This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典

ภยเภรวสูตร

อรรถกถาแปลไทย

仅原文 · 不作诠释583 行1 个版本

อรรถกถาภยเภรวสูตร

[๒๗] ภยเภรวสูตร เริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้.

ในภยเภรวสูตรนั้นมีการพรรณนาตามลำดับบทดังต่อไปนี้ :-

ความหมายของคำว่า พราหมณ์

ศัพท์ว่า อถ เป็นนิบาตใช้ในความหมายว่า อวิจเฉทนะ (ไม่ขาดสายสืบต่อมา). ศัพท์ว่า โข เป็นนิบาต (เหมือนกัน) ใช้ในความหมายว่า อวธารณะ ห้ามความหมายอื่น.

อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในกรุงสาวัตถีไม่ขาดตอนเลย.

คำว่า ชาณุสโสณี นั้นไม่ใช่ชื่อที่บิดามารดาของพราหมณ์นั้นตั้งให้ แต่ว่าเป็นชื่อที่ได้มาจากการได้ตำแหน่ง. ว่ากันว่า ตำแหน่งชาณุสโสณีนั้นเป็นตำแหน่งปุโรหิต. พระราชาได้พระราชทานตำแหน่งปุโรหิตนั้นให้แก่เขา ฉะนั้น คนทั้งหลายจึงเรียกเขาว่า ชาณุสโสณี.

บุคคลที่ชื่อว่า พราหมณ์ เพราะมีความหมายว่า เปล่งเสียงว่าพรหมะ.

อธิบายว่า ได้แก่สาธยายมนต์.

ก็คำว่า พราหมณ์นั้นเป็นภาษาเรียกคนที่เป็นพราหมณ์โดยกำเนิด.

ส่วนพระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านก็เรียกว่าพราหมณ์ เพราะลอยบาปได้แล้ว.

สัมโมทนียกถา-สาราณียกถา

คำว่า เยน ในคำว่า เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ เป็นตติยาวิภัตติใช้ในความหมายแห่งสัตตมีวิภัตติ. เพราะฉะนั้น พึงเห็นความหมายในคำนี้อย่างนี้ว่า ยตฺถ ภควา อุปสงฺกมิ (แปลว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในที่ใด ชาณุสโสณีพราหมณ์ก็เข้าไปเฝ้าแล้วในที่นั้น).

อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นความหมายในคำนี้อย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าอันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายพึงเข้าไปเฝ้าด้วยเหตุใด ชาณุสโสณีพราหมณ์ก็เข้าไปเฝ้าแล้วด้วยเหตุนั้น.

ถามว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าอันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายพึงเข้าไปเฝ้าด้วยเหตุไรเล่า?

ตอบว่า ด้วยประสงค์จะบรรลุคุณวิเศษนานาประการ อุปมาเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ผลิผลอยู่เนืองนิตย์ อันฝูงนกเข้าไปจับก็ด้วยประสงค์จะจิกกินผลที่มีรสอร่อยฉะนั้น.

และคำว่า อุปสงฺกมิ มีอธิบายว่าไปแล้ว. บทกิริยาว่า อุปสงฺกมิตฺวา เป็นบทแสดงถึงว่า การเข้าไปเฝ้าได้สิ้นสุดลงแล้ว.

อีกอย่างหนึ่ง (บทกิริยาว่า อุปสงฺกมิตฺวา) จะอธิบายว่า ไปสู่ที่ใกล้กว่านั้น คือที่ใกล้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้ก็ได้.

บทว่า ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสถามถึงสุขทุกข์เป็นต้น ชื่อว่าทรงมีความบันเทิงพระทัยร่วมกับพราหมณ์นั้นฉันใด แม้พราหมณ์นั้นก็มีความบันเทิงใจร่วมกับพระผู้มีพระภาคเจ้า คือได้ถึงความบันเทิงใจ ได้แก่ความเป็นกันเองกับพระผู้มีพระภาคเจ้า เปรียบเหมือนน้ำเย็นกับน้ำร้อนเข้ากันได้ฉะนั้น.

อนึ่ง พราหมณ์นั้นบันเทิงใจ (กับพระผู้มีพระภาคเจ้า) ด้วยถ้อยคำใดมีอาทิว่า ยนต์คือพระวรกายของพระโคดมผู้เจริญยังพอทนได้อยู่หรือ? พระโคดมผู้เจริญพอยังยนต์คือพระวรกายให้เป็นไปได้อยู่หรือ? พระโคดมผู้เจริญและเหล่าสาวกของพระโคดมยังคงมีอาพาธน้อย มีโรคน้อย ยืนเดินได้คล่อง แข็งแรง (และ) มีความเป็นอยู่ผาสุกอยู่หรือ?

ถ้อยคำนั้น ชื่อว่าสัมโมทนียะ (เป็นเหตุให้บันเทิงใจ) เพราะให้เกิดความบันเทิงใจเป็นอย่างดี กล่าวคือปีติและปราโมช และเพราะเป็นถ้อยคำสมควรเพื่อความบันเทิงใจ.

ชื่อว่าสาราณียะ (เป็นเหตุให้ระลึกถึงกันและกัน) เพราะเป็นถ้อยคำสมควรที่จะให้ (ผู้ฟังระลึกถึง) ตลอดกาลแม้นาน คือให้เป็นไปไม่ว่างเว้น และเพราะเป็นถ้อยคำที่ (ผู้พูดเอง) ก็ต้องระลึกถึงด้วย. ชื่อว่าสัมโมทนียะ เพราะเมื่อฟังอยู่ก็เป็นสุข. ชื่อว่าสาราณียะ เพราะเมื่อระลึกถึงอยู่ก็เป็นสุข.

อีกประการหนึ่ง ชื่อว่าสัมโมทนียะ เพราะมีพยัญชนะแจ่มชัด. ชื่อว่าสาราณียะ เพราะมีอรรถแจ่มชัด

พราหมณ์ยังถ้อยคำซึ่งเป็นสัมโมทนียะสาราณียะให้ผ่านพ้นไป คือสิ้นสุดลง ได้แก่ให้จบลงด้วยบรรยายเป็นอเนก ดังพรรณนามาอย่างนี้ แล้วประสงค์จะถามถึงจุดมุ่งหมายที่เป็นเหตุให้ตนต้องมา จึงนั่งลง ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง (ก่อน).

บทว่า เอกมนฺตํ เป็นบทแสดง ภาวนปุํสกะ (กิริยาวิเศษ) ดุจตัวอย่างในประโยคเป็นต้นว่า วิสมํ จนฺทิมสุริยา ปริวตฺตนฺติ พระจันทร์และพระอาทิตย์โคจรไม่เท่ากัน ดังนี้ เพราะฉะนั้น พึงเห็นความหมายในข้อนี้อย่างนี้ว่า พราหมณ์นั้นนั่งเหมือนที่เขานั่งๆ กันในที่สมควร.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า เอกมนฺตํ นี้เป็นทุติยาวิภัตติ ใช้ในความหมายแห่งสัตตมีวิภัตติ.

การนั่งที่มีโทษ ๖ อย่าง

บทว่า นิสีทิ แปลว่า เข้าไปนั่งใกล้. เพราะว่าคนที่เป็นบัณฑิตเข้าไปหาบุคคลผู้ตั้งอยู่ในฐานะเป็นครูแล้วย่อมนั่งลง ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง เนื่องจากเป็นผู้ฉลาดในที่นั่ง และพราหมณ์นี้ก็เป็นบัณฑิตคนหนึ่งในจำนวนบัณฑิตเหล่านั้น. เพราะฉะนั้น จึงนั่งลง ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง.

ถามว่า ก็บุคคลนั่งอย่างไร จึงชื่อว่านั่งลง ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง?

ตอบว่า นั่งเว้นโทษของการนั่ง ๖ อย่าง.

ถามว่า โทษการนั่ง ๖ อย่างมีอะไรบ้าง?

ตอบว่า มีดังนี้คือ :-

๑. อติทูรํ นั่งไกลเกินไป

๒. อจฺจาสนฺนํ นั่งใกล้เกินไป

๓. อุปริวาตํ นั่งในที่เหนือลม

๔. อุนฺนตปฺปเทสํ นั่งในที่สูง

๕. อติสมฺมุขํ นั่งตรงหน้าเกินไป

๖. อติปจฺฉา นั่งล้ำไปข้างหลังมาก.

อธิบายว่า คนที่นั่งในที่ไกลเกินไป ถ้าประสงค์จะพูดกันก็ต้องพูดด้วยเสียงดัง, นั่งในที่ใกล้เกินไปก็จะเบียดเสียดท่าน, นั่งในที่เหนือลมก็จะรบกวนท่านด้วยกลิ่นตัว, นั่งในที่สูงก็จะเป็นการแสดงความไม่เคารพ, นั่งตรงหน้าเกินไป ถ้าประสงค์จะมองดู (หน้ากัน) ก็จะต้องจ้องตากัน, นั่งล้ำข้างหลังมาก ถ้าประสงค์จะมองดู จะต้องยื่นคอไป (เหลียว) ดู. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นี้จึงนั่งเว้นโทษแห่งการนั่ง ๖ อย่างนี้เสีย. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พราหมณ์นั่งลง ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง.

กุลบุตร ๒ จำพวก

[๒๘] บทว่า เยเม ตัดบทเป็น เย อิเม. แปลว่า กุลบุตรเหล่านี้ใด.

บทว่า กุลปุตฺตา ได้แก่ กุลบุตร ๒ จำพวก คือกุลบุตรโดยกำเนิด ๑ กุลบุตรโดยอาจาระ ๑.

ในกุลบุตร ๒ จำพวกนั้น กุลบุตรที่เกิดในตระกูลสูง (ซึ่งมีที่มา) อย่างนี้ว่า ก็โดยสมัยนั้นแล กุลบุตรชื่อรัฐบาลเป็นลูกชายของอัครกุลิกเศรษฐีในถุลลโกฏฐิตคามนั้นนั่นแล ดังนี้ ชื่อว่ากุลบุตรโดยกำเนิด. ส่วนกุลบุตรที่แม้จะเกิดในตระกูลใดก็ตาม เป็นคนเพียบพร้อมด้วยอาจาระซึ่งมีที่มาอย่างนี้ว่า กุลบุตรเหล่าใดออกจากเรือน บวชเป็นอนาคาริกด้วยศรัทธา ดังนี้ ชื่อว่ากุลบุตรโดยอาจาระ.

แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอากุลบุตรด้วยเหตุ ๒ อย่าง (นั้น).

บทว่า สทฺธา แปลว่า ด้วยศรัทธา.

บทว่า อคารสฺมา แปลว่า จากเรือน.

บทว่า อนคาริยํ ได้แก่ บรรพชาและอุปสมบท.

ด้วยว่า แม้บรรพชาก็ชื่อว่า อนคาริยา เพราะในบรรพชานี้ไม่มีการงานที่เกื้อกูลแก่การครองเรือน.

อธิบายว่า ในบรรพชานี้ไม่มีกสิกรรม (การเพาะปลูก) และโครักขกรรม (การเลี้ยงสัตว์) เป็นต้น ซึ่งเกื้อกูลแก่การครองเรือน. ฝ่ายภิกษุก็ชื่อว่า อนาคาระ เพราะท่านไม่มีเรือน. ภาวะแห่งการไม่มีเรือน ชื่อว่า อนคาริยะ.

บทว่า ปพฺพชิตา แปลว่า เข้าถึง. อธิบายว่า เข้าถึงบรรพชาและภิกษุภาวะ กล่าวคือการงานที่ไม่เกื้อกูลแก่การครองเรือนแม้โดยประการทั้งปวง ดังพรรณนามาฉะนี้.

พระผู้มีพระภาคทรงเป็นผู้นำกุลบุตร ๒ จำพวกนั้น

บทว่า ปุพฺพงฺคโม แปลว่า เป็นผู้ไปข้างหน้า คือเป็นผู้นำ.

บทว่า พหุกาโร แปลว่า เป็นผู้มีอุปการะมากเพราะทำประโยชน์เกื้อกูลให้.

คำว่า ภวนฺเตสํ โคตโม สมาทเปตา ความว่า พระโคดมผู้เจริญยังกุลบุตรเหล่านั้นให้รับ คือให้ศึกษาข้อศึกษาต่างๆ มีอธิศีลเป็นต้น.

บทว่า สา ชนตา แปลว่า หมู่ชนนั้น.

บทว่า ทิฏฺฐานุคตึ อาปชฺชติ แปลว่า เอาอย่าง.

อธิบายว่า พระโคดมผู้เจริญมีทิฏฐิอย่างใด มีความชอบใจอย่างใด มีความพอใจอย่างใด แม้กุลบุตรเหล่านั้นก็มีทิฏฐิอย่างนั้น มีความชอบใจอย่างนั้น มีความพอใจอย่างนั้น.

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พราหมณ์นี้จึงกล่าวอย่างนั้น?

ตอบว่า ได้ยินว่า เมื่อก่อน พราหมณ์นี้เห็นกุลบุตรจำนวนมากอยู่ในท่ามกลางเรือน ได้รับการบำรุงบำเรอด้วยเบญจกามคุณราวกะว่าเป็นเทพบุตร ได้รับการคุ้มครองป้องกันอย่างดีทั้งภายในบ้านภายนอกบ้าน.

สมัยต่อมาก็ได้เห็นกุลบุตรเหล่านั้นฟังพระสัทธรรมเทศนาอันไพเราะของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วออกจากเรือนบวชด้วยศรัทธา (กลับกลายมาเป็น) ผู้สันโดษในเรื่องของกินและเครื่องนุ่งห่มอย่างยิ่งยวด แม้จะไม่มีใครคุ้มครองป้องกันให้ (ดังแต่ก่อน) ก็มิได้หวาดระแวง ร่าเริงยินดีเบิกบานใจอยู่ในเสนาสนะป่า.

และพราหมณ์ครั้นเห็นแล้วก็พลันคิดได้ว่า การอยู่อย่างนี้ของกุลบุตรเหล่านี้นับว่าเป็นการอยู่อย่างผาสุกแล้ว การอยู่อย่างผาสุกนี้เกิดขึ้นเพราะอาศัยใคร ก็ได้รับคำตอบว่า เพราะอาศัยพระโคดม จึงได้เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อประกาศความเลื่อมใสนั้น เขาจึงได้มายังสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ฉะนั้น เขาจึงกล่าวอย่างที่กล่าวมาแล้วนี้.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงยอมรับและทรงสนับสนุนคำพูดของพราหมณ์นั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า เอวเมตํ พฺราหฺมณ ข้อนั้นเป็นอย่างนั้นแหละ พราหมณ์.

ก็ในคำว่า เอวเมตํ พฺราหฺมณ นี้ มีอธิบายดังนี้ว่า :-

บทว่า เอวํ นี้เป็นนิบาต ใช้ในความหมายว่า รับรองและอนุโมทนาคำพูด (ของคนอื่น).

บทว่า มมํ อุทฺทิสฺส แปลว่า เจาะจงเราตถาคต.

ด้วยบทว่า สทฺธา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาเหตุต่างๆ มีอาทิว่า ด้วยศรัทธานั่นเอง ไม่ใช่ (บวช) เพราะเป็นหนี้ ไม่ใช่เพราะความกลัว. เพราะว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นหัวหน้าของกุลบุตรเช่นนี้เท่านั้น ไม่ใช่ของจำพวกอื่น.

เสนาสนะป่า

[๒๙] บทว่า ทูรภิสมฺภวานิ หิ ความว่า ยากที่จะอยู่ได้ด้วยดี คือทนอยู่ได้ยาก. อธิบายว่า ภิกษุผู้มีศักดิ์น้อยไม่สามารถจะอยู่อาศัยได้.

บทว่า อรญฺญวนปตฺถานิ ได้แก่ ป่าและป่าเปลี่ยว.

ในบทว่า อรญฺญวนปตฺถานิ นั้น มีอธิบายว่า :-

ว่ากันตามตรงในอภิธรรมแล้ว สถานที่อยู่นอกเสาเขื่อนไปทั้งหมด ท่านเรียกว่า "ป่า" ก็จริง ถึงกระนั้นก็พึงทราบว่า เสนาสนะใดที่ให้สำเร็จเป็นอารัญญิกธุดงค์ได้ ซึ่งท่านกล่าวไว้ว่า ท้ายสุดประมาณ ๕๐๐ ช่วงธนู ท่านประสงค์เอาเสนาสนะนั้นเท่านั้น.

บทว่า วนปตฺถํ ได้แก่ สถานที่ที่เลยท้ายหมู่บ้านไป ไม่มีคนไปมาบ่อยๆ เป็นที่ที่ไม่มีการไถหว่าน.

ข้อนี้สมด้วยคำที่ท่านกล่าวไว้ดังนี้ว่า :-

คำว่า วนปตฺถํ เป็นชื่อของเสนาสนะที่อยู่ไกล.

คำว่า วนปตฺถํ เป็นชื่อของราวป่า.

คำว่า วนปตฺถํ เป็นชื่อของสถานที่ที่น่ากลัว.

คำว่า วนปตฺถํ เป็นชื่อของสถานที่ที่ทำให้มีขนชูชัน.

คำว่า วนปตฺถํ เป็นชื่อของสถานที่ที่อยู่ปลายแดน.

คำว่า วนปตฺถํ ไม่ใช่เป็นชื่อของเสนาสนะที่มีผู้คนไปมาบ่อยๆ.

และในที่นี้ นอกจากความหมายนี้อย่างเดียวว่า สถานที่อยู่ปลายแดน พึงเข้าใจป่าที่อยู่ปลายแดน ตามความหมายที่เหลือ.

บทว่า ปนฺตานิ ได้แก่ สถานที่อยู่ปลายแดน คือสถานที่ไกลมาก.

บทว่า ทุกฺกรํ ปวิเวกํ ความว่า กายวิเวก เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก.

บทว่า ทูรภิรมํ แปลว่า ไม่ง่ายเลยที่จะยินดี.

บทว่า เอกตฺเต แปลว่า ในความเป็นผู้เดียว (ในการอยู่คนเดียว).

ถามว่า พระพุทธดำรัสที่ตรัสมานี้แสดงถึงอะไร?

ตอบว่า แสดงถึงว่า แม้จะบำเพ็ญกายวิเวกได้แล้ว การจะยังจิตให้ยินดีในวิเวกนั้นก็ยังเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก. เพราะสัตวโลกนี้มักยินดีในการอยู่เป็นคู่กัน.

บทว่า หรนฺติ มญฺเญ ความว่า เหมือนจะนำไป คือเหมือนจะฉุดคร่าไป.

บทว่า มโน แปลว่า ซึ่งใจ.

บทว่า สมาธึ อลภมานสฺส ความว่า (ของภิกษุ) ผู้ไม่ได้อุปจารสมาธิ หรืออัปปนาสมาธิ.

ถามว่า พระพุทธดำรัสที่ตรัสมานี้แสดงถึงอะไร?

ตอบว่า แสดงถึงว่า ป่าเหมือนจะทำจิตของภิกษุเช่นนี้ให้ฟุ้งซ่าน ด้วยเสียงทั้งหลายมีเสียงหญ้าเสียงใบไม้และเสียงสัตว์เป็นต้น และ (รวมทั้ง) อารมณ์ที่น่ากลัวต่างๆ. คำทั้งหมดที่กล่าวมานี้ พราหมณ์ซึ่งเกิดพิศวงกับการอยู่ป่าของกุลบุตรทั้งหลายผู้บวชด้วยศรัทธากล่าวไว้แล้ว.

ความหมายของพระโพธิสัตว์

[๓๐] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงรับรองและอนุโมทนาคำพูดของพราหมณ์นั้น ด้วยพระพุทธดำรัสมีอาทิว่า เอวเมตํ พฺราหฺมณ ตามนัยแรกนั่นแล แล้วจึงได้ตรัสคำมีอาทิว่า มยฺหํปิ โข เพื่อจะทรงแสดงว่า เสนาสนะชนิดนั้นก็เป็นเสนาสนะที่อยู่ได้ยาก สำหรับพระองค์เอง เพราะเสนาสนะชนิดนั้นเป็นที่อยู่ยากสำหรับภิกษุทั้งหลายผู้ถูกอารมณ์กลุ้มรุมในเพราะเหตุ ๑๖ อย่าง แต่ไม่เป็นที่อยู่ยากเลยสำหรับเหล่าภิกษุผู้ประกอบด้วยการข่มอารมณ์ได้ ในเพราะเหตุเหล่านั้น และพระองค์เองถึงจะเป็นพระโพธิสัตว์ก็ทรงอยู่ในฐานะเช่นนั้น.

บทว่า ปุพฺเพว สมฺโพธา ความว่า ในกาลก่อนแต่การตรัสรู้.

อธิบายว่า ในเวลาอื่นจากเวลาที่อริยมรรคเกิดขึ้นนั่นแล.

บทว่า อนภิสมฺพุทฺธสฺส ได้แก่ ยังไม่ได้แทงตลอดสัจจะ ๔.

บทว่า โพธิสตฺตสฺเสว สโต แปลว่า สัตว์ผู้จะตรัสรู้ คือสัตว์ผู้ควรที่จะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ. อีกอย่างหนึ่ง หมายความว่า สัตว์ผู้ข้องคือผู้ติดอยู่ในพระโพธิญาณ.

เพราะว่า นับจำเดิมแต่อภินิหารสำเร็จลงด้วยความประชุมพร้อมแห่งธรรม ๘ ประการ แทบเบื้องพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกร พระตถาคตซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์หรือเป็นสัตว์ผู้เกี่ยวข้องอยู่ว่า โพธิญาณนี้ เราต้องบรรลุให้ได้ ไม่ยอมทิ้งความพยายามเพื่อบรรลุโพธิญาณนั้นมาแล้ว เพราะฉะนั้น จึงเรียกกันว่า "พระโพธิสัตว์".

[๓๑] บทว่า ตสฺส มยฺหํ ความว่า สำหรับเราตถาคตนั้น คือผู้เป็นพระโพธิสัตว์อย่างนี้นั่นแล.

บทว่า เย โข เกจิ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ความว่า สมณหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง คือท่านผู้เข้าถึงการบรรพชา หรือบุคคลผู้มีปกติกล่าวว่า "โภ" (แปลว่า ผู้เจริญ).

บทว่า อปริสุทฺธกายกมฺมนฺตา ความว่า ประกอบด้วยกายกรรมอันไม่บริสุทธิ์มีปาณาติบาตเป็นต้น.

บทว่า อปริสุทฺธกายกมฺมนฺตสนฺโทสเหตุ ความว่า เพราะเหตุแห่งโทษของตน กล่าวคือกายกรรมอันไม่บริสุทธิ์. อธิบายว่า เพราะเหตุแห่งกายกรรมอันไม่สะอาด.

บทว่า หเว เป็นนิบาต ใช้ในความหมายว่า โดยส่วนเดียว.

บทว่า อกุสลํ ได้แก่สิ่งมีโทษและไม่ปลอดภัย.

บทว่า ภยเภรวํ แปลว่า ภัยและสิ่งที่น่ากลัว.

บทว่า ภยเภรวํ นี้ เป็นชื่อเรียกความหวาดสะดุ้งแห่งจิตและอารมณ์อันน่ากลัว.

บรรดาภัยและสิ่งที่น่ากลัวทั้ง ๒ อย่างนั้น

ภัย พึงทราบว่าเป็นอกุศล เพราะมีความหมายว่ามีโทษ.

สิ่งที่น่ากลัว พึงทราบว่าเป็นอกุศล เพราะมีความหมายว่าไม่ปลอดภัย.

บทว่า อวฺหยนฺติ แปลว่า ย่อมเรียกร้องมา.

ถามว่า ย่อมเรียกร้องมาอย่างไร?

ตอบว่า ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้น ครั้นทำบาปกรรมมีปาณาติบาตเป็นต้นแล้วคิดได้ว่า เราทำไม่ถูกแล้ว ถ้าคนที่เราทำผิดต่อเขารู้จักตัวเรา (ว่าเป็นคนทำ) ไซร้ ก็จะต้องติดตามมาแก้เผ็ดเราเสียเดี๋ยวนี้แหละ จึงหลบเข้าป่านั่งแอบอยู่ระหว่างกอไม้หรือพุ่มไม้ พอเขาได้ยินเสียงหญ้าหรือเสียงใบไม้เข้า แม้เพียงนิดหน่อยก็สะดุ้งโหยงด้วยคิดว่า เสร็จแล้วเราคราวนี้ เธอ (รู้สึก) จะเป็นเหมือนถูกคนอื่นมาล้อมไว้และเป็นเหมือนถูกจับฆ่าฉะนั้น.

เมื่อเป็นเช่นนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าเรียกร้อง คือเรียกหาภัยและอารมณ์อันน่ากลัวนั้นเข้ามาหาตน.

คำว่า น โข ปนาหํ ฯปฯ ปฏิเสวามิ ความว่า เราแลเป็นผู้มีกายกรรมอันไม่บริสุทธิ์ (หามิได้) จึงอยู่อาศัยเสนาสนะเงียบสงัด ซึ่งเป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยวได้.

บทว่า โว ในคำว่า เยหิ โข เป็นเพียงนิบาต. พระพุทธเจ้าทั้งหลายและพระสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ท่านเรียกว่า "พระอริยะ".

บทว่า ปริสุทฺธกายกมฺมนฺตา ความว่า (พระอริยเจ้าทั้งหลาย) เป็นเช่นนี้.

บทว่า อหํ เตสํ อญฺญตโร ความว่า แม้เราตถาคตก็เป็นคนหนึ่ง คือเป็นคนใดคนหนึ่งในบรรดาพระอริยเจ้าเหล่านั้น. อันที่จริง พระโพธิสัตว์ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์ ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิต ย่อมเป็นผู้มีกายกรรมบริสุทธิ์ทั้งนั้น.

บทว่า ภิยฺโย เป็นนิบาต ใช้ในความว่า อย่างยิ่ง.

บทว่า ปลฺโลมํ แปลว่า ความเป็นผู้มีขนตก (ไม่ลุกชูชัน).

อธิบายว่า ปลอดภัย คือสวัสดิภาพ.

บทว่า อาปาทึ แปลว่า ถึงแล้ว.

อธิบายว่า ถึงความสวัสดีมากมาย หรือความสวัสดีโดยอาการหลายอย่าง.

สองบทว่า อรญฺเญ วิหาราย แปลว่า เพื่อประโยชน์แก่การอยู่ในป่า. จบกถาว่าด้วยวาระแห่งกายกรรม

วจีกรรม-มโนกรรม-อาชีวะ

ทุกบทมีนัยเช่นนี้ แต่ว่าที่แปลกออกไปมีดังต่อไปนี้ :-

[๓๒] จะกล่าวในวาระว่าด้วยวจีกรรมก่อน.

บทว่า อปริสุทฺธวจีกมฺมนฺตา ความว่า ประกอบด้วยวจีกรรมอันไม่บริสุทธิ์มีมุสาวาทเป็นต้น.

ถามว่า สมณพราหมณ์ผู้มีวจีกรรมอันไม่บริสุทธิ์เหล่านั้น จะเรียกร้องหาภัยและอารมณ์อันน่ากลัวมาได้อย่างไร?

ตอบว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ครั้นหักรานประโยชน์ของคนอื่นด้วยการพูดเท็จ ทำลายมิตรด้วยคำพูดส่อเสียด ก็ทำลายความรักของคนอื่นด้วยถ้อยคำหยาบคายในท่ามกลางบริษัท ทำให้การงานของคนอื่นเสียหายไปด้วยคำพูดที่ไร้ประโยชน์ แล้วคิดได้ว่า เราทำไม่ถูกแล้ว ถ้าคนที่เราทำผิดต่อเขารู้ว่าเรา (เป็นคนทำ) ก็คงจะตามมาแก้เผ็ดเราเดี๋ยวนี้แหละ จึงหลบเข้าป่าไปนั่งอยู่ระหว่างกอไม้หรือพุ่มไม้ พอเขาได้ยินเสียงหญ้าหรือเสียงใบไม้แม้เพียงนิดเดียวก็สะดุ้งโหยง ด้วยคิดว่า เสร็จแล้วเราคราวนี้ เธอ (รู้สึก) จะเป็นเหมือนมีคนอื่นมาล้อมไว้ และเป็นเหมือนถูกจับฆ่าฉะนั้น. สมณพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าร้อง คือเรียกหาภัยและอารมณ์อันน่ากลัวนั้นให้เข้ามาหาตน.

จะกล่าวในวาระว่าด้วยมโนกรรม.

บทว่า อปริสุทฺธมโนกมฺมนฺตา ความว่า ประกอบด้วยมโนกรรมอันไม่บริสุทธิ์มีอภิชฌาเป็นต้น.

ถามว่า สมณพราหมณ์ผู้มีมโนกรรมอันไม่บริสุทธิ์เหล่านั้น จะเรียกร้องหาภัยและอารมณ์อันน่ากลัวมาได้อย่างไร?

ตอบว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ครั้นเกิดความโลภชนิดที่ขาดความชอบธรรม อันได้แก่อภิชฌา (ความเพ่งเล็งของผู้อื่น) ในสิ่งของที่คนอื่นรักษาคุ้มครองแล้ว โกรธคนอื่นและให้คนอื่นยึดถือทรรศนะที่ผิดไปด้วยแล้วคิดได้ว่า เราทำไม่ถูกแล้ว ฯลฯ ชื่อว่าเรียกร้อง คือเรียกหาภัยและอารมณ์อันน่ากลัวนั้นให้เข้ามาหาตน.

จะกล่าวในวาระว่าด้วยอาชีวะ.

บทว่า อปริสุทฺธาชีวา ความว่า ประกอบด้วยอาชีพอันไม่บริสุทธิ์ แยกประเภทเป็นอเนสนา ๒๑ อย่างมีทำหน้าที่เป็นหมอรักษาโรค เป็นทูตส่งข่าวสารและค้าขายหากำไรเป็นต้น.

ถามว่า สมณพราหมณ์ผู้มีอาชีพอันไม่บริสุทธิ์เหล่านั้น จะเรียกร้องหาภัยและอารมณ์อันน่ากลัวมาได้อย่างไร?

ตอบว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ครั้นเลี้ยงชีวิตอย่างนั้นอยู่ ได้ยินข่าวว่า นัยว่าเหล่าภิกษุผู้ทรงพระไตรปิฎกซึ่งทำหน้าที่ชำระสะสางพระศาสนาให้บริสุทธิ์ กำลังออกไปชำระสะสางพระศาสนา วันนี้หรือพรุ่งนี้ก็จักเดินทางมาถึงที่นี้ (ได้ยินอย่างนั้นแล้ว) จึงหนีเข้าป่าไปนั่งแอบอยู่ระหว่างกอไม้หรือพุ่มไม้ ฯลฯ สะดุ้งโหยง เธอ (รู้สึก) จะเป็นเหมือนภิกษุเหล่านั้นมาล้อมจับไว้และเป็นเหมือนถูก (จับสึก) ให้นุ่งผ้าขาว.

คำที่เหลือก็เหมือนกับที่กล่าวมาแล้วนั่นแหละ.

ในคำว่า อิโต ปรํ อภิชฺฌาลุ เป็นต้น มีอธิบายว่า อภิชฌาและพยาบาทสงเคราะห์เข้าในมโนกรรมก็จริง ถึงอย่างนั้นพึงทราบว่า ท่านกล่าวซ้ำไว้อีกด้วยอำนาจนิวรณ์.

อธิบายนิวรณ์ ๕

[๓๓] บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิชฺฌาลุ ได้แก่ ผู้มีปกติเพ่งเล็งสิ่งของของคนอื่น.

บทว่า กาเมสุ ติพฺพสราคา ได้แก่ ผู้มีกิเลสคือราคะอย่างแรงกล้าในวัตถุกามทั้งหลาย.

ถามว่า สมณพราหมณ์ผู้มีกิเลสคือราคะแรงกล้าเหล่านั้น จะเรียกร้องหาภัยและอารมณ์อันน่ากลัวมาได้อย่างไร?

ตอบว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นไม่ได้พิจารณาอารมณ์ให้ละเอียดถี่ถ้วน เมื่อท่านไม่ได้กำหนดพิจารณาอารมณ์ให้ละเอียดถี่ถ้วน อยู่ในป่า สิ่งที่เห็นในตอนกลางวันย่อมปรากฏเป็นภัยและเป็นของน่ากลัวในตอนกลางคืน เธอมีจิตเป็นอกุศล (อยู่แล้ว) ย่อมจะหวาดสะดุ้งด้วยภัยและสิ่งที่น่ากลัวแม้เพียงเล็กน้อย คือเห็นเชือกหรือเถาวัลย์ก็สำคัญว่าเป็นงู เห็นตอไม้สำคัญว่าเป็นยักษ์ เห็นเนินดินหรือภูเขาก็สำคัญว่าเป็นช้าง เป็นเหมือนถูกสัตว์ร้ายมีงูเป็นต้นทำร้ายเอาฉะนั้น.

คำที่เหลือก็เหมือนกับที่กล่าวมาแล้วนั่นแล.

บทว่า พฺยาปนฺนจิตฺตา แปลว่า มีจิตวิบัติไป เพราะละสภาพปกติเสีย.

เป็นความจริง จิตที่คละเคล้าอยู่กับกิเลสย่อมละสภาพปกติกลับกลายเป็นจิตเสียไป เหมือนข้าวและกับเก่าที่บูดฉะนั้น.

บทว่า ปทุฏฺฐมนสงฺกปฺปา แปลว่า มีจิตคิดไปในทางไม่ดี. อธิบายว่า ประกอบด้วยความดำริแห่งจิตที่ไม่ดี คือทำคนอื่นให้เสียประโยชน์.

ถามว่า สมณพราหมณ์ที่มีจิตวิบัติคิดไปในทางที่ไม่ดีเหล่านั้น จะเรียกร้องความกลัวและอารมณ์อันน่ากลัวมาได้อย่างไร ?

ตอบว่า นับตั้งแต่นี้ไป การเรียกร้องหาความกลัวและอารมณ์อันน่ากลัว พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในตอนที่ว่าด้วย อภิชฺฌาลุ นั่นแหละ. แต่ว่าในที่ใดจักมีแปลกออกไป ข้าพเจ้าก็จักกล่าวอธิบายไว้ในที่นั้น.

[๓๔] ก็ในพระดำรัสตอนนี้ว่า น โข ปนาหํ พฺยาปนฺนจิตฺโต พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า เราตถาคตมีจิตประกอบไปด้วยเมตตา มีจิตคิดเกื้อกูล. เป็นธรรมดา พระโพธิสัตว์ทั้งหลายย่อมเป็นเช่นนี้ (ทั้งนั้น) บัณฑิตพึงพรรณนาคุณของพระโพธิสัตว์ด้วยอำนาจนัยตรงกันข้ามกับโทษที่กล่าวไว้ในทุกบทอย่างนี้.

[๓๕] บทว่า ถีนมิทฺธปริยุฏฺฐิตา แปลว่า อันถีนะ (ความท้อถอย,ท้อแท้) ซึ่งเป็นความพิการของจิตและมิทธะ (ความง่วงเหงา) ซึ่งเป็นความพิการของกองนามที่เหลือ (เวทนา สัญญา สังขาร) กลุ้มรุมแล้ว. อธิบายว่า ครอบงำคือยึดครอง.

สมณพราหมณ์ที่ถูกถีนมิทธะกลุ้มรุมแล้วมักจะหลับ.

[๓๖] บทว่า อุทฺธตา แปลว่า มีปกติฟุ้งซ่าน คือมีจิตดิ้นรน.

อธิบายว่า จิตย่อมดิ้นรนไปจากอารมณ์เดียวด้วยอุทธัจจะ เหมือนผ้า (ที่ทำธง) โบกสะบัดที่ (ปลาย) เสาธงเพราะลมฉะนั้น.

บทว่า อวูปสนฺตจิตฺตา แปลว่า มีจิตมีอารมณ์ไม่ดับ (ไม่สงบ) ในที่นี้จะระบุถึงกุกกุจจะ (ความรำคาญ) ก็ได้.

[๓๗] ในพระพุทธพจน์นี้ว่า กงฺขี วิจิกิจฺฉี เป็นบทเดียวกันแท้ทีเดียว (เพราะ) นิวรณ์ข้อที่ ๕ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่ากังขา เพราะสงสัยอารมณ์ว่า อารมณ์นี้เป็นอย่างนี้หรือหนอ ตรัสเรียกว่าวิจิกิจฉา เพราะไม่สามารถจะตัดสินได้ว่า อารมณ์นี้เป็นอย่างนี้. สมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยกังขาและวิจิกิจฉานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า กงฺขี วิจิกิจฺฉี (ผู้มีความสงสัย ไม่สามารถตัดสินอารมณ์ได้).

บทว่า อตฺตุกฺกํสกา ปรวมฺภี ความว่า สมณพราหมณ์เหล่าใดยกตนเชิดตนขึ้นได้แก่วางตัวสูง และข่มคือดูถูก ได้แก่ติเตียนคนอื่น หมายความว่าวางคนอื่นไว้ต่ำ (กว่าตน). สองบทนั้น (อตฺตุกฺกํสกา ปรวมฺภี) เป็นคำเรียกสมณพราหมณ์เหล่านั้น.

ถามว่า สมณพราหมณ์ผู้ยกตนข่มคนอื่นนั้น จะเรียกร้องหาภัยและอารมณ์อันน่ากลัวมาได้อย่างไร?

ตอบว่า การร้องเรียกหาภัยของสมณพราหมณ์ผู้ยกตนข่มคนอื่นนั้น บัณฑิตพึงให้พิสดารเหมือนกับในกายกรรมว่า สมณพราหมณ์ผู้ยกตนข่มคนอื่นเหล่านั้น ถูกคนอื่นติดตามจับด้วยข้อหาว่า ได้ทราบว่าท่านชื่อโน้นและชื่อโน้นยกตน ติเตียนพวกเราทำให้เป็นเหมือนทาส จงจับตัวไว้ให้ได้ ดังนี้ หลบหนีไปเข้าป่าแล้วนั่งแอบอยู่ระหว่างกอไม้หรือพุ่มไม้.

[๓๙] บทว่า ฉมฺภี แปลว่า ประกอบด้วยความหวาดเสียว ซึ่งกระทำให้กายประสาทหวาดเสียวและขนตั้งชัน.

บทว่า ภีรุกชาติกา แปลว่า มากไปด้วยความกลัว.

อธิบายว่า ไม่ค่อยกล้าเหมือนกับเด็กชาวบ้านที่ขี้กลัวฉะนั้น.

[๔๐] ในบทว่า ลาภสกฺการสิโลโก นี้มีอธิบายว่า ที่ชื่อว่าลาภ เพราะหมายความว่า อันบุคคลย่อมได้. คำว่าลาภนั้นเป็นชื่อเรียกปัจจัย ๔.

บทว่า สกฺกาโร แปลว่า สักการะที่ดี.

อธิบายว่า ปัจจัยทั้งหลายที่เขาปรุงแต่งให้ประณีต ประณีตและดีเรียกว่าสักการะ ซึ่งได้แก่การที่คนอื่นเขาทำความเคารพตน หรือบูชาด้วยเครื่องบูชามีดอกไม้เป็นต้น.

บทว่า สิโลโก แปลว่า การกล่าวสรรเสริญคุณ.

ลาภ ๑ สักการะ ๑ การกล่าวสรรเสริญ ๑ นั้น ชื่อว่าลาภสักการะและสิโลกะ.

บทว่า นิกามยมานา แปลว่า ปรารถนาอยู่.

การเรียกร้องหาภัยและอารมณ์อันน่ากลัวเป็นเหมือนกับที่กล่าวในตอนว่าด้วยอภิชฌาลุนั่นแล. ส่วนในที่นี้ พระโบราณาจารย์ทั้งหลายได้กล่าวถึงเรื่องพระปิยคามิกะ ซึ่งเป็นตัวอย่างของเรื่องนั้นไว้ว่า :-

ปิยคามิกภิกษุ

ได้สดับมาว่า ภิกษุรูปหนึ่งชื่อปิยคามิกะ เห็นลาภของพวกภิกษุผู้สมาทานธุดงค์แล้วคิดว่า เราก็จะสมาทานธุดงค์ทำลาภให้เกิดขึ้นบ้าง ดังนี้แล้วสมาทานโสสานิกังคธุดงค์ (ธุดงค์ของภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร) แล้วอยู่ในป่าช้า.

อยู่มาวันหนึ่ง วัวแก่ตัวหนึ่งซึ่งเจ้าของไม่ใช้งานแล้ว (ปล่อยทิ้ง) กลางวันออกเที่ยวกิน ตกกลางคืน (เข้าไป) ในป่าช้านั้น ได้ยืนขนหยอง ซุกศีรษะไว้ที่พุ่มดอกไม้.

พระปิยคามิกะออกจากที่จงกรมไปในตอนกลางคืน ได้ยินเสียงคางของวัวนั้นกระทบกันแล้วก็เข้าใจว่า ท้าวสักกเทวราชคงจะทราบเราว่า พระรูปนี้หวังลาภจึงมาอยู่ในป่าช้า ดังนี้แล้ว มาเพื่อทำร้ายเราแน่ๆ ท่านจึงได้ยืนประนมมือไหว้ข้างหน้าวัวแก่ อ้อนวอนอยู่ตลอดคืนยังรุ่งว่า ข้าแต่ท่านท้าวเทวราชผู้เป็นสัตบุรุษ ขอพระองค์จงยกโทษให้อาตมาคืนนี้สักคืนหนึ่งเถอะ แล้วตั้งแต่วันพรุ่งนี้ไป อาตมาจักไม่ทำอย่างนี้อีก ต่อมาพอพระอาทิตย์อุทัย ท่านก็ได้เห็นเป็นวัวแก่ตัวนั้น (ไม่ใช่ท้าวสักกะ) จึงเอาไม้ตะพดหวดตะเพิดไล่เตลิดเปิดเปิงไปพร้อมทั้งคำไล่หลังว่า แกทำให้ข้ากลัวตลอดคืนยังรุ่งเลย.

สติกับปัญญา

[๔๑] บทว่า กุสีตา แปลว่า ตกอยู่ใต้อำนาจความเกียจคร้าน.

บทว่า หีนวีริยา ความว่า เสื่อม คือเว้น ได้แก่ปราศจากความเพียร. อธิบายว่า ไม่มีความเพียร.

ในบุคคล ๒ จำพวกนั้น คนที่เกียจคร้านย่อมเว้นจากการเริ่มความเพียรทางกาย คนที่ขาดความเพียรย่อมเว้นจากการเริ่มความเพียรทางจิต (สรุปแล้ว) คนทั้ง ๒ จำพวกนั้นย่อมไม่สามารถจะทำแม้เพียงการกำหนดอารมณ์ได้.

คำทั้งหมดว่า เตสํ อววตฺถิตารมฺมณานํ (มีความหมาย) เหมือนกับความหมายที่กล่าวมาก่อนแล้ว.

[๔๒] บทว่า มุฏฺฐสฺสตี แปลว่า ปล่อยสติ.

บทว่า อสมฺปชานา แปลว่า ปราศจากปัญญา ก็เพราะพระพุทธดำรัสว่า ตถาคตเป็นผู้มีสติตั้งมั่นแล้ว ในความหมายที่ตรงกันข้ามกับคำนี้ว่า มุฏฺฐสฺสตี พระดำรัสว่า อสมฺปชานา นี้จึงเป็นบทขยายสติเท่านั้น.

ส่วนปัญญาในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เพื่อแสดงถึงสติที่หย่อนกำลัง. เพราะว่าสติมี ๒ อย่าง คือสติที่ประกอบด้วยปัญญา ๑ สติที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา ๑.

ในสติทั้ง ๒ นั้น สติประกอบด้วยปัญญาย่อมมีกำลัง สติที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาย่อมหย่อนกำลัง. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อสมฺปชานา (ไม่มีปัญญา) เพื่อแสดงความหมายนี้ว่า แม้ในเวลาที่ภิกษุเหล่านั้นมีสติ ก็ยังชื่อว่ามีสติหลงลืมอยู่นั่นเอง เพราะไม่มีปัญญา เนื่องจากว่าสติที่หย่อนกำลังจะทำหน้าที่ของสติไม่ได้. ภิกษุเหล่านั้นหลงลืมสติ ขาดสัมปชัญญะ (ปัญญา) ดังกล่าวมานี้ ย่อมไม่สามารถจะทำแม้เพียงการกำหนดอารมณ์ได้เลยแล.

คำ (ที่เหลือ) ทั้งหมด (มีความหมาย) เหมือนกับความหมายที่กล่าวมาแล้ว.

จิตกับปัญญา

[๔๓] บทว่า อสมาหิตา แปลว่า เว้นจากอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ.

บทว่า วิพฺภนฺตจิตฺตา แปลว่า มีจิตพลัดออกนอกทาง คือจิตย่อมหมุนไปในอารมณ์ต่างๆ เพราะเว้นจากสมาธิ ได้แก่เพราะท่านเหล่านั้นขาดสมาธิ เหตุที่อุทธัจจะได้โอกาส เปรียบเหมือนลิงในป่ากระโดดมาตามกิ่งไม้ในป่าฉะนั้น ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ไม่มั่นคงอยู่ในอารมณ์แม้อย่างเดียว คือมีจิตหมุนไปต่างๆ ตามนัยที่กล่าวแล้วในตอนต้นอย่างนี้ เพราะอุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่านเป็นเหตุ) ย่อมไม่สามารถจะทำแม้เพียงการกำหนดอารมณ์ได้เลย.

คำ (ที่เหลือ) ทั้งหมดมี (ความหมาย) เหมือนกับความหมายที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น.

[๔๔] บทว่า ทุปฺปญฺญา นี้เป็นคำสำหรับเรียกคนที่ไม่มีปัญญา. แต่ปัญญาที่ชื่อว่าทรามไม่มีแน่.

บทว่า เอลมูคา แปลว่า มีปากเต็มไปด้วยน้ำลาย ท่านแปลง ข อักษรให้เป็น ค อักษร (จึงสำเร็จรูปเป็น เอลมูคา). อธิบายว่า มีปากน้ำลายไหลยืด. เพราะว่าเมื่อคนมีปัญญาทรามพูด น้ำลายจะไหลออกมาจากปาก. และน้ำลายเรียกว่า เอละ.

เหมือนดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ปสฺเสลมูคํ อุรคํ ทฺวิชิวฺหิ เธอจงดูงูปากมีน้ำลายไหลยืด (กำลังแลบลิ้น) มีลิ้น ๒ แฉก. เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้มีปัญญาทรามเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า เอลมูคา.

ปาฐะว่า เอลมุขา ดังนี้ก็มี. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เอลมุกา บ้าง. (แต่) อาจารย์อีกพวกหนึ่งกลับกล่าวว่า เอมุขา ดังนี้ก็ยังมี.

(ถึงอย่างไร) ในทุกๆ บทก็มีความหมายว่า เอลมุขา (ปากมีน้ำลายไหลยืด).

ถามว่า ภิกษุผู้มีปัญญาทรามเหล่านั้น ย่อมเรียกร้องหาภัยและอารมณ์อันน่ากลัวมาได้อย่างไร?

ตอบว่า ภิกษุผู้มีปัญญาทรามมีน้ำลายไหลยืดเหล่านั้น จะไม่สามารถทำแม้เพียงการกำหนดอารมณ์ เมื่อเธอกำหนดอารมณ์ไม่ได้ อยู่ในป่า สิ่งที่เห็นในเวลากลางวัน พอเวลากลางคืนจะปรากฏเป็นภัยและอารมณ์ที่น่ากลัว. เธอมีจิตใจวอกแวกย่อมหวาดเสียวแม้ด้วยอารมณ์เพียงเล็กน้อย เห็นเชือกหรือเถาวัลย์แล้วย่อมสำคัญว่าเป็นงู เห็นตอไม้ย่อมสำคัญว่าเป็นยักษ์ เห็นที่ดอนหรือภูเขาย่อมสำคัญว่าเป็นช้าง (ย่อมหวาดกลัว) เป็นดังหนึ่งถูกสัตว์ร้ายมีงูเป็นต้นทำร้ายเอาฉะนั้น. ภิกษุผู้มีปัญญาทรามเหล่านั้นชื่อว่าเรียกร้อง คือเรียกหาภัยและอารมณ์อันน่ากลัวนั้นให้เข้ามาหาตนดังพรรณนามาฉะนี้.

ในคำว่า ปญฺญาสมฺปนฺโนหมสฺมิ นี้ มีอธิบายว่า ผู้ถึงพร้อม คือผู้ประกอบพร้อมด้วยปัญญา. แต่ไม่ใช่ด้วยวิปัสสนาปัญญา ไม่ใช่ด้วยมัคคปัญญา โดยที่แท้แล้วประกอบพร้อมด้วยปัญญาและเครื่องกำหนดอารมณ์ในเพราะเหตุ ๑๖ ประการเหล่านี้.

คำที่เหลือมีความหมายเหมือนกับที่กล่าวมาแล้วในทุกบทแล. จบการกำหนดอารมณ์ในเพราะเหตุ ๑๖ ประการ.

[๔๕] บทว่า ตสฺส มยฺหํ มีอนุสนธิ (การสืบต่อลำดับความ) เป็นอย่างไร?

ได้ยินว่า พระโพธิสัตว์กำหนดอารมณ์ ๑๖ อย่างเหล่านี้อยู่ ครั้นมองไม่เห็นความกลัวและอารมณ์อันน่ากลัว จึงได้ทำการค้นหาความกลัวและอารมณ์อันน่ากลัว (นั้น) ดำริว่า ธรรมดาความกลัวและอารมณ์อันน่ากลัวย่อมจะปรากฏในเสนาสนะอย่างนี้ในราตรีเช่นนี้ เอาเถอะเราจะค้นหาดูความกลัวและอารมณ์อันน่ากลัวนั้นในเสนาสนะอย่างนั้นในราตรีเช่นนั้น จึงได้แสวงหาภัยและอารมณ์ที่น่ากลัว.

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนี้แก่พราหมณ์จึงได้ตรัสคำว่า ตสฺส มยฺหํ ดังนี้เป็นต้น.

ราตรี-กำหนดดิถีแห่งปักษ์

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยา ตา นั่น เป็นคำยกราตรีอย่างเดียวขึ้นแสดง.

ศัพท์ว่า อภิ ในบทว่า อภิญฺญตา นี้เป็นอุปสรรคใช้ลงในความหมายว่า ลักษณะ (การกำหนด) เพราะฉะนั้น ในบทว่า อภิญฺญาตา พึงทราบว่า ราตรีทั้งหลายท่านกำหนดด้วยลักษณะทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า พระจันทร์เพ็ญ พระจันทร์ดับ.

(ส่วน) ศัพท์ว่า อภิ ในบทว่า อภิลกฺขิตา เป็นเพียงอุปสรรคเท่านั้น เพราะฉะนั้น จึงมีความหมายว่า อภิลกฺขิตา ก็คือ ลกฺขณียา (พึงกำหนด) นั่นเอง..

ขยายความว่า ราตรีทั้งหลายอันบัณฑิตพึงกำหนด. อธิบายว่า พึงกำหนดด้วยดี คือพึงกำหนดให้มั่น เพื่อกระทำกิจมีการสมาทานอุโบสถ การฟังธรรมและการบูชาสักการะเป็นต้น.

ที่ชื่อว่า จาตุทฺทสี ได้แก่ ราตรีหนึ่งซึ่งทำให้ครบ ๑๔ วัน จำเดิมแต่วันแรกแห่งปักษ์. ปัญจทสีและอัฏฐมีก็ (มีความหมาย) เป็นอย่างนั้น.

บทว่า ปกฺขสฺส ได้แก่ แห่งสุกกปักษ์และกัณหปักษ์. เพราะรวมราตรีเหล่านั้นเข้าด้วยกันปักษ์ละ ๓ ราตรี จึงเป็น ๖ ราตรี ฉะนั้น จึงควรประกอบคำว่า "ปักษ์" เข้าไว้ในทุกบทว่า ปกฺขสฺส จาตุทฺทสี ดิถีที่ ๑๔ แห่งปักษ์ ปกฺขสฺส ปญฺจทสี ดิถีที่ ๑๕ แห่งปักษ์ ปกฺขสฺส อฏฺฐมี ดิถีที่ ๘ แห่งปักษ์.

ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไรท่านจึงไม่จัดดิถีที่ ๕ เข้าไว้ด้วย?

ตอบว่า เพราะดิถีที่ ๕ มิได้มีตลอดกาล ทราบมาว่า ในตอนก่อนๆ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้นก็ดี เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ยังไม่ปรินิพพานก็ดี ดิถีที่ ๕ ท่านมิได้กำหนดไว้เลย ต่อเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลายจึงพากันคิดว่า การฟังธรรมจะมีได้ก็นานๆ ที. แต่นั้นจึงสมมติกำหนดดิถีที่ ๕ ให้เป็นวันธรรมสวนะ. นับแต่นั้นมาดิถีที่ ๕ นั้นจึงกลายเป็นวันที่ท่านกำหนดไว้แล้ว เพราะเหตุที่ดิถีที่ ๕ มิได้มีตลอดกาลอย่างนี้แล ท่านจึงไม่จัดรวมไว้ในที่นี้.

บทว่า ตถารูปาสุ ก็คือ ตถาวิธาสุ (อย่างนั้น).

เจดีย์

บทว่า อารามเจติยานิ ความว่า ภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ทั้งหลาย เช่นสวนดอกไม้ สวนผลไม้เป็นต้นนั่นแล ชื่อว่าอารามเจดีย์ เพราะว่าสถานที่เหล่านั้นเรียกว่าเจดีย์ เพราะหมายความว่าเป็นที่ยำเกรง. อธิบายว่า เพราะหมายความว่าเป็นสถานที่ที่บุคคลพึงบูชา.

บทว่า วนเจติยานิ ความว่า ป่าทั้งหลายเช่นราวป่าสำหรับนำเครื่องสังเวยไปสังเวย (เทวดา) ป่าสุภัควันและป่าที่ตั้งศาลของเทวดาเป็นต้นนั่นแล ชื่อว่าวนเจดีย์.

บทว่า รุกฺขเจติยานิ ความว่า ต้นไม้ที่ควรบูชาตามประตูเข้าหมู่บ้านและนิคมเป็นต้นนั่นแล ชื่อว่า รุกขเจดีย์.

เพราะชาวโลกสำคัญอยู่ว่าเทวดาสิงสถิตบ้าง มีความสำคัญในสถานที่เหล่านั้นนั่นแลว่าเป็นทิพย์บ้าง จึงพากันทำความเคารพคือบูชาสวนป่าและต้นไม้ทั้งหลาย ฉะนั้น สวนป่าและต้นไม้เหล่านั้นทั้งหมด เขาจึงพากันเรียกว่าเจดีย์.

บทว่า ภึสนกานิ แปลว่า ให้เกิดความกลัว คือยังความกลัวให้เกิดทั้งแก่ผู้เห็นอยู่ทั้งแก่ผู้ได้ยินอยู่.

บทว่า สโลมหํสานิ เป็นไปกับความชูชันแห่งขน เพราะเมื่อใครเข้าไปก็จะเกิดขนชูชัน.

บทว่า อปฺเปว นาม ปสฺเสยฺยํ ความว่า ทำไฉนหนอเราจะพึงได้ประสบภัยและอารมณ์อันน่ากลัวนั้นบ้าง.

บทว่า อปเรน สมเยน ความว่า โดยกาลอื่นจากกาลที่คิดไว้แล้วอย่างนี้ว่า (ตถาคตนั้น) ได้มีความคิดดังนี้ว่า ทำไฉนเรา.

บทว่า ตตฺถ จ เม พฺราหฺมณ วิหรโต (ดูก่อนพราหมณ์ ก็เมื่อเราตถาคตอยู่ในสถานที่เหล่านั้น) ความว่า บรรดาเสนาสนะเหล่านั้น เสนาสนะแห่งใดๆ ซึ่งเป็นสถานที่สิงสถิตของยักษ์ ที่มนุษย์ทั้งหลายควรบนบานและนำเครื่องสังเวยเข้าไปสังเวย มีพื้นธรณีเกลื่อนกล่นด้วยเครื่องบูชาและเครื่องสังเวยทั้งหลาย เช่น ดอกไม้ ธูป เนื้อ เลือด มันเหลว มันข้น ม้าม ปอด สุราและเมรัยเป็นต้น เป็นเหมือนสถานที่ที่รวมชุมนุมกันของพวกยักษ์รากษสและปิศาจ ซึ่งเมื่อคนทั้งหลายมาเห็นเข้าในตอนกลางวัน ดูเหมือนหัวใจจะวายตาย.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาสถานที่นั้น จึงตรัสว่า ตตฺถ จ เม พฺราหฺมณ วิหรโต.

ความหมายของมิคะและโมระ

บทว่า มิโค วา อาคจฺฉติ ความว่า เนื้อซึ่งแยกประเภทเป็นกวาง แรด เสือเหลืองและหมูป่าเป็นต้น เดินประเขาหรือเตะกีบเท้ากันมา ก็คำว่า มิโค ในที่นี้เป็นชื่อสัตว์ ๔ เท้าทุกชนิด. แต่ในที่บางแห่ง มิคะ (เนื้อ) ท่านกล่าวว่า ได้แก่ สุนัขจิ้งจอกตาบอดบ้าง.

เหมือนอย่างที่สัตว์กล่าว (เยินยอสุนัขจิ้งจอกตาบอด) ว่า

คอของท่านช่างสง่างามเหมือนคอของโคอุสภะและเหมือน

คอของราชสีห์ฉะนั้น ข้าแต่พระยาเนื้อ ขอความนอบน้อม

จงมีแด่ท่าน พวกเราจะได้อะไรบ้างไหม?

บทว่า โมโร วา กฏฺฐํ ปาเตติ ความว่า นกยูงทำไม้แห้งให้ตกจากต้นไม้ และด้วยศัพท์ว่า โมระ ในคำนี้ ท่านหมายเอานกทุกจำพวก. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงแก้ว่า ได้แก่ โย โกจิ ปกฺขี นกตัวใดตัวหนึ่งก็ตาม.

อีกอย่างหนึ่ง ด้วย วา ศัพท์ในคำว่า โมโร วา ท่านแก้ว่า ได้แก่นกชนิดอื่นหรือลางตัว. แม้ใน มิคะ ศัพท์ ซึ่งเป็นศัพท์แรก (ก่อนศัพท์ว่า โมโร) ก็มีนัยนี้.

บทว่า วาโต วา ปณฺณกสฏํ เอเรติ ความว่า ลมพัดใบไม้กุมฝอย.

บทว่า เอตํ นูน ตํ ภยเภรวํ อาคจฺฉติ ความว่า สิ่งใดย่อมมา (ปรากฏ) สิ่งนั้นจัดเป็นภัยและอารมณ์อันน่ากลัวแน่นอน และตั้งแต่บัดนี้ไป อารมณ์นั้นแลพึงทราบว่าเป็นภัยและอารมณ์อันน่ากลัว. เพราะมีภัยทั้งเล็กน้อยและมีประมาณยิ่งเป็นอารมณ์ อารมณ์จึงชื่อว่าภัยและสิ่งที่น่ากลัว เปรียบเหมือนรูปที่มีความสุขเป็นอารมณ์ ก็ชื่อว่าเป็นสุขด้วยฉะนั้น.

บทว่า กินฺนุโข อหํ อญฺญทฏฺฐุํ ภยปาฏิกงฺขี วิหรามิ ความว่า ตถาคตแลหวังอยู่ คือปรารถนาอยู่ซึ่งเหตุอะไรว่าเป็นภัยโดยส่วนเดียวนั่นแลจึงอยู่.

บทว่า ยถาภูตสฺส ยถาภูตสฺส ความว่า เป็นอยู่ คือเป็นไปอยู่ หรือพรั่งพร้อมด้วยอิริยาบถใดๆ.

บทว่า เม คือ ในสำนักของเราตถาคต.

บทว่า ตถาภูโต ตถาภูโต วา ความว่า เป็นอยู่ คือเป็นไปอยู่ หรือพรั่งพร้อมด้วยอิริยาบถนั้นๆ นั่นแล.

บทว่า โส โข อหํ ฯเปฯ ปฏิวิเนมิ ความว่า ได้ยินว่า เมื่อพระโพธิสัตว์จงกรมอยู่ ครั้นเมื่ออารมณ์คือภัยและสิ่งที่น่ากลัวมีประเภทเช่นเขาเนื้อและเสียงกีบเท้าเป็นต้นมาปรากฏ องค์พระมหาสัตว์ก็ไม่ประทับยืน (นิ่งๆ) ไม่ประทับนั่ง ไม่เสด็จเข้าบรรทม. ตรงกันข้ามกลับเสด็จจงกรมต่อไป ใคร่ครวญไป พินิจพิเคราะห์ (จนกระทั่ง) มองไม่เห็นว่าเป็นภัยและสิ่งที่น่ากลัว มันเป็นเพียงเขาเนื้อและเสียงกีบเท้าเป็นต้นเท่านั้น. ครั้นทราบอารมณ์นั้นว่า มันชื่อนี้ ไม่ใช่เป็นภัยและสิ่งที่น่ากลัว ดังนี้แล้ว ต่อนั้นไป พระองค์จึงหยุดประทับยืน ประทับนั่งหรือเสด็จเข้าบรรทม.

เมื่อจะทรงแสดงความหมายอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า โส โข อหํ ดังนี้เป็นต้น. ในทุกๆ เปยยาลก็มีนัยนี้.

ความฉลาดในการออกจากสมาบัติ

และต่อจากนี้ไป พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอิริยาบถไว้ตามลำดับที่ใกล้ชิดกัน หาได้ตรัสไว้ตามลำดับอิริยาบถไม่.

อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ตามลำดับที่ใกล้ชิดกันแห่งอิริยาบถนั้นๆ อย่างนี้ว่า ก็เมื่อเราตถาคตจงกรมอยู่ เมื่อภัยและอารมณ์อันน่ากลัวมาปรากฏ เราตถาคตก็ไม่หยุดยืน ไม่นั่ง ไม่นอน แม้เมื่อเราตถาคตหยุดยืน เมื่อภัยและอารมณ์อันน่ากลัวมาปรากฏ เราตถาคตก็ไม่เดินจงกรม.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงความที่พระองค์ไม่มีภัยและอารมณ์ที่น่าสะพรึงกลัวอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงการที่พระองค์ประทับอยู่อย่างไม่ลุ่มหลงในฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความลุ่มหลงของบุคคลผู้ได้ฌานทั้งหลาย จึงตรัสคำว่า สนฺติ โข ปน พฺราหฺมณ ดังนี้เป็นต้น.

[๔๖] บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺติ เท่ากับ อตฺถิ มีอยู่คือ สํวิชฺชนฺติ มีอยู่พร้อม ได้แก่ อุปลพฺภนฺติ ได้อย่างแน่นอน.

บทว่า รตฺตึเยว สมานํ แปลว่า เวลา ที่เป็นกลางคืน.

บทว่า ทิวาติ สญฺชานนฺติ แปลว่า สำคัญอยู่ว่า เวลานี้เป็นเวลากลางวัน.

บทว่า ทิวาเยว สมานํ แปลว่า เวลาที่เป็นกลางวัน.

บทว่า รตฺตีติ สญฺชานนฺติ แปลว่า สำคัญอยู่ว่า เวลานี้เป็นเวลากลางคืน.

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร บุคคลผู้ได้ฌานอย่างนี้จึงมีความสำคัญอย่างนี้?

ตอบว่า เพราะไม่มีความฉลาดในการออกจากฌาน หรือเพราะเสียงนกร้อง.

ถามว่า เป็นอย่างไร?

ตอบว่า บุคคลผู้ได้โอทาตกสิณบางคนในโลกนี้เกิดมนสิการขึ้นว่า เราทำบริกรรมในตอนกลางวัน เข้า (ฌาน) ในตอนกลางวันแล้วจะออกในตอนกลางวันนั้นแหละ แต่ว่าท่านก็ไม่ฉลาดในการกำหนดเวลาออกไว้ ท่านจึงเข้าฌานล่วงเลยเวลากลางวันไปออกในตอนกลางคืน และด้วยอำนาจการแผ่ไปแห่งโอทาตกสิณ กสิณของท่านจึงผ่องใสแจ่มแจ้งชัดเจน ท่านก็สำคัญเวลาที่เป็นกลางคืนนั้นแหละว่าเป็นกลางวัน เพราะเหตุที่เกิดมนสิการว่า จะออกในตอนกลางวัน และเพราะการแผ่ไปแห่งโอทาตกสิณผ่องใส แจ่มแจ้ง.

แต่บุคคลผู้ได้นีลกสิณบางคนในโลกนี้เกิดมนสิการว่า เราทำบริกรรมในตอนกลางคืน เข้าในตอนกลางคืนแล้วจะออกในตอนกลางคืนนั้นแหละ แต่ว่าท่านไม่ฉลาดในการกำหนดเวลา (ออก) ท่านจึง (เข้าฌาน) ล่วงเลยเวลากลางคืนไปออกในตอนกลางวัน และด้วยอำนาจการแผ่ไปแห่งนีลกสิณ กสิณของท่านจึงไม่ผ่องใส ไม่แจ่มแจ้ง ท่านก็สำคัญเวลาที่เป็นกลางวันนั้นแหละว่ากลางคืน เพราะเหตุที่เกิดมนสิการว่า จะออกในตอนกลางคืน และเพราะการแผ่ไปแห่งนีลกสิณไม่ผ่องใส ไม่แจ่มแจ้ง. เพราะไม่มีความฉลาดในการออก (จากฌาน) อย่างนี้ก่อน บุคคลผู้ได้ฌานจึงมีความสำคัญดังพรรณนามาฉะนี้.

ส่วนที่ว่าเพราะเสียงนกร้อง (เป็นอย่างนี้) คือ บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้นั่งอยู่ภายในเสนาสนะ ทีนั้น สัตว์ป่าทั้งหลายมีนกและกาเป็นต้นที่มักร้องในตอนกลางวัน สำคัญอยู่ว่า เป็นเวลากลางวัน เพราะแสงจันทร์จึงส่งเสียงร้องในตอนกลางคืน หรือส่งเสียงร้องเพราะเหตุอื่นๆ ท่านได้ยินเสียงของสัตว์ป่าเหล่านั้นแล้ว สำคัญเวลาที่เป็นกลางคืนนั้นแหละว่าเป็นเวลากลางวัน. แต่ว่าบุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้นั่งอยู่ในถ้ำภูเขาที่ปกปิดด้วยป่าทึบซึ่งอยู่ลึกในซอกเขา ในเวลาที่มีแสงสว่างหายไปคราว ฝนตกพรำตลอด ๗ วัน ทีนั้น สัตว์ป่าทั้งหลายมีนกที่ร้องในตอนกลางคืน และนกฮูกเป็นต้นจับเจ่าอยู่ในที่มืดนั้นๆ แม้ในเวลาเที่ยงวันแล้ว ส่งเสียงร้องด้วยสำคัญ (ผิด) ว่าเป็นเวลากลางคืนหรือด้วยเหตุเหล่าอื่น.

บุคคลผู้ได้ฌานนั้นได้ยินเสียงของสัตว์ป่าทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมสำคัญเวลาที่เป็นกลางวันอยู่แท้ๆ ว่าเป็นเวลากลางคืน. เพราะเสียงนกร้องดังพรรณนามาอย่างนี้ บุคคลผู้ได้ฌานจึงมีความสำคัญอย่างนี้แล.

ปเทสญาณ (ญาณเครื่องกำหนดเวลา)

บทว่า อิทมหํ ความว่า เราตถาคตย่อมกล่าวสิ่งนี้ คือการกำหนดหมายอย่างนี้.

บทว่า สมฺโมหวิหารสฺมึ วทามิ มีอธิบายว่า เราตถาคตย่อมกล่าว (การกำหนดหมาย) ว่า เป็นการอยู่ที่นับเนื่อง คือจัดอยู่ภายในการอยู่อย่างงมงาย ได้แก่กล่าวว่าเป็นการอยู่อย่างงมงายอย่างใดอย่างหนึ่ง.

บทว่า อหํ โข ปน พฺราหฺมณ ฯลฯ สญฺชานามิ ความว่า การกำหนดเวลากลางคืนกลางวันของพระโพธิสัตว์ปรากฏแล้ว แม้ในเวลาที่ฝนตกพรำตลอด ๗ วัน ถึงพระจันทร์และพระอาทิตย์จะไม่ส่องแสง พระโพธิสัตว์ก็ย่อมรู้ได้เองทีเดียวว่า ระยะเวลาเท่านี้ถึงเวลาอาหารเช้า ระยะเวลาเท่านี้ถึงเวลาหลังอาหาร ระยะเวลาเท่านี้ถึงปฐมยาม ระยะเวลาเท่านี้ถึงมัชฌิมยาม เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้แล้วอย่างนั้น และก็ไม่น่าอัศจรรย์เลยที่พระโพธิสัตว์ผู้มีบารมีได้บำเพ็ญมาแล้วจะรู้อย่างนี้.

แม้เหล่าพระอริยสาวกที่ดำรงอยู่ในปเทสญาณ ก็ปรากฏว่ากำหนดเวลากลางคืนและกลางวันได้. มีเรื่องเล่าว่า พระโคทัตตเถระในกัลยาณิมหาวิหารรับภัตรในเวลา ๒ องคุลี แล้วฉันในเวลา ๒ องคุลี (นั้นเอง) เมื่อพระอาทิตย์ยังไม่ปรากฏดวง ก็เข้าเสนาสนะแต่เช้าๆ ออกมาในเวลา (เดียวกัน) นั้น. วันหนึ่งพวกคนวัดคิดกันว่า พวกเราจะพบท่านได้ในเวลาที่ท่านออกมาตอนพรุ่งนี้ จึงจัดแจงภัตรแล้วนั่ง (คอย) อยู่ที่ใกล้หลักบอกเวลา (หลักวัดเงาแดด). พระเถระออกมาในเวลา ๒ องคุลีเหมือนเดิม. ทราบมาว่า ตั้งแต่นั้นมาแม้พระอาทิตย์จะยังไม่ปรากฏดวง พวกคนวัดก็จะตีกลองด้วยสัญญาณที่พระเถระออกมา.

แม้ในธชาครวิหาร พระกาลิเทวเถระเคาะระฆังบอกยามภายในพรรษา การเคาะระฆังบอกยามนั้นเป็นกิจวัตรประจำวันของพระเถระ แต่ว่าพระเถระไม่ยอมใช้นาฬิกาเครื่องจักร. ส่วนภิกษุพวกอื่นใช้. ครั้นต่อมาเมื่อปฐมยามล่วงเลยไป พอพระเถระถือไม้เคาะ (ระฆัง) ยืนอยู่ หรือเคาะได้ครั้ง ๒ ครั้งเท่านั้น นาฬิกาเครื่องจักรก็ตี. เมื่อเป็นอย่างนี้ พระเถระจึงบำเพ็ญสมณธรรมในยามทั้ง ๓ แล้วเข้าไปบ้านแต่เช้าตรู่ รับบิณฑบาตกลับมาวัด ในเวลาจะฉันก็ถือบาตรไปยังที่พักกลางวัน บำเพ็ญสมณธรรม. ภิกษุทั้งหลายเห็นหลักบอกเวลาแล้วได้ส่งภิกษุไปเพื่อต้องการ (ในการกราบเรียน) ให้พระเถระมา. ภิกษุ (รูปที่ไป) นั้นได้พบพระเถระ (ขณะ) กำลังออกมาจากที่พักกลางวันบ้าง ในระหว่างทางบ้าง. แม้เหล่าพระสาวกที่ดำรงอยู่ในปเทสญาณย่อมกำหนดเวลาว่า เป็นกลางคืนและกลางวันได้อย่างนี้. ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงบรรดาพระโพธิสัตว์.

ตถาคตอุบัติมาเพื่อประโยชน์สุข

ก็ในคำว่า ยํ โข ตํ ฯปฯ วเทยฺย นี้ นักศึกษาพึงทราบบทสัมพันธ์ (การเชื่อมบท) อย่างนี้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ ใครๆ เมื่อจะกล่าวถ้อยคำใดว่า สัตว์ผู้มีความไม่งมงายเป็นธรรมดา อุบัติขึ้นในโลก ฯลฯ เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จึงจะชื่อว่ากล่าวโดยชอบ คือเป็นผู้กล่าวอย่างถูกต้อง กล่าวไม่คลาดเคลื่อน เขาเมื่อกล่าวคำนั้นต่อเราตถาคตเท่านั้น จึงจะชื่อว่ากล่าวโดยชอบ คือเป็นผู้กล่าวอย่างถูกต้อง กล่าวไม่คลาดเคลื่อน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสมฺโมหธมฺโม แปลว่า มีความไม่งมงายเป็นสภาพ.

บทว่า โลเก ได้แก่ ในมนุษยโลก.

บทว่า พหุชนหิตาย แปลว่า เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนจำนวนมาก.

อธิบายว่า (สัตว์นั้น) เป็นผู้ชี้แนะประโยชน์เกื้อกูลทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพด้วยความถึงพร้อมแห่งปัญญา.

บทว่า พหุชนสุขาย แปลว่า เพื่อประโยชน์สุขแก่ชนจำนวนมาก.

อธิบายว่า (สัตว์นั้น) เป็นผู้ให้สมบัติอันเป็นอุปกรณ์แห่งความสุขด้วยความถึงพร้อมแห่งจาคะ (การเสียสละ).

บทว่า โลกานุกมฺปาย แปลว่า เพื่อประโยชน์อนุเคราะห์โลก.

อธิบายว่า (สัตว์นั้น) เป็นผู้รักษา เป็นผู้คุ้มครองโลกเหมือนบิดามารดา (คุ้มครองบุตร) ด้วยความถึงพร้อมแห่งเมตตากรุณา.

และด้วยศัพท์ว่า เทวมนุสฺส ในคำว่า อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ นี้ นักศึกษาพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาเฉพาะเหล่าเวไนยสัตว์ผู้เป็นภัพพบุคคล (บุคคลที่ควรจะตรัสรู้) แล้ว แสดงการอุบัติของพระองค์ ก็เพื่อต้องการให้เวไนยสัตว์เหล่านั้นได้บรรลุมรรคผลนิพพาน. เพราะเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อตฺถาย (เพื่อประโยชน์) ย่อมหมายถึงว่า เพื่อประโยชน์แก่ปรมัตถ์คือเพื่อนิพพาน.

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า หิตาย (เพื่อประโยชน์เกื้อกูล) ย่อมหมายถึงว่า เพื่อประโยชน์แก่มรรคเครื่องให้บรรลุนิพพานนั้น. เนื่องจากว่า ขึ้นชื่อว่าประโยชน์เกื้อกูลที่ยิ่งไปกว่ามรรคเครื่องให้บรรลุนิพพานไม่มีเลย.

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า สุขาย (เพื่อความสุข) ย่อมหมายถึงว่า เพื่อประโยชน์แก่ความสุขที่เกิดจากผลสมาบัติ. เพราะว่าไม่มีความสุข (อื่น) ที่ยิ่งไปกว่าความสุขที่เกิดจากผลสมาบัตินั้น.

สมด้วยคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า สมาธินี้อำนวยความสุขที่เป็นปัจจุบันให้และยังมีความสุขเป็นวิบากต่อไป.

ปฏิปทาเครื่องบรรลุอสัมโมหวิหาร

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้งทรงแสดงการอยู่อย่างไม่งมงาย (อสมฺโมหวิหารํ) ของพระองค์ ซึ่งมีการได้บรรลุคุณแห่งพุทธะเป็นที่สุดดังพรรณนามาฉะนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงปฏิปทาเป็นเหตุให้บรรลุการอยู่อย่างไม่งมงายอันถึงที่สุดแล้วนั้นตั้งแต่เวลาเริ่มต้นจึงตรัสคำว่า อารทฺธํ โข ปน เม พฺราหฺมณ ดังนี้เป็นต้น.

ฝ่ายอาจารย์บางพวกกล่าวว่า พราหมณ์ได้สดับการอยู่อย่างไม่งมงายนี้แล้ว ได้เกิดความคิดขึ้นมาอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมบรรลุการอยู่อย่างไม่งมงายนี้ด้วยปฏิปทาอะไรหนอแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความคิดของพราหมณ์นั้นแล้ว เมื่อจะทรงแสดงว่า ตถาคตได้บรรลุการอยู่อย่างไม่งมงาย อันสูงสุดนี้ด้วยปฏิปทานี้ จึงตรัสไว้อย่างนี้.

[๔๗] บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อารทฺธํ โข ปน เม พฺราหฺมณ วิริยํ อโหสิ มีอธิบายว่า ดูก่อนพราหมณ์ การอยู่อย่างไม่งมงายอันสูงสุดนี้ ไม่ใช่ว่าตถาคตจะเกียจคร้าน หลงลืมสติ มีกายกระสับกระส่าย หรือมีจิตฟุ้งซ่านได้บรรลุมา แท้จริงแล้วเราตถาคตได้ปรารภความเพียร เพื่อบรรลุการอยู่อย่างไม่งมงายนั้น คือเราตถาคตนั่งอยู่ที่ควงไม้โพธิ์ ได้ปรารภประคับประคองความเพียรมีองค์ ๔ ให้เป็นไปไม่ย่อหย่อน. ก็เพราะปรารภแล้วนั่นแล ความเพียรประกอบด้วยองค์ ๔ นั่นของเราตถาคต จึงไม่ย่อหย่อน.

บทว่า อุปฏฺฐิตา สติ อปฺปมุฏฺฐา ความว่า และไม่ใช่แต่ความเพียรอย่างเดียวเท่านั้น ถึงสติของเราตถาคตก็ตั้งมั่นโดยภาวะที่มุ่งหน้าไปจับอารมณ์ และเพราะตั้งมั่นแล้วนั่นแหละ มันจึงไม่หลงลืม.

บทว่า ปสฺสทฺโธ กาโย อสารทฺโธ ความว่า เพราะมีกายและจิตสงบ แม้กายของเราตถาคตก็สงบด้วย.

ในบทนั้นอธิบายว่า เพราะเหตุที่เมื่อนามกายสงบ แม้รูปกายก็ย่อมสงบด้วยเหมือนกัน ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส (รวมๆ) ว่า กายสงบ โดยมิได้ตรัสแยกว่า นามกาย รูปกาย.

บทว่า อสารทฺโธ ความว่า ก็เพราะสงบแล้วนั่นแล กายนั้นจึงชื่อว่าไม่กระสับกระส่าย. อธิบายว่า ปราศจากความกระวนกระวาย.

บทว่า สมาหิตํ จิตฺตํ เอกคฺคํ ความว่า แม้จิตอันเราตถาคตตั้งใจไว้โดยชอบแล้ว คือเป็นเหมือน (จับ) วางไว้ด้วยดี และเพราะตั้งไว้โดยชอบแล้วนั่นแล จึงมีชื่อว่าเป็นอารมณ์เดียวเป็นเลิศ ไม่หวั่นไหว ไม่ดิ้นรน. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปฏิปทาอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งฌานไว้ด้วยคำมีประมาณเท่านี้.

ประโยชน์ของฌาน ๔

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงแสดงคุณวิเศษเริ่มต้นตั้งแต่ปฐมฌานจนกระทั่งถึงวิชชา ๓ เป็นที่สุดที่พระองค์ทรงบรรลุแล้วด้วยปฏิปทานี้ จึงตรัสคำว่า โส โข อหํ ดังนี้เป็นต้น.

ในพระดำรัสนั้น คำใดที่จะต้องกล่าวในตอนนี้ว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหาสึ คำนั้นทั้งหมดได้กล่าวไว้แล้วในตอนว่าด้วยปฐวีกสิณในคัมภีร์วิสุทธิมรรค. ความจริงมีแปลกกันแห่งเดียวเท่านั้น ดังนี้ (คือ) ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้นบทกิริยามาว่า อุปสมฺปชฺช วิหรติ (แต่) ในที่นี้มาว่า วิหาสึ.

ถามว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำอย่างไรจึงเข้าฌานเหล่านี้อยู่ได้.

ตอบว่า ทรงเจริญกรรมฐาน.

ถามว่า กรรมฐานข้อไหน?

ตอบว่า อานาปานสติกรรมฐาน.

ก็แล ฌาน ๔ เหล่านี้ สำหรับบางท่านมีความเป็นหนึ่งแห่งจิตเป็นผล สำหรับบางท่านเป็นบาท (พื้นฐาน) แห่งการเจริญวิปัสสนา สำหรับบางท่านเป็นบาทแห่งการได้อภิญญา สำหรับบางท่านเป็นบาทแห่งการเข้านิโรธ (พระนิพพาน) สำหรับบางท่านมีการก้าวลงสู่ภพเป็นผล.

บรรดาบุคคลเหล่านั้น สำหรับพระขีณาสพ ฌาน ๔ มีความเป็นหนึ่งแห่งจิตเป็นผล ด้วยว่า พระขีณาสพเหล่านั้นทำบริกรรมกสิณอย่างนี้ว่า เราจักเข้าฌานมีจิตมีความเป็นหนึ่งอยู่เป็นสุขตลอดวัน ดังนี้แล้วทำสมาบัติ ๘ ให้บังเกิด.

สำหรับพระเสขะและปุถุชนคิดว่า เราออกจากสมาบัติแล้วมีจิตเป็นสมาธิจักเห็นแจ้ง ดังนี้แล้วทำวิปัสสนาให้บังเกิด (อย่างนี้) ฌานย่อมชื่อว่าเป็นบาทแห่งการเจริญวิปัสสนา.

ส่วนฌานลาภีบุคคลเหล่าใดทำสมาบัติ ๘ ให้บังเกิดได้แล้ว เข้าฌานที่เป็นบาทแห่งอภิญญา ออกจากสมาบัติแล้วปรารถนาอภิญญาซึ่งมีนัยดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วว่า แม้เป็นคนคนเดียวก็ทำให้เป็นหลายคนได้ ดังนี้แล้วทำอภิญญาให้บังเกิด สำหรับฌานลาภีบุคคลเหล่านั้นฌานย่อมเป็นบาทแห่งอภิญญา.

ส่วนพระอริยบุคคลเหล่าใดทำสมาบัติ ๘ ให้บังเกิดได้แล้ว เข้านิโรธสมาบัติได้คิดว่า เราจักบรรลุนิโรธ คือนิพพานในปัจจุบันอยู่เป็นสุขโดยไม่มีจิตสังขารตลอด ๗ วัน ดังนี้แล้วทำสมาบัติให้บังเกิด ฌานของพระอริยบุคคลเหล่านั้น ย่อมชื่อว่าเป็นบาทแห่งการเข้านิโรธ.

ส่วนฌานลาภีบุคคลเหล่าใดทำสมาบัติ ๘ ให้บังเกิดได้แล้วคิดว่า เราจักเป็นผู้มีฌานไม่เสื่อมเกิดในพรหมโลก ดังนี้ทำสมาบัติให้บังเกิด (อย่างนี้) ฌานของบุคคลเหล่านั้นย่อมมีการก้าวลงสู่ภพเป็นผล.

ก็จตุตถฌานนี้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทำให้บังเกิดแล้วที่ควงโพธิ์พฤกษ์ จตุตถฌานนั้นของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นได้เป็นบาทแห่งการเจริญวิปัสสนา เป็นบาทแห่งการได้อภิญญาและให้สำเร็จกิจทุกอย่าง จึงพึงทราบว่า อำนวยคุณที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระให้ได้ทุกอย่าง. และจตุตถฌานนั้นได้อำนวยคุณเหล่าใดให้พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะแสดงเพียงบางส่วน (เอกเทศ) แห่งคุณเหล่านั้น จึงตรัสคำว่า โส เอวํ สมาหิเต จิตฺเต ดังนี้เป็นต้น.

ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

วิชชา ๒ ในพระสูตรนั้น (คือปุพเพนิวาสานุสสติญาณและจุตูปปาตญาณ) มีการพรรณนาไปตามลำดับบทและวิธีเจริญได้กล่าวไว้แล้วอย่างพิสดารในคัมภีร์วิสุทธิมรรค.

แท้จริงในคัมภีร์วิสุทธิมรรคกับในที่นี้มีความแปลกกันแห่งเดียวเท่านั้นดังนี้ คือในวิสุทธิมรรคนั้นท่านกล่าวบทกิริยาไว้ว่า โส เอวํ สมาหิเต จิตฺเต ฯเปฯ อภินินฺนาเมติ (แต่) ในที่นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบทกิริยาไว้ว่า อภินินฺนาเมสึ. และวาระว่าด้วยอัปปนาอย่างนี้ว่า อยํ โข เม พฺราหฺมณ ก็มิได้มาในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โส คือ โส อหํ เราตถาคตนั้น.

บทว่า อภินินฺนาเมสึ แปลว่า นำไปเฉพาะ. เพราะพระดำรัสว่า อภินินฺนาเมสึ ในคำว่า โส นี้ จึงพึงทราบความหมายอย่างนี้ว่า โส อหํ เราตถาคตนั้น.

ก็เพราะเหตุที่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณนี้มาแล้วด้วยอำนาจของพระผู้มีพระภาคเจ้า ฉะนั้น จึงพึงทราบการประกอบความอย่างนี้ในคำนี้ว่า เราตถาคตนั้นจุติจากภพนั้นแล้วมาอุบัติในภพนี้. ในคำนี้พึงทราบ (อธิบายเพิ่มเติมอีก) ว่า คำว่า เราตถาคตนั้นจุติจากภพนั้นแล้ว เป็นการพิจารณาของพระโพธิสัตว์ผู้พิจารณาย้อนกลับ เพราะฉะนั้น พึงทราบความว่า ในคำว่า อิธูปปนฺโน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาภพดุสิตว่า เราตถาคตอุบัติในภพดุสิตโน้นก่อนจะมาอุบัติในภพนี้.

บทว่า ตตฺราปาสึ เอวํนาโม ความว่า ในภพดุสิตแม้นั้น เราตถาคตได้เป็นเทพบุตรนามว่า เสตเกตุ.

บทว่า เอวํโคตฺโต คือ มีโคตรเดียวกับเทวดาเหล่านั้น

บทว่า เอวํวณฺโณ คือ มีผิวพรรณผุดผ่องดังทองคำ.

บทว่า เอวมาหาโร คือ มีทิพพสุธาหาร.

บทว่า เอวํ สุขทุกฺขปฏิสํเวที ความว่า เป็นผู้มีปกติเสวยทิพยสุขอย่างนี้ ส่วนทุกข์มีเพียงทุกข์ประจำสังขารเท่านั้น.

บทว่า เอวมายุปริยนฺโต ความว่า มีอายุ ๕๗ โกฏิ ๖ ล้านปี.

บทว่า โส ตโต จุโต ความว่า ตถาคตนั้นจุติจากภพนั้น คือภพดุสิต.

บทว่า อิธูปปนฺโน ความว่า บังเกิดในภพนี้ คือในพระครรภ์พระนางสิริมหามายาเทวี.

บทว่า เม ในคำว่า อยํ โข เม พฺราหฺมณ เป็นต้น คือ มยา.

บทว่า วิชฺชา ความว่า ที่ชื่อว่า วิชฺชา เพราะหมายความว่า กระทำให้รู้แจ้ง.

ถามว่า วิชชาทำให้รู้แจ้งซึ่งอะไร?

ตอบว่า ซึ่งขันธ์ (ภพ) ที่เคยอยู่อาศัยในชาติก่อน.

บทว่า อวิชฺชา ความว่า เพราะหมายความว่าไม่ทำให้รู้แจ้งซึ่งขันธ์ที่อาศัยอยู่ในชาติก่อน อวิชชา พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า โมหะ (ความหลง) ซึ่งปกปิดขันธ์ที่อาศัยอยู่ในชาติก่อนนั้น.

บทว่า ตโม ความว่า โมหะนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ตมะ (ความมืด) เพราะหมายความว่าปกปิด.

บทว่า อาโลโก ความว่า วิชชานั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า อาโลกะ (แสงสว่าง) เพราะหมายความว่าทำแสงสว่างให้.

ก็ในพระดำรัสที่ตรัสมานี้ย่อมมีความหมายดังนี้ว่า วิชฺชา อธิคตา แปลว่า วิชชาตถาคตได้บรรลุแล้ว. คำที่เหลือเป็นคำกล่าวสรรเสริญ.

อนึ่ง ในพระดำรัสตอนนี้มีการประกอบความดังนี้ว่า วิชชานี้แลเราตถาคตได้บรรลุแล้ว เมื่อเราตถาคตนั้นได้บรรลุวิชชาแล้ว อวิชชาจึงถูกขจัด. อธิบายว่า พินาศไป.

ถามว่า เพราะเหตุไร อวิชชาจึงพินาศไป?

ตอบว่า เพราะวิชชาเกิดขึ้น.

แม้ในสองบทนอกนี้ก็นัยนี้.

บทว่า ยถา ในคำว่า ยถาตํ ใช้ในความหมายว่า อุปมา (เปรียบเทียบ).

บทว่า ตํ เป็นนิบาต. บุคคลชื่อว่าไม่ประมาท เพราะความไม่อยู่ปราศจากสติ ชื่อว่ามีความเพียรเครื่องเผากิเลสด้วยธรรมเครื่องทำกิเลสให้เร่าร้อนทั่วคือวิริยะ ชื่อว่ามีตน (จิต) อันส่งไปแล้ว เพราะไม่มีความห่วงใยในร่างกายและชีวิต.

บทว่า ปหิตตฺตสฺส ความว่า มีตนอันส่งไปแล้ว. มีอธิบาย (เพิ่มเติม) ดังนี้ว่า เมื่อโยคาวจรบุคคลไม่ประมาท มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีตนส่งไปอยู่ อวิชชาพึงถูกกำจัด วิชชาพึงเกิดขึ้น ความมืดพึงถูกกำจัด แสงสว่างพึงเกิดขึ้นฉันใด สำหรับเราตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน อวิชชาถูกขจัดแล้ว วิชชาก็เกิดขึ้น ความมืดถูกขจัดแล้ว แสงสว่างก็เกิดขึ้น เราตถาคตได้ผลที่สมควรกับการบำเพ็ญเพียรนั้น. กถาว่าด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณจบ.

กถาว่าด้วยจุตูปปาตญาณ

[๔๙] ในกถาว่าด้วยจุตูปปาตญาณพึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้

ก็เพราะเหตุที่ในที่นี้ บาลีมาแล้วด้วยอำนาจพระผู้มีพระภาคเจ้า ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ปสฺสามิ ปชานามิ (เราตถาคตเห็นอยู่รู้อยู่). ความแปลกกันมีอยู่เท่านี้.

คำที่เหลือเหมือนกับที่ได้กล่าวไว้แล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรคเลยทีเดียว.

ก็ในกถานี้ บทว่า วิชฺชา ได้แก่ วิชชา คือทิพยจักษุญาณ.

บทว่า อวิชฺชา ได้แก่ อวิชชาที่ปกปิดจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย.

คำที่เหลือเหมือนกับที่กล่าวมาแล้วทีเดียว.

ก็เพราะเหตุที่พระมหาสัตว์ทั้งหลายได้บำเพ็ญบารมีมาแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องทำบริกรรม เพราะว่าท่านเหล่านั้นพอน้อมจิตไปเท่านั้น ก็จะระลึกถึงขันธ์ที่อาศัยอยู่ในกาลก่อนได้มากมาย จะเห็นสัตว์ทั้งหลายด้วยทิพยจักษุ.

ฉะนั้น วิธีเจริญวิชชาเหล่านั้นเริ่มต้นตั้งแต่ทำบริกรรมที่กล่าวไว้แล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้น จึงไม่จำเป็นต้องนำมาแสดงไว้ในที่นี้.

กถาว่าด้วยอาสวักขยญาณ

[๕๐] ในวิชชาที่ ๓ พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้ :-

ในคำว่า โส เอวํ สมาหิเต จิตฺเต เราตถาคตนั้น เมื่อจิตตั้งมั่นอย่างนี้แล้ว จิตที่ตั้งมั่นพึงทราบว่า คือจตุตถฌานอันเป็นพื้นฐานสำหรับเจริญวิปัสสนา.

บทว่า อาสวานํ ขยญาณาย ความว่า เพื่อประโยชน์แก่อรหัตตมรรคญาณ.

แท้จริง อรหัตตมรรคเรียกว่า ธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เพราะทำอาสวะให้พินาศ และญาณนี้ย่อมมีในอรหัตตมรรคนั้น เพราะนับเนื่องในอรหัตตมรรคนั้น.

สองบทว่า จิตฺตํ อภินินฺนาเมสึ คือน้อมจิตที่สัมปยุตด้วยวิปัสสนาไป.

ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า โส อิทํ ทุกฺขํ นักศึกษาพึงทราบความหมายอย่างนี้ว่า

เราตถาคตได้ทราบคือรู้ ได้แก่แทงตลอดซึ่งทุกขสัจแม้ทั้งหมดว่า ทุกข์มีจำนวนเท่านี้ ไม่มียิ่งไปกว่านี้ ตามความเป็นจริงด้วยการแทงตลอดลักษณะที่แท้จริง. ได้ทราบ คือได้รู้ ได้แก่แทงตลอดซึ่งตัณหาที่ยังทุกข์นั้นให้เกิดว่า นี้เป็นทุกขสมุทัย. ได้ทราบ คือได้รู้ ได้แก่แทงตลอดซึ่งที่ที่ทุกข์และสมุทัยทั้ง ๒ มาถึงแล้วดับไป ได้แก่นิพพานอันเป็นแดนที่ทุกข์และสมุทัยทั้ง ๒ นั้นไม่เป็นไปว่า นี้เป็นทุกขนิโรธ. ได้ทราบ คือได้รู้ ได้แก่แทงตลอดซึ่งอริยมรรคที่ให้บรรลุนิพพานนั้นว่า นี้เป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ตามความเป็นจริงด้วยการแทงตลอดลักษณะที่แท้จริง.

มรรค-ผล-ปัจจเวกขณญาณ

ครั้นทรงแสดงสัจจะทั้งหลายโดยสรูปอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงสัจจะทั้งหลาย โดยอ้อมด้วยอำนาจกิเลส พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำว่า อิเม อาสวา ดังนี้เป็นต้น.

บทว่า ตสฺส เม เอวํ ชานโต เอวํ ปสฺสโต แปลว่า เมื่อเราตถาคตนั้นรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้. (ด้วยคำนี้) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงมรรคที่ถึงที่สุดพร้อมทั้งวิปัสสนา.

บทว่า กามาสวา แปลว่า จากกามาสวะ.

ด้วยบทว่า หลุดพ้นแล้ว นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงขณะแห่งผล. เพราะว่าจิตกำลังหลุดพ้นในขณะแห่งมรรค. จัดว่าหลุดพ้นแล้วในขณะแห่งผล. ด้วยคำว่า เมื่อหลุดพ้นแล้วก็รู้ว่าหลุดพ้นแล้วนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงปัจจเวกขณญาณ. ด้วยคำว่า ชาติสิ้นแล้ว ดังนี้เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดงภูมิของปัจจเวกขณญาณนั้น. เพราะว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาอยู่ด้วยญาณนั้น จึงทรงทราบว่า ชาติสิ้นแล้ว ดังนี้เป็นต้น.

ถามว่า ก็ชาติไหนของพระผู้มีพระภาคเจ้าสิ้นแล้ว และพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบชาตินั้นได้อย่างไร?

ตอบว่า ไม่ใช่ชาติอดีตของพระองค์สิ้นไป เพราะชาติอดีตนั้นสิ้นไปแล้วก่อนทีเดียว ไม่ใช่ชาติอนาคตของพระองค์สิ้นไป เพราะพระองค์ไม่มีความพยายามในอนาคต ไม่ใช่ชาติปัจจุบันสิ้นไป เพราะชาติปัจจุบันยังมีอยู่. แต่ว่าชาติ (ความเกิด) ใด ซึ่งแยกประเภทเป็น (ความเกิดของ) ขันธ์ ๑ ในเอกโวการภพ ขันธ์ ๔ ในจตุโวการภพ และขันธ์ ๕ ในปัญจโวการภพจะพึงเกิดขึ้นได้ เพราะยังมิได้ทำ (อริยะ) มรรคให้เกิด ชาตินั้น (แหละ) จัดว่าสิ้นไปแล้ว เพราะถึงความเป็นสภาวะที่มีการไม่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา เหตุที่ได้ทำ (อริยะ) มรรคให้เกิดมีแล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบชาตินั้นโดยทรงพิจารณากิเลสที่ละได้แล้วด้วยมรรคภาวนา (การทำมรรคให้เกิดมี) แล้วทรงทราบอยู่ว่า เมื่อกิเลสไม่มี การกระทำแม้จะยังมีอยู่ก็จะไม่ก่อให้เกิดปฏิสนธิอีกต่อไปดังนี้แล.

บทว่า วุสิตํ แปลว่า อยู่แล้ว คืออยู่จบแล้ว.

อธิบายว่า กระทำแล้ว คือประพฤติแล้ว ได้แก่สำเร็จแล้ว.

บทว่า พฺรหฺมจริยํ ได้แก่ มรรคพรหมจรรย์.

พระเสขะ ๗ จำพวกรวมทั้งกัลยาณปุถุชน ชื่อว่ากำลังอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ พระขีณาสพเป็นผู้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์จบแล้ว เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาอยู่ถึงการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ของพระองค์ จึงทรงทราบว่า พรหมจรรย์เราตถาคตอยู่จบแล้ว.

บทว่า กตํ กรณียํ ความว่า กิจทั้ง ๑๖ อย่าง คือปริญญา การกำหนดรู้, ปหานะ การละ, สัจฉิกิริยา การทำให้แจ้ง, และภาวนา การทำให้เกิดมีด้วยมรรค ๔ ในสัจจะ ๔ อันเราตถาคตให้สำเร็จลงแล้ว. เพราะว่า พระเสขะ ๗ จำพวกรวมทั้งกัลยาณปุถุชนกำลังทำกิจนั้นอยู่ (ส่วน) พระขีณาสพมีกิจที่ควรทำนั้น ทำเสร็จแล้ว เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาอยู่ถึงกิจที่ควรทำของพระองค์จึงทรงทราบว่า กิจที่ควรทำเราตถาคตได้ทำเสร็จแล้ว.

บทว่า นาปรํ อิตฺถตฺตาย ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า บัดนี้ กิจด้วยการทำมรรคให้เกิดมีเพื่อความเป็นอย่างนี้อีก คือเพื่อเกิดกิจ ๑๖ อย่าง หรือเพื่อความสิ้นกิเลสอย่างนี้อีกของตถาคตไม่มี.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อิตฺถตฺตาย ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่าขันธสันดาน (ความสืบต่อแห่งขันธ์) อย่างอื่นจากความเป็นอย่างนี้ คือจากประการอย่างนี้ ได้แก่จากความสืบต่อแห่งขันธ์ที่เป็นไปอยู่ในบัดนี้ของเราตถาคตไม่มี แต่ขันธ์ ๕ เหล่านี้อันเราตถาคตกำหนดรู้อย่างรอบคอบแล้ว ตั้งอยู่เหมือนต้นไม้รากขาดฉะนั้น เพราะวิญญาณดวงสุดท้ายดับไป ขันธ์ ๕ เหล่านั้นก็จักดับเหมือนไฟที่หมดเชื้อฉะนั้น.

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงการบรรลุญาณเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายนั้น ซึ่งพระองค์ทรงกำหนดแล้วด้วยปัจจเวกขณญาณอย่างนี้แก่พราหมณ์ จึงตรัสคำว่า อยํ โข เม พฺราหฺมณ ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิชฺชา ได้แก่ วิชชาในอรหัตตมรรคญาณ.

บทว่า อวิชฺชา ได้แก่ อวิชชาที่ปกปิดสัจจะ ๔.

คำที่เหลือมีนัยดังที่ได้กล่าวมาแล้วทีเดียว.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศสงเคราะห์คุณแห่งความเป็นพระสัพพัญญูแม้ทั้งหมดด้วยวิชชา ๓ อย่างนี้ คือทรงสงเคราะห์อตีตังสญาณด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทรงสงเคราะห์ปัจจุปปันนังสญาณและอนาคตังสญาณด้วยทิพยจักษุญาณ (และ) ทรงสงเคราะห์โลกุตตรคุณทั้งหมดด้วยอาสวักขยญาณ ด้วยพระดำรัสดังกล่าวมานี้ จัดว่าได้ทรงแสดงการอยู่อย่างไม่งมงาย (ธรรมเครื่องอยู่อย่างไม่งมงาย) ของพระองค์แก่พราหมณ์.

ประโยชน์ของการอยู่ป่า ๒ อย่าง

[๕๑] ได้ยินว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว พราหมณ์คิดว่า พระสมณโคดมทรงปฏิญาณความเป็นพระสัพพัญญู แต่แม้ในวันนี้ พระองค์ก็ยังไม่ยอมทิ้งการอยู่ในป่า กิจที่ควรทำอะไรๆ แม้อย่างอื่นของพระองค์ยังมีอยู่หรือหนอแล.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอัธยาศัยของพราหมณ์นั้นแล้ว ได้ตรัสคำว่า สยา โข ปน เต ดังนี้เป็นต้น เพื่อคล้อยตามอัธยาศัย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิยา โข ปน เต พฺราหฺมณ เอวมสฺส ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ บางครั้งท่านพึงมีความคิดอย่างนี้.

บทว่า น โข ปเนตํ พฺราหฺมณ เอวํ ทฏฺฐพฺพํ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ ก็แลเมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านไม่พึงเห็นอย่างนี้ว่า การอยู่ในเสนาสนะอันสงัดของเราตถาคต เป็นเพราะสาเหตุมีความที่ราคะยังไม่หมดเป็นต้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงปฏิเสธสิ่งที่ไม่ใช่ (ดังกล่าวมานั้น) ในการอยู่ในเสนาสนะอันสงัดอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงถึงเหตุ (บ้าง) จึงตรัสคำว่า เทฺว โข อหํ ดังนี้เป็นต้น.

ประโยชน์นั่นแหละในคำว่า อตฺถวเส นั้น ชื่อว่าอำนาจแห่งประโยชน์ เพราะฉะนั้น ในคำว่า เทวฺ โข อหํ พฺราหฺมณ อตฺถวเส จึงมีคำอธิบายว่า ดูก่อนพราหมณ์ เราตถาคตแลเห็นอยู่ซึ่งประโยชน์ ๒ อย่าง คือเหตุ ๒ อย่าง.

ในคำว่า อตฺตโน จ ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารํ (การอยู่อย่างเป็นสุขในปัจจุบันของตน) อัตภาพที่เห็นประจักษ์อยู่นี้ ชื่อว่า ทิฏฐธรรม. การอยู่ด้วยอิริยาบถทั้ง ๔ อย่างผาสุก ชื่อว่า สุขวิหาร (การอยู่อย่างเป็นสุข).

พึงทราบอรรถาธิบายนี้ว่า เพราะว่าคนแต่ละคนมีอิริยาบถอื่นๆ ทั้งหมด โดยที่สุดการถ่ายอุจจาระปัสสาวะสะดวกสบาย เพราะฉะนั้น การอยู่อย่างเป็นสุขของอัตภาพที่เห็นประจักษ์อยู่ จึงชื่อว่า ทิฏฐธรรมสุขวิหาร.

คำว่า ปจฺฉิมํ ชนตํ อนุกมฺปมาโน (อนุเคราะห์หมู่ชนรุ่นหลัง) พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้ :-

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุเคราะห์หมู่ชนรุ่นหลังด้วยการอยู่ป่า อย่างไร?

อธิบายว่า กุลบุตรทั้งหลายที่บวชด้วยศรัทธาเห็นการอยู่ป่าของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วพากันคิดว่า แม้แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ซึ่งไม่มีทุกขสัจที่จะต้องกำหนดรู้ ไม่มีสมุทัยสัจที่ต้องละ ไม่มีมัคคสัจที่ต้องทำให้เกิดมี ไม่มีนิโรธสัจที่ต้องทำให้แจ้ง ก็ยังไม่ยอมละทิ้งเสนาสนะป่าเลย ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงเราทั้งหลายเล่า ดังนี้ แล้วจักพากันสำคัญเสนาสนะป่าว่าอันตนควรอยู่แท้ทีเดียว ด้วยอาการอย่างนี้ พวกเขาก็จักทำทุกข์ให้หมดสิ้นไปได้โดยเร็วพลัน พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าทรงอนุเคราะห์หมู่ชนรุ่นหลังอย่างนี้แล.

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนี้จึงตรัสว่า ปจฺฉิมญฺจ ชนตํ อนุกมฺปมาโน ดังนี้.

ความหมายของศัพท์ว่า อภิกกันตะ

[๕๒] พราหมณ์ได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว รู้สึกพอใจจึงได้กล่าวคำว่า อนุกมฺปิตรูปา ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุกมฺปิตรูปา แปลว่า เป็นชนิดที่พระโคดมผู้เจริญอนุเคราะห์แล้ว คือเป็นผู้อันพระโคดมผู้เจริญเกื้อหนุนแล้วเป็นสภาพ.

บทว่า ชนตา แปลว่า หมู่ชน.

บทว่า ยถาตํ อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน ความว่า (หมู่ชนรุ่นหลัง) อันพระโคดมผู้เจริญอนุเคราะห์แล้ว อย่างที่ผู้ที่เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะพึงอนุเคราะห์.

ก็พราหมณ์ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เมื่อจะแสดงความชื่นชมพระธรรมเทศนานั้นของพระผู้มีพระภาคเจ้าอีก จึงได้กล่าวคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระดำรัสของพระองค์จับใจยิ่งนัก พระดำรัสของพระองค์จับใจยิ่งนัก.

ในคำว่า อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม เป็นต้นนั้น อภิกกันตศัพท์นี้ ใช้ในความหมายว่า ขยะ สิ้นไป, หมดไป, ล่วงเลย สุนทร ดี อภิรูปะ สวยงาม และ อัพภนุโมทนะ ชื่นชม, ยินดี.

ก็อภิกกันตศัพท์ที่ใช้ในความหมายว่า "ขยะ" (เช่น) ในประโยคเป็นต้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ราตรีล่วงไปแล้ว ปฐมยามผ่านพ้นไปแล้ว ภิกษุสงฆ์นั่ง (คอย) อยู่นานแล้ว.

ใช้ในความหมายว่า "สุนทระ" (เช่น) ในประโยคเป็นต้นว่า บรรดาบุคคล ๔ คนนี้ คนนี้ดีกว่า และประณีตกว่า.

ใช้ในความหมายว่า "อภิรูปะ" (เช่น) ในประโยคเป็นต้นว่า ใครช่างรุ่งเรืองด้วยฤทธิ์และยศ มีผิวพรรณสวยงาม ทำทิศทั้งปวงให้สว่างไสว (มา) กราบเท้าของเราตถาคต.

ใช้ในความหมายว่า "อัพภนุโมทนะ" (เช่น) ในประโยคเป็นต้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระดำรัสของพระองค์จับใจยิ่งนัก.

แม้ในที่นี้ อภิกกันตศัพท์ก็ใช้ในความหมายแห่ง "อัพภนุโมทนะ ชื่นชม, ยินดี" เหมือนกัน.

ก็เพราะเหตุที่อภิกกันตศัพท์ใช้ในความหมายแห่งอัพภนุโมทนะ ฉะนั้น จึงควรทราบว่า (คำว่า อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม)

ท่านอธิบายไว้ว่า ได้แก่ สาธุ สาธุ โภ โคตม ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระดำรัสของพระองค์ดีแล้ว ดีแล้ว พระเจ้าข้า.

เหตุผลที่ใช้อภิกกันตศัพท์ ๒ ครั้ง

(นักปราชญ์ได้กล่าวคาถาประพันธ์นี้ไว้ว่า)

ท่านผู้รู้พึงทำการกล่าวซ้ำใน (คำพูดแสดง) ความกลัว (ภเย)

ความโกรธ (โกเธ) การสรรเสริญ (ปสํสายํ) ความรีบด่วน (ตุริเต)

ความตื่นเต้น (โกตุหเล) ความอัศจรรย์ใจ (อจฺฉเร) ความร่าเริง

ยินดี (หาเส) ความโศก (โสเก) และความเลื่อมใส (ปาสาเท).

และด้วยลักษณะ (เหตุผลดังว่ามา) นี้ อภิกกันตศัพท์นี้พึงทราบว่า พราหมณ์กล่าวไว้ถึง ๒ ครั้งในที่นี้ ก็ด้วยอำนาจความเลื่อมใสและความสรรเสริญ.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อภิกฺกนฺตํ แปลว่า น่าใคร่อย่างยิ่ง คือน่าปรารถนาอย่างยิ่ง. อธิบายว่า น่าพอใจอย่างยิ่ง คือดียิ่งนัก.

ในอภิกกันตศัพท์ทั้ง ๒ นั้น พราหมณ์ชมเชยเทศนาด้วย อภิกกันตศัพท์ (ที่มีความหมาย) อย่างหนึ่ง ประกาศความเลื่อมใสของตนด้วยอภิกกันตศัพท์ (ที่มีความหมาย) อีกอย่างหนึ่ง.

ก็ในความหมายทั้ง ๒ นี้มีอธิบายดังนี้ว่า

พระธรรมเทศนาของพระโคดมผู้เจริญน่าจับใจยิ่งนัก ความเลื่อมใสของข้าพระองค์อาศัยธรรมเทศนาของพระโคดมผู้เจริญ ก็น่าพอใจยิ่งนัก. หรือไม่ก็พราหมณ์นี้มุ่งใช้ความหมายทั้ง ๒ (ไปในการ) ชมเชยพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างเดียว. (คือชมเชยว่า) พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญนับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะยังโทษให้พินาศไป นับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะให้บรรลุคุณ.

อนึ่ง นักศึกษาพึงประกอบ (คำว่า) โภโต โคตมสฺส วจนํ อภิกฺกนฺตํ เข้ากับบททั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า :-

พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญนับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะทำให้เกิดศรัทธา นับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะทำให้เกิดปัญญา.

พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญนับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะพรั่งพร้อมด้วยอรรถะ (ความหมาย) นับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะพรั่งพร้อมด้วยพยัญชนะ.

พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญนับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะมีบทง่าย นับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะมีความหมายลึกซึ้ง.

พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญนับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะ (ฟังแล้ว) รื่นหู นับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะ (ฟังแล้ว) ซึ้งใจ.

พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญนับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะไม่ยกตน นับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะไม่ข่มคนอื่น.

พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญนับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะเยือกเย็นด้วยพระกรุณา นับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะผ่องแผ้วด้วยพระปัญญา.

พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญนับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะเป็นที่รื่นรมย์ตามคัลลอง นับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะทนต่อการถูกโจมตี.

พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญนับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะฟังอยู่ก็เป็นสุข นับว่าจับใจยิ่งนัก เพราะใคร่ครวญอยู่ก็เป็นประโยชน์.

อุปมา ๔ ข้อ

ต่อจากนั้น พราหมณ์ได้ชมเชยพระธรรมเทศนานั่นแลด้วยอุปมา ๔ ข้อ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิกุชฺชิตํ ได้แก่ ภาชนะที่วางคว่ำปากลงหรือที่มีปากอยู่ข้างใต้.

บทว่า อุกฺกุชฺเชยฺย ได้แก่ พึงหงายปากขึ้น.

บทว่า ปฏิจฺฉนฺนํ ได้แก่ ที่เขาปิดไว้ด้วยหญ้าและใบไม้เป็นต้น.

บทว่า วิวเรยฺย แปลว่า พึงเปิด.

บทว่า มุฬฺหสฺส ได้แก่ (บุคคล) ผู้หลงทิศ.

บทว่า มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย ความว่า พึงจับที่มือแล้วบอกว่า นี่ทาง.

บทว่า อนฺธกาเร คือ ในความมืดมีองค์ ๔ (คือมึด) เพราะวันแรม ๑๔ ค่ำ เพราะเป็นเวลาเที่ยงคืน เพราะป่าทึบ และเพราะเมฆหนาบดบัง.

ความหมายของบทที่ไม่ง่ายมีเท่านี้ก่อน.

ส่วนคำอธิบายประกอบความหมายมีดังต่อไปนี้ว่า :-

พระโคดมผู้เจริญผู้ยังข้าพระองค์ผู้เบือนหน้าหนีจากสัทธรรม ตกไปในอสัทธรรม ให้พ้นมาจากอสัทธรรม เหมือนใครๆ พึงหงายของที่คว่ำขึ้นฉะนั้น ผู้เปิดเผยศาสนาซึ่งถูกปิดบังไว้ด้วยรกชัฏคือมิจฉาทิฏฐิ จำเดิมแต่ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ อันตรธานไป เหมือนใครๆ พึงเปิดของที่ถูกปิดบังออกฉะนั้น ผู้บอกทางสวรรค์และนิพพานแก่ข้าพระองค์ผู้เดินหลงไปสู่ทางสายต่ำคือทางที่ผิด เหมือนใครๆ บอกทางแก่คนหลงทางฉะนั้น ชื่อว่าได้ทรงประกาศธรรมะไว้แล้วโดยอเนกปริยายแก่ข้าพระองค์ เพราะทรงประกาศไว้แล้วโดยปริยายเหล่านี้ โดยทรงส่องแสงสว่างคือพระธรรมเทศนาอันกำจัดเสียซึ่งความมืด คือโมหะที่ปกปิดพระรัตนตรัยนั้นไว้ แก่ข้าพระองค์ผู้จมดิ่งลงไปในความมืดคือโมหะ มองไม่เห็นรูปพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เหมือนใครๆ พึงส่องแสงเพลิงในที่มืดฉะนั้น.

พราหมณ์ครั้นชมเชยพระธรรมเทศนาอย่างนี้แล้ว มีจิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัยเพราะเทศนานี้ เมื่อจะทำอาการของบุคคลผู้เลื่อมใส จึงกล่าวคำว่า เอสาหํ ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอสาหํ ตัดบทเป็น เอโส อหํ (ข้าพระองค์นั่น).

หลายบทว่า ภวนฺตํ โคตมํ สรณํ คจฺฉามิ ความว่า ข้าพเจ้าขอถึง ขอคบ ขอเสพ ขอเข้าไปนั่งใกล้พระโคดมผู้เจริญด้วยความประสงค์นี้ว่า ขอพระโคดมผู้เจริญจงเป็นที่ระลึก เป็นที่พึ่ง เป็นผู้ทำลายความทุกข์และเป็นผู้สรรค์สร้างประโยชน์สุขให้แก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด.

อีกอย่างหนึ่งความว่า ข้าพระองค์รู้ คือทราบอยู่อย่างนี้. เพราะว่า ธาตุเหล่าใด แปลว่า "ไป" ธาตุเหล่านั้นก็ย่อมแปลว่า "รู้" ได้ด้วย. เพราะฉะนั้น บทว่า คจฺฉามิ นี้ พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวความหมายไว้ดังนี้ว่า ชานามิ พุชฺฌามิ (รู้อยู่, ทราบอยู่).

ก็ในคำว่า ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ นี้พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้ :-

ที่ชื่อว่าธรรม เพราะมีความหมายว่า ทรงไว้ซึ่งบุคคลทั้งหลายผู้ได้บรรลุ (อริย) มรรค ผู้ทำให้แจ้งซึ่งนิโรธแล้ว (และ) ผู้ปฏิบัติตามคำที่พระพุทธเจ้าทรงพร่ำสอนเป็นประจำมิให้ตกไปในอบาย ๔. ธรรมนั้น เมื่อว่าโดยความหมาย ก็ได้แก่ อริยมรรคและนิพพาน.

สมจริงด้วยพระดำรัสที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เป็นสังขตะ (ถูกปัจจัยปรุงแต่ง) มีอยู่เท่าใด อริยมรรคมีองค์ ๘ ตถาคตกล่าวว่า เป็นยอดแห่งธรรมที่เป็นสังขตะเหล่านั้น

ความพิสดารเป็นดังว่ามานี้. และไม่ใช่แต่อริยมรรคและนิพพานอย่างเดียวเท่านั้น (ที่ชื่อว่าธรรม). โดยที่แท้แล แม้ปริยัติธรรมพร้อมทั้งอริยผลทั้งหลาย (ก็ชื่อว่าธรรม).

สมจริงดังคำที่เทพบุตรกล่าวไว้ในฉัตตมาณวกวิมานวัตถุว่า

ท่านจงเข้าถึงธรรมนี้ซึ่งเป็นธรรมสำหรับสำรอกราคะ

ไม่หวั่นไหว ไม่มีความโศก ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง

ไม่ปฏิกูล เป็นธรรมอันไพเราะที่พระพุทธเจ้าทรง

เชี่ยวชาญแล้ว ทั้งยังได้ทรงจำแนกไว้เรียบร้อย

เพื่อเป็นที่ระลึกที่พึ่งเถิด.

ในคาถานี้พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ :-

บทว่า เป็นธรรมสำหรับสำรอกราคะ คือเทพบุตรกล่าวถึงมรรค.

บทว่า เป็นธรรมไม่หวั่นไหว ไม่มีความโศก คือเทพบุตรกล่าวถึงผล.

บทว่า เป็นธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง คือเทพบุตรกล่าวถึงนิพพาน.

บทว่า ไม่ปฏิกูล เป็นธรรมอันไพเราะที่พระพุทธเจ้าทรงเชี่ยวชาญแล้วทั้งยังได้ทรงจำแนกไว้เรียบร้อยนี้ คือเทพบุตรกล่าวถึงพระธรรมขันธ์ทั้งหมดที่ทรงจำแนกไว้เป็นพระไตรปิฎก.

ที่ชื่อว่า สังฆะ (สงฆ์) เพราะหมายความว่า รวมกันด้วยเครื่องรวมคือทิฏฐิและศีล.

สงฆ์นั้น เมื่อว่าโดยความหมาย คือหมู่พระอริยบุคคล ๘ จำพวก.

สมจริงดังคำที่เทพบุตรกล่าวไว้ในคัมภีร์วิมานวัตถุนั้นเองว่า

ก็บัณฑิตกล่าวทานที่บุคคลถวายแล้วในบุคคล ๔ คู่

เหล่าใด ซึ่งเป็นคู่บุคคลที่สะอาด บุคคล ๔ คู่เหล่านั้น

คือบุคคล ๘ จำพวก ซึ่งเป็นผู้เห็นธรรม ขอท่านจง

เข้าถึงพระสงฆ์นี้เพื่อเป็นที่ระลึกที่พึ่งเถิด.

หมู่แห่งภิกษุทั้งหลายชื่อว่า ภิกษุสงฆ์.

พราหมณ์ได้ประกาศการถึงสรณะทั้ง ๓ ด้วยถ้อยคำมีเพียงเท่านี้.

สรณคมน์

บัดนี้ เพื่อความเป็นผู้ฉลาดในสรณคมน์เหล่านั้นจึงควรทราบวิธีนี้ คือ

สรณะ การถึงสรณะ ผู้ถึงสรณะ

ประเภทแห่งการถึงสรณะ ผลแห่งการถึงสรณะ

สังกิเลส (ความเศร้าหมอง) และเภทะ (ความหมดสภาพ).

ถามว่า วิธีนี้มีความหมายเป็นอย่างไรบ้าง?

ตอบว่า ควรทราบความหมายโดยความหมายเฉพาะบทก่อน.

ที่ชื่อว่า สรณะ เพราะหมายความว่าเบียดเบียน. อธิบายว่า ย่อมกำจัด คือทำความกลัว ความหมายสะดุ้ง ความทุกข์ กิเลสที่เป็นเหตุให้ไปสู่ทุคติของบุคคลผู้ถึงสรณะให้พินาศไปด้วยการถึงสรณะนั้นแล. คำว่า สรณะนั่นเป็นชื่อเรียกพระรัตนตรัย.

อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่า พุทธะ เพราะหมายความว่า ขจัดซึ่งภัยของสัตว์ทั้งหลายโดยทำสัตว์ทั้งหลายให้เป็นไปในประโยชน์เกื้อกูล และถอยกลับจากสิ่งที่ไม่ใช่ประโยชน์เกื้อกูล.

ที่ชื่อว่า ธรรม เพราะทำสัตว์ทั้งหลายให้ช่วยข้ามพ้นจากกันดาร คือภพและเพราะให้ความเบาใจแก่สัตว์ทั้งหลาย.

ที่ชื่อว่า สงฆ์ เพราะทำสักการะทั้งหลายแม้เป็นของน้อยค่าให้ได้รับผลอันไพบูลย์ เพราะฉะนั้น พระรัตนตรัยจึงชื่อว่า สรณะ โดยบรรยายนี้ด้วย.

จิตตุปบาท (ความเกิดความคิดขึ้น) ที่มีกิเลสอันถูกขจัดแล้วด้วยความเป็นผู้เคารพเลื่อมใสในสรณะนั้น อันเป็นไปโดยอาการที่มีความเคารพเลื่อมใสในพระรัตนตรัยนั้นเป็นเบื้องหน้า ชื่อว่า สรณคมน์.

สัตว์ผู้พรั่งพร้อมด้วยสรณคมน์นั้น ชื่อว่า ถึงสรณะ.

อธิบายว่า ย่อมเข้าถึงรัตนะทั้ง ๓ เหล่านี้ว่าเป็นสรณะ (ที่ระลึก ที่พึ่ง) ว่าเป็นปรายนะ (เครื่องนำทาง) ด้วยจิตตุปบาทมีประการดังกล่าวแล้ว.

นักศึกษาพึงทราบ สรณะ การถึงสรณะ และผู้ถึงสรณะ ทั้ง ๓ อย่างนี้ก่อน.

ประเภทแห่งการถึงสรณะ

ส่วนในประเภทแห่งการถึงสรณะ (การถึงสรณะมีกี่ประเภท) พึงทราบอธิบายต่อไป.

การถึงสรณะมี ๒ คือ การถึงสรณะที่เป็นโลกุตตระ ๑ การถึงสรณะที่เป็นโลกิยะ ๑.

ในสองอย่างนั้น การถึงสรณะที่เป็นโลกุตตระของบุคคลผู้เห็นสัจจะแล้ว เมื่อว่าโดยอารมณ์ย่อมมีนิพพานเป็นอารมณ์ เมื่อว่าโดยกิจย่อมสำเร็จได้ในพระรัตนตรัยแม้ทั้งสิ้น เพราะตัดขาดกิเลสที่เป็นเหตุขัดขวางการถึงสรณะได้ในขณะแห่งมรรค.

(ส่วน) การถึงสรณะที่เป็นโลกิยะของปุถุชน เมื่อว่าโดยอารมณ์ ย่อมมีพระพุทธคุณเป็นต้นเป็นอารมณ์ สำเร็จได้ด้วยการข่มกิเลสที่เป็นเหตุขัดขวางการถึงสรณะไว้ได้.

การถึงสรณะนั้น เมื่อว่าโดยความหมาย ได้แก่ การได้ศรัทธาในพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น และสัมมาทิฏฐิที่มีศรัทธา (ในพระรัตนตรัยนั้น) เป็นพื้นฐานท่านเรียกว่า ทิฏฐุชุกรรม (การทำความเห็นให้ตรง) (ซึ่งอยู่) ในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐.

การถึงสรณะแบบนี้นั้นมีอยู่ ๔ อย่าง คือ (การถึง)

ด้วยการมอบตน ๑

ด้วยการมีพระรัตนตรัยนั้นเป็นเครื่องนำทาง ๑

ด้วยการยอมเป็นศิษย์ ๑

ด้วยการถวายมือ (การประนมมือทำความเคารพ) ๑.

ใน ๔ อย่างนั้น ที่ชื่อว่าการมอบตน ได้แก่การยอมสละตนแด่พระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น (ด้วยการกล่าว) อย่างนี้ว่า นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าขอมอบตนถวายแด่พระพุทธเจ้า แด่พระธรรม และแด่พระสงฆ์.

ที่ชื่อว่าการมีพระรัตนตรัยนั้นเป็นเครื่องนำทาง ได้แก่การที่มีพระรัตนตรัยนั้นเป็นที่ไปในเบื้องหน้า (ด้วยการพูด) อย่างนี้ว่า นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขอท่านทั้งหลายจงจำข้าพเจ้าไว้ว่า ข้าพเจ้าขอมีพระพุทธเจ้าเป็นผู้นำทาง ขอมีพระธรรมเป็นผู้นำทาง ขอมีพระสงฆ์เป็นผู้นำทาง.

ที่ชื่อว่าการถวายมือ ได้แก่การทำความนอบน้อมอย่างสูงในพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น (ด้วยการพูด) อย่างนี้ว่า นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขอท่านทั้งหลายจงจำข้าพเจ้าไว้ว่า ข้าพเจ้าขอทำการกราบไหว้ การลุกรับ การประนมมือ การทำความนอบน้อมแด่พระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นนั่นแล.

ก็บุคคลเมื่อทำอาการอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาอาการทั้ง ๔ อย่างนี้ จัดว่าได้รับการถึงสรณะแล้วทีเดียว.

อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบการมอบตน (ด้วยการพูด) แม้อย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าขอสละตนแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า แด่พระธรรม (และ) แด่พระสงฆ์ ข้าพเจ้าขอสละชีวิตแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า แด่พระธรรม (และ) แด่พระสงฆ์ ข้าพเจ้าสละตนแล้วทีเดียวแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า แด่พระธรรม (และ) แด่พระสงฆ์ ข้าพเจ้าสละชีวิตแล้วทีเดียวแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า แด่พระธรรม (และ) แด่พระสงฆ์ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า (พระธรรมและพระสงฆ์) ว่าเป็นสรณะ โดยขอเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ขอพระพุทธเจ้า (พระธรรมและพระสงฆ์) จงเป็นที่ระลึกที่พึ่ง เป็นที่อาศัย เป็นที่ต้านทานของข้าพเจ้า.

พึงเห็นการเข้าถึงความเป็นศิษย์ (การยอมตัวเป็นศิษย์) เหมือนการเข้าถึงความเป็นศิษย์ในการถึงสรณะของพระมหากัสสปะ (ด้วยการพูด) แม้อย่างนี้ว่า ขอข้าพเจ้าพึงได้พบพระศาสดา พึงได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอข้าพเจ้าพึงได้พบพระสุคต พึงได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอข้าพเจ้าพึงได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พึงได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้า.

พึงทราบความที่มีพระรัตนตรัยนั้นเป็นเครื่องนำทาง (เป็นที่ไปในเบื้องหน้า) เหมือนการถึงสรณะของชนทั้งหลายมีอาฬวกยักษ์เป็นต้น (ด้วยการพูด) แม้อย่างนี้ว่า

ข้าพเจ้านั้นจักเที่ยวไปจากหมู่บ้าน (นี้) สู่หมู่บ้าน (โน้น)

จากเมือง (นี้) สู่เมือง (โน้น) (เพื่อ) นมัสการพระสัมมา

สัมพุทธเจ้า ความเป็นธรรมที่ดีแห่งพระธรรม (และความ

เป็นสงฆ์ที่ดีแห่งพระสงฆ์).

พึงเห็นการพนมมือไหว้ แม้อย่างนี้ว่า

ครั้งนั้นแล พราหมณ์ชื่อพรหมายุลุกขึ้นจากที่นั่ง ทำผ้าห่มเฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้วซบศีรษะลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า จูบพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยปาก นวดเฟ้นด้วยฝ่ามือ แล้วประกาศชื่อว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นพราหมณ์ชื่อพรหมายุ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นพราหมณ์ชื่อพรหมายุ.

ก็การพนมมือไหว้นั้นมีอยู่ ๔ อย่าง คือ (ถวายมือ) เพราะเป็นญาติ เพราะความกลัว เพราะเป็นอาจารย์ และเพราะเป็นทักขิไณยบุคคล.

บรรดาการพนมมือไหว้ ๔ อย่างนั้น การถึงสรณะมีได้ด้วยการพนมมือไหว้เพราะเป็นทักขิไณยบุคคล ไม่ใช่เป็นด้วยเหตุ ๓ อย่างนอกจากนี้.

เพราะว่า สรณะอันบุคคลย่อมรับได้ด้วยบุคคลผู้ประเสริฐสุด จะหมดสภาพไป (ก็หมด) ด้วยอำนาจบุคคลผู้ประเสริฐสุดเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น บุคคลใดจะมีเชื้อสายเป็นศากยะหรือเป็นโกลิยะก็ตาม ถวายบังคม (พระพุทธเจ้า) ด้วยสำคัญว่า พระพุทธเจ้าเป็นพระญาติของเราทั้งหลาย. บุคคลนั้นยังไม่จัดว่าได้รับสรณะเลย.

หรือว่าบุคคลใดถวายบังคมพระพุทธเจ้าด้วยความกลัวว่า พระสมณโคดมเป็นผู้อันพระราชาบูชาแล้ว มีอานุภาพมาก เมื่อเราไม่ไหว้จะพึงทำความเสียหายให้แก่เราได้. บุคคลนั้นก็ยังไม่จัดว่าได้รับสรณะเหมือนกัน.

แม้บุคคลใดระลึกถึงคำสอนบางอย่างที่ได้เรียนในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อครั้งที่พระองค์ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ หรือในพุทธกาลได้เรียนคำสอนทำนองนี้ว่า

บุคคลควรใช้สอย เลี้ยงชีวิตด้วยทรัพย์ส่วนหนึ่ง

ลงทุนทำงานด้วยทรัพย์สองส่วน และส่วนที่สี่ควร

เก็บไว้ (เพราะมันจะอำนวยประโยชน์ได้) เมื่อ

คราวมีความจำเป็นต้องใช้.

(เกิดความเลื่อมใส) ถวายบังคมด้วยความรู้สึกว่า พระองค์เป็นพระอาจารย์ของเรา. บุคคลนั้นก็ชื่อว่ายังไม่ได้รับสรณะเหมือนกัน.

ส่วนบุคคลใดถวายบังคมด้วยความสำคัญว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นอัครทักขิไณยบุคคลในโลก บุคคลนั้นแลจัดว่าได้รับสรณะแล้ว. อุบาสกหรืออุบาสิกาผู้ได้รับสรณะอย่างนี้แล้วจะไหว้ญาติแม้ที่บวชในสำนักอัญญเดียร์ถีย์ด้วยความรู้สึกว่า ท่านผู้นี้เป็นญาติของเรา ดังนี้ การถึงสรณะก็ยังไม่หมดสภาพไป (ไม่เสีย) จะป่วยกล่าวไปไยถึงบุคคลหรืออุบาสิกาผู้ไหว้ญาติที่ยังไม่บวชเล่า.

สำหรับอุบาสกหรืออุบาสิกาผู้ถวายบังคมพระราชาก็เหมือนกัน คือถวายบังคมด้วยอำนาจความกลัวว่า พระราชาพระองค์นั้นเพราะเป็นผู้ที่ชาวแว่นแคว้นบูชากันแล้ว เมื่อเราไม่ถวายบังคมก็จะทรงทำความเสียหายให้แก่เราได้ ดังนี้ การถึงสรณะก็ยังไม่หมดสภาพไป (ยังไม่เสีย) เหมือนเมื่อบุคคลแม้ไหว้เดียรถีย์ ผู้ให้การศึกษาศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยคิดว่า ผู้นี้เป็นอาจารย์ของเรา การถึงสรณะก็ยังไม่หมดสภาพไป ฉะนั้น นักศึกษาพึงทราบประเภทแห่งการถึงสรณะอย่างนี้แล.

ก็การถึงสรณะที่เป็นโลกุตตระในที่นี้ มีสามัญญผล ๔ เป็นวิบากผล มีความสิ้นไปแห่งทุกข์ทั้งมวลเป็นอานิสงสผล.

สมด้วยพระดำรัสที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า

ก็บุคคลใดถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์

ว่าเป็นสรณะ (ที่ระลึก ที่พึ่ง) บุคคลนั้นย่อมเห็น

อริยสัจ ๔ ด้วยปัญญาอันชอบ คือ ย่อมเห็นทุกข์

เหตุเกิดของทุกข์ ความดับทุกข์ และอริยมรรค

มีองค์ ๘ ซึ่งเป็นทางให้เข้าถึงความดับทุกข์ สรณะ

(ที่ระลึก ที่พึ่ง) อย่างนั้นแลจึงจะเป็นสรณะอันเกษม

เป็นสรณะอันสูงสุด เพราะอาศัยสรณะนั่น บุคคลจึง

หลุดพ้นไปจากทุกข์ทั้งปวงได้.

อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบอานิสงสผลของการถึงสรณะนั่นแม้ด้วยอำนาจแห่งเหตุมีการไม่เข้าไปยึดถือโดยความเป็นของเที่ยงเป็นต้น.

สมจริงดังพระดำรัสที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส (เป็นไปไม่ได้เลย) ที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิจะพึงเข้าไปยึดถือสังขารอะไรๆ ว่าเที่ยง ว่าเป็นสุข จะพึงเข้าไปยึดถือธรรมอะไรๆ ว่าเป็นอัตตา จะพึงปลงชีวิตมารดา จะพึงปลงชีวิตบิดา จะพึงปลงชีวิตพระอรหันต์ จะพึงเป็นผู้มีจิตชั่วร้ายยังโลหิตของพระตถาคตให้ห้อ จะพึงทำลายสงฆ์ จะพึงอ้างศาสดาอื่น ฐานะอย่างนี้จะมีไม่ได้.

ส่วนการถึงสรณะที่เป็นโลกิยะย่อมมีภพสมบัติและโภคสมบัติเป็นผลเหมือนกัน.

สมจริงดังพระดำรัสที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า

บุคคลที่ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ จักไม่ไปสู่อบายภูมิ

ครั้นละร่างกายที่เป็นมนุษย์แล้วจักยังกายทิพย์ให้บริบูรณ์

(เกิดในหมู่เทพ).

แม้เรื่องอื่น ท่านก็กล่าวไว้.

(คือ) คราวครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพพร้อมด้วยเทวดาแปดหมื่นได้เข้าไปหาพระมหาโมคคัลลานะ. พระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวกะท้าวสักกะจอมเทพ ผู้ประทับยืนอยู่ ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่งดังนี้ว่า ขอถวายพระพรพระองค์ผู้จอมเทพ การถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ เป็นการดีแท้ เพราะการถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ เป็นเหตุแล สัตว์บางพวกในโลกนี้ตายแล้ว จึงได้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์อย่างนี้ สัตว์เหล่านั้น (เกิดเป็นเทวดาแล้ว) ย่อมเด่นล้ำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐ คือ ด้วยอายุอันเป็นทิพย์ วรรณะอันเป็นทิพย์ สุขอันเป็นทิพย์ ยศอันเป็นทิพย์ ความเป็นใหญ่อันเป็นทิพย์ รูปอันเป็นทิพย์ เสียงอันเป็นทิพย์ กลิ่นอันเป็นทิพย์ รสอันเป็นทิพย์ โผฏฐัพพะอันเป็นทิพย์.

ใน (การถึง) พระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ก็นัยนี้.

อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบผลอันสำคัญของการถึงสรณะแม้ด้วยอำนาจแห่งสูตรมีเวลามสูตรเป็นต้น.

พึงทราบผลแห่งการถึงสรณะอย่างนี้.

ในการถึงสรณะ ๒ อย่างนั้น การถึงสรณะที่เป็นโลกิยะย่อมเศร้าหมองด้วยเหตุทั้งหลายมีความไม่รู้ ความสงสัยและความรู้ (ความเข้าใจ) ผิดเป็นต้นในพระรัตนตรัย เป็นการถึงสรณะที่ไม่มีความรุ่งเรืองมาก ไม่กว้างไกลมาก.

(ส่วน) การถึงสรณะที่เป็นโลกุตตระไม่มีความเศร้าหมอง.

การถึงสรณะที่เป็นโลกิยะมีการหมดสภาพอยู่ ๒ อย่างคือ

การหมดสภาพ (เภโท) แบบมีโทษ ๑

การหมดสภาพแบบไม่มีโทษ ๑.

ในการหมดสภาพทั้งสองนั้น การหมดสภาพแบบมีโทษย่อมมีด้วยเหตุทั้งหลาย มีการมอบตนในศาสดาอื่นเป็นต้น การหมดสภาพแบบนั้นมีผลไม่น่าปรารถนา. การหมดสภาพแบบไม่มีโทษในเพราะการทำกาลกิริยา การหมดสภาพแบบนั้นไม่มีผลเพราะไม่มีวิบาก.

แต่การถึงสรณะแบบโลกุตตระ ไม่มีการหมดสภาพเลย.

จริงอยู่ พระอริยสาวก (ตายแล้วไปเกิด) แม้ในภพอื่นก็จะไม่ยอมยกย่องคนอื่นว่าเป็นศาสดา (แทนพระพุทธเจ้า).

พึงทราบความเศร้าหมองและการหมดสภาพของการถึงสรณะดังพรรณนามาฉะนี้.

อุบาสก

บทว่า อุปาสกํ มํ ภวํ โคตโม ธาเรตุ ความว่า ขอพระโคดมผู้เจริญจงจำ. อธิบายว่า จงรู้จักข้าพเจ้าอย่างนี้ว่า ผู้นี้เป็นอุบาสก.

ก็ในที่นี้เพื่อความเป็นผู้ฉลาดในวิธีแสดงตนเป็นอุบาสกจึงควรทราบข้อปลีกย่อยนี้ว่า

อุบาสกคือใคร? เพราะเหตุไร จึงเรียกว่า อุบาสก?

อุบาสกนั้นมีศีลเป็นอย่างไร? มีอาชีพเป็นอย่างไร?

มีวิบัติเป็นอย่างไร? มีสมบัติเป็นอย่างไร?

ในข้อปลีกย่อยเหล่านั้น ที่ว่า อุบาสกคืออะไร?

ได้แก่ คฤหัสถ์คนใดคนหนึ่งผู้ถึงไตรสรณะ.

สมจริงดังพระดำรัสที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า

ดูก่อนมหานาม เมื่อใดแลอุบาสกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม (และ) พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ. ดูก่อนมหานาม บุคคลย่อมเป็นอุบาสกด้วยอาการเท่านี้แล.

ที่ว่า เพราะเหตุไร จึงเรียกว่า อุบาสก?

ได้แก่ เพราะเข้าไปนั่งใกล้พระรัตนตรัย.

จริงอยู่ บุคคลนั้นชื่อว่าอุบาสก เพราะเข้าไปนั่งใกล้พระพุทธเจ้า พระธรรม (และ) พระสงฆ์.

ที่ว่า อุบาสกนั้นมีศีลเป็นอย่างไร?

ได้แก่ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้น ๕ อย่าง.

สมจริงดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า

ดูก่อนมหานาม เมื่อใดแล อุบาสกเป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต จากอทินนาทาน จากกาเมสุมิจฉาจาร จากมุสาวาท (และ) จากฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทคือน้ำเมา อันได้แก่สุราและเมรัย.

ดูก่อนมหานาม อุบาสกย่อมเป็นผู้มีศีลด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล.

ที่ว่า มีอาชีพเป็นอย่างไร?

ได้แก่ การละการค้าขายผิด ๕ อย่างแล้วเลี้ยงชีวิตโดยชอบธรรม.

สมจริงดังพระดำรัสที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การค้าขาย ๕ อย่างเหล่านี้อันอุบาสกไม่ควรทำ

๕ อย่างมีอะไรบ้าง คือ การค้าขายศัสตราวุธ ๑ การค้าขายสัตว์ ๑ การค้าขายเนื้อ ๑ การค้าขายน้ำเมา ๑ การค้าขายยาพิษ ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การค้าขาย ๕ อย่างนี้แล อุบาสกไม่ควรทำ.

ที่ว่า มีวิบัติเป็นอย่างไร?

ได้แก่ ความวิบัติแห่งศีลและอาชีวะของอุบาสกนั้นนั่นแลอันใด อันนี้เป็นความวิบัติของอุบาสกนั้น.

อีกอย่างหนึ่ง อุบาสกนั้นเป็นคนจัณฑาลและเศร้าหมองด้วยมลทินต่างๆ ด้วยวิบัติอันใด แม้วิบัตินั้นก็พึงทราบว่า เป็นวิบัติของอุบาสกนั้นๆ. และความเป็นคนจัณฑาลนั้น เมื่อว่าโดยความหมาย ก็ได้แก่ธรรม ๕ ประการมีความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้น.

เหมือนดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่างย่อมเป็นอุบาสกจัณฑาล เป็นอุบาสกมีมลทิน เป็นอุบาสกมีความเศร้าหมองและเป็นอุบาสกต่ำช้า.

ธรรม ๕ ประการอะไรบ้าง (คือ) เป็นผู้ไม่มีศรัทธา (ในพระรัตนตรัย) ๑ เป็นคนทุศีล ๑ เป็นคนถือมงคลตื่นข่าว คือเชื่อมงคล (ฤกษ์, ยาม) ไม่เชื่อกรรม ๑ แสวงหาทักขิไณยบุคคล นอกจากศาสนานี้ (พุทธศาสนา) ๑ บำเพ็ญกุศลในศาสนานั้น ๑.

ที่ว่า มีสมบัติเป็นอย่างไร?

ได้แก่ ความถึงพร้อมด้วยศีลและความถึงพร้อมด้วยอาชีวะของอุบาสกนั้นชื่อว่า สมบัติ.

อนึ่ง ธรรม ๕ ประการมีศรัทธาในพระรัตนตรัยเป็นต้นของอุบาสกนั้นเหล่าใด ธรรม ๕ ประการเหล่านั้นชื่อว่า สมบัติ.

เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่างย่อมเป็นอุบาสกแก้ว เป็นอุบาสกดอกปทุม และเป็นอุบาสกดอกบุณฑริก.

ธรรม ๕ อย่างมีอะไรบ้าง

(คือ) เป็นผู้มีศรัทธา (ในพระรัตนตรัย) ๑ เป็นผู้มีศีล ๑ เป็นคนไม่ถือมงคลตื่นข่าว คือเชื่อกรรม ไม่เชื่อมงคล ๑ ไม่แสวงหาทักขิไณยบุคคลนอกพุทธศาสนานี้ ๑ บำเพ็ญกุศลในพุทธศาสนานี้ ๑.

ความหมายของอัคคะศัพท์

อัคคะศัพท์นี้ในคำว่า อชฺชตคฺเค นี้ ย่อมใช้ในอรรถว่า เบื้องต้น (อาทิ) เบื้องปลาย (โกฏิ) ส่วน (โกฏฺฐาส) และประเสริฐที่สุด (เสฏฺฐ).

ก็อัคคะศัพท์ใช้ในอรรถว่า

- เบื้องต้น (เช่น) ในประโยคเป็นต้นว่า แน่ะนายประตูเพื่อนรัก ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปข้าพเจ้าขอปิดประตูสำหรับพวกนิครนถ์.

- เบื้องปลาย (เช่น) ในประโยคเป็นต้นว่า บุคคลพึงลูบคลำยอดอ้อย ยอดไผ่ ด้วยปลายนิ้วมือนั้นแล.

- ส่วน (เช่น) ในประโยคเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตอนุญาตให้แบ่งจากส่วนสิ่งของที่มีรสเปรี้ยว ที่มีรสหวาน หรือส่วนสิ่งของที่มีรสขมตามส่วนวิหารหรือตามส่วนบริเวณ.

- ประเสริฐที่สุด (เช่น) ในประโยคเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายจำนวนเท่าใดที่ไม่มีเท้าก็ตาม ฯลฯ พระตถาคต บัณฑิตกล่าวว่าเป็นผู้ประเสริฐที่สุดของสัตว์เหล่านั้น.

แต่ในที่นี้ อัคคะศัพท์นี้พึงเห็นว่า ลงในอรรถว่า เบื้องต้น. เพราะฉะนั้น ในคำว่า อชฺชตคฺเค นี้ พึงเห็นความหมายอย่างนี้ว่า เริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.

บทว่า อชฺชตํ ได้แก่ อชฺชภาวํ (แปลว่า ความมีในวันนี้).

บาลีว่า อชฺชทคฺเค ดังนี้ก็มี. ท อักษร (เป็นอาคม) ทำหน้าที่เชื่อมบท (ระหว่าง อชฺช กับ อคฺเค) แปลว่า เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้.

บทว่า ปาณุเปตํ แปลว่า เข้าถึงด้วยชีวิต.

อธิบายว่า ขอพระโคดมผู้เจริญจงทรงจำ คือจงทรงทราบข้าพระองค์ไว้ว่าเป็นอุบาสก คือไวยาวัจกร (ผู้รับใช้พระ) ถึงสรณะด้วยไตรสรณคมน์แบบไม่มีศาสดาอื่น (นอกจากพระโคดม) ตลอดเวลาที่ชีวิตของข้าพระองค์ยังเป็นไปอยู่ เพราะว่าข้าพระองค์ ถ้าแม้นใครๆ จะพึงใช้มีดคมตัดศีรษะของข้าพเจ้าไซร้ ก็จะไม่ขอกล่าวพระพุทธเจ้าว่าไม่ใช่พระพุทธเจ้า พระธรรมว่าไม่ใช่พระธรรม (และ) พระสงฆ์ว่าไม่ใช่พระสงฆ์.

พราหมณ์ครั้นถึงสรณะด้วยการมอบตนอย่างนี้แล้ว และปวารณาด้วยปัจจัย ๔ ลุกขึ้นจากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วเดินเวียนขวา (รอบพระผู้มีพระภาคเจ้า) ๓ รอบแล้วหลีกไปแล.

จบอรรถกถาภยเภรวสูตร. จบพระสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------

所用版本与授权

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

ภยเภรวสูตร 注释