลฺลงฺกํ โคณกํ จิตฺตกํ ปฏิกํ ปฏลิกํ ตูลิกํ วิกฏิกํ อุทฺธโลมึ เอกนฺตโลมึ กฏิสฺสํ โกเสยฺยํ กมฺพลํ กุตฺตกํ หตฺถตฺถรํ อสฺสตฺถรํ รถตฺถรํ อชินปฺปเวณึ กทลิมิคปวรปจฺจตฺถรณํ สอุตฺตรจฺฉทํ อุภโตโลหิตกุปธานํ ฯ ภิกฺขู กุกฺกุจฺจายนฺตา นาภินิสีทนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ฐเปตฺวา ตีณิ อาสนฺทึ ปลฺลงฺกํ ตูลิกํ อวเสสํ คิหิวิกฏํ อภินิสีทิตุํ น เตฺวว อภินิปชฺชิตุนฺติ ฯ
สมัยนั้น ชาวบ้านตกแต่งที่นอนสูงที่นอนใหญ่ไว้ในโรงอาหาร ณ ละแวกบ้าน คือ เก้าอี้นอนเตียงใหญ่ ผ้าโกเชาว์ขนยาว เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะวิจิตรด้วยลวดลาย เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะสีขาว เครื่องลาดที่มีสัณฐานเป็นช่อดอกไม้ เครื่องลาดที่ยัดนุ่น เครื่องลาดพรมขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้ายมีสีหะและเสือเป็นต้น เครื่องลาดขนแกะมีขนตั้ง เครื่องลาดขนแกะมีขนข้างเดียว เครื่องลาดทองและเงินแกมไหม เครื่องลาดไหมขลิบทองและเงิน เครื่องลาดขนแกะจุนางฟ้อน๑๖ คน เครื่องลาดหลังช้าง เครื่องลาดหลังม้า เครื่องลาดในรถ เครื่องลาดที่ทำด้วยหนังสัตว์ชื่ออชินะอันมีขนอ่อนนุ่ม เครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอนข้าง ภิกษุทั้งหลายรังเกียจไม่นั่งทับ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเครื่องลาดที่เป็นคิหิวิกัฏเว้นเครื่องลาด ๓ ชนิด คือ เก้าอี้นอน เตียงใหญ่ เครื่องลาดที่ยัดนุ่น นอกนั้นนั่งทับได้พุทธานุญาตให้นั่งทับเตียงตั่งเป็นคิหิวิกัฏ แต่จะนอนทับไม่ได้ ฯ
เตน โข ปน สมเยน มนุสฺสา ภตฺตคฺเค อนฺตรฆเร ตูโลนทฺธํ มญฺจมฺปิ ปิฐมฺปิ ปญฺญาเปนฺติ ฯ ภิกฺขู กุกฺกุจฺจายนฺตา น อภินิสีทนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว คิหิวิกฏํ อภินิสีทิตุํ น เตฺวว อภินิปชฺชิตุนฺติ ฯ
สมัยนั้น ชาวบ้านตกแต่งเตียงบ้าง ตั่งบ้าง ที่ยัดนุ่นไว้ในโรงอาหารณ ละแวกบ้าน ภิกษุทั้งหลายรังเกียจไม่นั่งทับจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระ-*ภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้นั่งทับเตียงตั่งที่เป็นคิหิกัฏได้ แต่จะนอนทับไม่ได้ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อัคคาสนาทิอนุชานนะ ว่าด้วยทรงอนุญาตอาสนะเลิศเป็นต้น เรื่องความเคารพ
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กรุงเวสาลีตามพระอัธยาศัย แล้วเสด็จจาริกไปยังกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุอันเตวาสิกของพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ล่วงหน้าไปก่อนพระสงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน จับจองวิหาร จับจองที่นอนโดยกล่าวว่า “ที่นี้เป็นของพระอุปัชฌาย์ทั้งหลายของพวกเรา ที่นี้เป็นของพระอาจารย์ทั้งหลายของพวกเรา ที่นี้เป็นของพวกเรา” ต่อมา ท่านพระสารีบุตรไปภายหลังพระสงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน เมื่อวิหารถูกจับจองแล้ว เมื่อที่นอนถูกจับจองแล้ว เมื่อไม่ได้ที่นอน จึงนั่ง ณ ควงไม้ต้นหนึ่ง ครั้นเวลาใกล้รุ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จลุกขึ้นทรงพระกาสะ แม้ท่านพระสารีบุตรก็ได้กระแอมรับ @เชิงอรรถ : @ นวกรรมวิหาร คือให้วิหารเพื่อก่อสร้าง หรือให้การก่อสร้างในวิหาร (วิมติ.