This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典

อรรถกถาแปลไทย

仅原文 · 不作诠释305 行1 个版本

วรรคที่ ๓ อรรถกถาสูตรที่ ๑ ประวัติพระราหุลเถระ

วรรคที่ ๓ สูตรที่ ๑ (เรื่องพระราหุล) พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า สิกฺขากามานํ ความว่า ผู้ใคร่ หมายความว่า ผู้รักศึกษาซึ่งสิกขา ๓.

พระศาสดาทรงแสดงพระราหุลผู้เป็นโอรสของพระองค์ว่า “ราหุโล”.

ได้ยินว่า พระเถระลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ตั้งแต่วันที่บวชแล้วกอบทรายขึ้นเต็มมือ ปรารถนาว่า อัศจรรย์หนอ เราจะพึงได้โอวาท และพระอนุสาสนีมีประมาณเท่านี้จากพระทศพลและพระอุปัชฌาย์อาจารย์ทั้งหลายในวันนี้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ใคร่ต่อการศึกษา.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------

อรรถกถาสูตรที่ ๒ ประวัติพระรัฐปาลเถระ

ในสูตรที่ ๒ (เรื่องพระรัฐปาละ) พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า สทฺธาปพฺพชิตานํ แปลว่า ผู้บวชด้วยศรัทธา.

บทว่า รฏฺฐปาโล ได้แก่ ผู้ถึงการนับว่ารัฐปาล แม้เพราะอรรถว่าเป็นผู้สามารถรักษารัฐไว้ได้ หรือผู้เกิดในตระกูลที่สามารถสมานรัฐที่แตกร้าวกันไว้ได้.

จริงอยู่ ภิกษุรัฐปาละนั้นฟังธรรมเทศนาของพระศาสดา ได้ศรัทธากระทำการอดข้าวถึง ๑๔ วัน จึงให้มารดาบิดาอนุญาตให้บวชได้ จึงบวชแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านจึงเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้บวชด้วยศรัทธา.

ประวัติพระราหุลเถระและพระรัฐปาลเถระ

ก็ในปัญหากรรมของพระเถระทั้งสองรูปนี้ มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังต่อไปนี้ :-

ได้ยินมาว่า ในอดีตกาล ครั้งพระปทุมุตตรพระพุทธเจ้า พระเถระทั้ง ๒ นี้บังเกิดในครอบครัวคฤหบดีมหาศาลในกรุงหงสวดี ในเวลาที่ท่านยังเป็นเด็กไม่มีใครพูดถึงชื่อและโคตร แต่พอท่านเจริญวัยแล้ว ดำรงอยู่ในฆราวาส เมื่อบิดาของแต่ละคนล่วงไปแล้ว ท่านทั้ง ๒ จึงเรียกคนจัดการคลังรัตนะของตนๆ มาแล้ว เห็นทรัพย์หาประมาณมิได้.

คิดว่า ชนทั้งหลายมีปู่และปู่ทวดเป็นต้นพาเอากองทรัพย์มีประมาณเท่านี้ไปกับตนไม่ได้ บัดนี้ เราควรจะถือเอาทรัพย์นี้ไปโดยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้.

คนทั้ง ๒ นั้นจึงเริ่มให้มหาทานแก่คนกำพร้าและคนเดินทางเป็นต้น ในสถานที่ ๔ แห่ง คนหนึ่งสอบถามคนที่มาแล้วมาอีกในโรงทานของตน ผู้ใดชอบใจสิ่งใดเป็นต้นว่า ข้าวยาคูและของเคี้ยวก็ให้สิ่งนั้นแก่ผู้นั้น เพราะเหตุนั้นแล เขาจึงมีชื่อว่าผู้กล่าวกะผู้ที่มาแล้ว.

อีกคนหนึ่งไม่ถามเลย เอาภาชนะที่เขาถือมาแล้วๆ ใส่ให้เต็มๆ แล้วจึงให้ ด้วยเหตุนั้นแหละ เขาจึงมีชื่อว่าไม่กล่าวกะผู้ที่มาแล้ว. อธิบายว่า ถามด้วยความไม่ประมาท.

วันหนึ่ง ชนทั้ง ๒ นั้นออกไปนอกบ้านเพื่อล้างปากแต่เช้าตรู่.

สมัยนั้น ดาบสผู้มีฤทธิ์มาก ๒ รูปเหาะมาแต่ป่าหิมพานต์เพื่อภิกขาจาร ลงไม่ไกลสหายทั้ง ๒ นั้น ยืนในที่ข้างหนึ่งด้วยคิดว่า ชนทั้ง ๒ นั้น เมื่อดาบสทั้ง ๒ นั้น จัดแจงบริขารมีภาชนะน้ำเต้าเป็นต้น เดินมุ่งไปภายในบ้าน จึงมาไหว้ใกล้ๆ.

ครั้งนั้น ดาบสกล่าวกะชนทั้ง ๒ นั้นว่า ท่านผู้มีบุญใหญ่ ท่านมาในเวลาไร. ชนทั้ง ๒ นั้นตอบว่า มาเดี๋ยวนี้ขอรับ แล้วรับภาชนะน้ำเต้าจากมือของดาบสทั้ง ๒ นั้น นำไปเรือนของตนๆ ในเวลาเสร็จภัตรกิจ จึงขอให้รับปากว่า จะมารับภิกษาเป็นประจำ.

ในดาบสทั้งสองนั้น รูปหนึ่งเป็นคนมักร้อน จึงแหวกน้ำในมหาสมุทรออกเป็น ๒ ส่วนด้วยอานุภาพของตน แล้วไปยังภพของปฐวินทรนาคราชนั่งพักกลางวัน. ดาบสถือเอาฤดูพอสบายแล้ว จึงกลับมา เมื่อจะกระทำอนุโมทนาภัตรในเรือนแห่งอุปัฎฐากของตน ก็กล่าวว่า ขอจงสำเร็จเหมือนดังภพปฐวินทรนาคราช.

ต่อมาวันหนึ่ง อุปัฏฐากถามดาบสนั้นว่า ท่านผู้เจริญ ท่านกระทำอนุโมทนาว่า จงสำเร็จเหมือนภพปฐวินทรนาคราช โปรดบอกข้อความ พวกข้าพเจ้าไม่ทราบความที่ท่านกล่าวนี้ว่า คำนี้ท่านหมายความว่า อะไร.

ดาบสกล่าวว่า จริงซิ กุฏุมพี เรากล่าวว่าสมบัติของท่านจงเป็นเหมือนสมบัติของพระยานาคชื่อว่าปฐวินทร.

ตั้งแต่นั้นมา กุฏุมพีก็ตั้งจิตไว้ในภพของพระยานาคชื่อว่าปฐวินทร.

ดาบสอีกรูปหนึ่งไปยังภพดาวดึงส์ กระทำการพักกลางวันในเสริสกวิมานที่ว่างเปล่า ดาบสนั้นเที่ยวไปเที่ยวมาเห็นสมบัติของท้าวสักกเทวราช เมื่อจะกระทำอนุโมทนาแก่อุปัฏฐากของตน ก็กล่าวว่าสมบัติของท่านจงเป็นเหมือนสักกวิมาน. ครั้งนั้น กุฎุมพีแม้นั้นก็ถามดาบสนั้นเหมือนอย่างสหายอีกคนหนึ่งถามดาบสนั้น. กุฏุมพีก็ฟังคำของดาบสนั้นจึงตั้งจิตไว้ในภพของท้าวสักกะ.

ชนทั้งสองนั้นจึงบังเกิดในที่ที่ตนปรารถนาแล้วนั้นแล.

ผู้ที่เกิดในภพของปฐวินทรนาคราช ก็มีชื่อว่าปฐวินทรนาคราชา พระราชานั้นในขณะที่ตนเกิดแล้ว เห็นอัตภาพของตนมีความร้อนใจว่า ดาบสผู้เข้าสู่สกุลสรรเสริญคุณแห่งฐานะของเราไม่น่าพอใจหนอ ที่นี้เป็นที่ต้องเลื้อยไปด้วยท้อง ดาบสนั้นไม่รู้ที่อื่นๆ แน่แท้.

ในขณะนั้นนั่นแล เหล่านาคผู้ฟ้อนรำแต่งตัวแล้วได้ประคองเครื่องดนตรีในทุกทิศแก่พระยานาคนั้น ในขณะนั้นนั่นแหละ พระยานาคนั้นก็ละอัตภาพนั้นกลายเพศเป็นมาณพน้อย.

ท้าวมหาราชทั้ง ๔ เข้าเฝ้าท้าวสักกะทุกกึ่งเดือน เพราะฉะนั้นแม้พระยานาคนั้นก็ต้องไปเฝ้าท้าวสักกะพร้อมกับพระยานาคชื่อวิรูปักษ์ด้วย. ท้าวสักกะเห็นพระยานาคนั้นมาแต่ไกลก็จำได้ ทีนั้นท้าวสักกะจึงถามพระยานาคนั้นในเวลายืนอยู่ในที่ใกล้ว่า สหาย ท่านไปเกิดที่ไหน.

พระยานาคกล่าวว่า ท่านมหาราช อย่าถามเลย ข้าพเจ้าไปเกิดในที่ที่ต้องเลื้อยไปด้วยท้อง ส่วนท่านได้มิตรที่ดีแล้ว.

ท่านสักกะตรัสว่า สหาย ท่านอย่าวิตกเลยว่าเกิดในที่ไม่สมควร พระทศพลพระนามว่าปทุมุตตระทรงบังเกิดในโลกแล้ว ท่านจงกระทำกุศลกรรมแด่พระองค์นั้นแล้วปรารถนาฐานะนี้เถิด เราทั้ง ๒ จักอยู่ร่วมกันเป็นสุข.

พระยานาคนั้นกล่าวว่า เทวะ ข้าพเจ้าจักกระทำอย่างนั้น ไปนิมนต์พระปทุมุตตระทศพล จัดแจงเครื่องสักการะสัมมานะตลอดคืนยันรุ่ง กับนาคบริษัทในภพนาคของตน.

วันรุ่งขึ้น เมื่อรุ่งอรุณ พระศาสดาตรัสเรียกพระสุมนเถระผู้อุปัฏฐากของพระองค์ว่า สุมนะ วันนี้ตถาคตจักไปภิกษาจาร ณ ที่ไกล ภิกษุปุถุชนจงอย่ามา, จงมาแต่พระผู้บรรลุปฏิสัมภิทาผู้ทรงพระไตรปิฎก ผู้มีอภิญญา ๖ เท่านั้น

พระเถระสดับพระดำรัสของพระศาสดาแล้ว แจ้งแก่ภิกษุทั้งปวง ภิกษุประมาณแสนหนึ่งเหาะไปพร้อมกับพระศาสดา พระยานาคปฐวินทรกับนาคบริษัทมารับเสด็จพระทศพล แลดูพระภิกษุสงฆ์ที่ล้อมพระศาสดาซึ่งกำลังเหยียบคลื่นซึ่งมีสีดังแก้วมณีบนยอดคลื่น แลเห็นพระศาสดาอยู่เบื้องต้น พระสงฆ์นวกะจนถึงสามเณรชื่ออุปเรวตะผู้เป็นโอรสของพระตถาคต อยู่ท้าย จึงเกิดปีติปราโมทย์ว่า อิทธานุภาพเห็นปานนี้ของพระสาวกที่เหลือไม่น่าอัศจรรย์ แต่อิทธานุภาพแห่งทารกเล็กนี้ ช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกินดังนี้.

ครั้งนั้น เมื่อพระทศพลประทับนั่งที่ภพของพระยานาคนั้นแล้ว เมื่อภิกษุนอกนี้นั่งจำเดิมแต่ที่สุด จนมาถึงอาสนะของสามเณรอุปเรวตะ ในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระศาสดา พระยานาคเมื่อถวายข้าวยาคูก็ดี เมื่อถวายของเคี้ยวก็ดี แลดูพระทศพลทีหนึ่ง ดูสามเณรอุปเรวตะทีหนึ่ง นัยว่ามหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ในสรีระของสามเณรนั้นย่อมปรากฏเสมือนพระพุทธเจ้า เป็นอะไรกันหนอ ดังนี้จึงถามภิกษุรูปหนึ่งผู้นั่งไม่ไกลว่า ท่านเจ้าข้า สามเณรรูปนี้เป็นอะไรกับพระทศพล. ภิกษุนั้นตอบว่า เป็นโอรส มหาบพิตร.

พระองค์จึงดำริว่า ภิกษุรูปนี้ใหญ่หนอ จึงได้ความเป็นโอรสของพระตถาคตผู้สง่างามเห็นปานนี้ แม้สรีระของท่านก็ปรากฏเสมือนพระสรีระของพระพุทธเจ้าโดยส่วนเดียว แม้ตัวเราก็ควรเป็นอย่างนี้ในอนาคตกาล จึงถวายมหาทาน ๗ วันแล้วกระทำความปรารถนาว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์พึงเป็นโอรสของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต เหมือนอุปเรวตะสามเณรนี้ ด้วยอานุภาพแห่งกุศลกรรมนี้.

พระศาสดาทรงเห็นว่าหาอันตรายมิได้ จึงทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคต มหาบพิตรจักเป็นโอรสแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ ดังนี้แล้วเสด็จกลับไป.

ส่วนปฐวินทรนาคราช เมื่อถึงกึ่งเดือนอีกครั้งหนึ่งก็ไปเฝ้าท้าวสักกะกับพระยานาคชื่อวิรูปักษ์ คราวนั้น ท้าวสักกะตรัสถามพระยานาคนั้นผู้มายืนอยู่ในที่ใกล้ว่า สหาย ท่านปรารถนาเทวโลกนี้แล้วหรือ.

ร. ข้าพเจ้ามิได้ปรารถนาดอกเพื่อน.

ส. ท่านเห็นโทษอะไรเล่า?

ร. โทษไม่มี มหาราช แต่ข้าพเจ้าเห็นสามเณรอุปเรวตะโอรสของพระทศพล ตั้งแต่ข้าพเจ้าได้เห็นสามเณรนั้นก็มิได้น้อมจิตไปในที่อื่น ข้าพเจ้านั้นกระทำความปรารถนาว่าในอนาคตกาล ขอข้าพเจ้าพึงเป็นโอรสเห็นปานนี้ของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ข้าแต่มหาราช แม้พระองค์ก็จงกระทำความปรารถนาอย่างหนึ่งเถิด เราทั้ง ๒ จักไม่พรากกันในที่ๆ เกิดแล้ว.

ท้าวสักกะรับคำของพระยานาคนั้นแล้วเห็นภิกษุผู้มีอานุภาพมากรูปหนึ่ง จึงนึกว่า กุลบุตรนี้ออกบวชจากสกุลไหนหนอดังนี้ ทราบว่ากุลบุตรผู้นี้เป็นบุตรของสกุลผู้สามารถสมานรัฐที่แตกแยกกันแล้ว กระทำการอดอาหารถึง ๑๔ วัน ให้มารดาบิดาอนุญาตให้บรรพชาแล้วบวชแล้ว.

ก็แลครั้นทราบแล้วจึงเป็นเหมือนไม่ทราบ ทูลถามพระทศพลแล้วกระทำมหาสักการะ ๗ วัน กระทำความปรารถนาว่า พระเจ้าข้า ด้วยผลแห่งกัลยาณกรรมนี้ ข้าพระองค์พึงเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้บวชด้วยศรัทธา ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต เหมือนอย่างกุลบุตรผู้นี้ในศาสนาของพระองค์เถิด.

พระศาสดาทรงเห็นความปรารถนาหาอันตรายมิได้ จึงพยากรณ์ว่า มหาบพิตร พระองค์จักเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้บวชด้วยศรัทธา ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ ในอนาคต แล้วเสด็จกลับไป

ฝ่ายท้าวสักกะก็เสด็จกลับไปยังเทพบุรีของพระองค์ตามเดิม.

ชนทั้งสองนั้นจุติจากที่ที่ตนเกิดแล้วเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ล่วงไปหลายพันกัป ในที่สุดกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่า ผุสสะ ทรงอุบัติขึ้นในโลก พระพุทธบิดาของพระองค์เป็นพระราชาพระนามว่า มหินทะ มีน้องชายต่างมารดากัน ๓ องค์ พระราชาทรงยึดถือว่า พระพุทธเจ้าเป็นของเราเท่านั้น พระธรรมเป็นของเรา พระสงฆ์เป็นของเรา ทุกๆ วันทรงให้พระทศพล เสวยโภชนะด้วยพระองค์เองเป็นประจำ

ต่อมาภายหลัง วันหนึ่งเมื่อชายแดนของพระองค์กำเริบ พระองค์ตรัสเรียกโอรสมาสั่งว่า ลูกเอ๋ย ชายแดนกำเริบ พวกเจ้าหรือเราควรไป ถ้าเราไป เจ้าจะต้องปรนนิบัติพระทศพลโดยทำนองนี้.

พระราชโอรสทั้ง ๓ นั้นทูลเป็นเสียงเดียวกันว่า ข้าแต่พระชนก พระองค์ไม่จำต้องเสด็จไป พวกข้าพระองค์จักช่วยกันปราบโจรดังนี้ จึงถวายบังคมพระชนกแล้วเสด็จไปยังปัจจันตชนบท ปราบโจรแล้วมีชัยชนะแก่ข้าศึกแล้วเสด็จกลับ พระราชกุมารเหล่านั้นปรึกษากับเหล่าผู้ใกล้ชิดในระหว่างทางว่า พ่อเอ๋ย ในเวลาที่เรามาเฝ้าพระชนกจักประทานพร เราจะรับพรอะไร.

พวกข้าบาทมูลิกาทูลว่า พระลูกเจ้าเมื่อพระชนกของพระองค์ล่วงลับไป ไม่มีอะไรที่ชื่อว่าได้ยาก แต่พระองค์โปรดรับพรคือการปรนนิบัติพระผุสสพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระเชฏฐภาดาของพระองค์เถิด. พระราชกุมารเหล่านั้นกล่าวว่า พวกท่านพูดดี จึงพร้อมใจกันทุกๆ องค์ไปเฝ้าพระชนก.

ในกาลนั้น พระชนกทรงเลื่อมใสพระราชกุมารเหล่านั้น แล้วทรงประทานพร พระราชกุมารเหล่านั้นทูลขอพรว่า พวกข้าพระองค์จักปรนนิบัติพระตถาคตตลอดไตรมาส. พระราชาตรัสว่า พรนี้เราให้ไม่ได้ จงขอพรอย่างอื่นเถิด.

พระราชกุมารกราบทูลว่า ข้าแต่พระชนก พวกข้าพระองค์ก็ไม่ต้องการพรอย่างอื่น ถ้าหากพระองค์ประสงค์จะพระราชทาน ขอจงพระราชทานพรนั้นนั่นแหละแก่พวกข้าพระองค์เถิด.

พระราชาเมื่อพระราชโอรสเหล่านั้นทูลขออยู่บ่อยๆ ทรงดำริว่า เราไม่ให้ไม่ได้ เพราะเราได้ปฏิญญาไว้แล้วจึงตรัสว่า พ่อเอ๋ย เราให้พรแก่พวกเจ้า ก็แต่ว่าธรรมดาพระพุทธเจ้าเป็นผู้อันใครๆ เข้าเฝ้าได้ยาก เป็นผู้มีปกติเที่ยวไปพระองค์เดียวดุจสีหะ พวกเจ้าจงเป็นผู้ไม่ประมาทปรนนิบัติพระทศพลเถิด.

พระราชกุมารเหล่านั้นดำริว่า เมื่อพวกเราจะปรนนิบัติพระตถาคต ก็ควรจะปรนนิบัติให้สมควร จึงพร้อมใจกันสมาทานศีล ๑๐ เป็นผู้ไม่มีกลิ่นคาว ตั้งบุรุษไว้ ๓ คนให้ดูแลโรงทานสำหรับพระศาสดา. บรรดาบุรุษ ๓ คนนั้น คนหนึ่งเป็นผู้จัดแจงการเงินและข้าวปลาอาหาร คนหนึ่งมีหน้าที่ตวงข้าว คนหนึ่งมีหน้าที่จัดทาน.

ในบุรุษ ๓ คนนั้น คนจัดแจงการเงินและข้าวมาเกิดเป็นพระเจ้าพิมพิสารมหาราชในปัจจุบัน คนตวงข้าวมาเกิดเป็นวิสาขอุบาสก, คนจัดทานมาเกิดเป็นรัฐปาลเถระแล.

กุลบุตรนั้นบำเพ็ญกุศลในภพนั้นตลอดชีพแล้วบังเกิดในเทวโลก.

ส่วนพระยานาคนี้เกิดเป็นพระเชฏฐโอรสของพระเจ้ากิกิ ครั้งพระทศพลพระนามว่ากัสสป ชื่อว่าราหุลเถระ พระญาติทั้งหลายขนานนามพระองค์ว่าปฐวินทรกุมาร. พระองค์มีภคินี ๗ พระองค์ พระภคินีเหล่านั้นสร้างบริเวณถวายพระทศพลถึง ๗ แห่ง พระปฐวินทรกุมารทรงได้ตำแหน่งอุปราช พระองค์ตรัสกะภคินีเหล่านั้นว่า ในบรรดาบริเวณที่พระนางได้สร้างไว้นั้น ขอจงประทานให้หม่อมฉันแห่งหนึ่ง. พระภคินีเหล่านั้นทูลว่า พระพี่เจ้า พระองค์ดำรงอยู่ในฐานะเป็นอุปราช พระองค์พึงประทานแก่หม่อมฉันต่างหาก พระองค์โปรดสร้างบริเวณอื่นเถิด. พระราชกุมารนั้นได้สดับคำของพระภคินีเหล่านั้นแล้ว จึงให้สร้างวิหารถึง ๕๐๐ แห่ง. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า บริเวณ ๕๐๐ แห่งก็มี.

พระราชกุมารนั้นทรงบำเพ็ญกุศลตลอดชีพในอัตภาพนั้นไปบังเกิดในเทวโลก ในพุทธุบาทกาลนี้ ปฐวินทรกุมารถือปฏิสนธิ ในพระครรภ์แห่งพระอัครมเหสีแห่งพระโพธิสัตว์ของเรา สหายของท่านบังเกิดในเรือนแห่งรัฐปาลเศรษฐี ในถุลลโกฏฐิตนิคม แคว้นกุรุ.

ครั้งนั้น พระทศพลของเราทรงบรรลุอภิสัมโพธิญาณแล้ว ทรงประกาศธรรมจักรอันประเสริฐแล้ว เสด็จมายังกรุงกบิลพัสดุ์โดยลำดับ ทรงให้ราหุลกุมารบรรพชาแล้ว.

วิธีบรรพชาราหุลกุมารนั้น มาแล้วในพระบาลี.

ก็พระศาสดาได้ตรัสราหุโลวาทสูตร เป็นโอวาทเนืองๆ แก่พระราหุลนั้นผู้บรรพชาแล้วอย่างนี้ แม้พระราหุลลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ เอามือกอบทรายขึ้นกล่าวว่า วันนี้เราพึงได้โอวาทมีประมาณเท่านี้จากพระทศพล และอุปัชฌาย์อาจารย์ทั้งหลาย. เกิดการสนทนากันในท่ามกลางสงฆ์ว่า “ราหุลสามเณรทนต่อพระโอวาทหนอ เป็นโอรสที่คู่ควรแก่พระชนก”

พระศาสดาทรงจิตวาระแห่งภิกษุทั้งหลาย ทรงพระดำริว่า เมื่อเราไปแล้ว ธรรมเทศนาอย่างหนึ่งจักขยาย และคุณของเราหุลจักปรากฏ จึงเสด็จไปประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ในธรรมสภา ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ.

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์สนทนากันถึงความที่ราหุลสามเณรเป็นผู้อดทนต่อโอวาท พระเจ้าข้า.

พระศาสดาทรงดำรงอยู่ในฐานะนี้เพื่อทรงแสดงถึงคุณของราหุลสามเณร จึงทรงนำมิคชาดกมาตรัสว่า

มิคนฺติปลฺลตฺถมเนกมายํ

อฏฺฐกฺขรํ อฑฺฒรตฺตาวปายึ

เอเกน โสเตน ฉมาสฺสสนฺโต

ฉหิ กลาหีติ โภ ภาคิเนยฺโยติ

ฉันยังเนื้อหลานชายผู้มี ๘ กีบ นอนโดยอาการ ๓ ท่า

มีมารยาหลายอย่าง ดื่มกินน้ำในเวลาเที่ยงคืน ให้เล่า

เรียนมายาของเนื้อดีแล้ว ดูก่อนน้องหญิง เนื้อหลาน

ชายกลั้นลมหายใจไว้ได้โดยช่องโสตข้างหนึ่งแนบติด

อยู่กับพื้น จะทำกลลวงนายพรานด้วยอุบาย ๖ ประการ.

ต่อมาในเวลาที่สามเณรมีอายุ ๗ พรรษา ทรงแสดงอัมพลัฏฐิยราหุโลวาทแก่ราหุลสามเณรนั้นว่า ราหุลอย่ากล่าวสัมปชานมุสา แม้เพื่อจะเล่นโดยความเป็นเด็กเลย ดังนี้เป็นต้น.

ในเวลาที่สามเณรมีอายุ ๑๘ พรรษา ตรัสมหาราหุโลวาทสูตร โดยนัยว่า ราหุล รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้เป็นต้น แก่ราหุลผู้เข้าไปบิณฑบาตตามหลังของพระตถาคต มองดูรูปสมบัติของพระศาสดาและของตน ตรึกวิตกที่เนื่องด้วยครอบครัว.

ส่วนราหุโลวาทในสังยุตก็ดี ราหุโลวาทในอังคุตตรนิกายก็ดี เป็นอาจารย์แห่งวิปัสสนาของพระเถระทั้งนั้น.

ภายหลังพระศาสดาทรงทราบว่าญาณของท่านแก่กล้า ในเวลาที่ราหุลเป็นภิกษุยังไม่มีพรรษา ประทับนั่งที่อันธวัน ตรัสจุลลราหุโลวาทสูตรแล้ว เวลาจบเทศนา พระราหุลเถระบรรลุพระอรหัตพร้อมกับเทวดาแสนพันโกฏิ เทวดาที่เป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามีและพระอนาคามีนับไม่ถ้วน.

ต่อมาภายหลัง พระศาสดาทรงประทับนั่งท่ามกลางพระอริยสงฆ์ ทรงสถาปนาพระเถระในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ใคร่ต่อการศึกษาในศาสนานี้.

ก็เมื่อพระศาสดาทรงเสด็จออกจาริกไปในกุรุรัฐ ทรงบรรลุถึงถุลลโกฏฐิตนิคมโดยลำดับ. กุลบุตรชื่อรัฐปาลฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ได้ศรัทธาให้มารดาบิดาอนุญาตแล้ว เข้าเฝ้าพระทศพล บวชแล้วในสำนักของพระเถระรูปหนึ่งตามพระบัญชาของพระศาสดา.

ตั้งแต่วันที่ท่านบวชแล้ว เศรษฐีคหบดีเห็นภิกษุทั้งหลายไปยังที่ประตูนิเวศน์ของตนย่อมด่าบริภาษาว่า มีงานอะไรของท่านในเรือนนี้ (เรา) มีบุตรน้อยคนเดียวเท่านั้น พวกท่านก็มานำเขาไปเสีย บัดนี้จะทำอะไรอีกล่ะ.

พระศาสดาประทับอยู่ที่ถุลลโกฏฐิตคามกึ่งเดือนแล้วเสด็จมายังกรุงสาวัตถีอีก.

ครั้งนั้น พระรัฐปาลกระทำกิจในโยนิโสมนสิการ เจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัตแล้ว ท่านทูลขออนุญาตพระศาสดาแล้วไปยังถุลลโกฏฐิตนิคม เพื่อเยี่ยมบิดามารดา เที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับตรอกในนิคมนั้น ได้ขนมกุมมาสบูดที่ค้างคืนในนิเวศน์ของบิดา เกิดอสุภสัญญาในเหล่าหญิงที่แต่งตัวแล้วจึงยืนขึ้นแสดงธรรม เหาะไปแล้วประดุจศรเพลิงที่พ้นแล้วจากแล่ง ไปยังมิคาจิรอุทยานของพระเจ้าโกรพย ลงนั่งที่แผ่นศิลาอันเป็นมงคล แสดงธรรมอันประดับแล้วด้วยความเลื่อมใส ๔ ประการแด่พระราชาผู้เสด็จมาเยี่ยม จาริกไปโดยลำดับกลับมาเฝ้าพระศาสดาอีก.

เรื่องนี้ตั้งขึ้นแล้วด้วยอาการอย่างนี้.

ต่อมาภายหลัง พระศาสดาประทับนั่งท่ามกลางพระอริยสงฆ์ ทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่ากุลบุตรผู้บวชด้วยศรัทธาในศาสนานี้แล.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------

aaa

อรรถกถาสูตรที่ ๓ ประวัติพระโกณฑธานเถระ

พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๓ (เรื่องพระโกณฑธานะ) ดังต่อไปนี้.

ด้วยบทว่า ปฐมสลากํ คณฺหนฺตานํ พระศาสดาทรงแสดงว่า พระโกณฑธานเถระเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้จับสลากได้ก่อนภิกษุอื่นทั้งหมด.

ได้ยินมาว่า พระเถระนั้นเมื่อพระตถาคตเสด็จไปอุคคนคร ในวันที่นางมหาสุภัททานิมนต์ เมื่อภิกษุบอกกล่าวว่า วันนี้ พระศาสดาจักเสด็จภิกขาจารไกล ภิกษุปุถุชนอย่าจับสลาก พระขีณาสพ ๕๐๐ รูปจงจับ, ก็บันลือสีหนาทจับสลากได้ที่ ๑ ทีเดียว. เมื่อพระตถาคตเสด็จไปเมืองสาเกตในวันที่นางจุลลสุภัททานิมนต์ ก็จับสลากได้เป็นที่ ๑ เหมือนกัน ในระหว่างภิกษุ ๕๐๐ รูป. แม้ในคราวเสด็จไปยังชนบทสุนาปรันตปะก็เหมือนกัน ด้วยเหตุเหล่านี้ พระเถระจึงชื่อว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้จับสลากได้ที่ ๑.

อนึ่ง คำว่า กุณฑธาน เป็นชื่อของท่าน

ในปัญหากรรมของท่านมีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังต่อไปนี้:-

ได้ยินว่า ครั้งพระปทุมุตตรพุทธเจ้า พระเถระนี้บังเกิดในเรือนของครอบครัวกรุงหงสวดี ไปวิหารฟังธรรมโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้จักสลากได้ที่ ๑ จึงกระทำกุศลกรรมแด่พระพุทธเจ้าปรารถนาตำแหน่งนั้น ผู้อันพระศาสดาทรงเห็นว่าหาอันตรายมิได้จึงพยากรณ์แล้วบำเพ็ญกุศลตลอดชีพ เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ ครั้งพระกัสสปพุทธเจ้า ก็บังเกิดเป็นภุมมเทวดา.

ก็ธรรมดาว่าพระพุทธเจ้าผู้มีพระชนมายุยืน มิได้ทำอุโบสถทุกกึ่งเดือน. คือพระวิปัสสีทศพล ในระหว่าง ๖ ปีจึงมีอุโบสถครั้งหนึ่ง ส่วนพระกัสสปทศพลทรงให้สวดพระปาฏิโมกข์ทุกๆ ๖ เดือน.

ในวันสวดปาฏิโมกข์นั้น ภิกษุ ๒ รูปผู้อยู่ในทิศมาด้วยตั้งใจว่าจะกระทำอุโบสถ. ภุมมเทวดานี้คิดว่าความมีไมตรีของภิกษุ ๒ รูปนี้มั่นคงเหลือเกิน เมื่อมีคนทำให้แตกแยกกัน ท่านจะแตกกันหรือไม่แตกกันหนอ จึงคอยหาโอกาสของภิกษุทั้งสองนั้น เดินไปใกล้ๆ ภิกษุทั้งสองนั้น.

ครั้งนั้น พระเถระรูปหนึ่งฝากบาตรและจีวรไว้กับพระเถระอีกรูปหนึ่ง ไปยังที่ๆ มีความผาสุกด้วยน้ำเพื่อชำระล้างสรีระ ครั้งล้างมือล้างเท้าแล้วก็ออกมาจากร่มไม้ที่ถูกใจ. ภุมมเทวดาแปลงเป็นหญิงมีรูปร่างงามอยู่ข้างหลังพระเถระนั้น จึงทำให้เสมือนผมยุ่งแล้วจัดผมเสียใหม่ ทำเป็นปัดฝุ่นข้างหลัง แล้วจัดผ้านุ่งเสียใหม่ เดินสะกดรอยพระเถระออกจากพุ่มไม้มายืนอยู่ ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง.

พระเถระผู้เป็นสหายเห็นเหตุการณ์นี้จึงเกิดความโทมนัสคิดว่า ความเยื่อใยที่ติดตามกันมาเป็นเวลานานภิกษุนี้ของเรามาฉิบหายเสียแล้วในบัดนี้ ถ้าหากเรารู้เช่นเห็นชาติอย่างนี้ เราจะไม่ทำความคุ้นเคยกับภิกษุนี้ให้เนิ่นนานถึงเพียงนี้. พอพระเถระนั้นมาถึงเท่านั้นก็พูดว่า เชิญเถอะอาวุโส นี่บาตรจีวรของท่าน เราไม่เดินทางเดียวกันกับสหายเช่นท่าน.

ครั้นได้ฟังถ้อยคำนั้น หทัยของภิกษุผู้มีความละอายนั้น เหมือนกับถูกหอกคมทิ่มแทงเอาแล้วฉะนั้น แต่นั้นท่านจึงกล่าวกะพระเถระนั้นว่า อาวุโส ท่านพูดอะไรอย่างนี้ ผมไม่รู้อาบัติแม้เพียงทุกกฏมาตลอดกาลเพียงนี้ ก็ท่านพูดว่าข้าพเจ้าเป็นคนชั่วในวันนี้ ท่านเห็นอะไรหรือ?

พระเถระนั้นกล่าวว่า จะประโยชน์อะไรด้วยกรรมอื่นที่เราเห็นแล้ว ท่านออกมาอยู่ในที่เดียวกับผู้หญิงที่แต่งตัวอย่างนี้ๆ เพราะเหตุไร. พระเถระนั้นจึงตอบว่า อาวุโส กรรมนั้นของข้าพเจ้าไม่มี ข้าพเจ้ามิได้เห็นผู้หญิงเห็นปานนี้. แม้ท่านจะกล่าวอยู่ถึง ๓ ครั้ง พระเถระอีกรูปหนึ่งก็มิได้เชื่อถ้อยคำ ถือเอาเหตุที่ตนเห็นแล้วเท่านั้นเป็นสำคัญ ไม่เดินทางเดียวกับพระเถระนั้น ไปเฝ้าพระศาสดาโดยทางอื่น. แม้ภิกษุอีกรูปหนึ่งก็ไปเฝ้าพระศาสดาโดยทางอื่นเหมือนกัน.

แต่นั้นเวลาภิกษุสงฆ์ลงอุโบสถ ภิกษุนั้นจำภิกษุนั้นได้ในโรงอุโบสถจึงกล่าวว่า ในโรงอุโบสถนี้มีภิกษุลามกชื่อนี้ เราไม่กระทำอุโบสถร่วมกับภิกษุนั้น จึงออกไปยืนอยู่ข้างนอก.

ภุมมเทวดาคิดว่าเราทำกรรมหนักแล้ว จึงแปลงเป็นอุบาสกแก่ไปหาภิกษุนั้น กล่าวว่า เหตุไร ท่านจึงมายืนอยู่ในที่นี้. พระเถระกล่าวว่า อุบาสก ก็ภิกษุลามกเข้ามายังโรงอุโบสถนี้ อาตมาจะไม่ทำอุโบสถร่วมกับภิกษุลามกนั้นจึงออกมายืนอยู่ข้างนอก.

อุบาสกแก่นั้นกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า อย่าถืออย่างนั้นเลย ภิกษุนี้เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ ผมคือผู้หญิงที่ท่านเห็นนั้น ผมแลเห็นความดีความละอายและความไม่ละอายกระทำกรรมแล้วด้วยคิดว่า ความไมตรีของพระเถระนี้มั่นคงหรือไม่มั่นคง ก็เพื่อทดลองท่านทั้งหลายดู.

ภิกษุนั้นถามว่า สัปบุรุษ ก็ท่านเป็นใคร. อุบาสกแก่ตอบว่า ผมเป็นภุมมเทวดาเจ้าข้า.

เทวบุตร ทั้งที่ยืนกล่าวอยู่ด้วยอานุภาพอันเป็นทิพย์หมอบลงแทบเท้าของพระเถระกล่าวว่า ขอจงอดโทษนั้นแก่ข้าพเจ้า พระเถระไม่รู้เรื่อง โปรดทำอุโบสถเถิด วิงวอนให้พระเถระเข้าไปสู่โรงอุโบสถแล้ว

พระเถระนั้นกระทำอุโบสถในที่เดียวกันก่อน แล้วก็อยู่ในที่เดียวกันกับพระเถระนั้น ด้วยอำนาจแห่งการผูกไมตรีอีกด้วยแล. กรรมของพระเถระนี้ท่านมิได้กล่าวไว้ ส่วนภิกษุผู้ถูกโจทย์บำเพ็ญวิปัสสนาต่อๆ มาได้บรรลุพระอรหัตแล้ว.

ภุมมเทวดาก็ไม่พ้นภัยในอบายตลอดพุทธันดรหนึ่ง เพราะผลของกรรมนั้น แต่ถ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ตามสมควรแต่กาล โทษที่คนอื่นจะเป็นผู้ใดก็ตามกระทำ ก็ตกอยู่แก่เขาเท่านั้น ท่านบังเกิดในครอบครัวพราหมณ์ในกรุงสาวัตถี ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา พวกของท่านตั้งชื่อท่านว่า ธานมาณพ.

ธานมาณพนั้นเจริญวัยแล้วเรียนไตรเพท ในเวลาแก่ฟังธรรมของพระศาสดาได้ศรัทธาแล้วบวช ตั้งแต่วันที่ท่านบวชแล้ว หญิงผู้แต่งตัวคนหนึ่ง เมื่อท่านเข้าบ้านก็เข้าไปกับท่านด้วย เมื่อออกก็ออกด้วย แม้เมื่อเข้าวิหารก็เข้าด้วย แม้เมื่อยืนก็ยืนอยู่ด้วยดังนั้นย่อมปรากฏว่าติดพันอยู่เป็นนิตย์อย่างนี้. พระเถระก็ไม่เห็น แต่ด้วยผลของกรรมเก่าของพระเถระนั้น หญิงนั้นจึงปรากฏแก่คนอื่นๆ

หญิงทั้งหลายที่ถวายข้าวยาคู และภิกษาในบ้านก็ทำการเย้ยหยันว่า ท่านเจ้าขา ข้าวยาคูกระบวยหนึ่งนี้ สำหรับท่าน อีกกระบวยหนึ่งนี้สำหรับเพื่อนหญิงของท่าน. พระเถระจึงมีความเดือดร้อนรำคาญอย่างใหญ่ สามเณรและภิกษุหนุ่มต่างแวดล้อมท่าน แม้ไปวิหารก็ทำการหัวเราะเยาะว่า พระธานะเป็นคนชั่ว. (ธาโน โกณฺโฑ ชาโต)

ภายหลังท่านมีชื่อว่า โกณฑธานเถระ เพราะเหตุนั้นนั่นแล พระเถระพยายามแล้วพยายามเล่า เมื่อไม่อาจอดกลั้นความเย้ยหยันที่พวกสามเณรและภิกษุหนุ่มเหล่านั้นกระทำได้ ก็เกิดความบุ่มบ่ามขึ้นกล่าวว่า อุปัชฌาย์ของท่านซิชั่ว อาจารย์ของท่านซิชั่ว.

ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระศาสดาว่า พระกุณฑธานะกล่าวหยาบอย่างนี้ๆ กับภิกษุหนุ่มและสามเณรทั้งหลาย.

พระศาสดาให้เรียกภิกษุนั้นมา ตรัสถามว่า “จริงหรือ ภิกษุ” เมื่อทูลว่าจริง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เหตุไร ท่านจึงกล่าวอย่างนั้น พระเถระทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ก็ไม่อาจอดกลั้นการเสียดสีอยู่เป็นประจำ จึงกล่าวอย่างนั้น.

พระศาสดาตรัสว่า ตัวท่านไม่อาจใช้กรรมที่ทำไว้ในปางก่อนให้หมดไปจนถึงทุกวันนี้ ต่อไปนี้ ท่านอย่ากล่าวคำหยาบ เห็นปานนั้นน่ะภิกษุ ดังนี้ แล้วตรัสว่า

มาโวจ ผรุสํ กญฺจิ วุตฺตา ปฎิวเทยฺยุ ตํ ทุกฺขา หิ สารมฺกถา ปฏิทณฺฑา ผุเสยฺยุ ตํ สเจ น เทสิ อตฺตานํ กํโส อุปหโต ยถา เอส ปตฺโตสิ นิพฺพานํ สารมฺโภเต น วิชฺชตีติ ท่านอย่ากล่าวคำหยาบกะใครๆ ผู้ที่ท่านกล่าว

แล้ว ก็จะโต้ตอบท่าน ด้วยว่า ถ้อยคำที่แข่งดีกันนำทุกข์

มาให้ ผู้ทำตอบก็พึงประสบทุกข์นั้น

ท่านไม่ยังตนให้หวั่นไหว ดุจกังสดาลถูกเลาะ

ขอบออกแล้ว ท่านนั้นก็จะเป็นผู้ถึงพระนิพพาน ความ

แข่งดีก็จะไม่มีแก่ท่าน ดังนี้.

ก็และบุคคลทั้งหลาย กราบทูลความที่พระเถระนั้นเที่ยวไปกับมาตุคามนี้แด่พระเจ้าโกศล. พระราชาส่งอำมาตย์ไปว่า พนาย จงไปสืบสวนดู แม้พระองค์เองก็เสด็จไปยังที่อยู่ของพระเถระนั้น พร้อมด้วยราชบริพารเป็นอันมาก ประทับยืนดูอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง.

ขณะนั้น พระเถระกำลังนั่งเย็บผ้าอยู่ หญิงแม้นั้นก็ปรากฏเหมือนยืนอยู่ในที่ไม่ไกลพระเถระนั้น. พระราชาเห็นแล้วทรงดำริว่ามีเหตุนี้หรือ จึงเสด็จไปยังที่ๆ หญิงนั้นยืนอยู่แล้ว เมื่อพระราชามาถึง หญิงนั้นก็เป็นเหมือนเข้าไปยังบรรณศาลาอันเป็นที่อยู่ของพระเถระ แม้พระราชาก็เสด็จเข้าไปบรรณศาลาพร้อมกับหญิงนั้นทีเดียว ตรวจดูทุกแห่งก็ไม่เห็น จึงทำความเข้าพระทัยว่า นี้มิใช่มาตุคาม เป็นวิบากกรรมอย่างหนึ่งของพระเถระ.

ทีแรกแม้มาถึงใกล้พระเถระ ก็ไม่ทรงไหว้พระเถระ ครั้นทรงทราบว่าเหตุนั้นไม่เป็นจริง จึงเสด็จมาไหว้พระเถระ ประทับนั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง ตรัสถามว่า พระคุณเจ้าไม่ลำบากด้วยบิณฑบาตบ้างหรือ

พระเถระทูลว่า เป็นไปได้ ขอถวายพระพร.

พระราชาตรัสว่า ท่านผู้เจริญ โยมรู้เรื่องราวของพระคุณเจ้า เมื่อพระคุณเจ้าเที่ยวไปกับสิ่งที่ทำให้เศร้าหมองเห็นปานนี้ ชื่อว่าใครเล่าจักเลื่อมใส ตั้งแต่นี้ไป พระคุณเจ้าไม่จำต้องไปในที่ไหนๆ โยมจักบำรุงด้วยปัจจัย ๔ พระคุณเจ้าอย่าประมาทด้วยโยนิโสมนสิการเถิด. แล้วส่งภิกษาไปถวายเป็นประจำ พระเถระได้พระราชูปถัมภ์ เป็นผู้มีจิตมีอารมณ์เดียว เพราะมีโภชนะสบาย เจริญวิปัสสนาบรรลุ พระอรหัตตผลแล้ว ตั้งแต่นั้นไป หญิงนั้นก็หายไป.

นางมหาสุภัททาอยู่ในครอบครัวมิจฉาทิฏฐิในอุคคนคร คิดว่าพระศาสดาจงทรงอนุเคราะห์เรา จึงอธิษฐานอุโบสถ เป็นผู้ไม่มีกลิ่นคาว อยู่ปราสาทชั้นบน กระทำสัจจกิริยาว่า ดอกไม้เหล่านี้จงอย่าอยู่ในระหว่างทางเสีย จงกางกั้นเป็นเพดานในเบื้องบนแห่งพระทศพลเถิด ขอพระทศพลจงรับภิกษาของเราพร้อมกับภิกษุ ๕๐๐ รูป ด้วยสัญญานี้เถิด แล้วโยนดอกไม้ ๘ กำไป ดอกไม้ก็ไปกางกั้นเป็นเพดานอยู่เบื้องบนของพระศาสดาในเวลาแสดงธรรม.

พระศาสดาทอดพระเนตรเห็น เพดานดอกมะลินั้น ทรงรับภิกษาของนางสุภัททาด้วยจิตนั้นแหละ.

วันรุ่งขึ้นเมื่ออรุณขึ้น จึงตรัสสั่งพระอานนท์ว่า อานนท์ วันนี้เราจะไปภิกษาจาร ณ ที่ไกล จงอย่าให้สลากแก่พระปุถุชน จงให้แก่พระอริยะเท่านั้น.

พระเถระบอกแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ผู้มีอายุ วันนี้พระศาสดาจักเสด็จภิกษาจาร ณ ที่ไกล พระภิกษุปุถุชนจงอย่าจับสลาก พระอริยะเท่านั้นจงจับ.

พระโกณฑธานเถระกล่าวว่า ผู้มีอายุจงนำสลากมา แล้วเหยียดมือออกไปก่อน เมื่อพระอานนท์เถระกล่าวว่า ท่านพระศาสดาไม่ให้ประทานสลากแก่ภิกษุเช่นท่าน สั่งให้ประทานเฉพาะภิกษุผู้เป็นอริยะเท่านั้น เกิดความวิตกขึ้น จึงไปกราบทูลพระศาสดา.

พระศาสดาตรัสว่า เธอจงไปให้สลากแก่ภิกษุผู้บอกให้นำสลากมาเถิด.

พระเถระจึงคิดว่า ถ้าไม่ควรให้สลากแก่พระกุณฑธานะ พระศาสดาจะพึงห้ามเธอ จักมีเหตุอย่างหนึ่งเป็นแท้ จึงรีบนำมาด้วยคิดว่า จักให้สลากแก่พระกุณฑธานะ.

พระกุณฑธานะเถระ ก่อนที่พระอานนท์เถระมา เข้าจตุตถฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญา ยืนอยู่ในอากาศด้วยฤทธิ์กล่าวว่า ท่านอานนท์จงนำสลากมา พระศาสดาทรงรู้จักเรา พระศาสดาไม่ตรัสห้ามภิกษุเช่นเราผู้จับสลากได้ก่อน แล้วเหยียดมือไปจับสลากแล้ว.

พระศาสดาทรงทำเรื่องนั้นให้เป็นอรรถอุบัติเหตุเกิดเรื่อง จึงทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้จับสลากได้ที่ ๑ ในศาสนาแล.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------

อรรถกถาสูตรที่ ๔ ประวัติพระวังคีสเถระ

พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๔ (เรื่องพระวังคีสะ) ดังต่อไปนี้.

ด้วยบทว่า ปฏิภาณวนฺตานํ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า พระวังคีสะเถระเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีปฏิภาณสมบูรณ์.

ได้ยินว่า พระเถระนี้ เมื่อเข้าไปเฝ้าพระทศพลตั้งแต่คลองแห่งจักษุ ก็กล่าวสรรเสริญคุณพระศาสดาอุปมากับพระจันทร์ อุปมากับพระอาทิตย์ กับอากาศ กับมหาสมุทร กับพระยาช้าง กับพระยามฤคสีหะ หลายร้อยหลายพันบท จึงเข้าเฝ้า เพราะฉะนั้น ท่านจึงเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีปฏิภาณ.

ในปัญหากรรมของท่าน มีเรื่องที่จะกล่าวความตามลำดับดังต่อไปนี้.

ได้ยินว่า ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ พระเถระแม้รูปนี้ถือปฏิสนธิในครอบครัวที่มีโภคสมบัติมาก ในกรุงหงสวดี ไปวิหารฟังธรรมโดยนัยก่อนนั่นแล เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีปฏิภาณ จึงกระทำกุศลกรรมแด่พระศาสดา กระทำความปรารถนาว่า ในอนาคตกาล แม้ข้าพระองค์พึงเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีปฏิภาณ เป็นผู้อันพระศาสดาทรงพยากรณ์แล้ว กระทำกุศลจนตลอดชีพเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์.

ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็มาบังเกิดในครอบครัวพราหมณ์ กรุงสาวัตถี ญาติทั้งหลายขนานนามว่า วังคีสมาณพ.

ท่านเจริญวัยแล้วเรียนไตรเพท ทำให้อาจารย์ชอบใจแล้ว ศึกษามนต์ชื่อว่า ฉวสีสมนต์ มนต์รู้ศีรษะคน เอาเล็บเคาะหัวศพแล้วก็รู้ว่า สัตว์นี้บังเกิดในกำเนิดชื่อโน้นๆ. พราหมณ์ทั้งหลายทราบว่า มนต์นี้เป็นทางสำหรับเราเลี้ยงชีพ จึงให้วังคีสมาณพนั่งในรถที่ปกปิดแล้วไปยังคามนิคมและราชธานีทั้งหลาย หยุดที่ประตูเมืองหรือประตูนิคม ทราบว่ามหาชนมาชุมกันแล้วแล้ว ก็พูดว่า ผู้ใดเห็นวังคีสะผู้นั้นจะได้ทรัพย์ หรือได้ยศ หรือได้ไปสวรรค์ ดังนี้.

ชนเป็นอันมากฟังถ้อยคำของพราหมณ์เหล่านั้นแล้วให้สินจ้าง ต้องการจะดู.

พระราชาและอำมาตย์ของพระราชาไปยังสำนักของพราหมณ์เหล่านั้นถามว่า คุณวิเศษคือการรู้ของอาจารย์เป็นอย่างไร. ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือ ชื่อว่าบัณฑิตอื่นที่จะเหมือนกับอาจารย์ของพวกเราไม่มีในชมพูทวีปทั้งสิ้น ให้บุคคลนำศีรษะของคนแม้ตายไปแล้ว ๓ ปี เอาเล็บเคาะก็รู้ว่า สัตว์นี้ไปเกิดในที่โน้น.

ฝ่ายวังคีสะเพื่อจะตัดความสงสัยของมหาชนจึงให้นำชนเหล่านั้นมาแล้วให้บอกคติของตนๆ อาศัยเหตุนั้นได้ทรัพย์จากมือของมหาชน ร้อยหนึ่งบ้าง พันหนึ่งบ้าง.

พวกพราหมณ์พาวังคีสะมาณพเที่ยวไปตามชอบใจแล้ว ก็มาถึงกรุงสาวัตถีอีก วังคีสะอยู่ในที่ไม่ไกลเชตวันมหาวิหาร คิดว่าคนทั้งหลายพูดกันว่าพระสมณโคดมเป็นบัณฑิต ก็แต่ว่าเราไม่ควรจะเที่ยวไปกระทำตามคำของพราหมณ์เหล่านี้อย่างเดียวทุกเวลา เราควรไปสำนักของบัณฑิตทั้งหลายบ้าง. วังคีสมาณพนั้นกล่าวกะพราหมณ์ทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายจงไปเถิด. เราจะไม่ไป [เราจะไป] เฝ้าพระสมณโคดมกับใครเป็นอันมาก.

พราหมณ์เหล่านั้นบอกว่า วังคีสะท่านอย่าชอบใจเฝ้าพระสมณโคดมเลย เพราะคนใดเห็นพระสมณะนั้น พระสมณะนั้นก็จะกลับใจบุคคลนั้นด้วยมายากล.

วังคีสะไม่เชื่อถือถ้อยคำของพราหมณ์เหล่านั้น ไปเฝ้าพระศาสดา กระทำปฏิสัณฐานด้วยคำอันไพเราะ นั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง.

ครั้งนั้น พระศาสดาถามเธอว่า วังคีสะ เธอรู้ศิลปอะไร.

วังคีสะทูลตอบว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์รู้ฉวสีสมนต์.

พระศาสดาตรัสถามว่า มนต์นั้นทำอะไร.

วังคีสะทูลว่า ร่ายมนต์นั้นแล้วเอาเล็บเคาะศีรษะของคนแม้ตายไปแล้วถึง ๓ ปี ก็รู้ที่เขาเกิด พระเจ้าข้า.

พระศาสดาทรงแสดงศีรษะของคนที่เกิดในนรกศีรษะหนึ่งแก่วังคีสะนั้น ของคนเกิดในมนุษย์ศีรษะหนึ่ง ของคนเกิดในเทวโลกศีรษะหนึ่ง แสดงศีรษะของผู้ปรินิพพานแล้วศีรษะหนึ่ง.

วังคีสะนั้นเคาะศีรษะแรกกราบทูลว่าท่านพระโคดม สัตว์นี้ไปสู่นรก.

พระศาสดาตรัสตอบว่า สาธุ สาธุ ท่านเห็นดีแล้ว แล้วตรัสถามว่า สัตว์นี้ไปไหน วังคีสะ. ไปสู่มนุษยโลก ท่านพระโคดม. สัตว์นี้ละไปไหน วังคีสะทูลว่า สัตว์นี้ไปเทวโลก พระเจ้าข้า.

เขากราบทูลถึงสถานที่ไปของคนทั้ง ๓ พวกด้วยประการฉะนี้ แต่เมื่อเอาเล็บเคาะศีรษะของผู้ปรินิพพาน ก็ไม่เห็นทั้งปลายทั้งต้น. ทีนั้น พระศาสดาจึงตรัสถามวังคีสะนั้นว่า ท่านไม่อาจเห็นหรือวังคีสะ. วังคีสะมาณพทูลว่า เห็นซิ ท่านพระโคดม ข้าพระองค์ขอสอบสวนดูก่อน แล้วพลิกกลับไปกลับมา.

วังคีสะจักรู้คติของพระขีณาสพด้วยมนต์ของลัทธิภายนอกได้อย่างไร เมื่อเป็นเช่นนั้น เหงื่อก็ผุดออกจากหน้าผากของเขา เขาละอายแล้วยืนนิ่ง.

ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสกะเขาว่า ลำบากหรือวังคีสะ วังคีสะทูลว่า พระเจ้าข้า ท่านโคดม ข้าพระองค์ไม่รู้ที่ไปของสัตว์นี้ ถ้าพระองค์ทราบขอจงตรัสบอกเถิด.

พระศาสดาตรัสว่า วังคีสะ เรารู้แม้ศีรษะนี้ แม้ยิ่งกว่านี้ก็รู้ ดังนี้แล้วได้ภาษิตพระคาถา ๒ คาถานี้ในพระธรรมบทว่า

จุตึ โย เวทิ สตฺตานํ อุปปตฺตึ จ สพฺพโส อสตฺตํ สุคตํ พุทฺธํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ยสฺส คตึ น ชานนฺติ เทวา คนฺธพฺพมานุสา ขีณาสวํ อรหนฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ. ผู้ใดรู้จุติและอุปบัติ ของสัตว์ทั้งหลายโดย

ประการทั้งปวง เราเรียกผู้นั้น ผู้ไม่ข้องอยู่แล้ว

ไปดีแล้ว รู้แล้วว่าเป็นพราหมณ์.

เทพคนธรรพ์และมนุษย์ ไม่ทราบคติของ

ผู้ใด เราเรียกผู้นั้น ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว ผู้เป็นพระ

อรหันต์ ว่าเป็นพราหมณ์ ดังนี้.

แต่นั้น วังคีสะทูลว่า ท่านโคดม ผู้แลกวิชากับวิชาไม่มีความเสื่อม ข้าพระองค์จักถวายมนต์ที่ข้าพระองค์รู้แด่พระองค์ พระองค์ได้โปรดตรัสบอกมนต์นั้นแก่ข้าพระองค์.

พระศาสดาตรัสว่า วังคีสะ เราจะไม่แลกมนต์ด้วยมนต์ เราจะให้อย่างเดียวเท่านั้น. วังคีสะทูลว่า ดีละท่านโคดม ขอจงโปรดประทานแก่ข้าพระองค์เถิด แล้วแสดงความนอบน้อมนั่งกระทำประณมมือแล้ว.

พระศาสดาตรัสว่า วังคีสะ เมื่อสมัยท่านเรียนมนต์อันมีค่ามาก หรือมนต์อะไรๆ ไม่ต้องมีการอยู่อบรมหรือ

วังคีสะ ไม่มีดอก ท่านโคดม.

พระศาสดาตรัสว่า ท่านจะสำคัญว่า มนต์ของเราไม่มีการอบรมหรือ.

ขึ้นชื่อว่า พราหมณ์ทั้งหลายย่อมเป็นผู้ไม่อิ่มด้วยมนต์ เพราะฉะนั้น วังคีสะนั้นจึงกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ท่านพระโคดม ข้าพระองค์ก็จักกระทำข้อกำหนดที่พระองค์ตรัสไว้.

พระศาสดาตรัสว่า วังคีสะ เราเมื่อจะให้มนต์นี้ ย่อมให้แก่ผู้ที่มีเพศเสมอกันกับเรา. วังคีสะกล่าวกะพราหมณ์ทั้งหลายว่า ข้าพเจ้าควรกระทำกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วไปเรียนมนต์นี้. วังคีสะกล่าวว่า ท่านทั้งหลาย เมื่อข้าพเจ้าบวชแล้ว ก็อย่าคิดเลย ข้าพเจ้าเรียนมนต์แล้วจักเป็นผู้ยิ่งใหญ่ทั่วชมพูทวีป เมื่อเป็นเช่นนั้น แม้ท่านทั้งหลายก็จักมีความเจริญด้วย จึงบวชในสำนักพระศาสดาเพื่อเรียนมนต์.

พระศาสดาตรัสว่า ท่านจงอยู่อบรมเพื่อเรียนมนต์ก่อนแล้วตรัสบอกอาการ ๓๒ สัตว์ผู้มีปัญญาเมื่อสาธยายอาการ ๓๒ อยู่ก็เริ่มตั้งความสิ้นไปและความเสื่อมไปในอาการ ๓๒ นั้น เจริญวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต.

เมื่อท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว พวกพราหมณ์ทั้งหลายในสำนักของท่านด้วยคิดว่า วังคีสะจะเป็นอย่างไรหนอ เราจักไปเยือนเธอถามว่า ท่านวังคีสะ ท่านเรียนศิลปะในสำนักของพระสมณโคดมแล้วหรือ

ว. เออ เราเรียนแล้ว.

พ. ถ้าอย่างนั้น มาเถอะ เราจะไปกัน.

ว. ท่านจงไปกันเถอะ กิจที่จะไปกับท่านเราทำเสร็จแล้ว.

พราหมณ์ทั้งหลายกล่าวว่า พวกเราบอกท่านไว้ก่อนแล้วเทียวว่า พระสมณโคดมจะทำคนผู้ที่มาหาตนให้กลับใจด้วยมายากล บัดนี้ตัวท่านอยู่ในอำนาจของพระสมณโคดมแล้ว พวกเราจักทำอะไรในสำนักของท่าน ต่างพากันหลีกไปแล้วตามทางที่มานั้นแหละ.

ฝ่ายพระวังคีสะเถระไปเฝ้าพระทศพลเวลาใดๆ ก็ไปกระทำความสดุดีอย่างหนึ่งในเวลานั้นๆ ด้วยเหตุนั้น พระศาสดาประทับนั่ง ณ ท่ามกลางพระสงฆ์ทรงสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีปฏิภาณ.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------

อรรถกถาสูตรที่ ๕ ประวัติพระอุปเสนวังคันตบุตรเถระ

ในพระสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

บทว่า สมนฺตปาสาทิกานํ ได้แก่ ผู้นำความเลื่อมใสมาแก่ชนทั้งปวง.

คำว่า อุปเสน เป็นชื่อของพระเถระนั้น.

ก็พระเถระนั้นเป็นบุตรพราหมณ์วังคันตะ ฉะนั้นจึงเรียกกันว่า วังคันตบุตร. ก็พระเถระนี้มิใช่เป็นผู้นำความเลื่อมใสมาด้วยตนเองอย่างเดียวเท่านั้น แม้บริษัทของท่านก็เป็นผู้นำความเลื่อมใสมา ดังนั้น ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของภิกษุผู้นำความเลื่อมใสมาโดยรอบ ด้วยสามารถแห่งชื่อที่ได้เพราะอาศัยบริษัท.

ในปัญหากรรมของท่าน มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับต่อไปนี้.

ก็พระเถระแม้นี้บังเกิดในเรือนตระกูลในนครหงสวดี ในกาลแห่งพระปทุมุตตรพุทธเจ้า เจริญวัยแล้ว ไปเฝ้าพระศาสดาฟังพระธรรมอยู่โดยนัยก่อนนั่นแล เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งในตำแหน่งยอดเยี่ยมของภิกษุผู้นำความเลื่อมใสมาโดยรอบ กระทำกุศลธรรมยิ่งๆ ขึ้นไปต่อพระศาสดา ปรารถนาตำแหน่งนั้นกระทำกุศลตลอดชีวิต เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.

ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้ถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางสารีพราหมณี พวกญาติตั้งชื่อให้ท่านว่า อุปเสนทารก. อุปเสนทารกเจริญวัยแล้วเรียนไตรเพท ฟังพระธรรมในสำนักของพระทศพล ได้ศรัทธาบวชแล้ว.

ท่านอุปสมบทได้พรรษาเดียว คิดว่าเราจะขยายอาณาจักรพระอริยะ จึงให้กุลบุตรคนหนึ่งบรรพชาอุปสมบทในสำนักของตน. ครั้นออกพรรษาปวารณาแล้ว ในเวลาที่สัทธิวิหาริกมีพรรษาเดียว ตนเองสองพรรษา ท่านคิดว่า พระทศพลทรงเห็นเราแล้วจักยินดี จึงพาสัทธิวิหาริกมาเฝ้าพระทศพล.

พระศาสดาตรัสถามท่านซึ่งถวายบังคมแล้วนั่งในที่แห่งหนึ่งว่า “เธอมีพรรษาเท่าไร ภิกษุ” “สองพรรษา พระเจ้าข้า” “ภิกษุนี้มีพรรษาเท่าไร” “พรรษาเดียว พระเจ้าข้า” “ภิกษุนี้เป็นอะไรของเธอ” “เป็นสัทธิวิหาริกของข้าพระองค์ พระเจ้าข้า”

ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสว่า เร็วไป โมฆบุรุษ เธอเวียนมาเพื่อความเป็นผู้มักมาก แล้วทรงติเตียนท่านโดยอเนกปริยาย. พระเถระถูกตำหนิแต่สำนักพระศาสดา ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านมีใบหน้าผ่องใสเสมือนดวงจันทร์ในวันเพ็ญ คิดว่า เราจักให้พระศาสดาประทานสาธุการเพราะอาศัยบริษัทนี่แหละ ดังนี้แล้วไปยังที่แห่งหนึ่งในวันนั้นเอง เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ไม่นานก็ได้บรรลุพระอรหัต.

ลำดับนั้น เพราะพระเถระออกบวชจากตระกูลใหญ่ และเป็นพระธรรมกถึกผู้ฉลาดในการกล่าวสอน ฉะนั้นจึงมีทารกของตระกูลเป็นจำนวนมาก เลื่อมใสธรรมกถาของท่านและออกจากตระกูลมิตรอำมาตย์และญาติผู้ใหญ่ พากันไปบรรพชายังสำนักของพระเถระ.

ท่านกล่าวว่า เราเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร แม้พวกท่านก็จงสามารถเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร บรรพชาเถิด ดังนี้แล้วบอกธุดงค์ ๑๓. ให้เขาเหล่านั้นอธิฏฐานธุดงค์นั้นๆ ตามกำลังของตน. แม้พระเถระ ในเวลาที่ตนมีพรรษา ๑๐ ศึกษาวินัยคล่องแคล่วแล้วให้สามเณรทั้งหมดอุปสมบท. ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปที่อุปสมบทแล้ว ได้เป็นบริวารของท่านด้วยประการฉะนี้.

สมัยนั้น พระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ตรัสบอกภิกษุสงฆ์ว่า ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตปรารถนาจะหลีกเร้นสักครึ่งเดือน แล้วประทับอยู่พระองค์เดียว. แม้ภิกษุสงฆ์ก็ได้ทำกติกากันว่า รูปใดเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ต้องให้รูปนั้นแสดงอาบัติปาจิตตีย์.

คราวนั้น พระอุปเสนเถระคิดว่าจักเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงพร้อมด้วยบริษัทของตนไปพระวิหารเชตวัน เข้าเฝ้าพระศาสดาถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่สมควรแห่งหนึ่ง. เพื่อเริ่มการสนทนา พระศาสดาตรัสเรียกสัทธิวิหาริกของพระเถระรูปหนึ่งว่า ภิกษุ เธอชอบใจบังสุกุลจีวรหรือ. สัทธิวิหาริกรูปนั้นกราบทูลว่า ข้าพระองค์ไม่ชอบใจบังสุกุลจีวรเลย พระเจ้าข้า แล้วกราบทูลแด่พระศาสดาถึงเรื่องที่พวกตนครองบังสุกุลจีวร ก็ด้วยความเคารพพระอุปัชฌาย์.

ในฐานะนี้ พระศาสดาได้ประทานสาธุการแก่พระเถระว่า สาธุ สาธุ อุปเสนะ แล้วตรัสกถาพรรณนาคุณโดยอเนกปริยาย.

ความย่อในเรื่องนี้ ดังนี้. แต่ความพิสดาร เรื่องนี้มาแล้วในพระบาลีนั่นแล.

ในกาลต่อมา พระศาสดาประทับนั่งท่ามกลางหมู่พระอริยะ ทรงตั้งพระ (อุปเสนวังคันตบุตร) เถระไว้ในตำแหน่งยอดเยี่ยมของเหล่าภิกษุผู้นำความเลื่อมใสมาโดยรอบ ในพระศาสนานี้แล.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------

อรรถกถาสูตรที่ ๖ ประวัติพระทัพพมัลลบุตร

พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๖ (พระทัพพมัลลบุตร) ดังต่อไปนี้.

บทว่า เสนาสนปญฺญาปกานํ ความว่า ภิกษุผู้เจ้าหน้าที่จัดเสนาสนะ.

ได้ยินว่า ในเวลาพระเถระจัดเสนาสนะในบรรดามหาวิหารทั้ง ๑๘ แห่ง มิได้มีบริเวณที่ยังมิได้กวาดให้เรียบร้อย เสนาสนะที่มิได้ปฏิบัติบำรุง เตียงตั่งที่ยังมิได้ชำระให้สะอาด น้ำดื่ม น้ำใช้ที่ยังมิได้ตั้งไว้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้เป็นเจ้าหน้าที่จัดเสนาสนะ.

คำว่า ทัพพะ เป็นชื่อของท่าน แต่เพราะท่านเกิดในตระกูลของเจ้ามัลละจึงชื่อว่า มัลลบุตร.

ในปัญหากรรมของท่านมีเรื่องที่จะกล่าวไปตามลำดับดังต่อไปนี้ :-

จะกล่าวโดยย่อ ครั้งพระปทุมุตตระพุทธเจ้า พระเถระนี้เกิดในครอบครัวในกรุงหงสวดี เจริญวัยแล้วไปวิหารฟังธรรม โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีหน้าที่จัดเสนาสนะ กระทำกุศลกรรมปรารถนาตำแหน่งนั้น. พระศาสดาทรงพยากรณ์แล้ว กระทำกุศลจนตลอดชีพ เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์.

เมื่อครั้งศาสนาของพระกัสสปทศพล เสื่อมแล้ว จึงบวชแล้ว.

ครั้งนั้น คนอื่นอีก ๖ คนกับภิกษุนั้นรวมเป็นภิกษุ ๗ รูปมีจิตเป็นอันเดียวกัน เห็นบุคคลเหล่าอื่นๆ นั้น ไม่กระทำความเคารพในพระศาสดา จึงปรึกษากันว่า ในครั้งนี้เราจะทำอย่างไร กระทำบำเพ็ญสมณธรรมในที่สมควรส่วนหนึ่ง จักกระทำที่สุดทุกข์ได้ จึงผูกบันไดขึ้นยอดภูเขาสูง กล่าวว่า ผู้ที่รู้กำลังจิตของตนจงผลักบันไดให้ตกไป ผู้ที่ยังมีความเดือดร้อนในภายหลังอยู่เถิด จึงพร้อมใจกันผลักบันไดให้ตกไป กล่าวสอนซึ่งกันและกันว่า อาวุโส ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด นั่งในที่ที่ชอบใจ เริ่มบำเพ็ญสมณธรรม.

บรรดาภิกษุทั้ง ๗ นั้น พระเถระรูปหนึ่งบรรลุพระอรหัตในวันที่ ๕ คิดว่า กิจของเราเสร็จแล้ว เราจักทำอะไรในที่นี้ จึงไปนำบิณฑบาตมาแต่อุตตรกุรุทวีปด้วยอิทธิฤทธิ์ กล่าวว่า อาวุโส ท่านทั้งหลายจงฉันบิณฑบาตนี้ หน้าที่ภิกษาจารเป็นของข้าพเจ้า ท่านทั้งหลายจงบำเพ็ญสมณธรรมเถิด.

อาวุโส พวกเราผลักบันไดให้ตกไปได้พูดกันอย่างนี้มิใช่หรือว่า ผู้ใดกระทำให้แจ้งซึ่งธรรมก่อน ผู้นั้นจงไปนำภิกษามา ภิกษุนอกนี้ฉันภิกษาที่ท่านนำมาแล้วจักกระทำสมณธรรม. ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า อาวุโส ไม่ต้อง. พระเถระกล่าวว่า ท่านทั้งหลายได้แล้วด้วยเหตุอันมีในก่อนแห่งตน แม้กระผมทั้งหลายสามารถอยู่ก็จักกระทำที่สุดแห่งวัฏฏะได้ นิมนต์ไปเถิดท่าน.

พระเถระเมื่อไม่อาจยังภิกษุเหล่านั้นให้เข้าใจกันได้ ฉันบิณฑบาตในที่ที่เป็นผาสุกแล้วก็ไป ในวันที่ ๗ พระเถระอีกองค์หนึ่งบรรลุอนาคามิผล จุติจากอัตภาพนั้นไปบังเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส.

ฝ่ายพระเถระนอกนี้ จุติจากอัตภาพนั้น ก็เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์สิ้นพุทธันดรหนึ่ง บังเกิดในตระกูลนั้นๆ องค์หนึ่งบังเกิดในพระราชนิเวศน์ในกรุงตักกสิลาแคว้นคันธาระ. องค์หนึ่งเกิดในท้องนางปริพาชิกาในปัพพไตยรัฐ. องค์หนึ่งเกิดในเรือนกุฏุมพี ในพาหิยรัฐ. องค์หนึ่งเกิดในเรือนแห่งกุฎุมพีกรุงราชคฤห์.

ส่วนพระทัพพมัลละนี้ถือปฏิสนธิในนิเวศน์ของเจ้ามัลละพระองค์หนึ่ง ในอนุปิยนคร มัลลรัฐ ในเวลาใกล้คลอด มารดาของท่านก็ทำกาละ ญาติทั้งหลายนำสรีระของคนตายไปยังป่าช้าแล้วยกขึ้นสู่เชิงตะกอนไม้แล้วจุดไฟ. พอไฟสงบลงพื้นท้องของนางนั้นก็แยกออกเป็น ๒ ส่วน มีทารกกระเด็นขึ้นไปตกที่เสาไม้ต้นหนึ่งด้วยกำลังบุญของตน คนทั้งหลายอุ้มทารกนั้นไปให้แก่ย่าแล้ว ย่านั้นเมื่อจะตั้งชื่อทารกนั้น จึงตั้งชื่อของท่านว่า ทัพพะ เพราะท่านกระเด็นไปที่เสาไม้จึงรอดชีวิต.

เมื่อท่านมีอายุ ๗ ขวบ พระศาสดามีภิกษุสงฆ์เป็นบริวาร เสด็จจาริกไปในมัลลรัฐ ลุถึงอนุปิยนิคมประทับอยู่ ณ อนุปิยอัมพวัน ทัพพกุมารเห็นพระศาสดาก็เลื่อมใสในพุทธศาสนาทีเดียว ก็อยากจะบวชจึงลาย่าว่า “หลานจักบวชในสำนักพระทศพล” ย่ากล่าวว่า ดีละพ่อ พาทัพพกุมารไปเฝ้าพระศาสดากราบทูลว่า ท่านเจ้าข้า ขอจงให้กุมารนี้บวชเถิด.

พระศาสดาทรงประทานสัญญาแก่ภิกษุรูปหนึ่งว่า ภิกษุ เธอจงให้ทารกนี้บวชเถิด. พระเถระนั้นรับพระพุทธดำรัสแล้วก็ให้ทัพพกุมารบรรพชา บอกตจปัญจกกัมมัฏฐาน สัตว์ผู้สมบูรณ์ด้วยบุรพเหตุ ได้บำเพ็ญบารมีไว้แล้ว ในขณะที่ปลงผมปอยแรก ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลเมื่อปลงผมปอยที่ ๒ ตั้งอยู่ในสกทาคามิผล ปอยที่ ๓ ตั้งอยู่ในอนาคามิผล ก็การปลงผมเสร็จและการทำให้แจ้งอรหัตตผล ก็เกิดไม่ก่อนไม่หลังคือพร้อมกัน.

พระศาสดาประทับอยู่ในมัลลรัฐตามพระพุทธอัธยาศัยแล้ว เสด็จไปยังกรุงราชคฤห์ สำราญพระอิริยาบถอยู่ในพระเวฬุวันวิหาร ในที่นั้น ท่านพระทัพพมัลลบุตรอยู่ในที่ลับ ตรวจดูความสำเร็จกิจของตน ประสงค์จะประกอบกายในการกระทำความขวนขวายแก่พระสงฆ์ คิดว่า ถ้ากะไร เราจะพึงจัดแจงเสนาสนะและจัดอาหารถวายสงฆ์ ท่านจึงเข้าเฝ้าพระศาสดา กราบทูลถึงความปริวิตกของตน พระศาสดาทรงประทานสาธุการแก่ท่าน แล้วทรงมอบหน้าที่จัดเสนาสนะและหน้าที่จัดอาหาร.

ครั้งนั้น พระศาสดาทรงดำริว่า พระทัพพนี้ยังเด็กอยู่แต่ดำรงอยู่ในตำแหน่งใหญ่ จึงทรงให้ท่านอุปสมบทแล้ว ในเวลาที่ท่านมีพรรษา ๗ เท่านั้น ตั้งแต่เวลาที่ท่านอุปสมบทแล้ว พระเถระจัดเสนาสนะและจัดอาหารถวายภิกษุทุกรูปที่อาศัยกรุงราชคฤห์อยู่ ความที่ท่านมีหน้าที่จัดเสนาสนะได้ปรากฏไปในทิศทั้งปวงว่า

ได้ยินว่า พระทัพพมัลลบุตรย่อมเข้าใจจัดเสนาสนะในที่เดียวกันสำหรับภิกษุผู้ถูกอัธยาศัยกัน ย่อมจัดแจงเสนาสนะแม้ในที่ไกล พวกภิกษุที่ไม่อาจจะไปได้ ท่านนำไปด้วยฤทธิ์.

ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายสั่งให้ท่านจัดแจงเสนาสนะอย่างนี้ว่า อาวุโส จงจัดเสนาสนะแก่พวกเราในชีวกัมพวัน จงจัดเสนาสนะให้แก่พวกเราในมัททกุจฉิมิคทายวัน แล้วเห็นฤทธิ์ของท่านก็ไป ในกาลบ้างในวิกาลบ้าง แม้พระทัพพนั้นก็บันดาลกายมโนมัยด้วยฤทธิ์เนรมิตเป็นภิกษุให้เหมือนกับตนสำหรับพระเถระองค์ละรูปๆ ถือไฟไปข้างหน้าบอกว่า นี่เตียง นี่ตั่งเป็นต้น จัดเสนาสนะแล้วจึงกลับมายังที่อยู่ของตนอีก.

นี้เป็นความสังเขปในเรื่องนี้ แต่โดยพิสดารเรื่องนี้มาในพระบาลีแล้วเหมือนกัน

พระศาสดาทรงกระทำเหตุนี้นั่นแหละให้เป็นอัตถุปปัติเหตุเกิดเรื่อง เหมือนกับนั่งท่ามกลางหมู่พระอริยะ ทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้เป็นเจ้าหน้าที่จัดเสนาสนะแล.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------

อรรถกถาสูตรที่ ๗ ประวัติพระปิลินทวัจฉเถระ

พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้.

ด้วยบทว่า เทวานํ ปิยมนาปานํ ทรงแสดงว่า พระปิลันทวัจฉเถระเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้เป็นที่รักและเป็นที่ชอบใจของเทวดาทั้งหลาย.

ได้ยินว่า เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่ทรงอุบัติ พระเถระนั้นเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ ทรงให้มหาชนตั้งอยู่ในศีลห้า ได้ทรงกระทำกุศลที่มุ่งผลข้างหน้าคือสวรรค์ โดยมากเหล่าเทวดาที่บังเกิดในฉกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น ได้โอวาทของพระองค์นั่นแลตรวจดู สมบัติของตนในสถานที่ที่บังเกิดแล้ว นึกอยู่ว่า เราได้สวรรค์สมบัตินี้เพราะอาศัยใครหนอ ก็รู้ว่า เราได้สมบัติเพราะอาศัยพระเถระ จึงนมัสการพระเถระทั้งเวลาเช้าเวลาเย็น เพราะฉะนั้น ท่านจึงเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดาทั้งหลาย.

ก็คำว่า ปิลินท เป็นชื่อของท่าน, คำว่า วัจฉะ เป็นโคตรของท่าน รวมคำทั้ง ๒ นั้นเข้าด้วยจึงเรียกว่า “ปิลินทวัจฉะ”.

ในปัญหากรรมของท่าน มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังต่อไปนี้.

ได้ยินมาว่า ครั้งพระปทุมุตตรพุทธเจ้า พระเถระนี้เกิดในครอบครัวของผู้ที่มีโภคสมบัติมากในกรุงหงสวดี ฟังธรรมเทศนาของพระศาสดา โดยนัยมีในก่อนนั่นแล เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของเทวดาทั้งหลาย ปรารถนาตำแหน่งนั้น กระทำกุศลจนตลอดชีพ เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์.

ในพุทธุปบาทกาลนี้มาบังเกิดในครอบครัวพราหมณ์ ในกรุงสาวัตถี ญาติทั้งหลายขนานนามท่านว่า ปิลินทวัจฉะ.

สมัยอื่นต่อมา ท่านฟังธรรมเทศนาของพระศาสดาได้ศรัทธา บรรพชาอุปสมบทแล้วเจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัตแล้ว ท่านเมื่อพูดกับคฤหัสถ์ก็ดี ภิกษุก็ดี ใช้โวหารว่าถ่อย ทุกคำว่า “มาซิเจ้าถ่อย, ไปซิเจ้าถ่อย, นำไปซิเจ้าถ่อย, ถือเอาซิเจ้าถ่อย”

ภิกษุทั้งหลายฟังเรื่องนั้นแล้วก็นำไปทูลถามพระตถาคตว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ธรรมดาพระอริยะย่อมไม่กล่าวคำหยาบ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาว่าพระอริยะทั้งหลายไม่กล่าวผรุสวาจา ข่มผู้อื่น ก็แต่ว่า ผรุสวาจานั้นพึงมีได้โดยที่เคยตัวในภพอื่น”

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า พระเจ้าข้า พระปิลินทวัจฉเถระพยายามแล้วพยายามเล่าเมื่อกล่าวกับคฤหัสถ์ก็ดี กับภิกษุทั้งหลายก็ดี ก็พูดว่า “เจ้าถ่อย เจ้าถ่อย” ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ในเรื่องนี้มีเหตุเป็นอย่างไร.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การกล่าวเช่นนั้นนั้นแห่งบุตรของเราประพฤติจนเคยชินในปัจจุบันเท่านั้นก็หามิได้ แต่ในอดีตกาล บุตรของเรานี้บังเกิดในครอบครัวแห่งพราหมณ์ผู้มักกล่าวว่าถ่อย ถึง ๕๐๐ ชาติ ดังนั้นบุตรของเรานี้จึงกล่าวเพราะความเคยชินมิได้กล่าวด้วยเจตนาหยาบ.

จริงอยู่ โวหารแห่งพระอริยะทั้งหลายแม้จะหยาบอยู่บ้าง ก็ชื่อว่าบริสุทธิ์แท้เพราะเจตนาไม่หยาบ ไม่เป็นบาปแม้มีประมาณเล็กน้อย ในเพราะการกล่าวนี้ ดังนี้แล้วจึงตรัสคาถานี้ในพระธรรมบทว่า

อกกฺกสํ วิญฺญาปนึ คิรํ สจฺจํ อุทีรเย ยาย นาภิสเช กิญฺจิ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ พึงกล่าวแต่ถ้อยคำที่ไม่หยาบ ที่เข้าใจกันได้

ที่ควรกล่าว ที่เป็นคำจริง ซึ่งไม่กระทบใครๆ

เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์.

อยู่ต่อมาวันหนึ่ง พระเถระเข้าไปบิณฑบาตกรุงราชคฤห์ พบชายผู้หนึ่งถือดีปลีมาเต็มถาด กำลังเข้าไปในกรุง จึงถามว่า เจ้าถ่อย ในภาชนะของแกมีอะไร. ชายผู้นั้น คิดว่า สมณะรูปนี้กล่าวคำหยาบกับเราแต่เช้าเทียว เราก็ควรกล่าวคำที่เหมาะแก่สมณะรูปนี้เหมือนกัน จึงตอบว่า ในภาชนะของข้ามีขี้หนูซิท่าน.

พระเถระพูดว่า เจ้าถ่อย มันจักต้องเป็นอย่างว่านั้น.

เมื่อพระเถระคล้อยหลังไป ดีปลีก็กลายเป็นขี้หนูไปหมด. เขาคิดว่า ดีปลีเหล่านี้ปรากฏเสมือนขี้หนู จะเป็นจริงหรือไม่หนอ ลองเอามือบี้ดู ทีนั้นเขาก็รู้ว่าเป็นขี้หนูจริงๆ ก็เกิดความเสียใจอย่างยิ่ง. เขาคิดว่า เป็นเฉพาะดีปลีเหล่านี้เท่านั้นหรือ หรือในเกวียนก็เป็นอย่างนี้ด้วยจึงเดินไปตรวจดู ก็พบว่าดีปลีทั้งหมดก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน เอามือกุมอกแล้วคิดว่า นี้ไม่ใช่การกระทำของคนอื่น ต้องเป็นการกระทำของภิกษุที่เราพบตอนเช้านั่นเอง. พระเถระจักรู้มายากลอย่างหนึ่งเป็นแน่ จำเราจะตามหาสถานที่ๆ ภิกษุนั้นเดินไป จึงจักรู้เหตุ ดังนี้แล้วจึงเดินไปตามทางที่พระเถระเดินไป.

ลำดับนั้น บุรุษผู้หนึ่งพบชายผู้นั้นกำลังเดินเครียด จึงถามว่า พ่อมหาจำเริญเดินเครียดจริง ท่านกำลังเดินไปทำธุระอะไร. เขาจึงบอกเรื่องนั้นแก่บุรุษผู้นั้น.

บุรุษผู้นั้นฟังเรื่องราวของเขาแล้ว ก็พูดอย่างนี้ว่า พ่อมหาจำเริญ อย่าคิดเลย จักเป็นด้วยท่านพระปิลินทวัจฉะ พระผู้เป็นเจ้าของข้าเอง ท่านจงถือดีปลีนั้นเต็มภาชนะ ไปยืนข้างหน้าพระเถระ แม้เวลาที่พระเถระกล่าวว่า นั่นอะไรล่ะ เจ้าถ่อยก็จงกล่าวว่าดีปลี ท่านขอรับ. พระเถระจักกล่าวว่า จักเป็นอย่างนั้น เจ้าถ่อย. มันก็จะกลายเป็นดีปลีไปหมด. ชายผู้นั้นก็ได้กระทำอย่างนั้น

แต่ต่อมาภายหลัง พระศาสดาทรงทำเรื่องที่พระเถระเป็นที่รักที่พอใจของเหล่าเทวดาเป็นเหตุ จึงทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นยอดของภิกษุสาวกผู้เป็นที่รักที่พอใจของเทวดาแล.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๗ -----------------------------------------------------

อรรถกถาสูตรที่ ๘ ประวัติพระพาหิยทารุจิริยะ

ในสูตรที่ ๘ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

ด้วยบทว่า ขิปฺปาภิญฺญานํ ท่านแสดงว่า พระทารุจิริยเถระเป็นยอดของภิกษุสาวกผู้ตรัสรู้เร็ว.

จริงอยู่ พระเถระนี้บรรลุพระอรหัตเมื่อจบพระธรรมเทศนาอย่างย่อ ไม่มีกิจที่จะต้องบริกรรมมรรคผลทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของภิกษุสาวกผู้ตรัสรู้เร็ว.

คนทั้งหลายตั้งชื่อท่านว่าพาหิยะ เพราะท่านเกิดในพาหิยรัฐ. ต่อมาภายหลังท่านนุ่งผ้าทำด้วยไม้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าทารุจิริยะ.

ในปัญหากรรมของท่าน มีเรื่องเล่าตามลำดับดังนี้ :-

แท้จริง แม้ท่านพาหิยทารุจิริยะนี้ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เกิดในเรือนสกุลในกรุงหงสวดี กำลังฟังธรรมของพระทศพล เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้ตรัสรู้เร็ว จึงกระทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป ปรารถนาตำแหน่งนั้น กระทำกุศลกรรมจนตลอดชีวิต เวียนว่ายอยู่ในเหล่าเทวดาและมนุษย์ เวลาศาสนาของพระกัสสปทศพลเสื่อมลง ก็กระทำสมณธรรมร่วมกับเหล่าภิกษุที่กล่าวไว้แต่หนหลัง เป็นผู้มีศีลบริบูรณ์ สิ้นชีพแล้วก็บังเกิดในเทวโลก.

ท่านอยู่ในเทวโลกสิ้นพุทธันดรหนึ่ง ในพุทธกาลนี้ ก็บังเกิดในเรือนสกุลในพาหิยรัฐ เจริญวัยก็ครองเรือน ดำริว่าจะทำการค้าขาย จึงขึ้นเรือที่จะพาไปสุวรรณภูมิ ไม่ทันไปถึงถิ่นที่ปรารถนา เรือก็อับปางลงกลางสมุทร.

มหาชน (ผู้โดยสาร) ก็กลายเป็นเหยื่อของเต่าและปลา. ส่วนพาหิยผู้นี้เกาะขอนไม้ขอนหนึ่งไว้ ๗ วัน จึงขึ้นท่าเรือชื่อสุปปารกะได้รู้ว่าเป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ คิดว่าจะเข้าไปหามนุษย์โดยแบบไม่มีผ้าติดตัว (เปลือย) ไม่สมควร จึงยึดเอาสาหร่ายที่หนองน้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลเอามาพันตัว ถือเอาภาชนะใบหนึ่ง ซึ่งตกอยู่แถวๆ เทวสถาน เขาไปขอภิกษา (อาหาร).

ผู้คนทั้งหลายเห็นเขาแล้วพากันคิดว่า ถ้าในโลกนี้ยังมีพระอรหันต์อยู่จริง พึงมีด้วยวิธีอย่างนี้ พระผู้เป็นเจ้าไม่รับผ้า เพราะถืออย่างอุกฤษฏ์หรือหนอ หรือจะรับผ้าที่เขาให้ดังนี้ จึงทดลองให้ผ้าทั้งหลายจากทิศต่างๆ.

เขาคิดว่า ถ้าไม่มาโดยแบบนี้ คนเหล่านี้ก็ไม่พึงเลื่อมใสเรา จำเราจะพูดอย่างใดอย่างหนึ่งหลอกลวงคนเหล่านี้ ทำอุบายเลี้ยงชีพก็สมควร จึงไม่ยอมรับผ้าทั้งหลาย. พวกผู้คนก็เลื่อมใสยิ่งๆ ขึ้นไป. แม้เขาจะกินอาหารก็ต้องไปเทวสถานที่ไม่ไกล มหาชนก็เดินไปกับเขา บำรุงเทวสถานให้ทาน. เขาคิดว่า คนเหล่านี้เลื่อมใสเพียงการนุ่งสาหร่ายของเรา กระทำสักการะอย่างนี้ เราจะเป็นผู้ทำอุกฤษฏ์ขึ้นไป ก็ควรแก่คนเหล่านี้ ดังนี้แล้ว ก็ถือแผ่นกระดานไม้ที่เบาๆ ถากเสีย คลุมเปลือกไม้ ทำเป็นผ้านุ่งห่มเลี้ยงชีวิตอยู่.

ครั้งนั้น บรรดาชน ๗ คนที่ทำสมณธรรม ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป ชนคนหนึ่งเป็นภิกษุ บังเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส สำรวจดูสมบัติพรหมของตน ระลึกถึงสถานที่ชน ๗ คนมา ก็เห็นสถานที่ชน ๗ คนขึ้นเขากระทำสมณธรรม ระลึกถึงสถานที่ชน ๖ คนไปบังเกิด ก็รู้ว่าคนหนึ่งปรินิพพานแล้ว อีก ๕ คนไปบังเกิดในเทวโลกชั้นกามาวจร ยังระลึกถึงชนทั้ง ๕ คนเป็นครั้งคราว เมื่อระลึกว่า ในเวลานี้เขาอยู่กันที่ไหนหนอ ก็เห็นทารุจิริยะอาศัยท่าเรือสุปปารกะเลี้ยงชีพด้วยการหลอกลวง คิดว่า ฉิบหายแล้วหนอ ทารุจิริยะนี้โง่ กระทำสมณธรรมมาแต่กาลก่อน ไม่ยอมฉันบิณฑบาตที่แม้พระอรหันต์นำมา เพราะเป็นผู้ถือกติกาอุกฤษฏ์ยิ่งนัก มาบัดนี้ ไม่เป็นอรหันต์ก็ปฏิญญาว่าเป็นอรหันต์ เที่ยวลวงโลกเพราะเห็นแก่ท้อง ทั้งไม่รู้ว่าพระทศพลบังเกิดแล้ว จำเราจะไปทำเขาให้สลดใจ แล้วให้เขารู้ว่าพระทศพลบังเกิดแล้ว.

ในทันใดนั่นเองก็ออกจากพรหมโลก ไปปรากฏตัวต่อหน้าทารุจิริยะ ต่อจากเวลาเที่ยงคืน ที่ท่าเรือสุปปารกะ. เขาเห็นโอภาสสว่างในที่อยู่ของตน จึงออกมาข้างนอก เห็นองค์มหาพรหมประคองอัญชลี ประนมมือถามว่า ท่านเป็นใคร.

มหาพรหมตอบว่า เราเป็นสหายเก่าของท่าน บรรลุอนาคามิผลบังเกิดในพรหมโลก. แต่ผู้เจริญที่สุดกว่าใครทั้งหมดหมด หัวหน้าของพวกเราบรรลุพระอรหัตปรินิพพานแล้ว พวกท่าน ๕ คนบังเกิดในเทวโลก. เรานั้นเห็นท่านเลี้ยงชีพด้วยการหลอกลวงเขาในที่นี้ จึงมาเพื่อทรมาน แล้วจึงกล่าวเหตุนี้ว่า พาหิยะ ท่านยังไม่เป็นอรหันต์ ยังไม่ปฏิบัติถึงอรหัตตมรรค. ท่านก็ไม่มีปฏิปทาที่จะเป็นอรหันต์ หรือปฏิบัติถึงอรหัตตมรรค. ลำดับนั้น มหาพรหมบอกเขาว่า พระศาสดาอุบัติแล้วและประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี ท่านจงไปยังสำนักพระศาสดา แล้วส่งเขาไป ตนเองก็กลับพรหมโลก.

แม้ทารุจิริยะถูกมหาพรหมทำให้สลดใจแล้ว ก็คิดจักแสวงหาทางพ้น จึงเดินทาง ๑๒๐ โยชน์โดยพักคืนเดียว ประจวบพระศาสดาเสด็จเข้าไปบิณฑบาต ณ ละแวกบ้าน หมอบลงแทบมหายุคลบาทพระศาสดา ทูลอ้อนวอนถึง ๓ ครั้งว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดข้าพระบาทเถิด พระเจ้าข้า ขอพระสุคตทรงแสดงธรรมโปรดข้าพระบาทเถิด พระเจ้าข้า.

พระศาสดาทรงทราบว่า ญาณของพาหิยะแก่กล้าแล้ว ด้วยเหตุเท่านี้ จึงทรงสอนด้วยพระโอวาทนี้ว่า เพราะเหตุนี้แล พาหิยะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่ารูปที่เห็นแล้ว จักเป็นเพียงเห็นแล้ว ดังนี้เป็นต้น. เมื่อจบเทศนา แม้พาหิยะนั้นทั้งที่อยู่ระหว่างถนนส่งญาณไปตามกระแสเทศนา ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย พาหิยะนั้นถึงที่สุดกิจของตนแล้ว ทูลขอบรรพชากะพระผู้มีพระภาคเจ้า แสวงหาบาตรจีวร เพราะยังมีบาตรจีวรไม่ครบ กำลังดึงชิ้นผ้าทั้งหลายจากกองขยะ.

____________________________

ขุ. อุ. ๒๕/๔๗-๕๐

ลำดับนั้น อมนุษย์ผู้มีเวรกันมาแต่ก่อน เข้าสิงร่างของแม่โคลูกอ่อนตัวหนึ่ง ทำท่านให้เสียชีวิต. พระศาสดาเสด็จออกจากกรุงสาวัตถี ทอดพระเนตรเห็นพาหิยะล้มอยู่ที่กองขยะระหว่างทาง ตรัสบอกเหล่าภิกษุว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงช่วยกันยกร่างพาหิยะ แล้วให้นำไปทำฌาปนกิจ โปรดให้สร้างเจดีย์ไว้ ณ ทางใหญ่ ๔ แพร่ง.

จากนั้น เกิดพูดกันกลางสงฆ์ว่า พระตถาคตรับสั่งให้ภิกษุสงฆ์ทำฌาปนกิจร่างของพาหิยะ เก็บธาตุมาแล้ว โปรดให้สร้างเจดีย์ไว้ พาหิยะนั้นกระทำให้แจ้งมรรค อะไรหนอ เขาเป็นสามเณรหรือหนอ. ภิกษุทั้งหลายเกิดจิตคิดกันดังนี้.

พระศาสดาทรงปรารภถ้อยคำนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ เกิดเรื่อง แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พาหิยะเป็นบัณฑิต. ทรงขยายพระธรรมเทศนาไว้ แล้วทรงประกาศว่า พาหิยะนั้นปรินิพพานแล้ว.

เรื่องที่พูดกันนั้น เกิดขึ้นกลางสงฆ์อีกว่า พระศาสดามิได้ทรงแสดงธรรมมากเลย ตรัสว่า พาหิยะบรรลุพระอรหัต นี่เรื่องอะไรกัน.

พระศาสดาตรัสว่า ธรรมน้อยหรือมาก ไม่ใช่เหตุ ธรรมนั้นก็เหมือนยาแก้คนที่ดื่มยาพิษ แล้วตรัสคาถาในพระธรรมบทว่า

สหสฺสมปิ เจ คาถา อนตฺถปทสญฺหิตา

เอกํ คาถาปทํ เสยฺโย ยํ สุตฺวา อุปสมฺมติ

สหสฺสมปิ เจ คาถา อนตฺถปทสญฺหิตา เอกํ คาถาปทํ เสยฺโย ยํ สุตฺวา อุปสมฺมติ ถ้าคาถา ถึงพันคาถา ที่ประกอบด้วยบท

อันไม่เป็นประโยชน์ ก็ประเสริฐสู้คาถาบทเดียว

ไม่ได้ ที่ฟังแล้วสงบระงับ.

จบเทศนา สัตว์แปดหมื่นสี่พันก็พากันดื่มน้ำอมฤต.

ก็แต่ว่า เรื่องของพระพาหิยะนี้ไม่จำต้องกล่าวไว้พิสดาร เพราะมาในพระสูตรแล้ว.

แต่ต่อมาภายหลัง พระศาสดาประทับนั่งกลางสงฆ์ ทรงสถาปนาท่านพาหิยเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของภิกษุสาวกผู้ตรัสรู้เร็วแล.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------

อรรถกถาสูตรที่ ๙ ประวัติพระกุมารกัสสปเถระ

ในสูตรที่ ๙ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า จิตฺตกถิกานํ ได้แก่ ผู้กล่าวธรรมได้วิจิตร.

จริงอยู่ พระเถระเมื่อจะกล่าวธรรมแก่คนคนเดียวก็ดี สองคนก็ดี ก็ประดับด้วยอุปมาและเหตุเป็นอันมากให้เขารู้ จึงกล่าวว่า เพราะเหตุนั้น พระเถระจึงเป็นยอดของภิกษุสาวกผู้กล่าวธรรมได้วิจิตร.

ปัญหากรรมของท่านมีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังนี้ :-

แท้จริง ท่านพระกุมารกัสสปนี้ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ถือปฏิสนธิในเรือนสกุล ในกรุงหงสวดี เจริญวัย กำลังฟังธรรมกถาของพระทศพล เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้กล่าวธรรมได้วิจิตร จึงกระทำกุศลกรรมให้ยิ่งยอดขึ้นไป ปรารถนาตำแหน่งนั้นเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์.

ครั้งศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้าเสื่อมลง เป็นภิกษุรูปหนึ่งระหว่างภิกษุ ๗ รูปกระทำสมณธรรมบนยอดเขา มีศีลไม่เสื่อม จุติจากภพนั้นแล้วบังเกิดในเทวโลก เสวยสมบัติอยู่พุทธันดรหนึ่ง.

ครั้งพระศาสดาของพวกเรา ก็เกิดในครรภ์ของหญิงสาวแห่งสกุลคนหนึ่ง ในกรุงราชคฤห์ ก็หญิงสาวแห่งสกุลนั้น อ้อนวอนบิดามารดาก่อนแต่ไม่ได้บรรพชา ครั้นไปอยู่เรือนแห่งสกุล (มีสามี) ก็ตั้งครรภ์ แต่ตัวเองไม่รู้ จึงบอกกล่าวสามี (ขอบรรพชา) สามีอนุญาตแล้วก็บรรพชาในสำนักภิกษุณี.

เหล่าภิกษุณีเห็นครรภ์นางเติบโตขึ้นมา จึงพากันไปถามพระเทวทัต. พระเทวทัตนั้นก็กล่าวว่า นางไม่เป็นสมณะ เหล่าภิกษุณีจึงพากันไปทูลถามพระทศพล.

พระศาสดาก็ทรงมอบเรื่องให้พระอุบาลีเถระ. พระเถระให้เชิญเหล่าสกุลชาวกรุงสาวัตถี และนางวิสาขาอุบาสิกามาช่วยตรวจชำระ ก็กล่าวว่า นางมีครรภ์มาก่อน (บวช) บรรพชาของนางจึงไม่เสีย.

พระศาสดาได้ประทานสาธุการรับรองแก่พระเถระว่า อธิกรณ์อุบาลีวินิจฉัยชอบแล้ว. ภิกษุณีนั้นคลอดบุตรประพิมประพายคล้ายรูปทอง. พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงรับเด็กนั้นโปรดให้ชุบเลี้ยง พระราชทานนามว่า กัสสป. ต่อมา ทรงชุบเลี้ยงเติบโตแล้ว ก็พาไปฝากยังสำนักพระศาสดา โปรดให้บรรพชา.

แต่เพราะท่านบวชเวลายังเป็นเด็กรุ่น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงเรียกกัสสปมา จงให้ผลไม้หรือของขบฉันอันนี้แก่กัสสป. พวกภิกษุสงสัยก็ทูลถามว่า กัสสปองค์ไหน พระเจ้าข้า. ตรัสว่า กุมารกัสสป กัสสปองค์เด็กนะสิ. เพราะได้รับขนานนามอย่างนี้ ตั้งแต่นั้นมา ท่านก็ถูกเรียกว่า กุมารกัสสป แม้ในเวลาที่ท่านแก่เฒ่าแล้ว.

อีกนัยหนึ่ง คนทั้งหลายจำหมายท่านว่ากุมารกัสสป เพราะเหตุที่เป็นบุตรชุบเลี้ยงของพระราชาก็มี. ตั้งแต่บวชแล้ว ท่านทำงานเจริญวิปัสสนาและเล่าเรียนพระพุทธวจนะ.

ครั้งนั้น ท่านมหาพรหมผู้กระทำสมณธรรมบนยอดเขากับพระเถระนั้น บรรลุอนาคามิผล บังเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาสนั้น ระลึกถึงในสมัยนั้น เห็นพระกุมารกัสสป คิดว่า สหายของเรากำลังลำบากในการเจริญวิปัสสนา จำเราจักไปแสดงทางแห่งวิปัสสนาแก่เธอ กระทำอุบายให้บรรลุมรรคผล ดังนี้แล้ว ดำรงอยู่ในพรหมโลกนั่นแล แต่งปัญหา ๑๕ ข้อ แล้วไปปรากฏในสถานที่อยู่ของพระกุมารกัสสปเถระ ต่อจากเวลาเที่ยงคืน พระเถระเห็นแสงสว่าง จึงถามว่า ใครอยู่ที่นั่น.

มหาพรหมตอบว่า เราคือพรหมผู้กระทำสมณธรรมกับท่านมาแต่ก่อน บรรลุอนาคามิผลแล้วบังเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส. พระเถระถามว่า ท่านมาด้วยการงานอะไรเล่า. มหาพรหมบอกปัญหาเหล่านั้น เพื่อแสดงเหตุที่ตนมา แล้วกล่าวว่า ท่านจงเล่าเรียนปัญหาเหล่านี้ เมื่ออรุณขึ้นก็จงเข้าไปเฝ้าพระตถาคต ถวายบังคมแล้วทูลถาม. ด้วยว่าเว้นพระตถาคตเสียผู้อื่นที่สามารถกล่าวแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่มีดอก แล้วก็กลับพรหมโลกตามเดิม.

วันรุ่งขึ้น แม้พระเถระก็เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว ทูลถามปัญหาโดยทำนองที่มหาพรหมกล่าวไว้. พระศาสดาทรงตอบปัญหาให้พระกุมารกัสสปเถระบรรลุพระอรหัต. พระเถระเล่าเรียนโดยทำนองที่พระศาสดาตรัสไว้ ไปป่าอันธวันเจริญวิปัสสนาแก่กล้า (สำนวนท่านว่าให้วิปัสสนาตั้งท้อง) ก็บรรลุพระอรหัต.

ตั้งแต่นั้นมา ท่านเมื่อจะกล่าวธรรมกถาแก่บริษัท ๔ มากก็ดี ไม่มากก็ดี ประดับด้วยอุปมาและเหตุทั้งหลาย จึงกล่าวเสียอย่างวิจิตรทีเดียว. ครั้งนั้น เมื่อท่านแสดงสูตรประดับประดาด้วยปัญหา ๑๕ ข้อแก่พระยาปายาสิ.

พระศาสดาทรงทำพระสูตรนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติต้นเรื่อง จึงทรงสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดเหล่าภิกษุสาวกผู้กล่าวธรรมได้วิจิตรในพระศาสนานี้แล.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------

อรรถกถาสูตรที่ ๑๐ ประวัติพระมหาโกฏฐิตเถระ

ในสูตรที่ ๑๐ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

ด้วยบทว่า ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตานํ ทรงแสดงว่า พระมหาโกฏฐิตเถระเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ๔.

จริงอยู่ พระเถระแม้รูปนี้ เมื่อเข้าไปหาพระมหาสาวกผู้มีชื่อเสียงถามปัญหาก็ดี เมื่อเข้าไปเฝ้าพระทศพลทูลถามปัญหาก็ดี ย่อมถามปัญหาในเรื่องปฏิสัมภิทาทั้งหลายเท่านั้น เพราะตนเป็นผู้ช่ำชองชำนาญในปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ดังนั้น ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ด้วยอำนาจความเป็นผู้ช่ำชองนี้.

ในปัญหากรรมของท่าน มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังนี้.

ความจริง พระเถระแม้รูปนี้บังเกิดในสกุลที่มีโภคสมบัติมาก ในกรุงหงสวดี ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ.

สมัยต่อๆ มา กำลังฟังธรรมกถาของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้บรรลุปฏิสัมภิทา จึงกระทำกุศลกรรมให้ยิ่งยวดขึ้นไป ปรารถนาตำแหน่งนั้น. กระทำกุศลจนตลอดชีวิต เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ บังเกิดในสกุลพราหมณ์ กรุงสาวัตถี ในพุทธุปปาทกาลนี้. เหล่าญาติได้ขนานนามเขาว่า โกฏฐิตมาณพ.

เขาเจริญวัยก็เรียนเวททั้งสาม วันหนึ่ง ฟังธรรมกถาของพระศาสดา ได้ศรัทธาแล้วก็บวช. ตั้งแต่บวชแล้ว ท่านทำงานในวิปัสสนา ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย เป็นผู้ช่ำชองชำนาญในปฏิสัมภิทาทั้งหลายเท่านั้นตลอดกาลเป็นนิตย์ เมื่อถามปัญหา ก็ถามในปฏิสัมภิทาทั้งหลายเท่านั้น.

ต่อมาภายหลัง พระศาสดาทรงทำมหาเวทัลลสูตรให้เป็นอัตถุปปัตติต้นเรื่อง จึงทรงสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้บรรลุปฏิสัมภิทาแล.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๐ จบอรรถกถาวรรคที่ ๓ -----------------------------------------------------

所用版本与授权

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

๓ 注释