This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典

อนังคณสูตร

อรรถกถาแปลไทย

仅原文 · 不作诠释340 行1 个版本

อรรถกถาอนังคณสูตร

[๕๓] อนังคณสูตร เริ่มต้นว่า

ข้าพเจ้า (พระอานนท์) ได้สดับมาแล้วอย่างนี้ ท่านพระสารีบุตร...

การขยายความ (เฉพาะ) บทที่ยากในพระสูตรนั้น และในพระสูตรทุกสูตรก็จะเหมือนในพระสูตรนี้ เพราะฉะนั้น ต่อจากนี้ไป ข้าพเจ้าจักไม่กล่าวเฉพาะเท่านี้ แต่จะทำการขยายบทที่ไม่เคยขยายความมาก่อนด้วย.

[๕๔] บทว่า จตฺตาโร เป็นการกำหนดนับ.

บทว่า ปุคฺคลา ได้แก่ สัตว์ ผู้คนและบุรุษ. ด้วยคำเพียงเท่านี้ (บุคคล) ไม่ควรถือว่า พระมหาเถระ (สารีบุตร) มีปกติกล่าวนิยมบุคคล (พวกบุคคลนิยม) เพราะท่านผู้นี้ประเสริฐที่สุดในบรรดาพระสาวกผู้เป็นพุทธบุตรทั้งหลาย ท่านเทศนาไม่ขัดแย้งกับพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย.

เทศนา ๒

พระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า มี ๒ อย่าง คือ สมมติเทศนา (เทศนาเกี่ยวกับสมมติ) ๑ ปรมัตถเทศนา (เทศนาเกี่ยวกับปรมัตถ์) ๑.

ในจำนวนเทศนาทั้ง ๒ อย่างนั้น สมมติเทศนา มีรูปความอย่างนี้ว่า บุคคล สัตว์ หญิง ชาย กษัตริย์ พราหมณ์ เทพ มารเป็นต้น.

ส่วนปรมัตถเทศนา มีรูปความอย่างนี้ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ขันธ์ ธาตุ อายตนะ สติปัฏฐานเป็นต้น.

ในจำนวนเทศนาทั้ง ๒ อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสมมติเทศนาแก่เหล่าพุทธเวไนยผู้ที่ฟังพระธรรมเทศนาว่าด้วยเรื่องสมมติแล้ว เข้าใจเนื้อความทะลุปรุโปร่ง สามารถละโมหะบรรลุคุณวิเศษได้

ส่วนคนเหล่าใดฟังพระธรรมเทศนาว่าด้วยเรื่องปรมัตถ์แล้ว เข้าใจเนื้อความทะลุปรุโปร่ง สามารถละโมหะบรรลุคุณวิเศษได้ พระองค์ก็ทรงแสดงปรมัตถเทศนาให้เขาฟัง.

เปรียบเทียบความ

ในการทรงแสดงพระธรรมเทศนาทั้ง ๒ อย่างนั้นมีข้อเปรียบเทียบดังต่อไปนี้. อุปมาเหมือนอาจารย์ผู้บรรยายไตรเพท รู้ภาษาถิ่น เมื่อพูดภาษาทมิฬ นักเรียนพวกใดเข้าใจความหมาย ก็จะบอกเขาเหล่านั้นด้วยภาษาทมิฬ. แต่ถ้าพวกใดเข้าใจความหมายด้วยภาษาใดภาษาหนึ่งในจำนวนภาษาทั้งหลายมีภาษาอันธกะเป็นต้น ก็จะบอกเขาเหล่านั้นด้วยภาษานั้น. เมื่อเป็นเช่นนั้น มาณพน้อย (นักเรียน) เหล่านั้นได้อาศัยอาจารย์ผู้ฉลาดหลักแหลม จะเรียนศิลปะได้เร็วทีเดียวฉันใด.

ในข้ออุปไมยนั้นก็ฉันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงทราบว่าเหมือนอาจารย์ พระไตรปิฎกที่อยู่ในภาวะที่จะต้องทรงสอนเหมือนไตรเพท พระปรีชาฉลาดในสมมติและปรมัตถ์ เหมือนความฉลาดในภาษาถิ่น เวไนยสัตว์ผู้สามารถแทงตลอดด้วยสมมติเทศนาและปรมัตถเทศนา เหมือนมาณพน้อย (นักเรียน) ผู้พูดภาษาถิ่นต่างๆ พระธรรมเทศนาว่าด้วยสมมติและปรมัตถ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เหมือนการบอก (ไตรเพท) ด้วยภาษาทมิฬเป็นต้นของอาจารย์.

____________________________

ปาฐะแยกกันเป็น สมฺมติ ปรมตฺถ เทสนา ปฏิวิชฺฌนสมตฺถา เข้าใจว่าคงจะติดกัน และฉบับพม่าก็ติดกัน จึงได้แปลเช่นนั้น.

และในการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสมมติเทศนาและปรมัตถเทศนานี้ พระโบราณาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า :-

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่าผู้สอนทั้งหลาย

ได้ตรัสสัจจะไว้ ๒ อย่าง คือ สมมติสัจจะ ๑ ปรมัตถสัจจะ ๑

ไม่มีสัจจะอย่างที่ ๓ พระพุทธดำรัสเกี่ยวกับสมมติ (สังเกต)

ชื่อว่าเป็นสัจจะ เพราะเหตุที่เป็นสมมติของโลก

ส่วนพระพุทธดำรัสเกี่ยวกับปรมัตถ์ ชื่อว่าเป็นสัจจะ

เพราะเหตุที่เป็นความจริงของธรรมทั้งหลาย เพราะฉะนั้น

สำหรับพระโลกนาถศาสดา ผู้ทรงฉลาดในโวหารเทศนา

ตรัสถึงสมมติ มุสาวาทจึงไม่เกิดขึ้น (ไม่เป็นการกล่าวเท็จ)

ดังนี้.

เหตุตรัสบุคคลกถา ๘ ประการ

อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสบุคคลกถา (ถ้อยคำระบุบุคคล) ด้วยเหตุ ๘ ประการ คือ

๑. เพื่อทรงแสดงถึงหิริและโอตตัปปะ

๒. เพื่อทรงแสดงถึงความที่สัตว์มีกรรมเป็นของๆ ตน

๓. เพื่อทรงแสดงถึงการกระทำของคนโดยเฉพาะตัว

๔. เพื่อทรงแสดงถึงอนันตริยกรรม

๕. เพื่อทรงแสดงถึงพรหมวิหารธรรม

๖. เพื่อทรงแสดงถึงบุพเพนิวาสานุสสติญาณ

๗. เพื่อทรงแสดงถึงทักขิณาวิสุทธิ

๘. เพื่อไม่ทรงละทิ้งสมมติของโลก.

ขยายความเหตุ ๘ ประการ

เมื่อพระองค์ตรัสว่า ขันธ์ธาตุอายตนะทั้งหลายละอายแก่ใจอยู่ เกรงกลัวบาปอยู่ มหาชนจะไม่เข้าใจ พากันพิศวงงงงวย โต้แย้งว่า นี้อะไรกัน ขันธ์ธาตุอายตนะทั้งหลายละอายแก่ใจ เกรงกลัวต่อบาปด้วยหรือ? ดังนี้

แต่เมื่อพระองค์ตรัสว่า บุรุษ กษัตริย์ พราหมณ์ เทพ มาร (ละอายแก่ใจ เกรงกลัวต่อบาป) ดังนี้. มหาชนจะเข้าใจ ไม่พิศวงงงงวย ไม่โต้แย้ง เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสบุคคลกถา เพื่อทรงแสดงถึงหิริและโอตตัปปะ.

แม้ในพระดำรัสที่ตรัสว่า ขันธ์ธาตุอายตนะทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของตนดังนี้ ก็นัยเดียวกันนั่นแหละ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสบุคคลกถา เพื่อทรงแสดงถึงความที่สัตว์มีกรรมเป็นของๆ ตน.

แม้ในพระดำรัสที่ตรัสว่า มหาวิหารมีพระเวฬุวันเป็นต้น ขันธ์ธาตุอายตนะทั้งหลายสร้างไว้ดังนี้ ก็นัยเดียวกันนั่นแหละ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสบุคคลกถา เพื่อทรงแสดงถึงการกระทำของคนโดยเฉพาะตัว.

แม้ในพระดำรัสที่ตรัสว่า ขันธ์ธาตุอายตนะทั้งหลายปลงชีวิตมารดา บิดา พระอรหันต์ ทำโลหิตุปบาทกรรม (ทำร้ายพระพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิต) (และ) ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ดังนี้. ก็นัยเดียวกันนั่นแหละ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสบุคคลกถา เพื่อทรงแสดงถึงอนันตริยกรรม.

แม้ในพระดำรัสที่ตรัสว่า ขันธ์ธาตุอายตนะทั้งหลายย่อมเมตตา (รักใคร่สัตว์ทั้งหลาย) ดังนี้ ก็นัยเดียวกันนั่นแหละ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสบุคคลกถา เพื่อทรงแสดงถึงพรหมวิหารธรรม.

แม้ในพระดำรัสที่ตรัสว่า ขันธ์ธาตุอายตนะทั้งหลายระลึกชาติที่เคยอยู่ก่อนของเราได้ ดังนี้ ก็นัยเดียวกันนั่นแหละ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสบุคคลกถา เพื่อทรงแสดงถึงการระลึกชาติที่อยู่มาก่อนได้.

แม้ในพระดำรัสที่ตรัสว่า ขันธ์ธาตุอายตนะทั้งหลายรับทานดังนี้ มหาชนจะไม่เข้าใจ พากันพิศวงงงงวย โต้แย้งว่า นี้อะไรกัน ขันธ์ธาตุอายตนะทั้งหลายรับทานด้วยหรือ? ดังนี้.

แต่เมื่อตรัสว่า บุคคลผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมรับทานดังนี้ มหาชนก็เข้าใจ ไม่พิศวงงงงวย ไม่โต้แย้ง เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสบุคคลกถา เพื่อทรงแสดงถึงความบริสุทธิ์แห่งทักษิณาทาน.

เพราะว่า ธรรมดาพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายจะไม่ทรงละทิ้งสมมติของโลก ทรงดำรงอยู่ในถ้อยคำของชาวโลก ในภาษาของชาวโลก ในการเจรจาของชาวโลกนั้นแหละทรงแสดงธรรม เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสบุคคลกถาไว้เพื่อไม่ละทิ้งสมมติของโลกเสีย.

ฉะนั้น ท่านองค์นี้ (พระสารีบุตรเถระ) เมื่อจะไม่ให้ขัดแย้งกับพระธรรมเทศนาพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้ดำรงอยู่ในสมมติของโลก แล้วกล่าวคำมีอาทิว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคล ๔ ประเภทเหล่านี้ ดังนี้ เพราะเหตุเป็นผู้ฉลาดในสำนวนโลก เพราะฉะนั้น บุคคลในที่นี้โปรดทราบตามสมมติเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงปรมัตถ์.

บทว่า สนฺโต สํวิชฺชมานา (มีอยู่ หาได้) คือ พอมี หาพบตามสำนวนของโลก.

คำว่า ในโลก คือ ในสัตวโลก.

ขยายความกิเลสดุจเนิน ๓ อย่าง

ในที่บางแห่ง กิเลสพระองค์ตรัสเรียกว่า อังคณะ (เป็นเหมือนเนิน) ในคำมีอาทิว่า สงฺคโณว สมาโน. ดังที่ตรัสไว้ว่า บรรดากิเลสเพียงดังเนินนั้น กิเลสเพียงดังเนินเป็นไฉน? คือ กิเลสเพียงดังเนินได้แก่ราคะ กิเลสเพียงดังเนินได้แก่โทสะ กิเลสเพียงดังเนินได้แก่โมหะ

กิเลสเพียงดังเนิน ในที่บางแห่งหมายถึงมลทินอย่างใดอย่างหนึ่งหรือเปือกตม ดังที่ตรัสไว้ว่า พยายามเพื่อจะละมลทินหรือเปือกตมนั้นนั่นแหละ.

แต่ในที่บางแห่งหมายถึงพื้นที่ชนิดนั้น (ที่เป็นเนิน) พื้นที่นั้นพึงทราบตามคำที่พูดกัน เช่นเนินโพธิ์ เนินเจดีย์เป็นต้น.

แต่ในพระสูตรนี้ ท่านพระสารีบุตรประสงค์เอากิเลสอย่างเผ็ดร้อนนานัปการว่า กิเลสเพียงดังเนิน.

จริงอย่างนั้น ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ คำว่าอังคณะนี้เป็นชื่อของอกุศลธรรมชั่วช้า มีความปรารถนาเป็นอารมณ์. เป็นผู้เป็นไปกับด้วยกิเลสเพียงดังเนิน ชื่อว่ามีกิเลสเพียงดังเนิน.

บทว่า สงฺคโณว สมาโน ผู้มีกิเลสเพียงดังเนินนั่นเอง ยังมีอยู่.

ข้อว่า อตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ องฺคณํ (บางคนไม่รู้ตามความจริงว่า กิเลสเพียงดังเนินของเรายังมีอยู่ในภายใน) ความว่า ไม่รู้ว่ากิเลสมีอยู่ในตัวเราคือในจิตสันดานของเรา คือไม่รู้โดยถ่องแท้อย่างนี้ว่า ธรรมดากิเลสเหล่านี้หยาบคาย ร้ายแรง ควรละทิ้ง ไม่ควรเอาไว้ คล้ายกับลูกศรอาบยาพิษก็ปานกัน.

ส่วนผู้ใดรู้ว่ามีด้วย รู้อย่างนี้ด้วย (รู้ว่าหยาบช้า) ผู้นั้นท่านพระสารีบุตรเรียกว่า รู้ตามความจริงว่า กิเลสเพียงดังเนินภายในของเรายังมีอยู่. แต่กิเลสที่จะถอนได้ด้วยมรรคยังไม่เกิดขึ้นแก่ผู้ใด เพราะหักห้ามไว้ได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งก็ตาม ผู้นี้ (นั่นเอง) ท่านพระสารีบุตรเถระประสงค์เอาว่า เป็นผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ในพระสูตรนี้.

ข้อว่า นตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ องฺคณนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ (ไม่รู้ตามความจริงว่ากิเลสเพียงดังเนินภายในของเราไม่มี) ความว่า ไม่รู้ว่า กิเลสทั้งหลายของเราไม่มี เพราะหักห้ามด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ไม่ใช่ไม่มีเพราะถอนได้ด้วยมรรค คือไม่เข้าใจโดยถ่องแท้อย่างนี้ว่า กิเลสเหล่านั้นเมื่อเกิดขึ้นจักทำความพินาศอย่างใหญ่หลวง (เพราะว่า) เป็นกิเลสหยาบช้า ร้ายแรง ควรละทิ้ง ไม่ควรเอาไว้ คล้ายกับลูกศรอาบยาพิษก็ปานกัน.

ส่วนผู้ใดรู้ว่า ไม่มีเพราะเหตุอันนี้ด้วย รู้อย่างนี้ด้วย (รู้ว่าหยาบช้า) ผู้นั้นท่านพระสารีบุตรเรียกว่า รู้ตามความจริงว่า กิเลสเพียงดังเนินภายในของเราไม่มี ดังนี้.

บทว่า ตตฺร เท่ากับ เตสุ โยค จตูสุ ปุคฺคเลสุ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น หรือว่า โยค ทฺวีสุ สงฺคเณสุ ในบุคคลผู้มีกิเลสเพียงดังเนินทั้ง ๒ นั้น.

บทว่า ยฺวายํ ตัดบทเป็น โย อยํ (แปลว่าบุคคลนี้ใด).

ปาฐะ (บาลีเดิม) เป็น ยายํ ดังนี้ก็มี.

คนดี - คนเลว

[๕๕] ท่านพระโมคคัลลานะเรียนถามถึงเหตุอย่างเดียวเท่านั้นแหละ แต่ใช้คำถามด้วยคำทั้งคู่ว่า ท่านพระสารีบุตรผู้มีอายุ อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัย? ดังนี้.

พึงทราบความสัมพันธ์กันในบทว่า เยนิเมสํ เป็นต้นอย่างนี้ว่า บรรดาคนทั้ง ๒ ประเภทนั้น คนหนึ่ง ท่านเรียกว่าเป็นคนประเสริฐ แต่อีกคนหนึ่ง ท่านเรียกว่าเป็นคนต่ำทราม เพราะเหตุใด เพราะปัจจัยใด เหตุนั้นคืออะไร ปัจจัยนั้นคืออะไร?

ในเรื่องเหตุและปัจจัยทั้ง ๒ อย่างนั้น ถึงแม้ว่า คำว่า การรับรู้และการไม่รู้ทั้งคู่นี้เองที่ท่านพระสารีบุตรกล่าวไว้ว่า ไม่รู้อยู่ รู้อยู่ เป็นทั้งเหตุ เป็นทั้งปัจจัย ก็จริง แม้ถึงอย่างนั้น พระเถระได้กล่าวย้ำไว้ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ในจำนวนคน ๒ ประเภทนั้นดังนี้เป็นต้น เพื่อแสดงเหตุนั้นให้ชัดกว่าแต่ก่อน เพราะเหตุที่ตนมีปฏิภาณเฉียบแหลม.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺเสตํ ปาฏิกงฺขํ (เขาหวังได้เหตุนั้น) ดังนี้.

อธิบายว่า บุคคลนั้นพึงหวังได้เหตุนั้น คือพึงคาดหมายได้ว่า คนนั้นจักประสบเหตุนี้แหละ ไม่ใช่เหตุอย่างอื่น หมายความว่า เป็นสิ่งที่มีได้แน่นอน.

ท่านพระสารีบุตรกล่าวหมายเอาการไม่ยังฉันทะให้เกิดขึ้นเป็นต้น ที่ท่านได้กล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า เขาจักไม่ให้ความพอใจเกิดขึ้น.

แม้ในจำนวนข้อความเหล่านั้น ข้อความว่า เขาจักให้ฉันทะเกิดขึ้น คือเขาเมื่อไม่รู้ก็จักไม่ให้ความพอใจอยากจะทำเกิดขึ้น เพื่อจะละกิเลสเพียงดังเนินนั้น.

บทว่า น วายมิสฺสติ แปลว่า จักไม่พยายาม คือจักไม่ทำความพยายามให้มีกำลังมากไปกว่านั้นเลย.

ข้อว่า น วิริยํ อารภิสฺสติ (จักไม่ปรารภความเพียร) ความว่า จักไม่ปรารภความเพียรที่เป็นตัวกำลังเอาเลย. อธิบายว่า จักไม่ยังความเพียรให้เป็นไป.

บทว่า สงฺคโณ (กิเลสดุจเนิน) คือมีกิเลสดุจเนินด้วยเนินทั้งหลายมีราคะเป็นต้นเหล่านี้.

บทว่า สงฺกิลิฏฺฐจิตฺโต (เป็นผู้มีจิตเศร้าหมองแล้ว) คือ เป็นผู้มีจิตมัวหมอง ได้แก่มีจิตขุ่นมัวเอามากๆ เพราะเนินคือกิเลสเหล่านั้นเอง ได้แก่เป็นผู้มีจิตถูกกิเลสเพียงดังเนินเหล่านั้นเบียดเบียน มีจิตถูกกิเลสเพียงดังเนินเหล่านั้นเผาลนเอาทีเดียว.

บทว่า กาลํ กริสฺสติ (จักมรณภาพ) คือจักตาย.

บทว่า เสยฺยถาปิ คือ เสยฺยถา นาม เปรียบเหมือนว่า.

บทว่า กํสปาติ (ถาดทองสัมฤทธิ์) คือ ภาชนะที่ทำด้วยทองสัมฤทธิ์.

บทว่า อาภตา คือ เอามา.

บทว่า อาปณา วา กมฺมารกุลา วา (จากตลาดหรือตระกูลของช่างทอง) คือจากร้านตลาด หรือจากบ้านของช่างทองผู้ทำถาดทองสัมฤทธิ์.

บทว่า รเชน (ถูกละออง) คือ ถูกละอองที่จรมามีฝุ่นเป็นต้น (ปลิวมาเกาะ).

บทว่า มเลน (ถูกสนิม) คือ ถูกสนิมโลหะที่เกิดกับถาดทองสัมฤทธิ์นั่นเอง (จับ).

บทว่า ปริโยนทฺธา (จับ) คือ เกาะหุ้มอยู่ทั่วไป

บทว่า น จ ปริโยทเปยฺยํ (ไม่ได้ขัดถู) คือ ไม่ได้ทำความสะอาดด้วยวิธีล้างและขัดสีเป็นต้น.

บทว่า รชาปเถ (ทางฝุ่น) คือ ในที่ที่มีละออง.

อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะ (บาลีในพระไตรปิฎก) ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน. อธิบายว่า เก็บไว้ในที่ที่ละอองปลิวมาถึง คือในที่ที่ละอองฟุ้ง หรือเก็บไว้ใต้เตียง หรือยุ้งแกลบ หรือภายในภาชนะเหมือนกับเอาละอองโรยใส่.

ในข้อว่า สงฺกิลิฏฺฐตรา อสฺส มลคฺคหิตา (มีแต่จะมัวหมองมีสนิมเกาะมาก) นี้มีคำอธิบายว่า รังแต่จะมัวหมองขึ้นกว่าเดิม เพราะเก็บไว้ในที่ทางที่มีละออง คือถูกสนิมเกาะขึ้นมากกว่าเดิม เพราะไม่ได้ใช้และไม่ได้ทำความสะอาด มิใช่หรือ?

ก็คำว่า (มีแต่จะมัวหมองมีสนิมเกาะมากมิใช่หรือ) นี้เป็นคำย้อนถาม. เพราะฉะนั้น พึงทราบอรรถาธิบายคำย้อนถามนั้น ดังต่อไปนี้ว่า

ท่านขอรับ (โมคคัลลานะ) ถาดทองสัมฤทธิ์ใบนั้นที่เขาทำอย่างนี้ ภายหลังจะหมองมากกว่าเดิม และจะมีสนิมเกาะมากกว่าเดิม จนยากที่จะรู้ได้หรือไม่รู้ได้ว่า เป็นถาดดินหรือเป็นถาดทองสัมฤทธิ์.

พระเถระเมื่อจะรับรองคำนี้ จึงกล่าวว่า เป็นอย่างนั้นนั่นแหละท่าน.

พระธรรมเสนาบดี (สารีบุตร) เมื่อจะยืนยันข้ออุปไมยอีกครั้ง จึงได้กล่าวคำมีอาทิไว้ว่า เอวเมว โข (ก็เหมือนกันนั่นแหละ).

ในคำนั้นควรทราบการเปรียบเทียบคำอุปมากับคำอุปไมย ดังต่อไปนี้ :-

บุคคลที่ยังมีกิเลสเพียงดังเนินอยู่ เปรียบเหมือนถาดสัมฤทธิ์ที่มัวหมอง การที่บุคคลนั้นเมื่อจะได้บวช ก็กลับได้บวชในสำนักของบุคคลผู้ขวนขวายในอเนสนาทั้งหลายมีเวชกรรม (เป็นหมอ) เป็นต้น เปรียบเหมือนการทอดทิ้งถาดทองสัมฤทธิ์ที่มัวหมองอยู่แล้วไว้ในที่ทางที่มีละอองเพราะไม่ได้ใช้สอยเป็นต้น. การทำอเนสนามีเวชกรรมเป็นต้นแห่งบุคคลนั้นผู้สำเหนียกอยู่ตามอาจารย์และอุปัชฌายะ ตามลำดับ (และ) การมรณภาพทั้งที่ยังมีกิเลสเพียงดังเนินของบุคคลผู้ดำรงอยู่ในวีติกกมโทษ คือการทำอเนสนามีเวชกรรมเป็นต้น (เป็นหมอเหมือนอาจารย์) เปรียบเหมือนภาวะของถาดทองสัมฤทธิ์ที่มัวหมองอยู่แล้ว กลับมัวหมองยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมอีก.

อีกอย่างหนึ่ง การมรณภาพทั้งๆ ที่ยังมีกิเลสเพียงดังเนินอยู่แห่งเขาผู้ดำรงอยู่ในวีติกกมโทษนี้ตามลำดับ คือการต้องอาบัติทุกกฏ และทุพภาสิต (เปรียบเหมือนภาวะของถาดทองสัมฤทธิ์ที่มัวหมองอยู่แล้ว กลับมัวหมองขึ้นไปอีก).

อีกอย่างหนึ่ง การมรณภาพทั้งๆ ที่ยังมีกิเลสเพียงดังเนินอยู่ของเขาผู้ดำรงอยู่ในวีติกกมโทษนี้ตามลำดับ คือการต้องอาบัติปาจิตตีย์และถุลลัจจัย การต้องอาบัติสังฆาทิเสส การต้องอาบัติปาราชิก และการทำอนันตริยกรรมมีการฆ่ามารดาเป็นต้น (เปรียบเหมือนภาวะของถาดทองสัมฤทธิ์ที่มัวหมองอยู่แล้ว กลับมัวหมองยิ่งขึ้นไปอีก).

แต่ในข้อความนี้ว่า จักเป็นผู้มีจิตเศร้าหมอง มรณภาพ ไม่ควรเห็นอรรถาธิบายอย่างนี้ว่า จักมรณภาพด้วยอกุศลจิต. เพราะสัตว์ทุกตัวตนตายโดยปกติจิต คือโดยภวังคจิตกันทั้งนั้น แต่คนคนนี้ยังไม่ชำระจิตสันดานให้สะอาดก่อนแล้วจึงตาย ดังนี้แล พึงทราบอรรถาธิบายว่า พระสารีบุตรกล่าวข้อความไว้อย่างนี้ หมายเอาอรรถาธิบายข้อนี้.

ในทุติยวารมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า ปริโยทเปยฺยุํ (ควรขัดถู) ความว่า ทำให้สะอาด คือให้เป็นเช่นกับกระจกเงา ด้วยการล้างการขัดและการถูด้วยขี้เถ้าละเอียดเป็นต้น.

ข้อว่า น จ นํ รชาปเถ (ไม่ควรเก็บมันไว้ในที่ทางที่มีละออง) ความว่า ไม่ควรเก็บไว้ในที่ดังที่กล่าวมาก่อนแล้ว แต่ควรวางไว้ในกล่องหรือหีบหรือห่อ แล้วเอาแขวนไว้ที่ไม้สำหรับแขวนสิ่งของ (นาคทันตะ).

คำที่ยังเหลืออยู่ ควรถือเอาตามแนวแห่งนัยที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นเถิด.

แต่ในทุติยวารนี้ ควรทราบการเปรียบเทียบระหว่างข้ออุปมากับอุปไมยดังต่อไปนี้ว่า

ภัพพบุคคล (ผู้พอบรรลุมรรคผลได้) ที่ยังมีกิเลสเพียงดังเนินอยู่ เปรียบเหมือนถาดทองสัมฤทธิ์ที่มัวหมอง การที่บุคคลนั้นกลับได้บวชในสำนักของผู้มีศีลเป็นที่รัก เหมือนกับทำการใช้ถาดทองสัมฤทธิ์ที่มัวหมองเป็นต้น แล้วเก็บไว้ในสถานที่ที่สะอาด.

อาจารย์และอุปัชฌาย์เหล่าใดตักเตือนพร่ำสอน (เขา) เห็นความประมาทแม้เพียงเล็กน้อยก็ทำทัณฑกรรมแล้วให้สำเหนียกบ่อยๆ การมรณภาพขณะที่ไม่มีกิเลสเพียงดังเนินแห่งเขาผู้สำเหนียกตามอาจารย์และอุปัชฌายะนั้น ดำรงอยู่ในคุณธรรมนี้ คือการประพฤติปฏิบัติชอบนี้ตามลำดับ เหมือนกับภาวะของถาดทองสัมฤทธิ์ที่มัวหมอง แต่สะอาดหมดจดในภายหลัง.

อีกอย่างหนึ่ง การมรณภาพขณะที่ไม่มีกิเลสเพียงดังเนินแห่งเขาผู้ดำรงอยู่ในการยืนหยัดอยู่ในศีลอันบริสุทธิ์ การเรียนเอาพระพุทธพจน์พอเหมาะสมสำหรับตนแล้วสมาทานธุดงค์ รับเอาพระกรรมฐานที่เกื้อกูลแก่ตน ทิ้งการอยู่ในเสนาสนะใกล้บ้านแล้วอยู่ในเสนาสนะที่สงัดนี้ตามลำดับ เปรียบเทียบกับภาวะของถาดทองสัมฤทธิ์ที่มัวหมอง แต่สะอาดหมดจดในภายหลัง.

อีกอย่างหนึ่ง การมรณภาพขณะที่ไม่มีกิเลสเพียงดังเนินในวาระสุดท้ายนั่นเอง (ปรินิพพาน) แห่งท่านผู้ดำรงอยู่ในการทำบริกรรมกสิณแล้วข่มกิเลสไว้ได้ ด้วยการยังสมาบัติทั้ง ๘ ให้เกิดขึ้น การออกจากฌานที่เป็นบาทของวิปัสสนาแล้วกั้นกิเลสไว้ได้ด้วยตทังคปหาน (การละกิเลสบางอย่างได้ด้วยองค์นั้น เช่นละสุภารมณ์ได้ด้วยการพิจารณาอสุภะเป็นต้น) จึงบรรลุโสดาปัตติผลด้วยวิปัสสนา ฯลฯ และการทำอรหัตให้แจ่มแจ้งแก่ตน (เปรียบเหมือนกับภาวะของถาดที่มัวหมองแต่สะอาดหมดจดในภายหลัง).

ในตติยวารมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า สุภนิมิตฺตํ ได้แก่ อารมณ์ที่น่าปรารถนาเป็นที่ตั้งของราคะ.

บทว่า มนสิ กริสฺสติ (จักใส่ใจ) ความว่า เมื่อสุภนิมิตนั้นมีอยู่ เขาก็จักระลึกถึงนิมิตนั้น.

บทว่า ตสฺส สุภนิมิตฺตสฺส มนสิการา (เพราะการใส่ใจถึงสุภนิมิตของเขา) ได้แก่ เพราะเหตุแห่งการใส่ใจถึงสุภนิมิตของบุคคลนั้น.

บทว่า อนุทฺธํเสสฺสติ (จักตามรบกวน) คือ จักเบียดเบียน ได้แก่จักครอบงำ (จิตของเขา). อธิบายว่า ราคะพึงทราบว่าเมื่อเกิดขึ้นตัดขาดการปฏิบัติกุศล เป็นอกุศลชวนะเสียเอง ตามขจัดกุศลจิต สถิตอยู่.

คำที่ยังเหลืออยู่ ควรถือเอาตามแนวแห่งนัยที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นเถิด.

แต่ในตติยวารนี้ควรทราบการเปรียบเทียบกันระหว่างอุปไมย ดังต่อไปนี้ว่า

บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน มีกิเลสน้อยตามปกติ เหมือนกับถาดทองสัมฤทธิ์ที่สะอาด การที่บุคคลนั้นจะได้บวช (ก็กลับได้บวชในสำนักของบุคคลผู้ขวนขวายในอเนสนามีเวชกรรมเป็นต้น) เหมือนกับการไม่ทำการใช้เป็นต้นซึ่งถาดทองสัมฤทธิ์ที่สะอาดแล้ว ยังเก็บไว้ในที่ที่มีละออง (อีก).

ต่อไปจากนี้ ทุกคำเหมือนกับในปฐมวารทั้งสิ้น.

ในจตุตถวารมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

ข้อว่า สุภนิมิตฺตํ น มนสิ กริสฺสติ (จักไม่ใส่ใจถึงสุภนิมิต) ความว่า จักไม่ระลึกถึงนิมิตนั้น เพราะไม่มีการเว้นห่างจากสติในเพราะนิมิตนั้น.

ถ้อยคำที่เหลือ พึงทราบตามแนวแห่งทุติยวารเถิด.

คำมีอาทิว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ บุคคลนี้แลมีนัยดังที่ได้กล่าวไว้ในคำมีอาทิว่า ยโต นุโข นั้นแหละ.

เนินคืออะไร?

[๕๖] บัดนี้ ท่านพระสารีบุตรผู้ถูกท่านพระมหาโมคคัลลานะ ที่ประสงค์จะให้ท่านอธิบายว่ากิเลสเพียงดังเนินนั้นให้ชัด โดยประการต่างๆ ถามแล้ว โดยนัยมีอาทิว่า คำที่ท่านเรียกว่า เนิน เนิน ได้แก่อะไร? ดังนี้ เมื่อจะตอบคำถามนั้น จึงได้กล่าวคำมีอาทิว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ คำว่า เนิน นี้เป็นชื่อของอกุสลธรรมที่ชั่วช้าแล.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิจฺฉาวจรานํ (เป็นแดนของอิจฉา) มีเนื้อความว่า (อกุศล) เป็นที่เที่ยวไปแห่งความอยาก คือความโกรธและความน้อยใจนานัปการ ที่ข้ามลงคือเป็นไปแล้วด้วยอำนาจแห่งความอยาก.

[๕๗] ข้อว่า ยํ อิเธกจฺจสฺส (เหตุที่ให้ความอยากเกิดขึ้นแก่ภิกษุบางรูปในพระศาสนานี้) มีอรรถาธิบายว่า ความอยากนี้พึงเกิดขึ้นแก่ภิกษุบางรูปโดยเหตุอย่างใด เหตุอย่างนั้นที่เป็นฐานแห่งความอยากนั้น มีอยู่ คือยังมี ได้แก่ยังหาได้.

บทว่า อาปนฺโน อสฺสํ เท่ากับ อาปนฺโน ภเวยฺยํ แปลว่า พึงเป็นผู้ต้องอาบัติแล้ว.

ประโยคว่า น จ ภิกฺขู ชาเนยฺยุํ เท่ากับ ภิกฺขู จ มํ น ชาเนยฺยุํ (แปลว่า และขออย่าให้ภิกษุทั้งหลายรู้จักเรา).

ในเรื่องที่ไม่ให้ภิกษุทั้งหลายรู้จักนี้ มีอะไรเป็นเหตุ?

มีความที่เธอเป็นผู้มีความต้องการลาภ เป็นเหตุ.

อธิบายว่า ภิกษุผู้มีความต้องการลาภตามปกติแล้ว ก็เป็นผู้ทำบุญไว้และเป็นผู้ที่มนุษย์ทั้งหลายพากันสักการะทำความเคารพ จึงคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุต้องอาบัติแล้ว พระเถระทั้งหลายรู้เข้าจะบอกแก่พระภิกษุผู้ปานกลางทั้งหลาย ภิกษุปานกลางทั้งหลายจะบอกแก่ภิกษุทั้งหลายที่ยังใหม่ ภิกษุใหม่ทั้งหลายจะบอกแก่คนทั้งหลายมีคนเฝ้าวิหารเป็นต้น (คนกินเดนในวิหาร) คนเฝ้าวิหารเหล่านั้นจะบอกแก่ภิกษุณีทั้งหลายผู้มารับโอวาท บริษัททั้ง ๔ ก็จะรู้กันไปตามลำดับอย่างนี้ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว อันตรายแห่งลาภก็จะมีแก่เรานั้น น่าละอายใจจริง? ถึงเราจะต้องอาบัติจริงแล้ว ขอภิกษุทั้งหลายอย่ารู้จักเราเลย.

ข้อว่า ยํ ตํ ภิกฺขุํ ภิกฺขู ชาเนยฺยุํ (เหตุที่ภิกษุทั้งหลายพึงรู้ภิกษุนั้น) ความว่า เหตุที่จะให้ภิกษุเหล่าอื่นรู้เรื่องภิกษุนั้นมีจริง คือมีอยู่ทีเดียว ไม่ใช่ไม่มี เพราะว่าพระเถระทั้งหลายรู้เข้าแล้ว ก็จะบอกแก่ภิกษุปานกลางทั้งหลาย. เมื่อเป็นอย่างนี้ เธอก็จะเป็นผู้ปรากฏในบริษัททั้ง ๔ โดยนัยที่ได้กล่าวมาก่อนแล้ว. และเธอปรากฏอย่างนี้แล้วจะเป็นผู้อัปยศ เข้าไปบ้านตั้ง ๑๐๐ บ้าน เช็ดเท้าที่ธรณีประตูตั้ง ๑๐๐ แห่งก็จะออกมาด้วยบาตรเปล่า. ต่อแต่นั้นไป ภิกษุทั้งหลายก็จะรู้จักเราว่าเป็นผู้ต้องอาบัติ.

อนึ่ง เธอครั้นคิดว่าเราถูกพระภิกษุเหล่านั้นทำให้เสียหายไปแล้วด้วยอาการอย่างนี้ ก็จะเป็นผู้ขุ่นเคืองเพราะเหตุอย่างนี้.

ความโกรธ คือความน้อยใจเป็นเนิน

บทว่า อปฺปตีโต (จะเป็นผู้น้อยใจ) คือเธอจะเป็นผู้โกรธเคือง ได้แก่ถูกความโกรธครอบงำด้วย จะเป็นผู้น้อยใจ คือถูกความเสียใจครอบงำด้วยเพราะเหตุการณ์นี้.

ในข้อว่า โย เจว โข อาวุโส โกโป โย จ อปฺปจฺจโย อุภยเมตํ องฺคณํ (ท่านผู้มีอายุ ความโกรธเคืองและความน้อยใจ ทั้งคู่นี้ชื่อว่าเนิน) นี้ ควรทราบอรรถาธิบายอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุ ความขุ่นเคืองที่สงเคราะห์เข้าในสังขารขันธ์ด้วย ความน้อยใจที่สงเคราะห์เข้าในเวทนาขันธ์ด้วย ทั้งคู่นี้ชื่อว่าเนิน และคำนี้ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้เป็นเช่นนั้น แต่ความโลภ ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถเป็นส่วนเบื้องต้นของกิเลสเพียงดังเนินนี้.

ส่วนโมหะเป็นอันถือเอาแล้วเหมือนกัน ด้วยสามารถแห่งการประกอบเข้าด้วยกัน (กับโลภะ) แล้ว.

[๕๘] บทว่า อนุรโห มํ (ควรฟ้องเราในที่ลับ) มีเนื้อความว่า ภิกษุเช่นกับรูปแรก (ที่ต้องอาบัติ) ปรารถนาให้ภิกษุทั้งหลายพาตนเข้าไปสู่เสนาสนะท้ายวิหารปิดประตู แล้วจึงฟ้อง.

บทว่า ฐานํ โข ปเนตํ (ก็ข้อนี้แลเป็นเหตุ) หมายความว่า เหตุนี้มีได้ คือภิกษุทั้งหลายผู้ฉลาดได้รับแนะนำ แล้วควรเอาภิกษุนั้นไปสู่ท่ามกลางบริษัท ๔ แล้วจึงฟ้องโดยนัยมีอาทิว่า ท่านทำเวชกรรมในที่ชื่อโน้น.

ส่วนข้อความว่า เธอจะเป็นผู้ปรากฏในบริษัท ๔ จะปรากฏอย่างนี้ด้วย ถูกความเสื่อมยศครอบงำแล้วด้วย ทั้งหมดเหมือนกับข้อความในตอนต้นนั่นแหละ.

คนผู้เท่าเทียมกัน

[๕๙] บทว่า สปฺปฏิปุคฺคโล (คนผู้เท่าเทียมกัน) คือคนตรงกันข้ามที่เท่าเทียม.

คำว่า เท่าเทียมกัน คือ ต้องอาบัติเหมือนกัน.

คำว่า คนตรงกันข้าม คือ ผู้เป็นโจทก์.

ภิกษุนี้ต้องการให้ฟ้องโดยภิกษุที่ต้องอาบัติเหมือนกัน (เพราะว่า) เธอเข้าใจว่า อาจจะพูด (ค้าน) ได้ว่า ท่านเองก็ต้องอาบัตินี้ ก่อนอื่นท่านจงทำคืนอาบัตินั้น ภายหลังจึงฟ้องผม.

อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้เสมอกันแม้โดยชาติเป็นต้น ชื่อว่าคนเท่าเทียมกัน.

อธิบายว่า ภิกษุนี้ต้องการให้ฟ้องโดยภิกษุผู้เสมอกันด้วยคุณสมบัติทั้งหลายแม้มีอาทิอย่างนี้ คือด้วยชาติ ด้วยตระกูล ด้วยความเป็นพหูสูต ด้วยความฉลาด (และ) ธุดงค์ของตน. (เธอ) เข้าใจว่า ทุกข์อย่างยิ่งที่บุคคลเช่นนั้นกล่าวแล้วย่อมไม่มี.

คนตรงข้าม (โจทก์) ที่ไม่คู่ควรกัน ชื่อว่าคนที่ไม่เท่าเทียมกัน ในคำนี้ว่า ไม่ใช่คนที่ไม่เท่าเทียมกัน. มีอธิบายว่า คนที่เป็นคู่ศัตรูเป็นคู่ต่อสู้ ชื่อว่าไม่ควรเป็นโจทก์ เพราะไม่เสมอเหมือนกันโดยอาบัติเป็นต้นเหล่านี้.

ข้อว่า อิติ โส กุปิโต (เพราะเหตุอย่างนี้ เขาจะเป็นผู้โกรธเคือง) มีเนื้อความว่า เพราะเหตุอย่างนี้เขาจะเป็นผู้แค้นเคืองอย่างนี้ เพราะการฟ้องของผู้ไม่เท่าเทียมกันนี้.

[๖๐] ในจตุตถวาร (ตอนว่าด้วยอิจฉาวจรที่ ๔) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

ศัพท์ อโห วต (โอหนอ) ปรากฏในคำตำหนิก็มี เช่นว่า เฮ้ยน่าทุเรศจริง ท่านผู้เป็นบัณฑิตของพวกเรา คือว่า เฮ้ยน่าทุเรศจริง ท่านผู้เป็นพหูสูต และเป็นผู้บรรลุวิชชา ๓ ของเราทั้งหลาย. ปรากฏในความปรารถนา (ก็มี) เช่นว่า น่าชื่นใจจริง คนทั้งหลายจะต้องอภิเษก เราผู้ยังหนุ่มยังแน่นอยู่ไว้ในราชสมบัติ. ในที่นี้ปรากฏในความปรารถนาเท่านั้น

คำว่า ปุจฺฉิตฺวา ปุจฺฉิตฺวา (ตรัสถามแล้ว) คือ ตรัสถามแล้ว ตรัสถามเล่า.

ภิกษุผู้มีความต้องการลาภนี้อยากให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงย้อนถามตน แต่ต้องการให้ถามปัญหานั้นด้วยถ้อยคำเพื่อให้คล้อยตาม ไม่ใช่ตรัสถามถึงมรรคผล หรือวิปัสสนา ทำให้มีช่องโหว่ไว้. เพราะว่า ภิกษุรูปนี้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงย้อนถามพระมหาเถระทั้งหลายมีพระสารีบุตรเป็นต้นในท่ามกลางบริษัทอย่างนี้ว่า สารีบุตร โมคคัลลานะ กัสสปะ ราหุล เธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร? คือ จักษุเที่ยงหรือไม่เที่ยง แล้วทรงแสดงธรรมไป เห็นพวกมนุษย์กล่าวสรรเสริญคุณของพระเถระเหล่านั้นอยู่ว่า พระเถระผู้เป็นบัณฑิตทั้งหลาย พระศาสดาทรงพอพระทัย ดังนี้ และเห็นพวกเขาน้อมลาภสักการะไปถวายพระเถระเหล่านั้นอยู่ เพราะฉะนั้น เธอเมื่อปรารถนาลาภสักการะนั้น ครั้นคิดอย่างนี้แล้ว ออกไปยืนตรงพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเหมือนท่อนไม้ที่วางไว้.

บทว่า โส กุปิโต (เธอโกรธเคืองแล้ว) ความว่า ภายหลัง พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่สนพระทัยเธอเลย แต่ตรัสถามพระเถระรูปอื่น แล้วทรงแสดงธรรมไป เพราะฉะนั้น เธอจึงโกรธเคืองทั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าและพระเถระ.

โกรธเคืองพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างไร?

โกรธเคืองพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า เราตั้งแต่บวช ไม่รู้จักการออกไปนอกบริเวณพระคันธกุฎี ทุกเวลาไม่เคยห่างเป็นเช่นกับเงา แม้เพียงแต่จะตรัสถามเรา แล้วทรงแสดงธรรมเทศนาก็ไม่มี ทรงถามพระเถระที่ทรงเห็นเพียงครู่เดียวเท่านั้น แล้วก็ทรงแสดงธรรม.

โกรธเคืองพระเถระอย่างไร?

โกรธเคืองพระเถระอย่างนี้ว่า พระแก่รูปนี้นั่งตรงพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าเหมือนกับตอไม้ เมื่อไรนะพระเถระผู้เป็นธรรมกัมมิกะ (ทำงานเกี่ยวกับธรรม) จักให้พระแก่รูปนี้ถึงฐานะแห่งอภัพพบุคคล (ผู้ไม่ควรบรรลุมรรคผล) แล้วขับออกไป (จากหมู่คณะ) เพราะว่า ถ้าไม่มีภิกษุรูปนี้ในวิหารนี้ไซร้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงเจรจากับเราแน่นอน.

พระโกรธ

[๖๑] บทว่า ปุรกฺขตฺวา ปุรกฺขตฺวา (ทำไว้ข้างหน้า ทำไว้ข้างหน้า) คือทำไว้ (ให้อยู่) ข้างหน้า. มีคำอธิบายว่า ห้อมล้อม (ทั้งข้างหน้าและข้างหลัง).

แม้ภิกษุรูปนี้ก็เป็นผู้อยากได้ลาภเหมือนกัน. เพราะว่า ภิกษุรูปนี้เห็นภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพหูสูตเข้าบ้านพร้อมกับภิกษุผู้เป็นบริวาร กำลังไหว้เจดีย์ และเห็นอุบาสกทั้งหลายผู้เลื่อมใส (ภิกษุเหล่านั้น) เพราะเห็นคุณธรรมข้อนั้นของท่านเหล่านั้น แสดง (ทำ) อาการของผู้เลื่อมใสอยู่ เพราะฉะนั้น เธอจึงต้องการอย่างนี้.

บทว่า กุปิโต (โกรธเคืองแล้ว) หมายความว่า ภิกษุแม้รูปนี้โกรธเคืองในเพราะเหตุ ๒ สถาน คือโกรธเคืองต่อภิกษุทั้งหลายและพระเถระ.

โกรธเคืองภิกษุทั้งหลายอย่างไร?

โกรธเคืองภิกษุทั้งหลายอย่างนี้ว่า ภิกษุเหล่านี้ถือเอาเฉพาะจีวรหรือบิณฑบาตที่เกิดขึ้นแก่เรานั้นบริโภคอยู่ แต่ผู้จะมาข้างหลังรับบาตรจีวรของเราก็ไม่มี.

โกรธเคืองพระเถระอย่างไร?

โกรธเคืองพระเถระว่า พระเถระแก่รูปนี้ (ไป) ปรากฏตัวในที่นั้นๆ เมื่อไรหนอ พระธรรมกัมมิกะจักจับเขาออกไป เมื่อไม่มีพระแก่รูปนี้ ภิกษุทั้งหลายก็จักห้อมล้อมเราคนเดียวเป็นแน่.

[๖๒] บทว่า ภตฺตตฺเค (โรงฉัน) คือ สถานที่สำหรับฉัน (หอฉัน).

บทว่า อคฺคาสนํ (ที่นั่งชั้นยอด) คือที่นั่งสำหรับพระสังฆเถระ.

บทว่า อคฺโคทกํ (น้ำที่เลิศ) คือทักษิโณทก (น้ำที่ถวายด้วยความเคารพ).

บทว่า อคฺคปิณฺฑํ (บิณฑบาตที่เลิศ) คือบิณฑบาตสำหรับพระสังฆเถระ.

อีกอย่างหนึ่ง ในที่ทุกแห่ง คำว่า เลิศ นี้เป็นคำใช้เรียกสิ่งของที่ประณีต.

บรรดาความปรารถนาทั้ง ๒ อย่างนี้ ความปรารถนาว่า เราคนเดียวควรได้ ดังนี้ ไม่มีโทษหนักมากเท่าไร. แต่ความปรารถนาว่า ภิกษุอื่นไม่ควรได้ ดังนี้ มีโทษหนักมาก.

ภิกษุผู้มีความต้องการลาภรูปนี้เป็นผู้ที่น่าเลื่อมใสโดยการครองจีวรเป็นต้น บางครั้งก็บวช บางครั้งก็สึก เพราะเหตุนั้น เธอเมื่อภายหลังไม่ได้ที่นั่งเป็นต้นที่ตนเคยได้นั่งมาแล้วในตอนก่อน จึงคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุนั้นไม่ควรจะได้. ภิกษุรูปนั้นเมื่อที่นั่งชั้นยอดเป็นต้นถึงแก่พระเถระทั้งหลาย (พระเถระนั่งแล้ว) สำหรับพระรุ่นกลางและพระรุ่นใหม่เหล่าอื่น ก็ทำนองเดียวกันนั้น บางครั้งก็ได้ที่นั่งธรรมดาสามัญหรือที่นั่งที่ต่ำกว่าที่นั่งทั้งหมด หรือไม่ได้เลย.

บทว่า กุปิโต (โกรธเคืองแล้ว) คือ ภิกษุรูปนี้เองโกรธเคืองในเพราะเหตุ ๒ สถาน คือ (โกรธเคือง) คนทั้งหลายและพระเถระทั้งหลาย.

โกรธเคืองคนทั้งหลายอย่างไร?

(โกรธเคือง) คนทั้งหลายอย่างนี้ว่า คนเหล่านี้อาศัยเรา จึงได้ภิกษุทั้งหลาย (มา) ในงานมงคลเป็นต้น (เมื่อก่อน) เขาพากันพูดว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ขอพระคุณเจ้าได้กรุณาพาภิกษุจำนวนเท่านี้ (ไป) ทำความอนุเคราะห์แก่กระผมทั้งหลายเถิด แต่เดี๋ยวนี้เขาได้พาเอาพระเถระแก่ผู้เพียงแต่ได้เห็นชั่วประเดี๋ยวเดียวไป เรื่องนี้ช่างเถิด ต่อไปนี้เมื่อกิจของเขาเหล่านี้เกิดขึ้น เราจักรู้ (แก้มือ).

โกรธเคืองพระเถระอย่างไร?

โกรธเคืองพระเถระอย่างนี้ว่า ถ้าธรรมดาไม่มีพระเถระเหล่านี้ไซร้ คนทั้งหลายต้องนิมนต์เฉพาะเราเท่านั้น.

[๖๓] บทว่า อนุโมเทยฺยํ (ควรอนุโมทนา) คือ ควรทำอนุโมทนา. แม้ภิกษุรูปนี้เป็นผู้มีความต้องการลาภ รู้การอนุโมทนาเป็นตอนๆ แบบธรรมดาๆ. เธอคิดปรารถนาอย่างนี้ว่า ณ สถานที่อนุโมทนา แม่บ้านจะพากันมามาก พวกเขาจำเราได้แล้ว ต่อไปจักถวายภักษาหารเป็นถาดๆ.

บทว่า ฐานํ (เหตุที่ตั้ง) ความว่า การอนุโมทนาเป็นภาระ หน้าที่ของภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพหูสูต เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวอธิบายไว้ว่า ภิกษุผู้เป็นพหูสูตควรอนุโมทนา.

____________________________

ปาฐะเป็น อนุโมทนาภาโว แต่ฉบับที่พม่าเป็น อนุโมทนา ภาโร จึงแปลตามฉบับพม่า ความดีกว่า.

บทว่า กุปิโต (โกรธเคืองแล้ว) หมายความว่า ภิกษุรูปนี้เองจะโกรธเคืองในเพราะเหตุ ๓ สถาน คือ โกรธเคืองคนทั้งหลาย ๑ โกรธเคืองพระเถระ ๑ โกรธเคืองพระธรรมกถึก ๑.

โกรธเคืองคนทั้งหลายอย่างไร?

โกรธเคืองคนทั้งหลายอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนคนเหล่านี้เข้ามาหาเราคนเดียว แล้วขอร้องว่า ขอนิมนต์ท่านนาคเถระของเราทั้งหลายจงอนุโมทนา ขอนิมนต์ท่านสุมนเถระของเราทั้งหลายจงอนุโมทนา แต่วันนี้ไม่พูด (ไม่นิมนต์).

โกรธเคืองพระเถระอย่างไร?

โกรธเคืองพระเถระอย่างนี้ว่า พระสังฆเถระรูปนี้ไม่กล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงพากันเข้าไปหาพระนาคเถระ พระสุมนเถระผู้เป็นพระประจำตระกูลของท่านทั้งหลาย ท่านผู้นี้จักอนุโมทนา.

โกรธเคืองพระธรรมกถึกอย่างไร?

โกรธเคืองพระธรรมกถึกอย่างนี้ว่า พอท่านพระเถระพูดจบเท่านั้น เห็น (ท่านพระธรรมกถึก) รนราน เหมือนไก่ถูกตี ผู้จะฉุดคร่าพระรูปนี้ออกไปก็ไม่มี เพราะว่า เมื่อไม่มีพระรูปนี้ เราคนเดียวต้องอนุโมทนา.

[๖๔] บทว่า อารามคตานํ (ผู้มาสู่อาราม) คือ ผู้ประชุมกันอยู่ในวิหาร.

แม้ภิกษุรูปนี้ผู้มีความต้องการลาภ รู้ธรรมกถาเป็นตอนๆ แบบธรรมดาๆ เธอเห็นภิกษุทั้งหลายผู้นั่งประชุมกันฟังธรรมเนืองนิตย์ ตลอดทั้งคืนตั้ง ๒-๓ ร้อยโยชน์ในที่เช่นนั้น พากันพอใจทีเดียว หรือเห็นภิกษุหนุ่มหรือสามเณรกำลังให้สาธุการด้วยเสียงดังว่า สาธุ สาธุ อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายพากันถามภิกษุทั้งหลายที่ไปในบ้านในวันที่ ๒ ต่อจากนั้นว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ พระพวกไหนแสดงธรรม ภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า รูปโน้น รูปโน้น คนทั้งหลายได้ยินดังนั้นแล้ว เลื่อมใสจะพากันทำสักการะแก่พระธรรมกถึกมาก. ภิกษุรูปนั้นเมื่อปรารถนาลาภนั้นย่อมคิดอย่างนี้.

[๖๕] บทว่า ฐานํ (เหตุที่ตั้ง) ความว่า การแสดงธรรมเทศนาเป็นภาระของ (ภิกษุทั้งหลาย) ผู้เป็นพหูสูต ผู้ฉลาดในการวินิจฉัย เพราะเหตุนั้น จึงมีคำอธิบายไว้ว่า ภิกษุผู้เป็นพหูสูตควรแสดงธรรม.

บทว่า กุปิโต (โกรธเคืองแล้ว) ความว่า เมื่อไม่ได้โอกาสกล่าวเพียงคาถาที่ประกอบด้วยบท ๔ บท ก็จะโกรธเคืองตัวเองที่เป็นคนโง่ว่า เพราะเราเขลาเบาปัญญา ที่ไหนจักได้แสดงธรรม.

บทว่า ภิกฺขุนีนํ (ภิกษุณีทั้งหลาย) ความว่า แก่ภิกษุณีทั้งหลายผู้มาสู่อารามแล้วประชุมกันเพื่อรับโอวาท เพื่ออุทเทศ เพื่อการทดสอบหรือเพื่อทำการบูชา.

แม้ภิกษุรูปนี้ผู้มีความต้องการลาภ เธอจะมีความคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุณีเหล่านี้บวชจากตระกูลใหญ่ เมื่อพวกเธอเข้าไปนั่งในตระกูลทั้งหลาย คนทั้งหลายจักพากันถามว่า ท่านทั้งหลายพากันรับโอวาทหรืออุทเทศหรือทดสอบในสำนักของใคร จากการถามนั้น ภิกษุณีทั้งหลายจักบอกว่า พระคุณเจ้าชื่อโน้นผู้เป็นพหูสูต ท่านทั้งหลายจงถวาย (ของ) กระทำ (สักการะ) แก่ท่าน เพราะเหตุนั้น ความต้องการอย่างนี้จึงเกิดขึ้นแก่เธอ.

บทว่า ฐานํ (เหตุที่ตั้ง) ความว่า เป็นธรรมดากิจวัตรมีการโอวาทเป็นต้น เป็นภาระของภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพหูสูต เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวอธิบายไว้ว่า ภิกษุผู้เป็นพหูสูตควรแสดง.

บทว่า กุปิโต (โกรธเคืองแล้ว) มีอรรถาธิบายว่า

ภิกษุนี้โกรธเคืองในเพราะเหตุ ๒ สถานคือ โกรธเคืองภิกษุณีเหล่านั้นว่า ภิกษุณีเหล่านี้ เมื่อก่อนอาศัยเรา จึงได้อุโบสถและปวารณาเป็นต้น แต่บัดนี้ภิกษุณีเหล่านั้นได้ไปสู่สำนักของพระเถระแก่ผู้เพียงแต่ได้เห็นชั่วคราว และโกรธเคืองพระธรรมกถึกว่า พระธรรมกถึกรูปนั้นได้ให้โอวาทแก่ภิกษุณีเหล่านั้น เร็วไวเหมือนกัน.

บทว่า อุปาสกานํ (แก่อุบาสกทั้งหลาย) มีอรรถาธิบายว่า

ธรรมดาอุบาสกทั้งหลายผู้ไปวัด เป็นอุบาสกผู้ใหญ่ สละการงานกันแล้ว เขาเหล่านั้นมอบงานให้ลูกน้องแล้วเที่ยวหาฟังธรรมกัน. ภิกษุรูปนี้ต้องการแสดงธรรมแก่อุบาสกเหล่านั้น. เพราะเหตุไร? เพราะคนเหล่านี้เลื่อมใสภิกษุเหล่านี้แล้ว จักบอกให้อุบาสิกาทั้งหลายทราบบ้าง ต่อไปก็จักพร้อมด้วยอุบาสิกาทั้งหลายพากันนำลาภและสักการะมาถวายเราคนเดียว เพราะฉะนั้น ควรประกอบเหตุที่ตั้ง เข้ากับผู้อื่นเป็นพหูสูตด้วย.

บทว่า กุปิโต (โกรธเคืองแล้ว) มีเนื้อความว่า

ภิกษุรูปนี้จะโกรธเคืองในเพราะเหตุ ๒ สถาน คือ โกรธเคืองอุบาสกทั้งหลายว่า อุบาสกเหล่านั้นฟัง (ธรรม) ที่อื่นไม่มาวัดเรา ด้วยความตั้งใจว่า พวกเราจะฟัง (ธรรม) ในสำนักของภิกษุประจำตระกูลของพวกเรา ข้อนั้นช่างเถอะต่อไปนี้ เราจักรู้ไว้ในเมื่อพวกเขามีกิจเกิดขึ้น และโกรธเคืองพระธรรมกถึกว่า ท่านรูปนี้แสดงธรรมให้คนเหล่านี้ฟัง.

บทว่า อุปาสิกานํ (แก่อุบาสิกาทั้งหลาย) ความว่า ธรรมดาอุบาสิกาทั้งหลายผู้มาวัดได้ประชุมกันเพื่อปูอาสนะและทำการบูชาเป็นต้นหรือเพื่อฟังธรรมในวันอุโบสถ.

คำที่เหลือจากที่ได้อธิบายแล้ว มีนัยเหมือนที่ได้กล่าวแล้วในตอนว่าด้วยอุบาสก.

[๖๖-๖๗] บทว่า สกฺกเรยฺยํ คือ ควรทำโดยเคารพด้วยทำให้ดีด้วย. ด้วยคำว่า ควรสักการะ นี้ เธอปรารถนาการที่ทำในตนโดยเคารพและด้วยดี.

บทว่า ครุกเรยฺยุํ (ควรตระหนัก) คือ ควรทำให้หนัก. ด้วยคำว่า ควรตระหนัก นี้ เธอปรารถนาจะให้ภิกษุทั้งหลายตั้งตัวเธอไว้ในฐานะเป็นครู.

บทว่า มาเนยฺยํ (ควรนับถือ) คือ ควรรักใคร่.

บทว่า ปูเชยฺยุํ (ควรบูชา) ความว่า เธอปรารถนาการบูชาด้วยปัจจัยว่า คนทั้งหลายเมื่อสักการะเคารพนับถือเรา ก็ต้องบูชาเราด้วยปัจจัยทั้งหลายอย่างนี้.

บทว่า ฐานํ (เหตุที่ตั้ง) ความว่า ภิกษุผู้เป็นพหูสูตและเป็นผู้มีศีลมีประการดังที่กล่าวแล้วว่า เป็นที่รัก เป็นที่เคารพ เป็นที่นับถือ สมควรกะวิธีนี้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงอธิบายไว้ว่า ภิกษุทั้งหลายควรทำแบบนี้ คืออย่างนี้.

บทว่า กุปิโต (โกรธเคืองแล้ว) ความว่า แม้ภิกษุรูปนี้จะโกรธเคืองในเพราะเหตุ ๒ สถาน คือ โกรธเคืองภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุเหล่านี้สักการะภิกษุนั้น และโกรธเคืองพระเถระว่า เมื่อไม่มีพระเถระรูปนี้ ภิกษุทั้งหลายต้องสักการะเราคนเดียวเท่านั้น.

ในวาระ (ตอน) อื่น อีก ๓ วาระต่อจากนี้ก็มีนัยนี้.

[๖๘] บทว่า ปณีตานํ จีวรานํ (จีวรประณีต) ได้แก่ ผ้าจีวรที่มีราคาแพง เนื้อละเอียด มีสัมผัสอ่อนนิ่ม (ห่มสบาย) มีผ้าธรรมดา ผ้าเปลือกไม้ ผ้าไหมที่ฟอกแล้วและผ้าไหมธรรมดาเป็นต้น.

ความปรารถนาว่า เราเท่านั้นควรมีลาภ ไม่ชื่อว่ามีโทษมากมาย ในที่นี้เลย. แต่มีโทษมากมายคือความต้องการว่า ขออย่าให้คนอื่นมีลาภ.

[๖๙] บทว่า ปณีตานํ ปิณฺฑปาตานํ (บิณฑบาตประณีต) คือบิณฑบาตที่ดีที่สุด เพียบพร้อมไปด้วยรสเนยใส รสน้ำมันและรสเนื้อเป็นต้น.

____________________________

ฉบับพม่าเป็น สปฺปิเตลมธุสกฺกราทิปูริตานํ เพียบพร้อมไปด้วยเนยใส, น้ำมัน, น้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดเป็นต้น.

บทว่า ปณีตานํ เสนาสนานํ (เสนาสนะประณีต) คือ ที่นั่งที่นอนมีเตียงและตั่งเป็นต้น ที่มีค่าหลายแสน.

บทว่า ปณีตานํ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานํ (บริขารคือยาที่เป็นปัจจัยแก่ผู้ป่วย) คือยาชั้นสูงมีเนยใส น้ำมัน น้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้น.

แม้ทุกวาระควรประกอบเหตุเป็นที่ตั้งเข้ากับด้วยผู้เป็นพหูสูตและผู้มีบุญทั้งหลาย.

บทว่า กุปิโต (ขุ่นเคืองแล้ว) ได้แก่ ขุ่นเคืองในเพราะเหตุ ๒ สถาน คือขุ่นเคืองคนทั้งหลายว่า ขึ้นชื่อว่าคนเหล่านี้ไม่มีการอบรมสั่งสม (บุพพบารมี) เลย เราอยู่ร่วมกันมาตลอดกาลยาวนาน ถึงจะเดินไปตามลำดับเรือนเพื่อต้องการผ้าบังสุกุล หรือว่าเพื่อต้องการบิณฑบาต หรือเพราะเหตุแห่งเนยใสและน้ำมันเป็นต้น คนเหล่านี้ก็ไม่ถวายปัจจัย ๔ ที่ประณีตอะไรแม้แต่วันเดียว แต่พอเห็นหลวงตาผู้เป็นแขกมาเท่านั้น ก็พากันถวายสิ่งที่ท่านต้องการ และขุ่นเคืองพระเถระอย่างนี้ว่า หลวงตารูปนี้เที่ยวแสดงตนให้คนเหล่านั้นเห็น เมื่อไรภิกษุผู้เป็นธรรมกัมมิกะจะฉุดคร่าแกออกไป เมื่อไม่มีหลวงตารูปนี้ เราคนเดียวต้องมีลาภ.

บทว่า อิเมสํ โข อาวุโส (เหล่านี้แล) หมายความว่า (อกุศลธรรมทั้งหลาย) เหล่านี้ที่เป็นแดนของอิจฉาที่ได้กล่าวแต่หนหลัง โดยวาระ ๑๙ วาระ.

[๗๐] บทว่า ทิสฺสนฺติ เจว สุยฺยนฺติ จ (ยังเห็นอยู่และได้ยินอยู่) หมายความว่า

บาปอกุศลที่เป็นอิจฉาวจร (เป็นแดนอิจฉา) ไม่ใช่เห็นได้ด้วยจักษุ ไม่ใช่ได้ยินด้วยโสต. แต่ครั้นได้เห็นกายกรรมของบุคคลผู้ละบาปอกุศลที่เป็นอิจฉาวจรยังไม่ได้ ที่เป็นไปแล้วด้วยอำนาจของอกุศลที่เป็นอิจฉาวจร ก็เป็นเหมือนกับได้เห็นแล้ว และครั้นได้ยินวจีกรรมของบุคคลผู้ละบาปอกุศลที่เป็นอิจฉาวจรยังไม่ได้ ที่เป็นไปด้วยอำนาจอกุศลที่เป็นอิจฉาวจร ก็เป็นเหมือนกับได้ยินแล้ว เพราะเป็นอารมณ์ของมโนวิญญาณ. เพราะฉะนั้น ท่านพระสารีบุตรเถระจึงได้กล่าวไว้ว่า ยังเห็นอยู่และได้ยินอยู่.

อธิบายว่า เห็นอยู่ตลอดกาลที่ยังประจักษ์อยู่ (ส่วน) ได้ยินในเวลาที่ผ่านมาแล้วว่า ได้ทราบว่า ภิกษุรูปโน้นก็เช่นรูปนี้.

บทว่า กิญฺจาปิ (ถึงแม้ว่า) เป็นต้น เป็นการกล่าวยกย่องและการตำหนิ. ด้วยคำนั้นท่านยกย่องการอยู่ป่าเป็นวัตร (และ) ตำหนิการละบาปอกุศลที่เป็นอิจฉาวจรยังไม่ได้.

ในข้อนั้นมีการประกอบความดังนี้ว่า

ภิกษุนั้นถึงแม้ว่า จะห้ามเสนาสนะท้ายบ้านอยู่ป่าประจำ อยู่ในเสนาสนะอันสงบที่ชายแดนก็จริง แต่ว่าบาปอกุศลที่เป็นอิจฉาวจรเหล่านี้ คือประมาณเท่านี้ เธอยังละไม่ได้ ถึงเธอจะปฏิเสธลาภฟุ่มเฟือยถือบิณฑบาตเป็นประจำบ้าง จะเว้นการไปบิณฑบาตไม่เป็นที่เป็นทางไปตามลำดับตรอกเป็นปกติบ้าง จะปฏิเสธจีวรที่ชาวบ้านถวายใช้สอยแต่ผ้าบังสุกุลเป็นประจำบ้าง ก็จริง (แต่เธอก็ยังละบาปอกุศลที่เป็นอิจฉาวจรเหล่านี้ยังไม่ได้).

ส่วนคำว่า เศร้าหมอง ในคำว่า ลูขจีวรธโร (ครองจีวรเศร้าหมอง) นี้ พึงทราบว่า เศร้าหมองเพราะเหตุ ๓ ประการ คือ เศร้าหมองเพราะศัสตรา ๑ เศร้าหมองเพราะด้าย ๑ เศร้าหมองเพราะสีย้อม ๑.

ในจำนวน ๓ อย่างนี้ ผ้าตัดให้ขาดเป็นท่อนเล็กท่อนน้อยด้วยศัสตรา ชื่อว่าเศร้าหมองเพราะศัสตรา ผ้านั้นจะเสื่อมราคา.

ผ้าที่ทอด้วยด้ายหยาบและยาว ชื่อว่าเศร้าหมองเพราะด้าย ผ้านั้นไม่น่าสัมผัส สัมผัสกระด้าง (ห่มสาก).

ผ้าที่ย้อมด้วยสีย้อมผ้า (น้ำฝาด) ชื่อว่าเศร้าหมองเพราะสีย้อม ผ้านั้นจะเสียสี มีสีไม่สวย.

ถึงภิกษุนั้นจะครองจีวรเศร้าหมองเพราะศัสตรา เศร้าหมองเพราะด้าย หรือเศร้าหมองเพราะสีย้อม ก็จริง. แต่ว่าอกุศลที่เป็นอิจฉาวจรเหล่านี้ เธอยังละไม่ได้ คนยังเห็นอยู่และได้ยินอยู่ โดยที่แท้แล้ว ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกันที่เป็นปัญญาชน (วิญญู) จะไม่สักการบูชาเธอเลย.

คำว่า ตํ ในคำว่า ตํ กิสฺส เหตุ นี้เป็นเพียงนิบาต.

คำว่า กิสฺส เหตุ คือ กึการณา แปลว่า เพราะเหตุอะไร?

มีคำอธิบายไว้ว่า เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นของเธอ ยังเห็นและได้ยินด้วยอยู่ คือเพราะอกุศลธรรมที่ลามกเหล่านั้นของเธอยังเห็นกันอยู่และได้ยินกันอยู่. เพราะอกุศลธรรมเหล่านี้ที่เป็นอิจฉาวจร เธอยังละไม่ได้. ที่ว่ามานี้เป็นคำอธิบายว่า เพราะเหตุอะไร นี้.

ต่อไปนี้ท่านพระสารีบุตร เมื่อจะอธิบายเนื้อความนั้นให้ปรากฏ (ให้ชัด) ด้วยข้ออุปมา จึงได้กล่าวคำมีอาทิว่า เสยฺยถาปิ (แม้ฉันใด).

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุณปํ (ซากศพ) ได้แก่ ซากของสัตว์ที่ตายแล้ว ซากของงูชื่อว่าซากศพงู (ซากศพของสุนัขและของมนุษย์) นอกจากนี้ก็เหมือนกัน. และซากศพทั้ง ๓ นี้นั้นแหละพึงทราบว่า ท่านพระสารีบุตรกล่าวไว้แล้วในคำอุปมานี้ เพราะความเป็นของปฏิกูลและน่าเกลียดเหลือเกิน.

ความจริงซากศพของสัตว์เหล่าอื่นมีสัตว์เลี้ยงและสุกรเป็นต้น คนทั้งหลายปรุงกับเครื่องเผ็ดร้อนเป็นต้น (เครื่องแกง) รับประทานก็มี. แต่ซากศพของสุนัขและมนุษย์เหล่านี้ ถึงจะยังใหม่ คนทั้งหลายก็ยังรังเกียจอยู่ จะกล่าวไปไยถึงซากศพที่ล่วงเลยเวลาไปแล้ว ที่เน่าแล้ว ไม่ต้องพูดถึง.

บทว่า รจยิตฺวา (วางไว้) คือ เพิ่มเข้าไป. หมายความว่า บรรจุให้เต็ม.

มีคำอธิบายไว้ว่า เอาซากศพนั้นบรรจุไว้ในถาดทองสัมฤทธิ์.

บทว่า อญฺญิสฺสา แปลว่า (ด้วยถาดสัมฤทธิ์) ใบอื่น.

บทว่า ปฏิกุชฺชิตฺวา (ครอบ) คือ ปิด.

บทว่า อนฺตราปณํ (ระหว่างตลาด) คือ ปากซอยที่มีมหาชนหนาแน่นในท้องตลาด.

บทว่า ปฏิปชฺเชยฺยุํ (พึงดำเนินไป) คือ พึงเดินไป.

บทว่า ชญฺญชญฺญํ วิย (เหมือนจะน่ารู้ น่าสนใจ) ความว่า เหมือนจะเลอเลิศ คือเหมือนจะน่าพออกพอใจ.

อีกอย่างหนึ่ง มีคำอธิบายว่า เหมือนหญิงสาวนำเครื่องบรรณาการมา.

ความจริงหญิงสาว เขาเรียกว่าแม่หญิง. บรรณาการที่หญิงสาวนั้นกำลังนำมาเป็นสิ่งที่น่ารู้ ท่านจึงได้กล่าวย้ำไว้ในคำทั้งคู่ด้วยอำนาจแห่งความเอื้อเฟื้อบ้าง ด้วยอำนาจแห่งการสรรเสริญบ้าง.

ปาฐะว่า ชญฺญํ ชญฺญํ วิย ดังนี้ก็มี.

บทว่า อปาปุริตฺวา (ไม่ปิด) คือ เปิด.

ข้อว่า ตสฺส สห ทสฺสเนน อมนาปตา จ สณฺฐเหยฺย (ความที่เขาไม่พอใจพร้อมกับการได้เห็น พึงดำรงอยู่) ความว่า ความที่คนนั้นไม่พอใจพร้อมกับการได้เห็นซากศพนั้นนั่นเอง พึงดำรงอยู่.

ก็คำว่า อมนาปตา ความเป็นของไม่น่าพอใจนี้ เป็นชื่อของจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นแล้วว่า นี้เป็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ.

ในความปฏิกูลและน่าเกลียด ก็มีนัยนี้.

คำว่า ชิฆจฺฉิตานมฺปิ (แม้ผู้หิวแล้ว) คือ แม้ผู้หิวโหยแล้ว.

ข้อว่า น โภตฺตุกมฺยตา อสฺส (ความต้องการจะบริโภค คงไม่มี) ความว่า ความประสงค์จะบริโภค คงไม่มี.

ในคำว่า ปเคว สุหิตานํ (จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้อิ่มแล้ว).

มีคำอธิบายไว้ว่า แต่สำหรับคนที่หิว ก็คงไม่มีความอยากกินก่อนทีเดียว.

ในเรื่องนั้นมีการเปรียบเทียบข้ออุปมาดังต่อไปนี้ (คือ)

เพศบรรพชาของคนคนนี้ เช่นกับถาดทองสัมฤทธิ์ที่สะอาด การละอิจฉาวจรยังไม่ได้ เหมือนกับการวางซากศพไว้, การกลบเกลื่อนอิจฉาวจรไว้ด้วยการอยู่ป่าเป็นประจำเป็นต้น เหมือนกับการเอาถาดทองสัมฤทธิ์ใบอื่นครอบไว้, การไม่ทำสักการะเป็นต้นของเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย เพราะเห็นอิจฉาวจร (ของเธอ) โดยไม่เอื้อเฟื้อถึงธุดงค์มีอารัญญิกังคธุดงค์เป็นต้น เหมือนกับความไม่พอใจของคนเพราะเปิดถาดทองสัมฤทธิ์แล้วเห็นซากศพ.

ส่วนในธรรมฝ่ายขาวพึงทราบอรรถาธิบายดังต่อไปนี้.

คำว่า กิญฺจาปิ เป็นต้นเป็นทั้งคำส่งเสริมเป็นทั้งคำยกย่อง. ด้วยคำว่า กิญฺจาปิ นั้น ท่านพระสารีบุตรส่งเสริมการอยู่ป่าเป็นประจำ ยกย่องการละอิจฉาวจร.

[๗๑] บทว่า เนมนฺตนิโก (ผู้รับนิมนต์) คือ ปฏิคาหกผู้รับนิมนต์.

บทว่า วิจิตกาฬกํ (ขาวสะอาด) คือ ปราศจากดำเจือปน.

ในคำว่า กับข้าวหลายอย่าง แกงมากอย่าง นี้ สิ่งที่นำไปได้ด้วยมือเรียกว่า "สูปะ" (กับข้าว) คำว่า แกง คือแกงอ่อม. ด้วยคำทั้ง ๒ นั้น ท่านได้กล่าวคำอธิบายไว้ว่า กับข้าวหลายอย่างมีกับข้าวคือปลา เนื้อและถั่วเขียวเป็นต้น แกงหลายชนิดมีแกงเนื้อนานาชนิดเป็นต้น.

คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั้นเทอญ.

และควรทราบอรรถาธิบาย ในการเปรียบเทียบคำอุปไมยกับคำอุปมา (ต่อไป)

การละอิจฉาวจรได้ เหมือนการจัดแจงข้าวสุกข้าวสาลีลงในถาดทองสัมฤทธิ์, การปิดคือการละอิจฉาวจรด้วยการอยู่วัดท้ายบ้านเป็นต้นที่เป็นสมุฏฐานแห่งความปรารถนาน้อย เหมือนการครอบด้วยถาดสัมฤทธิ์ใบอื่น, ควรทราบการทำสักการะเป็นต้นของเพื่อนพรหมจารี เพราะไม่ยินดีการอยู่วัดภายในหมู่บ้านเป็นต้นแล้วละอิจฉาวจรได้ เหมือนความพอใจของคน เพราะได้เปิดถาดทองสัมฤทธิ์เห็นข้าวสาลีหุงชั้นดี.

[๗๒] ข้อว่า อุปมา มํ อาวุโส สารีปุตฺต ปฏิภาติ (ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร อุปมาแจ่มแจ้งแก่ผม) ความว่า ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร อุปมาปรากฏแก่กระผม. มีอธิบายว่า กระผมประสงค์จะกล่าวอุปมาข้อหนึ่ง (ถวาย).

บทว่า ปฏิภาตุ ตํ (จงแจ่มแจ้งแก่ท่านเถิด) คือจงแจ่มแจ้ง ได้แก่ปรากฏแก่ท่านเถิด. อธิบายว่า นิมนต์กล่าวเถิด.

คำว่า อิท ในคำว่า เอกมิทาหํ เป็นเพียงนิบาต. มีคำอธิบายไว้ว่า สมัยหนึ่ง กระผม.

คำว่า เอกํ นี้เป็นทุติยาวิภัตติ ใช้ในความหมายของสัตตมีวิภัตติ.

บทว่า ราชคฤห์ ในคำว่า ราชคเห วิหรามิ คิริพฺพเช นี้เป็นชื่อของนครนั้น.

นครราชคฤห์ คนเรียกว่า คิริพชะ เพราะตั้งอยู่เหมือนคอกโดยมีภูเขาล้อมรอบ. ท่านพระโมคคัลลานะกล่าวไว้ว่า กระผมอยู่ที่นครนั้น คืออาศัยนครนั้นอยู่.

บทว่า อถขฺวาหํ ตัดบทเป็น อถโข อหํ (แปลว่า ครั้งนั้นแล กระผม). และคำว่า อถ ในคำว่า อถขฺวาหํ นี้ เป็นนิบาต ใช้ในคำเริ่มต้นที่พูดเรื่องอื่น. ศัพท์ว่า โข ก็เป็นนิบาต ใช้ในความหมายเพียงยังบทให้เต็ม.

บทว่า ปุพฺพณฺหสมยํ (ในเวลาเช้า) มีอธิบายว่า เวลาส่วนต้นของวัน คือในช่วงเช้า.

อีกอย่างหนึ่ง ตอนต้นของวันชื่อว่า ปุพพัณหสมัย มีคำอธิบายว่า ชั่วขณะหนึ่งในตอนเช้า. โดยอาการอย่างนี้จะได้ทุติยาวิภัตติในอัจจันตสังโยค.

บทว่า นิวาเสตฺวา (นุ่งแล้ว) คือครองผ้าแล้ว.

คำว่า นุ่งแล้วนั้น พึงทราบด้วยสามารถแห่งการผลัดเปลี่ยนผ้านุ่งในวัดนั้นเอง.

อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบด้วยสามารถแห่งการยืนนุ่ง เพื่อต้องการจะเข้าบ้าน มิใช่ว่าก่อนหน้านี้ท่านไม่ได้นุ่งเลย.

บทว่า ปตฺตจีวรมาทาย (ถือเอาบาตรและจีวร) หมายความว่า มือถือบาตร ร่างกายครองจีวร.

บทว่า ปิณฺฑาย (เพื่อบิณฑบาต) ความว่า เพื่อต้องการบิณฑบาต.

บทว่า สมิติ เป็นชื่อบุตรของช่างยานคนหนึ่ง.

บทว่า ยานการปุตฺโต (บุตรของช่างยาน) คือ ลูกของช่างรถ.

บทว่า ปณฺฑุปุตฺโต (ปัณฑุบุตร) ได้แก่ ลูกของนักบวชโล้น.

บทว่า อาชีวโก ได้แก่ ชีเปลือย.

บทว่า ปุราณยานการปุตฺโต (บุตรของช่างยานเก่า) ได้แก่ ลูกของตระกูลช่างยานเก่า.

บทว่า ปจฺจุปฏฺฐิโต (ปรากฏตัว) คือ เข้าไปยืน (ให้เห็น). โก่งข้างหนึ่งชื่อว่างอ. คดเช่นกับทางงูเลื้อย (คลองงู).

บทว่า โทสํ (โทษ) ได้แก่ กระพี้และปมที่ขรุขระเป็นต้น.

บทว่า ยถา ยถา เป็นนิบาตใช้ในความหมายถึงกาลเวลา.

มีคำอธิบายว่า เมื่อใดๆ คือในกาลใดๆ.

บทว่า ตถา ตถา นี้ ก็มีเนื้อความบ่งถึงกาลเหมือนกัน.

มีคำอธิบายไว้ว่า ในกาลนั้นๆ.

อาชีวกนั้นคิดโดยอนุโลมตามที่ได้ศึกษามา แต่อีกคนหนึ่ง (นายสมิติ) ถากตรงที่อาชีวกคิดนั่นแหละ ในขณะที่เขาคิด.

บทว่า อตฺตมโน (ชอบใจ) คือ ถูกใจตน ได้แก่ดีใจ. หมายความว่า มีปีติและโสมนัสจับใจ.

บทว่า อตฺตมนวาจํ นิจฺฉาเรสิ (เปล่งวาจาแสดงความชอบใจ) คือเปล่ง ได้แก่กล่าว. อธิบายว่า เผยวาจาด้วยความดีใจ หรือวาจาที่ควรแก่ความดีใจ.

ข้อว่า หทยา หทยํ มญฺเญ อญฺญาย (เหมือนรู้ใจ ด้วยใจ) ความว่า เหมือนกับรู้ใจ (เรา) ด้วยใจ (เขา).

บทว่า อสทฺธา (ไม่มีความเชื่อ) คือ ปราศจากความเชื่อในพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์.

บทว่า ชีวิกตฺถา (เป็นผู้ต้องการเลี้ยงชีพ) คือ ถูกภัยมีหนี้เป็นต้นบีบคั้นไม่สามารถดำรงชีพภายนอกได้ จึงต้องการเลี้ยงชีพในศาสนานี้.

บทว่า น สทฺธา (ไม่มีศรัทธา) คือ ไม่ได้บวชด้วยศรัทธา.

บทว่า สฐา มายาวิโน (เป็นคนโอ้อวดมีมารยา) คือ ประกอบด้วยมารยาสาไถย (เจ้าเล่ห์โอ้อวด).

บทว่า เกฏุภิโน (ผู้หลอกลวง) คือ ผู้ได้ศึกษากลโกงมาแล้ว. มีคำอธิบายว่า ผู้สำเร็จการโอ้อวดตามกำลัง.

อธิบายว่า การโอ้อวด เขาเรียกว่า เกราฏิยะ (กลโกง) เพราะทำพร้อมกันไปกับการแสดงคุณค่าของสิ่งไม่จริง โดยการแสดงคุณวิเศษที่ไม่มีจริง.

บทว่า อุนฺนฬา (ถือตัว) คือ ยกตนขึ้นไป. มีคำอธิบายว่า ยกมานะเปล่าขึ้น.

บทว่า จปลา (วุ่นวาย) คือ ประกอบด้วยความวุ่นวายมีการตกแต่งบาตรและจีวรเป็นต้น.

บทว่า มุขรา (ปากกล้า) คือ ปากแข็ง. มีอธิบายว่า มีคำพูดกร้าว.

บทว่า วิกิณฺณวาจา (มีวาจาเลอะเทอะ) คือ มีถ้อยคำไม่สำรวม ได้แก่การพูดกันทั้งวันก็มีแต่คำไร้ประโยชน์.

บทว่า อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารา (มีทวารไม่ได้ควบคุมในอินทรีย์ทั้งหลาย) คือ มีทวารสำหรับทำกรรมไม่ได้ระมัดระวังแล้วในอินทรีย์ทั้ง ๖.

บทว่า โภชเน อมตฺตญฺญุโน (ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค) คือไม่รู้จักประมาณในการบริโภค ที่พอให้ร่างกายอยู่ไปได้ คือความเป็นผู้มีความพอเหมาะในการแสวงหาการรับและการบริโภคที่ควรรู้.

บทว่า ชาคริยํ อนนุยุตฺตา (ไม่ประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่) คือ ไม่ประกอบความเพียรที่ทำให้ตื่นตัว.

บทว่า สามญฺเญ อนเปกฺขวนฺโต (ไม่มุ่งสมณภาวะ) มีอรรถาธิบายว่า ไม่มุ่งสมณธรรม คือเว้นจากการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม.

บทว่า สิกฺขาย น ติพฺพคารวา (ไม่เคารพอย่างแรงกล้าในสิกขา) คือ ไม่มีความเคารพมากในสิกขาบททั้งหลาย ได้แก่มากไปด้วยการต้องอาบัติ.

บทว่า พาหุลฺลิกา (หมกมุ่นอยู่กับปัจจัยมาก) เป็นต้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วใน (อรรถกถา) ธรรมทายาทสูตร.

บทว่า กุสีตา (ผู้เกียจคร้าน) เป็นต้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วใน (อรรถกถา) ภยเภรวสูตร.

บทว่า ธมฺมปริยาเยน (ด้วยธรรมปริยาย) คือด้วยธรรมเทศนา.

บทว่า สทฺธา อคารสฺมา (มีศรัทธา ออกบวชจากเรือน) เป็นต้น มีเนื้อความว่า ตามปกติแล้ว ผู้บวชด้วยศรัทธา ชื่อว่าเป็นผู้มีศรัทธาออกจากเรือนบวช เป็นอนาคาริยบุคคล (ผู้ไม่มีเหย้าเรือน).

ข้อว่า ปิวนฺติ มญฺเญ ฆสนฺติ มญฺเญ (คงจะดื่ม คงจะกิน) หมายความว่า เหมือนกับจะดื่มเหมือนกับจะกลืนกิน คือเมื่อเปล่งวาจาด้วยความพอใจ ก็เหมือนกับดื่มด่ำด้วยวาจา เมื่ออนุโมทนายิ่งขึ้น ก็เหมือนกับกินด้วยใจ.

บทว่า สาธุ วต (สาธุขอรับ) คือ ดีแล้วขอรับ.

บทว่า สพฺรหฺมจารี เป็นรัสสะก็ได้ เป็นทีฆะก็ได้.

เมื่อเป็นรัสสะ ข้างหน้าจะมี สารีปุตฺต อยู่ เมื่อเป็นทีฆะ ข้างหน้าจะมี สพฺรหฺมจารี

เมื่อใดข้างหน้ามี สารีปุตฺต เมื่อนั้นจะมีเนื้อความว่า ดูก่อนเพื่อนพรหมจารี ท่านพระสารีบุตรให้เราทั้งหลายออกจากอกุศลแล้ว.

เมื่อใดมี สพฺรหฺมจารี อยู่ข้างหน้า เมื่อนั้นจะมีเนื้อความว่า ท่านพระสารีบุตรให้เพื่อนพรหมจารีทั้งหลายออกจากอกุศลแล้ว (ดำรงอยู่ในธรรม).

บทว่า ทหโร คือ ยังรุ่น.

บทว่า ยุวา คือ อยู่ในวัยหนุ่มสาว.

บทว่า มณฺฑนกชาติโก (ชอบแต่งตัว) หมายความว่า มีสภาพชอบเครื่องแต่งตัว (ปกติชอบแต่งตัว).

บรรดาทั้ง ๒ ประเภทนั้น บางคนถึงจะรุ่น แต่ก็ยังไม่เป็นหนุ่มเป็นสาวเหมือนคนหนุ่มสาว. แต่บางคนถึงจะเป็นหนุ่มเป็นสาว ก็ไม่ชอบแต่งตัวเหมือนผู้ที่มีความสงบเป็นสภาพ หรือถูกความเกียจคร้าน หรือความเสื่อมครอบงำ ส่วนในที่นี้ประสงค์เอาคนทั้งยังรุ่นทั้งเป็นหนุ่มเป็นสาวและชอบแต่งตัว. เพราะฉะนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะจึงกล่าวไว้อย่างนี้.

คำว่า ถือตัว เป็นต้น ท่านกล่าวไว้ เพราะเป็นสมมติของโลก.

บทว่า อิติห เต เท่ากับ เอวํ เต (แปลว่าด้วยประการดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ท่านทั้ง ๒ นั้น).

บทว่า อุโภ มหานาคา (ท่านมหานาคทั้งคู่) หมายถึง ผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง ๒ องค์. เพราะว่าท่านอัครสาวกทั้ง ๒ องค์นี้ พุทธบริษัททั้งหลายเรียกว่า มหานาค.

ในคำว่า มหานาค นั้นมีอรรถพจน์ดังต่อไปนี้

ผู้ไม่ลำเอียงด้วยอคติทั้งหลายมีฉันทาคติเป็นต้น ชื่อนาคะ.

ผู้ไม่กลับมาสู่กิเลสที่ละได้ด้วยมรรคนั้นๆ แล้ว ชื่อว่านาคะ.

ผู้ไม่ทำบาป (ความชั่วที่เป็นเหตุให้กลับมา) มีประการต่างๆ ชื่อว่านาคะ.

นี้เป็นเนื้อความสังเขปในคำว่า นาคะ. ส่วนความพิสดารพึงทราบตามนัยที่ได้กล่าวไว้ในมหานิเทสนั้นเทอญ.

อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบเนื้อความในกถานี้อย่างนี้ว่า

ผู้ไม่ทำบาปอะไรไว้เลยในโลก สลัดกิเลสเครื่องประกอบสัตว์

ไว้ในภพทุกอย่าง และเครื่องผูกทั้งหลายได้ ไม่ข้องอยู่ในภพ

ทั้งมวล เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว ผู้คงที่ ท่านเรียกว่า นาคะ เพราะ

ความเป็นอย่างนั้น.

นาคใหญ่ ชื่อมหานาคะ. อธิบายว่า มหานาคนั้น ควรบูชากว่าและควรสรรเสริญกว่านาคผู้ขีณาสพเหล่าอื่น.

บทว่า อญฺญมญฺญสฺส (ของกันและกัน) ความว่า องค์หนึ่งชมเชยอีกองค์หนึ่ง.

บทว่า สมนุโมทึสุ (อนุโมทนาพร้อม) ตัดบทเป็น สมํ อนุโมทึสุ แปลว่า อนุโมทนาเท่าๆ กัน.

ในคำอนุโมทนานั้น พระธรรมเสนาบดีกล่าวว่า พระมหาโมคคัลลานะ อนุโมทนาด้วยอุปมานี้ว่า ท่านครับ ข้อนั้นจงแจ่มแจ้ง. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระเถระทั้ง ๒ อนุโมทนาคำสุภาษิตของกันและกัน.

จบอรรถกถาอนังคณสูตร จบพระสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------

所用版本与授权

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร