This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 ·

เล่ม ๑๘

本册其他条目

สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อนิจจวรรคที่ ๑ ๑. อัชฌัตติกอนิจจสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อนิจจวรรคที่ ๑ ๒. อัชฌัตติกทุกขสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อนิจจวรรคที่ ๑ ๓. อัชฌัตติกอนัตตสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อนิจจวรรคที่ ๑ ๔. พาหิรอนิจจสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อนิจจวรรคที่ ๑ ๕. พาหิรทุกขสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อนิจจวรรคที่ ๑ ๖. พาหิรอนัตตสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อนิจจวรรคที่ ๑ ๗. อตีตานาคตปัจจุปันนานิจจสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อนิจจวรรคที่ ๑ ๘. อตีตานาคตปัจจุปันนทุกขสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อนิจจวรรคที่ ๑ ๙. อตีตานาคตปัจจุปันนานัตตสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อนิจจวรรคที่ ๑ ๑๐. พาหิรสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ยมกวรรคที่ ๒ ๑. สัมโพธสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ยมกวรรคที่ ๒ ๒. สัมโพธสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ยมกวรรคที่ ๒ ๓. อัสสาทสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ยมกวรรคที่ ๒ ๔. อัสสาทสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ยมกวรรคที่ ๒ ๕. โนอัสสาทสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ยมกวรรคที่ ๒ ๖. โนอัสสาทสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ยมกวรรคที่ ๒ ๗. อภินันทสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ยมกวรรคที่ ๒ ๘. อภินันทสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ยมกวรรคที่ ๒ ๙. อุปปาทสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ยมกวรรคที่ ๒ ๑๐. อุปปาทสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัพพวรรคที่ ๓ ๑. สัพพสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัพพวรรคที่ ๓ ๒. ปหานสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัพพวรรคที่ ๓ ๓. ปหานสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัพพวรรคที่ ๓ ๔. ปริชานสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัพพวรรคที่ ๓ ๕. ปริชานสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัพพวรรคที่ ๓ ๖. อาทิตตปริยายสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัพพวรรคที่ ๓ ๗. อันธภูตสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัพพวรรคที่ ๓ ๘. สารูปสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัพพวรรคที่ ๓ ๙. สัปปายสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัพพวรรคที่ ๓ ๑๐. สัปปายสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ชาติธรรมวรรคที่ ๔สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อนิจจวรรคที่ ๕สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อวิชชาวรรคที่ ๑ ๑. อวิชชาสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อวิชชาวรรคที่ ๑ ๒. สังโยชนสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อวิชชาวรรคที่ ๑ ๓. สังโยชนสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อวิชชาวรรคที่ ๑ ๔. อาสวสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อวิชชาวรรคที่ ๑ ๕. อาสวสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อวิชชาวรรคที่ ๑ ๖. อนุสัยสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อวิชชาวรรคที่ ๑ ๗. อนุสัยสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อวิชชาวรรคที่ ๑ ๘. ปริญญาสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อวิชชาวรรคที่ ๑ ๙. ปริยาทานสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อวิชชาวรรคที่ ๑ ๑๐. ปริยาทานสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ มิคชาลวรรคที่ ๒ ๑. มิคชาลสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ มิคชาลวรรคที่ ๒ ๒. มิคชาลสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ มิคชาลวรรคที่ ๒ ๓. สมิทธิสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ มิคชาลวรรคที่ ๒ ๔. สมิทธิสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ มิคชาลวรรคที่ ๒ ๕. สมิทธิสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ มิคชาลวรรคที่ ๒ ๖. สมิทธิสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ มิคชาลวรรคที่ ๒ ๗. อุปเสนสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ มิคชาลวรรคที่ ๒ ๘. อุปวาณสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ มิคชาลวรรคที่ ๒ ๙. ผัสสายตนสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ มิคชาลวรรคที่ ๒ ๑๐. ผัสสายตนสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ มิคชาลวรรคที่ ๒ ๑๑. ผัสสายตนสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ คิลานวรรคที่ ๓ ๑. คิลานสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ คิลานวรรคที่ ๓ ๒. คิลานสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ คิลานวรรคที่ ๓ ๓. ราธสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ คิลานวรรคที่ ๓ ๔. ราธสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ คิลานวรรคที่ ๓ ๕. ราธสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ คิลานวรรคที่ ๓ ๖. อวิชชาสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ คิลานวรรคที่ ๓ ๗. อวิชชาสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ คิลานวรรคที่ ๓ ๘. ภิกขุสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ คิลานวรรคที่ ๓ ๙. โลกสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ คิลานวรรคที่ ๓ ๑๐. ผัคคุณสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ฉันนวรรคที่ ๔ ๑. ปโลกสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ฉันนวรรคที่ ๔ ๒. สุญญสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ฉันนวรรคที่ ๔ ๓. สังขิตสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ฉันนวรรคที่ ๔ ๔. ฉันนสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ฉันนวรรคที่ ๔ ๕. ปุณณสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ฉันนวรรคที่ ๔ ๖. พาหิยสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ฉันนวรรคที่ ๔ ๗. เอชสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ฉันนวรรคที่ ๔ ๘. เอชสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ฉันนวรรคที่ ๔ ๙. ทวยสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ฉันนวรรคที่ ๔ ๑๐. ทวยสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ฉฬวรรคที่ ๕ ๑. สังคัยหสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ฉฬวรรคที่ ๕ ๒. สังคัยหสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ฉฬวรรคที่ ๕ ๓. ปริหานสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ฉฬวรรคที่ ๕ ๔. ปมาทวิหารีสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ฉฬวรรคที่ ๕ ๕. สังวรสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ฉฬวรรคที่ ๕ ๖. สมาธิสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ฉฬวรรคที่ ๕ ๗. ปฏิสัลลีนสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ฉฬวรรคที่ ๕ ๘. นตุมหากสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ฉฬวรรคที่ ๕ ๙. นตุมหากสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ ฉฬวรรคที่ ๕ ๑๐. อุทกสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ โยคักเขมีวรรคที่ ๑ ๑. โยคักเขมีสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ โยคักเขมีวรรคที่ ๑ ๒. อุปาทายสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ โยคักเขมีวรรคที่ ๑ ๓. ทุกขสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ โยคักเขมีวรรคที่ ๑ ๔. โลกสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ โยคักเขมีวรรคที่ ๑ ๕. เสยยสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ โยคักเขมีวรรคที่ ๑ ๖. สังโยชนสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ โยคักเขมีวรรคที่ ๑ ๗. อุปาทานสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ โยคักเขมีวรรคที่ ๑ ๘. อปริชานสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ โยคักเขมีวรรคที่ ๑ ๙. อปริชานสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ โยคักเขมีวรรคที่ ๑ ๑๐. อุปัสสุติสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ โลกกามคุณวรรคที่ ๒ ๑. มารปาสสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ โลกกามคุณวรรคที่ ๒ ๒. มารปาสสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ โลกกามคุณวรรคที่ ๒ ๓. โลกกามคุณสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ โลกกามคุณวรรคที่ ๒ ๔. โลกกามคุณสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ โลกกามคุณวรรคที่ ๒ ๕. สักกสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ โลกกามคุณวรรคที่ ๒ ๖. ปัญจสิขสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ โลกกามคุณวรรคที่ ๒ ๗. สารีปุตตสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ โลกกามคุณวรรคที่ ๒ ๘. ราหุลสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ โลกกามคุณวรรคที่ ๒ ๙. สังโยชนสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ โลกกามคุณวรรคที่ ๒ ๑๐. อุปาทานสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ คหปติวรรคที่ ๓ ๑. เวสาลีสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ คหปติวรรคที่ ๓ ๒. วัชชีสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ คหปติวรรคที่ ๓ ๓. นาฬันทสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ คหปติวรรคที่ ๓ ๔. ภารทวาชสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ คหปติวรรคที่ ๓ ๕. โสณสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ คหปติวรรคที่ ๓ ๖. โฆสิตสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ คหปติวรรคที่ ๓ ๗. หาลิททกานิสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ คหปติวรรคที่ ๓ ๘. นกุลปิตุสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ คหปติวรรคที่ ๓ ๙. โลหิจจสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ คหปติวรรคที่ ๓ ๑๐. เวรหัญจานีสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ เทวทหวรรคที่ ๔ ๑. เทวทหสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ เทวทหวรรคที่ ๔ ๒. ขณสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ เทวทหวรรคที่ ๔ ๓. ปัคคัยหสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ เทวทหวรรคที่ ๔ ๔. ปัคคัยหสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ เทวทหวรรคที่ ๔ ๕. อัคคัยหสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ เทวทหวรรคที่ ๔ ๖. อัคคัยหสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ เทวทหวรรคที่ ๔ ๗. เหตุอัชฌัตตสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ เทวทหวรรคที่ ๔ ๘. เหตุอัชฌัตตสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ เทวทหวรรคที่ ๔ ๙. เหตุพาหิรสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ เทวทหวรรคที่ ๔ ๑๐. เหตุพาหิรสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ นวปุราณวรรคที่ ๕ ๑. กรรมสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ นวปุราณวรรคที่ ๕ ๒. สัปปายสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ นวปุราณวรรคที่ ๕ ๓. สัปปายสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ นวปุราณวรรคที่ ๕ ๔. สัปปายสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ นวปุราณวรรคที่ ๕ ๕. สัปปายสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ นวปุราณวรรคที่ ๕ ๖. อนันเตวาสิกานาจริยสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ นวปุราณวรรคที่ ๕ ๗. ติตถิยสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ นวปุราณวรรคที่ ๕ ๘. ปริยายสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ นวปุราณวรรคที่ ๕ ๙. อินทรียสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ นวปุราณวรรคที่ ๕ ๑๐. ธรรมกถิกสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ นันทิขยวรรคที่ ๑ ๑. นันทิขยสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ นันทิขยวรรคที่ ๑ ๒. นันทิขยสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ นันทิขยวรรคที่ ๑ ๓. นันทิขยสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ นันทิขยวรรคที่ ๑ ๔. นันทิขยสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ นันทิขยวรรคที่ ๑ ๕. ชีวกัมพวนสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ นันทิขยวรรคที่ ๑ ๖. ชีวกัมพวนสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ นันทิขยวรรคที่ ๑ ๗. มหาโกฏฐิกสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ นันทิขยวรรคที่ ๑ ๘. มหาโกฏฐิกสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ นันทิขยวรรคที่ ๑ ๙. มหาโกฏฐิกสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ นันทิขยวรรคที่ ๑ ๑๐. มิจฉาทิฏฐิสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ นันทิขยวรรคที่ ๑ ๑๑. สักกายทิฏฐิสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ นันทิขยวรรคที่ ๑ ๑๒. อัตตานุทิฏฐิสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๑-๓. ฉันทสูตร ราคสูตร ฉันทราคสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๔-๖. ฉันทสูตร ราคสูตร ฉันทราคสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๗-๙. ฉันทสูตร ราคสูตร ฉันทราคสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๑๐-๑๒. ฉันทสูตร ราคสูตร ฉันทราคสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๑๓-๑๕. ฉันทสูตร ราคสูตร ฉันทราคสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๑๖-๑๘. ฉันทสูตร ราคสูตร ฉันทราคสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๑๙. อตีตสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๒๐. อนาคตสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๒๑. ปัจจุปันนสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๒๒-๒๔. อตีตสูตร อนาคตสูตร ปัจจุปันนสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๒๕-๒๗. อตีตสูตร อนาคตสูตร ปัจจุปันนสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๒๘-๓๐. อตีตสูตร อนาคตสูตร ปัจจุปันนสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๓๑-๓๓. อตีตสูตร อนาคตสูตร ปัจจุปันนสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๓๔-๓๖. อตีตสูตร อนาคตสูตร ปัจจุปันนสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๓๗. อนิจจสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๓๘. อนิจจสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๓๙. อนิจจสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๔๐-๔๒. ทุกขสูตรที่ ๑ - ๓สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๔๓-๔๕. อนัตตสูตรที่ ๑ - ๓สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๔๖-๔๘ อนิจจสูตรที่ ๔ - ๖สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๔๙-๕๑ ทุกขสูตรที่ ๔ - ๖สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๕๒-๕๔. อนัตตสูตรที่ ๔ - ๖สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๕๕. อัชฌัตตายตนสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๕๖. อัชฌัตตายตนสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๕๗. อัชฌัตตายตนสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๕๘. พาหิรายตนสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๕๙. พาหิรายตนสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สัฏฐิเปยยาลที่ ๒ ๖๐. พาหิรายตนสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สมุททวรรคที่ ๓ ๑. สมุทรสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สมุททวรรคที่ ๓ ๒. สมุทรสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สมุททวรรคที่ ๓ ๓. พาลิสิกสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สมุททวรรคที่ ๓ ๔. ขีรรุกขสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สมุททวรรคที่ ๓ ๕. โกฏฐิกสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สมุททวรรคที่ ๓ ๖. กามภูสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สมุททวรรคที่ ๓ ๗. อุทายีสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สมุททวรรคที่ ๓ ๘. อาทิตตปริยายสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สมุททวรรคที่ ๓ ๙. หัตถปาทปัพพสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ สมุททวรรคที่ ๓ ๑๐. หัตถปาทปัพพสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อาสีวิสวรรคที่ ๔ ๑. อาสีวิสสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อาสีวิสวรรคที่ ๔ ๒. รถสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อาสีวิสวรรคที่ ๔ ๓. กุมมสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อาสีวิสวรรคที่ ๔ ๔. ทารุขันธสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อาสีวิสวรรคที่ ๔ ๕. ทารุขันธสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อาสีวิสวรรคที่ ๔ ๖. อวัสสุตสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อาสีวิสวรรคที่ ๔ ๗. ทุกขธรรมสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อาสีวิสวรรคที่ ๔ ๘. กึสุกสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อาสีวิสวรรคที่ ๔ ๙. วีณาสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อาสีวิสวรรคที่ ๔ ๑๐. ฉัปปาณสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อาสีวิสวรรคที่ ๔ ๑๑. ยวกลาปิสูตร-๑๒. เทวาสุรสังคามสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ ปฐมกสคาถวรรคที่ ๑ ๑. สมาธิสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ ปฐมกสคาถวรรคที่ ๑ ๒. สุขสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ ปฐมกสคาถวรรคที่ ๑ ๓. ปหานสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ ปฐมกสคาถวรรคที่ ๑ ๔. ปาตาลสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ ปฐมกสคาถวรรคที่ ๑ ๕. ทัฏฐัพพสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ ปฐมกสคาถวรรคที่ ๑ ๖. สัลลัตถสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ ปฐมกสคาถวรรคที่ ๑ ๗. เคลัญญสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ ปฐมกสคาถวรรคที่ ๑ ๘. เคลัญญสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ ปฐมกสคาถวรรคที่ ๑ ๙. อนิจจสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ ปฐมกสคาถวรรคที่ ๑ ๑๐. ผัสสมูลกสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ รโหคตวรรคที่ ๒ ๑. รโหคตสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ รโหคตวรรคที่ ๒ ๒. วาตสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ รโหคตวรรคที่ ๒ ๓. วาตสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ รโหคตวรรคที่ ๒ ๔. นิวาสสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ รโหคตวรรคที่ ๒ ๕. อานันทสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ รโหคตวรรคที่ ๒ ๖. อานันทสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ รโหคตวรรคที่ ๒ ๗. สัมพหุลสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ รโหคตวรรคที่ ๒ ๘. สัมพหุลสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ รโหคตวรรคที่ ๒ ๙. ปัญจกังคสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ รโหคตวรรคที่ ๒ ๑๐. ภิกขุสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ อัฏฐสตปริยายวรรคที่ ๓ ๑. สิวกสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ อัฏฐสตปริยายวรรคที่ ๓ ๒. อัฏฐสตปริยายสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ อัฏฐสตปริยายวรรคที่ ๓ ๓. ภิกขุสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ อัฏฐสตปริยายวรรคที่ ๓ ๔. ปุพพสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ อัฏฐสตปริยายวรรคที่ ๓ ๕. ญาณสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ อัฏฐสตปริยายวรรคที่ ๓ ๖. ภิกขุสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ อัฏฐสตปริยายวรรคที่ ๓ ๗. สมณพราหมณสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ อัฏฐสตปริยายวรรคที่ ๓ ๘. สมณพราหมณสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ อัฏฐสตปริยายวรรคที่ ๓ ๙. สมณพราหมณสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ อัฏฐสตปริยายวรรคที่ ๓ ๑๐. สุทธิกสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุตต์ อัฏฐสตปริยายวรรคที่ ๓ ๑๑. นิรามิสสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ เปยยาลวรรคที่ ๑ ๑. อมนาปสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ เปยยาลวรรคที่ ๑ ๒. มนาปสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ เปยยาลวรรคที่ ๑ ๓. อาเวณิกสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ เปยยาลวรรคที่ ๑ ๔. มาตุคามสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ เปยยาลวรรคที่ ๑ ๕. อนุรุทธสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ เปยยาลวรรคที่ ๑ ๖. อุปนาหีสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ เปยยาลวรรคที่ ๑ ๗. อิสสุกีสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ เปยยาลวรรคที่ ๑ ๘. มัจฉรีสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ เปยยาลวรรคที่ ๑ ๙. อติจารีสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ เปยยาลวรรคที่ ๑ ๑๐. ทุสสีลสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ เปยยาลวรรคที่ ๑ ๑๑. อัปปัสสุตสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ เปยยาลวรรคที่ ๑ ๑๒. กุสีตสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ เปยยาลวรรคที่ ๑ ๑๓. มุฏฐัสสติสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ เปยยาลวรรคที่ ๑ ๑๔. ปัญจเวรสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ วรรคที่ ๒ อนุรุทธสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ วรรคที่ ๒ อนุปนาหีสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ วรรคที่ ๒ อนิสสุกีสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ วรรคที่ ๒ อมัจฉรีสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ วรรคที่ ๒ ปัญจสีลสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ มาตุคามพลวรรคที่ ๓ ๑. วิสารทสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ มาตุคามพลวรรคที่ ๓ ๒. ปัสสัยหสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ มาตุคามพลวรรคที่ ๓ ๓. อภิภุยยสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ มาตุคามพลวรรคที่ ๓ ๔. อังคสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ มาตุคามพลวรรคที่ ๓ ๕. นาสยิตถสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ มาตุคามพลวรรคที่ ๓ ๖. เหตุสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ มาตุคามพลวรรคที่ ๓ ๗. ฐานสูตร - ๘. วิสารทสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ มาตุคามพลวรรคที่ ๓ ๙. ปัญจเวรสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มาตุคามสังยุตต์ มาตุคามพลวรรคที่ ๓ ๑๐. วัฑฒิสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค ชัมพุขาทกสังยุตต์สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สามัณฑกสังยุตต์สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค โมคคัลลานสังยุตต์สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค จิตตคหปติปุจฉาสังยุตต์ ๑. สังโยชนสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค จิตตคหปติปุจฉาสังยุตต์ ๒. อิสิทัตตสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค จิตตคหปติปุจฉาสังยุตต์ ๓. อิสิทัตตสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค จิตตคหปติปุจฉาสังยุตต์ ๔. มหกสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค จิตตคหปติปุจฉาสังยุตต์ ๕. กามภูสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค จิตตคหปติปุจฉาสังยุตต์ ๖. กามภูสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค จิตตคหปติปุจฉาสังยุตต์ ๗. โคทัตตสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค จิตตคหปติปุจฉาสังยุตต์ ๘. นิคัณฐสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค จิตตคหปติปุจฉาสังยุตต์ ๙. อเจลสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค จิตตคหปติปุจฉาสังยุตต์ ๑๐. คิลานสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค คามณิสังยุตต์ ๑. จัณฑสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค คามณิสังยุตต์ ๒. ตาลปุตตสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค คามณิสังยุตต์ ๓. โยธาชีวสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค คามณิสังยุตต์ ๔. หัตถาโรหสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค คามณิสังยุตต์ ๕. อัสสาโรหสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค คามณิสังยุตต์ ๖. ภูมกสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค คามณิสังยุตต์ ๗. เทศนาสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค คามณิสังยุตต์ ๘. อสังขาสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค คามณิสังยุตต์ ๙. กุลสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค คามณิสังยุตต์ ๑๐. มณิจูฬกสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค คามณิสังยุตต์ ๑๑. คันธภกสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค คามณิสังยุตต์ ๑๒. ราสิยสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค คามณิสังยุตต์ ๑๓. ปาฏลิยสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค อสังขตสังยุตต์ วรรคที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค อสังขตสังยุตต์ วรรคที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค อัพยากตสังยุตต์ ๑. เขมาเถรีสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค อัพยากตสังยุตต์ ๒. อนุราธสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค อัพยากตสังยุตต์ ๓. สาริปุตตโกฏฐิตสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค อัพยากตสังยุตต์ ๔. สาริปุตตโกฏฐิตสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค อัพยากตสังยุตต์ ๕. สาริปุตตโกฏฐิตสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค อัพยากตสังยุตต์ ๖. สาริปุตตโกฏฐิตสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค อัพยากตสังยุตต์ ๗. โมคคัลลานสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค อัพยากตสังยุตต์ ๘. วัจฉสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค อัพยากตสังยุตต์ ๙. กุตุหลสาลาสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค อัพยากตสังยุตต์ ๑๐. อานันทสูตรสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค อัพยากตสังยุตต์ ๑๑. สภิยสูตร

经典

สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อาสีวิสวรรคที่ ๔ ๘. กึสุกสูตร

อรรถกถาแปลไทย

124 行1 个版本

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

印本前页文字

อรรถกถากิงสุกสูตรที่ ๘

ในกิงสุกสูตรที่ ๘ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า ทสฺสนํ นั่นเป็นชื่อเรียก ปฐมมรรค (โสดาปัตติมรรค) เพราะว่า ปฐมมรรค (นั้น) ทำหน้าที่คือการละกิเลสได้สำเร็จ เห็นพระนิพพานเป็นครั้งแรก ฉะนั้นจึงเรียกว่า ทัสสนะ.

ถึงแม้ว่า โคตรภูญาณจะเห็นพระนิพพานก่อนกว่ามรรคก็จริง ถึงกระนั้น ก็ไม่เรียกว่าทัสสนะ เพราะได้แต่เห็น แต่ไม่มีการละกิเลสอันเป็นกิจที่จะต้องทำ.

อีกอย่างหนึ่ง มรรคทั้ง ๔ ก็ชื่อว่าทัสสนะเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นได้ฟังภิกษุทั้งหลายกล่าวอยู่อย่างนี้ว่า ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ทัสสนะกำลังบริสุทธิ์ ในขณะแห่งผล (โสดาปัตติผล) บริสุทธิ์แล้ว ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค อนาคามิมรรคและอรหัตตมรรค ทัสสนะกำลังบริสุทธิ์ ส่วนในขณะแห่งผลบริสุทธิ์แล้ว จึงคิดว่า ถึงเราก็จักชำระทัสสนะให้บริสุทธิ์ แล้วดำรงอยู่ในอรหัตตผล คือจักทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานที่มีทัสสนะอันบริสุทธิ์อยู่ ดังนี้แล้ว เข้าไปหาภิกษุนั้น แล้วเริ่มถามอย่างนี้.

ภิกษุนั้นบำเพ็ญกัมมัฏฐานมีผัสสายตนะเป็นอารมณ์ กำหนดรูปธรรมและอรูปธรรม ด้วยอำนาจผัสสายตนะ ๖ แล้วสำเร็จเป็นพระอรหันต์.

ก็ในอายตนะ ๖ นี้ อายตนะ ๕ ประการแรกจัดเป็นรูป มนายตนะจัดเป็นอรูป เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นจึงพูดถึงเฉพาะมรรคที่ตนบรรลุแล้ว.

บทว่า อสนฺตุฏฺโฐ ความว่า ภิกษุนั้นไม่พอใจ เพราะท่านกล่าวยืนยันสังขารบางส่วน

ได้ยินว่า ภิกษุที่ถามนั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ท่านรูปนี้ได้กล่าวยืนยันสังขารบางส่วน ใครๆ จะสามารถยืนหยัดอยู่ในสังขารบางส่วน แล้วบรรลุนิพพานที่เป็นทัสสนวิสุทธิได้หรือหนอ.

แต่นั้นท่านจึงถามท่านรูปนั้นว่า ผู้มีอายุ ท่านองค์เดียวเท่านั้นหรือที่รู้จักพระนิพพาน ซึ่งเป็นทัสสนะอันบริสุทธิ์นี้ หรือว่าแม้ผู้อื่นที่รู้จักก็มีอยู่.

ครั้งนั้น ภิกษุที่ถูกถามนั้นได้กล่าวว่า ผู้มีอายุ ในวิหารแห่งโน้นมีพระเถระชื่อโน้นอยู่.

ภิกษุรูปที่ถามนั้น จึงเข้าไปถามพระเถระแม้นั้น. ท่านเข้าไปถามพระเถระรูปอื่นๆ โดยอุบายนี้แล.

อนึ่งในสูตรนี้ ภิกษุรูปที่ ๒ เจริญกัมมัฏฐานมีเบญจขันธ์เป็นอารมณ์ ได้กำหนดนามรูป คือกำหนดรูปด้วยอำนาจรูปขันธ์ กำหนดนามด้วยอำนาจขันธ์ที่เหลือแล้วได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ตามลำดับ เพราะฉะนั้น ภิกษุรูปที่ ๒ แม้นั้นจึงพูดถึงเฉพาะมรรคที่ตนบรรลุแล้ว.

ฝ่ายภิกษุรูปที่ถามนี้ไม่พอใจด้วยคิดว่า คำพูดของภิกษุเหล่านี้เข้ากันไม่ได้ (เพราะ) ภิกษุรูปที่ ๑ กล่าวยืนยันสังขารที่เป็นไปกับด้วยบางส่วน (ส่วน) ภิกษุรูปที่ ๒ นี้กล่าวยืนยันสังขารที่ไม่มีส่วนเหลือ (ทั้งหมด) จึงถามภิกษุนั้นอย่างนั้น แล้วหลีกไป.

ภิกษุรูปที่ ๓ เจริญกัมมัฏฐานมีมหาภูตรูปเป็นอารมณ์ กำหนดมหาภูตรูป ๔ ทั้งโดยย่อและโดยพิสดารแล้วสำเร็จอรหัตตผล เพราะฉะนั้น ภิกษุรูปที่ ๓ แม้นี้จึงพูดถึงเฉพาะมรรคที่ตนบรรลุแล้วเท่านั้น. แต่ภิกษุรูปที่ถามนี้ก็ยังไม่พอใจด้วยคิดว่า คำพูดของภิกษุเหล่านี้เข้ากันไม่ได้ (เพราะ) ภิกษุรูปที่ ๑ กล่าวยืนยันสังขารที่เป็นไปกับด้วยบางส่วน ภิกษุรูปที่ ๒ กล่าวยืนยันสังขารที่ไม่มีส่วนเหลือ (ทั้งหมด) ภิกษุรูปที่ ๓ กล่าวยืนยันสังขารที่มีส่วนยิ่งใหญ่ (มหาภูตรูป) จึงถามภิกษุรูปที่ ๓ นั้นอย่างนั้นแล้วหลีกไป.

ภิกษุรูปที่ ๔ เจริญกัมมัฏฐานที่เป็นไปในภูมิ ๓.

ได้ยินว่า ธาตุของท่านเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ เรือนร่างสวยงามแข็งแรง แม้กัมมัฏฐานทุกข้อก็เป็นสัปปายะสำหรับท่าน สังขารไม่ว่าจะเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบันเป็นกามาวจร รูปาวจรหรืออรูปาวจรทั้งหมด ล้วนเป็นสัปปายะ (สำหรับท่าน) ทั้งนั้น ชื่อว่ากัมมัฏฐานที่ไม่เป็นสัปปายะไม่มี.

แม้ในกาลทั้งหลาย จะเป็นเวลาก่อนอาหาร หลังอาหาร หรือปฐมยามเป็นต้นก็ตาม (เป็นสัปปายะทั้งนั้น) กาลที่ไม่เป็นสัปปายะไม่มีเลย.

เปรียบเหมือนช้างใหญ่ก้าวลงสู่ภูมิภาคอันเป็นที่เที่ยวหากิน ต้นไม้ที่ต้องใช้งวงจับ ก็ใช้งวงนั่นเองถอนมาจับไว้ ต้นไม้ที่ต้องใช้เท้ากระชุ้น ก็ใช้เท้านั้นเองกระชุ้น แล้วจับไว้ฉันใด ภิกษุรูปที่ ๔ นั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน คือกำหนดธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งหมด ด้วยการกำหนดกลาปะ แล้วพิจารณาจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้น รูปที่ ๔ แม้นั้นจึงบอกเฉพาะมรรคที่ตนบรรลุแล้ว.

____________________________

ปาฐะว่า ยถา นาม ปาริภูมิโอติณฺโณ มหาหตฺถี หตฺเถน คเหตพฺพํ หตฺเถวเนว มุญฺจิตวา คณฺหาติ ปาเทหิ ปหริตฺวา คเหตพฺพํ ปหริตฺวา คณฺหาติ เอวเนว สกลเตภูมิกธมฺเม กลาปคณเณ...

ฉบับพม่าเป็น ยถานาม จาริภูมึ โอติณฺโณ มหาหตฺถี ตหฺเถน คเหตพฺพํ หตฺเถวเนว ลุญฺจิตฺวา คณฺหาติ ปาเทหิ ปหริตฺวา คเหตพฺพํ ปาเทหิ ปหริตฺวา คณฺหาติ เอวเมว สกเล เตภูมิกธมฺเม กลาปคุคาเหน... แปลตามฉบับพม่า

ฝ่ายภิกษุรูปที่ถามนี้ก็ยังไม่พอใจด้วยคิดว่า คำพูดของภิกษุเหล่านี้เข้ากันไม่ได้ (เพราะ) ภิกษุรูปที่ ๑ ดำรงอยู่ในสปเทสสังขารกล่าว ภิกษุรูปที่ ๒ ดำรงอยู่ในนิปปเทสสังขารกล่าว ภิกษุรูปที่ ๓ ก็เหมือนเดิม คือดำรงอยู่ในสปเทสสังขารกล่าว (ฝ่าย) ภิกษุรูปที่ ๔ ก็ดำรงอยู่ในนิปปเทสสังขารเช่นกันกล่าว จึงได้เรียนถามภิกษุนั้นว่า ผู้มีอายุ นิพพานซึ่งมีทัสสนะอันบริสุทธิ์นี้ ท่านรู้ได้ตามธรรมดาของตน หรือว่าใครหนอท่าน.

ภิกษุนั้นก็ตอบว่า ผู้มีอายุ พวกผมจะรู้อะไร แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีอยู่ในโลกกับทั้งเทวโลก พวกผมอาศัยพระองค์จึงรู้พระนิพพานนั้น.

ภิกษุรูปที่ถามนั้นคิดว่า ภิกษุเหล่านี้ไม่สามารถบอกให้ถูกอัธยาศัยของเราได้ เราเองจะไปทูลถามพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเท่านั้น จึงจะหมดความสงสัย ดังนี้แล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจนถึงที่ประทับ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับคำของภิกษุนั้นแล้ว ก็หาได้ทำให้เธอลำบากใจอย่างนี้ไม่ว่า ภิกษุที่กล่าวแก้ปัญหาแก่เธอทั้ง ๔ รูปนั้น เป็นพระขีณาสพ ภิกษุเหล่านั้นกล่าวแก้ดีแล้ว แต่เธอเองต่างหากกำหนดปัญหานั้นไม่ได้ เพราะตนเองเป็นคนโง่ทึบ.

____________________________

ปาฐะว่า สุกถิตา เต... ฉบับพม่าเป็น สุกถิตํ เตหิ แปลตามฉบับพม่า

แต่เพราะทรงทราบว่า ภิกษุรูปที่ถามปัญหานั้นเป็นการกบุคคล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงพระดำริว่า ภิกษุนี้เป็นผู้แสวงหาประโยชน์ (คือพระนิพพาน) เราจักสอนเธอให้ตรัสรู้ด้วยพระธรรมเทศนา นั้นแล ดังนี้แล้วจึงทรงนำกิงสุโกปมสูตร มา (แสดง).

____________________________

ปาฐะว่า อตถคเวสโก เอส ธมฺมเทสนาย เอส ธมฺมเทสนาย เอวํ นํ พุชฺฌาเปสฺสามิ.

ฉบับพม่าเป็น อตฺตคเวสโก เอส, ธมฺมเทสนาย เอว นํ พุชฺฌาเปสฺสามีติ แปลตามฉบับพม่า

ควรหยิบยกเอาเรื่องที่ปรากฏอยู่ในกิงสุโกปมสูตรนั้นมาอธิบายขยายความให้แจ่มแจ้งดังต่อไปนี้ :-

มีเรื่องเล่าว่า แพทย์พราหมณ์คนหนึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรคทุกชนิด เป็นบัณฑิต อาศัยอยู่ในนครใหญ่แห่งหนึ่ง. ต่อมาคนเป็นวัณโรคคนหนึ่ง อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ซึ่งตั้งอยู่ทางประตูเมือง ด้านทิศปราจีน ได้ไปหาแพทย์นั้น ไหว้เขาแล้วยืนอยู่. แพทย์ผู้เป็นบัณฑิตสนทนาปราศรัยกับเขา แล้วได้ถามว่า พ่อมหาจำเริญ พ่อมาด้วยประสงค์อะไร.

เขาตอบว่า พ่อหมอ ข้าพเจ้าถูกโรคคุกคาม ขอพ่อหมอช่วยบอกยาให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด. หมอแนะนำว่า พ่อมหาจำเริญ ถ้าอย่างนั้น เชิญพ่อไปตัดต้นทองกวาว เอามาตากแดดให้แห้ง เผาแล้วเอาน้ำด่างของต้นทองกวาวนั้น มาปรุงเข้ากับยาชนิดนี้ๆ ทำให้เป็นยาดองแล้วดื่มเถิด ท่านจักสบาย. คนที่เป็นโรคนั้น ทำตามหมอบอกแล้วก็หายโรค กลับเป็นคนแข็งแรง ผิวพรรณผ่องใส.

ต่อมา คนอีกคนหนึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านซึ่งตั้งอยู่ทางประตูเมืองด้านทิศใต้ กระสับกระส่ายด้วยโรคเดียวกันนั้น ได้สดับว่า ข่าวว่าคนโน้นทำยา (ดื่ม) แล้วกลับหายโรค จึงเข้าไปหาคนนั้นแล้วถามว่า สหาย ท่านหายป่วยเพราะอะไร. คนที่ถูกถามนั้นก็ตอบว่า เพราะยาดองทองกวาว เชิญท่านไปทำดูบ้างเถิด ฝ่ายคนที่เป็นโรคนั้น ก็ไปทำตามนั้น แล้วกลับหายโรคเหมือนอย่างนั้น.

อยู่มาคนอีกคนหนึ่งอาศัยอยู่ในหมู่ซึ่งตั้งอยู่ทางประตูเมืองด้านทิศตะวันตก ฯลฯ คนอีกคนหนึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านซึ่งตั้งอยู่ทางประตูเมืองด้านทิศเหนือ กระสับกระส่ายด้วยโรคชนิดเดียวกันนั้น ได้สดับว่า ได้ยินว่าคนโน้นทำยำ (ดื่ม) แล้วกลับหายโรค จึงเข้าไปหาแล้วถามว่า สหาย ท่านหายป่วยเพราะอะไร. คนที่ถูกถามก็ตอบว่า เพราะยาดองทองกวาว เชิญท่านไปทำดูบ้างเถิด. ฝ่ายคนที่ถามนั้นก็ไปทำตามนั้นแล้วกลับหายโรคเหมือนอย่างนั้น.

ต่อมาชายอีกคนหนึ่งเป็นคนบ้านนอก ไม่เคยเห็นต้นทองกวาว ทุรนทุรายด้วยโรคเดียวกันนั้น ทำยา (แก้โรค) เหล่านั้น (รักษาตัว) อยู่นาน เมื่อโรคยังไม่หาย ได้ฟังว่า ข่าวว่าคนที่อยู่ในหมู่บ้านซึ่งตั้งอยู่ทางประตูเมืองด้านทิศปราจีน ทำยา (ดื่ม) แล้วหายโรค จึงคิดว่า เราจะถามดูบ้าง จักได้ทำยาอย่างที่เขาทำ ดังนี้แล้ว เอาไม้เท้ายันเดินทางไปหาเขาตามลำดับ (ถึงแล้ว) ได้ถามว่า สหาย ท่านหายป่วยเพราะอะไร. คนที่ถูกถามก็ตอบว่า เพราะยาดองทองกวาวนะเพื่อน.

เขาถามต่อไปว่า พ่อมหาจำเริญ ก็ไม้ทองกวาวเป็นเช่นไร. คนที่ถูกถามก็ตอบว่า เป็นเหมือนเสาไฟไหม้ ตั้งตระหง่านอยู่ในบ้านที่ถูกไฟไหม้.

ด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้ เป็นอันบุรุษนั้นบอก (ลักษณะ) ต้นทองกวาวตามอาการที่ตนได้เห็นมาอย่างเดียว. เพราะว่าในเวลาที่เขาเห็นต้นทองกวาวสลัดใบแล้ว จึงได้เป็นเช่นนั้นเพราะเขามาเห็นในเวลาเป็นตอ.

____________________________

ปาฐะว่า ปติตมตฺโต ขารกชเลน ทิฏฐตฺตา

ฉบับพม่าเป็น ปติตปตฺโต ขาณุกกาเล ทิฏฺฐตฺตา แปลตามฉบับพม่า

ก็ชายคนที่พูดว่า ต้นทองกวาวนี้เป็นเหมือนเสาที่ถูกไฟไหม้ในบ้านที่ถูกไฟไหม้ เพราะเขาเป็นบุคคลประเภทสุตมังคลิกะ (เชื่อในสิ่งที่ได้ยินแล้วว่าเป็นมงคล) (แต่) เรื่องนี้ไม่เป็นมงคล.

เขาไม่พอใจคำบอกเล่าของคนคนนั้น ด้วยคิดว่า ความจริงเมื่อเราได้ปรุงยาขนานหนึ่งแล้ว โรคก็ไม่หาย จึงถามชายคนนั้นต่อไปว่า พ่อคุณ. พ่อคนเดียวเท่านั้นที่รู้จักต้นทองกวาว หรือว่าคนอื่น (ที่รู้) ก็ยังมี.

ยังมีอยู่ พ่อคุณ คนชื่อโน้นอยู่ที่บ้านใกล้ประตูทิศทักษิณ. เขาได้เข้าไปถามชายคนนั้น. ชายคนนั้นบอกว่า ต้นทองกวาวมีสีแดงโดยอนุรูปแก่ต้นทองกวาวที่ตนเห็น เพราะตนเห็น ในเวลาที่ต้นทองกวาวบาน. เขาไม่พอใจคำบอกเล่าแม้ของชายคนนั้น ด้วยคิดว่า ชายผู้นี้บอกว่า ต้นทองกวาวแดง ผิดจากคนก่อนที่บอกว่าดำ เพราะเห็นใกล้มากและเห็นไกลมาก (ต่างกัน) จึงถามว่า พ่อคุณ ยังมีอยู่ไหม ใครคนอื่นที่เคยเห็นดอกทองกวาว. เมื่อเขาตอบว่า มี คนชื่อโน้นอยู่ที่บ้านใกล้ประตูพระนครด้านทิศตะวันตก จึงเข้าไปถามชายผู้นั้น. ชายคนนั้นตอบว่า ทองกวาวมีดอกทนทาน เหมือนฝักดาบที่ยังดีๆ (ยังไม่ชำรุด) ตามแนวที่ตนเห็น เพราะเขาเห็นในเวลาทองกวาวมีดอก.

จริงอยู่ ทองกวาวในเวลามีดอกบาน เหมือนจะห้อยอยู่นาน และเหมือนฝักดาบที่ถือห้อยลงมา จะมีฝักห้อยลงมาเหมือนต้นซึก. เขา (ได้ฟังแล้ว) ไม่พอใจคำบอกของคนนั้น ด้วยคิดว่า คนผู้นี้พูดผิดจากคนก่อน เราไม่อาจเชื่อถือถ้อยคำของคนผู้นี้ได้ จึงถามว่า พ่อคุณ ยังมีไหมใครคนอื่นที่เคยเห็นดอกทองกวาว เมื่อเขาตอบว่า มีคนชื่อโน้นอยู่ในบ้านใกล้ประตูพระนครทิศอุดร จึงเข้าไปถามคนๆ นั้น. คนๆ นั้นบอกว่าต้นทองกวาว มีใบดกหนา มีร่มเงาทึบ. ร่มเงาที่ชิดติดกัน ชื่อว่าร่มเงาทึบ.

เขาไม่พอใจคำตอบของคนๆ นั้น ด้วยคิดว่าคนผู้นี้พูดผิดจากคนก่อน เราไม่อาจเชื่อถือถ้อยคำของคนนี้ได้ จึงถามเขาว่า พ่อคุณ พวกท่านรู้จักทองกวาวตามธรรมดาของตน หรือว่าใครบอกท่าน.

พวกเขาตอบว่า พ่อคุณ พวกเราจะรู้ได้อย่างไร แต่เราทั้งหลายมีอาจารย์ที่เป็นแพทย์บัณฑิต อยู่ท่ามกลางมหานคร พวกเราอาศัยท่านแล้วจึงรู้ได้. ชายคนนั้นคิดว่า ถึงเราก็จะเข้าไปหาอาจารย์นั้น จะได้สิ้นข้อกังขา แล้วเข้าไปยังสำนักอาจารย์ ไหว้แล้ว นั่งอยู่.

แพทย์บัณฑิตทักทายกับเขา พอเกิดความบันเทิงแล้วถามว่า พ่อมหาจำเริญ เธอมาโดยมีประสงค์อันใด

เขาตอบว่า ผมนี้ถูกโรคคุกคาม ขออาจารย์จงบอกยาสักขนานหนึ่ง.

แพทย์บัณฑิตจึงบอกว่า พ่อคุณ ถ้ากระนั้น เธอจงไปตัดเอาต้นทองกวาวมาตากให้แห้ง เผาแล้ว เอาน้ำด่างของมันมาปรุงกับยาอย่างนี้ อย่างนี้ ดองแล้วดื่ม เธอจะถึงความสบายด้วยยาขนานนี้. เขาทำอย่างนั้นแล้ว หายโรค กลับเป็นผู้มีกำลังวังชาผุดผ่อง.

ในข้ออุปมานั้น พระนครคือพระนิพพาน พึงเห็นว่าเหมือนมหานคร. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนแพทย์บัณฑิต

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนสุนักขัตตะ คำว่า ภิสโก (อายุรแพทย์) สลฺลถตฺโต (ศัลยแพทย์) นี้เป็นชื่อของตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.

พระขีณาสพผู้บรรลุทัสสนวิสุทธิ ๔ ประเภทเหมือนลูกมือของแพทย์ ๔ คน ผู้อยู่ในบ้านใกล้ประตูพระนครทั้ง ๔. ภิกษุผู้ทูลถามปัญหา เหมือนบุรุษชาวปัจจันตชนบทคนแรก. เวลาเข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้วทูลถามปัญหาของภิกษุนี้ผู้ไม่พอใจด้วยถ้อยคำของพระขีณาสพ ๔ ประเภทผู้บรรลุทัสสนวิสุทธิ เหมือนการเข้าไปหาอาจารย์แล้วถามของชาวปัจจันตชนบทผู้ไม่พอใจด้วยถ้อยคำของลูกมือแพทย์ทั้ง ๔ คน ฉะนั้น.

บทว่า ยถา ยถา อธิมุตฺตานํ ความว่า น้อมไปแล้วโดยอาการใด.

บทว่า ทสฺสนํ สุวิสุทฺธํ ความว่า การเห็นพระนิพพานเป็นทัสสนะที่บริสุทธิ์ด้วยดี.

บทว่า ตถา ตถา เฉเกหิ สปฺปุริเสหิ พฺยากตํ ความว่า สัตบุรุษ (ผู้ฉลาดทั้งหลาย) เหล่านั้นได้บอกแล้วแก่เธอโดยอาการนั้นๆ แล.

____________________________

ปาฐะว่า เตน เตน อากาเรน วา ฉบับพม่าเป็น เตน เตเนวากาเรน แปลตามฉบับพม่า.

อุปมาเหมือนหนึ่งว่า บุคคลเมื่อบอกว่าทองกวาวดำ ก็จะไม่บอกอย่างอื่น คงบอกทองกวาวนั่นแหละ ตามนัยที่ตนได้เห็นฉันใด แม้พระขีณาสพผู้ได้บรรลุทัสสนวิสุทธิด้วยอำนาจแห่งผัสสายตนะ ๖ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อจะตอบปัญหานี้ก็ไม่บอกอย่างอื่น บอกนิพพานนั่นแหละที่เป็นทัสสนวิสุทธิ ตามมรรคที่ตนได้บรรลุ.

และบุคคลแม้เมื่อจะบอกว่าทองกวาวแดงเกิดมานานแล้วมีใบดกหนา จะไม่บอกอย่างอื่น คงบอกดอกทองกวาวนั่นแหละ ตามนัยที่ตนได้เห็นแล้วฉันใด พระขีณาสพผู้ได้บรรลุทัสสนวิสุทธิ ด้วยสามารถแห่งอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ด้วยสามารถแห่งมหาภูตรูป ๔ หรือด้วยสามารถแห่งธรรมเป็นไปในภูมิ ๓ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน. เมื่อจะตอบปัญหานี้ ก็จะไม่ตอบอย่างอื่น คงตอบนิพพานนั่นเอง ที่เป็นทัสสนวิสุทธิ ตามมรรคที่ตนได้บรรลุแล้ว.

บรรดาคนเหล่านั้น ผู้เห็นทองกวาว ในเวลาทองกวาวดำ การเห็นนั้นเป็นเรื่องจริง เป็นของแท้ ไม่ใช่เขาเห็นอย่างอื่น เห็นทองกวาวนั่นแหละฉันใด พระขีณาสพแม้ผู้ได้บรรลุทัสสนวิสุทธิด้วยอำนาจแห่งผัสสายตนะก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทัสสนะเป็นของจริง เป็นของแท้ ไม่ใช่ท่านบอกอย่างอื่น บอกพระนิพพานนั่นแหละที่เป็นทัสสนวิสุทธิ ตามมรรคที่ตนได้บรรลุแล้ว.

อนึ่ง แม้ผู้เห็นทองกวาว ในเวลามันมีสีแดงเกิดมานาน มีใบดกหนา การเห็นนั้นก็เป็นของจริง เป็นของแท้ ไม่ใช่เห็นอย่างอื่น เห็นทองกวาวนั่นแหละฉันใด พระขีณาสพแม้ผู้ได้บรรลุทัสสนวิสุทธิ ด้วยอำนาจอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ด้วยอำนาจมหาภูตรูป ๔ (หรือ) ด้วยอำนาจธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทัสสนะเป็นของจริง เป็นของแท้ ท่านไม่ได้บอกสิ่งอื่น บอกนิพพานนั่นแหละที่เป็นทัสสนวิสุทธิ ตามมรรคที่ตนได้บรรลุ.

ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเริ่มคำนี้ไว้ว่า เสยฺยถาปิ ภิกฺขุ รญฺโญ ปจฺจนฺติมํ นครํ.

ตอบว่า เพราะถ้าภิกษุนั้นเข้าใจคำนั้นได้แล้ว ตอนนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจะได้เริ่มพระธรรมเทศนา ถ้าไม่เข้าใจ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ทรงเริ่มเพื่อต้องการจะแสดง คือเพื่อต้องการขยายความนั้นแลแก่ภิกษุนั้น ด้วยข้ออุปมาด้วยนครนี้.

ในข้ออุปมานั้น เพราะเหตุที่นครในมัชฌิมประเทศ สิ่งล้อมรอบทั้งหลายมีกำแพงเป็นต้น มั่นคงบ้าง ไม่มั่นคงบ้าง หรือว่าไม่มั่นคงโดยประการทั้งปวง ความหวาดระแวงโจรย่อมไม่มี ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ปจฺจนฺติมํ นครํ ดังนี้ โดยมิได้มุ่งหมายเอานครในมัชฌิมประเทศนั้น.

____________________________

ปาฐะว่า อตฺถสฺส ฉบับพม่าเป็น อถสฺส แปลตามฉบับพม่า.

ปาฐะว่า ตสฺเสว วตฺถุสฺส ฉบับพม่าเป็น ตสฺเสวตฺถสฺส แปลตามฉบับพม่า.

ปาฐะว่า มชฺฌิมปเทเสน ฉบับพม่าเป็น มชฺฌิมปเทเส แปลตามฉบับพม่า.

ปาฐะว่า โหนฺติ ฉบับพม่าเป็น โหนฺตุ แปลตามฉบับพม่า.

บทว่า ทฬฺหํ แปลว่า มั่นคง.

บทว่า ปาการโตรณํ ได้แก่ กำแพงที่มั่นคงและเสาค่ายที่มั่นคง.

อันธรรมดาว่า เสาค่ายสูง ๑ ช่วงคน เขาสร้างไว้เพื่อเป็นเครื่องประดับนคร ทั้งเป็นสถานที่สำหรับป้องกันโจรได้เหมือนกัน.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า โตรณํ นั่นเป็นชื่อของบานประตู. หมายความว่า มีบานประตูแข็งแรง.

____________________________

ปาฐะว่า ปีจสงฺฆาตสฺเสตํ ฉบับพม่าเป็น ปิฏฺฐสงฺฆาตสฺเสตํ แปลตามฉบับพม่า.

บทว่า ฉทฺวารํ ความว่า ธรรมดาว่าประตูเมือง ย่อมมีประตูเดียวบ้าง ๒ ประตูบ้าง ๑๐๐ ประตูบ้าง ๑๐๐๐ ประตูบ้าง. แต่ในที่นี้พระศาสดาเมื่อจะทรงแสดงนครมี ๖ ประตู จึงตรัสอย่างนี้.

บทว่า ปณฺฑิโต ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้ฉลาด.

บทว่า พฺยตฺโต ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้เฉียบแหลม คือมีญาณอันผ่องใส.

บทว่า เมธาวี ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยปัญญา กล่าวคือปัญญาสำหรับวินิจฉัยเหตุที่เกิดขึ้น.

พึงทำเนื้อความในคำว่า ปุรตฺถิมาย ทิสาย เป็นต้นให้แจ่มแจ้งแล้วทราบความหมายอย่างนี้ (ดังต่อไปนี้) เถิด.

ได้ยินว่า ในมหานครอันมั่งคั่ง พระราชาผู้ประกอบด้วยรตนะทั้ง ๗ ประการ ทรงครองจักรพรรดิราชสมบัติ (แต่ว่า) ปัจจันตนครนั่นของพระองค์ กลับขาดผู้ปฏิบัติราชการแทนพระองค์. ครานั้น ราชบุรุษทั้งหลายจึงพากันกราบทูลว่า ข้าแต่เทวะ ในนครของพวกข้าพระองค์ ไม่มีผู้ปฏิบัติราชการแทนพระองค์ ขอพระองค์ได้โปรดประทานผู้ปฏิบัติราชการแทนพระองค์ ให้พวกข้าพระองค์ สักคนหนึ่งเถิด.

____________________________

ปาฐะว่า ตสฺเสตํ น ปจจนฺตนครํ ราชายุตฺตวิรหิตํ ฉบับพม่าเป็น ตสฺเสตํ ปจฺจนฺตนครํ ราชายุตฺตวิรหิตํ แปลตามฉบับพม่า.

ปาฐะว่า อมฺหากํ เทวนคเร อายุยตฺตโก เทหิ ฉบับพม่าเป็น อมฺหากํ เทว นคเร อายุตฺตโก นตฺถิ แปลตามฉบับพม่า.

พระราชาพระราชทานพระราชโอรสพระองค์หนึ่ง แล้วตรัสว่า ไปเถิด จงพาเอาราชบุตรนั่นไปอภิเษกไว้ในเมืองนั้น ให้รับตำแหน่งมีตำแหน่งวินิจฉัยเป็นต้น แล้วอยู่เถิด. ราชบุรุษเหล่านั้นได้ทำตามกระแสพระราชดำรัส.

เพราะคลุกคลีอยู่กับมิตรที่เลว ล่วงไปได้ ๒-๓ วัน ราชโอรสก็กลายเป็นนักเลงสุรา ละเลยตำแหน่งทุกอย่างมีตำแหน่งวินิจฉัยเป็นต้น อันเหล่านักเลงแวดล้อม ดื่มสุรา ปล่อยวันและคืนให้ล่วงไป ด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลินกับการฟ้อนรำขับร้องเป็นต้น อยู่ท่ามกลางนคร.

ต่อมา ราชบุรุษทั้งหลายได้กราบทูลให้พระราชาทรงทราบ. พระราชาทรงสั่งบังคับอำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิตคนหนึ่งว่า เจ้าจงไปตักเตือน พระกุมารให้รับผิดชอบต่อตำแหน่งมีการวินิจฉัยคดีเป็นต้น อภิเษกใหม่แล้วค่อยกลับมา.

อำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่เทวะ ข้าพระองค์ไม่สามารถจะตักเตือนพระกุมารได้หรอก พระกุมารเป็นคนดุร้าย (บางที) จะพึงฆ่าข้าพระองค์ก็ได้.

ครานั้น พระราชาจึงสั่งบังคับนายทหารผู้สมบูรณ์ด้วยพลังคนหนึ่งว่า เจ้าจงไปกับอำมาตย์นี้ ถ้าพระกุมารนั้นไม่ยอมอยู่ในโอวาท ก็จงตัดศีรษะเขาเสีย.

ด้วยพระบรมราชโองการนี้ ราชทูตด่วนทั้งคู่ คือ อำมาตย์และ นายทหารผู้นั้น ก็พากันไปในเมืองนั้น แล้วถามนายทวารบาลว่า พ่อมหาจำเริญ พระกุมารผู้ว่าการพระนครอยู่ที่ไหน. นายทวารบาลตอบว่า (ขณะนี้) พระองค์อันเหล่านักเลงห้อมล้อม. ประทับนั่งเสวยน้ำจัณฑ์ ทรงเกษมสำราญอยู่กับการขับร้องเป็นต้น อยู่ที่ทางสามแยกกลางนคร.

____________________________

ปาฐะว่า โยโธ วา ฉบับพม่าเป็น โยโธ จ แปลตามฉบับพม่า.

ทันใดนั้น ราชทูตทั้งคู่นั้นจึงเข้าไปเฝ้าแล้วทูลว่า มีพระบรมราชโองการให้อมาตย์ยังเป็นใหญ่ (รักษาการ) ในเมืองนี้ไปก่อน ขอพระองค์จงรับสั่งให้เขารับผิดชอบตำแหน่งวินิจฉัยเป็นต้น แล้วจงปกครองบ้านเมืองให้ดี.

พระกุมารประทับนั่ง เป็นเหมือนไม่ทรงได้ยิน.

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ทูตฝ่ายทหารก็จับพระเศียรของพระกุมารนั้น แล้วชักพระขรรค์ออกพร้อมทั้งทูลว่า ถ้าพระองค์จะทำตามพระราชอาญาก็จงทำเสียเถิด หากไม่ทำ หม่อมฉันจักบั่นพระเศียร (ของพระองค์) ให้หลุดหล่นลงเสียในที่นี้แหละ. เหล่านักเลงผู้คอยบำรุงบำเรอก็หนีกระจัดกระจายไปคนละทิศละทางในทันใดนั้นเอง.

พระกุมารตกพระทัยกลัว ยอมรับพระราชสาสน์.

ครั้นแล้ว ราชทูตทั้งคู่นั้นก็ทำการอภิเษกแก่พระกุมารนั้น ในที่นั้นนั่นแล แล้วให้ยกเศวตฉัตรขึ้น มอบพระบรมราชโองการที่มีพระดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมไว้ว่า เจ้าจงปกครองบ้านเมืองโดยชอบเถิด ดังนี้แล้ว เดินทางกลับไปตามทางที่มาแล้วนั่นแล.

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงทำเนื้อความนี้ให้แจ่มแจ้ง จึงตรัสคำว่า ปุรตฺถิมาย ทิสาย เป็นต้น.

ในสูตรนั้น มีข้ออุปมาเปรียบเทียบดังต่อไปนี้ :-

ก็พระนครคือนิพพาน พึงเห็นเหมือนมหานครที่มั่งคั่ง. พระธรรมราชาสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยโพชฌงค์รตนะ ๗ ประการ พึงเห็นเหมือนพระเจ้าจักรพรรดิผู้ประกอบด้วยรตนะ ๗ ประการ. นครคือกายของตน พึงเห็นเหมือนนครชายแดน. จิตตุปบาทที่โกงของภิกษุนี้ พึงเห็นเหมือนราชบุตรโกง (ทรราช). ในนครนั้น เวลาที่ภิกษุนี้พรั่งพร้อมด้วยนิวรณ์ ๕ พึงเห็นเหมือนเวลาที่ราชบุตร (ทรราช) อันเหล่านักเลงแวดล้อม.

สมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน พึงเห็นเหมือนราชทูตเร็วทั้งคู่. เวลาที่จิตถูกสมาธิในปฐมฌานเกิดขึ้น ตรึงไว้มิให้หวั่นไหว พึงเห็นเหมือนเวลาที่ราชบุตรทรราชถูกทหารใหญ่จับพระเศียร. ภาวะที่เมื่อปฐมฌานพอเกิดขึ้นแล้ว นิวรณ์ ๕ ก็อยู่ห่างไกล พึงเห็นเหมือนภาวะที่เมื่อราชบุตรทรราช พอถูกทหารใหญ่จับพระเศียร. เหล่านักเลงทั้งหลายก็หนีกระจัดกระจายไปไกลคนละทิศละทาง. เวลาที่ภิกษุนั้นออกจากฌาน พึงเห็นเหมือนเวลาที่ทหารใหญ่ พอราชบุตรทรราชรับรองว่าจักทำตามพระบรมราชโองการ ก็ปล่อยพระราชกุมาร.

เวลาที่ภิกษุนั้นทำจิตให้ควรแก่การงาน ด้วยสมาธิแล้ว เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน พึงเห็นเหมือนเวลาที่อำมาตย์ทูลให้ทราบกระแสพระบรมราชโองการ (แก่ราชบุตร)

การที่ภิกษุผู้อาศัยสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน แล้วสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ยกเศวตฉัตรคือวิมุตติขึ้น พึงทราบเหมือนการที่ราชบุตรนั้น อันราชทูตทั้งคู่นั้นทำการอภิเษก แล้วยกเศวตฉัตรขึ้นถวายในเมืองนั้นนั่นแล.

ส่วนเนื้อความของบททั้งหลายมีอาทิว่า จาตุมฺมหาภูติกสฺส ในคำมีอาทิว่านครนฺติ โข ภิกฺขุ อิมสฺเสตํ จาตุมฺมหาภูติกสฺส กายสฺส อธิวจนํ ได้อธิบายไว้อย่างพิสดารแล้วในตอนต้น.

ก็ในสูตรนี้ กายพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า นคร เพราะเป็นที่ประทับอยู่ของราชบุตร คือวิญญาณอย่างเดียว.

อายตนะ ๖ ตรัสเรียกว่า ทวาร เพราะเป็นประตู (ทางออก) ของราชบุตร คือวิญญาณนั้นนั่นแล.

สติ ตรัสเรียกว่า นายทวารบาล (คนเฝ้าประตู) เพราะเฝ้าประจำอยู่ในทวารทั้ง ๖ นั้น.

ในบทนี้ว่า สมถะและวิปัสสนา เป็นราชทูตด่วน สมถะพึงทราบว่าเหมือนทหารใหญ่ วิปัสสนาพึงทราบว่าเหมือนอำมาตย์ผู้ประกอบด้วยความเป็นบัณฑิต เพราะถูกพระธรรมราชาผู้ตรัสบอกกัมมัฏฐาน ทรงส่งไปแล้ว.

บทว่า มชฺเฌ สึฆาฏโก ความว่า ทางสามแยกกลางนคร.

บทว่า มหาภูตานํ ได้แก่ มหาภูตรูปอันเป็นที่อาศัยของหทยวัตถุ. อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสศัพท์ว่า มหาภูตรูป ๔ ไว้ก็เพื่อแสดง (นิสสย) ปัจจัยของวัตถุรูปนั่นเอง.

พระราชบุตรคือวิปัสสนาจิต ประทับนั่งอยู่ที่ทางสามแยกคือหทยรูปในท่ามกลาง (นครคือ) กาย อันเหล่าราชทูต คือสมถะและวิปัสสนา พึงอภิเษกต้องการอภิเษกเป็นพระอรหันต์ พึงเห็นเหมือนพระราชกุมารนั้น (ประทับนั่ง) อยู่กลางนคร.

ส่วนพระนิพพานตรัสเรียกว่า ยถาภูตพจน์ เพราะขยายสภาพตามเป็นจริง มิได้หวั่นไหว.

ก็อริยมรรค ตรัสเรียกว่า ยถาคตมรรค เพราะอธิบายว่า วิปัสสนามรรคแม้นี้ก็เป็นเช่นกับวิปัสสนามรรค อันเป็นส่วนเบื้องต้นนั่นเอง เพราะประกอบดีแล้ว ด้วยองค์ ๘.

ข้อเปรียบเทียบ (ดังจะกล่าวต่อไปนี้) เป็นข้อเปรียบเทียบ ในฝ่ายที่นำมาเพื่อทำความนั้นเองให้ปรากฏชัด.

อธิบายว่า ในสูตรนี้ อุปมาด้วยทวาร ๖ (พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยก) มาเพื่อแสดงถึงพระขีณาสพผู้บรรลุทัสสนวิสุทธิ ด้วยอำนาจผัสสายตนะ ๖.

อุปมาด้วยเจ้านคร (พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยก) มาเพื่อแสดงถึงพระขีณาสพผู้บรรลุทัสสนวิสุทธิ ด้วยอำนาจเบญจขันธ์

อุปมาด้วยทางสามแยก (พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยก) มาเพื่อแสดงถึงพระขีณาสพผู้บรรลุทัสสนวิสุทธิ ด้วยอำนาจเตภูมิกธรรม.

แต่ในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสัจจะทั้ง ๔ นั่นแหละไว้โดยย่อ.

แท้จริง ทุกขสัจนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วด้วยองค์ประกอบของเมืองทั้งหมด. นิโรธสัจ ตรัสไว้แล้วด้วยยถาภูตวจนะ. มัคคสัจ ตรัสไว้แล้วด้วยยถาคตมรรค. ส่วนตัณหาที่เป็นเหตุให้ทุกข์เกิด คือสมุทยสัจ.

ในเวลาจบพระธรรมเทศนา ภิกษุผู้ถามปัญหาได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล.

จบอรรถกถากิงสุกสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------

所用版本与授权

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร