This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 · พระสุตตันตปิฎก

๘. อุทกสูตร

仅原文 · 不作诠释ข้อ ๓๓๓พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต1 条2 个版本

巴利文与译文

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ๘. อุทกสูตร

๓๓๓

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในโกศลชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึงนิคมของชาวโกศลชื่อทัณฑกัปปกะ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงแวะลงจากหนทาง ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้แล้ว ณ โคนไม้ต้นหนึ่ง ภิกษุเหล่านั้นได้พากันเข้าไปสู่นิคมชื่อทัณฑกัปปกะ เพื่อแสวงหาที่ พัก ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์พร้อมด้วยภิกษุหลายรูป ได้ไปที่แม่น้ำอจิรวดีเพื่อสรง น้ำ ครั้นสรงน้ำในแม่น้ำอจิรวดีเสร็จแล้ว ก็ขึ้นมานุ่งอันตรวาสกผืนเดียวยืนผึ่งตัวอยู่ ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งได้เข้าไปหาท่านพระอานนท์ แล้วถามว่า ดูกรอาวุโสอานนท์ พระผู้มีพระภาคทรงกำหนดรู้เหตุทั้งปวงด้วยพระหฤทัยแล้วหรือหนอ จึงพยากรณ์ พระเทวทัตว่า พระเทวทัตจะต้องเกิดในอบาย ตกนรก ตั้งอยู่ตลอดกัป เยียวยา ไม่ได้ หรือว่าพระผู้มีพระภาคทรงกำหนดรู้โดยปริยายบางประการเท่านั้น จึงได้ทรง พยากรณ์พระเทวทัตดังนี้ ท่านพระอานนท์ตอบว่า ดูกรอาวุโส ก็ข้อนี้พระผู้มี พระภาคได้ทรงพยากรณ์อย่างนั้นแล ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ข้าพระองค์กับภิกษุ หลายรูปได้ไปยังแม่น้ำอจิรวดีเพื่อสรงน้ำ ครั้นสรงเสร็จแล้ว ก็ขึ้นมานุ่งอันตรวาสก ผืนเดียวยืนผึ่งตัวอยู่ ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งได้เข้าไปหาข้าพระองค์ แล้วถามว่า ดูกร อาวุโสอานนท์ พระผู้มีพระภาคทรงกำหนดรู้เหตุทั้งปวงด้วยพระหฤทัยแล้วหรือ หนอ จึงได้ทรงพยากรณ์พระเทวทัตว่า พระเทวทัตจะต้องเกิดในอบาย ตกนรก ตั้งอยู่ตลอดกัป เยียวยาไม่ได้ หรือว่าพระผู้มีพระภาคทรงกำหนดรู้โดยปริยาย บางประการเท่านั้น จึงได้ทรงพยากรณ์พระเทวทัตดังนี้ เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ แล้ว ข้าพระองค์ได้กล่าวกับภิกษุนั้นว่า ดูกรอาวุโส ก็ข้อนี้พระผู้มีพระภาคได้ ทรงพยากรณ์อย่างนั้นแล ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรอานนท์ ก็ภิกษุรูปนั้นจักเป็นภิกษุใหม่ บวชไม่นาน หรือว่าเป็นภิกษุเถระ แต่เป็นคนโง่เขลา ไม่ฉลาด เพราะว่าข้อที่ เราพยากรณ์แล้วโดยส่วนเดียว จักเป็นสองได้อย่างไร ดูกรอานนท์ เราย่อมไม่ พิจารณาเห็นบุคคลอื่นแม้คนหนึ่ง ที่เราได้กำหนดรู้เหตุทั้งปวงด้วยใจแล้วพยากรณ์ อย่างนี้ เหมือนพระเทวทัตเลย ก็เราได้เห็นธรรมขาวของพระเทวทัต (ส่วนดี) แม้ประมาณเท่าน้ำที่สลัดออกจากปลายขนทรายเพียงใด เราก็ยังไม่พยากรณ์พระ เทวทัตเพียงนั้นว่า พระเทวทัตจะต้องเกิดในอบาย ตกนรก ตั้งอยู่ตลอดกัป เยียวยาไม่ได้ แต่ว่าเมื่อใด เราไม่ได้เห็นธรรมขาวของพระเทวทัต แม้ประมาณ เท่าน้ำที่สลัดออกจากปลายขนทราย เมื่อนั้น เราจึงได้พยากรณ์พระเทวทัตนั้นว่า พระเทวทัตจะต้องเกิดในอบาย ตกนรก ตั้งอยู่ตลอดกัป เยียวยาไม่ได้ ดูกรอานนท์ เปรียบเหมือนหลุมคูถเป็นที่ถ่ายอุจจาระ ลึกชั่วบุรุษ เต็มด้วยคูถเสมอขอบปากหลุม บุรุษพึงตกลงไปที่หลุมคูถนั้นจมมิดศีรษะ บุรุษบางคนผู้ใคร่ประโยชน์ ใคร่ความ เกื้อกูล ปรารถนาความเกษมจากการตกหลุมคูถของบุรุษนั้น ใคร่จะยกเขาขึ้นจาก หลุมคูถนั้น พึงมา เขาเดินรอบหลุมคูถนั้นอยู่ ก็ไม่พึงเห็นอวัยวะที่ไม่เปื้อนคูถ ซึ่งพอจะจับเขายกขึ้นมาได้ แม้ประมาณเท่าน้ำที่สลัดออกจากปลายขนทรายของ บุรุษนั้น ฉันใด เราก็ไม่ได้เห็นธรรมขาวของพระเทวทัตแม้ประมาณเท่าน้ำที่สลัด ออกจากปลายขนทราย ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อนั้น เราจึงได้พยากรณ์พระเทวทัต ว่า พระเทวทัตจะต้องเกิดในอบาย ตกนรก ตั้งอยู่ตลอดกัป เยียวยาไม่ได้ ถ้า ว่าเธอทั้งหลายจะพึงฟังตถาคตจำแนกญาณเครื่องกำหนดรู้อินทรีย์ของบุรุษไซร้ ฯ อา. ข้าแต่พระผู้มีพระภาค บัดนี้เป็นกาลควร ข้าแต่พระสุคต บัดนี้ เป็นกาลควร ที่พระผู้มีพระภาคจะพึงทรงจำแนกญาณเครื่องกำหนดรู้อินทรีย์ของ บุรุษ ภิกษุทั้งหลายได้สดับจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้ ฯ พ. ดูกรอานนท์ ถ้าเช่นนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรอานนท์ เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจอย่างนี้ว่า กุศลธรรมก็ดี อกุศล ธรรมก็ดี ของบุคคลนี้มีอยู่ สมัยต่อมา เรากำหนดรู้ใจบุคคลนี้ด้วยใจอย่างนี้ ว่า กุศลธรรมของบุคคลนี้แลหายไป อกุศลธรรมปรากฏขึ้นเฉพาะหน้า กุศลมูล ที่บุคคลนั้นยังตัดไม่ขาดมีอยู่ เพราะกุศลมูลนั้น กุศลอย่างอื่นของเขาจักปรากฏ ด้วยประการฉะนี้ บุคคลนี้จักเป็นผู้ไม่เสื่อมต่อไปเป็นธรรมดา เปรียบเหมือนเมล็ด พืชที่ไม่หัก ไม่เน่า ไม่ถูกลมและแดดเผา เกิดในต้นฤดูหนาว เก็บไว้ดีแล้ว อันบุคคลปลูก ณ ที่ดินอันพรวนดีแล้วในที่นาดี เธอพึงทราบไหมว่า เมล็ดพืช เหล่านี้จักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ฯ อา. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรอานนท์ เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจอย่างนี้ ว่า กุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดี ของบุคคลนี้อยู่มี สมัยต่อมา เรากำหนดรู้ใจ บุคคลนั้นด้วยใจอย่างนี้ว่า กุศลธรรมของบุคคลนี้หายไป อกุศลธรรมปรากฏขึ้น เฉพาะหน้า แต่กุศลมูลที่เขายังตัดไม่ขาดมีอยู่ เพราะกุศลมูลนั้น กุศลอื่นของเขา จักปรากฏ ด้วยประการฉะนี้ บุคคลนี้จักเป็นผู้ไม่เสื่อมต่อไปเป็นธรรมดา ฉันนั้น เหมือนกัน ดูกรอานนท์ ตถาคตกำหนดรู้ใจบุคคลด้วยใจแม้อย่างนี้ กำหนด ญาณเป็นเครื่องทราบอินทรีย์ของบุรุษด้วยใจแม้อย่างนี้ กำหนดรู้ธรรมที่อาศัยกัน เกิดขึ้นต่อไปด้วยใจ แม้ด้วยประการฉะนี้ ฯ ดูกรอานนท์ อนึ่ง เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจอย่างนี้ ว่า กุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดี ของบุคคลนี้มีอยู่ สมัยต่อมา เราย่อมกำหนด รู้ใจบุคคลนั้นด้วยใจอย่างนี้ ว่าอกุศลธรรมของบุคคลนี้หายไป กุศลธรรมปรากฏขึ้น เฉพาะหน้า แต่อกุศลมูลที่เขายังตัดไม่ขาดมีอยู่ เพราะอกุศลมูลนั้น อกุศลอื่นของ เขาจักปรากฏ ด้วยประการอย่างนี้ บุคคลนี้จักเป็นผู้เสื่อมต่อไปเป็นธรรมดา เปรียบเหมือนเมล็ดพืชที่ไม่หัก ไม่เน่า ไม่ถูกลมและแดดเผา เกิดในต้นฤดูหนาว เก็บไว้ดีแล้ว อันบุคคลปลูก ณ ที่ศิลาแท่งทึบ เธอพึงทราบไหมว่า เมล็ดพืช เหล่านี้จักไม่ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ฯ อา. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรอานนท์ เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ อย่างนี้ว่า กุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดี ของบุคคลนี้มีอยู่ สมัยต่อมา เราย่อม กำหนดรู้ใจบุคคลนั้นด้วยใจอย่างนี้ว่า อกุศลธรรมของบุคคลนี้หายไป กุศลธรรม ปรากฏขึ้นเฉพาะหน้า แต่อกุศลมูลที่เขายังตัดไม่ขาดมีอยู่ เพราะอกุศลมูลนั้น อกุศลอื่นของเขาจักปรากฏ ด้วยประการอย่างนี้ บุคคลนี้จักเป็นผู้เสื่อมต่อไปเป็น ธรรมดา ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรอานนท์ ตถาคตกำหนดรู้ใจบุคคลด้วยใจ กำหนดรู้ญาณเป็นเครื่องทราบอินทรีย์ของบุรุษ กำหนดรู้ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น ต่อไปด้วยใจ แม้ด้วยประการฉะนี้ ฯ ดูกรอานนท์ อนึ่ง เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ อย่างนี้ว่า กุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดี ของบุคคลนี้มีอยู่ สมัยต่อมา เราย่อม กำหนดรู้ใจบุคคลนั้นด้วยใจอย่างนี้ว่า ธรรมขาวของบุคคลนี้ แม้ประมาณเท่าน้ำ ที่สลัดออกจากปลายขนทรายไม่มี บุคคลนี้ประกอบด้วยอกุศลธรรมฝ่ายดำอย่าง เดียว เมื่อตายไปจักเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เปรียบเหมือนเมล็ดพืชที่หัก เน่า ถูกลมและแดดแผดเผา อันบุคคลปลูก ณ ที่ดินซึ่งพรวนดีแล้วในนาดี เธอ พึงทราบไหมว่า เมล็ดพืชนี้จักไม่ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ฯ อา. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรอานนท์ เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจอย่าง นี้ว่า กุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดี ของบุคคลนี้มีอยู่ สมัยต่อมา เราย่อม กำหนดรู้ใจบุคคลนั้นด้วยใจอย่างนี้ว่า ธรรมขาวของบุคคลนี้ แม้ประมาณเท่าน้ำ ที่สลัดออกจากปลายขนทรายไม่มี บุคคลนี้ประกอบด้วยอกุศลธรรมฝ่ายดำอย่าง เดียว เมื่อตายไป จักเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรอานนท์ ตถาคตกำหนดรู้ใจบุคคลด้วยใจ กำหนดรู้ญาณเป็นเครื่องทราบ อินทรีย์ของบุรุษ กำหนดรู้ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นต่อไปด้วยใจ แม้ด้วยประการ อย่างนี้ ฯ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ทูลถามว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคทรงสามารถบัญญัติบุคคล ๓ จำพวกนี้ออกเป็น ส่วนละ ๓ อีกหรือพระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สามารถ อานนท์ เราย่อม กำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจอย่างนี้ว่า กุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดี ของบุคคลนี้มีอยู่ สมัยต่อมา เรากำหนดรู้ใจบุคคลนั้นด้วยใจอย่างนี้ว่า กุศลธรรม ของบุคคลนี้หายไป อกุศลธรรมปรากฏขึ้นเฉพาะหน้า แต่กุศลมูลที่เขายังตัดไม่ ขาดมีอยู่ กุศลมูลนั้นก็ถึงความถอนขึ้นโดยประการทั้งปวง ด้วยประการอย่างนี้ บุคคลนี้จักเป็นผู้เสื่อมต่อไปเป็นธรรมดา เปรียบเหมือนถ่านไฟที่ไฟติดทั่วแล้ว ลุกโพลงสว่างไสว อันบุคคลเก็บไว้บนศิลาทึบ เธอพึงทราบไหมว่า ถ่านไฟ เหล่านี้จักไม่ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ฯ อา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรอานนท์ อนึ่ง เปรียบเหมือนเมื่อพระอาทิตย์ตกไปในเวลาเย็น เธอพึงทราบไหมว่า แสงสว่างจักหายไป ความมืดจักปรากฏ ฯ อา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรอานนท์ อนึ่ง เปรียบเหมือนในเวลาเสวยพระกระยาหารของ ราชสกุลในเวลาเที่ยงคืน เธอพึงทราบไหมว่า แสงสว่างหายไปหมดแล้ว ความมืด ได้ปรากฏแล้ว ฯ อา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรอานนท์ เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจอย่าง นี้ว่า กุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดี ของบุคคลนี้มีอยู่ สมัยต่อมา เราย่อม กำหนดรู้ใจบุคคลนั้นด้วยใจอย่างนี้ว่า กุศลธรรมของบุคคลนี้หายไป อกุศลธรรม ปรากฏขึ้นเฉพาะหน้า แต่กุศลมูลที่เขายังตัดไม่ขาดมีอยู่ กุศลมูลแม้นั้นก็ถึงความ ถอนขึ้นโดยประการทั้งปวง ด้วยประการอย่างนี้ บุคคลนี้จักเป็นผู้เสื่อมต่อไปเป็น ธรรมดา ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรอานนท์ ตถาคตกำหนดรู้ใจบุคคลด้วยใจแม้ อย่างนี้ กำหนดรู้ญาณเป็นเครื่องทราบอินทรีย์ของบุรุษด้วยใจแม้อย่างนี้ กำหนด รู้ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นต่อไปด้วยใจ แม้ด้วยประการอย่างนี้ ฯ ดูกรอานนท์ อนึ่ง เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ อย่างนี้ว่า กุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดี ของบุคคลนี้มีอยู่ สมัยต่อมา เราย่อม กำหนดรู้ใจบุคคลนั้นด้วยใจอย่างนี้ว่า อกุศลธรรมของบุคคลนี้หายไป กุศลธรรม ปรากฏขึ้นเฉพาะหน้า แต่อกุศลมูลที่เขายังตัดไม่ขาดมีอยู่ อกุศลมูลแม้นั้นก็ถึง ความเพิกถอนขึ้นโดยประการทั้งปวง ด้วยประการอย่างนี้ บุคคลนี้จักไม่เสื่อม ต่อไปเป็นธรรมดา เปรียบเหมือนถ่านไฟที่ไฟติดทั่วแล้ว ลุกโพลงสว่างไสว อันบุคคลเก็บไว้บนกองหญ้าแห้ง หรือบนกองไม้แห้ง เธอพึงทราบไหมว่า ถ่าน ไฟเหล่านี้จักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ อา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรอานนท์ อนึ่ง เปรียบเหมือนเมื่อพระอาทิตย์กำลังขึ้นมาในเวลา รุ่งอรุณ เธอพึงทราบไหมว่า ความมืดจักหายไป แสงสว่างจักปรากฏ ฯ อา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรอานนท์ อนึ่ง เปรียบเหมือนในเวลาเสวยพระกระยาหารของ ราชสกุลในเวลาเที่ยงวัน เธอพึงทราบไหมว่า ความมืดหายไปหมดแล้ว แสงสว่างได้ปรากฏแล้ว ฯ อา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรอานนท์ เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจอย่าง นี้ว่า กุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดี ของบุคคลนี้มีอยู่ สมัยต่อมา เรากำหนดรู้ ใจบุคคลนั้นด้วยใจอย่างนี้ว่า อกุศลธรรมของบุคคลนี้หายไป กุศลธรรมปรากฏ ขึ้นเฉพาะหน้า แต่อกุศลมูลที่เขายังตัดไม่ขาดมีอยู่ อกุศลมูลแม้นั้นก็ถึงความ เพิกถอนขึ้นโดยประการทั้งปวง ด้วยประการอย่างนี้ บุคคลนี้จักเป็นผู้ไม่เสื่อมต่อ ไปเป็นธรรมดา ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรอานนท์ ตถาคตกำหนดรู้ใจบุคคลด้วยใจ แม้อย่างนี้ กำหนดรู้ญาณเป็นเครื่องทราบอินทรีย์ของบุรุษด้วยใจแม้อย่างนี้ กำหนด รู้ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นต่อไปด้วยใจ แม้ด้วยประการฉะนี้ ฯ ดูกรอานนท์ อนึ่ง เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ อย่างนี้ว่า กุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดี ของบุคคลนี้มีอยู่ สมัยต่อมา เราย่อม กำหนดรู้ใจบุคคลนั้นด้วยใจอย่างนี้ว่า อกุศลธรรมของบุคคลนี้ แม้ประมาณเท่า น้ำที่สลัดออกจากปลายขนทรายไม่มี บุคคลนี้ประกอบด้วยธรรมที่ไม่มีโทษ เป็น ธรรมฝ่ายขาวอย่างเดียว จักปรินิพพานในปัจจุบันทีเดียว เปรียบเหมือนถ่านไฟที่ เย็น มีไฟดับแล้ว อันบุคคลเก็บไว้บนกองหญ้าแห้ง หรือบนกองไม้แห้ง เธอ พึงทราบไหมว่า ถ่านไฟเหล่านี้จักไม่ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ฯ อา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรอานนท์ เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจอย่าง นี้ว่า กุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดี ของบุคคลนี้มีอยู่ สมัยต่อมา เราย่อมกำหนด รู้ใจบุคคลนั้นด้วยใจอย่างนี้ว่า อกุศลธรรมของบุคคลนี้ แม้ประมาณเท่าน้ำที่สลัด ออกจากปลายขนทรายไม่มี บุคคลนี้ประกอบด้วยธรรมที่ไม่มีโทษ เป็นธรรมฝ่าย ขาวอย่างเดียว จักปรินิพพานในปัจจุบันทีเดียว ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรอานนท์ ตถาคตกำหนดรู้ใจบุคคลด้วยใจแม้อย่างนี้ กำหนดรู้ญาณเป็นเครื่องทราบอินทรีย์ ของบุรุษด้วยใจแม้อย่างนี้ กำหนดรู้ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นต่อไปด้วยใจ แม้ด้วย ประการฉะนี้ ดูกรอานนท์ บุคคล ๖ จำพวกนั้น บุคคล ๓ จำพวกข้างต้น คนหนึ่งเป็นผู้ไม่เสื่อมเป็นธรรมดา คนหนึ่งเป็นผู้เสื่อมเป็นธรรมดา คนหนึ่งเป็น ผู้เกิดในอบาย ตกนรก ในบุคคล ๖ จำพวกนั้น บุคคล ๓ จำพวกข้างหลัง คนหนึ่งเป็นผู้ไม่เสื่อมเป็นธรรมดา คนหนึ่งเป็นผู้เสื่อมเป็นธรรมดา คนหนึ่งเป็น ผู้จะปรินิพพานเป็นธรรมดา ฯ จบสูตรที่ ๘

๖๒ เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา โกสเลสุ จาริกญฺจรมาโน มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ เยน ทณฺฑกปฺปกนฺนาม โกสลานํ นิคโม ตทวสริ อถ โข ภควา มคฺคา โอกฺกมฺม อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ เต ภิกฺขู ทณฺฑกปฺปกํ ปวิสึสุ อาวสถํ ปริเยสิตุํ อถ โข อายสฺมา อานนฺโท สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ เยน อจิรวตี นที เตนุปสงฺกมิ คตฺตานิ ปริสิญฺจิตุํ อจิรวติยา นทิยา คตฺตานิ ปริสิญฺจิตฺวา ปจฺจุตฺตริตฺวา เอกจีวโร อฏฺฐาสิ คตฺตานิ ปุพฺพสทิสานิ กุรุมาโน อถ โข อญฺญตโร ภิกฺขุ เยนายสฺมา อานนฺโท เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ เอตทโวจ กินฺนุ โข อาวุโส อานนฺท สพฺพํ เจตโส สมนฺนาหริตฺวา นุ โข เทวทตฺโต ภควตา พฺยากโต อาปายิโก เทวทตฺโต เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉติ อุทาหุ เกนจิ เทว ปริยาเยนาติ ฯ เอวํ โข ปเนตํ อาวุโส ภควตา พฺยากตนฺติ ฯ {๓๓๓.๑} อถ โข อายสฺมา อานนฺโท เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ อิธาหํ ภนฺเต สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ อจิรวตี นที เตนุปสงฺกมึ คตฺตานิ ปริสิญฺจิตุํ อจิรวติยา นทิยา คตฺตานิ ปริสิญฺจิตฺวา ปจฺจุตฺตริตฺวา เอกจีวโร อฏฺฐาสึ คตฺตานิ ปุพฺพสทิสานิ กุรุมาโน อถ โข ภนฺเต อญฺญตโร ภิกฺขุ เยนาหํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา มํ เอตทโวจ กินฺนุ โข อาวุโส อานนฺท สพฺพํ เจตโส สมนฺนาหริตฺวา นุ โข เทวทตฺโต ภควตา พฺยากโต อาปายิโก เทวทตฺโต เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉติ อุทาหุ เกนจิ เทว ปริยาเยนาติ ฯ {๓๓๓.๒} เอวํ วุตฺเต อหํ ภนฺเต ตํ ภิกฺขุํ เอตทโวจํ เอวํ โข ปเนตํ อาวุโส ภควตา พฺยากตนฺติ ฯ โส จ โข อานนฺท ภิกฺขุ นโว ภวิสฺสติ อจิรปพฺพชิโต เถโร วา ปน พาโล อพฺยตฺโต กถํ หิ นาม ยํ มยา เอกํเสน พฺยากตํ ตตฺถ เทฺวชฺฌํ อาปชฺชิสฺสติ นาหํ อานนฺท อญฺญํ เอกปุคฺคลํปิ สมนุปสฺสามิ โย เอวํ มยา สพฺพํ เจตโส สมนฺนาหริตฺวา พฺยากโต ยถยิทํ เทวทตฺโต ยาวกีวญฺจาหํ อานนฺท เทวทตฺตสฺส วาลคฺคโกฏินิตฺตุทฺทนมตฺตมฺปิ สุกฺกํ ธมฺมํ อทฺทสํ เนว ตาวาหํ เทวทตฺตํ พฺยากาสึ อาปายิโก เทวทตฺโต เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉติ ยโต จ โข อหํ อานนฺท เทวทตฺตสฺส วาลคฺคโกฏินิตฺตุทฺทนมตฺตมฺปิ สุกฺกํ ธมฺมํ น อทฺทสํ อถาหํ ตํ เทวทตฺตํ พฺยากาสึ อาปายิโก เทวทตฺโต เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉติ {๓๓๓.๓} เสยฺยถาปิ อานนฺท คูถกูโป สาธิโก โปริโส ปูโร คูถสฺส สมติตฺติโก ตตฺร ปุริโส สสีสโก นิมุคฺโค อสฺส ตสฺส โกจิ เทว ปุริโส อุปคจฺเฉยฺย อตฺถกาโม หิตกาโม โยคกฺเขมกาโม ตมฺหา คูถกูปา อุทฺธริตุกาโม โส ตํ คูถกูปํ สมนฺตานุปริคจฺฉนฺโต น ปสฺเสยฺย ตสฺส ปุริสสฺส วาลคฺคโกฏินิตฺตุทฺทนมตฺตมฺปิ คูเถน อมกฺขิตํ ยตฺถ ตํ คเหตฺวา อุทฺธเรยฺย เอวเมว โข อหํ อานนฺท ยโต เทวทตฺตสฺส วาลคฺคโกฏินิตฺตุทฺทนมตฺตมฺปิ สุกฺกํ ธมฺมํ น อทฺทสํ อถาหํ เทวทตฺตํ พฺยากาสึ อาปายิโก เทวทตฺโต เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉติ สเจ ตุเมฺห อานนฺท สุเณยฺยาถ ตถาคตสฺส ปุริสินฺทฺริยญาณานิ วิภชนฺตสฺสาติ ฯ {๓๓๓.๔} เอตสฺส ภควา กาโล เอตสฺส สุคต กาโล ยํ ภควา ปุริสินฺทฺริยญาณานิ วิภเชยฺย ภควโต สุตฺวา ภิกฺขู ธาเรสฺสนฺตีติ ฯ เตนหานนฺท สุณาหิ สาธุกํ มนสิกโรหิ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข อายสฺมา อานนฺโท ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ ภควา เอตทโวจ อิธาหํ อานนฺท เอกจฺจํ ปุคฺคลํ เอวํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานามิ อิมสฺส โข ปุคฺคลสฺส วิชฺชมานา กุสลาปิ ธมฺมา อกุสลาปิ ธมฺมาติ ตเมนํ อปเรน สมเยน เอวํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานามิ อิมสฺส โข ปุคฺคลสฺส กุสลา ธมฺมา อนฺตรหิตา อกุสลา ธมฺมา สมฺมุขีภูตา อตฺถิ จ ขฺวสฺส กุสลมูลํ อสมุจฺฉินฺนํ ตมฺหา ตสฺส กุสลากุสลํ ปาตุภวิสฺสติ เอวมยํ ปุคฺคโล อายตึ อปริหานธมฺโม ภวิสฺสตีติ เสยฺยถาปิ อานนฺท พีชานิ อขณฺฑานิ อปูตีนิ อวาตาตปหตานิ สาราทานิ สุขสยิตานิ สุเขตฺเต สุปริกมฺมกตาย ภูมิยา นิกฺขิตฺตานิ ชาเนยฺยาสิ ตฺวํ อานนฺท อิมานิ พีชานิ วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชิสฺสนฺตีติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ {๓๓๓.๕} เอวเมว โข อหํ อานนฺท อิเธกจฺจํ ปุคฺคลํ เอวํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานามิ อิมสฺส โข ปุคฺคลสฺส วิชฺชมานา กุสลาปิ ธมฺมา อกุสลาปิ ธมฺมาติ ตเมนํ อปเรน สมเยน เอวํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานามิ อิมสฺส โข ปุคฺคลสฺส กุสลา ธมฺมา อนฺตรหิตา อกุสลา ธมฺมา สมฺมุขีภูตา อตฺถิ จ ขฺวสฺส กุสลมูลํ อสมุจฺฉินฺนํ ตมฺหา ตสฺส กุสลากุสลํ ปาตุภวิสฺสติ เอวมยํ ปุคฺคโล อายตึ อปริหานธมฺโม ภวิสฺสตีติ เอวมฺปิ โข อานนฺท ตถาคตสฺส ปุริสปุคฺคโล เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิโต โหติ เอวมฺปิ โข อานนฺท ตถาคตสฺส ปุริสินฺทฺริยญาณํ เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิตํ โหติ เอวมฺปิ โข อานนฺท ตถาคตสฺส อายตึ ธมฺมสมุปฺปาโท เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิโต โหติ {๓๓๓.๖} อิธ ปนาหํ อานนฺท เอกจฺจํ ปุคฺคลํ เอวํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานามิ อิมสฺส โข ปุคฺคลสฺส วิชฺชมานา กุสลาปิ ธมฺมา อกุสลาปิ ธมฺมาติ ตเมนํ อปเรน สมเยน เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานามิ อิมสฺส โข ปุคฺคลสฺส อกุสลา ธมฺมา อนฺตรหิตา กุสลา ธมฺมา สมฺมุขีภูตา อตฺถิ จ ขฺวสฺส อกุสลมูลํ อสมุจฺฉินฺนํ ตมฺหา ตสฺส กุสลากุสลํ ปาตุภวิสฺสติ เอวมยํ ปุคฺคโล อายตึ ปริหานธมฺโม ภวิสฺสตีติ เสยฺยถาปิ อานนฺท พีชานิ อขณฺฑานิ อปูตีนิ อวาตาตปหตานิ สาราทานิ สุขสยิตานิ ปุถุสิลาย นิกฺขิตฺตานิ ชาเนยฺยาสิ ตฺวํ อานนฺท นยิมานิ พีชานิ วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชิสฺสนฺตีติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ {๓๓๓.๗} เอวเมว โข อหํ อานนฺท อิเธกจฺจํ ปุคฺคลํ เอวํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานามิ อิมสฺส โข ปุคฺคลสฺส วิชฺชมานา กุสลาปิ ธมฺมา อกุสลาปิ ธมฺมาติ ตเมนํ อปเรน สมเยน เอวํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานามิ อิมสฺส โข ปุคฺคลสฺส อกุสลา ธมฺมา อนฺตรหิตา กุสลา ธมฺมา สมฺมุขีภูตา อตฺถิ จ ขฺวสฺส อกุสลมูลํ อสมุจฺฉินฺนํ ตมฺหา ตสฺส กุสลากุสลํ ปาตุภวิสฺสติ เอวมยํ ปุคฺคโล อายตึ ปริหานธมฺโม ภวิสฺสตีติ เอวมฺปิ โข อานนฺท ตถาคตสฺส ปุริสปุคฺคโล เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิโต โหติ เอวมฺปิ โข อานนฺท ตถาคตสฺส ปุริสินฺทฺริยญาณํ เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิตํ โหติ เอวมฺปิ โข อานนฺท ตถาคตสฺส อายตึ ธมฺมสมุปฺปาโท เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิโต โหติ {๓๓๓.๘} อิธ ปนาหํ อานนฺท เอกจฺจํ ปุคฺคลํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานามิ อิมสฺส โข ปุคฺคลสฺส วิชฺชมานา กุสลาปิ ธมฺมา อกุสลาปิ ธมฺมาติ ตเมนํ อปเรน สมเยน เอวํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานามิ นตฺถิ อิมสฺส ปุคฺคลสฺส วาลคฺคโกฏินิตฺตุทฺทนมตฺโตปิ สุกฺโก ธมฺโม สมนฺนาคตายํ ปุคฺคโล เอกนฺตกาฬเกหิ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชิสฺสตีติ เสยฺยถาปิ อานนฺท พีชานิ ขณฺฑานิ ปูตีนิ วาตาตปหตานิ สุเขตฺเต สุปริกมฺมกตาย ภูมิยา นิกฺขิตฺตานิ ชาเนยฺยาสิ ตฺวํ อานนฺท นยิมานิ พีชานิ วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชิสฺสนฺตีติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ {๓๓๓.๙} เอวเมว โข อหํ อานนฺท อิเธกจฺจํ ปุคฺคลํ เอวํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานามิ อิมสฺส โข ปุคฺคลสฺส วิชฺชมานา กุสลาปิ ธมฺมา อกุสลาปิ ธมฺมาติ ตเมนํ อปเรน สมเยน เอวํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานามิ นตฺถิ อิมสฺส ปุคฺคลสฺส วาลคฺคโกฏินิตฺตุทฺทนมตฺโตปิ สุกฺโก ธมฺโม สมนฺนาคตายํ ปุคฺคโล เอกนฺตกาฬเกหิ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชิสฺสตีติ เอวมฺปิ โข อานนฺท ตถาคตสฺส ปุริสปุคฺคโล เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิโต โหติ เอวมฺปิ โข อานนฺท ตถาคตสฺส ปุริสินฺทฺริยญาณํ เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิตํ โหติ เอวมฺปิ โข อานนฺท ตถาคตสฺส อายตึ ธมฺมสมุปฺปาโท เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิโต โหตีติ ฯ {๓๓๓.๑๐} เอวํ วุตฺเต อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ สกฺกา นุ โข ภนฺเต อิเมสํ ติณฺณํ ปุคฺคลานํ อปเรปิ ตโย ปุคฺคลา สปฺปฏิภาคา ปญฺญาเปตุนฺติ สกฺกานนฺทาติ ภควา เอตทโวจ อิธาหํ อานนฺท เอกจฺจํ ปุคฺคลํ เอวํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานามิ อิมสฺส โข ปุคฺคลสฺส วิชฺชมานา กุสลาปิ ธมฺมา อกุสลาปิ ธมฺมาติ ตเมนํ อปเรน สมเยน เอวํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานามิ อิมสฺส โข ปุคฺคลสฺส กุสลา ธมฺมา อนฺตรหิตา อกุสลา ธมฺมา สมฺมุขีภูตา อตฺถิ จ ขฺวสฺส กุสลมูลํ อสมุจฺฉินฺนํ ตมฺปิ สพฺเพน สพฺพํ สมุคฺฆาตํ คจฺฉติ เอวมยํ ปุคฺคโล อายตึ ปริหานธมฺโม ภวิสฺสตีติ เสยฺยถาปิ อานนฺท องฺคารานิ อาทิตฺตานิ สมฺปชฺชลิตานิ สญฺโชติภูตานิ ปุถุสิลาย นิกฺขิตฺตานิ ชาเนยฺยาสิ ตฺวํ อานนฺท นยิมานิ องฺคารานิ วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชิสฺสนฺตีติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ เสยฺยถาปิ วา ปนานนฺท สายณฺหสมเย สุริเย โอคจฺฉนฺเต ชาเนยฺยาสิ ตฺวํ อานนฺท อาโลโก อนฺตรธายิสฺสติ อนฺธกาโร ปาตุภวิสฺสตีติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ เสยฺยถาปิ วา ปนานนฺท อภิโทสอฑฺฒรตฺตํ ภตฺตกาลสมเย ชาเนยฺยาสิ ตฺวํ อานนฺท อาโลโก อนฺตรหิโต อนฺธกาโร ปาตุภูโตติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ เอวเมว โข อหํ อานนฺท อิเธกจฺจํ ปุคฺคลํ เอวํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานามิ อิมสฺส โข ปุคฺคลสฺส วิชฺชมานา กุสลาปิ ธมฺมา อกุสลาปิ ธมฺมาติ ตเมนํ อปเรน สมเยน เอวํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานามิ อิมสฺส โข ปุคฺคลสฺส กุสลา ธมฺมา อนฺตรหิตา อกุสลา ธมฺมา สมฺมุขีภูตา อตฺถิ จ ขฺวสฺส กุสลมูลํ อสมุจฺฉินฺนํ ตมฺปิ สพฺเพน สพฺพํ สมคฺฆาตํ คจฺฉติ เอวมยํ ปุคฺคโล อายตึ ปริหานธมฺโม ภวิสฺสตีติ เอวมฺปิ โข อานนฺท ตถาคตสฺส ปุริสปุคฺคโล เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิโต โหติ เอวมฺปิ โข อานนฺท ตถาคตสฺส ปุริสินฺทฺริยญาณํ เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิตํ โหติ เอวมฺปิ โข อานนฺท ตถาคตสฺส อายตึ ธมฺมสมุปฺปาโท เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิโต โหติ {๓๓๓.๑๑} อิธ ปนาหํ อานนฺท เอกจฺจํ ปุคฺคลํ เอวํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานามิ อิมสฺส โข ปุคฺคลสฺส วิชฺชมานา กุสลาปิ ธมฺมา อกุสลาปิ ธมฺมาติ ตเมนํ อปเรน สมเยน เอวํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานามิ อิมสฺส โข ปุคฺคลสฺส อกุสลา ธมฺมา อนฺตรหิตา กุสลา ธมฺมา สมฺมุขีภูตา อตฺถิ จ ขฺวสฺส อกุสลมูลํ อสมุจฺฉินฺนํ ตมฺปิ สพฺเพน สพฺพํ สมุคฺฆาตํ คจฺฉติ เอวมยํ ปุคฺคโล อายตึ อปริหานธมฺโม ภวิสฺสตีติ เสยฺยถาปิ อานนฺท องฺคารานิ อาทิตฺตานิ สมฺปชฺชลิตานิ สญฺโชติภูตานิ สุกฺเข ติณปุญฺเช วา กฏฺฐปุญฺเช วา นิกฺขิตฺตานิ ชาเนยฺยาสิ ตฺวํ อานนฺท อิมานิ องฺคารานิ วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชิสฺสนฺตีติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ เสยฺยถาปิ วา ปนานนฺท รตฺติยา ปจฺจูสสมเย สุริเย อุคฺคจฺฉนฺเต ชาเนยฺยาสิ ตฺวํ อานนฺท อนฺธกาโร อนฺตรธายิสฺสติ อาโลโก ปาตุภวิสฺสตีติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ เสยฺยถาปิ วา ปนานนฺท อภิโทสมชฺฌนฺติเก ภตฺตกาลสมเย ชาเนยฺยาสิ ตฺวํ อานนฺท อนฺธกาโร อนฺตรหิโต อาโลโก ปาตุภูโตติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ เอวเมว โข อหํ อานนฺท อิเธกจฺจํ ปุคฺคลํ เอวํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานามิ อิมสฺส โข ปุคฺคลสฺส วิชฺชมานา กุสลาปิ ธมฺมา อกุสลาปิ ธมฺมาติ {๓๓๓.๑๒} ตเมนํ อปเรน สมเยน เอวํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานามิ อิมสฺส โข ปุคฺคลสฺส อกุสลา ธมฺมา อนฺตรหิตา กุสลา ธมฺมา สมฺมุขีภูตา อตฺถิ จ ขฺวสฺส อกุสลมูลํ อสมุจฺฉินฺนํ ตมฺปิ สพฺเพน สพฺพํ สมุคฺฆาตํ คจฺฉติ เอวมยํ ปุคฺคโล อายตึ อปริหานธมฺโม ภวิสฺสตีติ เอวมฺปิ โข อานนฺท ตถาคตสฺส ปุริสปุคฺคโล เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิโต โหติ เอวมฺปิ โข อานนฺท ตถาคตสฺส ปุริสินฺทฺริยญาณํ เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิตํ โหติ เอวมฺปิ โข อานนฺท ตถาคตสฺส อายตึ ธมฺมสมุปฺปาโท เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิโต โหติ {๓๓๓.๑๓} อิธ ปนาหํ อานนฺท เอกจฺจํ ปุคฺคลํ เอวํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานามิ อิมสฺส โข ปุคฺคลสฺส วิชฺชมานา กุสลาปิ ธมฺมา อกุสลาปิ ธมฺมาติ ตเมนํ อปเรน สมเยน เอวํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานามิ นตฺถิ อิมสฺส ปุคฺคลสฺส วาลคฺคโกฏินิตฺตุทฺทนมตฺโตปิ อกุสโล ธมฺโม สมนฺนาคตายํ ปุคฺคโล เอกนฺตสุกฺเกหิ อนวชฺเชหิ ธมฺเมหิ ทิฏฺเฐว ธมฺเม ปรินิพฺพายิสฺสตีติ เสยฺยถาปิ อานนฺท องฺคารานิ สีตานิ นิพฺพุตานิ สุกฺเข ติณปุญฺเช วา กฏฺฐปุญฺเช วา นิกฺขิตฺตานิ ชาเนยฺยาสิ ตฺวํ อานนฺท นยิมานิ องฺคารานิ วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชิสฺสนฺตีติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ เอวเมว โข อหํ อานนฺท อิเธกจฺจํ ปุคฺคลํ เอวํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานามิ อิมสฺส โข ปุคฺคลสฺส วิชฺชมานา กุสลาปิ ธมฺมา อกุสลาปิ ธมฺมาติ {๓๓๓.๑๔} ตเมนํ อปเรน สมเยน เอวํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานามิ นตฺถิ อิมสฺส ปุคฺคลสฺส วาลคฺคโกฏินิตฺตุทฺทนมตฺโตปิ อกุสโล ธมฺโม สมนฺนาคตายํ ปุคฺคโล เอกนฺตสุกฺเกหิ อนวชฺเชหิ ธมฺเมหิ ทิฏฺเฐว ธมฺเม ปรินิพฺพายิสฺสตีติ เอวมฺปิ โข อานนฺท ตถาคตสฺส ปุริสปุคฺคโล เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิโต โหติ เอวมฺปิ โข อานนฺท ตถาคตสฺส ปุริสินฺทฺริยญาณํ เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิตํ โหติ เอวมฺปิ โข อานนฺท ตถาคตสฺส อายตึ ธมฺมสมุปฺปาโท เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิโต โหติ {๓๓๓.๑๕} ตตฺรานนฺท เย เต ปุริมา ตโย ปุคฺคลา เตสํ ติณฺณํ ปุคฺคลานํ เอโก อปริหานธมฺโม เอโก ปริหานธมฺโม เอโก อาปายิโก เนรยิโก ตตฺรานนฺท เยเม ปจฺฉิมา ตโย ปุคฺคลา อิเมสํ ติณฺณํ ปุคฺคลานํ เอโก อปริหานธมฺโม เอโก ปริหานธมฺโม เอโก ปรินิพฺพานธมฺโมติ ฯ

所用版本与授权

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

๘. อุทกสูตร