This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 ·

เล่ม ๒๕

本册其他条目

ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ สรณคมน์ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ สิกขาบท ๑๐ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ อาการ ๓๒ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ สามเณรปัญหาในขุททกปาฐะขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ มงคลสูตรในขุททกปาฐะขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ รัตนสูตรในขุททกปาฐะขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ติโรกุฑฑกัณฑ์ในขุททกปาฐะขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ นิธิกัณฑ์ในขุททกปาฐะขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ กรณียเมตตสูตรในขุททกปาฐะสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ยมกวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท อัปปมาทวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท จิตตวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปุปผวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พาลวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปัณฑิตวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท อรหันตวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท สหัสสวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปาปวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ทัณฑวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ชราวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท อัตตวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท โลกวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พุทธวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท สุขวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปิยวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท โกธวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท มลวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ธัมมัฏฐวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท มรรควรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปกิณณกวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท นิรยวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท นาควรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ตัณหาวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ภิกขุวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พราหมณวรรคขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ โพธิสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ โพธิสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ โพธิสูตรที่ ๓ขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ อชปาลนิโครธสูตรขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ เถรสูตรขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ มหากัสสปสูตรขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ ปาวาสูตรขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ สังคามชิสูตรขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ ชฎิลสูตรขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ พาหิยสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ มุจจลินทสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ ราชสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ ทัณฑสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ สักการสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ อุปาสกสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ คัพภินีสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ เอกปุตตสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ สุปปวาสาสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ วิสาขาสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ กาฬิโคธาภัททิยสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ กรรมสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ นันทสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ ยโสชสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ สารีปุตตสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ โกลิตสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ ปิลินทวัจฉสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ มหากัสสปสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ ปิณฑปาตสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ สิปปสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ โลกสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ เมฆิยสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ อุทธตสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ โคปาลสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ ชุณหสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ นาคสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ ปิณโฑลภารทวาชสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ สาริปุตตสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ สุนทรีสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ อุปเสนวังคันตปุตตสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ สาริปุตตสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ ราชสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ อัปปายุกาสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ สุปปพุทธกุฏฐิสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ กุมารกสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ อุโปสถสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ โสณสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ กังขาเรวตสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ อานันทสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ สัททายมานสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ จูฬปันถกสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ อายุสมโอสัชชนสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ ปฏิสัลลานสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ อาหุสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ กิรสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ กิรสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ ติตถสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ สุภูติสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ คณิกาสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ อุปาติสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ อุปปัชชันติสูตรขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ ภัททิยสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ ภัททิยสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ กามสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ กามสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ ลกุณฐกภัททิยสูตรขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ ตัณหักขยสูตรขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ ปปัญจขยสูตรขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ มหากัจจานสูตรขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ อุทปานสูตรขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ อุเทนสูตรขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ นิพพานสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ นิพพานสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ นิพพานสูตรที่ ๓ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ นิพพานสูตรที่ ๔ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ จุนทสูตรขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ ปาฏลิคามิยสูตรขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ ทวิธาปถสูตรขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ วิสาขาสูตรขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ ทัพพสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ ทัพพสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค โลภสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค โทสสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค โมหสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค โกธสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค มักขสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค มานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค สัพพสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค มานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค โลภสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค โทสสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค โมหสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค โกธสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค มักขสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค โมหสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค กามสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค เสขสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค เสขสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค เภทสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค โมทสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค ปุคคลสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค จิตตฌายีสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค ปุญญสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค อุโภอัตถสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค เวปุลลปัพพตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค สัมปชานมุสาวาทสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค ทานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค เมตตาภาวสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค ภิกขุสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค ภิกขุสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค ตปนียสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค อตปนียสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค สีลสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค สีลสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค อาตาปีสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค นกุหนาสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค นกุหนาสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค โสมนัสสสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค วิตักกสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค เทศนาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค วิชชาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค ปัญญาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค ธรรมสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค อชาตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค ธาตุสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค สัลลานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค สิกขาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค ชาคริยสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค อปายสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค ทิฏฐิสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค อกุศลมูลสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค ธาตุสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค เวทนาสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค เวทนาสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค เอสนาสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค เอสนาสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค อาสวสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค อาสวสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค ตัณหาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค มารเธยยสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค ปุญญกิริยาวัตถุสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค จักขุสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค อินทรียสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค อัทธาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค ทุจริตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค สุจริตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค สุจิสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค มุนีสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค ราคสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค ราคสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค มิจฉาทิฐิสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค สัมมาทิฐิสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค นิสสรณสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค รูปสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค ปุตตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค อวุฏฐิกสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค สุขสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค ภินทนสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค ธาตุสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค ปริหานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค วิตักกสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค สักการสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค สัททสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค จวมานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค โลกสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค อสุภสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค ธรรมสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค อันธการสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค มลสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค เทวทัตตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค ปสาทสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค ชีวิตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค สังฆาฏิสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค อัคคิสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค อุปปริกขยสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค อุปปัตติสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค กามสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค กัลยาณสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค ทานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค ธรรมสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต พราหมณสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต จัตตาริสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต ชานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต สมณสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต สีลสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต ตัณหาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต พรหมสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต พหุการสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต กุหนาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต ปุริสสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต จรสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต สัมปันนสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต โลกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค อุรคสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค ธนิยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค ขัคควิสาณสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค กสิภารทวาชสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค จุนทสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค ปราภวสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค วสลสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค เมตตสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค เหมวตสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค อาฬวกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค วิชยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค มุนีสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค รตนสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค อามคันธสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค หิริสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค มงคลสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค สูจิโลมสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค ธรรมจริยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค พราหมณธรรมิกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค นาวาสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค กึสีลสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค อุฏฐานสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค ราหุลสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค วังคีสสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค สัมมาปริพพาชนิยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค ธรรมิกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค ปัพพชาสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค ปธานสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค สุภาษิตสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค สุนทริกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค มาฆสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค สภิยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค เสลสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค สัลลสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค วาเสฏฐสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค โกกาลิกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค นาลกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค ทวยตานุปัสสนาสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค กามสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค คุหัฏฐกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ทุฏฐัฏฐกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค สุทธัฏฐกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ปรมัฏฐกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ชราสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ติสสเมตเตยยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ปสูรสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค มาคันทิยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ปุราเภทสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค กลหวิวาทสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค จูฬวิยูหสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค มหาวิยูหสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ตุวฏกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค อัตตทัณฑสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค สารีปุตตสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค วัตถุกถาขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค อชิตปัญหาที่ ๑ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค ติสสเมตเตยยปัญหาที่ ๒ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค ปุณณกปัญหาที่ ๓ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค เมตตคูปัญหาที่ ๔ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค โธตกปัญหาที่ ๕ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค อุปสีวปัญหาที่ ๖ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค นันทปัญหาที่ ๗ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค เหมกปัญหาที่ ๘ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค โตเทยยปัญหาที่ ๙ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค กัปปปัญหาที่ ๑๐ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค ชตุกัณณีปัญหาที่ ๑๑ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค ภัทราวุธปัญหาที่ ๑๒ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค อุทยปัญหาที่ ๑๓ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค โปสาลปัญหาที่ ๑๔ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค โมฆราชปัญหาที่ ๑๕ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค ปิงคิยปัญหาที่ ๑๖

经典

ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค โลกสูตร

อรรถกถาแปลไทย

仅原文 · 不作诠释75 行1 个版本

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

印本前页文字

อรรถกถาโลกสูตร

ในโลกสูตรที่ ๕ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

โลกในบทว่า โลเก นี้ มี ๓ คือ สัตวโลก ๑ สังขารโลก ๑ โอกาสโลก ๑.

ในโลกทั้ง ๓ นั้น หมู่สัตว์ทั้งหลายที่เนื่องด้วยอินทรีย์ที่เป็นไปด้วยสามารถแห่งการสืบต่อแห่งรูปธรรม อรูปธรรม และทั้งรูปธรรมและอรูปธรรม ชื่อว่าสัตวโลก. โลกที่แยกประเภทออกไปเป็น พื้นดินและภูเขาเป็นต้น ชื่อว่าโอกาสโลก. ขันธ์ทั้งหลายในโลกทั้งสอง ชื่อว่าสังขารโลก.

ในโลกทั้ง ๓ นั้น ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาสัตวโลก. เพราะฉะนั้น บทว่า โลเก จึงได้แก่สัตวโลก.

แม้ในโลกเหล่านั้น บุคคล ๓ ประเภทไม่อุบัติในเทวโลก ไม่อุบัติในพรหมโลก (แต่) อุบัติในมนุษยโลก. ถึงในมนุษยโลกก็ไม่อุบัติในจักรวาลอื่น อุบัติขึ้นในจักรวาลนี้เท่านั้น ถึงแม้ในจักรวาลนี้ ก็ไม่อุบัติขึ้นในที่ทั่วไป พระตถาคตเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในมัชฌิมประเทศ (ที่มีอาณาเขต) ยาว ๓๐๐ โยชน์ กว้าง ๒๕๐ โยชน์ รอบด้าน ๙๐๐ โยชน์ ที่กำหนดไว้อย่างนี้ คือด้านทิศบูรพามีนิคมชื่อกชังคละ ถัดจากนั้นไปมีบ้าน ชื่อว่ามหาสารคาม ถัดจากนั้นไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเป็นมัชฌิมประเทศ. ด้านทิศอีสานมีแม่น้ำชื่อว่าสัลลวดี ถัดจากนั้นไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเป็นมัชฌิมประเทศ. ด้านทักษิณมีนิคมชื่อว่าเสตกัณณะ ถัดจากนั้นไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเป็นมัชฌิมประเทศ. ด้านทิศเหนือมีภูเขาชื่อว่าอุสีรธชะ ถัดจากนั้นไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเป็นมัชฌิมประเทศ.

มิใช่แต่พระตถาคตเจ้าจะเสด็จอุบัติขึ้นอย่างเดียวเท่านั้น พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวก พระอสีติมหาเถระ พระพุทธมารดา พระพุทธบิดา พระเจ้าจักรพรรดิ และพราหมณ์คฤหบดีผู้มีหลักฐาน ย่อมบังเกิดในมัชฌิมประเทศนี้เหมือนกัน.

____________________________

วิ. มหา. ๕/๒๓

ก็ในพระสูตรนี้ได้นัยนี้ในตถาคตวาระอย่างเดียว ด้วยสามารถแห่งสัพพัตถกนัย ในพระสูตรนอกนี้ ได้นัยด้วยสามารถแห่งเอกเทศนัย.

ก็แม้คำทั้งสองว่า อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชนฺติ นี้ เป็นคำที่กล่าวให้แปลกไปเท่านั้น พึงทราบอรรถาธิบายในคำนี้อย่างนี้ว่า บุคคล ๓ ประเภทเมื่อเกิด ย่อมเกิดขึ้น เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน มิใช่เกิดขึ้นด้วยเหตุอื่น เพราะในคำว่า อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชนฺติ นี้ ใครๆ ไม่สามารถจะเปลี่ยน (ห้าม) ลักษณะแห่งศัพท์แบบนี้โดยเป็นลักษณะแห่งศัพท์แบบอื่นไปได้.

อีกอย่างหนึ่ง บุคคลประเภทนั้น ชื่อว่าจะอุบัติ ชื่อว่ากำลังอุบัติ ชื่อว่าอุบัติแล้ว เพราะฉะนั้น พึงทราบความแตกต่างแห่งกาล ดังนี้.

พระตถาคตเจ้า เมื่อทรงบำเพ็ญมหาภินิหาร ทรงแสวงหาพุทธการกธรรม ทรงบำเพ็ญบารมี ทรงบริจาคมหาบริจาคทั้ง ๕ ทรงบำเพ็ญญาตัตถจริยา ยังโลกัตถจริยา พุทธัตถจริยาให้ถึงที่สุด แล้วบำเพ็ญบารมีทั้งหลาย สถิตอยู่ในดุสิตพิภพ จุติจากดุสิตพิภพนั้นแล้ว ทรงถือปฏิสนธิในภพสุดท้าย ประทับอยู่ท่ามกลางเรือน เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงบำเพ็ญความเพียรอย่างใหญ่หลวง มีพระญาณแก่กล้าเสด็จขึ้นสู่โพธิมณฑล ทรงกำจัดมารและพลแห่งมาร ในปฐมยามทรงระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยมาในก่อน ในมัชฌิมยามทรงชำระทิพยจักษุ ในปัจฉิมยามทรงหยั่งพระญาณลงในปฏิจจสมุปบาท ทรงพิจารณาสังขารทั้งปวงโดยอเนกประการ ทรงแทงตลอดโสดาปัตติมรรคจนถึงกระทำให้แจ้งพระอนาคามิผล ชื่อว่าจะอุบัติ ในขณะแห่งอรหัตมรรคจิต ชื่อว่ากำลังอุบัติ แต่ในขณะแห่งอรหัตผลจิต ชื่อว่าเสด็จอุบัติแล้ว.

จริงอยู่ พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีกิจคือการยังอิทธิวิธีญาณเป็นต้นให้เกิดขึ้นตามลำดับ เหมือนพระสาวกทั้งหลาย แต่ว่าประมวล (กอง) พระพุทธคุณแม้ทั้งหมด ชื่อว่าหลั่งไหลมาแล้ว พร้อมด้วยอรหัตมรรคนั่นเอง เพราะฉะนั้น บุคคลทั้ง ๓ ประเภทเหล่านั้น จึงชื่อว่า อุบัติขึ้นแล้วในขณะแห่งอรหัตผลจิต เพราะกิจทุกอย่างบังเกิดแล้ว.

ในพระสูตรนี้ ตรัสว่า อุปฺปชฺชติ ทรงหมายถึงขณะแห่งอรหัตผลจิต. นี้เป็นอรรถาธิบายในคำว่า อุปฺปนฺโน โหติ นี้.

ถึงพระสาวกผู้ขีณาสพสร้างสมบุญสมภารที่เป็นเหตุแห่งสาวกโพธิญาณ บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรอันเป็นบุรพประโยค บุรพจริยา บังเกิดในภพสุดท้าย รู้เดียงสาตามลำดับแล้ว เห็นโทษในสงสาร ตั้งใจบรรพชายังบรรพชาให้ถึงสุดยอด บำเพ็ญศีลาทิคุณเป็นต้นอยู่ ประพฤติสมาทานธุดงคธรรม หมั่นประกอบความเพียรเครื่องตื่น ยังญาณทั้งหลายให้เกิดแล้ว เริ่มตั้งวิปัสสนา แม้เมื่อบรรลุซึ่งมรรคเบื้องต่ำ ชื่อว่าจะอุบัติ ในขณะแห่งอรหัตมรรคจิต จึงจะชื่อว่ากำลังอุบัติ แต่ในขณะแห่งอรหัตผลจิต ชื่อว่าอุบัติแล้ว.

ส่วนพระเสกขะตั้งแต่บุรพูปนิสัยจนถึงโคตรภูญาณ ชื่อว่าจะอุบัติ. ในขณะแห่งปฐมมรรคจิต ชื่อว่ากำลังอุบัติ. จำเดิมแต่ขณะแห่งปฐมผล ชื่อว่าอุบัติแล้ว.

ด้วยคำเพียงเท่านี้เป็นอันข้าพเจ้ากล่าวเนื้อความแห่งบททั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกเหล่านี้ เมื่อจะอุบัติย่อมอุบัติขึ้นในโลกดังนี้ ไว้สมบูรณ์แล้ว.

บัดนี้ ข้าพเจ้าจะวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า พหุชนหิตาย ต่อไป.

บทว่า พหุชนหิตาย ความว่า เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน.

บทว่า พหุชนสุขาย ความว่า เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชน.

บทว่า โลกานุกมฺปาย ความว่า อาศัยความอนุเคราะห์สัตวโลก.

ถามว่า สัตวโลก ประเภทไหน?

ตอบว่า ประเภทที่สดับพระธรรมเทศนาของพระตถาคตเจ้าแล้ว แทงตลอดธรรมดื่มน้ำอมฤต.

พรหม ๑๘ โกฏิมีพระอัญญาโกณฑัญญะเป็นประมุข แทงตลอดธรรมด้วยการแสดงธรรมจักกัปปวัตตนสูตรของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้แทงตลอดธรรมจนถึงการทรงแนะนำสุภัททปริพาชก (ให้ได้บรรลุ) ด้วยอาการอย่างนี้ นับไม่ถ้วน.

สัตว์ที่ได้บรรลุธัมมาภิสมัยในฐานะทั้ง ๔ เหล่านี้ คือ ในเวลาทรงแสดงมหาสมยสูตร ในเวลาทรงแสดงมงคลสูตร จูฬราหุโลวาทสูตร และสมจิตตสูตร ไม่มีกำหนดจำนวน ทั้งนี้ก็ด้วยความอนุเคราะห์สัตวโลกหาประมาณมิได้นั้น. การบังเกิดขึ้นแห่งพระอรหันตสาวกและพระเสขบุคคล ก็เพื่อจะอนุเคราะห์สัตวโลก พึงทราบอรรถาธิบายเช่นนี้ ด้วยสามารถแห่งสัตว์ผู้บรรลุปฏิเวธด้วยเทศนาที่พระธรรมเสนาบดีเป็นต้น และพระเถระทั้งหลายผู้เป็นคลังแห่งพระธรรมแสดงแล้วบ้าง ด้วยสามารถแห่งสัตว์ทั้งหลายผู้แทงตลอดด้วยเทศนาที่พระมหินทเถระเป็นต้นแสดงแล้วในกาลต่อมาบ้าง ด้วยสามารถแห่งสัตว์ทั้งหลายผู้อาศัยคำสอน ดำรงอยู่ในทางแห่งสวรรค์และพระนิพพาน ในอนาคตกาลจนถึงวันนี้ คือต่อแต่นี้ไป.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า พหุชนหิตาย ความว่า เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่คนเป็นอันมาก. อธิบายว่า ทรงชี้หิตสุขทั้งที่เป็นปัจจุบันและสัมปรายิกภพแก่ชนเหล่านั้น ด้วยพระปัญญาสมบัติ.

บทว่า พหุชนสุขาย ความว่า เพื่อประโยชน์สุขแก่คนเป็นอันมาก. อธิบายว่า ทรงมอบให้ซึ่งอุปกรณ์แห่งความสุขด้วยจาคสมบัติ.

บทว่า โลกานุกมฺปาย ความว่า เพื่อทรงอนุเคราะห์แก่สัตวโลก. อธิบายว่า อันชาวโลกได้รับการรักษาคุ้มครองดุจมารดาบิดา ด้วยเมตตาสมบัติและกรุณาสมบัติ.

บทว่า อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ความว่า ในพระสูตรนี้ วาระแรกทรงแสดงการอุบัติขึ้นแห่งพระตถาคตเจ้า เพื่อการบรรลุนิพพาน มรรคและผลแห่งสัตวโลกเหล่านั้น โดยถือเอาเวไนยสัตว์ ที่เป็นภัพพบุคคลนั่นแหละ ด้วยเทวศัพท์และมนุสฺสศัพท์ แต่ในวาระที่ ๒ และที่ ๓ คำว่า อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ พึงประกอบด้วยสามารถแห่งพระอรหันต์ แลพระเสกขบุคคล

บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า อตฺถาย นี้มีพุทธาธิบายว่า เพื่อประโยชน์อย่างยิ่ง คือเพื่อพระนิพพาน ด้วยบทว่า หิตาย มีอธิบายว่า เพื่อประโยชน์แก่มรรคที่จะให้สำเร็จพระนิพพานนั้น.

จริงอยู่ ขึ้นชื่อว่าประโยชน์เกื้อกูลที่จะยิ่งไปกว่ามรรคที่เป็นเหตุให้บรรลุพระนิพพานนั้น เป็นไม่มี ด้วยบทว่า สุขาย มีพุทธาธิบายว่า เพื่อประโยชน์แก่ผลสมาบัติ เพราะไม่มีความสุข (อื่น) ที่จะยิ่งไปกว่าผลสมาบัตินั้น. สมดังที่ตรัสไว้ว่า สมาธินี้เป็นทั้งความสุขในปัจจุบันและเป็นทั้งมีสุขเป็นผล ในกาลต่อไป.

____________________________

ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๔๑๘ องฺ. ปญฺจก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๒๗ อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๘๓๔

เนื้อความแห่งบททั้งหลาย มีอาทิว่า ตถาคโต ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง.

พึงทราบวินิจฉัย ในบทว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน ดังต่อไปนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสมบูรณ์ คือประกอบด้วยวิชชา ๓ ตามนัยที่มาแล้วในภยเภรวสูตรบ้าง วิชชา ๖ มาแล้วด้วยสามารถแห่งอภิญญา ๖ บ้าง วิชชา ๘ มาแล้วในอัมพัฏฐสูตรบ้าง และจรณธรรม ๑๕ ประการมีศีลสังวรเป็นต้นไม่สาธารณะทั่วไปแก่สาวกอื่น เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สุคโต เพราะเสด็จไปงดงามบ้าง เพราะเสด็จไปสู่ที่ดีบ้าง เพราะเสด็จไปโดยชอบบ้าง เพราะตรัสโดยชอบบ้าง ทรงพระนามว่า โลกวิทู เพราะทรงรู้แจ้งโลกโดยประการทั้งปวง. ทรงพระนามว่า อนุตฺตโร เพราะไม่มีผู้ยอดเยี่ยมกว่า. ทรงพระนามว่า ปุริสทมฺมสารถิ เพราะยังบุรุษที่ควรฝึก คือบุรุษที่เป็นเวไนยสัตว์ให้ระลึกได้ ได้แก่ทรงแนะนำ. ทรงพระนามว่า สตฺถา เพราะทรงพร่ำสอนตามสมควรด้วยทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ สัมปรายิกัตถประโยชน์ และปรมัตถประโยชน์. ทรงพระนามว่า พุทฺโธ เพราะตรัสรู้ด้วยพระญาณที่เกิดขึ้นเองโดยอาการทั้งปวง เพื่อเวไนยสัตว์ทั้งมวล.

นี้เป็นความสังเขป ในบทว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน เป็นต้นนี้.

ส่วนความพิสดารควรถือเอาจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค.

บทว่า โส ธมฺมํ เทเสติ อาทิ ฯเปฯ ปริโยสานกลฺยาณํ

ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงอาศัยความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย จึงทรงสละวิเวกสุขอันยอดเยี่ยม ทรงแสดงธรรม. ก็แลเมื่อทรงแสดงธรรมนั้น น้อยก็ตาม มากก็ตาม ชื่อว่าทรงแสดงธรรม มีความงามในเบื้องต้น เป็นอาทิประการเดียว

ข้อนี้อย่างไร?

คือ แม้พระคาถาๆ เดียวก็ชื่อว่ามีความงามในเบื้องต้นด้วยบาทแรก ชื่อว่ามีความงามในท่ามกลางด้วยบาทที่สองและบาทที่สาม. ชื่อว่ามีงามในที่สุดด้วยบาทสุดท้าย เพราะมีธรรมสละสลวยไปทุกขั้นตอน.

พระสูตรตอนเดียวชื่อว่างามในเบื้องต้นด้วยนิทาน (คำเริ่มต้น). ชื่อว่างามในปริโยสานด้วยคำนิคม (คำลงท้าย). ชื่อว่างามในท่ามกลางด้วยคำที่เหลือ.

พระสูตรมีอนุสนธิต่างๆ กัน (หลายตอน) ชื่อว่างามในเบื้องต้นด้วยอนุสนธิต้น ชื่อว่างามในปริโยสานด้วยอนุสนธิปลาย ชื่อว่างามในท่ามกลางด้วยอนุสนธิที่เหลือ.

อีกประการหนึ่ง ศาสนธรรมแม้ทั้งสิ้น ชื่อว่างามในเบื้องต้นด้วยศีลอันเป็นประโยชน์ของตน ชื่อว่างามในท่ามกลางด้วยสมถวิปัสสนามรรคและผล ชื่อว่างามในปริโยสานด้วยพระนิพพาน.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่างามในเบื้องต้นด้วยศีลและสมาธิ ชื่อว่างามในท่ามกลางด้วยวิปัสสนาและมรรค ชื่อว่างามในที่สุดด้วยพระนิพพาน.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่างามในเบื้องต้น เพราะพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ตรัสรู้ดีแล้ว ชื่อว่างามในท่ามกลาง เพราะพระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ดีแล้ว ชื่อว่างามในปริโยสาน เพราะความปฏิบัติดีแห่งพระสงฆ์.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่างามในเบื้องต้นด้วยอภิสัมโพธิญาณ ชื่อว่างามในท่ามกลางด้วยปัจเจกโพธิญาณ ชื่อว่างามในที่สุดด้วยสาวกโพธิญาณที่ผู้ปฏิบัติจะพึงได้บรรลุ เพราะฟังแล้วก็เป็นอย่างนั้น และพระธรรมนี้ที่บุคคลฟังอยู่ ย่อมนำความดีนั้นแหละมาให้แม้ด้วยการฟัง เพราะข่มนิวรณ์ใด. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่างามในเบื้องต้น เมื่อปฏิบัติอยู่ย่อมนำความสุขนั้นแหละมาให้โดยแท้แม้ด้วยการปฏิบัติ เพราะนำความสุขอันเกิดแต่สมถะและวิปัสสนามาให้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่างามในท่ามกลาง และผู้ปฏิบัติอย่างนั้น เมื่อผลแห่งการปฏิบัติเสร็จสิ้นแล้ว ย่อมนำความงามนั่นแหละมาให้ แม้ด้วยผลแห่งการปฏิบัติ เพราะนำความเป็นผู้คงที่มาให้ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่ามีความงามในปริโยสาน.

อนึ่ง สารธรรมนั้น ชื่อว่ามีความงามในเบื้องต้นด้วยความบริสุทธิ์แห่งแดนเกิด เพราะเป็นแดนเกิดแห่งที่พึ่ง. ชื่อว่ามีความงามในท่ามกลางด้วยความบริสุทธิ์แห่งประโยชน์. ชื่อว่ามีความงามในปริโยสานด้วยความบริสุทธิ์แห่งกิจ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า โส ธมฺมํ เทเสติ อาทิ ฯเปฯ ปริโยสานกลฺยาณํ ดังนี้.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงธรรมอันใด ย่อมทรงประกาศศาสนพรหมจรรย์และมรรคพรหมจรรย์ ทรงแสดงโดยนัยต่างๆ กัน พรหมจรรย์นั้นชื่อว่า สาตฺถํ เพราะสมบูรณ์ด้วยอรรถ ชื่อว่า สพยญชนํ เพราะสมบูรณ์ด้วยพยัญชนะตามฐานานุรูป ชื่อว่า สาตฺถํ เพราะประกอบไปด้วยสังกาส (ทำให้รู้ชัด) ประกาศ การเปิดเผย การจำแนก การทำให้ง่าย บัญญัติ และอรรถ บทชื่อว่า สพฺยญฺชนํ เพราะสมบูรณ์ด้วยอักขระ บท พยัญชนะ อาการ นิรุกติและนิเทศ.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สาตฺถํ เพราะเป็นของลึกซึ้งโดยอรรถ และลึกซึ้งโดยการแทงตลอด ชื่อว่า สพฺยญฺชนํ เพราะเป็นของลึกซึ้งโดยธรรม และลึกซึ้งโดยเทศนา.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สาตฺถํ เพราะเป็นวิสัยแห่งอัตถปฏิสัมภิทา และปฏิภาณปฏิสัมภิทา ชื่อว่า สพยญชนํ เพราะเป็นวิสัยของ ธรรมปฏิสัมภิทาและนิรุตติปฏิสัมภิทา.

พรหมจรรย์ ชื่อว่าเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสของปริกขกชน (ปัญญาชน) เพราะเป็นสิ่งอันบัณฑิตพึงซ่องเสพ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า สาตฺถํ พรหมจรรย์เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสของโลกิยชน เพราะเป็นสิ่งที่ควรเชื่อถือ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า สพฺยญฺชนํ

ชื่อว่า สาตฺถํ เพราะมีคำอธิบายลึกซึ้ง. ชื่อว่า สพฺยญฺชนํ เพราะมีบทตื้น.

พรหมจรรย์ ชื่อว่า เกวลปริปุณฺณํ เพราะบริบูรณ์ไปทั้งหมด เหตุไม่มีข้อที่จะต้องนำเข้าไปเพิ่มเติม. ชื่อว่า ปริสุทฺธํ เพราะไม่มีโทษ เหตุไม่มีสิ่งที่จะต้องนำออกไป.

