สาเกตสูตร
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค สาเกตสูตร ว่าด้วยอินทรีย์ ๕ พละ ๕
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่าอัญชนมิคทายวัน ใกล้เมืองสาเกต ณ ที่ นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายที่ อินทรีย์ ๕ อาศัยแล้ว ย่อมเป็นพละ ๕ ที่พละ ๕ อาศัยแล้ว ย่อมเป็นอินทรีย์ ๕ มีอยู่หรือหนอ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาค เป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นรากฐาน มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง ขอประทานวโรกาส ขอเนื้อ ความแห่งภาษิตนี้จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเถิด ภิกษุทั้งหลายได้สดับแล้วจักทรงจำไว้.
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาเกเต วิหรติ อญฺชนวเน มิคทาเย ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ อตฺถิ นุ โข ภิกฺขเว ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม ยานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ตานิ ปญฺจ พลานิ โหนฺติ ยานิ ปญฺจ พลานิ ตานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ โหนฺตีติ ฯ ภควํมูลกา โน ภนฺเต ธมฺมา ภควํเนตฺติกา ภควํปฏิสรณา สาธุ วต ภนฺเต ภควนฺตํเยว ปฏิภาตุ เอตสฺส ภาสิตสฺส อตฺโถ ภควโต สุตฺวา ภิกฺขู ธาเรสฺสนฺตีติ ฯเปฯ
พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายที่อินทรีย์ ๕ อาศัยแล้ว เป็นพละ ๕ ที่พละ ๕ อาศัยแล้ว เป็นอินทรีย์ ๕ มีอยู่ ปริยายที่อินทรีย์ ๕ อาศัยแล้ว เป็นพละ ๕ ที่พละ ๕ อาศัย แล้ว เป็นอินทรีย์ ๕ เป็นไฉน?
อตฺถิ ภิกฺขเว ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม ยานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ตานิ ปญฺจ พลานิ โหนฺติ ยานิ ปญฺจ พลานิ ตานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ โหนฺติ ฯ กตโม จ ภิกฺขเว ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม ยานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ตานิ ปญฺจ พลานิ โหนฺติ ยานิ ปญฺจ พลานิ ตานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ โหนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นสัทธินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นสัทธาพละ สิ่งใดเป็น สัทธาพละ สิ่งนั้นเป็นสัทธินทรีย์ สิ่งใดเป็นวิริยินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นวิริยพละ สิ่งใดเป็นวิริยพละ สิ่งนั้นเป็นวิริยินทรีย์ สิ่งใดเป็นสตินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นสติพละ สิ่งใดเป็นสติพละ สิ่งนั้นเป็น สตินทรีย์ สิ่งใดเป็นสมาธินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นสมาธิพละ สิ่งใดเป็นสมาธิพละ สิ่งนั้นเป็นสมาธินทรีย์ สิ่งใดเป็นปัญญินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นปัญญาพละ สิ่งใดเป็นปัญญาพละ สิ่งนั้นเป็นปัญญินทรีย์.
ยํ ภิกฺขเว สทฺธินฺทฺริยํ ตํ สทฺธาพลํ ยํ สทฺธาพลํ ตํ สทฺธินฺทฺริยํ ยํ วิริยินฺทฺริยํ ตํ วิริยพลํ ยํ วิริยพลํ ตํ วิริยินฺทฺริยํ ยํ สตินฺทฺริยํ ตํ สตพลํ ยํ สติพลํ ตํ สตินฺทฺริยํ ยํ สมาธินฺทฺริยํ ตํ สมาธิพลํ ยํ สมาธิพลํ ตํ สมาธินฺทฺริยํ ยํ ปญฺญินฺทฺริยํ ตํ ปญฺญาพลํ ยํ ปญฺญาพลํ ตํ ปญฺญินฺทฺริยํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนแม่น้ำ ซึ่งไหลไปทางทิศตะวันออก หลั่ง ไปทางทิศตะวันออก บ่าไปทางทิศตะวันออก ที่ตรงกลางแม่น้ำนั้นมีเกาะ ปริยายที่กระแสแห่ง แม่น้ำนั้นอาศัยแล้ว ย่อมถึงซึ่งความนับว่ากระแสเดียวมีอยู่ อนึ่ง ปริยายที่กระแสแห่งแม่น้ำนั้น อาศัยแล้ว ย่อมถึงซึ่งความนับว่าสองกระแสที่มีอยู่.
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว นที ปาจีนนินฺนา ปาจีนโปณา ปาจีนปพฺภารา ตสฺสา มชฺเฌ ทีโป ฯ อตฺถิ ภิกฺขเว ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม ตสฺสา นทิยา เอโก โสโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ อตฺถิ ปน ภิกฺขเว ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม ตสฺสา นทิยา เทฺว โสตานิเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปริยายที่กระแสแห่งแม่น้ำนั้น อาศัยแล้ว ย่อมถึงซึ่งความ นับว่ากระแสเดียวเป็นไฉน? คือ น้ำในที่สุดด้านตะวันออกและในที่สุดด้านตะวันตกแห่งเกาะนั้น ปริยายนี้แล ที่กระแสแห่งแม่น้ำนั้นอาศัยแล้ว ย่อมถึงซึ่งความนับว่ากระแสเดียว.
กตโม จ ภิกฺขเว ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม ตสฺสา นทิยา เอโก โสโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ ยญฺจ ภิกฺขเว ตสฺส ทีปสฺส ปุรตฺถิมนฺเต อุทกํ ยญฺจ ปจฺฉิมนฺเต อุทกํ ฯ อยํ โข ภิกฺขเว ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม ตสฺสา นทิยา เอโก โสโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปริยายที่กระแสแห่งแม่น้ำนั้น อาศัยแล้ว ย่อมถึงซึ่ง ความนับว่าสองกระแสเป็นไฉน? คือ น้ำในที่สุดด้านเหนือ และในที่สุดด้านใต้แห่งเกาะนั้น ปริยายนี้แล ที่กระแสแห่งแม่น้ำนั้นอาศัยแล้ว ย่อมถึงซึ่งความนับว่า สองกระแส ฉันใด.
กตโม จ ภิกฺขเว ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม ตสฺสา นทิยา เทฺว โสตานิเตฺวว สงฺขํ คจฺฉนฺติ ฯ ยญฺจ ภิกฺขเว ตสฺส ทีปสฺส อุตฺตรนฺเต อุทกํ ยญฺจ ทกฺขิณนฺเต อุทกํ ฯ อยํ โข ภิกฺขเว ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม ตสฺสา นทิยา เทฺว โสตานิเตฺวว สงฺขํ คจฺฉนฺติ ฯ
ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นสัทธินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นสัทธาพละ สิ่งใดเป็นสัทธาพละ สิ่งนั้นเป็นสัทธินทรีย์ สิ่งใดเป็นวิริยินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นวิริยพละ สิ่งใด เป็นวิริยพละ สิ่งนั้นเป็นวิริยินทรีย์ สิ่งใดเป็นสตินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นสติพละ สิ่งใดเป็นสติพละ สิ่งนั้นเป็นสตินทรีย์ สิ่งใดเป็นสมาธินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นสมาธิพละ สิ่งใดเป็นสมาธิพละ สิ่งนั้น เป็นสมาธินทรีย์ สิ่งใดเป็นปัญญินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นปัญญาพละ สิ่งใดเป็นปัญญาพละ สิ่งนั้น เป็นปัญญินทรีย์.
เอวเมว โข ภิกฺขเว ยํ สทฺธินฺทฺริยํ ตํ สทฺธาพลํ ยํ สทฺธาพลํ ตํ สทฺธินฺทฺริยํ ยํ วิริยินฺทฺริยํ ตํ วิริยพลํ ยํ วิริยพลํ ตํ วิริยินฺทฺริยํ ยํ สตินฺทฺริยํ ตํ สติพลํ ยํ สติพลํ ตํ สตินฺทฺริยํ ยํ สมาธินฺทฺริยํ ตํ สมาธิพลํ ยํ สมาธิพลํ ตํ สมาธินฺทฺริยํ ยํ ปญฺญินฺทฺริยํ ตํ ปญฺญาพลํ ยํ ปญฺญาพลํ ตํ ปญฺญินฺทฺริยํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะความที่อินทรีย์ ๕ อันตนเจริญแล้ว กระทำให้มาก แล้ว ภิกษุจึงกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลาย สิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่. จบ สูตรที่ ๓
ปญฺจนฺนํ ภิกฺขเว อินฺทฺริยานํ ภาวิตตฺตา พหุลีกตตฺตา ภิกฺขุ อาสวานํ ขยา อนาสวญฺเจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรตีติ ฯ