This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 ·

เล่ม ๑๙

本册其他条目

๑. อวิชชาสูตร๒. อุปัฑฒสูตร๓. สารีปุตตสูตร๔. ชาณุสโสณิพราหมณสูตร๕. กิมัตถิยสูตร๖. ปฐมอัญญตรภิกขุสูตร๗. ทุติยอัญญตรภิกขุสูตร๘. วิภังคสูตร๙. สูกสูตร๑๐. นันทิยสูตร๑. ปฐมวิหารสูตร๒. ทุติยวิหารสูตร๓. เสกขสูตร๔. ปฐมอุปปาทสูตร๕. ทุติยอุปปาทสูตร๖. ปฐมปริสุทธสูตร๗. ทุติยปริสุทธสูตร๘. ปฐมกุกกุฏารามสูตร๙. ทุติยกุกกุฏารามสูตร๑๐. ตติยกุกกุฏารามสูตร๑. มิจฉัตตสูตร๒. อกุสลธัมมสูตร๓. ปฐมปฏิปทาสูตร๔. ทุติยปฏิปทาสูตร๕. ปฐมอสัปปุริสสูตร๖. ทุติยอสัปปุริสสูตร๗. กุมภสูตร๘. สมาธิสูตร๙. เวทนาสูตร๑๐. อุตติยสูตร๑. ปฐมปฏิปัตติสูตร๒. ทุติยปฏิปัตติสูตร๓. วิรัทธสูตร๔. ปารังคมสูตร๕. ปฐมสามัญญสูตร๖. ทุติยสามัญญสูตร๗. ปฐมพรหมัญญสูตร๘. ทุติยพรหมัญญสูตร๙. ปฐมพรหมจริยสูตร๑๐. ทุติยพรหมจริยสูตร๑. ราควิราคสูตร ๒-๗. สังโยชนัปปหานาทิสุตตฉักกะ ๘. อนุปาทาปรินิพพานสูตร๑. กัลยาณมิตตสูตร ๒-๖. สีลสัมปทาทิสุตตปัญจกะ ๗. โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตร ๘. กัลยาณมิตตสูตร ๙-๑๓. สีลสัมปทาทิสุตตปัญจกะ ๑๔. โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตร๑. กัลยาณมิตตสูตร ๒-๖. สีลสัมปทาทิสุตตปัญจกะ ๗. โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตร ๘. กัลยาณมิตตสูตร ๙-๑๓. สีลสัมปทาทิสุตตปัญจกะ ๑๔. โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตร๑. กัลยาณมิตตสูตร ๒-๖. สีลสัมปทาทิสุตตปัญจกะ ๗. โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตร ๘. กัลยาณมิตตสูตร ๙-๑๓. สีลสัมปทาทิสุตตปัญจกะ ๑๔. โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตร๑. ปฐมปาจีนนินนสูตร ๒-๕. ทุติยาทิปาจีนนินนสุตตจตุกกะ ๖. ฉัฏฐปาจีนนินนสูตร ๗. ปฐมสมุททนินนสูตร ๘-๑๒. ทุติยาทิสมุททนินนสุตตปัญจกะ๑. ปฐมปาจีนนินนสูตร ๒-๖. ทุติยาทิปาจีนนินนสุตตปัญจกะ ๗. ปฐมสมุททนินนสูตร ๘-๑๒. ทุติยาทิสมุททนินนสุตตปัญจกะ๑๓. ปฐมปาจีนนินนสูตร ๑๔-๑๘. ทุติยาทิปาจีนนินนสุตตปัญจกะ ๑๙. ปฐมสมุททนินนสูตร ๒๐-๒๔. ทุติยาทิสมุททนินนสุตตปัญจกะ๒๕. ปฐมปาจีนนินนสูตร ๒๖-๓๐. ทุติยาทิปาจีนนินนสุตตปัญจกะ ๓๑. ปฐมสมุททนินนสูตร ๓๒-๓๖. ทุติยาทิสมุททนินนสุตตปัญจกะ๑. ตถาคตสูตร ๒. ปทสูตร ๓-๗. กูฏาทิสุตตปัญจกะ ๘-๑๐. จันทิมาทิสุตตติกะ๑. พลสูตร๒. พีชสูตร๓. นาคสูตร๔. รุกขสูตร๕. กุมภสูตร๖. สูกสูตร๗. อากาสสูตร๘. ปฐมเมฆสูตร๙. ทุติยเมฆสูตร๑๐. นาวาสูตร๑๑. อาคันตุกสูตร๑๒. นทีสูตร๑. เอสนาสูตร๒. วิธาสูตร๓. อาสวสูตร๔. ภวสูตร๕. ทุกขตาสูตร๖. ขีลสูตร๗. มลสูตร๘. นีฆสูตร๙. เวทนาสูตร๑๐. ตัณหาสูตร๑๑. ตสินาสูตร๑. โอฆสูตร ๒. โยคสูตร ๓. อุปาทานสูตร ๔. คันถสูตร ๕. อนุสยสูตร ๖. กามคุณสูตร ๗. นีวรณสูตร ๘. อุปาทานักขันธสูตร ๙. โอรัมภาคิยสูตร ๑๐. อุทธัมภาคิยสูตร๑. หิมวันตสูตร๒. กายสูตร๓. สีลสูตร๔. วัตถสูตร๕. ภิกขุสูตร๖. กุณฑลิยสูตร๗. กูฏาคารสูตร๘. อุปวาณสูตร๙. ปฐมอุปปันนสูตร๑๐. ทุติยอุปปันนสูตร๑. ปาณสูตร๒. ปฐมสุริยูปมสูตร๓. ทุติยสุริยูปมสูตร๔. ปฐมคิลานสูตร๕. ทุติยคิลานสูตร๖. ตติยคิลานสูตร๗. ปารังคมสูตร๘. วิรัทธสูตร๙. อริยสูตร๑๐. นิพพิทาสูตร๑. โพธายสูตร๒. โพชฌังคเทสนาสูตร๓. ฐานิยสูตร๔. อโยนิโสมนสิการสูตร๕. อปริหานิยสูตร๖. ตัณหักขยสูตร๗. ตัณหานิโรธสูตร๘. นิพเพธภาคิยสูตร๙. เอกธัมมสูตร๑๐. อุทายิสูตร๑. ปฐมกุสลสูตร๒. ทุติยกุสลสูตร๓. อุปักกิเลสสูตร ๔. อนุปักกิเลสสูตร๕. อโยนิโสมนสิการสูตร๖. โยนิโสมนสิการสูตร๗. วุฑฒิสูตร๘. อาวรณนีวรณสูตร๙. รุกขสูตร๑๐. นีวรณสูตร๑. วิธาสูตร๒. จักกวัตติสูตร๓. มารสูตร๔. ทุปปัญญสูตร๕. ปัญญวันตสูตร๖. ทลิททสูตร๗. อทลิททสูตร๘. อาทิจจสูตร๙. อัชฌัตติกังคสูตร๑๐. พาหิรังคสูตร๑. อาหารสูตร๒. ปริยายสูตร๓. อัคคิสูตร๔. เมตตาสหคตสูตร๕. สังคารวสูตร๖. อภยสูตร๗. อานาปานวรรค ๘. นิโรธวรรค๙. คังคาเปยยาลวรรค ๑๐. อัปปมาทวรรค ๑๑. พลกรณียวรรค ๑๒. เอสนาวรรค ๑๓. โอฆวรรค ๑๔. ปุนคังคาเปยยาลวรรค ๑๕. ปุนอัปปมาทวรรค ๑๖. ปุนพลกรณียวรรค ๑๗. ปุนเอสนาวรรค ๑๘. ปุนโอฆวรรค๑. อัมพปาลิสูตร๒. สติสูตร๓. ภิกขุสูตร๔. สาลสูตร๕. อกุสลราสิสูตร๖. สกุณัคฆิสูตร๗. มักกฏสูตร๘. สูทสูตร๙. คิลานสูตร๑๐. ภิกขุนูปัสสยสูตร๑. มหาปุริสสูตร๒. นาลันทสูตร๓. จุนทสูตร๔. อุกกเจลสูตร๕. พาหิยสูตร๖. อุตติยสูตร๗. อริยสูตร๘. พรหมสูตร๙. เสทกสูตร๑๐. ชนปทกัลยาณีสูตร๑. สีลสูตร๒. จิรัฏฐิติสูตร๓. ปริหานสูตร๔. สุทธสูตร๕. อัญญตรพราหมณสูตร๖. ปเทสสูตร๗. สมัตตสูตร๘. โลกสูตร๙. สิริวัฑฒสูตร๑๐. มานทินนสูตร๑. อนนุสสุตสูตร๒. วิราคสูตร๓. วิรัทธสูตร๔. ภาวิตสูตร๕. สติสูตร๖. อัญญาสูตร๗. ฉันทสูตร๘. ปริญญาตสูตร๙. ภาวนาสูตร๑๐. วิภังคสูตร๑. อมตสูตร๒. สมุทยสูตร๓. มัคคสูตร๔. สติสูตร๕. กุสลราสิสูตร๖. ปาติโมกขสังวรสูตร๗. ทุจจริตสูตร๘. มิตตสูตร๙. เวทนาสูตร๑๐. อาสวสูตร๖. คังคาเปยยาลวรรค๑. สุทธิกสูตร๒. ปฐมโสตาปันนสูตร๓. ทุติยโสตาปันนสูตร๔. ปฐมอรหันตสูตร๕. ทุติยอรหันตสูตร๖. ปฐมสมณพราหมณสูตร๗. ทุติยสมณพราหมณสูตร๘. ทัฏฐัพพสูตร๙. ปฐมวิภังคสูตร๑๐. ทุติยวิภังคสูตร๑. ปฏิลาภสูตร๒. ปฐมสังขิตตสูตร๓. ทุติยสังขิตตสูตร๔. ตติยสังขิตตสูตร๕. ปฐมวิตถารสูตร๖. ทุติยวิตถารสูตร๗. ตติยวิตถารสูตร๘. ปฏิปันนสูตร๙. สัมปันนสูตร๑๐. อาสวักขยสูตร๑. ปุนัพภวสูตร๒. ชีวิตินทริยสูตร๓. อัญญินทริยสูตร๔. เอกพีชีสูตร๕. สุทธสูตร๖. โสตาปันนสูตร๗. อรหันตสูตร๘. สัมมัทธสูตร๙. ปฐมสมณพราหมณสูตร๑๐. ทุติยสมณพราหมณสูตร๑. สุทธิกสูตร๒. โสตาปันนสูตร๓. อรหันตสูตร๔. ปฐมสมณพราหมณสูตร๕. ทุติยสมณพราหมณสูตร๖. ปฐมวิภังคสูตร๗. ทุติยวิภังคสูตร๘. ตติยวิภังคสูตร๙. กัฏโฐปมสูตร๑๐. อุปปฏิปาฏิกสูตร๑. ชราธัมมสูตร๒. อุณณาภพราหมณสูตร๓. สาเกตสูตร๔. ปุพพโกฏฐกสูตร๕. ปฐมปุพพารามสูตร๖. ทุติยปุพพารามสูตร๗. ตติยปุพพารามสูตร๘. จตุตถปุพพารามสูตร๙. ปิณโฑลภารทวาชสูตร๑๐. อาปณสูตร๑. สาลสูตร๒. มัลลกสูตร๓. เสขสูตร๔. ปทสูตร๕. สารสูตร๖. ปติฏฐิตสูตร๗. สหัมปติพรหมสูตร๘. สูกรขตสูตร๙. ปฐมอุปปาทสูตร๑๐. ทุติยอุปปาทสูตร๑. สัญโญชนสูตร๒. อนุสยสูตร๓. ปริญญาสูตร๔. อาสวักขยสูตร๕. ปฐมผลสูตร๖. ทุติยผลสูตร๗. ปฐมรุกขสูตร๘. ทุติยรุกขสูตร๙. ตติยรุกขสูตร๑๐. จตุตถรุกขสูตร๘. คังคาเปยยาลวรรค๕. สัมมัปปธานสังยุต๖. พลสังยุต๑. อปารสูตร๒. วิรัทธสูตร๓. อริยสูตร๔. นิพพิทาสูตร๕. อิทธิปเทสสูตร๖. สมัตตสูตร๗. ภิกขุสูตร๘. พุทธสูตร๙. ญาณสูตร๑๐. เจติยสูตร๑. ปุพพสูตร๒. มหัปผลสูตร๓. ฉันทสมาธิสูตร๔. โมคคัลลานสูตร๕. อุณณาภพราหมณสูตร๖. ปฐมพราหมณสูตร๗. ทุติยพราหมณสูตร๘. ภิกขุสูตร๙. อิทธาทิเทสนาสูตร๑๐. วิภังคสูตร๑. มัคคสูตร๒. อโยคุฬสูตร๓. ภิกขุสูตร ๔. สุทธิกสูตร๕. ปฐมผลสูตร๖. ทุติยผลสูตร๗. ปฐมอานันทสูตร๘. ทุติยอานันทสูตร๙. ปฐมภิกขุสูตร๑๐. ทุติยภิกขุสูตร๑๑. โมคคัลลานสูตร๑๒. ตถาคตสูตร๔. คังคาเปยยาลวรรค๑. ปฐมรโหคตสูตร๒. ทุติยรโหคตสูตร๓. สุตนุสูตร๔. ปฐมกัณฏกีสูตร๕. ทุติยกัณฏกีสูตร๖. ตติยกัณฏกีสูตร๗. ตัณหากขยสูตร๘. สลฬาคารสูตร๙. อัมพปาลิวนสูตร๑๐. พาฬหคิลานสูตร๑. กัปปสหัสสสูตร ๒. อิทธิวิธสูตร ๓. ทิพพโสตสูตร ๔. เจโตปริยสูตร ๕. ฐานสูตร ๖. กัมมสมาทานสูตร ๗. สัพพัตถคามินีสูตร ๘. นานาธาตุสูตร ๙. นานาธิมุตติสูตร ๑๐. อินทริยปโรปริยัตตสูตร ๑๑. ฌานาทิสูตร ๑๒. ปุพเพนิวาสสูตร ๑๓. ทิพพจักขุสูตร ๑๔. อาสวักขยสูตร๙. ฌานสังยุต๑. เอกธัมมสูตร๒. โพชฌังคสูตร๓. สุทธิกสูตร๔. ปฐมผลสูตร๕. ทุติยผลสูตร๖. อริฏฐสูตร๗. มหากัปปินสูตร๘. ปทีโปปมสูตร๙. เวสาลีสูตร๑๐. กิมิลสูตร๑. อิจฉานังคลสูตร๒. กังเขยยสูตร๓. ปฐมอานันทสูตร๔. ทุติยอานันทสูตร๕. ปฐมภิกขุสูตร๖. ทุติยภิกขุสูตร๗. สัญโญชนัปปหานสูตร๘. อนุสยสมุคฆาตสูตร๙. อัทธานปริญญาสูตร๑๐. อาสวักขยสูตร๑. จักกวัตติราชสูตร๒. พรหมจริโยคธสูตร๓. ทีฆาวุอุปาสกสูตร๔. ปฐมสารีปุตตสูตร๕. ทุติยสารีปุตตสูตร๖. ถปติสูตร๗. เวฬุทวาเรยยสูตร๘. ปฐมคิญชกาวสถสูตร๙. ทุติยคิญชกาวสถสูตร๑๐. ตติยคิญชกาวสถสูตร๑. สหัสสภิกขุนีสังฆสูตร๒. พราหมณสูตร๓. อานันทเถรสูตร๔. ทุคคติภยสูตร๕. ทุคคติวินิปาตภยสูตร๖. ปฐมมิตตามัจจสูตร๗. ทุติยมิตตามัจจสูตร๘. ปฐมเทวจาริกสูตร๙. ทุติยเทวจาริกสูตร๑๐. ตติยเทวจาริกสูตร๑. ปฐมมหานามสูตร๒. ทุติยมหานามสูตร๓. โคธสักกสูตร๔. ปฐมสรณานิสักกสูตร๕. ทุติยสรณานิสักกสูตร๖. ปฐมอนาถปิณฑิกสูตร๗. ทุติยอนาถปิณฑิกสูตร๘. ปฐมภยเวรูปสันตสูตร๙. ทุติยภยเวรูปสันตสูตร๑๐. นันทกลิจฉวิสูตร๑. ปฐมปุญญาภิสันทสูตร๒. ทุติยปุญญาภิสันทสูตร๓. ตติยปุญญาภิสันทสูตร๔. ปฐมเทวปทสูตร๕. ทุติยเทวปทสูตร๖. เทวสภาคสูตร๗. มหานามสูตร๘. วัสสสูตร๙. กาฬิโคธสูตร๑๐. นันทิยสักกสูตร๑. ปฐมอภิสันทสูตร๒. ทุติยอภิสันทสูตร๓. ตติยอภิสันทสูตร๔. ปฐมมหัทธนสูตร๕. ทุติยมหัทธนสูตร๖. สุทธกสูตร๗. นันทิยสูตร๘. ภัททิยสูตร๙. มหานามสูตร๑๐. อังคสูตร๑. สคาถกสูตร๒. วัสสังวุตถสูตร๓. ธัมมทินนสูตร๔. คิลานสูตร๕. โสตาปัตติผลสูตร๖. สกทาคามิผลสูตร๗. อนาคามิผลสูตร๘. อรหัตตผลสูตร๙. ปัญญาปฏิลาภสูตร๑๐. ปัญญาวุฑฒิสูตร๑๑. ปัญญาเวปุลลสูตร๑. มหาปัญญาสูตร ๒. ปุถุปัญญาสูตร ๓. วิปุลปัญญาสูตร ๔. คัมภีรปัญญาสูตร ๕. อัปปมัตตปัญญาสูตร ๖. ภูริปัญญาสูตร ๗. ปัญญาพาหุลสูตร ๘. สีฆปัญญาสูตร ๙. ลหุปัญญาสูตร ๑๐. หาสปัญญาสูตร ๑๑. ชวนปัญญาสูตร ๑๒. ติกขปัญญาสูตร ๑๓. นิพเพธิกปัญญาสูตร๑. สมาธิสูตร๒. ปฏิสัลลานสูตร๓. ปฐมกุลปุตตสูตร๔. ทุติยกุลปุตตสูตร๕. ปฐมสมณพราหมณสูตร๖. ทุติยสมณพราหมณสูตร๗. วิตักกสูตร๘. จินตสูตร๙. วิคคาหิกกถาสูตร๑๐. ติรัจฉานกถาสูตร๑. ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร๒. ตถาคตสูตร๓. ขันธสูตร๔. อัชฌัตติกายตนสูตร๕. ปฐมธารณสูตร๖. ทุติยธารณสูตร๗. อวิชชาสูตร๘. วิชชาสูตร๙. สังกาสนสูตร๑๐. ตถสูตร๑. ปฐมโกฏิคามสูตร๒. ทุติยโกฏิคามสูตร๓. สัมมาสัมพุทธสูตร๔. อรหันตสูตร๕. อาสวักขยสูตร๖. มิตตสูตร๗. ตถสูตร๘. โลกสูตร๙. ปริญเญยยสูตร๑๐. ควัมปติสูตร๑. สีสปาวนสูตร๒. ขทิรปัตตสูตร๓. ทัณฑสูตร๔. เจลสูตร๕. สัตติสตสูตร๖. ปาณสูตร๗. ปฐมสุริยสูตร๘. ทุติยสุริยสูตร๙. อินทขีลสูตร๑๐. วาทัตถิกสูตร๑. โลกจินตาสูตร๒. ปปาตสูตร๓. มหาปริฬาหสูตร๔. กูฏาคารสูตร๕. วาลสูตร๖. อันธการสูตร๗. ปฐมฉิคคฬยุคสูตร๘. ทุติยฉิคคฬยุคสูตร๙. ปฐมสิเนรุปัพพตราชสูตร๑๐. ทุติยสิเนรุปัพพตราชสูตร๑. นขสิขสูตร๒. โปกขรณีสูตร๓. ปฐมสัมเภชชสูตร๔. ทุติยสัมเภชชสูตร๕. ปฐมมหาปฐวีสูตร๖. ทุติยมหาปฐวีสูตร๗. ปฐมมหาสมุททสูตร๘. ทุติยมหาสมุททสูตร๙. ปฐมปัพพตูปมสูตร๑๐. ทุติยปัพพตูปมสูตร๑. อัญญตรสูตร ๒. ปัจจันตสูตร ๓. ปัญญาสูตร ๔. สุราเมรยสูตร ๕. โอทกสูตร ๖. มัตเตยยสูตร ๗. เปตเตยยสูตร ๘. สามัญญสูตร ๙. พรหมัญญสูตร ๑๐. ปจายิกสูตร๑. ปาณาติปาตสูตร ๒. อทินนาทานสูตร ๓. กาเมสุมิจฉาจารสูตร ๔. มุสาวาทสูตร ๕. เปสุญญสูตร ๖. ผรุสวาจาสูตร ๗. สัมผัปปลาปสูตร ๘. พีชคามสูตร ๙. วิกาลโภชนสูตร ๑๐. คันธวิเลปนสูตร๑. นัจจคีตสูตร ๒. อุจจาสยนสูตร ๓. ชาตรูปรชตสูตร ๔. อามกธัญญสูตร ๕. อามกมังสสูตร ๖. กุมาริกสูตร ๗. ทาสีทาสสูตร ๘. อเชฬกสูตร ๙. กุกกุฏสูกรสูตร ๑๐. หัตถิควัสสสูตร๑๐. จตุตถอามกธัญญเปยยาลวรรค

经典

๑๐. วิภังคสูตร

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

仅原文 · 不作诠释1 条1 个版本

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

印本前页文字

๑๐. วิภังคสูตร ว่าด้วยการจำแนกอิทธิบาท

๘๓๒

“ภิกษุทั้งหลาย อิทธิบาท ๔ ประการนี้ที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก อิทธิบาท ๔ ประการที่บุคคลเจริญอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขารดังนี้ว่า ฉันทะ ของเราจักไม่ย่อหย่อนนัก ไม่ต้องประคับประคองเกินไป ไม่ หดหู่ในภายใน ไม่ซ่านไปในภายนอก และมีความหมายรู้ว่า เบื้องหน้าและเบื้องหลังอยู่ คือ มีความหมายรู้ว่าเบื้องหลัง เหมือนเบื้องหน้า เบื้องหน้าเหมือนเบื้องหลัง เบื้องบนเหมือน เบื้องล่าง เบื้องล่างเหมือนเบื้องบน กลางคืนเหมือนกลางวัน กลางวันเหมือนกลางคืน มีใจสงัด ไม่มีเครื่องร้อยรัด อบรม จิตให้สว่างอยู่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๔๐๖} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๗. อิทธิปาทสังยุต] ๒. ปาสาทกัมปนวรรค ๑๐. วิภังคสูตร ๒. เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร ฯลฯ ๓. เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร ฯลฯ ๔. เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยวิมังสาสมาธิปธานสังขารดังนี้ว่า วิมังสาของเราจักไม่ย่อหย่อนนัก ไม่ต้องประคับประคองเกินไป ไม่หดหู่ในภายใน ไม่ซ่านไปในภายนอก และมีความหมายรู้ว่า เบื้องหน้าและเบื้องหลังอยู่ คือ มีความหมายรู้ว่าเบื้องหลัง เหมือนเบื้องหน้า เบื้องหน้าเหมือนเบื้องหลัง เบื้องบนเหมือน เบื้องล่าง เบื้องล่างเหมือนเบื้องบน กลางคืนเหมือนกลางวัน กลางวันเหมือนกลางคืน มีใจสงัด ไม่มีเครื่องร้อยรัด อบรม จิตให้สว่างอยู่ ฉันทะที่ย่อหย่อนนัก เป็นอย่างไร คือ ฉันทะที่สหรคตด้วยความเกียจคร้าน สัมปยุตด้วยความเกียจคร้าน นี้เรียกว่า ฉันทะที่ย่อหย่อนนัก ฉันทะที่ต้องประคับประคองเกินไป เป็นอย่างไร คือ ฉันทะที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ สัมปยุตด้วยอุทธัจจะ นี้เรียกว่า ฉันทะที่ต้องประคับประคองเกินไป ฉันทะที่หดหู่ในภายใน เป็นอย่างไร คือ ฉันทะที่สหรคตด้วยถีนมิทธะ สัมปยุตด้วยถีนมิทธะ นี้เรียกว่า ฉันทะที่หดหู่ในภายใน ฉันทะที่ซ่านไปในภายนอก เป็นอย่างไร คือ ฉันทะที่ซ่านไป ฟุ้งไป ปรารภกามคุณ ๕ ประการในภายนอก นี้เรียกว่า ฉันทะที่ซ่านไปในภายนอก ภิกษุมีความหมายรู้ว่าเบื้องหน้าและเบื้องหลังอยู่ คือ มีความหมายรู้ว่า เบื้องหลังเหมือนเบื้องหน้า เบื้องหน้าเหมือนเบื้องหลัง เป็นอย่างไร คือ ความหมายรู้ว่าเบื้องหน้าและเบื้องหลังอันภิกษุในธรรมวินัยนี้เรียนดี ใส่ใจดี ทรงจำดี รู้แจ้งดีแล้วด้วยปัญญา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๔๐๗} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๗. อิทธิปาทสังยุต] ๒. ปาสาทกัมปนวรรค ๑๐. วิภังคสูตร ภิกษุชื่อว่ามีความหมายรู้ว่าเบื้องหน้าและเบื้องหลังอยู่ คือ มีความหมายรู้ว่า เบื้องหลังเหมือนเบื้องหน้า เบื้องหน้าเหมือนเบื้องหลัง เป็นอย่างนี้แล ภิกษุมีความหมายรู้ว่าเบื้องบนเหมือนเบื้องล่าง เบื้องล่างเหมือนเบื้องบนอยู่ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมพิจารณากายนี้ขึ้นเบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นไป พิจารณาลงเบื้องล่างแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มด้วยของไม่ สะอาดมีประการต่างๆ ว่า ‘ในร่างกายนี้มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร’ ภิกษุชื่อว่ามีความหมายรู้ว่าเบื้องบนเหมือนเบื้องล่าง เบื้องล่างเหมือนเบื้องบนอยู่ เป็นอย่างนี้แล ภิกษุมีความหมายรู้ว่ากลางคืนเหมือนกลางวัน กลางวันเหมือนกลางคืนอยู่ เป็นอย่างไร @เชิงอรรถ : @ ไต แปลจากคำบาลีว่า วกฺก (โบราณแปลว่า ม้าม) ได้แก่ก้อนเนื้อ ๒ ก้อน มีขั้วเดียวกัน มีสีแดง @อ่อนเหมือนเมล็ดทองหลาง รูปร่างคล้ายลูกสะบ้าของเด็กๆ หรือคล้ายผลมะม่วง ๒ ผลที่ติดอยู่ที่ขั้ว @เดียวกัน มีเอ็นใหญ่รึงรัดจากลำคอลงไปถึงหัวใจ แล้วแยกออกมาห้อยอยู่ทั้ง ๒ ข้าง (ขุ.ขุ.อ. ๓/๔๓), @พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ หน้า ๓๖๒ ให้บทนิยามของคำว่า ไต ว่า @“อวัยวะคู่หนึ่งของคนและสัตว์ อยู่ในช่องท้องใกล้กระดูกสันหลัง ทำหน้าที่ขับของเสียออกมากับน้ำ @ปัสสาวะ”, Buddhadatta, A.P. A Concise Pali-English Dictionary, 1985, (P. 224); และ Rhys @David, T.W. Pali-English Dictionary, 1921-1925, (P. 591) ให้ความหมายของคำว่า วกฺก ตรงกัน @หมายถึง ไต (Kidney) @ ม้าม แปลจากคำบาลีว่า ปิหก (โบราณแปลว่า ไต) มีสีเขียวเหมือนดอกคนทิสอแห้ง รูปร่างคล้ายลิ้น @ลูกโคดำ ยาวประมาณ ๗ นิ้ว อยู่ด้านบนติดกับหัวใจข้างซ้าย ชิดพื้นท้องด้านบน (ขุ.ขุ.อ. ๓/๔๕), @พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ หน้า ๖๔๗ ให้บทนิยามของคำว่า ม้าม ไว้ว่า “อวัยวะ @ภายในร่างกายริมกระเพาะอาหารข้างซ้าย มีหน้าที่ทำลายเม็ดเลือดแดง สร้างเม็ดน้ำเหลือง และ สร้าง @ภูมิคุ้มกันของร่างกาย” Buddhadatta, A.P. A Concise Pali-English Dictionary, 1985, (P. 186) ; @และ Rhys David, T.W. Pali-English Dictionary, 1921-1925, (P. 461) ให้ความหมายของ @คำว่า ปิหก ตรงกัน หมายถึง ม้าม (spleen) @ มูตร หมายถึงน้ำปัสสาวะที่มีอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ (ขุ.ขุ.อ. ๓/๕๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๔๐๘} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๗. อิทธิปาทสังยุต] ๒. ปาสาทกัมปนวรรค ๑๐. วิภังคสูตร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร ในกลางวันด้วยอาการเหล่าใด ด้วยเพศเหล่าใด ด้วยนิมิตเหล่าใด เธอก็เจริญ อิทธิบาทที่ประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขารในกลางคืนด้วยอาการเหล่านั้น ด้วยเพศเหล่านั้น ด้วยนิมิตเหล่านั้น อีกประการหนึ่ง ภิกษุเจริญอิทธิบาทที่ ประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขารในกลางคืนด้วยอาการเหล่าใด ด้วยเพศเหล่าใด ด้วยนิมิตเหล่าใด เธอก็เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขารในกลางวัน ด้วยอาการเหล่านั้น ด้วยเพศเหล่านั้น ด้วยนิมิตเหล่านั้น ภิกษุชื่อว่ามีความหมายรู้ว่ากลางคืนเหมือนกลางวัน กลางวันเหมือนกลางคืนอยู่ เป็นอย่างนี้แล ภิกษุมีใจสงัด ไม่มีเครื่องร้อยรัด อบรมจิตให้สว่างอยู่ เป็นอย่างไร คือ อาโลกสัญญา (ความหมายรู้แสงสว่าง) อันภิกษุในธรรมวินัยนี้เรียนไว้ดี ความหมายรู้ว่ากลางวัน ตั้งมั่นดี ภิกษุชื่อว่ามีใจสงัด ไม่มีเครื่องร้อยรัด อบรมจิตให้สว่างอยู่ เป็นอย่างนี้แล วิริยะที่ย่อหย่อนนัก เป็นอย่างไร คือ วิริยะที่สหรคตด้วยความเกียจคร้าน สัมปยุตด้วยความเกียจคร้าน นี้เรียกว่า วิริยะที่ย่อหย่อนนัก วิริยะที่ต้องประคับประคองเกินไป เป็นอย่างไร คือ วิริยะที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ สัมปยุตด้วยอุทธัจจะ นี้เรียกว่า วิริยะที่ต้องประคับประคองเกินไป วิริยะที่หดหู่ในภายใน เป็นอย่างไร คือ วิริยะที่สหรคตด้วยถีนมิทธะ สัมปยุตด้วยถีนมิทธะ นี้เรียกว่า วิริยะที่หดหู่ในภายใน วิริยะที่ซ่านไปในภายนอก เป็นอย่างไร คือ วิริยะที่ซ่านไป ฟุ้งไป ปรารภกามคุณ ๕ ประการในภายนอก นี้เรียกว่า วิริยะที่ซ่านไปในภายนอก ฯลฯ ภิกษุชื่อว่ามีใจสงัด ไม่มีเครื่องร้อยรัด อบรมจิตให้สว่างอยู่ เป็นอย่างนี้แล {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๔๐๙} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๗. อิทธิปาทสังยุต] ๒. ปาสาทกัมปนวรรค ๑๐. วิภังคสูตร จิตที่ย่อหย่อนนัก เป็นอย่างไร คือ จิตที่สหรคตด้วยความเกียจคร้าน สัมปยุตด้วยความเกียจคร้าน นี้เรียกว่า จิตที่ย่อหย่อนนัก จิตที่ต้องประคับประคองเกินไป เป็นอย่างไร คือ จิตที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ สัมปยุตด้วยอุทธัจจะ นี้เรียกว่า จิตที่ต้องประคับประคองเกินไป จิตที่หดหู่ในภายใน เป็นอย่างไร คือ จิตที่สหรคตด้วยถีนมิทธะ สัมปยุตด้วยถีนมิทธะ นี้เรียกว่า จิตที่หดหู่ในภายใน จิตที่ซ่านไปในภายนอก เป็นอย่างไร คือ จิตที่ซ่านไป ฟุ้งไป ปรารภกามคุณ ๕ ประการในภายนอก นี้เรียกว่า จิตที่ซ่านไปในภายนอก ฯลฯ ภิกษุชื่อว่ามีใจสงัด ไม่มีเครื่องร้อยรัด อบรมจิตให้สว่างอยู่ เป็นอย่างนี้แล วิมังสาที่ย่อหย่อนนัก เป็นอย่างไร คือ วิมังสาที่สหรคตด้วยความเกียจคร้าน สัมปยุตด้วยความเกียจคร้าน นี้เรียกว่า วิมังสาที่ย่อหย่อนนัก วิมังสาที่ต้องประคับประคองเกินไป เป็นอย่างไร คือ วิมังสาที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ สัมปยุตด้วยอุทธัจจะ นี้เรียกว่า วิมังสาที่ต้องประคับประคองเกินไป วิมังสาที่หดหู่ในภายใน เป็นอย่างไร คือ วิมังสาที่สหรคตด้วยถีนมิทธะ สัมปยุตด้วยถีนมิทธะ นี้เรียกว่า วิมังสาที่หดหู่ในภายใน วิมังสาที่ซ่านไปในภายนอก เป็นอย่างไร คือ วิมังสาที่ซ่านไป ฟุ้งไป ปรารภกามคุณ ๕ ประการ ในภายนอก นี้เรียกว่า วิมังสาที่ซ่านไปในภายนอก ฯลฯ ภิกษุชื่อว่ามีใจสงัด ไม่มีเครื่องร้อยรัด อบรมจิตให้สว่างอยู่ เป็นอย่างนี้แล {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๔๑๐} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๗. อิทธิปาทสังยุต] ๒. ปาสาทกัมปนวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค ภิกษุทั้งหลาย อิทธิบาท ๔ ประการที่บุคคลเจริญอย่างนี้แล ทำให้มาก แล้วอย่างนี้ จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ภิกษุทั้งหลาย เมื่ออิทธิบาท ๔ ประการนี้ที่ภิกษุเจริญอย่างนี้แล ทำให้มาก แล้วอย่างนี้ ภิกษุย่อมแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียวแสดงเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนแสดงเป็นคนเดียวก็ได้ ฯลฯ ใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้ เมื่ออิทธิบาท ๔ ประการนี้ที่ภิกษุเจริญอย่างนี้แล ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ภิกษุทำ ให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะเพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่ง เองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน” วิภังคสูตรที่ ๑๐ จบ (แม้อภิญญาทั้ง ๖ ก็พึงให้พิสดาร) ปาสาทกัมปนวรรคที่ ๒ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ปุพพสูตร ๒. มหัปผลสูตร ๓. ฉันทสมาธิสูตร ๔. โมคคัลลานสูตร ๕. อุณณาภพราหมณสูตร ๖. ปฐมพราหมณสูตร ๗. ทุติยพราหมณสูตร ๘. ภิกขุสูตร ๙. อิทธาทิเทสนาสูตร ๑๐. วิภังคสูตร {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๔๑๑}

所用版本与授权

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้