๙. นิพเพธิกสูตร
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ๙. นิพเพธิกสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมปริยายที่เป็นปริยายเป็นไป ในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมปริยายที่เป็นปริยายเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส นั้นเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบกาม เหตุเกิดแห่งกาม ความต่างแห่งกาม วิบากแห่งกาม ความดับแห่งกาม ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับกาม เธอทั้งหลายพึงทราบเวทนา เหตุเกิดแห่งเวทนา ความต่างแห่งเวทนา วิบากแห่ง เวทนา ความดับแห่งเวทนา ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับเวทนา เธอทั้งหลายพึงทราบ สัญญา เหตุเกิดแห่งสัญญา ความต่างแห่งสัญญา วิบากแห่งสัญญา ความดับ แห่งสัญญา ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับสัญญา เธอทั้งหลายพึงทราบอาสวะ เหตุเกิด แห่งอาสวะ ความต่างแห่งอาสวะ วิบากแห่งอาสวะ ความดับแห่งอาสวะ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับอาสวะ เธอทั้งหลายพึงทราบกรรม เหตุเกิดแห่งกรรม ความต่างแห่งกรรม วิบากแห่งกรรม ความดับแห่งกรรม ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับ กรรม เธอทั้งหลายพึงทราบทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความต่างแห่งทุกข์ วิบากแห่ง ทุกข์ ความดับแห่งทุกข์ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับทุกข์ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่เรากล่าวนี้ว่า เธอทั้งหลายพึงทราบกาม เหตุ เกิดแห่งกาม ความต่างแห่งกาม วิบากแห่งกาม ความดับแห่งกาม ปฏิปทาที่ให้ ถึงความดับกาม นั้น เราอาศัยอะไรกล่าว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ ประการนี้ คือ รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็นที่รัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด เสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยหู ... กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยจมูก ... รสที่พึงรู้ แจ้งด้วยลิ้น ... โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็นที่รัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ชื่อว่า กาม สิ่งเหล่านี้เรียกว่ากามคุณในวินัยของพระอริยะเจ้า ฯ พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์นี้ต่อไปอีกว่า ความกำหนัดที่เกิดด้วยสามารถแห่งความดำริของบุรุษ ชื่อว่า กาม อารมณ์อันวิจิตรทั้งหลายในโลกไม่ชื่อว่ากาม ความ กำหนัดที่เกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งความดำริของบุรุษ ชื่อว่า กาม อารมณ์อันวิจิตรทั้งหลายในโลกย่อมตั้งอยู่ตามสภาพของ ตน ส่วนว่า ธีรชนทั้งหลายย่อมกำจัดความพอใจ ในอารมณ์ อันวิจิตรเหล่านั้น ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุเกิดแห่งกามเป็นไฉน คือ ผัสสะเป็นเหตุเกิด แห่งกามทั้งหลาย ก็ความต่างกันแห่งกามเป็นไฉน คือกามในรูปเป็นอย่างหนึ่ง กามในเสียงเป็นอย่างหนึ่ง กามในกลิ่นเป็นอย่างหนึ่ง กามในรสเป็นอย่างหนึ่ง กามในโผฏฐัพพะเป็นอย่างหนึ่ง นี้เรียกว่าความต่างกันแห่งกาม วิบากแห่งกาม เป็นไฉน คือ การที่บุคคลผู้ใคร่อยู่ ย่อมยังอัตภาพที่เกิดขึ้นจากความใคร่นั้นๆ ให้เกิดขึ้น เป็นส่วนบุญหรือเป็นส่วนมิใช่บุญ นี้เรียกว่าวิบากแห่งกาม ความดับ แห่งกามเป็นไฉน คือ ความดับแห่งกามเพราะผัสสะดับ อริยมรรคอันประกอบ ด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมา- *กัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็นปฏิปทาให้ ถึงความดับแห่งกาม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใด อริยสาวกย่อมทราบชัดกาม เหตุเกิดแห่งกาม ความต่างแห่งกาม วิบากแห่งกาม ความดับแห่งกาม ปฏิปทา ให้ถึงความดับแห่งกาม อย่างนี้ๆ เมื่อนั้น อริยสาวกนั้น ย่อมทราบชัดพรหมจรรย์ อันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส เป็นที่ดับแห่งกาม ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกร- *ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบกาม ฯลฯ ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งกาม ดังนี้ นั้น เราอาศัยข้อนี้กล่าว ฯ ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย พึงทราบเวทนา ฯลฯ ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งเวทนา ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ ประการนี้ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ก็เหตุเกิด แห่งเวทนาเป็นไฉน คือ ผัสสะเป็นเหตุเกิดแห่งเวทนา ก็ความต่างกันแห่งเวทนา เป็นไฉน คือ สุขเวทนาที่เจือด้วยอามิสมีอยู่ สุขเวทนาที่ไม่เจือด้วยอามิสมีอยู่ ทุกขเวทนาที่เจือด้วยอามิสมีอยู่ ทุกขเวทนาที่ไม่เจือด้วยอามิสมีอยู่ อทุกขมสุข- *เวทนาที่เจือด้วยอามิสมีอยู่ อทุกขมสุขเวทนาที่ไม่เจือด้วยอามิสมีอยู่ นี้เรียกว่า ความต่างแห่งเวทนา วิบากแห่งเวทนาเป็นไฉน คือ การที่บุคคลผู้เสวยเวทนาอยู่ ย่อมยังอัตภาพที่เกิดขึ้นจากเวทนานั้นๆ ให้เกิดขึ้น เป็นส่วนบุญหรือเป็นส่วน มิใช่บุญ นี้เรียกว่าวิบากแห่งเวทนา ก็ความดับแห่งเวทนาเป็นไฉน คือ ความ ดับแห่งเวทนาย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคอันประกอบด้วย องค์ ๘ ประการนี้แล คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ เป็นข้อปฏิบัติที่ให้ถึง ความดับแห่งเวทนา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดอริยสาวกย่อมทราบชัดเวทนา เหตุเกิดแห่งเวทนา ความต่างกันแห่งเวทนา วิบากแห่งเวทนา ความดับแห่ง เวทนา ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งเวทนาอย่างนี้ๆ เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นย่อม ทราบชัด พรหมจรรย์อันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส เป็นที่ดับเวทนานี้ ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบเวทนา ฯลฯ ปฏิปทาที่ ให้ถึงความดับเวทนา ดังนี้นั้น เราอาศัยข้อนี้กล่าว ฯ ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบสัญญา ฯลฯ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งสัญญา ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าว ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย สัญญา ๖ ประการนี้ คือ รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา เหตุเกิดแห่งสัญญาเป็นไฉน คือ ผัสสะเป็นเหตุเกิดแห่งสัญญา ก็ความต่างแห่งสัญญาเป็นไฉน คือ สัญญาในรูป เป็นอย่างหนึ่ง สัญญาในเสียงเป็นอย่างหนึ่ง สัญญาในกลิ่นเป็นอย่างหนึ่ง สัญญาในรสเป็นอย่างหนึ่ง สัญญาในโผฏฐัพพะเป็นอย่างหนึ่ง สัญญาใน ธรรมารมณ์เป็นอย่างหนึ่ง นี้เรียกว่าความต่างแห่งสัญญา ก็วิบากแห่งสัญญา เป็นไฉน คือ เราย่อมกล่าวสัญญาว่ามีคำพูดเป็นผล (เพราะว่า) บุคคลย่อมรู้สึก โดยประการใดๆ ก็ย่อมพูดโดยประการนั้นๆ ว่า เราเป็นผู้มีความรู้สึกอย่างนั้น นี้เรียกว่าวิบากแห่งสัญญา ก็ความดับแห่งสัญญาเป็นไฉน คือ ความดับแห่งสัญญา ย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้ แล คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ เป็นปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งสัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใด อริยสาวกย่อมทราบชัดสัญญา เหตุเกิดแห่งสัญญา ความต่างแห่งสัญญา วิบากแห่งสัญญา ความดับแห่งสัญญา ปฏิปทาที่ให้ถึง ความดับแห่งสัญญาอย่างนี้ๆ เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดพรหมจรรย์อัน เป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอ ทั้งหลายพึงทราบสัญญา ฯลฯ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับสัญญา ดังนี้นั้น เราอาศัย ข้อนี้กล่าว ฯ ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบอาสวะ ฯลฯ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งอาสวะ ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าว ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะ ๓ ประการ คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ก็เหตุเกิดแห่งอาสวะ เป็นไฉน คือ อวิชชาเป็นเหตุเกิดอาสวะ ก็ความต่างแห่งอาสวะเป็นไฉน คือ อาสวะที่เป็นเหตุให้ไปสู่นรกก็มี ที่เป็นเหตุให้ไปสู่กำเนิดสัตวดิรัจฉานก็มี ที่เป็น เหตุให้ไปสู่เปรตวิสัยก็มี ที่เป็นเหตุให้ไปสู่มนุษย์โลกก็มี ที่เป็นเหตุให้ไปสู่ เทวโลกก็มี นี้เรียกว่าความต่างแห่งอาสวะ ก็วิบากแห่งอาสวะเป็นไฉน คือ การ ที่บุคคลมีอวิชชา ย่อมยังอัตภาพที่เกิดจากอวิชชานั้นๆ ให้เกิดขึ้น เป็นส่วนบุญหรือ เป็นส่วนมิใช่บุญ นี้เรียกว่าวิบากแห่งอาสวะ ก็ความดับแห่งอาสวะเป็นไฉน คือ ความดับแห่งอาสวะย่อมเกิดเพราะความดับแห่งอวิชชา อริยมรรคอันประกอบด้วย องค์ ๘ ประการนี้แล คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ เป็นปฏิปทาที่ให้ถึง ความดับแห่งอาสวะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดอริยสาวกย่อมทราบชัดอาสวะ เหตุเกิดแห่งอาสวะ ความต่างแห่งอาสวะ วิบากแห่งอาสวะ ความดับแห่งอาสวะ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งอาสวะอย่างนี้ๆ เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นย่อมทราบชัด พรหมจรรย์อันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส เป็นที่ดับอาสวะนี้ ข้อที่เรา กล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบอาสวะ ฯลฯ ปฏิปทาที่ให้ถึง ความดับแห่งอาสวะ ดังนี้นั้น เราอาศัยข้อนี้กล่าว ฯ ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบกรรม ฯลฯ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรม ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม บุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ก็เหตุเกิดแห่งกรรมเป็นไฉน คือ ผัสสะเป็นเหตุเกิดแห่งกรรม ก็ความ ต่างแห่งกรรมเป็นไฉน คือ กรรมที่ให้วิบากในนรกก็มี ที่ให้วิบากในกำเนิด สัตว์ดิรัจฉานก็มี ที่ให้วิบากในเปรตวิสัยก็มี ที่ให้วิบากในมนุษย์โลกก็มี ที่ให้ วิบากในเทวโลกก็มี นี้เรียกว่าความต่างแห่งกรรม ก็วิบากแห่งกรรมเป็นไฉน คือ เราย่อมกล่าววิบากแห่งกรรมว่ามี ๓ ประการ คือ กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน ๑ กรรม ที่ให้ผลในภพที่เกิด ๑ กรรมที่ให้ผลในภพต่อๆ ไป ๑ นี้เรียกว่าวิบากแห่งกรรม ความดับแห่งกรรมเป็นไฉน คือ ความดับแห่งกรรมย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่ง ผัสสะ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งกรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใด อริยสาวกย่อมทราบชัดกรรม เหตุเกิดแห่งกรรม ความต่างแห่งกรรม วิบากแห่ง กรรม ความดับแห่งกรรม ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรมอย่างนี้ๆ เมื่อ นั้น อริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดพรหมจรรย์อันเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส เป็นที่ดับกรรมนี้ ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบกรรม ฯลฯ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรม ดังนี้นั้น เราอาศัยข้อนี้กล่าว ฯ ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบทุกข์ เหตุเกิด แห่งทุกข์ ความต่างแห่งทุกข์ วิบากแห่งทุกข์ ความดับแห่งทุกข์ ปฏิปทาที่ให้ ถึงความดับแห่งทุกข์ ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าว แม้ชาติก็เป็นทุกข์ แม้ชรา ก็เป็นทุกข์ แม้พยาธิก็เป็นทุกข์ แม้มรณะก็เป็นทุกข์ แม้โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ก็เหตุเกิดแห่งทุกข์เป็นไฉน คือ ตัณหาเป็นเหตุเกิด แห่งทุกข์ ก็ความต่างแห่งทุกข์เป็นไฉน คือ ทุกข์มากก็มี ทุกข์น้อยก็มี ทุกข์ที่ คลายช้าก็มี ทุกข์ที่คลายเร็วก็มี นี้เรียกว่าความต่างแห่งทุกข์ ก็วิบากแห่งทุกข์ เป็นไฉน คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ถูกทุกข์อย่างใดครอบงำ มีจิตอันทุกข์อย่าง ใดกลุ้มรุม ย่อมเศร้าโศก ลำบาก รำพัน ทุบอก คร่ำครวญ ถึงความหลง ก็หรือ บางคนถูกทุกข์ใดครอบงำแล้ว มีจิตอันทุกข์ใดกลุ้มรุมแล้ว ย่อมแสวงหาเหตุ ปลดเปลื้องทุกข์ในภายนอกว่าใครจะรู้ทางเดียวหรือสองทางเพื่อดับทุกข์นี้ได้ ดูกร- *ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวทุกข์ว่ามีความหลงใหลเป็นผล หรือว่ามีการแสวงหาเหตุ ปลดเปลื้องทุกข์ภายนอกเป็นผล นี้เรียกว่าวิบากแห่งทุกข์ ก็ความดับแห่งทุกข์ เป็นไฉน คือ ความดับแห่งทุกข์ย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งตัณหา อริยมรรค อันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ เป็น ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใด อริยสาวกย่อมทราบ ชัดทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความต่างแห่งทุกข์ วิบากแห่งทุกข์ ความดับแห่งทุกข์ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งทุกข์ อย่างนี้ๆ เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นย่อมทราบชัด พรหมจรรย์อันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส เป็นที่ดับทุกข์ ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความต่างแห่ง ทุกข์ วิบากแห่งทุกข์ ความดับแห่งทุกข์ ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งทุกข์ ดังนี้ นั้น เราอาศัยข้อนี้กล่าว ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นธรรมปริยายที่เป็นปริยาย เป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส ฯ จบสูตรที่ ๙
๖๓ นิพฺเพธิกปริยายํ โว ภิกฺขเว ธมฺมปริยายํ เทเสสฺสามิ ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ กตโม จ โส ภิกฺขเว นิพฺเพธิกปริยาโย ธมฺมปริยาโย กามา ภิกฺขเว เวทิตพฺพา กามานํ นิทานสมฺภโว เวทิตพฺโพ กามานํ เวมตฺตตา เวทิตพฺพา กามานํ วิปาโก เวทิตพฺโพ กามนิโรโธ เวทิตพฺโพ กามนิโรธคามินีปฏิปทา เวทิตพฺพา เวทนา ภิกฺขเว เวทิตพฺพา เวทนานํ นิทานสมฺภโว เวทิตพฺโพ เวทนานํ เวมตฺตตา เวทิตพฺพา เวทนานํ วิปาโก เวทิตพฺโพ เวทนานิโรโธ เวทิตพฺโพ เวทนานิโรธคามินีปฏิปทา เวทิตพฺพา สญฺญา ภิกฺขเว เวทิตพฺพา สญฺญานํ นิทานสมฺภโว เวทิตพฺโพ สญฺญานํ เวมตฺตตา เวทิตพฺพา สญฺญานํ วิปาโก เวทิตพฺโพ สญฺญานิโรโธ เวทิตพฺโพ สญฺญานิโรธคามินีปฏิปทา เวทิตพฺพา อาสวา ภิกฺขเว เวทิตพฺพา อาสวานํ นิทานสมฺภโว เวทิตพฺโพ อาสวานํ เวมตฺตตา เวทิตพฺพา อาสวานํ วิปาโก เวทิตพฺโพ อาสวนิโรโธ เวทิตพฺโพ อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เวทิตพฺพา กมฺมํ ภิกฺขเว เวทิตพฺพํ กมฺมานํ นิทานสมฺภโว เวทิตพฺโพ กมฺมานํ เวมตฺตตา เวทิตพฺพา กมฺมานํ วิปาโก เวทิตพฺโพ กมฺมนิโรโธ เวทิตพฺโพ กมฺมนิโรธคามินีปฏิปทา เวทิตพฺพา ทุกฺขํ ภิกฺขเว เวทิตพฺพํ ทุกฺขสฺส นิทานสมฺภโว เวทิตพฺโพ ทุกฺขสฺส เวมตฺตตา เวทิตพฺพา ทุกฺขสฺส วิปาโก เวทิตพฺโพ ทุกฺขนิโรโธ เวทิตพฺโพ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทา เวทิตพฺพา ฯ กามา ภิกฺขเว เวทิตพฺพา กามานํ นิทานสมฺภโว เวทิตพฺโพ กามานํ เวมตฺตตา เวทิตพฺพา กามานํ วิปาโก เวทิตพฺโพ กามนิโรโธ เวทิตพฺโพ กามนิโรธคามินีปฏิปทา เวทิตพฺพาติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ปญฺจิเม ภิกฺขเว กามคุณา จกฺขุวิญฺเญยฺยา รูปา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ปิยรูปา กามูปสํหิตา รชนิยา โสตวิญฺเญยฺยา สทฺทา ฯเปฯ ฆานวิญฺเญยฺยา คนฺธา ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา รสา กายวิญฺเญยฺยา โผฏฺฐพฺพา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ปิยรูปา กามูปสํหิตา รชนิยา อปิ จ โข ภิกฺขเว เนเต กามา กามคุณา นาเมเต อริยสฺส วินเย วุจฺจนฺติ ฯ สงฺกปฺปราโค ปุริสสฺส กาโม น เต กามา ยานิ จิตฺรานิ โลเก สงฺกปฺปราโค ปุริสสฺส กาโม ติฏฺฐนฺติ จิตฺรานิ ตเถว โลเก อเถตฺถ ธีรา วินยนฺติ ฉนฺทนฺติ ฯ {๓๓๔.๒} กตโม จ ภิกฺขเว กามานํ นิทานสมฺภโว ผสฺโส ภิกฺขเว กามานํ นิทานสมฺภโว ฯ กตมา จ ภิกฺขเว กามานํ เวมตฺตตา อญฺโญ ภิกฺขเว กาโม รูเปสุ อญฺโญ กาโม สทฺเทสุ อญฺโญ กาโม คนฺเธสุ อญฺโญ กาโม รเสสุ อญฺโญ กาโม โผฏฺฐพฺเพสุ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กามานํ เวมตฺตตา ฯ กตโม จ ภิกฺขเว กามานํ วิปาโก ยํ โข ภิกฺขเว กามยมาโน ตชฺชํ ตชฺชํ อตฺตภาวํ อภินิพฺพตฺเตติ ปุญฺญภาคิยํ วา อปุญฺญภาคิยํ วา อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กามานํ วิปาโก ฯ กตโม จ ภิกฺขเว กามนิโรโธ ผสฺสนิโรธา ภิกฺขเว กามนิโรโธ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค กามนิโรธคามินีปฏิปทา เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ ยโต จ โข ภิกฺขเว อริยสาวโก เอวํ กาเม ปชานาติ เอวํ กามานํ นิทานสมฺภวํ ปชานาติ เอวํ กามานํ เวมตฺตตํ ปชานาติ เอวํ กามานํ วิปากํ ปชานาติ เอวํ กามนิโรธํ ปชานาติ เอวํ กามนิโรธคามินีปฏิปทํ ปชานาติ โส อิมํ นิพฺเพธิกํ พฺรหฺมจริยํ ปชานาติ กามนิโรธํ กามา ภิกฺขเว เวทิตพฺพา ฯเปฯ กามนิโรธคามินีปฏิปทา เวทิตพฺพาติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ {๓๓๔.๓} เวทนา ภิกฺขเว เวทิตพฺพา ฯเปฯ เวทนานิโรธคามินี- ปฏิปทา เวทิตพฺพาติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ติสฺโส อิมา ภิกฺขเว เวทนา สุขา เวทนา ทุกฺขา เวทนา อทุกฺขมสุขา เวทนา ฯ กตโม จ ภิกฺขเว เวทนานํ นิทานสมฺภโว ผสฺโส ภิกฺขเว เวทนานํ นิทานสมฺภโว ฯ กตมา จ ภิกฺขเว เวทนานํ เวมตฺตตา อตฺถิ ภิกฺขเว สามิสา สุขา เวทนา อตฺถิ นิรามิสา สุขา เวทนา อตฺถิ สามิสา ทุกฺขา เวทนา อตฺถิ นิรามิสา ทุกฺขา เวทนา อตฺถิ สามิสา อทุกฺขมสุขา เวทนา อตฺถิ นิรามิสา อทุกฺขมสุขา เวทนา อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว เวทนานํ เวมตฺตตา ฯ กตโม จ ภิกฺขเว เวทนานํ วิปาโก ยํ โข ภิกฺขเว เวทยมาโน ตชฺชํ ตชฺชํ อตฺตภาวํ อภินิพฺพตฺเตติ ปุญฺญภาคิยํ วา อปุญฺญภาคิยํ วา อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว เวทนานํ วิปาโก ฯ กตโม จ ภิกฺขเว เวทนานิโรโธ ผสฺสนิโรธา ภิกฺขเว เวทนานิโรโธ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เวทนานิโรธคามินีปฏิปทา เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ยโต จ โข ภิกฺขเว อริยสาวโก เอวํ เวทนํ ปชานาติ เอวํ เวทนานํ นิทานสมฺภวํ ปชานาติ เอวํ เวทนานํ เวมตฺตตํ ปชานาติ เอวํ เวทนานํ วิปากํ ปชานาติ เอวํ เวทนานิโรธํ ปชานาติ เอวํ เวทนานิโรธคามินีปฏิปทํ ปชานาติ โส อิมํ นิพฺเพธิกํ พฺรหฺมจริยํ ปชานาติ เวทนานิโรธํ เวทนา ภิกฺขเว เวทิตพฺพา ฯเปฯ เวทนานิโรธคามินีปฏิปทา เวทิตพฺพาติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ {๓๓๔.๔} สญฺญา ภิกฺขเว เวทิตพฺพา ฯเปฯ สญฺญานิโรธคามินี- ปฏิปทา เวทิตพฺพาติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฉยิมา ภิกฺขเว สญฺญา รูปสญฺญา สทฺทสญฺญา คนฺธสญฺญา รสสญฺญา โผฏฺฐพฺพสญฺญา ธมฺมสญฺญา ฯ กตโม จ ภิกฺขเว สญฺญานํ นิทานสมฺภโว ผสฺโส ภิกฺขเว สญฺญานํ นิทานสมฺภโว ฯ กตมา จ ภิกฺขเว สญฺญานํ เวมตฺตตา อญฺญา ภิกฺขเว สญฺญา รูเปสุ อญฺญา สญฺญา สทฺเทสุ อญฺญา สญฺญา คนฺเธสุ อญฺญา สญฺญา รเสสุ อญฺญา สญฺญา โผฏฺฐพฺเพสุ อญฺญา สญฺญา ธมฺเมสุ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สญฺญานํ เวมตฺตตา ฯ กตโม จ ภิกฺขเว สญฺญานํ วิปาโก โวหารเวปกฺกาหํ ภิกฺขเว สญฺญา วทามิ ยถา ยถา นํ สญฺชานาติ ตถา ตถา โวหรติ เอวํ สญฺญี อโหสินฺติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สญฺญานํ วิปาโก ฯ กตโม จ ภิกฺขเว สญฺญานิโรโธ ผสฺสนิโรธา ภิกฺขเว สญฺญานิโรโธ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค สญฺญานิโรธคามินีปฏิปทา เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ยโต จ โข ภิกฺขเว อริยสาวโก เอวํ สญฺญา ปชานาติ เอวํ สญฺญานํ นิทานสมฺภวํ ปชานาติ เอวํ สญฺญานํ เวมตฺตตํ ปชานาติ เอวํ สญฺญานํ วิปากํ ปชานาติ เอวํ สญฺญานิโรธํ ปชานาติ เอวํ สญฺญานิโรธคามินีปฏิปทํ ปชานาติ โส อิมํ นิพฺเพธิกํ พฺรหฺมจริยํ ปชานาติ สญฺญานิโรธํ สญฺญา ภิกฺขเว เวทิตพฺพา ฯเปฯ สญฺญานิโรธคามินีปฏิปทา เวทิตพฺพาติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ {๓๓๔.๕} อาสวา ภิกฺขเว เวทิตพฺพา ฯเปฯ อาสวนิโรธคามินีปปฏิทา เวทิตพฺพาติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ตโยเม ภิกฺขเว อาสวา กามาสโว ภวาสโว อวิชฺชาสโว ฯ กตโม จ ภิกฺขเว อาสวานํ นิทานสมฺภโว อวิชฺชา ภิกฺขเว อาสวานํ นิทานสมฺภโว ฯ กตมา จ ภิกฺขเว อาสวานํ เวมตฺตตา อตฺถิ ภิกฺขเว อาสวา นิรยคมนิยา อตฺถิ อาสวา ติรจฺฉานโยนิคมนิยา อตฺถิ อาสวา เปตฺติวิสยคมนิยา อตฺถิ อาสวา มนุสฺสโลกคมนิยา อตฺถิ อาสวา เทวโลกคมนิยา อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อาสวานํ เวมตฺตตา ฯ กตโม จ ภิกฺขเว อาสวานํ วิปาโก ยํ โข ภิกฺขเว อวิชฺชาคโต ตชฺชํ ตชฺชํ อตฺตภาวํ อภินิพฺพตฺเตติ ปุญฺญภาคิยํ วา อปุญฺญภาคิยํ วา อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อาสวานํ วิปาโก ฯ กตโม จ ภิกฺขเว อาสวนิโรโธ อวิชฺชานิโรธา ภิกฺขเว อาสวนิโรโธ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ยโต จ โข ภิกฺขเว อริยสาวโก เอวํ อาสเว ปชานาติ เอวํ อาสวานํ นิทานสมฺภวํ ปชานาติ เอวํ อาสวานํ เวมตฺตตํ ปชานาติ เอวํ อาสวานํ วิปากํ ปชานาติ เอวํ อาสวนิโรธํ ปชานาติ เอวํ อาสวนิโรธคามินีปฏิปทํ ปชานาติ โส อิมํ นิพฺเพธิกํ พฺรหฺมจริยํ ปชานาติ อาสวนิโรธํ อาสวา ภิกฺขเว เวทิตพฺพา ฯเปฯ อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เวทิตพฺพาติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ {๓๓๔.๖} กมฺมํ ภิกฺขเว เวทิตพฺพํ ฯเปฯ กมฺมนิโรธคามินีปฏิปทา เวทิตพฺพาติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ เจตยิตฺวา กมฺมํ กโรติ กาเยน วาจาย มนสา ฯ กตโม จ ภิกฺขเว กมฺมานํ นิทานสมฺภโว ผสฺโส ภิกฺขเว กมฺมานํ นิทานสมฺภโว ฯ กตโม จ ภิกฺขเว กมฺมานํ เวมตฺตตา อตฺถิ ภิกฺขเว กมฺมํ นิรยเวทนิยํ อตฺถิ กมฺมํ ติรจฺฉานโยนิเวทนิยํ อตฺถิ กมฺมํ ปิตฺติวิสยเวทนิยํ อตฺถิ กมฺมํ มนุสฺสโลกเวทนิยํ อตฺถิ กมฺมํ เทวโลกเวทนิยํ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กมฺมานํ เวมตฺตตา ฯ กตโม จ ภิกฺขเว กมฺมานํ วิปาโก ติวิธาหํ ภิกฺขเว กมฺมานํ วิปากํ วทามิ ทิฏฺเฐว ธมฺเม อุปปชฺเช วา อปเร วา ปริยาเย อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กมฺมานํ วิปาโก ฯ กตโม จ ภิกฺขเว กมฺมนิโรโธ ผสฺสนิโรธา ภิกฺขเว กมฺมนิโรโธ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค กมฺมนิโรธ- คามินีปฏิปทา เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ยโต จ โข ภิกฺขเว อริยสาวโก เอวํ กมฺมํ ปชานาติ เอวํ กมฺมานํ นิทานสมฺภวํ ปชานาติ เอวํ กมฺมานํ เวมตฺตตํ ปชานาติ เอวํ กมฺมานํ วิปากํ ปชานาติ เอวํ กมฺมนิโรธํ ปชานาติ เอวํ กมฺมนิโรธ- คามินีปฏิปทํ ปชานาติ โส อิมํ นิพฺเพธิกํ พฺรหฺมจริยํ ปชานาติ กมฺมนิโรธํ กมฺมํ ภิกฺขเว เวทิตพฺพํ ฯเปฯ กมฺมนิโรธคามินีปฏิปทา เวทิตพฺพาติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ {๓๓๔.๗} ทุกฺขํ ภิกฺขเว เวทิตพฺพํ ทุกฺขสฺส นิทานสมฺภโว เวทิตพฺโพ ทุกฺขสฺส เวมตฺตตา เวทิตพฺพา ทุกฺขสฺส วิปาโก เวทิตพฺโพ ทุกฺขนิโรโธ เวทิตพฺโพ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทา เวทิตพฺพาติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ชาติปิ ทุกฺขา ชราปิ ทุกฺขา พฺยาธิปิ ทุกฺขา มรณมฺปิ ทุกฺขํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสาปิ ทุกฺขา ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปิ ทุกฺขํ สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา ฯ กตโม จ ภิกฺขเว ทุกฺขสฺส นิทานสมฺภโว ตณฺหา ภิกฺขเว ทุกฺขสฺส นิทานสมฺภโว ฯ กตมา จ ภิกฺขเว ทุกฺขสฺส เวมตฺตตา อตฺถิ ภิกฺขเว ทุกฺขํ อธิมตฺตํ อตฺถิ ปริตฺตํ อตฺถิ ทนฺธวิราคิ อตฺถิ ขิปฺปวิราคิ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ทุกฺขสฺส เวมตฺตตา ฯ กตโม จ ภิกฺขเว ทุกฺขสฺส วิปาโก อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ เยน ทุกฺเขน อภิภูโต ปริยาทินฺนจิตฺโต โสจติ กิลมติ ปริเทวติ อุรตฺตาฬี กนฺทติ สมฺโมหํ อาปชฺชติ เยน วา ปน ทุกฺเขน อภิภูโต ปริยาทินฺนจิตฺโต พหิทฺธา ปริเยฏฺฐึ อาปชฺชติ โก เอกปทํ ทฺวิปทํ ปชานาติ อิมสฺส ทุกฺขสฺส นิโรธายาติ สมฺโมหเวปกฺกํ วาหํ ภิกฺขเว ทุกฺขํ วทามิ ปริเยฏฺฐิเวปกฺกํ วา อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ทุกฺขสฺส วิปาโก ฯ กตโม จ ภิกฺขเว ทุกฺขนิโรโธ ตณฺหานิโรธา ภิกฺขเว ทุกฺขนิโรโธ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทา เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ {๓๓๔.๘} ยโต จ โข ภิกฺขเว อริยสาวโก เอวํ ทุกฺขํ ปชานาติ เอวํ ทุกฺขสฺส นิทานสมฺภวํ ปชานาติ เอวํ ทุกฺขสฺส เวมตฺตตํ ปชานาติ เอวํ ทุกฺขวิปากํ ปชานาติ เอวํ ทุกฺขนิโรธํ ปชานาติ เอวํ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทํ ปชานาติ โส อิมํ นิพฺเพธิกํ พฺรหฺมจริยํ ปชานาติ ทุกฺขนิโรธํ ทุกฺขํ ภิกฺขเว เวทิตพฺพํ ทุกฺขสฺส นิทานสมฺภโว เวทิตพฺโพ ทุกฺขสฺส เวมตฺตตา เวทิตพฺพา ทุกฺขสฺส วิปาโก เวทิตพฺโพ ทุกฺขนิโรโธ เวทิตพฺโพ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทา เวทิตพฺพาติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ อยํ โข โส ภิกฺขเว นิพฺเพธิกปริยาโย ธมฺมปริยาโยติ ฯ