ฏีกา ๒/๓๐๙/๓๑๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๒๑}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๖. เสนาสนขันธกะ] ๒. ทุติยภาณวาร พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “ใครอยู่ที่นั่น” ท่านพระสารีบุตรกราบทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้า สารีบุตร พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “สารีบุตร ทำไมเธอจึงมานั่งที่นี่เล่า” ท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบ เรื่องผู้ควรได้อาสนะเลิศเป็นต้น ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่า พวกภิกษุอันเตวาสิกของพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ไปก่อนภิกษุสงฆ์ แล้วจับจองวิหาร จับจองที่นอนโดยกล่าวว่า ‘ที่นี้เป็นของพระอุปัชฌาย์ทั้งหลายของพวกเรา ที่นี้เป็นของพระอาจารย์ทั้งหลายของพวกเราที่นี้เป็นของพวกเรา’ จริงหรือ” ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ภิกษุทั้งหลาย ไฉนโมฆบุรุษทั้งหลายจึงไปก่อนภิกษุสงฆ์ แล้วจับจองวิหาร จับจองที่นอนโดยกล่าวว่า ‘ที่นี้เป็นของพระอุปัชฌาย์ทั้งหลายของพวกเรา ที่นี้เป็นของพระอาจารย์ทั้งหลายของพวกเรา ที่นี้เป็นของพวกเราเล่า’ ภิกษุทั้งหลาย การกระทำอย่างนี้ มิได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใสหรือทำคนที่เลื่อมใสอยู่แล้วให้เลื่อมใสยิ่งขึ้นได้เลย ฯลฯ” ครั้นทรงตำหนิแล้ว ฯลฯ ทรงแสดงธรรมีกถาแล้วรับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ใครควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ” ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุผู้บวชจากตระกูลกษัตริย์ควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ” ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุผู้บวชจากตระกูลพราหมณ์ควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๒๒}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๖. เสนาสนขันธกะ] ๒. ทุติยภาณวาร ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุผู้บวชจากตระกูลคหบดีควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ” ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุผู้ทรงสุตตันตะควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ” ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุผู้ทรงพระวินัยควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ” ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุผู้เป็นธรรมกถึกควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ” ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุผู้ได้ปฐมฌานควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ” ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุผู้ได้ทุติยฌานควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ” ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุผู้ได้ตติยฌานควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ” ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุผู้ได้จตุตถฌานควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ” ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุผู้เป็นพระโสดาบันควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ” ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุผู้เป็นพระสกทาคามีควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ” ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุผู้เป็นพระอนาคามีควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๒๓}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๖. เสนาสนขันธกะ] ๒. ทุติยภาณวาร ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์ควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ” ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุผู้ได้วิชชา ๓ ควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ” ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุผู้ได้อภิญญา ๖ ควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ” เรื่องสัตว์ ๓ สหาย
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ในแถบเชิงเขาหิมพานต์ มีต้นไทรใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง สัตว์ ๓ สหายคือ นกกระทา ลิง และช้างพลาย อาศัยต้นไทรนั้นอยู่ สัตว์ ๓ สหายนั้นอยู่อย่างไม่เคารพ ไม่ยำเกรงกันและกัน มีการดำเนินชีวิตไม่เหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย ต่อมา สัตว์ ๓ สหายปรึกษากันว่า “นี่พวกเรา ทำอย่างไรจึงจะรู้ได้ว่า ‘ในพวกเรา ๓ สหาย ผู้ใดคือผู้สูงวัยกว่ากัน’ จะได้สักการะ เคารพ นับถือบูชาและเชื่อฟังผู้นั้น” ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น นกกระทาและลิงถามช้างพลายว่า “เพื่อนเอ๋ย ท่านจำเรื่องราวเก่าๆ อะไรได้บ้างเล่า” ช้างตอบว่า “เมื่อเรายังเล็ก เราเคยเดินคร่อมต้นไทรต้นนี้ ยอดไทรพอระท้องของเรา เราจำเรื่องเก่านี้ได้” ภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น นกกระทาและช้างพลายถามลิงว่า “เพื่อนจำเรื่องราวเก่าๆ อะไรได้บ้าง” ลิงตอบว่า “เมื่อเรายังเล็ก เราเคยนั่งบนพื้นดินเคี้ยวกินยอดไทรต้นนี้ เราจำเรื่องเก่านี้ได้” ภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ลิงและช้างพลายถามนกกระทาว่า “เพื่อนจำเรื่องราวเก่าๆ อะไรได้บ้าง”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๒๔}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๖. เสนาสนขันธกะ] ๒. ทุติยภาณวาร นกกระทาตอบว่า “เพื่อนทั้งหลาย ที่โน้นมีต้นไทรใหญ่ เรากินผลของต้นไทรนั้นแล้วถ่ายมูลไว้ที่นี้ ไทรต้นนี้เกิดจากผลของต้นไทรนั้น ดังนั้นเราจึงเป็นผู้ใหญ่โดยชาติกำเนิด” ภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ลิงกับช้างพลายได้กล่าวกับนกกระทาดังนี้ว่า “เพื่อนบรรดาเราทั้งหลาย ท่านคือผู้ใหญ่กว่าโดยชาติกำเนิด เราทั้ง ๒ จะสักการะ เคารพนับถือ บูชา และเชื่อฟังท่าน” ภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น นกกระทาได้ให้ลิงกับช้างสมาทานศีล ๕ ทั้งตนเองก็รักษาศีล ๕ สหายทั้ง ๓ นั้นต่างเคารพยำเกรง ดำเนินชีวิตอยู่อย่างเสมอภาคกันหลังจากสิ้นชีวิตได้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัตินี้ เรียกว่าติตติริยพรหมจรรย์ นรชนเหล่าใดฉลาดในธรรม ประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อบุคคลผู้เจริญทั้งหลาย นรชนเหล่านั้นเป็นผู้ได้รับการสรรเสริญในปัจจุบัน และมีสุคติภพในเบื้องหน้า ภิกษุทั้งหลาย สัตว์ดิรัจฉานพวกนั้นยังมีความเคารพยำเกรง ดำเนินชีวิตอยู่อย่างเสมอภาคกัน ภิกษุทั้งหลาย การที่พวกเธอเป็นผู้บวชแล้ว ในธรรมวินัยที่เรากล่าวดีแล้ว มีความเคารพมีความยำเกรงกันและกัน ดำเนินชีวิตอย่างเสมอภาคกันจะพึงงดงามในธรรมวินัยนี้ ภิกษุทั้งหลาย การทำเช่นนั้นมิได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส หรือทำคนที่เลื่อมใสอยู่แล้วให้เลื่อมใสยิ่งขึ้นได้เลย ฯลฯ” ครั้นทรงตำหนิแล้ว ฯลฯ ทรงแสดงธรรมีกถารับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการกราบไหว้ การลุกรับอัญชลีกรรม สามีจิกรรม อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศตามลำดับ@เชิงอรรถ : @ ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๓๗/๑๖
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๒๕}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๖. เสนาสนขันธกะ] ๒. ทุติยภาณวาร พรรษา อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงกีดกันเสนาสนะของสงฆ์ตามลำดับพรรษาภิกษุรูปใดกีดกัน ต้องอาบัติทุกกฏ” อวันทิยาทิปุคคละ ว่าด้วยบุคคลที่ไม่ควรไหว้เป็นต้น เรื่องบุคคลที่ไม่ควรไหว้ ๑๐ จำพวก
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลที่ภิกษุไม่ควรไหว้ ๑๐ จำพวก เหล่านี้คือ ๑. ผู้อุปสมบทก่อนไม่ควรไหว้ผู้อุปสมบทภายหลัง ๒. ไม่ควรไหว้อนุปสัมบัน ๓. ไม่ควรไหว้ภิกษุนานาสังวาสผู้มีพรรษาแก่กว่า เป็นอธรรมวาที ๔. ไม่ควรไหว้มาตุคาม ๕. ไม่ควรไหว้บัณเฑาะก์ ๖. ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้กำลังอยู่ปริวาส ๗. ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ควรแก่การชักเข้าหาอาบัติเดิม ๘. ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ควรแก่มานัต ๙. ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้กำลังประพฤติมานัต ๑๐. ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ควรแก่อัพภาน ภิกษุทั้งหลาย บุคคลที่ภิกษุไม่ควรไหว้ ๑๐ จำพวก เหล่านี้แล เรื่องบุคคลที่ภิกษุควรไหว้ ๓ จำพวก ภิกษุทั้งหลาย บุคคลที่ภิกษุควรไหว้ ๓ จำพวก คือ ๑. ผู้อุปสมบทภายหลังควรไหว้ผู้อุปสมบทก่อน ๒. ควรไหว้ภิกษุนานาสังวาสผู้มีพรรษาแก่กว่า เป็นธรรมวาที
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๒๖}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๖. เสนาสนขันธกะ] ๒. ทุติยภาณวาร ๓. ควรไหว้พระตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลที่ภิกษุควรไหว้ ๓ จำพวกเหล่านี้แล อาสนปฏิพาหนปฏิกเขปะ ว่าด้วยทรงห้ามการกีดกันอาสนะ เรื่องอันเตวาสิกของพระฉัพพัคคีย์
สมัยนั้น คนทั้งหลายตกแต่งมณฑป จัดเตรียมเครื่องลาด จัดเตรียม บริเวณไว้เจาะจงพระสงฆ์ พวกภิกษุอันเตวาสิกของพวกภิกษุฉัพพัคคีย์กล่าวว่า “เสนาสนะเฉพาะที่เป็นของสงฆ์เท่านั้นที่พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตตามลำดับพรรษา ไม่ได้ทรงอนุญาตของที่ทำเจาะจง” ล่วงหน้าไปก่อนพระสงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน จับจองมณฑปบ้าง จับจองเครื่องลาดบ้าง จับจองบริเวณบ้างไว้โดยกล่าวว่า “ที่นี้เป็นของพระอุปัชฌาย์ทั้งหลายของพวกเรา ที่นี้เป็นของพระอาจารย์ทั้งหลายของพวกเรา ที่นี้เป็นของพวกเรา” ต่อมา ท่านพระสารีบุตรไปภายหลังพระสงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน เมื่อมณฑปถูกจับจองแล้ว เมื่อเครื่องลาดถูกจับจองแล้ว เมื่อบริเวณถูกจับจองแล้ว เมื่อไม่ได้ที่นอนจึงนั่ง ณ ควงไม้ต้นหนึ่ง ครั้นเวลาใกล้รุ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จลุกขึ้นทรงพระกาสะ แม้ท่านพระสารีบุตรก็ได้กระแอมรับ พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “ใครอยู่ที่นั่น” ท่านพระสารีบุตรกราบทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้า สารีบุตร พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “สารีบุตร ทำไมเธอจึงมานั่งที่นี่เล่า”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๒๗}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๖. เสนาสนขันธกะ] ๒. ทุติยภาณวาร ท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่า พวกภิกษุอันเตวาสิกของพวกภิกษุฉัพพัคคีย์กล่าวว่า ‘เสนาสนะเฉพาะที่เป็นของสงฆ์เท่านั้นที่พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตตามลำดับพรรษา ไม่ได้ทรงอนุญาตของที่ทำเจาะจง’ แล้วล่วงหน้าไปก่อนพระสงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน จับจองมณฑปบ้าง จับจองเครื่องลาดบ้าง จับจองบริเวณบ้างไว้โดยกล่าวว่า ‘ที่นี้เป็นของพระอุปัชฌาย์ทั้งหลายของพวกเรา ที่นี้เป็นของพระอาจารย์ทั้งหลายของพวกเรา ที่นี้เป็นของพวกเรา’ จริงหรือ” ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริงพระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิ ฯลฯ ครั้นทรงตำหนิแล้ว ฯลฯ ทรงแสดงธรรมีกถารับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงกีดกันแม้ของที่เขาทำเจาะจงตามลำดับพรรษา รูปใดกีดกัน ต้องอาบัติทุกกฏ” คิหิวิกตอนุชานนะ ว่าด้วยทรงอนุญาตเครื่องใช้อย่างคฤหัสถ์
สมัยนั้น คนทั้งหลายตกแต่งที่นอนสูงและที่นอนใหญ่ไว้ที่โรงอาหารใน ละแวกบ้าน คือ ๑. เตียงมีเท้าสูงเกินขนาด ๒. เตียงมีเท้าเป็นรูปสัตว์ร้าย ๓. พรหมขนสัตว์ ๔. เครื่องลาดขนแกะลายวิจิตร ๕. เครื่องลาดขนแกะมีสีขาว ๖. เครื่องลาดมีรูปดอกไม้ ๗. เครื่องลาดยัดนุ่น ๘. เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้ายเช่นราชสีห์และเสือ ๙. เครื่องลาดขนแกะมีขน ๒ ด้าน ๑๐. เครื่องลาดขนแกะมีขนด้านเดียว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๒๘}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๖. เสนาสนขันธกะ] ๒. ทุติยภาณวาร ๑๑. เครื่องลาดปักด้วยไหมประดับรัตนะ ๑๒. เครื่องลาดผ้าไหมประดับรัตนะ ๑๓. เครื่องลาดขนแกะขนาดใหญ่ที่นางฟ้อน ๑๖ คนร่ายรำ ๑๔. เครื่องลาดบนหลังช้าง ๑๕. เครื่องลาดบนหลังม้า ๑๖. เครื่องลาดในรถ ๑๗. เครื่องลาดทำด้วยหนังเสือ ๑๘. เครื่องลาดหนังชะมด ๑๙. เครื่องลาดมีเพดาน ๒๐. เครื่องลาดมีหมอน ๒ ข้าง ภิกษุทั้งหลายยำเกรงอยู่จึงไม่ยอมนั่ง ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเครื่องใช้อย่างคฤหัสถ์ยกเว้นเครื่องลาด ๓ ชนิด คือ ม้านั่งสี่เหลี่ยม เตียงใหญ่ เครื่องลาดยัดนุ่น นอกนั้นนั่งได้ แต่ไม่อนุญาตให้นอน” สมัยนั้น คนทั้งหลายตกแต่งเตียงบ้าง ตั่งบ้างยัดนุ่นไว้ที่โรงอาหารในละแวกบ้านพวกภิกษุยำเกรงอยู่จึงไม่ยอมนั่ง ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้นั่งบนเครื่องใช้อย่างคฤหัสถ์ได้ แต่ไม่อนุญาตให้นอน”
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
[ว่าด้วยการจับจองเสนาสนะ]
หลายบทว่า ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต คนฺตฺวา มีความว่า ได้ยินว่า พระเถระมัวปรนนิบัติภิกษุไข้อยู่ มัวช่วยเหลือภิกษุผู้แก่ผู้เฒ่าอยู่ จึงมาข้างหลังภิกษุทั้งปวง. ข้อนี้เป็นจารีตของท่าน. ด้วยเหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์จึงกล่าวว่า ไปล้าหลัง.
บทว่า อคฺคาสนํ ได้แก่ เถรอาสน์.
บทว่า อคฺโคทกํ ได้แก่ ทักษิโณทก.
บทว่า อคฺคปิณฺฑํ ได้แก่ บิณฑบาตสำหรับพระสังฆเถระ.
บทว่า ปติฏฺฐาเปสิ ได้แก่ ทำการบริจาคทรัพย์ ๑๘ โกฏิสร้างไว้ อนาถบิณฑิกคฤหบดีบริจาคทั้งหมด ๕๔ โกฏิ ด้วยประการฉะนี้.
-----------------------------------------------------