This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 ·

เล่ม ๒๕

本册其他条目

ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ สรณคมน์ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ สิกขาบท ๑๐ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ อาการ ๓๒ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ สามเณรปัญหาในขุททกปาฐะขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ มงคลสูตรในขุททกปาฐะขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ รัตนสูตรในขุททกปาฐะขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ติโรกุฑฑกัณฑ์ในขุททกปาฐะขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ นิธิกัณฑ์ในขุททกปาฐะขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ กรณียเมตตสูตรในขุททกปาฐะสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ยมกวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท อัปปมาทวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท จิตตวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปุปผวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พาลวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปัณฑิตวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท อรหันตวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท สหัสสวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปาปวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ทัณฑวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ชราวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท อัตตวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท โลกวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พุทธวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท สุขวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปิยวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท โกธวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท มลวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ธัมมัฏฐวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท มรรควรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปกิณณกวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท นิรยวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท นาควรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ตัณหาวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ภิกขุวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พราหมณวรรคขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ โพธิสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ โพธิสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ โพธิสูตรที่ ๓ขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ อชปาลนิโครธสูตรขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ เถรสูตรขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ มหากัสสปสูตรขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ ปาวาสูตรขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ สังคามชิสูตรขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ ชฎิลสูตรขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ พาหิยสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ มุจจลินทสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ ราชสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ ทัณฑสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ สักการสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ อุปาสกสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ คัพภินีสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ เอกปุตตสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ สุปปวาสาสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ วิสาขาสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ กาฬิโคธาภัททิยสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ กรรมสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ นันทสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ ยโสชสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ สารีปุตตสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ โกลิตสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ ปิลินทวัจฉสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ มหากัสสปสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ ปิณฑปาตสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ สิปปสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ โลกสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ เมฆิยสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ อุทธตสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ โคปาลสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ ชุณหสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ นาคสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ ปิณโฑลภารทวาชสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ สาริปุตตสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ สุนทรีสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ อุปเสนวังคันตปุตตสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ สาริปุตตสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ ราชสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ อัปปายุกาสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ สุปปพุทธกุฏฐิสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ กุมารกสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ อุโปสถสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ โสณสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ กังขาเรวตสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ อานันทสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ สัททายมานสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ จูฬปันถกสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ อายุสมโอสัชชนสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ ปฏิสัลลานสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ อาหุสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ กิรสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ กิรสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ ติตถสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ สุภูติสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ คณิกาสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ อุปาติสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ อุปปัชชันติสูตรขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ ภัททิยสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ ภัททิยสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ กามสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ กามสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ ลกุณฐกภัททิยสูตรขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ ตัณหักขยสูตรขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ ปปัญจขยสูตรขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ มหากัจจานสูตรขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ อุทปานสูตรขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ อุเทนสูตรขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ นิพพานสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ นิพพานสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ นิพพานสูตรที่ ๓ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ นิพพานสูตรที่ ๔ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ จุนทสูตรขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ ปาฏลิคามิยสูตรขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ ทวิธาปถสูตรขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ วิสาขาสูตรขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ ทัพพสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ ทัพพสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค โลภสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค โทสสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค โมหสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค โกธสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค มักขสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค มานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค สัพพสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค มานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค โลภสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค โทสสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค โมหสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค โกธสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค มักขสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค โมหสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค กามสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค เสขสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค เสขสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค เภทสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค โมทสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค ปุคคลสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค จิตตฌายีสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค ปุญญสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค อุโภอัตถสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค เวปุลลปัพพตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค สัมปชานมุสาวาทสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค ทานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค เมตตาภาวสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค ภิกขุสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค ภิกขุสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค ตปนียสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค อตปนียสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค สีลสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค สีลสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค อาตาปีสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค นกุหนาสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค นกุหนาสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค โสมนัสสสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค วิตักกสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค เทศนาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค วิชชาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค ปัญญาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค ธรรมสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค อชาตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค ธาตุสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค สัลลานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค สิกขาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค ชาคริยสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค อปายสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค ทิฏฐิสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค อกุศลมูลสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค ธาตุสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค เวทนาสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค เวทนาสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค เอสนาสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค เอสนาสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค อาสวสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค อาสวสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค ตัณหาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค มารเธยยสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค ปุญญกิริยาวัตถุสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค จักขุสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค อินทรียสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค อัทธาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค ทุจริตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค สุจริตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค สุจิสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค มุนีสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค ราคสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค ราคสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค มิจฉาทิฐิสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค สัมมาทิฐิสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค นิสสรณสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค รูปสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค ปุตตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค อวุฏฐิกสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค สุขสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค ภินทนสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค ธาตุสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค ปริหานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค วิตักกสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค สักการสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค สัททสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค จวมานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค โลกสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค อสุภสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค ธรรมสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค อันธการสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค มลสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค เทวทัตตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค ปสาทสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค ชีวิตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค สังฆาฏิสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค อัคคิสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค อุปปริกขยสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค อุปปัตติสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค กามสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค กัลยาณสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค ทานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค ธรรมสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต พราหมณสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต จัตตาริสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต ชานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต สมณสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต สีลสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต ตัณหาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต พรหมสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต พหุการสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต กุหนาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต ปุริสสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต จรสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต สัมปันนสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต โลกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค อุรคสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค ธนิยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค ขัคควิสาณสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค กสิภารทวาชสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค จุนทสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค ปราภวสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค วสลสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค เมตตสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค เหมวตสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค อาฬวกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค วิชยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค มุนีสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค รตนสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค อามคันธสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค หิริสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค มงคลสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค สูจิโลมสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค ธรรมจริยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค พราหมณธรรมิกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค นาวาสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค กึสีลสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค อุฏฐานสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค ราหุลสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค วังคีสสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค สัมมาปริพพาชนิยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค ธรรมิกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค ปัพพชาสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค ปธานสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค สุภาษิตสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค สุนทริกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค มาฆสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค สภิยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค เสลสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค สัลลสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค วาเสฏฐสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค โกกาลิกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค นาลกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค ทวยตานุปัสสนาสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค กามสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค คุหัฏฐกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ทุฏฐัฏฐกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค สุทธัฏฐกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ปรมัฏฐกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ชราสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ติสสเมตเตยยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ปสูรสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค มาคันทิยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ปุราเภทสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค กลหวิวาทสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค จูฬวิยูหสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค มหาวิยูหสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ตุวฏกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค อัตตทัณฑสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค สารีปุตตสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค วัตถุกถาขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค อชิตปัญหาที่ ๑ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค ติสสเมตเตยยปัญหาที่ ๒ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค ปุณณกปัญหาที่ ๓ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค เมตตคูปัญหาที่ ๔ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค โธตกปัญหาที่ ๕ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค อุปสีวปัญหาที่ ๖ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค นันทปัญหาที่ ๗ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค เหมกปัญหาที่ ๘ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค โตเทยยปัญหาที่ ๙ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค กัปปปัญหาที่ ๑๐ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค ชตุกัณณีปัญหาที่ ๑๑ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค ภัทราวุธปัญหาที่ ๑๒ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค อุทยปัญหาที่ ๑๓ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค โปสาลปัญหาที่ ๑๔ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค โมฆราชปัญหาที่ ๑๕ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค ปิงคิยปัญหาที่ ๑๖

经典

ขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ สุปปพุทธกุฏฐิสูตร

อรรถกถาแปลไทย

仅原文 · 不作诠释171 行1 个版本

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

印本前页文字

อรรถกถาสุปปพุทธกุฏฐิสูตร

สุปปพุทธกุฏฐิสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า ราชคเห สุปฺปพุทฺโธ นาม กุฏฺฐี อโหสิ ความว่า บุรุษคนหนึ่งนามว่า สุปปพุทธะ ได้อยู่ในกรุงราชคฤห์. ก็เขามีตัวถูกโรคเรื้อนรบกวนอย่างหนัก.

บทว่า มนุสฺสทลิทฺโท ความว่า เป็นผู้เข็ญใจกว่าเขาทั้งหมดในบรรดามนุษย์ ในกรุงราชคฤห์. ก็เขาเย็บท่อนผ้าเก่าที่พวกมนุษย์ทิ้งไว้ ที่กองหยากเยื่อและที่รั้วเป็นต้นนุ่งห่ม. ถือกระเบื้องไปตามเรือน อาศัยข้าวตังและภัตที่เป็นเดนได้มาเลี้ยงชีพ. แม้ของนั้น เขาก็ไม่ได้ตามความต้องการ เพราะกรรมที่ตนทำไว้ในปางก่อน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เป็นมนุษย์ขัดสน.

บทว่า มนุสฺสกปโณ ได้แก่ ในบรรดามนุษย์ เขาถึงความกำพร้าอย่างยิ่ง.

บทว่า มนุสฺสวราโก ได้แก่ ผู้ยากไร้ เพราะถูกพวกมนุษย์ติเตียนและดูหมิ่น.

บทว่า มหติยา ปริสาย ความว่า ด้วยภิกษุบริษัท และอุบาสกบริษัทหมู่ใหญ่.

ได้ยินว่า วันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าแวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ ทรงเสวยบิณฑบาตที่พวกภิกษุได้มาด้วยดี เสด็จกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัตร แวดล้อมด้วยภิกษุจำนวนเล็กน้อย เสด็จออกรอคอยการมาของอุบาสกผู้ถวายทาน และภิกษุที่เหลือ ได้ประทับยืนในถิ่นที่รื่นรมย์แห่งหนึ่ง ภายในพระนครนั่นเอง.

ในทันใดนั่นเอง ภิกษุทั้งหลายมาจากที่นั้นๆ พากันแวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า. ฝ่ายอุบาสกทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยหมายใจว่าจักฟังอนุโมทนา ถวายบังคมแล้วกลับมา. ได้มีการประชุมใหญ่ขึ้นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอาการนั่ง ในขณะนั้นนั่นเอง ภิกษุทั้งหลายปูลาดอาสนะอันสมควรแด่พระพุทธเจ้า.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำประเทศนั้นทั้งสิ้น ให้สว่างไสวด้วยพระรูปโฉมอันหาอุปมามิได้ อันรุ่งโรจน์ด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ซึ่งประดับด้วยอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ อันรุ่งเรืองแวดล้อมไปด้วยพระรัศมีข้างละวา อันฉายพระพุทธรังสี มีพรรณะ ๖ ประการ คือ เขียว เหลือง แดง ขาว หงสบาท และเลื่อมปภัสสร แวดล้อมไปด้วยหมู่ภิกษุ ดุจพระจันทร์เพ็ญแวดล้อมไปด้วยหมู่ดาว ประทับนั่งบนบวรพุทธาสน์ที่บรรจงจัดไว้ ทรงบันลือสีหนาท ดุจไกสรราชสีห์ ณ พื้นมโนศิลา ทรงแสดงธรรมด้วยพระสุรเสียงดุจเสียงพรหม อันไพเราะดุจเสียงร้องของนกการเวก.

ฝ่ายภิกษุทั้งหลายแลเป็นผู้มักน้อย สันโดษ ชอบสงัด ไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร มีใจเป็นสมาธิ ชอบตักเตือนตน ติเตียนบาป ผู้กล่าวสอน อดทนต่อถ้อยคำ สมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ ห่มบังสุกุลจีวรสีเมฆ แวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า ดุจช้างตระกูลคันธะซึ่งสวมเกราะไว้ด้วยดี เงี่ยโสตลง สดับพระธรรมเทศนา.

ฝ่ายอุบาสกทั้งหลายนุ่งห่มผ้าเรียบร้อย มีอุตราสงค์สะอาด ในเวลาเช้า ยังมหาทานให้เป็นไป บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยสักการะมีของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น ถวายบังคมแล้ว แสดงอาการนอบน้อมแก่ภิกษุสงฆ์ แวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ สำรวมมือและเท้า เงี่ยโสตลงสดับธรรมโดยเคารพ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าแวดล้อมไปด้วยบริษัทใหญ่ ประทับนั่งแสดงธรรมอยู่แล้ว ดังนี้เป็นต้น.

ก็สุปปพุทธะถูกความทุรพลคือความหิวครอบงำ จึงเที่ยวแสวงหาอาหาร ผ่านระหว่างถนน เห็นมหาชนนั้นประชุมกัน แต่ที่ไกลลิบ เกิดความดีใจขึ้นว่า หมู่มหาชนนี้ประชุมกันด้วยเรื่องอะไรหนอ ชะรอยว่า ในที่นั้น เขาคงจะแจกอาหารเป็นแน่แท้ ไฉนหนอ เราไปในที่นั้นสามารถจะได้อะไรๆ สักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นของเคี้ยว หรือของกิน ดังนี้แล้ว จึงไปในที่นั้นได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์น่าเลื่อมใส น่าชมเชย ถึงความสงบด้วยการฝึกตนอย่างสูง ทรงฝึกแล้ว คุ้มครองแล้ว ประกอบด้วยอินทรีย์ที่สำรวมแล้ว แวดล้อมไปด้วยบริษัทนั้น แสดงธรรมอยู่

ครั้นเห็นแล้ว อันอุปนิสัยสมบัติที่แก่กล้า ซึ่งประกอบไว้ในชาติก่อน ตักเตือนอยู่ จึงคิดว่า ไฉนหนอ แม้เราก็ควรฟังธรรม ดังนี้แล้ว จึงได้นั่ง ณ ท้ายบริษัท ซึ่งท่านหมายกล่าวไว้ว่า สุปปพุทธกุฏฐิได้เห็นแล้วแล ฯลฯ นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ในที่นั้นนั่นเอง ด้วยหวังใจว่า แม้เราก็จักฟังธรรม ดังนี้เป็นต้น.

บทว่า สพฺพาวนฺตํ แปลว่า มีบุคคลทุกหมู่เหล่า คือมีบุคคลทุกเหล่ามีคนเลวเป็นต้น. ในข้อนั้นมีอธิบายว่า ไม่เหลือแม้ใครๆ ไว้. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สพฺพวนฺตํ ดังนี้ก็มี.

บทว่า เจตสา ความว่า ด้วยพระหทัยอันประกอบด้วยพุทธจักษุ. จริงอยู่ ท่านแสดงพระญาณโดยยกจิตขึ้นเป็นประธาน เพราะฉะนั้น จึงมีอธิบายว่า ด้วยอาสยานุสยญาณและอินทริยปโรปริยัตญาณ.

บทว่า เจโต ปริจฺจ มนสากาสิ ความว่า ทรงกำหนดจิตของบริษัทนั้น เฉพาะคนแล้วทรงทำไว้ในพระหทัย คือทรงตรวจดูชนเหล่านั้น. บทว่า ภพฺโพ ธมฺมํ วิญฺญาตุํ ความว่า เป็นผู้สามารถ คือเพียบพร้อมด้วยอุปนิสัย เพื่อบรรลุธรรมคือมรรคและผล.

บทว่า เอตทโหสิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้มีพระดำริดังนี้ว่า สุปปพุทธะนี้ผิดในพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่า ตครสิขี จึงเป็นเช่นนี้ ก็จริง ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังมีอุปนิสัยแห่งมรรคและผล โชติช่วงอยู่ในภายในนั่นเอง ดุจแท่งทองถูกฝุ่นกลบไว้ เพราะฉะนั้น เขาจึงควรจะรู้แจ้ง. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า ในที่นี้ บุรุษนี้แลควรจะรู้แจ้งธรรม ดังนี้เป็นต้น.

บทว่า อนุปุพฺพิกถํ ได้แก่ กถาตามลำดับอย่างนี้ว่า ศีลในลำดับแห่งทาน สวรรค์ในลำดับแห่งศีล มรรคในลำดับแห่งสวรรค์. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความยินดี พร้อมด้วยเหตุ ต่อแต่นั้น ทรงประกาศโทษโดยนัยต่างๆ เพื่อให้หมู่สัตว์สงัดแล้ว จึงแสดงวิวัฏฏะ โดยการประกาศคุณแห่งเนกขัมมะเป็นประธาน ของเหล่าสัตว์ผู้มีหทัยสลด เพราะการฟังโทษ.

บทว่า ทานกถํ ได้แก่ กถาอันเกี่ยวเนื่องด้วยคุณของทานมีอาทิ อย่างนี้ว่า ขึ้นชื่อว่า ทานนี้เป็นเหตุแห่งความสุข เป็นมูลแห่งสมบัติเป็นที่ตั้งแห่งโภคะ เป็นที่ต้านทาน เป็นที่เร้น เป็นคติ เป็นที่ไปในเบื้องหน้า ของสัตว์ผู้ดำเนินไปตามทางที่ไม่สม่ำเสมอ ที่พึ่ง ที่พำนัก ที่ยึดหน่วง ที่ต้านทาน ที่เร้น ที่ไป ที่ไปในเบื้องหน้า เช่นกับทานนี้ ย่อมไม่มี ในโลกนี้และโลกหน้า.

จริงอยู่ ทานนี้ เป็นเช่นกับอาสนสีหะที่สำเร็จด้วยแก้ว เพราะอรรถว่าเป็นที่พึ่ง. เป็นเช่นกับมหาปฐพี เพราะอรรถว่าเป็นที่พำนัก. เป็นเช่นกับเชือกสำหรับยึด เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องยึดหน่วง. เป็นเช่นกับนาวา เพราะอรรถว่าเป็นที่ข้ามทุกข์. เป็นผู้กล้าหาญในสงคราม เพราะอรรถว่าเป็นที่โล่งใจ. เป็นนครที่แวดล้อมด้วยคูรอบด้าน เพราะอรรถว่าเป็นที่ต้านทานภัยรอบด้าน. เป็นดังปทุม เพราะอรรถว่าไม่ถูกมลทินคือความตระหนี่เป็นต้นฉาบทา. เป็นดังไฟ เพราะอรรถว่าเผามลทินคือความตระหนี่เป็นต้นเหล่านั้น. เป็นดังอสรพิษ เพราะอรรถว่ายินดีได้ยาก. เป็นดังราชสีห์ เพราะอรรถว่าไม่สะดุ้งกลัว. เป็นดังช้าง เพราะอรรถว่าทรงพลัง. เป็นดังโคอุสภะขาว เพราะอรรถว่าอันชาวโลกสมมติกันว่าเป็นมงคลยิ่ง. เป็นดังพญาม้าวลาหก เพราะอรรถว่าส่งไปให้ถึงภูมิอันปลอดภัย.

จริงอยู่ ทานย่อมให้สิริราชสมบัติในโลก ให้จักรพรรดิสมบัติ สักกสมบัติ มารสมบัติ พรหมสมบัติ สาวกบารมีญาณ ปัจเจกโพธิญาณ และให้สัมมาสัมโพธิญาณ. ก็เพราะเหตุที่บุคคลผู้ให้ทาน สามารถเพื่อจะสมาทานศีล ฉะนั้น พระองค์จึงทรงแสดงสีลกถาไว้ในลำดับแห่งทานกถา.

บทว่า สีลกถํ ได้แก่ กถาที่เกี่ยวเนื่องด้วยคุณแห่งศีลมีอาทิอย่างนี้ว่า ขึ้นชื่อว่า ศีลนี้เป็นที่พึ่ง เป็นที่พำนัก เป็นที่ยึดหน่วง เป็นที่ต้านทาน เป็นที่เร้น เป็นคติ เป็นที่ไปในเบื้องหน้า ของสัตว์ทั้งหลาย. จริงอยู่ ที่พึ่ง ที่พำนัก ที่ยึดหน่วง ที่ต้านทาน ที่เร้น ที่ไป ที่ไปในเบื้องหน้า ของสมบัติในโลกนี้และโลกหน้า เช่นกับศีล ย่อมไม่มี เครื่องประดับเช่นกับศีล. ดอกไม้ เช่นกับดอกไม้คือศีล กลิ่น เช่นกับกลิ่นของศีล ย่อมไม่มี. จริงอยู่ ชาวโลกพร้อมทั้งเทวดา แลดูผู้ประดับด้วยเครื่องประดับคือศีล ผู้ทัดทรงดอกไม้คือศีล ลูบไล้ด้วยของหอมคือศีล ย่อมไม่ถึงความอิ่ม เพื่อจะทรงแสดงว่า บุคคลได้สวรรค์นี้ ก็เพราะอาศัยศีลนี้ ดังนี้แล้ว จึงทรงแสดงสัคคกถาไว้ในลำดับแห่งศีล.

บทว่า สคฺคกถํ ได้แก่ กถาที่เกี่ยวเนื่องด้วยคุณแห่งสวรรค์ มีอาทิอย่างนี้ว่า ขึ้นชื่อว่าสวรรค์ เป็นสิ่งน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ย่อมได้ความรื่นเริงในสวรรค์นั้นเป็นนิตย์ คือย่อมได้สมบัติเป็นนิตย์ ได้แก่เทพชั้นจาตุมมหาราช ย่อมได้ทิพยสุข ทิพยสมบัติ ถึง ๙ ล้านปี เทพชั้นดาวดึงส์ย่อมได้ถึง ๓ โกฏิ ๖ ล้านปี.

จริงอยู่ เมื่อพระพุทธเจ้าแสดงสวรรค์สมบัติ พระโอษฐ์ไม่พอ (ที่จะตรัส).

สมจริงดังพระดำรัสที่พระองค์ตรัสไว้ มีอาทิว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราพึงแสดงสัคคกถาโดยอเนกปริยายแล.

พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงประเล้าประโลมด้วยกถาแสดงความยินดีพร้อมด้วยเหตุดังพรรณนามาอย่างนี้ จึงแสดงว่า แม้สวรรค์นี้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่ควรทำความยินดีด้วยอำนาจความพอใจในสวรรค์นั้น เปรียบเหมือนบุคคลประดับช้างแล้ว ยังตัดงวงของช้างนั้นอีก จึงทรงแสดงโทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย โดยนัยมีอาทิว่า กามทั้งหลายมีความอร่อยน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในสวรรค์นั้น มีโทษมากยิ่ง.

____________________________

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๒๑๑ เล่ม ๑๒/ข้อ ๒๗๔

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาทีนวํ แปลว่า โทษ.

บทว่า โอการํ ได้แก่ มีความเลวทรามเป็นสภาวะ. อธิบายว่า พวกคนไม่ประเสริฐพึงซ่องเสพ พวกคนประเสริฐไม่พึงซ่องเสพ จึงชื่อว่ามีความเลวทรามเป็นสภาวะ.

บทว่า สงฺกิเลสํ ความว่า เพราะกามเหล่านั้น สัตว์ทั้งหลายจึงมีความเศร้าหมองในสงสาร. เพราะเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึงกล่าวว่า ผู้เจริญ สัตว์ทั้งหลายจักเศร้าหมองหนอ.

____________________________

ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๕๓๐

ครั้นทรงให้กลัว ด้วยโทษแห่งกามอย่างนี้แล้ว จึงทรงประกาศอานิสงส์ในเนกขัมมะ คือแสดงพรรณนาคุณของบรรพชาและคุณในฌานเป็นต้น.

บทว่า กลฺยจิตฺตํ ในบทว่า กลฺยจิตฺตํ เป็นต้น ได้แก่จิตที่ควรแก่การงาน คือจิตเป็นที่ตั้งแห่งการงาน. อธิบายว่า เป็นจิตที่เหมาะแก่การงาน โดยเข้าถึงภาวะเป็นที่รองรับเทศนาที่ทรงประกาศไว้ในเบื้องต่ำและเทศนาเบื้องสูง เพราะปราศจากโทษแห่งจิต มีความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้น. เชื่อมความว่า ในคราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า สุปปพุทธกุฏฐินั้นมีจิตอ่อน เพราะปราศจากกิเลสมีทิฎฐิและมานะเป็นต้น มีจิตปราศจากนิวรณ์ เพราะปราศจากนิวรณ์ มีกามฉันทนิวรณ์เป็นต้น มีจิตเบิกบาน เพราะประกอบด้วยปิติและปราโมทย์อย่างยิ่งในสัมมาปฏิบัติ และมีจิตผ่องใส เพราะสมบูรณ์ด้วยศรัทธาในสัมมาปฏิบัตินั้น.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า กลฺยจิตฺตํ ได้แก่ จิตไม่มีโรค เพราะปราศจากกามฉันทนิวรณ์.

บทว่า มุทุจิตฺตํ ได้แก่ จิตไม่แข็งกระด้าง ด้วยอำนาจเมตตา เพราะปราศจากพยาบาท. บทว่า วินีวรณจิตฺตํ ได้แก่ จิตที่ไม่ถูกปิดกั้น เพราะไม่ฟุ้งซ่าน โดยปราศจากอุทธัจจะและกุกกุจจนิวรณ์. บทว่า อุทคฺคจิตฺตํ ได้แก่ จิตไม่หดหู่ ด้วยอำนาจประคองไว้ โดยปราศจากถีนมิทธนิวรณ์. บทว่า ปสนฺนจิตฺตํ ได้แก่ จิตที่น้อมไปในสัมมาปฏิบัติ โดยปราศจากวิจิกิจฉานิวรณ์.

ศัพท์ อถ แปลว่า ภายหลัง. บทว่า สามุกฺกํสิกา ได้แก่ เทศนาที่พระองค์ทรงแสดงเอง คือทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง ได้แก่ทรงเห็นเองด้วยพระสยัมภูญาณ อธิบายว่า ไม่ทั่วไป แก่ชนเหล่าอื่น.

ถามว่า ก็เทศนานั้น ชื่ออะไร?

ตอบว่า ชื่อว่า อริยสัจเทศนา. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล พระองค์จึงตรัสว่า ทุกขอริยสัจ สมุทัยอริยสัจ นิโรธอริยสัจ มรรคอริยสัจ. ก็ข้อนี้ เป็นการแสดงสัจจะโดยสรุป. เพราะฉะนั้น ในที่นี้ จึงควรแสดงอริยสัจ.

อริยสัจเหล่านั้น เมื่อว่าโดยอาการทั้งปวง คือโดยพิสดาร ท่านกล่าวไว้แล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรค เพราะเหตุนั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวไว้แล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั่นแล.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงการละกิเลส และการยังอริยมรรคให้เกิดขึ้นแก่สุปปพุทธะ ด้วยอำนาจอุปมา โดยคำมีอาทิว่า เสยฺยถาปิ ดังนี้. บทว่า อปคตกาฬกํ แปลว่า ปราศจากธรรมฝ่ายดำ. บทว่า สมฺมเทว แปลว่า ด้วยดีนั่นแล. บทว่า รชนํ ได้แก่ น้ำย้อมมีสีเขียว เหลือง แดง และหงสบาท เป็นต้น. บทว่า ปฏิคฺคณฺเหยฺย แปลว่า พึงรับ คือพึงเป็นผ้าที่ผ่องใส.

บทว่า ตสฺมึเยว อาสเน ได้แก่ ในที่นั่งนั้นนั่นเอง. ด้วยคำนี้ เป็นอันทรงแสดงถึงความที่สุปปพุทธกุฏฐินั้นมีความเห็นแจ้งได้เร็ว มีปัญญาเฉียบแหลม และเป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญาบุคคล.

บทว่า วิรชํ วีตมลํ ความว่า ชื่อว่าปราศจากธุลี เพราะไม่มีธุลีคือราคะเป็นต้น อันเป็นเหตุนำสัตว์ไปสู่อบาย ชื่อว่าปราศจากมลทิน เพราะปราศจากมลทิน คือทิฏฐิและวิจิกิจฉา ไม่มีส่วนเหลือ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าปราศจากธุลี เพราะไม่มีธุลีคือกิเลส อันโสดาปัตติมรรคพึงฆ่า ชื่อว่าปราศจากมลทิน เพราะปราศจากความเป็นผู้ทุศีล ๕ อย่าง.

บทว่า ธมฺมจกฺขุํ ท่านหมายถึงโสดาปัตติผล. เพื่อจะทรงแสดงอาการเกิดขึ้นแห่งธรรมจักษุนั้น จึงตรัสว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา. ก็ธรรมจักษุนั้น แม้ทำนิโรธให้เป็นอารมณ์แล้ว ก็แทงทะลุปรุโปร่งซึ่งสังขตธรรมด้วยอำนาจกิจนั้นแล เกิดขึ้น.

ในข้อนั้น มีการเทียบเคียงอุปมาดังต่อไปนี้

จิตพึงเห็นเหมือนผ้า. ภาวะที่จิตเศร้าหมองด้วยมลทินมีราคะเป็นต้น พึงเห็นเหมือนภาวะที่ผ้าเปื้อนด้วยมลทินที่จรมาฉะนั้น. อนุปุพพิกถาพึงเห็นเหมือนแผ่นกระดานสำหรับซัก. ศรัทธาพึงเห็นเหมือนน้ำ. การใช้น้ำคือศรัทธาชะโลมให้ชุ่ม แล้วใช้สติสมาธิและปัญญา ทำโทสะให้หย่อนลง แล้วปรารภความเพียร ชำระจิตให้สะอาด ด้วยวิธีมีสุตะเป็นต้น พึงเห็นเหมือนการเอาน้ำแช่ผ้าให้เปียก แล้วใช้น้ำด่างโคมัยขยำที่จุดดำ เพราะการประกอบนั้น. อริยมรรคพึงเห็นเหมือนน้ำย้อม. การชำระจิตที่ข่มกิเลสได้แล้วให้ผ่องแผ้วด้วยมรรค พึงเห็นเหมือนผ้าที่สะอาดผ่องใส ด้วยการซักย้อมนั้นฉะนั้น.

ก็สุปปพุทธะนั่งที่ท้ายบริษัท สดับพระธรรมเทศนา บรรลุโสดาปัตติผลอย่างนี้แล้ว มีความประสงค์จะกราบทูลถึงคุณที่ตนได้รับแด่พระศาสดา เมื่อไม่อาจหยั่งลงสู่ท่ามกลางบริษัทได้ ในเวลาที่มหาชนถวายบังคมพระศาสดา แล้วตามส่งเสด็จแล้วกลับ

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปยังพระวิหาร แม้ตนเองก็ได้ไปยังพระวิหารด้วย.

ขณะนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงทราบว่า สุปปพุทธกุฏฐินี้มีความประสงค์จะประกาศคุณที่ตนได้รับในพระศาสนาของพระศาสดาให้ปรากฏ คิดจักทดลองเธอ จึงเสด็จไปประทับอยู่ในอากาศ ได้ตรัสคำนี้ว่า สุปปพุทธะ เธอเป็นคนขัดสน เป็นคนกำพร้า เป็นคนยากไร้ เราจะให้ทรัพย์อันหาประมาณมิได้ แก่เธอ แต่เธอจงพูดว่า พระพุทธไม่ใช่พระพุทธ พระธรรมไม่ใช่พระธรรม พระสงฆ์ไม่ใช่พระสงฆ์ เราพอกันทีด้วยพระพุทธ เราพอกันทีด้วยพระธรรม เราพอกันทีด้วยพระสงฆ์.

ลำดับนั้น สุปปพุทธะจึงกล่าวกะท้าวสักกะนั้นว่า ท่านเป็นใคร?

ตอบว่า เราเป็นท้าวสักกเทวราช.

สุปปพุทธกุฏฐิกล่าวว่า ดูก่อนอันธพาล ผู้ไม่มียางอาย ท่านกล่าวคำที่ไม่ควรจะกล่าวอย่างนี้ ไม่สมควรพูดกับเราเลย อนึ่ง เพราะเหตุไร ท่านจึงพูดกับเราว่า เป็นคนเข็ญใจ ขัดสน กำพร้า เราเป็นโอรสบุตรของพระโลกนาถเจ้ามิใช่หรือ เราไม่ใช่คนเข็ญใจขัดสนกำพร้า ที่จริงแล เราได้รับความสุขด้วยความสุขอย่างยิ่ง มีทรัพย์มาก ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า

บุคคลใด ไม่เลือกว่าจะเป็นหญิงหรือชาย มี

ทรัพย์ ๗ อย่างคือ ทรัพย์คือศรัทธา ทรัพย์คือศีล

ทรัพย์คือหิริ ทรัพย์คือโอตตัปปะ ทรัพย์คือสุตะ

ทรัพย์คือจาคะ และทรัพย์คือปัญญา บัณฑิตเรียก

บุคคลนั้นว่าไม่เข็ญใจ และชีวิตของเขาไม่เปล่า.

ดังนั้น เรานั้น จึงชื่อว่ามีอริยทรัพย์ ๗ ประการนี้ เพราะบุคคลผู้มีอริยทรัพย์เหล่านี้ พระพุทธเจ้าหรือพระปัจเจกพุทธเจ้าไม่ตรัสเรียกว่า เป็นคนเข็ญใจ.

____________________________

องฺ. สตฺตก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๕

ท้าวสักกะทรงสดับถ้อยคำของเขาแล้ว จึงละเขาไว้ในระหว่างทางแล้ว เสด็จไปเฝ้าพระศาสดา กราบทูลคำและคำตอบทั้งหมดนั้นแด่พระศาสดา. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท้าวสักกะว่า ดูก่อนสักกะ เทพเช่นท่าน แม้ตั้งร้อย ตั้งพัน ก็ไม่อาจจะให้สุปปพุทธกุฏฐิกล่าวว่า พระพุทธไม่ใช่พระพุทธ พระธรรมไม่ใช่พระธรรม พระสงฆ์ไม่ใช่พระสงฆ์. แม้สุปปพุทธกุฏฐิแล ก็ไปเฝ้าพระศาสดา พระศาสดาทรงกระทำปฏิสันถารแล้ว จึงกราบทูลถึงคุณที่ตนได้รับ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถ โข สุปฺปพุทฺโธ กุฏฺฐี ทิฎฺฐธมฺโม ปตฺตธมฺโม ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิฎฺฐธมฺโม ความว่า ชื่อว่าผู้เห็นธรรม เพราะเห็นอริยสัจจธรรม. แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. บรรดาบทเหล่านั้น ธรรมศัพท์ ในบทว่า ทิฎฺฐธมฺโม นี้ บ่งถึงคำสามัญ ชื่อว่าทัสสนะ แม้อื่นไปจากญาณทัสสนะก็ยังมี เพราะเหตุนั้น ทัสสนะนั้น ท่านเรียกว่า ปตฺตธมฺโม เพื่อแสดงนิวัตตนะ (นิโรธสัจ).

ก็การบรรลุแม้อื่นจากญาณสมบัติก็ยังมี เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า วิทิตธมฺโม ผู้รู้แจ้งธรรม เพื่อให้แปลกไปจากญาณทัสสนะนั้น.

ก็ความเป็นผู้รู้แจ้งธรรมนี้นั้นจัดเป็นส่วนหนึ่งในธรรมทั้งหลาย เพราะฉะนั้น เพื่อจะแสดงความเป็นผู้รู้แจ้งธรรมนั้นโดยทุกส่วน ท่านจึงกล่าวว่า ปริโยคาฬฺหธมฺโม ผู้หยั่งถึงธรรม. เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงทรงแสดงเฉพาะการตรัสรู้สัจจะตามที่กล่าวแล้วแก่เขา.

จริงอยู่ มรรคญาณให้สำเร็จปริญญากิจเป็นต้น ด้วยอำนาจการตรัสรู้ครั้งเดียว ชื่อว่าหยั่งลงสู่ไญยธรรมโดยทุกส่วน รอบด้าน ไม่ใช่ญาณอื่นนอกจากมรรคญาณนั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทิฎฺโฐ อริยสจฺจธมฺโม เอเตนาติ ทิฏฐธมฺโม ดังนี้เป็นต้น. เพราะเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า ติณฺณวิจิกิจฺโฉ ผู้ข้ามความสงสัยได้แล้ว ดังนี้.

ในธรรมเหล่านั้น ผู้ชื่อว่าข้ามความสงสัยได้แล้ว เพราะข้ามความสงสัยมีวัตถุ ๑๖ ประการ และมีวัตถุ ๘ ประการ ซึ่งเป็นเสมือนหนทางกันดารที่มีภัย. ในบรรดาธรรมมีปวัตติ (ทุกขสัจ) เป็นต้น จากธรรมนั้นนั่นแล.

ชื่อว่าผู้ปราศจากความเคลือบแคลง เพราะปราศจาก คือตัดขาดความเคลือบแคลงที่เป็นไปอย่างนี้ว่า เราได้เป็นอย่างนี้หรือไม่หนอ.

ชื่อว่าถึงความแกล้วกล้า เพราะถึงความแกล้วกล้า คือภาวะแห่งผู้องอาจ ได้แก่ความเป็นผู้เชี่ยวชาญ เพราะละบาปธรรมที่ทำความไม่แกล้วกล้า และเพราะตั้งอยู่ด้วยดีในคุณมีศีลเป็นต้น อันเป็นข้าศึกต่อบาปธรรมนั้น.

ชื่อว่าไม่ต้องมีคนอื่นสนับสนุนในศาสนาของพระศาสดา เพราะไม่มีคนอื่นสนับสนุน คือไม่ได้ประพฤติในศาสนานี้ โดยเชื่อต่อผู้อื่น.

ในคำว่า อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

อภิกฺกนฺต ศัพท์นี้ ปรากฏในอรรถหลายอย่าง มีอรรถว่า สิ้นไป ดี งาม และอนุโมทนายิ่ง เป็นต้น แม้โดยแท้ ถึงอย่างนั้น ในที่นี้พึงเห็น อภิกฺกนฺตศัพท์ ใช้ในอรรถว่า อนุโมทนายิ่ง. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล อภิกกันตศัพท์นั้น ท่านจึงกล่าวไว้ถึง ๒ ครั้ง คือ ด้วยความเลื่อมใส ๑ ด้วยความสรรเสริญ ๑ อธิบายว่า ดีละ ดีละ พระเจ้าข้า.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อภิกฺกนฺตํ แปลว่า น่าใคร่ น่าปรารถนา น่าชอบใจยิ่ง อธิบายว่า ดียิ่ง.

ใน ๒ ศัพท์นั้น สุปปพุทธกุฏฐิชมเชยเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยอภิกกันตศัพท์ ศัพท์หนึ่ง ชมเชยความเลื่อมใสของตน ด้วยอภิกกันตศัพท์ อีกศัพท์หนึ่ง.

จริงอยู่ ในข้อนั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้

พระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า แจ่มแจ้งนัก พระเจ้าข้า ความเลื่อมใสของข้าพระองค์ เพราะอาศัยพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า แจ่มแจ้งนัก พระเจ้าข้า.

อีกอย่างหนึ่ง สุปปพุทธกุฏฐิกล่าว ๒ บทชมเชยพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้นว่า แจ่มแจ้งนักโดยให้โทสะพินาศไป แจ่มแจ้งนักโดยบรรลุคุณ แจ่มแจ้งนักโดยนำมาซึ่งศรัทธา โดยให้เกิดปัญญา โดยพร้อมด้วยอรรถ โดยพร้อมด้วยพยัญชนะ โดยบทอันง่าย โดยอรรถอันลึกซึ้ง โดยสบายหู โดยจับใจ โดยไม่ยกตน โดยไม่ข่มผู้อื่น โดยความเยือกเย็นเพราะพระกรุณา โดยความผ่องแผ้วแห่งปัญญา โดยประสบอารมณ์ โดยทนต่อการย่ำยี โดยเป็นความสุขแก่ผู้ฟัง โดยเป็นประโยชน์แก่ผู้ใคร่ครวญ.

ต่อแต่นั้น จึงชมเชยเฉพาะเทศนาด้วยอุปมา ๔ ข้อ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิกฺกุชฺชิตํ ได้แก่ วางคว่ำไว้ หรือเอาปากไว้ล่าง.

บทว่า อุกฺกุชฺเชยฺย ได้แก่ พึงหงายขึ้น.

บทว่า ปฏิจฺฉนฺนํ ได้แก่ ปิดไว้ด้วยหญ้าและใบไม้เป็นต้น.

บทว่า วิวเรยฺย แปลว่า พึงเปิด.

บทว่า มุฬฺหสฺส ได้แก่ ผู้หลงทิศ.

บทว่า มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย ความว่า พึงจับมือแล้ว ชี้ทางว่า นั่นทาง.

บทว่า อนฺธกาเร ได้แก่ ในที่มืดประกอบด้วยองค์ ๔ นี้เป็นอรรถเฉพาะบทก่อน.

ส่วนการประกอบอธิบาย มีดังต่อไปนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อให้เราผู้เบือนหน้าจากพระสัทธรรม ตกอยู่ในอสัทธรรมแล้วให้ออกจากอสัทธรรม เหมือนใครๆ พึงหงายภาชนะที่คว่ำไว้ฉะนั้น ทรงเปิดเผยพระศาสนาที่รกชัฏคือมิจฉาทิฏฐิปิดบังไว้ ตั้งแต่พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ อันตรธานไป เหมือนบุคคลเปิดภาชนะที่ปิดบังไว้ ฉะนั้น ทรงกระทำให้แจ้งซึ่งทางสวรรค์และนิพพานแก่เราผู้ดำเนินไปในทางชั่วทางผิด เหมือนบุคคลบอกทางแก่คนหลงทางฉะนั้น เมื่อเราจมอยู่ในความมืด คือโมหะ ไม่เห็นรูปรัตนะมีพุทธรัตนะเป็นต้น จึงทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เพราะประกาศโดยนัยต่างๆ โดยทรงไว้ซึ่งความโชติช่วงแห่งเทศนาอันกำจัดมืดคือโมหะ ซึ่งเป็นตัวปกปิดรัตนะมีพุทธรัตนะเป็นต้นไว้ เหมือนบุคคลตามประทีปไว้ในที่มืดฉะนั้น.

ครั้นชมเชยเทศนาอย่างนี้แล้ว มีจิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัยด้วยเทศนานั้น เมื่อจะทำอาการเลื่อมใส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เอสาหํ ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอสาหํ ตัดเป็น เอโส อหํ.

บทว่า ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉามิ ความว่า ข้าพระองค์ขอถึง ขอคบ ขอรู้ หรือว่า ขอหยั่งรู้ พระผู้มีพระภาคเจ้า โดยความประสงค์นี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นสรณะ เป็นที่ยึดหน่วงในเบื้องหน้า เป็นที่กำจัดทุกข์ เป็นที่ทรงไว้ซึ่งประโยชน์เกื้อกูล ของข้าพระองค์.

จริงอยู่ คติ เป็นอรรถของธาตุเหล่าใด ถึงพุทธิ ก็เป็นอรรถของธาตุเหล่านั้น.

บทว่า ธมฺมํ ความว่า ชื่อว่าธรรม เพราะทรงไว้ซึ่งผู้บรรลุมรรค ผู้กระทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ ผู้ปฏิบัติตามที่ทรงพร่ำสอน ไม่ให้ตกไปในอบาย ๔.

พระธรรมนั้น โดยอรรถก็คือ อริยมรรคและพระนิพพานนั่นเอง.

สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายที่เป็นสังขตะ มีประมาณเพียงใด อริยมรรคมีองค์ ๘ เราตถาคตกล่าวว่าเลิศกว่าสังขตธรรมเหล่านั้น.

และว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายที่เป็นสังขตะก็ดี อสังขตะก็ดี มีประมาณเพียงใด วิราคธรรม เราตถาคตกล่าวว่า เลิศ กว่าสังขตธรรม หรือ อสังขตธรรมเหล่านั้น.

ไม่ใช่เพียงอริยมรรค และพระนิพพานอย่างเดียวเท่านั้น ที่ตถาคตกล่าวว่าเลิศ ถึงแม้พระปริยัติธรรมพร้อมด้วยอริยผล เราตถาคตก็กล่าวว่าเลิศเหมือนกัน.

สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า

เธอจงเข้าถึงธรรมนี้ อันเป็นที่สำรอกราคะ ไม่เอนเอียง

ไม่เศร้าโศก ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ไม่น่ารังเกียจ ไพเราะช่ำชอง

ที่จำแนกไว้ดีแล้ว เพื่อเป็นที่พึ่ง.

____________________________

องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๓๔

ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๗๐

ขุ. วิมาน. เล่ม ๒๖/ข้อ ๕๓

จริงอยู่ ในพระคาถานี้ มรรคตรัสว่า เป็นธรรมเครื่องสำรอกราคะ. บทว่า อเนชมโสกํ ได้แก่ อริยผล. บทว่า อสงฺขตํ ได้แก่ พระนิพพาน. ด้วยคำว่า อปฺปฏิกูลํ มธุรมิมํ ปคุณํ สุวิภตฺตํ นี้ ทรงพระประสงค์ถึงพระปริยัติธรรม. บทว่า ภิกฺขุสงฺฆํ ได้แก่ หมู่พระอริยบุคคล ๘ ผู้ทัดเทียมกัน โดยความเสมอกัน ด้วยทิฏฐิและศีล. ด้วยลำดับคำเพียงเท่านี้ สุปปพุทธะได้ประกาศถึงไตรสรณคมน์.

บทว่า อชฺชตคฺเค ในคำว่า อุปาสกํ มํ ภควา ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณํ คตํ นี้ แปลว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป. บาลีว่า อชฺชทคฺเค ดังนี้ก็มี. ท อักษรในบทว่า อชฺชทคฺเค นี้ ทำการเชื่อมบท ความว่า อชฺช อคฺเค อชฺช อาทึ กตฺวา แปลว่า ในที่สุดวันนี้ คือตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.

บทว่า ปาณุเปตํ ได้แก่ ประกอบด้วยลมปราณ อธิบายว่า ชีวิตของข้าพระองค์ยังเป็นไปอยู่ตราบใด ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงจำ คือจงทรงทราบข้าพระองค์ว่า ผู้เข้าถึง คือผู้ถึงสรณะด้วยไตรสรณคมน์อันไม่ทั่วไปแก่ศาสดาอื่น ผู้ชื่อว่าเป็นอุบาสก คือเป็นกัปปิยการก เพราะเข้าถึงพระรัตนตรัยตราบนั้น. ก็การถึงสรณคมน์ของสุปปพุทธะนี้สำเร็จแล้ว ด้วยการบรรลุอริยมรรคนั้นแล แต่เมื่อจะทำอัธยาศัย (ของตน) ให้แจ่มแจ้ง จึงได้กราบทูลอย่างนั้น.

บทว่า ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา ความว่า ครั้นมีในบันเทิงพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เมื่อจะประกาศว่าตนบันเทิงพระดำรัสนั้นนั่นแล จึงอนุโมทนาด้วยวาจาโดยนัยดังกล่าวไว้แล้ว.

บทว่า อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามิ ความว่า ครั้นถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้วกระทำทักษิณ ๓ รอบ มีจิตน้อมไปในคุณของพระศาสดา พลางเพ่งดูประคองอัญชลี น้อมนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นแล จนลับสายตาจึงหลีกไป.

ก็สุปปพุทธะผู้หลีกไป ซึ่งมีมือเท้าและนิ้วด้วน เพราะถูกโรคเรื้อนครอบงำ มีตัวเปื้อนคูถ มีของไม่สะอาดไหลออกรอบตัว ถูกฝีบีบคั้น ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียดยิ่งนัก ถึงความเป็นผู้น่าสงสารอย่างยิ่ง ถูกแม่โคลูกอ่อน ซึ่งถูกบาปกรรมอันเข้าไปตัดรอนให้เป็นไปพร้อมเพื่อมีอายุน้อย ที่ตนสั่งสมกระทำไว้ตักเตือนอยู่ พอเมื่อบุญกรรมอันให้เป็นไปพร้อมเพื่อสวรรค์ได้โอกาส เหมือนความมุ่งหมายที่เกิดขึ้นว่า กายนี้ไม่สมควร เพื่อเป็นที่รองรับอริยธรรมอันประณีตยิ่งนัก ซึ่งสงบอย่างแท้จริงนี้ ดังนี้ จึงขวิดให้ล้มลงตายไป. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ครั้งนั้นแล แม่โคลูกอ่อนชนสุปปพุทธกุฏฐิผู้หลีกไปไม่นานให้ล้มลง ปลงเสียจากชีวิตดังนี้เป็นต้น.

เล่ากันมาว่า ในอดีตกาล สุปปพุทธกุฏฐินั้นเป็นบุตรเศรษฐีคนหนึ่ง กำลังเล่นกับบุตรเศรษฐี ๓ คนผู้เป็นสหายของตน นำหญิงแพศยางามเมืองคนหนึ่งไปสู่อุทยาน เสวยสมบัติตลอดวัน เมื่อพระอาทิตย์ลับไปได้กล่าวคำนี้กะสหายทั้งหลายว่า ทองคำเป็นจำนวนมากมีถึงพันกหาปณะและเครื่องประดับมีค่ามาก มีอยู่ในมือของหญิงคนนี้ ในที่นี้ไม่มีใครอื่นและก็ค่ำแล้ว เอาเถอะ พวกเราจะช่วยกันฆ่าหญิงนี้เสียให้ตายแล้ว ถือเอาทรัพย์ทั้งหมดไป.

คนทั้ง ๔ นั้น มีอัธยาศัยเป็นอันเดียวกัน จึงเข้าไปเพื่อจะฆ่าหญิงนั้น.

หญิงคนนั้นเมื่อถูกพวกเขาจะฆ่า จึงตั้งความปรารถนาว่า คนพวกนี้ไม่มียางอาย ไร้ความกรุณา ทำสันถวะด้วยอำนาจกิเลสกับเราแล้ว ยังจะฆ่าเราผู้ไม่มีความผิด เพราะความโลภในทรัพย์อย่างเดียว คนพวกนี้ฆ่าเราครั้งเดียวก่อน ส่วนเราขอให้ได้เกิดเป็นยักษิณี ก็สามารถเพื่อจะฆ่าคนพวกนี้ได้หลายครั้ง ดังนี้แล้วจึงตายไป.

ได้ยินว่า ในคนเหล่านั้น คนหนึ่งได้เป็นกุลบุตรชื่อว่าปุกกุสาติ คนหนึ่งเป็นพาหิยทารุจีริยะ คนหนึ่งเป็นเพชฌฆาตเคราแดง และคนหนึ่งเป็นสุปปพุทธกุฏฐิ ในหลายร้อยอัตภาพของคนทั้ง ๔ ดังว่ามานี้ นางเกิดเป็นแม่โคในกำเนิดยักษ์ ปลงชีวิต (ของคนเหล่านั้น).

ก็ด้วยวิบากของกรรมนั้น คนเหล่านั้นจึงถึงความตายในระหว่างอัตภาพนั้นๆ. สุปปพุทธกุฏฐิตายโดยฉับพลัน ด้วยอาการอย่างนี้. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถ โข อจิรปกฺกนฺตํ ฯเปฯ โวโรเปสิ ดังนี้เป็นต้น.

ครั้งนั้นแล ภิกษุหลายรูปกราบทูลการทำกาละของสุปปพุทธกุฏฐิแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึงทูลถามถึงภพเบื้องหน้า (ของเขา). พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสพยากรณ์แล้ว. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถ โข สมฺพหุลา ภิกฺขู เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติณฺณํ สํโยชนานํ ปริกฺขยา ความว่า เพราะการละโดยสมุจเฉทเด็ดขาดซึ่งเครื่องผูกในภพสามนี้ คือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส.

บทว่า โสตาปนฺโน ได้แก่ ผู้บรรลุอริยมรรค กล่าวคือกระแสครั้งแรก.

สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า อาวุโส สารีบุตร ท่านกล่าวว่า โสโต โสโต นี้ อาวุโส โสตะ เป็นไฉนหนอแล คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ ชื่อว่าโสตะ ดังนี้เป็นต้น.

____________________________

สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๑๔๓๐

บทว่า อวินิปาตธมฺโม แปลว่า ไม่มีการตกต่ำเป็นธรรมดา. ชื่อว่าผู้มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เพราะท่านไม่มีความตกต่ำไปเป็นธรรมดา. อธิบายว่า ไม่มีการตกไปด้วยอำนาจการเกิดในอบาย ๔ เป็นสภาวะ. บทว่า นิยโต ได้แก่ แน่นอนโดยธรรมนิยาม คือโดยการกำหนดแน่นอน. บทว่า สมฺโพธิปรายโน ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้ที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า เพราะการตรัสรู้ กล่าวคือมรรคสามเบื้องสูง พึงเป็นที่ไป เป็นคติ เป็นที่พึ่งอาศัยในเบื้องหน้า คืออันตนจะพึงบรรลุแน่แท้. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงแสดงเนื้อความนี้ไว้ว่า เมื่อมีคำถามว่า คติของเขาเป็นอย่างไร ภพหน้าของเขาเป็นอย่างไร ก็ตรัสว่า คติของสุปปพุทธะเจริญแล ไม่เสื่อม. แต่คติไม่สมบูรณ์ เพราะกรรมนั้น. ก็พระองค์ผู้เป็นพระธรรมราชา ทรงมีพระประสงค์จะประกาศความนั้น อันเนื่องด้วยความสืบต่อแห่งคำถาม จึงได้ภาษิตความไว้เพียงเท่านี้แล.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นว่า เมื่อเรากล่าวคำเพียงเท่านี้ บรรดาผู้มีสติรอบคอบเหล่านี้เท่านั้น ภิกษุรูปหนึ่งผู้ฉลาดในอนุสนธิ จักถามถึงเหตุว่า สุปปพุทธะเป็นโรคเรื้อน เป็นคนเข็ญใจ และเป็นคนกำพร้า เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจักประกาศเหตุข้อนั้นของสุปปพุทธะ ด้วยความสืบต่อแห่งคำถามนั้นแล้วจบเทศนาลง.

ด้วยเหตุนั้นนั่นแล พระองค์จึงตรัสว่า เอวํ วุตฺเต อญฺญตโร ภิกฺขุ ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เหตุ ได้แก่ เหตุที่ไม่ทั่วไป. ส่วนเหตุที่ทั่วไป ได้แก่ปัจจัยแล. เหตุทั้งสองอย่างนั้นมีความแปลกกัน ดังนี้.

บทว่า เยน ได้แก่ ด้วยเหตุและด้วยปัจจัยใด. บทว่า ภูตปุพฺพํ ได้แก่ เหตุที่เคยเกิดแล้ว. เพื่อจะแสดงความที่เหตุเกิดในอดีตกาล ท่านจึงกล่าว คำว่า สุปฺปพุทฺโธ ดังนี้เป็นต้น.

ถามว่า ก็เหตุเกิดขึ้นในกาลไหน?

ข้าพเจ้าจะเฉลย.

เล่ากันมาว่า ในอดีตกาล เมื่อพระตถาคตยังไม่เสด็จอุบัติ กุลธิดาคนหนึ่งในบ้านแห่งหนึ่ง รักษานารอบกรุงพาราณสี. นางเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่ง มีจิตเลื่อมใส จึงถวายดอกปทุมดอกหนึ่ง พร้อมด้วยข้าวตอก ๕๐๐ แด่พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นแล้ว ตั้งปรารถนาได้บุตร ๕๐๐ คน. ก็ในขณะนั้นนั่นเอง พรานเนื้อ ๕๐๐ คนก็ถวายเนื้อมีรสอร่อยแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ตั้งความปรารถนาว่า ขอพวกเราพึงเป็นลูกของนาง และว่า ขอพวกเราพึงได้คุณวิเศษที่ท่านได้รับแล้ว.

นางดำรงอยู่จนชั่วอายุแล้วบังเกิดในเทวโลก จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว บังเกิดในกลีบปทุม ในสระที่เกิดขึ้นเองแห่งหนึ่ง.

ดาบสตนหนึ่งพบนางเข้าจึงเลี้ยงดู. เมื่อนางเที่ยวไป ดอกปทุมทั้งหลายก็ผุดขึ้นจากพื้นดินทุกๆ ย่างเท้า. พรานไพรคนหนึ่งเห็นเข้า จึงกราบทูลแด่พระเจ้าพาราณสี. พระราชาทรงรับสั่งให้นำนางมาแล้ว ตั้งให้เป็นอัครมเหสี. นางตั้งครรภ์แล้ว. มหาปทุมกุมารอยู่ในท้องของนาง. ส่วนพระกุมารที่เหลือ อาศัยมลทินครรภ์บังเกิด.

พระกุมารเหล่านั้นเจริญวัยแล้ว พากันเล่นในสระปทุมในพระราชอุทยาน นั่งในดอกปทุมคนละดอก มีญาณแก่กล้าเริ่มตั้งความสิ้นไปและเสื่อมไปในสังขารทั้งหลาย แล้วบรรลุปัจเจกโพธิญาณ. พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นได้มีคาถาพยากรณ์ว่า

ท่านจงดูใบและกลีบ ของดอกปทุมที่เกิดขึ้นในสระ

บานเต็มที่แล้ว ก็เกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่ภมร โดยเป็นของ

ไม่เที่ยง พอเห็นความไม่เที่ยงนั้นแล้ว พึงเป็นผู้เดียวเที่ยว

ไปดังนอแรดเถิด.

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านามว่า ตครสิขี ผู้อยู่ในภายในพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ รูปเหล่านั้น ผู้บรรลุปัจเจกโพธิญาณอย่างนั้น เข้านิโรธสมาบัติตลอด ๗ วัน ที่เงื้อมนันทมูลกะ ณ คันธมาทนบรรพต ล่วงไป ๗ วัน จึงออกจากนิโรธ เหาะมาลงที่อิสิคิลิบรรพต ในเวลาเช้า ครองผ้าแล้วถือบาตรและจีวรแล้ว เข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์.

ก็ในสมัยนั้น ในกรุงราชคฤห์ มีบุตรเศรษฐีคนหนึ่ง พร้อมด้วยบริวารหมู่ใหญ่ ออกจากพระนคร เพื่อกรีฑาในอุทยาน พบพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าตครสิขี. คิดว่า ใครนี่ หัวโล้น ครองผ้ากาสาวะ จักเป็นคนโรคเรื้อน เอาผ้าของคนโรคเรื้อนคลุมร่างกายไปอย่างนั้นแล ดังนี้แล้วจึงถ่มน้ำลาย หลีกไปทางเบื้องซ้าย ซึ่งท่านหมายกล่าวไว้ว่า สุปฺปพุทฺโธ กุฏฺฐี อิมสฺมึเยว ราชคเห ฯเปฯ ปกฺกามิ ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กฺวายํ ตัดเป็น โก อยํ (คือ) เรากล่าวโดยการขู่. บาลีว่า โกวายํ ดังนี้ก็มี. ด้วยบทว่า กุฏฺฐิ เขากล่าวถึงท่านผู้ไม่เป็นโรคเรื้อน ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่นั้นแล ว่าเป็นโรคเรื้อน ให้ถึงอักโกสวัตถุ. บทว่า กุฏฺฐิจีวเรน แปลว่า ด้วยจีวรของคนโรคเรื้อน. ท่านแสดงว่า ก็แม้พระปัจเจกพุทธเจ้านี้ก็เหมือนคนโรคเรื้อน โดยมากที่ถือเอาผ้าอย่างใดอย่างหนึ่งมานุ่งห่ม เพื่อป้องกันเหลือบยุงเป็นต้น และเพื่อป้องกันโรค. อีกอย่างหนึ่ง เพราะเหตุที่ท่านทรงผ้าบังสุกุลจีวร เขาจึงดูหมิ่นว่า เป็นเหมือนร่างของคนขี้เรื้อน เพราะผ้าปะมีสีหลายอย่าง จึงกล่าวว่า กุฏฺฐิจีวเรน ดังนี้.

บทว่า นิฏฺฐุหิตฺวา ได้แก่ ถ่มน้ำลาย. บทว่า อปพฺยามโต กริตฺวา ความว่า บัณฑิตทั้งหลายเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เช่นนั้น ไหว้แล้วกระทำประทักษิณ แต่บุรุษโรคเรื้อนนี้เดินไปทางซ้ายพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น คือให้ท่านอยู่ด้านซ้ายมือตนเดินไปด้วยความดูหมิ่น เพราะความที่ตนไม่เป็นวิญญูชน. ปาฐะว่า อปวามโต ดังนี้ก็มี. บทว่า ตสฺส กมฺมสฺส ได้แก่ กรรมชั่วที่เป็นไปด้วยการดูหมิ่นพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าตครสิขี ว่าใครนี้เป็นโรคเรื้อน แล้วจึงถ่มน้ำลายหลีกไปทางซ้าย. บทว่า นิรเย ปจิตฺถ ได้แก่ เขาถูกไฟนรกไหม้. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ปจิตฺวา นิรยคฺคินา ดังนี้ก็มี.

บทว่า ตสฺเสว กมฺมสฺส วิปากวเสเสน ได้แก่ เขาถือปฏิสนธิในนรกด้วยกรรมใด กรรมนั้นย่อมไม่ให้ผลในมนุษยโลก อนึ่ง เวทนาของเขาอันเป็นไปในขณะต่างกัน เป็นไปด้วยอำนาจการปฏิบัติผิดในพระปัจเจกพุทธเจ้า ในเวลานั้น เป็นกรรมอำนวยผลในภพต่อๆ ไป เมื่อวิบากกรรมให้ปฏิสนธิเป็นไตรเหตุ ในพวกมนุษย์เพราะบุญกรรมอันเป็นตัวอำนวยผลในภพอื่นๆ นั้นแล แต่ให้ถึงความเป็นโรคเรื้อน เป็นคนเข็ญใจ และเป็นคนน่าสงสารยิ่งนัก ในปวัตติกาล. ซึ่งท่านหมายกล่าวไว้ว่า ด้วยเศษของวิบากกรรมนั้นนั่นเอง ด้วยอำนาจความเป็นกรรมมีส่วนเสมอกัน.

จริงอยู่ การบัญญัติกรรมนั้น ปรากฏแล้วในโลกแม้เช่นนี้ เหมือนการบัญญัตินั่นแลว่า สิ่งที่มีรสขมเท่านั้นเป็นโอสถ.

ครั้นทรงแก้ปัญหาที่ภิกษุนั้นทูลถามว่า เหตุอะไรหนอ พระเจ้าข้าดังนี้ด้วยลำดับคำเพียงเท่านี้ บัดนี้เพื่อจะแก้ปัญหาที่ภิกษุทั้งหลายถามในกาลก่อนว่า ท่านมีคติเป็นอย่างไร ภพเบื้องหน้าของท่านเป็นอย่างไร จึงตรัสคำมีอาทิว่า โส ตถาคตปฺปเวทิตํ ธมฺมวินยํ ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตถาคตปฺปเวทิตํ ความว่า ชื่อว่า ตถาคตปฺปเวทิตํ เพราะพระตถาคต คือพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว ตรัสแล้ว ทรงประกาศแล้ว. บทว่า อาคมฺม ได้แก่ บรรลุ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อาคมฺม เพราะอาศัยแล้วจึงรู้. ปาฐะว่า ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย ดังนี้ก็มี.

บทว่า สทฺธํ สมาทิยิ ความว่า เขาถือเอาโดยชอบซึ่งศรัทธาทั้ง ๒ อย่าง

คือ ศรัทธาที่เป็นส่วนบุรพภาค อันเป็นที่อาศัยแห่งพระรัตนตรัยว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้โดยชอบและด้วยพระองค์เอง ๑

พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ๑

พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ปฏิบัติดีแล้ว ๑

และศรัทธาที่เป็นโลกุตระ.

อธิบายว่า ถือเอาจนสิ้นภพโดยที่ไม่ต้องถือเอาอีก คือทำให้เกิดขึ้นในจิตสันดานของตน แม้ในบทมีอาทิว่า สีลํ สมาทิยิ ก็นัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า สีลํ ได้แก่ ศีลที่สัมปยุตด้วยมรรคจิตและที่สัมปยุตด้วยผลจิต พร้อมด้วยศีลอันเป็นส่วนเบื้องต้น.

บทว่า สุตํ ได้แก่ สุตะทั้ง ๒ อย่าง คือ ความเป็นผู้มีปริยัติธรรมอันสดับแล้วมาก ๑ ความเป็นผู้มีปฏิเวธอันสดับแล้วมาก ๑.

จริงอยู่ แม้ปริยัติธรรมมีประการตามที่สาวกทั้งหลายได้แล้ว ด้วยการแทงตลอดสัจจะในเวลาสดับธรรม เธอก็ได้สดับแล้ว ทรงจำแล้ว ได้สั่งสมแล้ว ได้เพ่งด้วยใจแล้ว และได้แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ.

บทว่า จาคํ ได้แก่ จาคะ กล่าวคือการปล่อยวางอภิสังขาร คือกิเลส อันปฐมมรรค (โสดาปัตติมรรค) พึงฆ่า อันเป็นเหตุให้พระอริยสาวกทั้งหลาย เป็นผู้สละเด็ดขาดในไทยธรรม มีมือสะอาด ยินดีในการเสียสละ.

บทว่า ปญฺญํ ได้แก่ ปัญญาอันสัมปยุตด้วยมรรคจิต และปัญญาอันสัมปยุตด้วยผลจิต พร้อมด้วยวิปัสสนาปัญญา.

บทว่า กายสฺสส เภทา ได้แก่ เพราะละขันธ์ที่มีใจครอง. บทว่า ปรมฺมรณา ได้แก่ แต่การถือเอาขันธ์อันบังเกิดเฉพาะในขณะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า กายสฺส เภทา ได้แก่ เพราะชีวิตินทรีย์ขาดไป. บทว่า ปรมฺมรณา ได้แก่ เบื้องหน้าแต่จุติจิต.

แม้ด้วยบททั้ง ๓ คือ สุคตึ สคฺคํ โลกํ ท่านกล่าวถึงเทวโลกเท่านั้น.

จริงอยู่ เทวโลกนั้น ชื่อว่าสุคติ เพราะเป็นคติดี เหตุงดงามด้วยสมบัติทั้งหลาย. ชื่อว่าสัคคะ เพราะ เลิศด้วยดีด้วยอารมณ์ทั้งหลายมีรูปารมณ์เป็นต้น อีกอย่างหนึ่ง เรียกว่าโลก เพราะเห็นแต่ความสุขตลอดทุกกาล หรือเรียกว่าโลก เพราะผุพัง.

บทว่า อุปปนฺโน ได้แก่ เข้าถึงโดยถือปฏิสนธิ. บทว่า สหพฺยตํ ได้แก่ ความเป็นสหาย. แต่อรรถแห่งคำมีดังนี้ว่า ชื่อว่าสหัพยะ เพราะอรรถว่าไปคือเป็นไป ได้แก่อยู่ร่วมกัน คือสหัฏฐายี ยืนร่วมกัน หรือสหวาสี อยู่ร่วมกัน. ภาวะแห่งสหัพยะ ชื่อว่า สหัพยตา.

บทว่า อติโรจติ ได้แก่ ชื่อว่ารุ่งโรจน์ เพราะล่วง หรือว่าไพโรจน์ เพราะครอบงำ. บทว่า วณฺเณน ได้แก่ สมบูรณ์ด้วยรูป. บทว่า ยสสา แปลว่า ด้วยบริวาร.

จริงอยู่ เขาทอดทิ้งร่างกายมีประการดังกล่าวไว้ในโลกนี้ แล้วได้อัตภาพทิพย์ตามที่กล่าวแล้ว พร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก โดยชั่วขณะจิตเดียวเหมือนบุคคลทิ้งภาชนะดินที่เปื้อนของไม่สะอาด ทั้งชำรุด แล้วถือเอาภาชนะทองชมพูนุทอันบริสุทธิ์วิจิตรด้วยรัตนะหลากหลายหุ้มด้วยข่ายรัศมีอันประภัสสร.

บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบโดยประการทั้งปวง ซึ่งโทษในการไม่งดเว้นบาปและอานิสงส์ในการงดเว้นบาปนี้ จึงทรงเปล่งอุทานนี้ อันประกาศซึ่งความนั้น.

อุทานนั้น มีความสังเขปดังต่อไปนี้ บุรุษผู้มีจักษุ เมื่อความพยายามคือความเพียรทางกายมีอยู่ คือเป็นไปอยู่ในร่างกาย ย่อมเว้นที่ไม่สม่ำเสมอมีเหวเป็นต้น หรือรูปที่ไม่สม่ำเสมอมีรูปช้าง รูปม้า รูปงู รูปไก่ และรูปโคเป็นต้น เพราะมีความดุร้ายเป็นสภาวะ ฉันใด บัณฑิต คือบุรุษผู้มีปัญญาในชีวโลก คือในสัตวโลกนี้ ก็ฉันนั้น เมื่อรู้ประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน เพราะความเป็นผู้มีปัญญานั้น พึงเว้นบาปทั้งหลาย คือทุจริตลามก

อธิบายว่า ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่พึงถึงโดยประการที่สุปปพุทธะนี้ ไม่เว้นบาปในพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่า ตครสิขี แล้วถึงความวอดวายอย่างใหญ่หลวง.

อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า สุปปพุทธกุฏฐิอาศัยธรรมเทศนาของเรา บัดนี้ ถึงความสังเวชเว้นบาปทั้งหลาย บรรลุคุณวิเศษอย่างยิ่งฉันใด แม้คนอื่นก็ฉันนั้น เมื่อต้องการบรรลุคุณวิเศษอย่างยิ่ง ก็พึงเว้นบาปเสีย.

จบอรรถกถาสุปปพุทธกุฏฐิสูตรที่ ๓ -------------------------------------

所用版本与授权

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร