This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 ·

เล่ม ๑๙

本册其他条目

๑. อวิชชาสูตร๒. อุปัฑฒสูตร๓. สารีปุตตสูตร๔. ชาณุสโสณิพราหมณสูตร๕. กิมัตถิยสูตร๖. ปฐมอัญญตรภิกขุสูตร๗. ทุติยอัญญตรภิกขุสูตร๘. วิภังคสูตร๙. สูกสูตร๑๐. นันทิยสูตร๑. ปฐมวิหารสูตร๒. ทุติยวิหารสูตร๓. เสกขสูตร๔. ปฐมอุปปาทสูตร๕. ทุติยอุปปาทสูตร๖. ปฐมปริสุทธสูตร๗. ทุติยปริสุทธสูตร๘. ปฐมกุกกุฏารามสูตร๙. ทุติยกุกกุฏารามสูตร๑๐. ตติยกุกกุฏารามสูตร๑. มิจฉัตตสูตร๒. อกุสลธัมมสูตร๓. ปฐมปฏิปทาสูตร๔. ทุติยปฏิปทาสูตร๕. ปฐมอสัปปุริสสูตร๖. ทุติยอสัปปุริสสูตร๗. กุมภสูตร๘. สมาธิสูตร๙. เวทนาสูตร๑๐. อุตติยสูตร๑. ปฐมปฏิปัตติสูตร๒. ทุติยปฏิปัตติสูตร๓. วิรัทธสูตร๔. ปารังคมสูตร๕. ปฐมสามัญญสูตร๖. ทุติยสามัญญสูตร๗. ปฐมพรหมัญญสูตร๘. ทุติยพรหมัญญสูตร๙. ปฐมพรหมจริยสูตร๑๐. ทุติยพรหมจริยสูตร๑. ราควิราคสูตร ๒-๗. สังโยชนัปปหานาทิสุตตฉักกะ ๘. อนุปาทาปรินิพพานสูตร๑. กัลยาณมิตตสูตร ๒-๖. สีลสัมปทาทิสุตตปัญจกะ ๗. โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตร ๘. กัลยาณมิตตสูตร ๙-๑๓. สีลสัมปทาทิสุตตปัญจกะ ๑๔. โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตร๑. กัลยาณมิตตสูตร ๒-๖. สีลสัมปทาทิสุตตปัญจกะ ๗. โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตร ๘. กัลยาณมิตตสูตร ๙-๑๓. สีลสัมปทาทิสุตตปัญจกะ ๑๔. โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตร๑. กัลยาณมิตตสูตร ๒-๖. สีลสัมปทาทิสุตตปัญจกะ ๗. โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตร ๘. กัลยาณมิตตสูตร ๙-๑๓. สีลสัมปทาทิสุตตปัญจกะ ๑๔. โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตร๑. ปฐมปาจีนนินนสูตร ๒-๕. ทุติยาทิปาจีนนินนสุตตจตุกกะ ๖. ฉัฏฐปาจีนนินนสูตร ๗. ปฐมสมุททนินนสูตร ๘-๑๒. ทุติยาทิสมุททนินนสุตตปัญจกะ๑. ปฐมปาจีนนินนสูตร ๒-๖. ทุติยาทิปาจีนนินนสุตตปัญจกะ ๗. ปฐมสมุททนินนสูตร ๘-๑๒. ทุติยาทิสมุททนินนสุตตปัญจกะ๑๓. ปฐมปาจีนนินนสูตร ๑๔-๑๘. ทุติยาทิปาจีนนินนสุตตปัญจกะ ๑๙. ปฐมสมุททนินนสูตร ๒๐-๒๔. ทุติยาทิสมุททนินนสุตตปัญจกะ๒๕. ปฐมปาจีนนินนสูตร ๒๖-๓๐. ทุติยาทิปาจีนนินนสุตตปัญจกะ ๓๑. ปฐมสมุททนินนสูตร ๓๒-๓๖. ทุติยาทิสมุททนินนสุตตปัญจกะ๑. ตถาคตสูตร ๒. ปทสูตร ๓-๗. กูฏาทิสุตตปัญจกะ ๘-๑๐. จันทิมาทิสุตตติกะ๑. พลสูตร๒. พีชสูตร๓. นาคสูตร๔. รุกขสูตร๕. กุมภสูตร๖. สูกสูตร๗. อากาสสูตร๘. ปฐมเมฆสูตร๙. ทุติยเมฆสูตร๑๐. นาวาสูตร๑๑. อาคันตุกสูตร๑๒. นทีสูตร๑. เอสนาสูตร๒. วิธาสูตร๓. อาสวสูตร๔. ภวสูตร๕. ทุกขตาสูตร๖. ขีลสูตร๗. มลสูตร๘. นีฆสูตร๙. เวทนาสูตร๑๐. ตัณหาสูตร๑๑. ตสินาสูตร๑. โอฆสูตร ๒. โยคสูตร ๓. อุปาทานสูตร ๔. คันถสูตร ๕. อนุสยสูตร ๖. กามคุณสูตร ๗. นีวรณสูตร ๘. อุปาทานักขันธสูตร ๙. โอรัมภาคิยสูตร ๑๐. อุทธัมภาคิยสูตร๑. หิมวันตสูตร๒. กายสูตร๓. สีลสูตร๔. วัตถสูตร๕. ภิกขุสูตร๖. กุณฑลิยสูตร๗. กูฏาคารสูตร๘. อุปวาณสูตร๙. ปฐมอุปปันนสูตร๑๐. ทุติยอุปปันนสูตร๑. ปาณสูตร๒. ปฐมสุริยูปมสูตร๓. ทุติยสุริยูปมสูตร๔. ปฐมคิลานสูตร๕. ทุติยคิลานสูตร๖. ตติยคิลานสูตร๗. ปารังคมสูตร๘. วิรัทธสูตร๙. อริยสูตร๑๐. นิพพิทาสูตร๑. โพธายสูตร๒. โพชฌังคเทสนาสูตร๓. ฐานิยสูตร๔. อโยนิโสมนสิการสูตร๕. อปริหานิยสูตร๖. ตัณหักขยสูตร๗. ตัณหานิโรธสูตร๘. นิพเพธภาคิยสูตร๙. เอกธัมมสูตร๑๐. อุทายิสูตร๑. ปฐมกุสลสูตร๒. ทุติยกุสลสูตร๓. อุปักกิเลสสูตร ๔. อนุปักกิเลสสูตร๕. อโยนิโสมนสิการสูตร๖. โยนิโสมนสิการสูตร๗. วุฑฒิสูตร๘. อาวรณนีวรณสูตร๙. รุกขสูตร๑๐. นีวรณสูตร๑. วิธาสูตร๒. จักกวัตติสูตร๓. มารสูตร๔. ทุปปัญญสูตร๕. ปัญญวันตสูตร๖. ทลิททสูตร๗. อทลิททสูตร๘. อาทิจจสูตร๙. อัชฌัตติกังคสูตร๑๐. พาหิรังคสูตร๑. อาหารสูตร๒. ปริยายสูตร๓. อัคคิสูตร๔. เมตตาสหคตสูตร๕. สังคารวสูตร๖. อภยสูตร๗. อานาปานวรรค ๘. นิโรธวรรค๙. คังคาเปยยาลวรรค ๑๐. อัปปมาทวรรค ๑๑. พลกรณียวรรค ๑๒. เอสนาวรรค ๑๓. โอฆวรรค ๑๔. ปุนคังคาเปยยาลวรรค ๑๕. ปุนอัปปมาทวรรค ๑๖. ปุนพลกรณียวรรค ๑๗. ปุนเอสนาวรรค ๑๘. ปุนโอฆวรรค๑. อัมพปาลิสูตร๒. สติสูตร๓. ภิกขุสูตร๔. สาลสูตร๕. อกุสลราสิสูตร๖. สกุณัคฆิสูตร๗. มักกฏสูตร๘. สูทสูตร๙. คิลานสูตร๑๐. ภิกขุนูปัสสยสูตร๑. มหาปุริสสูตร๒. นาลันทสูตร๓. จุนทสูตร๔. อุกกเจลสูตร๕. พาหิยสูตร๖. อุตติยสูตร๗. อริยสูตร๘. พรหมสูตร๙. เสทกสูตร๑๐. ชนปทกัลยาณีสูตร๑. สีลสูตร๒. จิรัฏฐิติสูตร๓. ปริหานสูตร๔. สุทธสูตร๕. อัญญตรพราหมณสูตร๖. ปเทสสูตร๗. สมัตตสูตร๘. โลกสูตร๙. สิริวัฑฒสูตร๑๐. มานทินนสูตร๑. อนนุสสุตสูตร๒. วิราคสูตร๓. วิรัทธสูตร๔. ภาวิตสูตร๕. สติสูตร๖. อัญญาสูตร๗. ฉันทสูตร๘. ปริญญาตสูตร๙. ภาวนาสูตร๑๐. วิภังคสูตร๑. อมตสูตร๒. สมุทยสูตร๓. มัคคสูตร๔. สติสูตร๕. กุสลราสิสูตร๖. ปาติโมกขสังวรสูตร๗. ทุจจริตสูตร๘. มิตตสูตร๙. เวทนาสูตร๑๐. อาสวสูตร๖. คังคาเปยยาลวรรค๑. สุทธิกสูตร๒. ปฐมโสตาปันนสูตร๓. ทุติยโสตาปันนสูตร๔. ปฐมอรหันตสูตร๕. ทุติยอรหันตสูตร๖. ปฐมสมณพราหมณสูตร๗. ทุติยสมณพราหมณสูตร๘. ทัฏฐัพพสูตร๙. ปฐมวิภังคสูตร๑๐. ทุติยวิภังคสูตร๑. ปฏิลาภสูตร๒. ปฐมสังขิตตสูตร๓. ทุติยสังขิตตสูตร๔. ตติยสังขิตตสูตร๕. ปฐมวิตถารสูตร๖. ทุติยวิตถารสูตร๗. ตติยวิตถารสูตร๘. ปฏิปันนสูตร๙. สัมปันนสูตร๑๐. อาสวักขยสูตร๑. ปุนัพภวสูตร๒. ชีวิตินทริยสูตร๓. อัญญินทริยสูตร๔. เอกพีชีสูตร๕. สุทธสูตร๖. โสตาปันนสูตร๗. อรหันตสูตร๘. สัมมัทธสูตร๙. ปฐมสมณพราหมณสูตร๑๐. ทุติยสมณพราหมณสูตร๑. สุทธิกสูตร๒. โสตาปันนสูตร๓. อรหันตสูตร๔. ปฐมสมณพราหมณสูตร๕. ทุติยสมณพราหมณสูตร๖. ปฐมวิภังคสูตร๗. ทุติยวิภังคสูตร๘. ตติยวิภังคสูตร๙. กัฏโฐปมสูตร๑๐. อุปปฏิปาฏิกสูตร๑. ชราธัมมสูตร๒. อุณณาภพราหมณสูตร๓. สาเกตสูตร๔. ปุพพโกฏฐกสูตร๕. ปฐมปุพพารามสูตร๖. ทุติยปุพพารามสูตร๗. ตติยปุพพารามสูตร๘. จตุตถปุพพารามสูตร๙. ปิณโฑลภารทวาชสูตร๑๐. อาปณสูตร๑. สาลสูตร๒. มัลลกสูตร๓. เสขสูตร๔. ปทสูตร๕. สารสูตร๖. ปติฏฐิตสูตร๗. สหัมปติพรหมสูตร๘. สูกรขตสูตร๙. ปฐมอุปปาทสูตร๑๐. ทุติยอุปปาทสูตร๑. สัญโญชนสูตร๒. อนุสยสูตร๓. ปริญญาสูตร๔. อาสวักขยสูตร๕. ปฐมผลสูตร๖. ทุติยผลสูตร๗. ปฐมรุกขสูตร๘. ทุติยรุกขสูตร๙. ตติยรุกขสูตร๑๐. จตุตถรุกขสูตร๘. คังคาเปยยาลวรรค๕. สัมมัปปธานสังยุต๖. พลสังยุต๑. อปารสูตร๒. วิรัทธสูตร๓. อริยสูตร๔. นิพพิทาสูตร๕. อิทธิปเทสสูตร๖. สมัตตสูตร๗. ภิกขุสูตร๘. พุทธสูตร๙. ญาณสูตร๑๐. เจติยสูตร๑. ปุพพสูตร๒. มหัปผลสูตร๓. ฉันทสมาธิสูตร๔. โมคคัลลานสูตร๕. อุณณาภพราหมณสูตร๖. ปฐมพราหมณสูตร๗. ทุติยพราหมณสูตร๘. ภิกขุสูตร๙. อิทธาทิเทสนาสูตร๑๐. วิภังคสูตร๑. มัคคสูตร๒. อโยคุฬสูตร๓. ภิกขุสูตร ๔. สุทธิกสูตร๕. ปฐมผลสูตร๖. ทุติยผลสูตร๗. ปฐมอานันทสูตร๘. ทุติยอานันทสูตร๙. ปฐมภิกขุสูตร๑๐. ทุติยภิกขุสูตร๑๑. โมคคัลลานสูตร๑๒. ตถาคตสูตร๔. คังคาเปยยาลวรรค๑. ปฐมรโหคตสูตร๒. ทุติยรโหคตสูตร๓. สุตนุสูตร๔. ปฐมกัณฏกีสูตร๕. ทุติยกัณฏกีสูตร๖. ตติยกัณฏกีสูตร๗. ตัณหากขยสูตร๘. สลฬาคารสูตร๙. อัมพปาลิวนสูตร๑๐. พาฬหคิลานสูตร๑. กัปปสหัสสสูตร ๒. อิทธิวิธสูตร ๓. ทิพพโสตสูตร ๔. เจโตปริยสูตร ๕. ฐานสูตร ๖. กัมมสมาทานสูตร ๗. สัพพัตถคามินีสูตร ๘. นานาธาตุสูตร ๙. นานาธิมุตติสูตร ๑๐. อินทริยปโรปริยัตตสูตร ๑๑. ฌานาทิสูตร ๑๒. ปุพเพนิวาสสูตร ๑๓. ทิพพจักขุสูตร ๑๔. อาสวักขยสูตร๙. ฌานสังยุต๑. เอกธัมมสูตร๒. โพชฌังคสูตร๓. สุทธิกสูตร๔. ปฐมผลสูตร๕. ทุติยผลสูตร๖. อริฏฐสูตร๗. มหากัปปินสูตร๘. ปทีโปปมสูตร๙. เวสาลีสูตร๑๐. กิมิลสูตร๑. อิจฉานังคลสูตร๒. กังเขยยสูตร๓. ปฐมอานันทสูตร๔. ทุติยอานันทสูตร๕. ปฐมภิกขุสูตร๖. ทุติยภิกขุสูตร๗. สัญโญชนัปปหานสูตร๘. อนุสยสมุคฆาตสูตร๙. อัทธานปริญญาสูตร๑๐. อาสวักขยสูตร๑. จักกวัตติราชสูตร๒. พรหมจริโยคธสูตร๓. ทีฆาวุอุปาสกสูตร๔. ปฐมสารีปุตตสูตร๕. ทุติยสารีปุตตสูตร๖. ถปติสูตร๗. เวฬุทวาเรยยสูตร๘. ปฐมคิญชกาวสถสูตร๙. ทุติยคิญชกาวสถสูตร๑๐. ตติยคิญชกาวสถสูตร๑. สหัสสภิกขุนีสังฆสูตร๒. พราหมณสูตร๓. อานันทเถรสูตร๔. ทุคคติภยสูตร๕. ทุคคติวินิปาตภยสูตร๖. ปฐมมิตตามัจจสูตร๗. ทุติยมิตตามัจจสูตร๘. ปฐมเทวจาริกสูตร๙. ทุติยเทวจาริกสูตร๑๐. ตติยเทวจาริกสูตร๑. ปฐมมหานามสูตร๒. ทุติยมหานามสูตร๓. โคธสักกสูตร๔. ปฐมสรณานิสักกสูตร๕. ทุติยสรณานิสักกสูตร๖. ปฐมอนาถปิณฑิกสูตร๗. ทุติยอนาถปิณฑิกสูตร๘. ปฐมภยเวรูปสันตสูตร๙. ทุติยภยเวรูปสันตสูตร๑๐. นันทกลิจฉวิสูตร๑. ปฐมปุญญาภิสันทสูตร๒. ทุติยปุญญาภิสันทสูตร๓. ตติยปุญญาภิสันทสูตร๔. ปฐมเทวปทสูตร๕. ทุติยเทวปทสูตร๖. เทวสภาคสูตร๗. มหานามสูตร๘. วัสสสูตร๙. กาฬิโคธสูตร๑๐. นันทิยสักกสูตร๑. ปฐมอภิสันทสูตร๒. ทุติยอภิสันทสูตร๓. ตติยอภิสันทสูตร๔. ปฐมมหัทธนสูตร๕. ทุติยมหัทธนสูตร๖. สุทธกสูตร๗. นันทิยสูตร๘. ภัททิยสูตร๙. มหานามสูตร๑๐. อังคสูตร๑. สคาถกสูตร๒. วัสสังวุตถสูตร๓. ธัมมทินนสูตร๔. คิลานสูตร๕. โสตาปัตติผลสูตร๖. สกทาคามิผลสูตร๗. อนาคามิผลสูตร๘. อรหัตตผลสูตร๙. ปัญญาปฏิลาภสูตร๑๐. ปัญญาวุฑฒิสูตร๑๑. ปัญญาเวปุลลสูตร๑. มหาปัญญาสูตร ๒. ปุถุปัญญาสูตร ๓. วิปุลปัญญาสูตร ๔. คัมภีรปัญญาสูตร ๕. อัปปมัตตปัญญาสูตร ๖. ภูริปัญญาสูตร ๗. ปัญญาพาหุลสูตร ๘. สีฆปัญญาสูตร ๙. ลหุปัญญาสูตร ๑๐. หาสปัญญาสูตร ๑๑. ชวนปัญญาสูตร ๑๒. ติกขปัญญาสูตร ๑๓. นิพเพธิกปัญญาสูตร๑. สมาธิสูตร๒. ปฏิสัลลานสูตร๓. ปฐมกุลปุตตสูตร๔. ทุติยกุลปุตตสูตร๕. ปฐมสมณพราหมณสูตร๖. ทุติยสมณพราหมณสูตร๗. วิตักกสูตร๘. จินตสูตร๙. วิคคาหิกกถาสูตร๑๐. ติรัจฉานกถาสูตร๑. ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร๒. ตถาคตสูตร๓. ขันธสูตร๔. อัชฌัตติกายตนสูตร๕. ปฐมธารณสูตร๖. ทุติยธารณสูตร๗. อวิชชาสูตร๘. วิชชาสูตร๙. สังกาสนสูตร๑๐. ตถสูตร๑. ปฐมโกฏิคามสูตร๒. ทุติยโกฏิคามสูตร๓. สัมมาสัมพุทธสูตร๔. อรหันตสูตร๕. อาสวักขยสูตร๖. มิตตสูตร๗. ตถสูตร๘. โลกสูตร๙. ปริญเญยยสูตร๑๐. ควัมปติสูตร๑. สีสปาวนสูตร๒. ขทิรปัตตสูตร๓. ทัณฑสูตร๔. เจลสูตร๕. สัตติสตสูตร๖. ปาณสูตร๗. ปฐมสุริยสูตร๘. ทุติยสุริยสูตร๙. อินทขีลสูตร๑๐. วาทัตถิกสูตร๑. โลกจินตาสูตร๒. ปปาตสูตร๓. มหาปริฬาหสูตร๔. กูฏาคารสูตร๕. วาลสูตร๖. อันธการสูตร๗. ปฐมฉิคคฬยุคสูตร๘. ทุติยฉิคคฬยุคสูตร๙. ปฐมสิเนรุปัพพตราชสูตร๑๐. ทุติยสิเนรุปัพพตราชสูตร๑. นขสิขสูตร๒. โปกขรณีสูตร๓. ปฐมสัมเภชชสูตร๔. ทุติยสัมเภชชสูตร๕. ปฐมมหาปฐวีสูตร๖. ทุติยมหาปฐวีสูตร๗. ปฐมมหาสมุททสูตร๘. ทุติยมหาสมุททสูตร๙. ปฐมปัพพตูปมสูตร๑๐. ทุติยปัพพตูปมสูตร๑. อัญญตรสูตร ๒. ปัจจันตสูตร ๓. ปัญญาสูตร ๔. สุราเมรยสูตร ๕. โอทกสูตร ๖. มัตเตยยสูตร ๗. เปตเตยยสูตร ๘. สามัญญสูตร ๙. พรหมัญญสูตร ๑๐. ปจายิกสูตร๑. ปาณาติปาตสูตร ๒. อทินนาทานสูตร ๓. กาเมสุมิจฉาจารสูตร ๔. มุสาวาทสูตร ๕. เปสุญญสูตร ๖. ผรุสวาจาสูตร ๗. สัมผัปปลาปสูตร ๘. พีชคามสูตร ๙. วิกาลโภชนสูตร ๑๐. คันธวิเลปนสูตร๑. นัจจคีตสูตร ๒. อุจจาสยนสูตร ๓. ชาตรูปรชตสูตร ๔. อามกธัญญสูตร ๕. อามกมังสสูตร ๖. กุมาริกสูตร ๗. ทาสีทาสสูตร ๘. อเชฬกสูตร ๙. กุกกุฏสูกรสูตร ๑๐. หัตถิควัสสสูตร๑๐. จตุตถอามกธัญญเปยยาลวรรค

注释

经典

๑๐. เจติยสูตร

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

1 条1 个版本

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

印本前页文字

๑๐. เจติยสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่ปาวาลเจดีย์

๘๒๒

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารสาลา ป่ามหาวัน เขต กรุงเวสาลี ครั้นในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงเวสาลี เสด็จกลับจากบิณฑบาต ภายหลังเสวยพระ กระยาหารเสร็จแล้ว ได้รับสั่งเรียกท่านพระอานนท์มาตรัสว่า “อานนท์ เธอจงถือ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๓๘๕} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๗. อิทธิปาทสังยุต] ๑. ปาวาลวรรค ๑๐. เจติยสูตร ผ้านิสีทนะ เราจักเข้าไปยังปาวาลเจดีย์เพื่อพักผ่อนกลางวัน” ท่านพระอานนท์ ทูลรับสนองพระดำรัสแล้วได้ถือผ้านิสีทนะตามเสด็จพระผู้มีพระภาคไปทางเบื้อง พระปฤษฎางค์ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปยังปาวาลเจดีย์ ประทับนั่งบนพุทธ- อาสน์ที่ปูลาดไว้แล้ว ฝ่ายท่านพระอานนท์ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับท่านพระอานนท์ดังนี้ว่า “อานนท์ กรุงเวสาลี น่ารื่นรมย์ อุเทนเจดีย์น่ารื่นรมย์ โคตมกเจดีย์น่ารื่นรมย์ สัตตัมพเจดีย์น่ารื่นรมย์ พหุปุตตกเจดีย์น่ารื่นรมย์ สารันททเจดีย์น่ารื่นรมย์ ปาวาลเจดีย์ก็น่ารื่นรมย์ อานนท์ อิทธิบาท ๔ ประการอันบุคคลใดบุคคลหนึ่งเจริญ ทำให้มากแล้ว ทำ ให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้ตั้งมั่น สั่งสม ปรารภดีแล้ว บุคคลนั้นเมื่อปรารถนา ก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ตลอดกัป หรือมากกว่ากัป อานนท์ อิทธิบาท ๔ ประการอันตถาคตเจริญ ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจ ยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้ตั้งมั่น สั่งสม ปรารภดีแล้ว ตถาคตเมื่อปรารถนาก็จะมี ชีวิตอยู่ต่อไปได้ตลอดกัปหรือมากกว่ากัป” แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงทำนิมิตที่ชัดแจ้ง โอภาสที่ชัดเจนอย่างนี้ ท่าน พระอานนท์ก็ไม่อาจรู้ทัน จึงไม่กราบทูลวิงวอนพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดดำรงพระชนม์อยู่ต่อไปตลอดกัป ขอ พระสุคตโปรดดำรงพระชนม์อยู่ต่อไปตลอดกัปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อ ความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย” ทั้งนี้เป็นเพราะท่านถูกมารดลใจ แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ พระผู้มีพระภาคก็รับสั่งเรียกท่านพระอานนท์มาตรัสว่า “อานนท์ กรุงเวสาลีน่ารื่นรมย์ อุเทนเจดีย์น่ารื่นรมย์ โคตมกเจดีย์น่ารื่นรมย์ สัตตัมพเจดีย์ @เชิงอรรถ : @ ผ้านิสีทนะ ในที่นี้หมายถึงท่อนหนังสำหรับใช้เป็นผ้ารองนั่ง (สํ.ม.อ. ๓/๘๒๒/๓๒๗) @ กัป ในที่นี้หมายถึงอายุกัปของมนุษย์ที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ (สํ.ม.อ. ๓/๘๒๒/๓๒๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๓๘๖} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๗. อิทธิปาทสังยุต] ๑. ปาวาลวรรค ๑๐. เจติยสูตร น่ารื่นรมย์ พหุปุตตกเจดีย์น่ารื่นรมย์ สารันททเจดีย์น่ารื่นรมย์ ปาวาลเจดีย์ก็น่า รื่นรมย์ อานนท์ อิทธิบาท ๔ ประการอันบุคคลใดบุคคลหนึ่งเจริญ ทำให้มาก ทำ ให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้ตั้งมั่น สั่งสม ปรารภดีแล้ว บุคคลนั้นเมื่อปรารถนา ก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ตลอดกัปหรือมากกว่ากัป อานนท์ อิทธิบาท ๔ ประการอันตถาคตเจริญ ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็น ดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้ตั้งมั่น สั่งสม ปรารภดีแล้ว ตถาคตเมื่อมุ่งหวัง ก็จะ มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ตลอดกัปหรือมากกว่ากัป” แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงทำนิมิตที่ชัดแจ้ง โอภาสที่ชัดเจนอย่างนี้ ท่าน พระอานนท์ก็ไม่อาจรู้ทัน จึงไม่กราบทูลวิงวอนพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดดำรงพระชนม์อยู่ต่อไปตลอดกัป ขอพระสุคต โปรดดำรงพระชนม์อยู่ต่อไปตลอดกัปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อความ สุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย” ทั้งนี้เป็นเพราะท่านถูกมารดลใจ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกท่านพระอานนท์มาตรัสว่า “ไปเถิด อานนท์ เธอจงกำหนดเวลาอันสมควรในบัดนี้” ท่านพระอานนท์ทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว ลุกจากอาสนะ ถวายอภิวาท ทำประทักษิณแล้ว นั่งที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่งในที่ไม่ไกล ครั้นเมื่อท่านพระอานนท์จากไปไม่นาน มารผู้มีบาปก็เข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคถึงที่ประทับแล้วได้กราบทูลดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระ ภาคโปรดปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตโปรดปรินิพพานในบัดนี้เถิด เวลานี้ เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคเคยตรัสพระวาจานี้ไว้ว่า ‘มารผู้มีบาป เราจะยังไม่ปรินิพพานตราบเท่าที่ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นสาวกของเรายัง ไม่เฉียบแหลม ไม่ได้รับการแนะนำ ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๓๘๗} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๗. อิทธิปาทสังยุต] ๑. ปาวาลวรรค ๑๐. เจติยสูตร ของตนแล้วแต่ก็ยังบอก แสดง บัญญัติ กำหนด เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่าย ไม่ได้ ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ปราบปรับวาท ที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อย โดยชอบธรรมไม่ได้’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เวลานี้ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้เฉียบแหลม ได้รับการแนะนำ แกล้วกล้า เป็นพหูสูต ทรงธรรม ปฏิบัติ ธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตน แล้วก็สามารถจะบอก แสดง บัญญัติ กำหนด เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายได้ สามารถแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ปราบปรัปวาทที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยชอบธรรมได้ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตโปรดปริพพานในบัดนี้เถิด เวลานี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาค ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเคยตรัสพระวาจานี้ไว้ว่า ‘มารผู้มีบาป เราจะยังไม่ปรินิพพานตราบเท่าที่ภิกษุณีทั้งหลายผู้เป็นสาวิกาของเรายังไม่เฉียบแหลม ไม่ได้รับการแนะนำ ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบยิ่ง ไม่ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตน แล้วแต่ก็ยังบอก แสดง บัญญัติ กำหนด เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายไม่ได้ ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ปราบปรัปวาทที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยชอบธรรมไม่ได้’ @เชิงอรรถ : @ บอก หมายถึงกล่าวคำเริ่มต้น แสดงคำเริ่มต้น (องฺ.จตุกฺก.ฏีกา ๒/๑๗๒/๔๓๔) @ แสดง หมายถึงการให้อุทเทส (คำเริ่มต้น) จบลง (องฺ.จตุกฺก.ฏีกา ๒/๑๗๒/๔๓๔) @ บัญญัติ หมายถึงประกาศให้รู้ถึงเนื้อความตามที่ตั้งอุทเทสไว้โดยประการต่างๆ ตามที่ยกแสดงไว้ @(องฺ.จตุกฺก.ฏีกา ๒/๑๗๒/๔๓๔) @ กำหนด หมายถึงการให้เนื้อความนั้นดำเนินไปโดยประการต่างๆ (องฺ.จตุกฺก.ฏีกา ๒/๑๗๒/๔๓๕) @ เปิดเผย หมายถึงการชี้แจงเนื้อความตามที่ตั้งอุทเทสไว้ โดยการวกกลับมาอธิบายซ้ำอีก @(องฺ.จตุกฺก.ฏีกา ๒/๑๗๒/๔๓๕) @ จำแนก หมายถึงการจำแนกประเด็นที่เปิดแล้ว (องฺ.จตุกฺก.ฏีกา ๒/๑๗๒/๔๓๕) @ ทำให้ง่าย หมายถึงการแสดงประเด็นที่จำแนกไว้ให้ชัดเจนด้วยการชี้เหตุและยกอุทาหรณ์ต่างๆ มาประกอบ @(องฺ.จตุกฺก.ฏีกา ๒/๑๗๒/๔๓๕) @ ปรับปวาท ในที่นี้หมายถึงวาทะ หรือลัทธิต่างๆ ของเจ้าลัทธิอื่นนอกพระพุทธศาสนา @(ที.ม.ฏีกา ๓๗๔/๓๗๕, ขุ.ม.อ. ๓๑/๒๓๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๓๘๘} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๗. อิทธิปาทสังยุต] ๑. ปาวาลวรรค ๑๐. เจติยสูตร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เวลานี้ภิกษุณีทั้งหลายผู้เป็นสาวิกาของพระผู้มี พระภาคเป็นผู้เฉียบแหลม ได้รับการแนะนำ แกล้วกล้า เป็นพหูสูต ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ ของตนแล้ว ก็สามารถจะบอก แสดง บัญญัติ กำหนด เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายได้ สามารถแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ปราบปรับปวาทที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยชอบธรรมได้ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตโปรดปรินิพพานในบัดนี้เถิด เวลานี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาค ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเคยตรัสพระวาจานี้ไว้ว่า ‘มารผู้มีบาป เราจะยังไม่ปรินิพพานตราบเท่าที่อุบาสกทั้งหลายผู้เป็นสาวกของเรา ฯลฯ ตราบ เท่าที่อุบาสิกาทั้งหลายผู้เป็นสาวิกาของเรา ยังไม่เฉียบแหลม ไม่ได้รับการแนะนำ ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตนแล้วแต่ก็ยังบอก แสดง บัญญัติ กำหนด เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายไม่ได้ ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ปราบปรัปวาทที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยชอบธรรมไม่ได้’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เวลานี้อุบาสิกาทั้งหลายผู้เป็นสาวิกาของพระผู้มีพระ ภาคเป็นผู้เฉียบแหลม ได้รับการแนะนำ แกล้วกล้า เป็นพหูสูต ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ ของตนแล้ว ก็สามารถจะบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายได้ สามารถแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ปราบปรัปวาทที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยชอบธรรม ได้ขอพระผู้มีพระภาคโปรดปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตโปรดปรินิพพานใน บัดนี้เถิด เวลานี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาค ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเคยตรัสพระวาจานี้ไว้ว่า ‘มารผู้ มีบาป เราจะยังไม่ปรินิพพานตราบเท่าที่พรหมจรรย์ นี้ของเรายังไม่บริบูรณ์ กว้างขวาง แพร่หลาย รู้จักกันโดยมาก มั่นคงดี กระทั่งเทวดาและมนุษย์ ทั้งหลายประกาศได้แล้ว’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พรหมจรรย์นี้ของพระผู้มีพระภาคบริบูรณ์ กว้างขวาง แพร่หลาย รู้จักกันโดยมาก มั่นคงดี กระทั่งเทวดาและมนุษย์ประกาศได้แล้ว @เชิงอรรถ : @ พรหมจรรย์ ในที่นี้หมายถึงศาสนพรหมจรรย์ คือ คำสั่งสอนในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้นที่สงเคราะห์เข้า @ในไตรสิกขา (สํ.ม.อ. ๓/๘๒๒/๓๓๐, องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๗๐/๒๗๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๓๘๙} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๗. อิทธิปาทสังยุต] ๑. ปาวาลวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค ขอพระผู้มีพระภาคโปรดปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตโปรดปรินิพพานในบัดนี้เถิด เวลานี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาค” เมื่อมารทูลอาราธนาอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสตอบดังนี้ว่า “มารผู้ มีบาป เธอจงอย่ากังวลเลย อีกไม่นานการปรินิพพานของตถาคตจักมี จากนี้ ไป(เพียง) ๓ เดือน ตถาคตจักปรินิพพาน” ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงมีสติสัมปชัญญะ ทรงปลงพระชนมายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์ เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงปลงพระชนมายุสังขารแล้ว ได้เกิดแผ่นดิน ไหวครั้งใหญ่ น่าสะพรึงกลัว ให้เกิดขนพองสยองเกล้า ทั้งกลองทิพย์ก็ดังกึกก้อง ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทาน นี้ในเวลานั้นว่า “มุนีละกรรมทั้งที่ชั่งได้และชั่งไม่ได้ อันเป็นเหตุก่อกำเนิดเป็นเครื่องปรุงแต่งภพได้แล้ว ยินดีภายในตน มีใจมั่งคง ทำลายกิเลสที่เกิดในตนได้ เหมือนนักรบทำลายเกราะเสีย ฉะนั้น” เจติยสูตรที่ ๑๐ จบ ปาวาลวรรคที่ ๑ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อปารสูตร ๒. วิรัทธสูตร ๓. อริยสูตร ๔. นิพพิทาสูตร ๕. อิทธิปเทสสูตร ๖. สมัตตสูตร ๗. ภิกขุสูตร ๘. พุทธสูตร ๙. ญาณสูตร ๑๐. เจติยสูตร @เชิงอรรถ : @ ปลงพระชนมายุสังขาร หมายถึงสลัดปัจจัยเครื่องปรุงแต่งอายุ ตกลงพระทัยอย่างมีสติมั่นคง และกำหนด @รู้ด้วยพระปัญญาว่าจะปรินิพพาน (สํ.ม.อ. ๓/๘๒๒/๓๓๐, ที.ม.อ. ๑๖๙/๑๕๙, องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๗๐/๒๗๗) @ ดูเทียบ ที.ม. (แปล) ๑๐/๑๖๖-๑๖๙/๑๑๒-๑๑๖, องฺ.อฏฺฐก. (แปล) ๒๓/๗๐/๓๗๒-๓๗๖ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๓๙๐}

所用版本与授权

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้