๒
อรรถกถาแปลไทย
วรรคที่ ๒ อรรถกถาสูตรที่ ๑-๒ ประวัติพระจุลลปัณฐกเถระและพระมหาปัณฐกเถระ
วรรคที่ ๒ สูตรที่ ๑ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า มโนมยํ ความว่า กายที่บังเกิดขึ้นด้วยใจ ในอาคตสถานที่ตรัสไว้ว่า “เข้าไปหาแล้วด้วยมโนมยิทธิทางกาย” ชื่อว่ากายมโนมัย. กายที่บังเกิดขึ้นด้วยใจในอาคตสถานที่กล่าวไว้ว่า “ย่อมเข้าถึงกายอันสำเร็จด้วยใจอย่างใดอย่างหนึ่ง” ก็ชื่อว่ากายมโนมัย. ในที่นี้ประสงค์เอากายมโนมัยนี้.
____________________________
ขุ. เถร. เล่ม ๒๖/ข้อ ๓๙๓ วิ. จุล เล่ม ๗/ข้อ ๓๕๐
ในกายทั้ง ๒ อย่างนี้ ภิกษุทั้งหลายเหล่าอื่น เมื่อทำมโนมัยกายให้เกิดขึ้น ก็ทำให้เกิดขึ้น ๓ บ้าง ๔ บ้าง แต่ทำคนมากให้บังเกิดเป็นเหมือนคนเดียวกันไม่ได้. ชื่อว่ากระทำกรรมได้อย่างเดียวเท่านั้น.
ส่วนพระเถระชื่อว่าจุลลปัณฐก นิรมิตพระ ๑,๐๐๐ รูปได้ด้วยอาวัชชนะเดียว แต่กระทำแก่ ๒ คนให้เสมือนเป็นคนๆ เดียวกันไม่ได้ ชื่อว่ากระทำกรรมอย่างเดียวไม่ได้. เพราะฉะนั้น ท่านชื่อว่า เป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้นิรมิตมโนมัยกาย.
พระจุลลปัณฐกนับว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุ คือภิกษุผู้ฉลาดในเจโตวิวัฏฏะ. ส่วนพระมหาปัณฐกเถระท่านกล่าวว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ฉลาดในปัญญาวิวัฏฏะ.
บรรดาทั้งสองรูปนั้น พระจุลลปัณฐกเถระ ท่านกล่าวว่าเป็นผู้ฉลาดในเจโตวิวัฏฏะ เพราะได้รูปาวจรฌาน ๔. พระมหาปัณฐกเถระ ท่านกล่าวว่าเป็นผู้ฉลาดในปัญญาวิวัฏฏะ เพราะเป็นผู้ฉลาดในสมาบัติ. พระมหาปัณฐกชื่อว่าผู้ฉลาดในปัญญาวิวัฏฏะ เพราะเป็นผู้ฉลาดในวิปัสสนา.
เจโตวิวฏฺฏกุสลานมฺปิ จูฬปนฺถโกว อคฺโค ปญฺญาวิวฏฺฏกุสลานมฺปน (๑)
มหาปนฺถกตฺเถโร อคฺโคติ วุตฺโต ฯ ตตฺถ จูฬปนฺถกตฺเถโร จตุนฺนํ รูปาวจรชฺฌานานํ
ลาภิตาย เจโตวิวฏฺฏกุสโลติ วุตฺโต มหาปนฺถกตฺเถโร จตุนฺนํ อรูปาวจรชฺฌานานํ
ลาภิตาย ปญฺญาวิวฏฺฏกุสโลติ วุตฺโต ฯ จูฬปนฺถโก จ สมาปตฺติกุสลตาย
เจโตวิวฏฺฏกุสโล นาม มหาปนฺถโก วิปสฺสนากุสลตาย ปญฺญาวิวฏฺฏกุสโล นาม.
# ๑. ม. ยุ. สญฺญาวิวฏฺฏ... ฯ เอวมุปริปิ ฯ
อนึ่ง ในภิกษุ ๒ รูปนี้ รูปหนึ่งฉลาดในลักขณะสมาธิ รูปหนึ่งฉลาดในลักขณะแห่งวิปัสสนา. อนึ่ง รูปหนึ่งฉลาดในการหยั่งลงสมาธิ รูปหนึ่งฉลาดในการหยั่งลงสู่วิปัสสนา. อีกนัยหนึ่ง ใน ๒ รูปนี้ รูปหนึ่งฉลาดในการย่อองค์ รูปหนึ่งฉลาดในการย่ออารมณ์. อีกนัยหนึ่ง องค์หนึ่งฉลาดในการกำหนดองค์ องค์หนึ่งฉลาดในการกำหนดอารมณ์. พึงกระทำการประกอบความในภิกษุ ๒ รูปนี้ด้วยประการดังกล่าวมานี้.
อีกอย่างหนึ่ง พระจุลลปัณฐกเถระเป็นผู้ได้รูปาวจรฌาน ออกจากองค์ฌาน แล้วบรรลุพระอรหัต ฉะนั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดในเจโตวิวัฏฏะ พระมหาปัณถกเป็นผู้ได้อรูปาวจรฌาน ออกจากองค์ฌานแล้วบรรลุพระอรหัต ฉะนั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดในปัญญาวิวัฏฏะ
พระเถระทั้ง ๒ รูปที่มีชื่อว่าปัณฐกะ เพราะท่านเกิดที่หนทางทั้งสองรูปนั้น รูปที่เกิดก่อนชื่อว่ามหาปัณฐกะ อีกรูปหนึ่งชื่อว่าจุลลปัณฐกะ
ก็ในปัญหากรรมของพระเถระทั้ง ๒ รูปนี้มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังต่อไปนี้.
ก็ในอดีตกาล ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ มีกุฏุมพี ๒ พี่น้องเป็นชาวเมืองหงสวดี เลื่อมใสในพระศาสดาไปฟังธรรมสำนักพระศาสดาเป็นนิตย์.
ในกุฏุมพี ๒ พี่น้องนั้น วันหนึ่งน้องชายเห็นพระศาสดาสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งผู้ประกอบด้วยองค์ ๒ ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า ภิกษุรูปนี้เป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้เนรมิตกายมโนมัยและเป็นผู้ฉลาดในเจโตวิวัฏฏะในศาสนาของเรา จึงคิดว่า น่าอัศจรรย์หนอ ภิกษุนี้เป็นคนเดียวทำ ๒ องค์ให้บริบูรณ์ เที่ยวไปได้ แม้เราก็ควรเป็นผู้บำเพ็ญมีองค์ ๒ เที่ยวไปในศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคต ดังนี้.
เขาจึงนิมนต์พระศาสดา ถวายมหาทานโดยนัยก่อนนั่นแล แล้วทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุที่พระองค์สถาปนาไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่าเป็นยอดในศาสนาของพระองค์ ด้วยองค์มโนมัยและด้วยความเป็นผู้ฉลาดในเจโตวิวัฏฏะ ในที่สุดแห่งวัน ๗ แต่นี้ แม้ข้าพระองค์ก็พึงเป็นผู้บำเพ็ญองค์ ๒ บริบูรณ์เหมือนภิกษุนั้น ด้วยผลแห่งกรรมอันเป็นอธิการนี้เถิด.
พระศาสดาทรงตรวจดูอนาคตก็ทรงเห็นว่า ความปรารถนาท่านจะสำเร็จโดยหาอันตรายมิได้ ทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคตในที่สุดแห่งแสนกัป พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ จักทรงอุบัติขึ้น พระองค์จักสถาปนาเธอไว้ในฐานะ ๒ นี้ ดังนี้ ทรงกระทำอนุโมทนา แล้วเสด็จกลับไป.
แม้พี่ชายของท่านในวันหนึ่ง เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุผู้ฉลาดในปัญญาวิวัฏฏะไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ก็กระทำบุญกุศลเหมือนอย่างนั้น กระทำความปรารถนาแล้ว แม้พระศาสดาก็ทรงพยากรณ์ท่านแล้ว.
ทั้ง ๒ พี่น้องนั้นเมื่อพระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่กระทำกุศลกรรมแล้ว เมื่อเวลาพระศาสดาปรินิพพานแล้ว ได้บูชาด้วยทองที่พระเจดีย์บรรจุพระสรีระ จุติจากภพนั้นแล้วไปบังเกิดในเทวโลก เมื่อ ๒ พี่น้องเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ล่วงไปถึงแสนกัป.
ในชนทั้ง ๒ นั้น ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวกัลยาณกรรมที่มหาปัณฐกะกระทำไว้ในระหว่างๆ ส่วนจุลลปัณฐกะออกบวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสป เจริญโอทาตกสิณล่วงไป ๒๐,๐๐๐ ปี ไปบังเกิดในสวรรค์.
ครั้นภายหลังพระศาสดาของเราทรงบรรลุพระอภิสัมโพธิญาณ ทรงประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐแล้วทรงอาศัยกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ ณ เวฬุวันมหาวิหาร ควรจะกล่าวถึงความบังเกิดของชนทั้ง ๒ นั้น.
ได้ยินว่า กุลธิดาของธนเศรษฐีในกรุงราชคฤห์ กระทำการลักลอบกับทาสของตนเอง แล้วคิดว่า หากคนอื่นๆ รู้กรรมนี้ของเราก็กลัว กล่าวอย่างนี้ว่า เราไม่อาจอยู่ในที่นี้ได้ ถ้าหากว่ามารดาบิดาของเรารู้ความผิดอันนี้ จักกระทำเราให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จำเราจะไปอยู่ต่างถิ่นกันเถิด จัดถือเอาแต่ของสำคัญติดมือไปได้แล้วพากันออกทางประตูใหญ่ ไปอยู่ยังที่ๆ ไม่มีคนอื่นรู้จักเถิด.
คนทั้ง ๒ ก็พากันออกไป เมื่อชนทั้ง ๒ นั้นอยู่ในที่แห่งหนึ่ง อาศัยความอยู่ร่วมกัน นางก็ตั้งครรภ์แล้ว พอครรภ์แก่จัด นางจึงปรึกษากับสามีว่า ครรภ์เราแก่มากแล้ว ธรรมดาการคลอดในที่ที่ไม่มีญาติเผ่าพันธ์เป็นความลำบากแก่เราทั้งสองแท้จริง เราไปเรือนสกุลกันเถอะ.
สามีพูดผลัดว่า วันนี้จะไป พรุ่งนี้ค่อยไป จนล่วงไปหลายวัน.
นางจึงคิดว่า ผู้นี้เป็นคนโง่ไม่กล้า ไปหรือไม่ไปก็ช่าง เราควรไป เมื่อสามีออกจากบ้านไปก็เก็บข้าวของไว้ในเรือน บอกแก่คนอยู่บ้านติดกันว่า ตนไปเรือนสกุลแล้วก็ออกเดินทาง.
ทีนั้น บุรุษนั้นกลับมาเรือนไม่เห็นนาง ถามคนคุ้นเคยกันทราบว่า ไปเรือนสกุลจึงรีบติดตามไปทันกันในระหว่างทาง นางก็คลอดบุตรในที่นั้นนั่นเอง บุรุษนั้นถามว่า นี้อะไรนางผู้เจริญ. นางตอบว่า นายลูกเกิดคนหนึ่งแล้ว. บุรุษนั้นถามว่าบัดนี้เราจะทำอย่างไร.
นางกล่าวว่า เราจะไปเรือนสกุลเพื่อประโยชน์แก่การใด การนั้นสำเร็จแล้วในระหว่าง เราไปที่นั้นแล้วจะทำอะไรได้ กลับกันเถิด. สองสามีภรรยานั้นมีใจตรงกันจึงกลับ. ก็สองสามีภรรยาตั้งชื่อบุตรว่า ปัณฐกะ เพราะทารกนั้นเกิดที่หนทาง. อีกไม่นานนัก นางก็ตั้งครรภ์บุตรอีกคนหนึ่ง เรื่องทั้งหมดพึงกล่าวให้พิสดารโดยนัยก่อนนั่นเทียว.
เขาตั้งชื่อบุตรที่เกิดก่อนว่า มหาปัณฐก บุตรที่เกิดทีหลังว่า จุลลปัณฐก เพราะทารกทั้งสองนั้นเกิดที่หนทาง ชนทั้งสองนั้นพาทารกทั้งสองไปยังที่อยู่ของตนตามเดิม.
เมื่อชนเหล่านั้นอยู่ในที่นั้น เด็กมหาปัณฐกะได้ยินเด็กอื่นๆ เรียก อา ลุง ปู่ ย่า จึงถามมารดาว่า แม่จ๋า เด็กอื่นๆ เรียกปู่ เรียกย่า ก็ญาติของพวกเราในที่นี้ไม่มีบ้างหรือ. นางตอบว่า จริงสิ ลูก ญาติของเราในที่นี้ไม่มีดอก แต่ในกรุงราชคฤห์ตาของเจ้าชื่อธนเศรษฐี ในกรุงราชคฤห์นั้นมีญาติของเจ้าเป็นอันมาก. เพราะเหตุไรเราจึงไม่ไปกันในกรุงราชคฤห์นั้นละแม่. นางมิได้เล่าเหตุที่ตนมาแก่บุตร เมื่อบุตรพูดบ่อยๆ จึงบอกสามีว่า เด็กๆ เหล่านี้รบเร้าเหลือเกิน พ่อแม่ของเราเห็นแล้วจักกินเนื้อหรือ มาเถอะ เราจะไปชี้สกุลตายายแก่เด็กๆ. สามีกล่าวว่า ฉันไม่อาจเผชิญหน้าได้ แต่ว่าจักพาไปได้. นางกล่าวว่า ดีละนาย เราควรให้เด็กๆ เห็นตระกูลตาด้วยอุบายอย่างหนึ่ง จึงควร.
ทั้งสองคนจึงพาทารกไปจนถึงกรุงราชคฤห์โดยลำดับ พักที่ศาลาแห่งหนึ่งใกล้ประตูนคร มารดาเด็กส่งข่าวไปบอกแก่มารดาบิดาว่าพาเด็ก ๒ คนมา. สัตว์ที่เวียนว่ายอยู่ในสงสารวัฎชื่อว่าจะไม่เป็นบุตรจะไม่เป็นธิดากันไม่มี มารดาบิดานั้นได้ฟังข่าวแล้วส่งคำตอบไปว่า คนทั้งสองมีความผิดต่อเรามาก ไม่อาจอยู่ในสายตาของเราได้ ทั้ง ๒ คนจงถือเอาทรัพย์มีประมาณเท่านี้ไปอยู่ยังสถานที่ที่เป็นผาสุกเถิด แต่จงส่งเด็กๆ มาให้เรา
ธิดาเศรษฐีรับเอาทรัพย์ที่มารดาบิดาส่งไปแล้วมอบเด็กทั้ง ๒ ไว้ในมือทูตที่มาแล้วนั้นแล. เด็กทั้ง ๒ นั้นเติบโตอยู่ในตระกูลของตา
ในพี่น้องทั้งสองนั้น จุลลปัณฐกะยังเด็กเกินไป ส่วนมหาปัณฐกะไปฟังธรรมกถาของพระทศพลพร้อมกับตา เมื่อเขาฟังธรรมต่อพระพักตร์พระศาสดาอยู่เป็นประจำ จิตก็น้อมไปในบรรพชาเขาพูดกับตาว่า ถ้าตาอนุญาต หลานจะออกบวช.
ตากล่าวว่า พูดอะไรพ่อ การบรรพชาของเจ้าผู้ออกบวชแล้วเป็นความเจริญทั้งแก่เราแลทั้งแก่โลกทั้งสิ้น ถ้าเจ้าสามารถก็จงบวชเถิดพ่อ ดังนี้รับคำแล้วพากันไปยังสำนักพระศาสดา.
พระศาสดาตรัสว่า มหาเศรษฐี ท่านได้ทารกแล้วหรือ
ศ. พระเจ้าข้า ทารกผู้นี้เป็นหลานของข้าพระองค์ เขาบอกว่าจะบวชในสำนักของพระองค์. พระศาสดาจึงตรัสมอบภิกษุผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งว่า เธอจงให้ทารกนี้บวชเถิด
พระเถระบอกตจปัญจกกัมมัฏฐานแก่ทารกนั้นแล้ว ให้บรรพชาแล้ว
ท่านเรียนพระพุทธวจนะได้มาก มีพรรษาครบ แล้วก็อุปสมบท ครั้นอุปสมบทแล้วก็กระทำกิจกรรมในความใส่ใจโดยอุบายอันแยบคายจนได้อรูปาวจรฌาน ๔ ออกจากองค์ฌานแล้วได้บรรลุพระอรหัต ดังนั้น ท่านจึงเป็นยอดของบรรดาภิกษุผู้ฉลาดในปัญญาวิวัฏฏะ.
ท่านยับยั้งอยู่ด้วยความสุขในฌาน ความสุขในมรรค ความสุขในนิพพาน จึงคิดว่า เราอาจให้ความสุขชนิดนี้แก่จุลลปัณฐกะได้ไหมหนอ แต่นั้นจึงไปยังสำนักของเศรษฐีผู้เป็นตา กล่าวว่า ท่านมหาเศรษฐี ถ้าโยมอนุญาต อาตมะจะให้จุลลปัณฐกะบวช. เศรษฐีกล่าวว่า จงให้บวชเถิดท่าน. พระเถระให้จุลลปัณฐกะบวชแล้วให้ตั้งอยู่ในศีล ๑๐.
สามเณรจุลลปัณฐกะเรียนคาถาในสำนักของพระพี่ชายว่าดังนี้.
ปทฺทมํ ยถา โกกนุทํ สุคนฺธํ
ปาโต สิยา ผุลฺลมวีตคนฺธํ
องฺคีรสํ ปสฺส วิโรจมานํ
ตปนฺตมาทิจฺจมิวนฺตลิกฺเข.
เชิญท่านดูพระอังคีรส ผู้รุ่งเรืองอยู่ ดุจพระอาทิตย์
ส่องแสงอยู่ในอากาศ เหมือนดอกปทุมวิเศษชื่อ
โกกนุทะ มีกลิ่นหอมบานอยู่แต่เช้า ไม่ปราศจาก
กลิ่นฉะนั้น.
บทที่ท่านเรียนๆ ไว้แล้ว ก็หายไปเมื่อมาเรียนบทที่สูงๆ ขึ้นไป ท่านพยายามเรียนคาถานี้อย่างเดียวเวลาก็ล่วงไปถึง ๔ เดือน. คราวนั้น พระมหาปัณฐกะกล่าวกะท่านว่า ปัณฐกะเธอเป็นอภัพพในศาสนานี้ เธอจำคาถาแม้บทเดียวก็ไม่ได้เป็นเวลาถึง ๔ เดือน เธอจะทำกิจของบรรพชิตให้สำเร็จได้อย่างไร เธอจงออกไปจากที่นี้เสีย. ท่านถูกพระเถระขับไล่จึงไปยืนร้องไห้อยู่ ณ ท้ายพระวิหาร.
สมัยนั้น พระศาสดาทรงเข้าอาศัยกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ในชีวกัมพวันสวนมะม่วงของหมอชีวก. ขณะนั้น หมอชีวกใช้บุรุษไปทูลนิมนต์พระศาสดากับภิกษุ ๕๐๐ รูป และสมัยนั้น พระมหาปัณฐกะเป็นเจ้าหน้าที่แจกอาหาร เมื่อบุรุษนั้นกล่าวนิมนต์ว่า ท่านขอรับ ขอนิมนต์พระภิกษุ ๕๐๐ รูป. ท่านก็กล่าวว่า ฉันรับสำหรับภิกษุที่เหลือเว้นแต่พระจุลลปัณฐกะ.
พระจุลลปัณฐกะได้ฟังคำนั้นก็โทมนัสเหลือประมาณ.
พระศาสดาทรงเห็นพระจุลลปัณถกะร้องไห้อยู่ ทรงดำริว่า จุลลปัณฐกะเมื่อเราไปจักตรัสรู้ จึงเสด็จไปแสดงพระองค์ในที่ที่ไม่ไกลแล้วตรัสว่า ปัณฐกะ เธอร้องไห้ทำไม.
ป. พี่ชายขับไล่ข้าพระองค์ พระเจ้าข้า.
พ. ปัณฐกะ พี่ชายของเธอไม่มีอาสยานุสยญาณสำหรับบุคคลอื่น เธอชื่อว่าพุทธเวไนยบุคคล ดังนี้ ทรงบรรดาลฤทธิ์มอบผ้าชิ้นเล็กๆ ที่สะอาดผืนหนึ่งประทานตรัสว่า ปัณฐกะ เธอจงเอาผ้าผืนนี้ภาวนาว่า “รโชหรณํ รโชหรณํ” ดังนี้.
ท่านนั่งเอามือคลำผ้าท่อนเล็กที่พระศาสดาประทานนั้น ภาวนาว่า รโชหรณํ รโชหรณํ เมื่อท่านลูบคลำอยู่ (เช่นนั้น) ผ้าผืนนั้นก็เศร้าหมอง เมื่อท่านลูบคลำอยู่บ่อยๆ ก็กลายเป็นเหมือนผ้าเช็ดหม้อข้าว ท่านอาศัยความแก่กล้าแห่งญาณ เริ่มตั้งความสิ้นไปและความเสื่อมไปในผ้านั้น คิดว่า ท่อนผ้านี้โดยปกติสะอาดบริสุทธิ์ เพราะอาศัยอุปาทินนกสรีระ จึงเศร้าหมอง แม้จิตนี้ก็มีคติเป็นอย่างนี้เหมือนกัน แล้วเจริญสมาธิกระทำรูปาวจรฌาน ๔ ให้ปรากฎ บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาแล้ว. ท่านเป็นผู้ได้ฌานด้วยมโนมยิทธินั่นเอง สามารถทำคนคนเดียวเป็นหลายคนได้ หลายคนก็สามารถทำให้เป็นคนเดียวได้ ก็พระไตรปิฎกและอภิญญา ๖ มาถึงท่านพร้อมกับพระอรหัตมรรคนั่นแหละ.
วันรุ่งขึ้น พระศาสดาเสด็จไปพร้อมกับภิกษุ ๕๐๐ ประทับนั่งในนิเวศน์ของหมอชีวก. ส่วนพระจุลลปัณฐกะไม่ได้ไปเพราะตนไม่ได้รับนิมนต์นั่นเอง. ชีวกเริ่มถวายข้าวยาคู.
พระศาสดาทรงเอาพระหัตถ์ปิดบาตร. หมอชีวกทูลถามว่า เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่ทรงรับพระเจ้าข้า. ตรัสว่า ยังมีภิกษุอีกรูปหนึ่งในวิหาร.
ชีวกหมอชีวกจึงส่งบุรุษไปว่า พนายจงไปนิมนต์พระคุณเจ้าที่อยู่ในวิหารมาที. แม้พระจุลลปัณฐกเถระเนรมิตภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป ในเวลาใกล้ที่บุรุษนั้นมาถึง ทำไม่ให้เหมือนกันแม้สักองค์เดียว องค์หนึ่งๆ กระทำกิจของสมณะเป็นต้นว่า กะจีวรไม่เหมือนกับองค์อื่นๆ. บุรุษนั้นเห็นภิกษุมีมากในวิหารจึงกลับไปบอกหมอชีวกว่า นายท่าน ภิกษุในวิหารนี้มีมากผมไม่รู้จักพระคุณท่านที่จะพึงนิมนต์มาจากวิหารนั้น.
หมอชีวกจึงทูลถามพระศาสดาว่า ภิกษุอยู่ในวิหารชื่อไร พระเจ้าข้า.
พ. ชื่อจุลลปัณฐกะ ชีวก.
หมอชีวกกล่าวกะบุรุษนั้นว่า ไปเถิดพนาย จงไปถามว่า องค์ไหนชื่อจุลลปัณถกะ แล้วนำมา.
บุรุษนั้นกลับมายังวิหาร ถามว่า องค์ไหนชื่อจุลลปัณฐกะ ขอรับ.
กล่าวว่า เราชื่อจุลลปัณฐกะ เราชื่อจุลลปัณถกะ ทั้ง ๑,๐๐๐ รูป.
บุรุษนั้นกลับไปบอกหมอชีวกอีกว่า ภิกษุประมาณ ๑,๐๐๐ รูปทุกองค์บอกว่า เราชื่อจุลลปัณฐกะ เราชื่อจุลลปัณฐกะ ข้าพเจ้าไม่ทราบว่า จุลลปัณฐกะองค์ไหนที่ท่านให้นิมนต์ หมอชีวกทราบได้โดยนัยว่า ภิกษุมีฤทธิ์เพราะแทงตลอดสัจจะแล้ว จึงกล่าวว่า เจ้าจงจับที่ชายจีวรภิกษุองค์ที่กล่าวก่อน บุรุษนั้นไปวิหารกระทำอย่างนั้นแล้ว ในทันใดนั้น ภิกษุประมาณ ๑,๐๐๐ รูปก็อันตรธานไป บุรุษนั้นพาพระเถระมาแล้ว พระศาสดาจึงทรงรับข้าวยาคูในขณะนั้น.
เมื่อพระทศพลกระทำภัตกิจเสร็จแล้ว เสด็จกลับพระวิหาร เกิดการสนทนากันขึ้นในธรรมสภาว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายใหญ่ถึงเพียงนั้นหนอ ทรงกระทำภิกษุผู้ไม่อาจจำคาถาคาถาหนึ่งได้ตลอด ๔ เดือนให้เป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ได้. พระศาสดาทรงทราบวารจิตของภิกษุเหล่านั้น ประทับนั่งเหนืออาสนะที่เขาจัดไว้แล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอพูดอะไรกัน.
ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์มิได้กล่าวเรื่องอะไรๆ อื่น กล่าวแต่คุณของพระองค์เท่านั้นว่า พระจุลลปัณฐกะได้ลาภใหญ่แต่สำนักของพระองค์ ดังนี้
พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จุลลปัณฐกะนี้ทำตามโอวาทของเราแล้วได้ความเป็นทายาททางโลกุตตระ ในบัดนี้ยังไม่น่าอัศจรรย์ แม้ในอดีตเธอกระทำตามโอวาทของเราผู้ตั้งอยู่ในญาณยังไม่แก่กล้า ก็ได้ความเป็นทายาททางโลกิยะแล้ว.
ภิกษุทั้งหลายจึงทูลวิงวอนว่า เมื่อไร พระเจ้าข้า.
พระศาสดาทรงนำอดีตนิทานมาแสดงแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาลพระราชาพระนามว่าพรหมทัต ครองราชสมบัติในกรุงพาราณสี. สมัยนั้น บัณฑิตชื่อจูฬกเศรษฐีเป็นคนฉลาดรู้นิมิตทั้งปวง วันหนึ่งกำลังเดินไปเฝ้าพระราชา เห็นหนูตาย (ตัวหนึ่ง) ในระหว่างทาง จึงกำหนดนักษัตร ในขณะนั้นแล้วกล่าวคำนี้ว่า กุลบุตรผู้มีดวงตามีปัญญาสามารถเอาหนูนี้ไปเลี้ยงภรรยาและจัดการงานได้.
กุลบุตรเข็ญใจคนหนึ่งฟังคำเศรษฐีนั้นแล้วคิดว่า ผู้นี้ไม่รู้คงไม่พูด ดังนี้จึงเอาหนูไปให้ที่ร้านตลาดแห่งหนึ่ง เพื่อเลี้ยงแมว ได้ทรัพย์กากณิกหนึ่ง แล้วซื้อน้ำอ้อยด้วยทรัพย์กากณิกหนึ่งนั้น เอาหม้อใบหนึ่งใส่น้ำดื่มไป เห็นช่างจัดดอกไม้เดินมาแต่ป่าก็ให้ชิ้นน้ำอ้อยหน่อยหนึ่งแล้วเอากะบวยตักน้ำดื่มให้ ช่างดอกไม้เหล่านั้นให้ดอกไม้แก่บุรุษนั้นคนละกำ.
แม้ในวันรุ่งขึ้น เขาเอาค่าดอกไม้นั้นไปซื้อน้ำอ้อยและหม้อน้ำดื่มแล้วไปยังสวนดอกไม้นั่นแหละ. วันนั้น ช่างดอกไม้ก็ให้กอดอกไม้ที่ตนเก็บไปครึ่งหนึ่งแล้วแก่เขาแล้วก็ไป ล่วงไปไม่นานนักเขาได้ทรัพย์นับได้ถึง ๘ กหาปณะโดยอุบายนี้.
ในวันที่มีลมและฝน (ตกหนัก) วันหนึ่ง เขากระทำไม้ที่ล้มแล้วให้เป็นกอง จึงได้ทรัพย์อีก ๑๖ กหาปณะจากนายช่างหม้อหลวง เขาเมื่อได้ทรัพย์เกิดขึ้นถึง ๒๔ กหาปณะแล้วคิดว่า อุบายนี้มีประโยชน์แก่เรา จึงตั้งหม้อน้ำดื่มไว้หม้อหนึ่งในที่ไม่ไกลแต่ประตูเมือง เอาน้ำดื่มเลี้ยงคนตัดหญ้า ๕๐๐ คน. คนตัดหญ้าเหล่านั้นพูดกันว่า สหาย ท่านมีอุปการะมากแก่พวกเรา พวกเราจะทำอะไรแก่ท่านได้บ้าง.
บุรุษนั้นตอบว่า เมื่อมีกิจเกิดขึ้นจึงกระทำแก่ข้าพเจ้าเถิด.
เที่ยวไปทางโน้นทางนี้กระทำการผูกมิตรกับคนทำงานทางบกและคนทำงานทางน้ำ. คนทำงานทางบกบอกแก่เขาว่า พรุ่งนี้พ่อค้าม้าจะนำม้า ๕๐๐ ตัวมายังเมืองนี้ เขาได้ฟังคำนั้นแล้วให้สัญญาแก่คนตัดหญ้าให้กระทำฟ่อนหญ้าแต่ละฟ่อนๆ ให้เป็น ๒ เท่าแล้วนำมา ครั้นเวลาม้าทั้งหลายมาพักในเมืองแล้ว (เขา) ก็มานั่งทำฟ่อนหญ้า ๑,๐๐๐ ฟ่อนกองไว้ใกล้ประตูด้านใน. พ่อค้าม้าหาหญ้าสดให้ม้าทั่วเมืองไม่ได้ ต้องให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่บุรุษนั้นซื้อหญ้านั้นไป.
จากนั้นล่วงไป ๒-๓ วัน สหายที่ทำงานทางทะเลมาบอกว่าจะมีเรือใหญ่เข้าจอดท่า. บุรุษนั้นคิดว่า อุบายนี้มี จึงเอาทรัพย์ ๘ กหาปณะเช่ารถที่พร้อมด้วยเครื่องใช้ทุกชนิดไปยังท่าจอดเรือ ทำสัญญากับนายท่า ประทับนิ้วมือไว้ที่เรือแล้วให้กั้นม่านไว้ในที่ไม่ไกล นั่งอยู่ในภายในม่านนั้น สั่งบุรุษคนใช้ไว้ว่า เมื่อพ่อค้าจากภายนอกมาถึงจงมาบอกทางประตูด่านที่ ๓.
ครั้นคนใช้เหล่านั้นทราบว่า เรือมาถึงแล้วจึงบอกว่า มีพ่อค้าประมาณ ๑๐๐ คนจากกรุงพาราณสีมาซื้อสินค้า นายประตูที่ ๓ กล่าวว่า พวกท่านจะไม่ได้สินค้า (เพราะ) นายพานิชใหญ่ในที่โน้นท่านทำสัญญาไว้แล้ว พ่อค้าเหล่านั้นฟังคำของบุรุษเหล่านั้นแล้วจึงพากันไปยังสำนักของพ่อค้าใหญ่นั้น. ฝ่ายบุรุษคนสนิทแจ้งข่าวว่า พ่อค้าเหล่านั้นมาทางประตูด่านที่ ๓ ตามสัญญาฉบับก่อน. พ่อค้าทั้งร้อยคนนั้นต้องให้ทรัพย์คนละพันแล้วจึงเดินทางไปเรือกับบุรุษนั้นแล้วจ่ายทรัพย์อีกคนละพันๆ แล้วให้สละมัดจำแล้วจึงจะทำสินค้าให้เป็นของๆ ตนได้ บุรุษนั้นถือเอาทรัพย์ ๒ แสนกลับมายังกรุงพาราณสี คิดว่า เราควรจะเป็นคนกตัญญู จึงถือเอาทรัพย์แสนหนึ่งไปยังสำนักแห่งจูฬกเศรษฐี.
ครั้งนั้น เศรษฐีถามบุรุษนั้นว่า พ่อทำอย่างไรจึงได้ทรัพย์นี้มา. บุรุษนั้นกล่าวว่า ข้าพเจ้าตั้งอยู่ในอุบายที่ท่านกล่าวแล้วจึงได้ทรัพย์มาภายใน ๔ เดือนเท่านั้น.
เศรษฐีได้ฟังคำของบุรุษนั้นจึงมาคิดว่า บัดนี้เราไม่ควรทำเด็กเห็นปานนี้ให้เป็นสมบัติของคนอื่น จึงยกธิดาที่เจริญวัยให้ ทำให้เป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติทั้งสิ้น.
กุลบุตรแม้นั้น เมื่อเศรษฐีล่วงไปแล้วจึงรับตำแหน่งเศรษฐีแทนในพระนครนั้น ดำรงอยู่จนตลอดอายุแล้วไปตามยถากรรม.
พระศาสดาตรัสเรื่องทั้ง ๒ นี้แล้วทรงสืบต่ออนุสนธิเทศนา ในขณะที่ตรัสรู้อนุตตรสัมโพธิญาณแล้ว ตรัสพระคาถาว่าดังนี้
อปฺปเกนปิ เมธาวี ปาภเฏน วิจกฺขโณ สมุฏฺฐาเปติ อตฺตานํ อณุํ อคฺคึว สนฺธมนฺติ. บุคคลผู้มีปัญญา มีปัญญาเห็นประจักษ์ ย่อม
ตั้งตนได้ด้วยทรัพย์อันเป็นต้นทุนแม้เล็กน้อย
ดุจบุคคลก่อไฟอันน้อย ให้โพลงขึ้นได้ ฉะนั้น.
พระศาสดาทรงแสดงเหตุนี้แก่บรรดาภิกษุผู้นั่งประชุมกันในธรรมสภาด้วยประการดังนี้ นี้เป็นเรื่องราวที่มีมาตามลำดับ จำเดิมแต่การตั้งความปรารถนาไว้ในตอนแรกของพระมหาสาวกทั้งสอง.
ก็ต่อมา พระศาสดามีหมู่พระอริยแวดล้อมแล้วประทับนั่งเหนือธรรมาสน์ ทรงสถาปนาพระจุลลปัณฐกเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ฉลาดในเจโตวิวัฏฏะ ผู้เนรมิตกายมโนมัยได้ ทรงสถาปนาพระมหาปัณฐกเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ฉลาดในปัญญาวิวัฏฏะ ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๑-๒ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสูตรที่ ๓ ประวัติพระสุภูติเถระ
พึงทราบวินิจฉัยในพระสูตรที่ ๓ ต่อไปนี้
บทว่า อรณวิหารีนํ ได้แก่ ผู้มีปกติอยู่โดยหากิเลสมิได้.
จริงอยู่ กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น ท่านเรียกว่ารณะ. ชื่อว่าผู้มีปกติอยู่โดยหากิเลสมิได้ เพราะไม่มีกิเลสที่ชื่อว่ารณะ นั้น, ชื่อว่าผู้มีปกติอยู่โดยหากิเลสมิได้ อรณวิหารนั้นมีอยู่แก่ภิกษุเหล่าใด ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าผู้มีปกติอยู่โดยหากิเลสมิได้.
พระสุภูติเถระเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีปกติอยู่โดยหากิเลสมิได้เหล่านั้น.
จริงอยู่ พระขีณาสพแม้เหล่าอื่น ก็ชื่อว่า อรณวิหารี ก็จริง ถึงอย่างนั้น พระเถระก็ได้ชื่ออย่างนั้นด้วยพระธรรมเทศนา. ภิกษุเหล่าอื่น เมื่อแสดงธรรมย่อมกระทำเจาะจงกล่าวคุณบ้าง โทษบ้าง.
ส่วนพระเถระเมื่อแสดงธรรมก็แสดงไม่ออกจากข้อกำหนดที่พระศาสดาแสดงแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีปกติอยู่โดยหากิเลสมิได้.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสูตรที่ ๔ ประวัติพระสุภูติเถระ
พึงทราบวินิจฉัยในพระสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ทกฺขิเณยฺยานํ แปลว่า ผู้ควรแก่ทักษิณา พระขีณาสพทั้งหลายเหล่าอื่นก็ชื่อว่า พระทักขิไณยบุคคลผู้เลิศ ในบทว่า ทกฺขิเณยฺยานํ นั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น พระเถระกำลังบิณฑบาตก็เข้าฌานมีเมตตาเป็นอารมณ์ ออกจากสมาบัติแล้ว จึงรับภิกษาในเรือนทุกหลัง ด้วยทายกผู้ถวายภิกษาจักมีผลมาก เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ผู้ควรแก่ทักขิณา อัตภาพของท่านงามดี รุ่งเรืองอย่างยิ่งดุจซุ้มประตูที่เขาประดับแล้วและเหมือนแผ่นผ้าวิจิตร ฉะนั้นจึงเรียกว่า สุภูติ.
ในปัญหากรรมของท่านมีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังต่อไปนี้ :-
เล่ากันว่า ท่านสุภูตินี้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ยังไม่ทรงอุบัติขึ้น ได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในกรุงหงสวดี ญาติทั้งหลายขนานนามท่านว่า นันทมาณพ.
ท่านเจริญวัยแล้วเรียนไตรเพท ไม่เห็นสาระในไตรเพทนั้น พร้อมด้วยบริวารของตนมีมาณพประมาณ ๔๔,๐๐๐ คนออกบวชเป็นฤาษี อยู่ ณ เชิงบรรพต ทำอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ให้บังเกิดแล้ว ได้กระทำแม้อันเตวาสิกทั้งหลายให้ได้ฌานแล้ว.
ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงบังเกิดในโลก ทรงอาศัยกรุงหงสวดีประทับอยู่. วันหนึ่ง ในเวลาใกล้รุ่งทรงตรวจดูสัตวโลก ทรงเห็นอรหัตตุปนิสัยของเหล่าชฎิลอันเตวาสิกของนันทดาบส และความปรารถนาตำแหน่งสาวกผู้ประกอบด้วยองค์ ๒ ของนันทดาบส จึงทรงปฏิบัติพระสรีระแต่เช้า ทรงถือบาตรและจีวรในเวลาเช้า เสด็จไปยังอาศรมของนันทดาบส โดยนัยที่ได้กล่าวแล้วในเรื่องของพระสารีบุตรเถระ ในที่นั้น พึงทราบการถวายผลไม้น้อยใหญ่ก็ดี การตกแต่งปุปผาสนะก็ดี การเข้านิโรธสมาบัติก็ดี โดยนัยที่กล่าวแล้ว.
ก็พระศาสดาออกจากนิโรธสมาบัติ ทรงส่งพระสาวกองค์หนึ่งผู้ประกอบด้วยองค์ ๒ คือ อรณวิหารองค์ ๑ ทักขิไณยองค์ ๑ ว่า เธอจงกระทำอนุโมทนาปุปผาสนะแก่คณะฤาษี ดังนี้.
พระเถระนั้นอยู่ในวิสัยของตนพิจารณาพระไตรปิฎกกระทำอนุโมทนา เมื่อจบเทศนาของท่านแล้ว พระศาสดาจึงทรงแสดง (ธรรม) ด้วยพระองค์เอง เมื่อจบเทศนา ดาบสทั้ง ๔๔,๐๐๐ ได้บรรลุพระอรหัตทุกรูป. ส่วนนันทดาบสถือเอานิมิตแห่งภิกษุผู้อนุโมทนาไม่อาจส่งญาณไปตามแนวแห่งเทศนาของพระศาสดาได้ พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ไปยังภิกษุที่เหลือว่า เอถ ภิกฺขโว (จงเป็นภิกษุมาเถิด) ภิกษุทั้งหมดมีผมและหนวดอันตรธานแล้ว ครองบริขารอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ปรากฏดุจพระเถระ ๑๐๐ พรรษา.
นันทดาบสถวายบังคมพระตถาคตแล้วยืนเฉพาะพระพักตร์ กราบทูลว่า พระเจ้าข้า ภิกษุผู้กระทำอนุโมทนาปุปผาสนะแก่คณะฤาษีมีนามว่าอะไรในศาสนาของพระองค์.
ตรัสว่า ภิกษุนี้เป็นเอตทัคคะด้วยองค์คือความมีปกติอยู่โดยไม่มีกิเลส ๑ ด้วยองค์ของภิกษุผู้ควรทักษิณา ๑.
นันทดาบสได้ตั้งความปรารถนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยกรรมคือกุศลอันยิ่งที่ได้ทำมา ๗ วันนี้ ข้าพระองค์มิได้ปรารถนาสมบัติอื่น แต่ข้าพระองค์พึงเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๒ เหมือนอย่างพระเถระนี้ในศาสนาของพระทศพลองค์หนึ่งในอนาคต.
พระศาสดาทรงเห็นความไม่มีอันตรายจึงทรงพยากรณ์ แล้วเสด็จกลับไป.
ฝ่ายนันทดาบสฟังธรรมในสำนักพระทศพลตามสมควรแก่กาล ไม่เสื่อมจากฌานแล้วไปบังเกิดในพรหมโลก.
อนึ่ง พระอรรถกถาจารย์มิได้กล่าวถึงกัลยาณกรรมของดาบสนี้ในระหว่างไว้.
ล่วงไปแสนกัป ท่านมาบังเกิดในเรือนแห่งสุมนเศรษฐีในกรุงสาวัตถี พวกญาติได้ขนานนามท่านว่า สุภูติ.
ต่อมา พระศาสดาของพวกเราทรงบังเกิดในโลกอาศัย กรุงราชคฤห์ประทับอยู่.
ครั้งนั้น อนาถบิณฑิกเศรษฐีนำสินค้าที่ผลิตในกรุงสาวัตถีไปยังเรือนของราชคฤห์เศรษฐีสหายของตนทราบว่าพระศาสดาทรงอุบัติแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดาซึ่งประทับอยู่ ณ สีตวัน ด้วยการเฝ้าครั้งแรกนั่นเอง ได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล แล้วทูลอาราธนาพระศาสดาให้เสด็จมายังกรุงสาวัตถี ให้สร้างวิหารด้วยการบริจาคทรัพย์แสนหนึ่งๆ ทุกๆ โยชน์ตลอดทาง ๔๕ โยชน์ ซื้อที่อุทยานของพระราชกุมารนามว่าเชต ประมาณ ๑๘ กรีสด้วยเครื่องนับของหลวงในกรุงสาวัตถี โดยเรียงทรัพย์โกฏิหนึ่งสร้างวิหารในที่ที่ซื้อนั้น ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.
ในวันฉลองวิหาร สุภูติกุฏุมพีก็ได้ไปฟังธรรมกับอนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้ศรัทธาจึงบวช ท่านอุปสมบทแล้วกระทำมาติกา ๒ บทให้แคล่วคล่อง ให้บอกกัมมัฏฐานให้ บำเพ็ญสมณธรรมในป่าเจริญวิปัสสนา กระทำเมตตาฌานให้เป็นบาท บรรลุอรหัตแล้ว. เมื่อแสดงธรรมก็กล่าวธรรมโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล เมื่อเที่ยวบิณฑบาต ออกจากเมตตาฌานแล้วจึงรับภิกษาโดยนัยที่กล่าวแล้วเช่นกัน.
ครั้งนั้น พระศาสดาทรงอาศัยเหตุ ๒ อย่างนี้ จึงสถาปนาท่านไว้ในภิกษุผู้ควรแก่ทักษิณา แลตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีปกติอยู่โดยไม่มีกิเลส.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสูตรที่ ๕ ประวัติพระเรวตเถระ
พึงทราบวินิจฉัยในพระสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้.
บทว่า อารญฺญากานํ ได้แก่ ผู้มีปกติอยู่ป่าเป็นวัตร.
บทว่า เรวโต ขทิรวนิโย ได้แก่ น้องชายคนเล็กของพระธรรมเสนาบดีเถระ ท่านมิได้อยู่เหมือนอย่างพระเถระเหล่าอื่น เมื่อจะอยู่ในป่าก็ต้องเลือกป่า น้ำและที่ภิกขาจารที่ถูกใจจึงอยู่ในป่า แต่ท่านไม่ยึดถือของที่ถูกใจเหล่านี้ อาศัยอยู่ในป่าตะเคียนที่ขระขระด้วยก้อนกรวดและก้อนหินบนที่ดอน ฉะนั้น ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตร.
ในปัญหากรรมของท่านมีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังต่อไปนี้.
ได้ยินว่า ในอดีตกาลครั้งพระปทุมุตตระพุทธเจ้า พระเรวตะนี้บังเกิดในหงสวดี อาศัยกระทำการงานทางเรือที่ท่าปยาคประดิษฐานในแม่น้ำคงคา.
สมัยนั้น พระศาสดามีภิกษุแสนหนึ่งเป็นบริวาร เสด็จจาริกไปจนถึงท่าปยาคประดิษฐาน เขาเห็นพระทศพลแล้วคิดว่า เราไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้าเป็นครั้งคราว ขณะนี้เป็นขณะที่เราจะได้ขวนขวายกัลยาณกรรมไว้ จึงให้ผูกเรือขนานต่อกัน ดาดเพดานผ้าข้างบน ห้อยพวงมาลาของหอมเป็นต้น ลาดเครื่องลาดอันวิจิตรประกอบด้วยผ้าเปลือกไม้ นิมนต์พระศาสดาพร้อมทั้งบริวารเสด็จข้ามฟาก.
ในสมัยนั้น พระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตรองค์หนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ. นายเรือนั้นเห็นภิกษุนั้น จึงคิดว่า แม้เราก็ควรเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตรในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตดังนี้เหมือนกัน จึงนิมนต์พระศาสดาถวายมหาทาน ๗ วัน หมอบ ณ แทบบาทมูลของพระศาสดา กระทำความปรารถนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ข้าพระองค์พึงเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตรในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต เหมือนอย่างภิกษุที่พระองค์ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเถิด.
พระศาสดาทรงเห็นว่าหาอันตรายมิได้ ทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคต ท่านจักเป็นผู้ยอดในศาสนาของพระโคดมพุทธเจ้า แล้วเสด็จกลับไป แต่มิได้กล่าวถึงกรรมในระหว่างไว้.
ท่านกระทำกัลยาณกรรมจนตลอดชีพ เวียนว่ายอยู่ในเทวโลกและมนุษย์ในพุทธุปบาทกาลนี้ จึงมาถือปฏิสนธิในท้องแห่งนางสารีพราหมณี ในตำบลบ้านพราหมณ์ชื่อนาลกะ เขตมคธ เกิดเป็นน้องสุดท้องของพี่ชาย ๓ คน พี่สาว ๓ คน มารดาบิดาชื่อว่าเรวตะ.
[ติณฺณํ ภาติกานํ ติสฺสนฺนํ ภคินีนํ สพฺพกนิฏฺโฐ หุตฺวา นิพฺพตฺติ เรวโตติสฺส นามํ อกํสุ ฯ]
คราวนั้น มารดาบิดาของท่านคิดว่า เมื่อลูกของเราเจริญโตแล้ว เหล่าพระสมณศากยะบุตรก็มานำเอาไปบวชเสีย เราจักผูกเรวตะลูกคนเล็กของเราไว้ด้วยเครื่องผูกคือเรือนดังนี้ แล้วนำนางทาริกาจากสกุลที่เสมอกันมา ให้ไหว้ย่าของเรวตะแล้วกล่าวว่า แน่ะแม่ เจ้าจงเป็นคนแก่ยิ่งกว่าย่าของเจ้า.
เรวตะฟังถ้อยคำของคนเหล่านั้นแล้วคิดว่า นางทาริกานี้ยังอยู่ในปฐมวัย เขาว่ารูปมีอย่างนี้ของนางทาริกานี้จักเป็นเหมือนรูปย่าของเรา เราจักถามความประสงค์ของคนเหล่านั้นก่อน แล้วจึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจะกระทำอย่างไร. มารดาบิดาตอบว่า “เราบอกว่า พ่อเอ๋ย หญิงนี้จะถึงความชราเหมือนอย่างย่าของเจ้า”.
เรวตะนั้นถามว่า รูปของหญิงนี้จักเป็นเหมือนอย่างนี้หรือ.
มารดาบิดาตอบว่า พ่อเอ๋ย เจ้าพูดอะไร ผู้มีบุญมากก็จะเป็นอย่างนี้.
เรวตะนั้นคิดว่า ได้ยินว่า รูปนี้ก็จักมีหนังเหี่ยวโดยทำนองนี้ จักมีผมหงอก ฟันหักโดยทำนองนี้ เรายินดีในรูปเช่นนี้จะทำอะไรได้ เราจักไปตามทางที่พี่ชายของเราไปแล้วนั่นแหละ จึงทำเป็นเหมือนยืนพูดกะเด็กหนุ่มๆ รุ่นๆ กันว่า มาเถอะพวกเรา เราไปวิ่งกันแล้วออกไปเสีย.
มารดาบิดากล่าวว่า พ่อในวันมงคล เจ้าอย่าไปข้างนอกเลย.
เรวตะนั้นทำเป็นเหมือนเล่นกับเด็กทั้งหลายอยู่ พอถึงวาระตนวิ่งก็ไปหน่อยหนึ่งแล้วกลับเดินกลับช้าๆ พอถึงวาระอีกก็ไปให้เหมือนไกลกว่านั้นแล้วกลับมา ครั้งถึงวาระที่สามก็รู้ว่า คราวนี้เป็นเวลาของเราจะหนีไปในที่ต่อหน้านั่นเอง ไปจนถึงป่าซึ่งเป็นที่อยู่ของภิกษุผู้ถือบังสุกุลเป็นวัตร อภิวาทพระเถระแล้วขอบรรพชา.
พระเถระกล่าวว่า สัปบุรุษ เราไม่รู้จักเธอ เธอเป็นลูกของใคร และเธอก็มาโดยทั้งที่แต่งตัวอยู่เช่นนี้ ใครจะสามารถให้เธอบวชได้เล่า. เขายกแขนทั้ง ๒ ขึ้นร้องเสียงดังว่า เขาปล้นฉัน เขาปล้นฉัน ดังนี้.
พวกภิกษุก็มามุงทั้งข้างโน้นข้างนี้กล่าวว่า สัปบุรุษ ในที่นี้ ไม่มีใครที่ชื่อว่าปล้นผ้าหรือเครื่องประดับของเธอเลย เธอจะพูดว่า เขาปล้นอย่างไร.
เรวตะกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ผมมิได้กล่าวหมายถึงผ้าและเครื่องประดับ แต่กล่าวหมายถึงพวกท่านยังปล้นสมบัติข้างใน ไม่ต้องบวชผมก่อน โปรดบอกให้พี่ชายของข้าพเจ้าทราบก่อน.
ภิกษุถามว่า ก็พี่ชายของเธอชื่อไร
ร. ในเวลาเป็นคฤหัสถ์ชื่ออุปติสสะ แต่ในเวลานี้คนทั้งหลายเรียกว่าสารีบุตร.
ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า อาวุโส เมื่อเป็นอย่างนั้น กุลบุตรผู้นี้ก็เป็นน้องชายคนเล็กของพวกเรา พระธรรมเสนาบดีพี่ชายใหญ่ของเราพูดไว้ก่อนเทียวว่า พวกญาติของเราล้วนเป็นมิจฉาทิฏฐิ ญาติของเราคนใดคนหนึ่งมาก็จงให้เขาบวชด้วยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่งเถิด ดังนั้นจึงกล่าวว่า กุลบุตรนี้เป็นน้องตัวของพระเถระ ท่านทั้งหลายจงให้เธอบวชเถิด ดังนี้แล้วบอกตจปัญจกกัมมัฏฐานแล้ว.
พระเถระเรียนกัมมัฏฐานแล้วเข้าไปสู่ป่าไม้ตะเคียนซึ่งมีประการดังกล่าวไว้ ในที่ไม่ไกลอุปัชฌาย์อาจารย์ บำเพ็ญสมณธรรม เมื่อท่านเพียรพยายามอยู่ด้วยตั้งใจว่าเรายังไม่บรรลุพระอรหัต ก็จักไม่ไปเฝ้าพระทศพลหรือพระเถระพี่ชาย. ล่วงไป ๓ เดือนเป็นสัตว์ผู้สุขุมาลชาติบริโภคโภชนะอันปอน จิตก็ไม่ประณีต ไม่มุ่งหน้าอยู่ในพระกัมมัฏฐาน โดยล่วงไป ๓ เดือน ปวารณาออกพรรษาแล้วจึงบำเพ็ญสมณธรรมในที่นั้นนั่นแหละ. เมื่อท่านบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ จิตก็มีอารมณ์เป็นอันเดียวแล้ว ท่านเจริญวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต.
ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรทูลพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ยินว่า เรวตะน้องคนเล็กของข้าพระองค์ออกบวช เธอจะยินดีหรือไม่ยินดี ข้าพระองค์จักไปเยี่ยมเธอ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า พระเรวตะเริ่มวิปัสสนาแล้ว จึงทรงห้ามเสีย ๒ ครั้ง ในครั้งที่ ๓ ท่านทูลวิงวอนอีก. ทรงทราบว่าบรรลุพระอรหัตแล้วจึงตรัสว่า สารีบุตร แม้เราก็จักไปด้วย เธอจงบอกภิกษุทั้งหลายเถิด.
พระเถระประชุมภิกษุสงฆ์แล้วแจ้งแก่พระภิกษุทั้งปวงว่า อาวุโส พระศาสดามีพระประสงค์จะเสด็จจาริก รูปใดประสงค์จะไปด้วยก็จงมาเถิด. ในเวลาที่พระทศพลเสด็จจาริก ชื่อว่าภิกษุผู้ล้าหลังอยู่มีน้อย โดยมากภิกษุเป็นอันมากประสงค์จะไป เพราะคิดว่าจะเห็นพระสรีระของพระศาสดาที่มีวรรณะเพียงดังทอง หรือจักฟังธรรมกถาอันไพเราะด้วยประการฉะนี้.
พระศาสดามีภิกษุหมู่ใหญ่เป็นบริวาร เสด็จออกไปด้วยหมายจะเยือนพระเรวตะ. พระอานนท์เถระ ถึงทาง ๒ แพร่งในที่แห่งหนึ่งครั้งนั้นจึงทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ตรงนี้ทางเป็น ๒ แพร่ง ภิกษุสงฆ์จะไปทางไหน พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า อานนท์ ทางไหนละเป็นทางตรง.
พระเถระทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทางตรงมีระยะทาง ๓๐ โยชน์ เป็นทางของอมนุษย์ (เดิน) ส่วนทางอ้อมมีระยะทาง ๖๐ โยชน์เป็นทางปลอดภัยหาภิกษาได้ง่าย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อานนท์ พระสีวลีมากับเราแล้วหรือ.
พระเถระมาด้วย พระเจ้าข้า.
ศ. ถ้าอย่างนั้น พระสงฆ์จงไปทางตรง เราจักทดลองบุญของพระสีวลี.
พระศาสดามีภิกษุสงฆ์เป็นบริวาร เสด็จทางดง เพื่อทดลองบุญของพระสีวลีเถระ ตั้งต้นแต่ที่พระศาสดาเสด็จดำเนินขึ้นทาง หมู่เทพเนรมิตนครในที่ทุกๆ โยชน์ ตกแต่งวิหารเพื่อเป็นที่อยู่ถวายภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เหล่าเทวบุตรเป็นเหมือนพวกกรรมกรที่พระราชาส่งไป ถือข้าวยาคูและของเคี้ยวเป็นต้นไปถามว่า พระคุณเจ้าสีวลีอยู่ไหน พระคุณเจ้าสีวลีอยู่ไหน.
พระเถระให้รับเครื่องสักการะสัมมานะไปยังสำนักพระศาสดา. พระศาสดาพร้อมกับภิกษุสงฆ์ทรงชื่นชมเครื่องสักการะและสัมมานะ โดยทำนองนี้แหละเสด็จดำเนินไปสิ้นระยะทางวันละโยชน์เป็นอย่างยิ่ง ล่วงทางกันดารถึง ๓๐ โยชน์ จนถึงที่พักอาศัยของพระขทิรวนิยเถระ.
พระเถระทราบว่าพระศาสดาเสด็จมา จึงเนรมิตวิหาร สถานที่อยู่ของตนให้พอแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน และพระคันธกุฎีที่พักกลางคืนที่พักกลางวันเป็นต้นถวายพระทศพลด้วยฤทธิ์ ออกไปรับเสด็จพระตถาคตแล้ว. พระศาสดาเสด็จเข้าสู่วิหารโดยทางที่ประดับแล้ว ตกแต่งแล้ว.
คราวนั้น เมื่อพระตถาคต เสด็จเข้าพระคันธกุฎี ภิกษุทั้งหลายก็เข้าไปสู่เสนาสนะที่ถึงแล้วโดยควรแก่พรรษา. เทวดาคิดว่า เวลานิ้มิใช่เวลาอาหาร จึงนำน้ำอัฏฐบานมาถวาย.
พระศาสดาทรงดื่มน้ำอัฏฐบานพร้อมกับพระภิกษุสงฆ์ โดยทำนองนี้ เมื่อพระตถาคตทรงชื่นชมสักการะสัมมานะล่วงไปกึ่งเดือน.
ครั้งนั้น ภิกษุที่กระสันขึ้นบางพวกนั่งอยู่ในที่เดียวกัน สนทนากันขึ้นว่า พระศาสดาผู้ทศพลตรัสว่า “น้องชายคนเล็กของพระอัครสาวกของเรา” เสด็จมาเยือนภิกษุผู้นวกัมมิกะผู้ก่อสร้างเห็นปานนี้ คิดว่าเชตวันมหาวิหารหรือเวฬุวันมหาวิหารเป็นต้น จักทำอะไรในสำนักแห่งวิหารนี้ได้ ภิกษุแม้นี้เป็นผู้กระทำนวกรรมเห็นปานนี้ จักกระทำสมณธรรมชื่ออะไรได้ ดังนี้.
ครั้งนั้น พระศาสดาทรงดำริว่า เมื่อเราอยู่นานไป ที่นี้ก็จักเกลื่อนกล่น ธรรมดาภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตรย่อมมีความต้องการความสงัด เรวตะจักอยู่ไม่ผาสุก แต่นั้นจึงเสด็จไปยังที่พักกลางวันของพระเรวตะ.
พระเถระนั่งบนแผ่นหินพิงแผ่นกระดานที่ห้อยลงไป ณ ท้ายที่จงกรมแต่ลำพังองค์เดียว เห็นพระศาสดาเสด็จมาแต่ที่ไกล จึงต้อนรับถวายบังคม. ทีนั้น พระศาสดาตรัสถามท่านว่า เรวตะ ที่นี้เป็นที่ประกอบด้วยพาลมฤค (สัตว์ร้าย) เธอได้ยินเสียงช้างและม้าเป็นต้นที่ดุร้าย ทำอย่างไรกะเสียงนั้น. พระเรวตะทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์ได้ยินเสียงของสัตว์เหล่านั้น ย่อมเกิดความปีติอยู่ในป่า.
พระศาสดาตรัสพระดำรัสชื่ออรัญญปัสสกถาด้วยคาถา ๕๐๐ คาถาแด่พระเรวตะเถระ. วันรุ่งขึ้นเสด็จไปเพื่อบิณฑบาต ในที่ไม่ไกลแล้วเรียกพระเรวตะมา ทรงกระทำให้พวกภิกษุที่กล่าวติเตียนพระเถระให้หลงลืมไม้เท้า รองเท้า ทะนานน้ำมันและร่มไว้.
ภิกษุเหล่านั้นต้องกลับมาเพื่อเอาบริขารของตน เดินไปตามทางที่ตนมาแล้วนั่นเองก็กำหนดสถานที่ที่ตนวางไว้ไม่ได้. ก็ทีแรกภิกษุเหล่านั้นเดินไปตามทางที่เขาประดับแล้วตกแต่งแล้ว แต่ในวันนั้น กลับเดินไปตามทางขรุขระ ต้องนั่งกระหย่ง ต้องเดินไปด้วยเข่าในที่นั้นๆ
ภิกษุเหล่านั้นต่างเหยียบย่ำพุ่มไม้ กอไม้และหนามไปถึงที่ๆ ต้องอัธยาศัยที่ตนเคยอยู่ ก็พบร่มของตนบนตอไม้ตะเคียนนั้นๆ ได้ จำรองเท้า ไม้เท้าและทะนานน้ำมันได้. ในตอนนั้น พวกเธอจึงรู้ว่าภิกษุนี้เป็นผู้มีฤทธิ์ ครั้นถือเอาบริขารของตนๆ แล้วพูดว่า ชื่อว่าสักการะที่ตกแต่งถวายพระทศพลย่อมเป็นถึงเพียงนี้ พากันไปแล้ว.
นางวิสาขามหาอุบาสิกาถามพวกภิกษุที่ไปข้างหน้าในเวลาที่ท่านนั่งในเรือนของตนว่า ท่านผู้เจริญ ที่อยู่ของพระเรวตเถระน่าพอใจหรือไม่ล่ะ. ภิกษุเหล่านั้นตอบว่า น่าพอใจอุบาสิกา เสนาสนะนั้นเปรียบด้วยสวนนันทวันและสวนจิตรลดาเป็นต้น. ทีนั้นจึงถามภิกษุที่มาถึงภายหลังสุดของภิกษุเหล่านั้นว่า พระคุณเจ้าที่อยู่ของพระเรวตเถระน่าพอใจไหม. ภิกษุเหล่านั้นตอบว่า อย่าถามเลย อุบาสิกา ที่นั้นเป็นที่ๆ ไม่สมควรจะพูดถึง ที่ดอน มีก้อนกรวด ก้อนหินป่าไม้ตะเคียนอย่างนี้ ภิกษุนั้นยังอยู่ในที่นั้นได้.
มหาอุบาสิกาวิสาขาฟังถ้อยคำของภิกษุที่มาก่อนและที่มาทีหลังแล้วคิดว่า ถ้อยคำของภิกษุพวกไหนหนอเป็นคำจริง ภายหลังภัตรถือเอาของหอมและดอกไม้ไปกระทำบำรุงพระทศพล ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง จึงทูลถามพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระคุณเจ้าบางพวกสรรเสริญที่อยู่ของพระเรวตเถระ บางพวกติ ข้อนี้เป็นอย่างไร พระเจ้าข้า.
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนวิสาขามหาอุบาสิกา ที่ของพระอริยะจะเป็นที่น่ารื่นรมย์หรือไม่เป็นที่น่ารื่นรมย์จงยกไว้ จิตของพระอริยะย่อมยินดีทั้งนั้น ที่นั้นชื่อว่าเป็นที่น่ารื่นรมย์แท้จริง ดังนี้แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า
คาเม วา ยทิ วารญฺเญ นินฺเน วา ยทิ วา ถเล ยตฺถ อรหนฺโต วิหรนฺติ ตํ ภูมิรามเณยฺยกนฺติ. พระอรหันต์ทั้งหลาย อยู่ในที่ใด ไม่ว่าเป็นบ้าน
ป่า ที่ลุ่มหรือที่ดอนก็ตาม ที่นั้น เป็นภูมิภาคที่
น่ารื่นรมย์ทั้งนั้น ดังนี้.
ต่อมาในภายหลัง พระศาสดาประทับนั่งในท่ามกลางหมู่พระอริยะในเชตวันมหาวิหาร ทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุทั้งหลายผู้มีปกติอยู่ในป่าเป็นวัตรแล.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสูตรที่ ๖ ประวัติพระกังขาเรวตเถระ
พึงทราบวินิจฉัยในพระสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ฌายีนํ ได้แก่ ผู้ได้ฌาน คือ ผู้ยินดียิ่งในฌาน.
ได้ยินว่า พระเถระนั้นชื่อว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ได้ฌาน เว้นไว้น้อย กว่าที่พระทศพลทรงเข้าสมาบัติ เข้าสมาบัติเป็นส่วนมาก เพราะฉะนั้น ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้เข้าฌาน ท่านเรียกว่า กังขาเรวตะ เพราะเป็นผู้มักสงสัย ความรำคาญ.
อธิบายว่า กุกฺกุจฺจกา เป็นผู้มีความรำคาญ ชื่อว่าสงสัย.
ถามว่า ก็ภิกษุรูปอื่นที่มีความรำคาญ ไม่มีหรือ?
ตอบว่า มีแต่พระเถระนี้ แม้ในสิ่งที่สมควรก็เกิดรำคาญ เพราะฉะนั้น ความที่พระเถระนั้นเป็นผู้มีความรำคาญเป็นปกติ ปรากฏชัดแจ้งแล้ว เพราะเหตุนั้น จึงนับว่า กังขาเรวตะ ผู้มักสงสัย.
ในปัญหากรรมของท่านมีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังต่อไปนี้.
ได้ยินว่า ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ พระเถระนี้ไปวิหารกับมหาชน โดยนัยข้างต้นนั่นแล ยืนฟังธรรมอยู่ท้ายบริษัท เห็นพระศาสดา ทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ยินดีในฌาน จึงคิดว่า แม้เราก็ควรเป็นเหมือนอย่างนั้นในอนาคต จบเทศนาจึงนิมนต์พระศาสดา ถวายเครื่องสักการะใหญ่ ๗ วัน โดยนัยก่อนนั่นแล กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์มิได้ปรารถนาสมบัติอื่นด้วยกรรม คือการทำกุศลอันยิ่งนี้ แต่ว่าข้าพระองค์พึงเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ได้ฌานในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต เหมือนอย่างภิกษุที่พระองค์ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ได้ฌาน ในวันที่สุด ๗ วันแต่วันนี้ไป.
ท่านได้กระทำความปรารถนาดังกล่าวมานี้.
พระศาสดาทรงตรวจดูอนาคต ทรงเห็นความสำเร็จจึงทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคต ในที่สุดแห่งแสนกัป พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ จักทรงอุบัติ ท่านจักเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ได้ฌานในศาสนาของพระองค์ ดังนี้แล้วเสด็จกลับ.
ท่านกระทำกรรมอันงามตลอดชีวิต เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์แสนกัป.
ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา มาบังเกิดในตระกูลที่มีโภคสมบัติมาก ในกรุงสาวัตถี ไปวิหารกับมหาชนที่กำลังเดินไปฟังธรรมในภายหลังอาหาร ยืนฟังธรรมกถาของพระทศพลท้ายบริษัท ได้ศรัทธา บรรพชาอุปสมบทแล้ว ให้พระผู้มีพระภาคตรัสบอกกัมมัฏฐานแล้ว กระทำบริกรรมในฌานอยู่ เป็นผู้ได้ฌาน กระทำฌานนั้นแหละให้เป็นบาท บรรลุพระอรหัตตผล.
ท่านพักน้อยกว่าสมาบัติที่พระทศพลเข้า เข้าสมาบัติเป็นส่วนมาก จึงมีความชำนาญอันสั่งสมไว้ในฌานทั้งหลาย ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน
ต่อมาภายหลัง พระศาสดาทรงถือเอาคุณอันนี้ สถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ได้ฌาน.
ก็ท่านชื่อว่ากังขาเรวตะ เพราะมีความกังขา กล่าวคือความรำคาญที่มีความรังเกียจบังเกิดขึ้นในวัตถุทั้งหลายที่เป็นกัปปิยะนั่นแลอย่างนี้ว่า อาวุโส น้ำอ้อยงบเป็นอกัปปิยะ มูตรเป็นอกัปปิยะ.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสูตรที่ ๗ ประวัติพระโสณโกฬวิสเถระ
พึงทราบวินิจฉัยในพระสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้.
บทว่า อารทฺธวิริยานํ ความว่า ผู้ตั้งความเพียรแล้ว ผู้มีความเพียรบริบูรณ์แล้ว.
คำว่า โสโณ โกฬวิโส เป็นชื่อของพระเถระนั้น.
คำว่า โกฬวิโส เป็นโคตร.
อีกอย่างหนึ่ง ความว่า ชื่อว่า โกฬเวโส อธิบายว่า เด็กแห่งตระกูลแพศย์ ผู้ถึงที่สุดด้วยความมีอิสสระ ก็เพราะเหตุที่ธรรมดาว่าความเพียรของภิกษุเหล่าอื่น ย่อมต้องทำให้เจริญ แต่ของพระเถระพึงอบรมเท่านั้น เพราะฉะนั้น พระเถระนี้ชื่อว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว.
ในปัญหากรรมของท่าน มีเรื่องที่จะพึงกล่าวตามลำดับดังต่อไปนี้ :-
ได้ยินว่าในอดีตกาล ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ พระเถระนี้บังเกิดในตระกูลเศรษฐี พวกญาติขนานนามของท่านว่า สิริวัฑฒกุมาร.
ท่านเจริญวัยแล้วไปวิหารโดยนัยก่อนนั่นแล ยืนฟังธรรมอยู่ท้ายบริษัท เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว จึงคิดว่า แม้เราก็ควรเป็นอย่างภิกษุนี้ในอนาคต.
จบเทศนาจึงนิมนต์พระทศพล ถวายมหาทาน ๗ วัน ได้กระทำความปรารถนา โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.
พระศาสดาทรงเห็นว่า ความปรารถนาของท่านสำเร็จ จึงทรงพยากรณ์โดยนัยก่อนนั่นแล เสด็จกลับพระวิหาร.
ฝ่ายสิริวัฑฒเศรษฐีนั้นกระทำกุศลตลอดชีวิต เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ล่วงไปแสนกัป เมื่อพระกัสสปทศพลปรินิพพานแล้วในกัปนี้ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรายังไม่ทรงบังเกิด ก็มาถือปฏิสนธิในครอบครัวกรุงพาราณสี ท่านไปเล่นน้ำในแม่น้ำคงคา พร้อมกับหมู่สหายของตน.
ครั้งนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งมีจีวรเก่า เข้าอาศัยกรุงพาราณสี สร้างบรรณศาลาอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ตั้งใจว่าจะเข้าจำพรรษา จึงไปดึงท่อนไม้และเถาวัลย์ที่ถูกน้ำพัดมาติดอยู่ออก.
กุมารนี้กับสหายเดินไปยืนอภิวาทอยู่ถามว่า ทำอะไร เจ้าข้า.
ป. พ่อเด็ก จวนเข้าพรรษาแล้ว ธรรมดาบรรพชิตควรได้ที่อยู่.
กุมารกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า วันนี้ ขอพระคุณเจ้ารอสักวันหนึ่งก่อน, พรุ่งนี้ ข้าพเจ้าจะกระทำที่อยู่ถวายพระคุณเจ้า.
พระปัจเจกพุทธเจ้ายับยั้งอยู่ เพราะเป็นผู้มาแล้วด้วยตั้งใจว่า จักกระทำความสงเคราะห์กุมารนี้เหมือนกัน.
กุมารนั้นทราบว่า พระปัจเจกพุทธเจ้ารับนิมนต์แล้ว วันรุ่งขึ้นจึงจัดแจงเครื่องสักการะสัมมานะไปยืนคอยพระปัจเจกพุทธเจ้ามา.
ฝ่ายพระปัจเจกพุทธเจ้าทรงรำลึกว่า วันนี้เราจักเที่ยวหาอาหารที่ไหนหนอ จึงไปยังประตูเรือนของกุมารนั้น กุมารเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วก็นึกรัก รับบาตรถวายอาหาร นิมนต์ว่า ตลอดภายในพรรษานี้ ขอได้โปรดมายังประตูเรือนของข้าพเจ้าเท่านั้น.
พระปัจเจกพุทธเจ้ารับคำฉันเสร็จแล้วก็หลีกไป, จึงไปกับสหายของตนช่วยกันสร้างบรรณศาลาที่อยู่ ที่จงกรมและที่พักกลางวันและกลางคืน ถวายพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วเสร็จในวันเดียว.
กุมารนั้นคิดว่า เวลาพระปัจเจกพุทธเจ้าเข้าบรรณศาลา เปือกตมบนพื้นดินที่ฉาบด้วยของเขียวสด อย่าได้ติดที่เท้า จึงลาดผ้ากัมพลแดงมีค่าพันหนึ่งอันเป็นผ้าห่มของตนปิดพื้น เห็นรัศมีมีสรีระของพระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นเช่นเดียวกับสีของผ้ากัมพลก็เลื่อมใสอย่างยิ่ง กล่าวว่า จำเดิมแต่เวลาที่พระคุณเจ้าเหยียบแล้ว ประกายแห่งผ้ากัมพลนี้แวววาวอย่างยิ่งฉันใด แม้วรรณะแห่งมือและเท้าของข้าพเจ้าก็จงมีสีเหมือนดอกหงอนไก่ ในที่ที่ข้าพเจ้าเกิดแล้วเกิดอีกฉะนั้น ขอให้ผัสสะจงเป็นเช่นกับผัสสะแห่งแผ่นผ้าฝ้ายที่เขายีแล้วถึง ๗ ครั้งเทียว.
กุมารนั้นบำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้าตลอดไตรมาส ได้ถวายไตรจีวรเมื่อเวลาปวารณาแล้ว พระปัจเจกพุทธเจ้ามีบาตรและจีวรบริบูรณ์แล้ว จึงไปยังภูเขาคันธมาทน์ตามเดิม.
ฝ่ายกุลบุตรนั้นเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์มาถือปฏิสนธิ ในเรือนของอุสภเศรษฐี ในเมืองกาลจัมปาก ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา ตั้งแต่เวลาที่กุลบุตรนั้นถือปฏิสนธิ เครื่องบรรณาการหลายพันมาในสกุลเศรษฐี ในวันที่เกิดนั่นเอง ทั่วพระนครได้มีเครื่องสักการะสัมมานะเป็นอันเดียวกัน.
ต่อมาในวันตั้งชื่อกุมารนั้น มารดาบิดาคิดว่า บุตรของเรารับชื่อของตนมาแล้ว รัศมีสรีระของเขาเหมือนรดด้วยทองมีสีสุกแดง เพราะฉะนั้น จึงตั้งชื่อของกุมารนั้นว่า โสณกุมาร.
ครั้งนั้น เศรษฐีให้พี่เลี้ยงนางนมบำรุงบุตรนั้นให้เจริญด้วยความสุขประหนึ่งเทพกุมาร การจัดแจงอาหารสำหรับกุมารนั้นได้มีแล้วอย่างนี้ หว่านข้าวลงยังที่มีประมาณ ๖๐ กรีส เลี้ยงด้วยน้ำ ๓ อย่าง เอาตุ่มใส่น้ำนมและน้ำหอมหลายพันตุ่ม รดลงในเหมือนน้ำที่ไหลเข้าไปในนาดอน เวลารวงข้าวสาลีเป็นน้ำนม ก็ฝังหลักล้อมรอบๆ และในระหว่างๆ เพื่อป้องกันสัตว์ทั้งหลายมีนกแก้วเป็นต้น กระทำเป็นเดนและเพื่อจะให้รวงข้าวมีความนุ่มนวล ลาดผ้าเนื้อละเอียดไว้บนหลัก เอาไม้พาดข้างบน ปิดด้วยเสื่อลำแพน กั้นม่านโดยรอบ จัดอารักขาไว้ในที่รอบๆ ทุกส่วน.
เมื่อข้าวสุกขึ้นฉางก็ประพรมด้วยคันธชาติ ๔ อย่าง อบด้วยของหอมอย่างดีเลิศไว้ข้างบน หมู่คนหลายแสนลงแขกเกี่ยวขั้วรวงข้าวสาลี ทำเป็นกำๆ มัดด้วยเชือก ตากให้แห้ง ต่อนั้น ลาดของหอมที่พื้นล่างฉาง แผ่รวงข้าวไว้ข้างบน แผ่ไปให้มีระหว่างช่อง อย่างนี้จน เต็มฉางจึงปิดประตู เมื่อครบ ๓ ปี จึงค่อยเปิดฉางข้าว เวลาเปิดก็มีกลิ่นอบอวลไปทั่วพระนคร.
เมื่อฟาดข้าวสาลี พวกนักเลงก็พากันมาซื้อแกลบเอาไป ส่วนรำ จุลลปัฏฐากได้ไป เวลาซ้อมด้วยสากก็มาเลือกเก็บเอาข้าวสารไป คนเหล่านั้นใส่ข้าวนั้นไว้ในกระเช้าแฝกทอง จุ่มลงครั้งเดียวในชาติรส ใส่ข้าวไว้ในกระเช้าที่สานด้วยแฝกทอง ใส่ชาติรสน้ำผลจันทน์ที่ยังร้อน ซึ่งกรอง ๗ ครั้ง เอามาครั้งเดียวแล้วก็ยกขึ้น น้ำผลจันทน์ที่เดือดแล้วซึ่งเขากรอง ๗ ครั้งแล้วยกขึ้นตรอง ข้าวสาลีที่ยกขึ้นพ้นน้ำแล้วก็เหมือนดอกมะลิ.
ชนทั้งหลายจึงใส่โภชนะนั้นไว้ในถาดทอง เอาไว้บนถาดเงินที่เต็มด้วยข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อยที่ยังร้อนอยู่ ถือไปวางไว้ข้างหน้าบุตรเศรษฐี เศรษฐีบุตรนั้นบริโภคพอยังอัตภาพให้เป็นไปสำหรับตน แล้วล้างปากด้วยน้ำที่อบด้วยของหอม แล้วล้างมือและเท้า ตอนนั้นจึงนำเครื่องอบปากมีประการต่างๆ มาให้แก่เศรษฐีบุตรนั้นซึ่งได้ล้างมือและเท้าแล้ว ลาดเครื่องลาดอันวิจิตรด้วยผ้าเปลือกไม้อย่างดี.
ในที่ที่เศรษฐีบุตรนั้นเหยียบ ฝ่ามือและฝ่าเท้าของเศรษฐีบุตรนั้นมีสีดุจสีดอกหงอนไก่ โลมาซึ่งมีวรรณะดุจสีแก้วมณีและแก้วกุณฑล เกิดที่ฝ่าเท้า ดุจสัมผัสของผ้าฝ้ายที่เขายีแล้วถึง ๗ ครั้ง. เศรษฐีบุตรนั้นโกรธใครๆ จะพูดว่า จงรู้ไว้ ฉันจะเหยียบพื้นดิน เมื่อเธอเจริญวัยแล้วให้สร้างปราสาท ๓ หลังที่เหมาะแก่ฤดู ๓ แล้วให้นางฟ้อนบำรุงบำเรอเศรษฐีบุตรนั้นเสวยมหาสมบัติอาศัยอยู่ปานเทพเจ้า.
ต่อมา เมื่อพระศาสดาของเราทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ทรงประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐแล้ว อาศัยกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่. เศรษฐีบุตรนั้นอันพระเจ้ามคธตรัสเรียกมาเพื่อจะทอดพระเนตรขนที่เท้าแล้วส่งไปเฝ้าพระศาสดาพร้อมกับชาวบ้าน ๘๐,๐๐๐ ฟังพระธรรมเทศนาได้ศรัทธา จึงขอบรรพชากะพระศาสดา.
ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามเขาว่า มารดาบิดาอนุญาตแล้วหรือ ทรงสดับว่า ยังมิได้อนุญาต จึงทรงเห็นว่า โสณะ ตถาคตไม่ให้กุลบุตรที่มารดาบิดาไม่อนุญาตบวชได้. เศรษฐีบุตรนั้นรับพระดำรัสของพระตถาคตด้วยเศียรเกล้าว่า ดีละพระเจ้าข้า จึงไปหามารดาบิดาให้ท่านอนุญาตแล้ว จึงกลับมาเฝ้าพระตถาคต ได้บวชในสำนักของภิกษุรูปหนึ่ง.
นี้เป็นความย่อในเรื่องนี้, โดยพิสดาร พิธีบรรพชาของท่านมาแล้วในพระบาลีนั่นแล.
เมื่อท่านได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว อยู่ในกรุงราชคฤห์ หมู่ญาติและสายโลหิตเป็นอันมาก และเพื่อเห็นเพื่อนเป็นอันมาก ต่างนำสักการะและสัมมานะมา กล่าวสรรเสริญความสำเร็จแห่งรูป แม้คนเหล่าอื่นก็พากันมาดู.
พระเถระคิดว่า คนเป็นอันมากมายังสำนักของเรา เราจักทำกิจกรรมในกัมมัฏฐานหรือในวิปัสสนา ได้อย่างไร ถ้ากะไร เราพึงเรียนกัมมัฏฐานในสำนักของพระศาสดาแล้วไปสุสานสีตวัน บำเพ็ญสมณธรรม เพราะคนเป็นอันมากเกลียดสุสานสีตวันนั้น จักไม่ไป เมื่อเป็นอย่างนี้ กิจของเราจักถึงที่สุดได้ จึงรับกัมมัฏฐานในสำนักของพระศาสดาแล้วไปยังสีตวัน เริ่มบำเพ็ญสมณธรรม.
ท่านคิดว่า สรีระของเราละเอียดอย่างยิ่ง แต่ไม่อาจจะให้ถึงความสุขโดยความสะดวกนั่นเอง แม้ถึงจะลำบาก กายก็ควรบำเพ็ญสมณธรรม แต่นั้นจึงอธิษฐานการยืนและการจงกรมมีแต่โลหิตอย่างเดียว เมื่อเท้าเดินไม่ได้ ก็พยายามจงกรมด้วยเข่าบ้าง ด้วยมือบ้าง แม้ถึงกระทำความเพียรอย่างมั่นคงถึงเพียงนี้ ก็ไม่อาจทำคุณแม้เพียงโอภาสให้บังเกิด จึงคิดว่า แม้หากว่าคนอื่นพึงปรารถนาความเพียรพึงเป็นเช่นกับเราไซร้ แต่เราพยายามอยู่อย่างนี้ ก็ไม่อาจทำมรรคหรือผลให้เกิดขึ้นได้ เราไม่ใช่อุคฆฏิตัญญูบุคคล หรือไม่ใช่วิปจิตัญญูบุคคล ไม่ใช่ไนยบุคคล เราพึงเป็นปทปรมบุคคลแน่แท้ เราจะประโยชน์อะไรด้วยบรรพชา เราจะสึกออกไปบริโภคโภคะและกระทำบุญ.
สมัยนั้น พระศาสดาทรงทราบความปริวิตกของพระเถระ เวลาเย็นทรงมีหมู่ภิกษุแวดล้อมไปในสุสานสีตวันนั้น ทอดพระเนตรเห็นที่จงกรมเปื้อนเลือด ทรงโอวาทพระเถระโดยโอวาทเทียบดังพิณ ตรัสบอกกัมมัฏฐานแก่พระเถระ เพื่อให้ประกอบความเพียรเพลาๆ ลงบ้าง แล้วเสด็จไปยังภูเขาคิชฌกูฏ.
ฝ่ายพระโสณเถระได้พระโอวาทในที่ต่อพระพักตร์ของพระทศพล ไม่นานนักก็ตั้งอยู่ในพระอรหัตตผล.
ต่อมาภายหลัง พระศาสดามีหมู่ภิกษุแวดล้อมทรงแสดงธรรมในพระเชตวันวิหาร ทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ปรารภความเพียร.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๗ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสูตรที่ ๘ ประวัติพระโสณกุฏิกัณณเถระ
พึงทราบวินิจฉัยในพระสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้.
ถ้อยคำท่านเรียกว่า วากฺกรณ ในบทว่า กลฺยาณวากฺกรณานํ อธิบายว่า ถ้อยคำอันงามคือถ้อยคำอันไพเราะ.
จริงอยู่ พระเถระนี้กล่าวธรรมกถาด้วยเสียงอันไพเราะแด่พระตถาคตในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระทศพล. ครั้งนั้น พระศาสดาได้ประทานสาธุการแก่ท่าน เพราะฉะนั้น พระเถระนั้นจึงชื่อว่า เป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีวาจาไพเราะ.
คำว่า โสณะ เป็นชื่อของท่าน แต่ท่านทรงเครื่องประดับหู (ตุ้มหู) มีค่าถึงโกฏิหนึ่ง เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกว่า กุฏิกัณณะ หมายความว่า พระโสณะผู้มีตุ้มหูราคาโกฏิหนึ่ง.
ในปัญหากรรมของท่านมีสิ่งที่จะพึงกล่าวตามลำดับดังต่อไปนี้ :-
แม้พระเถระนี้ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ไปวิหารกับมหาชนโดยนัยก่อนนั้นแล ยืนฟังธรรมอยู่ท้ายบริษัท เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งผู้เป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีวาจาไพเราะ จึงคิดว่า แม้เราก็ควรเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีวาจาไพเราะในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต.
จึงนิมนต์พระทศพลถวายทาน ๗ วัน ได้กระทำความปรารถนาว่า พระเจ้าข้า พระองค์ทรงตั้งภิกษุใดไว้ในตำแหน่งภิกษุผู้มีวาจาไพเราะ วันสุดท้ายใน ๗ วันนับแต่วันนี้ แม้ข้าพระองค์พึงเป็นเหมือนอย่างภิกษุนั้นในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต ด้วยผลแห่งกุศลกรรมนี้.
พระศาสดาทรงเห็นว่าไม่มีอันตรายสำหรับเธอ จึงทรงพยากรณ์ว่า ท่านจักเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีวาจาไพเราะในศาสนาของพระโคดมพุทธเจ้า ในอนาคตกาล แล้วเสด็จกลับไป.
ฝ่ายท่านก็กระทำกุศลกรรมจนตลอดชีวิต เวียนว่ายในเทวดาและมนุษย์แสนกัป จุติจากเทวโลกมาถือปฏิสนธิในท้องแห่งอุบาสิกาผู้เป็นแม่บ้านของครอบครัวชื่อว่า กาฬี ก่อนพระทศพลของเราทรงอุบัติ นางมีครรภ์ครบแล้วมายังนิเวศน์แห่งครอบครัวของตนในกรุงราชคฤห์.
สมัยนั้น พระศาสดาของเราทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว ทรงประกาศธรรมจักรในราวป่าอิสิปตนะแล้ว เทวดาในหมื่นจักรวาลมาประชุมกันแล้ว ในที่ประชุมนั้น ยักษ์ตนหนึ่งชื่อว่า สาตาคิรยักษ์ ในระหว่างยักษ์เสนาบดี (แม่ทัพยักษ์) ๒๘ ตน ฟังธรรมกถาของพระทศพลตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว ดำริว่า ธรรมกถาอันไพเราะนี้ เหมวตยักษ์สหายของเราได้ฟังหรือมิได้ฟังหนอ ยักษ์นั้นมองหาในระหว่างหมู่เทพก็ไม่เห็นยักษ์นั้น จึงคิดว่า สหายของเราไม่ทราบว่ารัตนะทั้ง ๓ เกิดขึ้นแล้วแน่แท้ จำเราจักไปกล่าวคุณแห่งพระทศพลแก่เขาและจะบอกถึงธรรมที่เราบรรลุแก่เขาด้วย จึงไปหาเหมวตยักษ์นั้นโดยทางเบื้องบนแห่งกรุงราชคฤห์ กับบริษัทของตน.
ฝ่ายเหมวตยักษ์เห็นป่าหิมพานต์อันกว้างยาวถึง ๓ พันโยชน์ มีดอกไม้บานในเวลามิใช่ฤดู คิดว่าเราจักเล่นการละเล่นในป่าหิมพานต์กับสหายของเรา จึงไปกับบริษัทของตนโดยเบื้องบนกรุงราชคฤห์เหมือนกัน
แม้ยักษ์เหล่านั้นก็มาพบกันเบื้องบนนิเวศน์ของอุบาสิกาในขณะนั้น ต่างก็ถามกันว่า พวกท่านเป็นบริษัทของใคร พวกเราเป็นบริษัทของสาตาคิรยักษ์ พวกท่านล่ะเป็นบริษัทของใคร พวกเราเป็นบริษัทของเหมวตยักษ์ดังนี้ พวกยักษ์เหล่านั้นต่างยินดีแล้วร่าเริงแล้ว ไปแจ้งแก่ยักษ์เสนาบดีเหล่านั้น.
สาตาคิรยักษ์กล่าวกะเหมวตยักษ์ว่า สหาย ท่านจะไปไหน?
เหมวตยักษ์ตอบว่า สหาย เราจะไปสำนักท่าน.
สา. เพราะเหตุไร
เห. เราเห็นป่าหิมพานต์มีดอกไม้สะพรั่ง เราจักไปเล่นในป่าหิมพานต์นั้นกับท่าน.
สา. สหาย ก็ท่านจะไปได้อย่างไร? ท่านรู้ว่าป่าหิมพานต์มีดอกไม้บานสะพรั่งด้วยเหตุไร.
เห. ไม่รู้ สหาย.
สา. สิทธัตถกุมาร โอรสพระเจ้าสุทโธทนมหาราช ยังหมื่นโลกธาตุให้ไหวแล้ว ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ทรงประกาศธรรมจักรอันยอดเยี่ยม ในท่ามกลางเทวดาในหมื่นจักรวาล ท่านไม่รู้ว่าพระธรรมจักรนั้น พระองค์ทรงประกาศแล้วหรือ.
เห. ไม่รู้ดอก สหาย.
สา.ท่านสำคัญว่าที่มีประมาณเท่านั้นนั่นเทียวมีดอกไม้บานสะพรั่ง แต่ทั่วหมื่นจักรวาลเป็นเสมือนดอกไม้กลุ่มเดียวกันในวันนี้ เพื่อสักการะบุรุษนั้นนะสหาย.
เห. ดอกไม้บานอยู่ก่อน พระศาสดานั้นท่านเห็นเต็มนัยตาแล้วหรือ.
สา. เออ สหายเหมวตะ เราเห็นพระศาสดาแล้ว เราฟังธรรมแล้ว เราดื่มอมตะแล้ว เราจักทำท่านให้รู้อมตธรรมนั้นบ้าง เราจึงมายังสำนักของท่านสหาย.
เมื่อยักษ์เหล่านั้นกำลังเจรจากันอยู่นั่นแล อุบาสิกาลุกขึ้นจากที่นอนอันมีสิริ นั่งฟังการเจรจาปราศรัยนั้น ถือเอานิมิตในเสียงกำหนดว่า เสียงนี้เป็นเสียงในเบื้องบน ไม่ใช่ในภาย ใต้เป็นเสียงอมนุษย์พูด มิใช่เสียงมนุษย์พูด เงี่ยโสตประคองใจ.
แต่นั้นสาตาคิรยักษ์พูดว่า
อชฺช ปณฺณรโส อุโปสโถ (อิติ สาตาคิโร ยกฺโข)
ทิพฺพา รตฺติ อุปฏฺฐิตา
อโนมนามํ สตฺถารํ
หนฺท ปสฺสาม โคตมนฺติ
วันนี้เป็นวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ราตรีอันเป็นทิพย์
ปรากฏแล้ว มาเราทั้งสองจงไปเฝ้าพระโคดม
ผู้มีพระนามอันไม่ทรามเถิด.
สาตาคิรยักษ์กล่าวดังนี้แล้ว เหมวตยักษ์กล่าวว่า
กจฺจิ มโน สุปณิหิโต (อิติ เหมวโต ยกฺโข)
สพฺพภูเตสุ ตาทิโน
กจฺจิ อิฏฺเฐ อนิฏฺเฐ จ
สงฺกปฺปสฺส วสีคตาติ.
พระโคดมผู้คงที่ ทรงตั้งพระทัยไว้ดีแล้วในสัตว์
ทั้งปวงหรือ พระโคดมทรงกระทำความดำริใน
อิฏฐารมณ์แลอนิฏฐารมณ์ให้อยู่ในอำนาจแลหรือ.
เหมวตยักษ์ถามถึงกายสมาจาร อาชีพและมโนสมาจารของพระศาสดาอย่างนี้แล้ว สาตาคิรยักษ์วิสัชชนาข้อที่เหมวตยักษ์ถามแล้วๆ เมื่อจบเหมวตสูตรแล้วตามความชอบใจด้วยการกล่าวคุณแห่งสรีรวรรณะของพระศาสดาอย่างนี้แล้ว เหมวตยักษ์ส่งญาณไปตามกระแสแห่งพระธรรมเทศนาของสหาย ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว.
คราวนั้น นางกาฬีอุบาสิกายังไม่เคยเห็นพระตถาคตเลยก็เกิดความเลื่อมใสที่ได้ฟังในธรรมที่เขาแสดงแก่บุคคลอื่น ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว ประดุจบริโภคโภชนะที่เขาจัดสำหรับคนอื่นฉะนั้น.
อุบาสิกานั้นเป็นพระโสดาบันคนแรกในระหว่างหญิงทั้งหมดและเป็นหัวหน้าหญิงทั้งหมด. ในคืนนั้น นางก็คลอดบุตรพร้อมกับการบรรลุโสดาปัตติผล ในวันขนานนามทารกที่ได้มาแล้ว ตั้งชื่อว่าโสณะ. อุบาสิกานั้นอยู่ในเรือนแห่งครอบครัวตามความพอใจแล้วได้ไปยังกุลฆรนคร.
สมัยนั้น พระมหากัจจายนเถระอาศัยเมืองนั้น อยู่ที่ภูเขาอุปวัตตะ อุบาสิกาอุปัฏฐากพระเถระ พระเถระไปนิเวศน์ของนางเป็นประจำ แม้เด็กโสณก็เที่ยวเล่นในสำนักของพระเถระเป็นประจำ จึงคุ้นเคยกัน.
ต่อมาเด็กนั้นบรรพชาในสำนักของพระเถระ พระเถระประสงค์จะให้ท่านอุปสมบท แสวงหาภิกษุอยู่ ๓ ปีครบคณะจึงให้อุปสมบทได้. ท่านอุปสมบทแล้วให้พระเถระบอกกัมมัฏฐานเจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว เรียนคัมภีร์สุตตนิบาตในสำนักของพระเถระ ออกพรรษาปวารณาแล้ว ประสงค์จะเฝ้าพระศาสดา จึงลาพระอุปัชฌาย์.
พระเถระกล่าวว่า โสณะเมื่อท่านไปแล้ว พระศาสดาจะให้ท่านอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกัน จักเชิญให้ท่านกล่าวธรรม พระศาสดาจะทรงเลื่อมใสในธรรมกถาของท่าน จักประทานพรแก่ท่าน เมื่อท่านจะรับพร จงรับเอาพรอย่างนี้ จงไหว้พระบาทของพระทศพลตามคำของเรา.
พระโสณะนั้นอันพระอุปัชฌาย์อนุญาตแล้วจึงไปบอกแก่โยมอุบาสิกา แม้อุบาสิกานั้นก็กล่าวว่า ดีละพ่อ ท่านเมื่อไปเฝ้าพระทศพล จงเอาผ้ากัมพลผืนนี้ไป จงลาดกระทำให้เป็นผ้ารองพื้นในพระคันธกุฎีที่ประทับของพระศาสดา แล้วถวายผ้ากัมพลผืนใหญ่ไป. พระโสณเถระรับผ้านั้นไปแล้ว เก็บงำเสนาสนะไปถึงที่ประทับของพระศาสดาโดยลำดับ เข้าไปเฝ้าในเวลาที่พระทศพลประทับนั่งบนพุทธอาสน์ ถวายบังคมแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
พระศาสดาทรงกระทำปฏิสัณฐารกับพระเถระนั้นแล้ว ตรัสเรียกพระอานนทเถระมาตรัสว่า อานนท์จงจัดเสนาสนะสำหรับภิกษุรูปนี้ พระเถระทราบพระประสงค์ของพระศาสดา ได้ลาดผ้าแล้วประดุจยกผ้าลาดพื้นไว้ตรงกลางในภายในพระคันธกุฎี.
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยับยั้งกลางแจ้งตลอดราตรีเป็นอันมาก จึงเสด็จเข้าพระวิหาร แม้ท่านพระโสณะก็ยับยั้งกลางแจ้งตลอดราตรีเป็นอันมากเหมือนกัน จึงเข้าพระวิหาร พระศาสดาเสด็จสีหยาสน์ในมัชฌิมยาม เสด็จลุกขึ้นประทับนั่งในสมัยใกล้รุ่ง ทรงทราบว่า ความลำบากกายของพระโสณะจักสงบระงับด้วยเหตุเพียงเท่านี้ แล้วเชื้อเชิญให้กล่าวธรรม.
พระโสณเถระได้กล่าวพระสูตรที่เนื่องด้วยอัฏฐกวัคค์ พยัญชนะตัวหนึ่งก็ไม่เสียด้วยเสียงอันไพเราะ เมื่อจบคาถา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานสาธุการ ประกาศถึงความเลื่อมใสว่า ภิกษุ ธรรมเธอเรียนไว้ดีแล้ว เทศนาในเวลาที่เราแสดงแล้วก็ดีในวันนี้ก็ดี เป็นอย่างเดียวกันเทียว ไม่ขาดไม่เกินเลย. ฝ่ายพระโสณกำหนดว่านี้เป็นโอกาส แล้วถวายบังคมพระทศพล ตามคำของพระอุปัชฌาย์ ทูลขอพรทุกอย่างตั้งต้นแต่การอุปสมบทด้วยคณะมีพระวินัยธรครบ ๕.
พระศาสดาทรงประทานแล้ว.
ต่อมา พระเถระถวายบังคมตามคำของอุบาสิกามารดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อุบาสิกาส่งผ้ากัมพลผืนนี้มาเพื่อปูลาดพื้นในพระคันธกุฎีที่ประทับของพระองค์ แล้วถวายผ้ากัมพล ลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายบังคมพระศาสดากระทำประทักษิณ หลีกไปแล้ว.
ในเรื่องนี้มีความสังเขปเท่านี้. แต่โดยพิสดารเรื่องตั้งแต่การบรรพชาของพระเถระเป็นต้นทั้งหมด มาในพระสูตรแล้ว.
ดังกล่าวมานี้ พระเถระได้พร ๘ ประการจากสำนักพระศาสดาแล้วกลับไปยังสำนักพระอุปัชฌาย์ เล่าประพฤติเหตุทั้งปวงนั้นแล้ว.
วันรุ่งขึ้นไปยังประตูนิเวศน์ของโยมอุบาสิกา ยืนคอยอาหาร. อุบาสิกาฟังข่าวว่า บุตรของเรามายืนที่ประตู จึงรีบมาอภิวาทแล้วรับบาตรจากมือ นิมนต์ให้นั่งในนิเวศน์ของตน ถวายโภชนะแล้ว.
ทีนั้นเมื่อฉันเสร็จ อุบาสิกากล่าวกะท่านว่า พ่อท่านได้พบพระทศพลแล้วหรือ.
พบแล้ว อุบาสิกา.
อุ. ท่านได้ไหว้ตามคำของโยมแล้วหรือ
ส. จ้ะ ไหว้แล้ว และผ้ากัมพลของเรานั้น ได้ลาดไว้ให้เป็นผ้าลาดพื้นในที่ประทับของพระตถาคตแล้ว.
อุ.พ่อ ได้ยินว่า ท่านกล่าวธรรมกถาถวายพระศาสดาและพระศาสดาได้ทรงประทานสาธุการแก่ท่านหรือ.
พระย้อนถามว่า โยมทราบได้อย่างไร อุบาสิกา.
อุบาสิกากล่าวว่า พ่อเทวดาที่สถิตอยู่ในเรือนของโยมบอกว่า เทวดาในหมื่นจักรวาลได้ถวายสาธุการเมื่อพระศาสดาประทานสาธุการแก่ท่าน แล้วกล่าวว่า พ่อ โยมหวังว่า ท่านควรกล่าวธรรมเหมือนอย่างที่ท่านกล่าวแล้วแก่โยมบ้าง โดยทำนองที่ได้กล่าวแด่พระพุทธเจ้า.
พระเถระรับคำของโยมแล้ว.
นางทราบว่าพระเถระรับคำแล้ว จึงให้ทำมณฑป ใกล้ประตู นิมนต์ให้กล่าวธรรมแก่ตนโดยทำนองที่กล่าวแก่พระทศพลแล้ว.
เรื่องตั้งขึ้นแล้ในที่นี้.
ต่อมา พระศาสดาประทับนั่ง ณ ท่ามกลางหมู่พระอริยะ ทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีวาจาไพเราะแล้ว.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสูตรที่ ๙ ประวัติพระสีวลีเถระ
พึงทราบวินิจฉัยในพระสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้.
ด้วยบทว่า ลาภีนํ ยทิทํ สีวลี ทรงแสดงว่า เว้นพระตถาคต พระสีวลีเถระเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีลาภ.
ในปัญหากรรมของท่าน มีเรื่องที่จะกล่าวโดยลำดับดังต่อไปนี้ :-
แม้พระเถระนี้ ในอดีตครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ไปพระวิหาร ยืนฟังธรรมอยู่ท้ายบริษัท โดยนัยที่กล่าวแล้วนั้นเทียว เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีลาภ คิดว่า แม้เราก็ควรเป็นผู้มีอย่างนั้นเป็นรูปในอนาคต จึงนิมนต์พระทศพลถวายมหาทาน ๗วัน กระทำความปรารถนาว่า ด้วยการกระทำกุศลนี้ แม้ข้าพระองค์ไม่ปรารถนาสมบัติอย่างอื่น แต่ข้าพระองค์พึงเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีลาภเหมือนอย่างภิกษุที่พระองค์ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ในอนาคตกาล.
พระศาสดาทรงเห็นว่าไม่มีอันตรายสำหรับเธอ จึงทรงพยากรณ์ว่า ความปรารถนาของท่านนี้จักสำเร็จในสำนักของพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ ในอนาคต แล้วเสด็จกลับไป.
กุลบุตรนั้นกระทำกุศลตลอดชีพแล้วเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.
ครั้งพระวิปัสสีพุทธเจ้า มาถือปฏิสนธิในบ้านตำบลหนึ่ง ไม่ไกลกรุงพันธุมดี.
สมัยนั้น ชาวเมืองพันธุมดีสั่งสนทนากับพระราชา ถวายทานแด่พระทศพล. วันหนึ่ง คนเหล่านั้นร่วมกันเป็นอันเดียวทั้งหมดถวายทาน คิดว่า ในมุขคือทานของพวกเราไม่มีอะไรบ้างหนอดังนี้ ไม่ได้เห็นน้ำผึ้งแลเนยแข็งแล้ว คนเหล่านั้นจึงวางบุรุษไว้ดักในทางจากชนบทเข้าไปเมืองด้วยตั้งใจว่าจักนำของ ๒ อย่างนั้นจากข้างโน้นบ้างข้างนี้บ้างมา
ในครั้งนั้น กุลบุตรนี้ถือเอากระบอกเนยแข็งมาจากบ้านของตนคิดว่า จักนำมาหน่อยหนึ่งเท่านั้น เมื่อไปถึงพระนครก็มองหาที่ที่สบายด้วยตั้งใจว่าจะล้างปาก ล้างมือและเท้าแล้วจึงเข้าไป เห็นรวงผึ้งที่ไม่มีตัวเท่ากับงอนไถ คิดว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นด้วยบุญของเรา จึงถือเอาแล้วเข้าไปสู่นคร.
บุรุษที่ชาวเมืองวางดักไว้ เห็นกุลบุตรนั้น จึงถามว่า พ่อมหาจำเริญ ท่านนำน้ำผึ้งมาให้ใคร. เขาตอบว่า ไม่ได้นำมาให้ใครดอกนายท่าน. ก็น้ำผึ้งที่ท่านนำมานี้ขายให้แก่เราเถอะ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงถือเอากหาปณะนี้ไปแล้วจงให้น้ำผึ้งและเนยแข็งนั้นเถอะ.
กุลบุตรนั้นคิดว่า ของนี้ใช่ว่ามีราคามากและบุรุษนี้จะให้มากก็คราวเดียวเท่านั้น ควรจะลองดู. บุรุษนั้นกล่าวว่า เราไม่ให้ด้วยกหาปณะเดียว แล้วกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงรับเอา ๒ กหาปณะแล้วจงให้. กุลบุตรนั้นตอบว่า ๒ กหาปณะก็ให้ไม่ให้ บุรุษนั้นจึงเพิ่มโดยอุบายนี้และเรื่อยๆ จนถึงพันกหาปณะ.
กุลบุตรนั้นจึงคิดว่า เราไม่ควรจะลวงเขา ช่างก่อนเถิด เราจำจะถามกิจที่จะพึงทำของบุรุษนี้ ทีนั้น เขาจึงกล่าวกะบุรุษนั้นว่า ของนี้ไม่มีค่ามาก แต่ท่านให้มาก ท่านจะเอาสิ่งนี้ไปด้วยกิจกรรมอะไร. บุรุษนั้นกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ชาวเมืองในเมืองนี้ขัดแย้งกับพระราชาถวายทานแด่พระวิปัสสีทศพล เมื่อไม่เห็นของ ๒ สิ่งนี้ในบุญคือทาน จึงพากันแสวงหา ถ้าไม่ได้สิ่งนี้ชาวเมืองก็จักพ่ายแพ้ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าให้พันหนึ่ง แล้วจงรับเอา.
เขากล่าวว่า ของสิ่งนี้ควรให้แก่ชาวเมืองเท่านั้น หรือควรให้แก่ชนเหล่าอื่น ท่านจะให้ของที่ท่านนำมานี้แก่คนใดคนหนึ่งหรือ
กุ. ก็มีใครให้ทรัพย์พันหนึ่งในวันเดียวในทานของชาวเมืองล่ะ.
บุ. ไม่มีดอกสหาย
กุ. ก็ท่านรู้ว่าของ ๒ สิ่งนี้มีค่าพันหนึ่งหรือ.
บุ. จ้ะ ฉันรู้.
กุ. ถ้าอย่างนั้น ท่านจงไปบอกแก่ชาวเมืองเถิดว่า บุรุษคนหนึ่งไม่ให้ของ ๒ สิ่งนี้ด้วยราคา (แต่) ประสงค์จะให้ด้วยมือของตนเอง พวกท่านอย่าวิตกเพราะเหตุแห่งของ ๒ สิ่งนี้เลย.
บุ. ก็ท่านจงเป็นกายสักขีประจักษ์พยานแห่งความเป็นหัวหน้ามุขคือทานของเราเถิด.
บุรุษนั้นเอามาสกที่ตนเก็บไว้เพื่อใช้สอยที่บ้านซื้อของเผ็ดร้อน ๕ อย่าง บดจนละเอียด กรองคั้นเอาน้ำส้มจากนมส้ม แล้วคั้นรวงผึ้งลงในนั้น ปรุงกับผงเครื่องเผ็ดร้อน ๕ อย่างแล้วใส่ไว้ในใบบัวใบหนึ่ง จัดห่อนั้นแล้วถือมานั่ง ณ ที่ไม่ไกลพระทศพล คอยดูวาระที่ถึงตนในระหว่างเครื่องสักการะที่มหาชนนำมา ทราบโอกาสแล้วจึงไปเฝ้าพระศาสดา กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า นี้เป็นทุคคตปัณณาการของข้าพระองค์ ขอพระองค์โปรดกรุณารับของสิ่งนี้ของข้าพระองค์เถิด.
พระศาสดาทรงอาศัยความเอ็นดูแก่บุรุษนั้น ทรงรับบรรณาการนั้นด้วยบาตรหินที่ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ถวายแล้ว ทรงอธิษฐานโดยอาการที่เครื่องปัณณาการนั้นถวายแก่ภิกษุถึง ๖๘,๐๐๐ องค์ก็ไม่สิ้นเปลืองไป.
กุลบุตรแม้นั้นถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งเสวยเสร็จแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง กราบทูลว่า ข้าพระองค์พบพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว วันนี้ชาวเมืองพันธุมดีนำสักการะมาถวายพระองค์ แม้ข้าพระองค์พึงเป็นผู้ถึงความเป็นยอดทางลาภและเป็นยอดทางยศในภพที่เกิดแล้วด้วยผลแห่งกรรมนี้.
พระศาสดาตรัสว่า ความปรารถนาจงสำเร็จอย่างนั้นเถิดกุลบุตร, แล้วทรงกระทำอนุโมทนาภัตรแก่กุลบุตรนั้นและแก่ชาวเมืองแล้ว เสด็จกลับไป.
ฝ่ายกุลบุตรนั้นกระทำกุศลจนตลอดชีพแล้ว เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ มาถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระราชธิดาพระนามว่า สุปปวาสา ในพุทธุปาทกาลนี้ ตั้งแต่เวลาถือปฏิสนธิพระนางสุปปวาสารับเครื่องบรรณาการถึง ๕๐๐ ทั้งเช้าทั้งเย็น.
ครั้งนั้น พวกพระญาติต้องการจะทดลองบุญ จึงให้พระนางนั้นเอาพระหัตถ์ถูกต้องกระเช้าพืชหน่อออกมาจากพืชชนิดหนึ่งๆ ร้อยหนึ่งบ้าง พันหนึ่งบ้าง ข้าวเกิดขึ้นจากนากรีสหนึ่ง ๕๐ เกวียนบ้าง ๖๐ เกวียนบ้าง แม้เวลาจะทำยุ้งฉางให้เต็ม ก็ทรงเอาพระหัตถ์ถูกต้องประตูยุ้งฉาง ที่ตรงที่พระราชธิดาจับแล้วจับอีก ก็กลับเต็มอีกเพราะบุญ เมื่อคนทั้งหลายกล่าวว่า “บุญของพระราชธิดา” แล้วคดจากหม้อที่มีข้าวสวยเต็มให้แก่คนใดคนหนึ่ง ยังไม่ยกพระหัตถ์ออกเพียงใด ข้าวสวยก็ไม่สิ้นเปลืองไปเพียงนั้น.
เมื่อทารกอยู่ในครรภ์นั่นเอง เวลาล่วงไปถึง ๗ ปีแต่เมื่อครรภ์แก่ นางเสวยทุกข์ใหญ่อยู่ถึง ๗ วัน นางปรึกษาสามีว่า ก่อนแต่จะตาย ฉันจะถวายทานทั้งที่มีชีวิตอยู่เทียว จึงส่งสามีไปเฝ้าพระศาสดา ด้วยกล่าวว่า ท่านจงไปกราบทูลเรื่องนี้แด่พระศาสดา แล้วนิมนต์พระศาสดา. อนึ่ง พระศาสดาตรัสคำใด ท่านจงตั้งใจกำหนดคำนั้นให้ดี แล้วกลับมาบอกฉัน.
สามีไปแล้วกราบทูลข่าวแด่พระศาสดา.
พระศาสดาตรัสว่า พระนางสุปปวาสาโกฬิยธิดาจงมีความสุข จงมีความสบาย ไม่มีโรค จงคลอดบุตรที่หาโรคมิได้เถิด. พระราชาทรงสดับข่าวนั้นจึงถวายบังคมพระศาสดา ทรงมุ่งหน้าเสด็จกลับพระราชนิเวศน์ พระกุมารก็คลอดจากพระครรภ์ของพระนางสุปปวาสาง่ายเหมือนน้ำออกจากที่กรงน้ำฉะนั้น คนที่นั่งล้อมอยู่เริ่มหัวเราะ ทั้งที่หน้านองด้วยน้ำตา มหาชนยินดีแล้ว ร่าเริงแล้ว ได้ไปกราบทูลข่าวที่น่ายินดีแด่พระราชา.
พระราชาทรงเห็นอาการของชนเหล่านั้นทรงดำริว่า พระดำรัสที่พระทศพลตรัสแล้วเห็นจะเป็นผลแล้ว พระองค์เสด็จมากราบทูลข่าวของพระราชธิดาแด่พระทศพล. พระราชธิดาตรัสว่า อาหารสำหรับคนเป็นที่พระองค์ นิมนต์ไว้จักเป็นอาหารที่เป็นมงคล ขอพระองค์จงไปนิมนต์พระทศพล ๗ วันเถิดเพคะ.
พระราชาทรงกระทำดังนั้น ถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ๗ วัน ทารกดับจิตที่เร่าร้อนของพระประยูรญาติทั้งหมด เพราะฉะนั้น พระประยูรญาติจึงเฉลิมพระนามของกุมารนั้นว่า “สีวลีทารก” สีวลีทารกนั้นเป็นผู้ทนกรรมทุกอย่างตั้งแต่เกิด เพราะอยู่ในพระครรภ์ถึง ๗ ปี พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรได้สนทนาปราศรัยกับสีวลีนั้น.
ในวันที่ ๗ แม้พระศาสดาได้ทรงภาษิตคาถาในธรรมบทว่า
โย อิมํ ปลิปถํ ทุคฺคํ สํสารํ โมหมจฺจคา ติณฺโณ ปารคโต ฌายี อเนญฺโช อกถํกถี อนุปาทาย นิพฺพุตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ผู้ใดข้ามทางอันตรายคือสงสารอันข้ามได้ยากนี้
ถึงฝั่งแล้ว เป็นผู้มีอันเพ่งฌาน ก้าวล่วงโอฆะ
ไม่หวั่นไหว ไม่มีความสงสัย เราเรียกผู้นั้นว่า
เป็นพราหมณ์ ดังนี้.
คราวนั้น พระเถระกล่าวกะสีวลีทารกนั้นอย่างนี้ว่า ก็เธอได้เสวยกองทุกข์เห็นปานนี้ แล้วบวชเสียไม่สมควรหรือ สีวลี.
ตอบว่า ผมเมื่อได้ก็พึงบวช ท่านผู้เจริญ.
พระนางสุปปวาสาเห็นทารกนั้น พูดอยู่กับพระเถระ คิดว่า บุตรของเราพูดอะไรหนอกับพระธรรมเสนาบดี จึงเข้าไปหาพระเถระถามว่า บุตรของดิฉันพูดอะไรกับ พระคุณเจ้า เจ้าค่ะ.
พระเถระกล่าวว่า บุตรของท่านพูดถึงความทุกข์ที่อยู่ในครรภ์ที่ตนเสวยแล้วกล่าวว่า ท่านอนุญาตแล้วจักบวช. พระนางสุปปวาสาตรัสว่า ดีละเจ้าข้า โปรดให้เขาบรรพชาเถิด.
พระเถระนำทารกนั้นไปวิหาร ให้ตจปัญจกกัมมัฏฐาน เมื่อจะให้บรรพชา กล่าวว่า สีวลี เราไม่จำต้องให้โอวาทดอก เธอจงพิจารณาทุกข์ที่เธอเสวยมาถึง ๗ ปีนั่นแหละ.
สีวลีกล่าวว่า การให้บวชเท่านั้น เป็นหน้าที่ของท่าน ส่วนผมจักรู้กิจที่ผมทำได้.
สีวลีนั้นตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลในขณะที่โกนผมปอยแรกที่เขาโกนแล้วนั่นเอง ขณะโกนปอยที่ ๒ ตั้งอยู่ในสกทาคามิผล ในขณะโกนผมปอยที่ ๓ ตั้งอยู่ในอนาคามิผล ก็การโกนผมหมดและการกระทำให้แจ้งพระอรหัตได้มีไม่ก่อนไม่หลังกัน ตั้งแต่วันที่ท่านบวชแล้ว ปัจจัย ๔ เกิดขึ้นแก่ภิกษุสงฆ์พอแก่ความต้องการ.
เรื่องตั้งขึ้นในที่นี้ด้วยประการนี้.
ต่อมา พระศาสดาได้เสด็จไปยังกรุงสาวัตถี พระเถระถวายบังคมพระศาสดา แล้วทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์จักทดลองบุญของข้าพระองค์ โปรดประทานภิกษุ ๕๐๐ รูปแก่ข้าพระองค์. ตรัสว่า รับไปเถอะสีวลี.
เทวดาที่สิงอยู่ ณ ต้นนิโครธได้เห็นทีแรก ได้ถวายทานแด่พระเถระนั้นถึง ๗ วัน
ดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
นิโคฺรชํ ปฐมํ ปสฺสิ ทุติยํ ปณฺฑวปพฺพตํ ตติยํ อจิรวติยํ จตุตฺถํ วรสาครํ ปญฺจมํ หิมวนฺตํ โส ฉฏฐํ ฉทฺทนฺตุปาคมิ สตฺตมํ คนฺธมาทนํ อฏฺฐมํ อถ เรวตํ เห็นครั้งแรก ที่ต้นนิโครธ เห็นครั้งที่สอง ภูเขาปัณฑวะ
ครั้งที่สาม แม่น้ำอจิรวดี ครั้งที่สี่ ทะเล
ครั้งที่ห้า ป่าหิมพานต์ ครั้งที่หก สระฉันทันต์
ครั้งที่เจ็ด ภูเขาคันธมาทน์ ครั้งที่แปด ไปอยู่ที่พระเรวตะ
ในที่ทุกแห่ง เทวดาได้ถวายทานแห่งละ ๗ วันๆ ก็ที่ภูเขาคันธมาทน์ ท้าวเทวราชชื่อนาคทัต ใน ๗ วันได้ถวายบิณฑบาตเจือด้วยน้ำนม วันหนึ่ง, ได้ถวายบิณฑบาตเจือด้วยเนยใส วันหนึ่ง.
ภิกษุสงฆ์กล่าวว่า ผู้มีอายุ แม้โคนมของเทวราชนี้ไม่ปรากฏที่เขารีดน้ำนม การคั้นเนยใสก็ไม่มี, ข้าแต่เทวราช ผลอันนี้เกิดขึ้นแก่พระองค์มาได้อย่างไร.
ท้าวเทวราชกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า นี้เป็นผลแห่งการถวายสลากภัตรเจือน้ำนมแด่พระทศพล ครั้งพระทศพลกัสสปพุทธเจ้า.
ภายหลัง พระศาสดาทรงกระทำการที่เทวดากระทำการต้อนรับพระเถระนั้นผู้อยู่ในป่าไม้ตะเคียน ให้เป็นอัตถุบัติเหตุเกิดเรื่อง จึงทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ถึงความมีลาภอย่างเลิศในศาสนาของพระองค์.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสูตรที่ ๑๐ ประวัติพระวักกลิเถระ
พึงทราบวินิจฉัยในพระสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้.
ด้วยบทว่า สทฺธาธิมุตฺตานํ ทรงแสดงว่า พระวักกลิเถระเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้น้อมใจไปด้วยศรัทธา มีศรัทธาแรง.
จริงอยู่ ศรัทธาของคนอื่นๆ มีแต่ทำให้เจริญ ส่วนของพระเถระต้องลดลง เพราะฉะนั้น พระเถระนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้น้อมใจไปด้วยศรัทธา.
คำว่า วักกลิ เป็นชื่อของพระเถระนั้น.
ในปัญหากรรมของพระเถระนั้น มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังต่อไปนี้ :-
ดังจะกล่าวโดยย่อ ในอดีตกาล ครั้งพระปทุมุตตรพุทธเจ้า พระเถระนี้ไปวิหารยืนฟังธรรมท้ายบริษัทโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล. เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้น้อมใจไปด้วยศรัทธา จึงคิดว่า
แม้เราก็ควรเป็นเช่นนี้ในอนาคตกาล จึงนิมนต์พระศาสดาโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.
ถวายมหาทาน ๗ วัน ถวายบังคมพระทศพลแล้วกระทำความปรารถนาว่า พระเจ้าข้า ด้วยกุศลกรรมอันนี้ ขอข้าพระองค์พึงเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้น้อมใจไปด้วยศรัทธาในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต เหมือนภิกษุที่พระองค์ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะของเหล่าภิกษุผู้น้อมใจไปด้วยศรัทธา.
พระศาสดาทรงเห็นว่า ท่านไม่มีอันตรายจึงทรงพยากรณ์แล้ว เสด็จกลับไป.
ฝ่ายท่านกระทำกุศลตลอดชีพแล้วเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ ถือเอาปฏิสนธิในตระกูลพราหมณ์กรุงสาวัตถี ครั้งพระศาสดาของเรา ญาติทั้งหลายได้ขนานนามของท่านว่า วักกลิ.
ท่านเจริญวัยแล้ว เรียนไตรเพท เห็นพระทศพลมีภิกษุสงฆ์แวดล้อม เสด็จจาริกในกรุงสาวัตถี ตรวจดูสรีรสมบัติของพระศาสดา ไม่อิ่มด้วยการเห็นสรีรสมบัติ จึงเที่ยวไปพร้อมกับพระทศพลนั้นด้วย เสด็จไปวิหารก็ไปกับพระทศพล ยืนมองความสำเร็จแห่งพระสรีรสมบัติอยู่เทียว ยืนฟังธรรมในที่เฉพาะพระพักตร์แห่งพระศาสดาผู้ประทับนั่งตรัสธรรมในธรรมสภา.
ท่านได้ศรัทธาแล้วคิดว่า เราอยู่ครองเรือนไม่ได้เห็นพระทศพลเป็นนิตย์ จึงทูลขอบรรพชา บวชแล้วในสำนักของพระศาสดา ตั้งแต่นั้น เว้นเวลากระทำอาหารในเวลาที่เหลือยืนอยู่ในที่ที่ยืนเห็นพระทศพล จึงละโยนิโสมนสิการเสีย อยู่ดูพระทศพลอย่างเดียว.
พระศาสดาทรงรอให้ญาณของท่านสุกเสียก่อน เมื่อท่านเที่ยวไปดูรูปในที่นั้นๆ เป็นเวลายาวนานก็ไม่ตรัสอะไร ทรงทราบว่า บัดนี้ญาณของท่านแก่กล้าแล้ว ท่านอาจตรัสรู้ได้ จึงตรัสอย่างนี้ว่า วักกลิ ท่านจะประโยชน์อะไรด้วยมองรูปกายอันเปื่อยเน่านี้ที่ท่านเห็น วักกลิ ผู้ใดแลเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม วักกลิ เห็นธรรมจึงจะชื่อว่าเห็นเรา.
เมื่อพระศาสดาแม้ทรงโอวาทอยู่อย่างนี้ พระเถระก็ไม่อาจละการดูพระทศพลแล้วไปในที่อื่น แต่นั้นพระศาสดาทรงดำริว่า ภิกษุนี้ไม่ได้ความสังเวชจักไม่ตรัสรู้ เมื่อใกล้เข้าพรรษา ทรงประกาศขับไล่พระเถระนั้นว่า วักกลิจงหลีกไป.
ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงมีพระดำรัสที่พึงยึดถือ เพราะฉะนั้น พระเถระจึงยืนโต้ตอบพระศาสดาไม่ได้ ไม่บังอาจมาเฉพาะพระพักตร์พระทศพล คิดว่า บัดนี้เราจะทำอย่างไรได้ เราถูกพระตถาคตประณามเสียแล้ว เราก็ไม่ได้อยู่ต่อหน้าพระองค์ ประโยชน์อะไรด้วยชีวิตของเรา จึงขึ้นสู่ที่เขาขาดที่เขาคิชฌกูฏ.
พระศาสดาทรงทราบว่า พระเถระนั้นมีความลำบาก ทรงดำริว่า ภิกษุนี้เมื่อไม่ได้ความปลอบใจจากเรา ก็จะพึงทำลายอุปนิสัยแห่งมรรคผลเสีย จึงทรงเปล่งรัศมีไปแสดงพระองค์ ครั้งนั้น ตั้งแต่พระวักกลินั้นเห็นพระศาสดาก็ละความโศกศัลย์อย่างใหญ่ ด้วยประการฉะนี้.
พระศาสดาเพื่อจะให้พระวักกลิเถระเกิดปีติโสมนัสแรงขึ้น เหมือนหลั่งกระแสน้ำลงในสระที่แห้ง จึงตรัสพระคาถาในพระธรรมบทว่า
ปาโมชฺชพหุโล ภิกฺขุ ปสนฺโน พุทฺธสาสเน อธิคจฺเฉ ปทํ สนฺตํ สงฺขารุปสมํ สุขนฺติ. ภิกษุผู้มากด้วยความปราโมทย์ เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
จะพึงบรรลุบทอันสงบที่ระงับสังขาร เป็นความสุขดังนี้
อนึ่ง พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ประทานแก่พระวักกลิเถระว่า มาเถิดวักกลิ.
พระเถระบังเกิดปีติอย่างแรงว่า เราเห็นพระทศพลแล้ว ได้รับพระดำรัสตรัสเรียกว่า มาเถิดวักกลิ ทั้งไม่รู้การไปของตนว่าจะไปทางไหน จึงโลดแล่นไปในอากาศต่อพระพักตร์พระทศพลแล้ว ทั้งเท้าแรกเหยียบบนภูเขา นึกถึงพระดำรัสที่พระศาสดาตรัสแล้ว ข่มปีติในอากาศนั่นเอง บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ลงมาถวายบังคมพระตถาคต.
ภายหลัง พระศาสดาประทับนั่งท่ามกลางหมู่พระอริยะ ทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้น้อมใจไปด้วยศรัทธา.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๐ จบวรรคที่ ๒. -----------------------------------------------------