อีกอย่างหนึ่ง พรหมจรรย์ ชื่อว่า สาตฺถํ เพราะมีความช่ำชองอันบุคคลพึงบรรลุได้ด้วยการปฏิบัติ. ชื่อว่า สพฺยญฺชนํ เพราะมีความฉลาดในอธิบายด้วยปริยัติ. ชื่อว่า ปริปุณฺณํ เพราะบริบูรณ์ไปด้วยธรรมขันธ์ทั้ง ๕ มีศีลเป็นต้น. ชื่อว่า ปริสุทฺธํ เพราะปราศจากอุปกิเลส เพราะประพฤติเพื่อรื้อถอนกิเลส และเพราะไม่มุ่งโลกามิส. ชื่อว่าพรหมจรรย์ เพราะเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติกำหนดด้วยสิกขา ๓ เพราะผู้เป็นพรหม คือผู้ประเสริฐที่สุด จะต้องประพฤติและเป็นจริยาของผู้เป็นพรหมเหล่านั้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ ฯเปฯ ปกาเสติ ดังนี้.

บทว่า ปฐโม ได้แก่ บุคคลผู้ชื่อว่า ที่ ๑ เพราะเป็นไปตามลำดับแห่งการนับ และเพราะเป็นผู้สูงกว่าชาวโลกทั้งปวง.

บทว่า ตสฺเสว สตฺถุ สาวโก ได้แก่ พระสงฆ์เช่นกับพระธรรมเสนาบดีผู้เกิดแล้วในที่สุดแห่งการฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระคุณตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ มิใช่เป็นสาวกของพระศาสดา ด้วยเหตุแห่งการปฏิญญาเหมือนพระปูรณกัสสปเป็นต้น.

บทว่า ปาฏิปโท ความว่า ชื่อว่าปาฏิบท เพราะเกิด คือเป็นโดยอริยชาติ ด้วยอริยมรรคอันกล่าวถึงข้อปฏิบัติ. อธิบายว่า มีกิจด้วยการปฏิบัติยังไม่สำเร็จ คือกำลังปฏิบัติอยู่.

พระอริยบุคคล ชื่อว่า พหุสฺสุโต เพราะมีปริยัติธรรม มีสุตะและเคยยะเป็นต้นอันสดับแล้วมาก.

ชื่อว่า สีลวตูปปนฺโน เพราะเข้าถึง คือสมบูรณ์ ได้แก่ประกอบไปด้วยศีลมีปาฏิโมกขสังวรศีลเป็นต้น และด้วยธุดงควัตรมีการอยู่ป่าเป็นวัตรเป็นต้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า พระธรรมเทศนาชื่อว่าเป็นเทศนาอนุเคราะห์แก่ชาวโลก เพราะอัธยาศัยเกื้อกูล และพระธรรมเทศนานั้นเนื่องในบุคคล ๓ จำพวกเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้.

ข้อความที่เหลือรู้ได้ง่ายทั้งนั้น.

พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้.

บทว่า ตสฺสนฺวโย ความว่า สาวกชื่อว่าผู้ตามเสด็จ คือเกิดภายหลังพระองค์ ด้วยการคล้อยตามข้อปฏิบัติ และพระธรรมเทศนาของพระศาสดาพระองค์นั้น ชื่อว่าส่องแสงสว่าง เพราะกำจัดความมืดคืออวิชชา ส่องแสงสว่างกล่าวคือแสงสว่างแห่งพระธรรมในสันดานของตนและสันดานของผู้อื่น.

บทว่า ธมฺมมุทีรยนฺตา ได้แก่ กล่าวจตุราริยสัจจธรรม.

บทว่า อปราปุรนฺติ ความว่า ย่อมเปิดประตูแห่งอมตะคือพระนิพพาน ได้แก่อริยมรรค.

บทว่า โยคา ความว่า จากกามโยคะเป็นต้น.

บทว่า สตฺถวาเหน ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สัตถวาหะ (ผู้นำหมู่) เพราะนำหมู่ คือเวไนยสัตว์ คือขนสัตว์ออกจากกันดารคือภพ ด้วยพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำหมู่พระองค์นั้น.

บทว่า สุเทสิตํ มคฺคมนุกฺกมนฺติ ความว่า เวไนยสัตว์ย่อมคล้อยตามคือปฏิบัติอริยมรรคที่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงแสดงแล้วโดยชอบ ตามแนวทางแห่งเทศนาของพระองค์.

บทว่า อิเธว ความว่า ในอัตภาพนี้เอง.

คำที่เหลือง่ายทั้งนั้นแล.

จบอรรถกถาโลกสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------

所用版本与授权

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร