This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 · พระสุตตันตปิฎก ·

เล่ม ๒๒ · อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต

本册其他条目

๑. สังขิตตสูตร๒. วิตถตสูตร๓. ทุกขสูตร๔. ภตสูตร๕. สิกขสูตร๖. สมาปัตติสูตร๗. กามสูตร๘. จวนสูตร๙. อคารวสูตร ที่ ๑๑๐. อคารวสูตร ที่ ๒๑. อนนุสสุตสูตร๒. กูฏสูตร๓. สังขิตสูตร๔. วิตถตสูตร๕. ทัฏฐัพพสูตร๖. ปุนกูฏสูตร๗. หิตสูตร ที่ ๑๘. หิตสูตร ที่ ๒๙. หิตสูตร ที่ ๓๑๐. หิตสูตร ที่ ๔๑. คารวสูตร ที่ ๑๒. คารวสูตร ที่ ๒๓. อุปกิเลสสูตร๔. ทุสสีลสูตร๕. อนุคคหสูตร๖. วิมุตติสูตร๗. สมาธิสูตร๘. อังคิกสูตร๙. จังกมสูตร๑๐. นาคิตสูตร๑. สุมนสูตร๒. จุนทิสูตร๓. อุคคหสูตร๔. สีหสูตร๕. ทานานิสังสสูตร๖. กาลทานสูตร๗. โภชนทานสูตร๘. สัทธานิสังสสูตร๙. ปุตตสูตร๑๐. สาลสูตร๑. อาทิยสูตร๒. สัปปุริสสูตร๓. อิฏฐสูตร๔. มนาปทายีสูตร๕. อภิสันทสูตร๖. สัมปทาสูตร๗. ธนสูตร๘. ฐานสูตร๙. โกสลสูตร๑๐. นารทสูตร๑. อาวรณสูตร๒. ราสิสูตร๓. อังคสูตร๔. สมยสูตร๕. มาตุปุตติกสูตร๖. อุปัชฌายสูตร๗. ฐานสูตร๘. กุมารลิจฉวีสูตร๙. ทุลลภสูตร ที่ ๑๑๐. ทุลลภสูตร ที่ ๒๑. สัญญาสูตร ที่ ๑๒. สัญญาสูตร ที่ ๒๓. วัฑฒิสูตร ที่ ๑๔. วัฑฒิสูตร ที่ ๒๕. สากัจฉสูตร๖. สาชีวสูตร๗. อิทธิปาทสูตร ที่ ๑๘. อิทธิปาทสูตร ที่ ๒๙. นิพพิทาสูตร๑๐. อาสวักขยสูตร๑. เจโตวิมุติสูตร ที่ ๑๒. เจโตวิมุติสูตร ที่ ๒๓. ธรรมวิหาริกสูตร ที่ ๑๔. ธรรมวิหาริกสูตร ที่ ๒๕. โยธาชีวสูตร ที่ ๑๖. โยธาชีวสูตร ที่ ๒๗. อนาคตสูตร ที่ ๑๘. อนาคตสูตร ที่ ๒๙. อนาคตสูตร ที่ ๓๑๐. อนาคตสูตร ที่ ๔๑. รัชนียสูตร๒. วีตราคสูตร๓. กุหกสูตร๔. อสัทธสูตร๕. อักขมสูตร๖. ปฏิสัมภิทาสูตร๗. สีลสูตร๘. เถรสูตร๙. เสขสูตร ที่ ๑๑๐. เสขสูตร ที่ ๒๑. สัมปทาสูตร ที่ ๑๒. สัมปทาสูตร ที่ ๒๓. พยากรณสูตร๔. ผาสุสูตร๕. อกุปปสูตร๖. สุตสูตร๗. กถาสูตร๘. อรัญญสูตร๙. สีหสูตร๑๐. กกุธสูตร๑. เวสารัชชกรณสูตร๒. สังกิตสูตร๓. โจรสูตร๔. สุขุมาลสูตร๕. ผาสุวิหารสูตร๖. อานันทสูตร๗. สีลสูตร๘. อเสขิยสูตร๙. จาตุทิสสูตร๑๐. อรัญญสูตร๑. กุลุปกสูตร๒. ปัจฉาสมณสูตร๓. สมาธิสูตร๔. อันธกวินทสูตร๕. มัจฉริยสูตร๖. วรรณนาสูตร๗. อิสสาสูตร๘. ทิฏฐิสูตร๙. วาจาสูตร๑๐. วายามสูตร๑. คิลานสูตร๒. สติปัฏฐานสูตร๓. อุปัฏฐากสูตร ที่ ๑๔. อุปัฏฐากสูตร ที่ ๒๕. อนายุสสสูตร ที่ ๑๖. อนายุสสสูตร ที่ ๒๗. อวัปปกาสสูตร๘. สมณทุกขสูตร๙. ปริกุปปสูตร๑๐. สัมปทาสูตร๑. จักกสูตร๒. อนุวัตตนสูตร๓. ราชสูตร๔. ยัสสทิสสูตร๕. ปัตถนาสูตร ที่ ๑๖. ปัตถนาสูตร ที่ ๒๗. อัปปสุปติสูตร๘. ภัตตาทกสูตร๙. อักขมสูตร๑๐. โสตวสูตร๑. ทัตวาอวชานาติสูตร๒. อารภสูตร๓. สารันททสูตร๔. ติกัณฑกีสูตร๕. นิรยสูตร๖. มิตตสูตร๗. อสัปปุริสทานสูตร๘. สัปปุริสทานสูตร๙. สมยวิมุตตสูตร ที่ ๑๑๐. สมยวิมุตตสูตร ที่ ๒๑. สัทธรรมนิยามสูตร ที่ ๑๒. สัทธรรมนิยามสูตร ที่ ๒๓. สัทธรรมนิยามสูตร ที่ ๓๔. สัทธรรมสัมโมสสูตร ที่ ๑๕. สัทธรรมสัมโมสสูตร ที่ ๒๖. สัทธรรมสัมโมสสูตร ที่ ๓๗. ทุกถาสูตร๘. สารัชชสูตร๙. อุทายิสูตร๑๐. ทุพพิโนทยสูตร๑. อาฆาตวินยสูตร ที่ ๑๒. อาฆาตวินยสูตร ที่ ๒๓. สากัจฉาสูตร๔. สาชีวสูตร๕. ปัญหาปุจฉาสูตร๖. นิโรธสูตร๗. โจทนาสูตร๘. สีลสูตร๙. นิสันติสูตร๑๐. ภัททชิสูตร๑. สารัชชสูตร๒. วิสารทสูตร๓. นิรยสูตร๔. เวรสูตร๕. จัณฑาลสูตร๖. ปีติสูตร๗. วณิชชสูตร๘. ราชสูตร๙. คิหิสูตร๑๐. ภเวสิสูตร๑. อารัญญกสูตร๒. ปังสุกูลิกสูตร๓. รุกขมูลิกสูตร๔. โสสานิกสูตร๕. อัพโภกาสิกสูตร๖. เนสัชชิกสูตร๗. ยถาสันถติกสูตร๘. เอกาสนิกสูตร๙. ขลุปัจฉาภัตติกสูตร๑๐. ปัตตปิณฑิกสูตร๑. โสณสูตร๒. โทณสูตร๓. สังคารวสูตร๔. การณปาลีสูตร๕. ปิงคิยานีสูตร๖. สุบินสูตร๗. วัสสสูตร๘. วาจาสูตร๙. กุลสูตร๑๐. นิสสารณียสูตร๑. กิมพิลสูตร๒. ธัมมัสสวนสูตร๓. อาชานิยสูตร๔. พลสูตร๕. เจโตขีลสูตร๖. วินิพันธสูตร๗. ยาคุสูตร๘. ทันตกัฏฐสูตร๙. คีตสูตร๑๐. มุฏฐัสสติสูตร๑. อักโกสกสูตร๒. ภัณทนสูตร๓. สีลสูตร๔. พหุภาณีสูตร๕. อขันติสูตร ที่ ๑๖. อขันติสูตร ที่ ๒๗. อปาสาทิกสูตร ที่ ๑๘. อปาสาทิกสูตร ที่ ๒๙. อัคคิสูตร๑๐. มธุราสูตร๑. ทีฆจาริกสูตร ที่ ๑๒. ทีฆจาริกสูตร ที่ ๒๓. อภินิวาสสูตร๔. มัจฉรสูตร๕. กุลุปกสูตร ที่ ๑๖. กุลุปกสูตร ที่ ๒๗. โภคสูตร๘. ภัตตสูตร๙. สัปปสูตร ที่ ๑๑๐. สัปปสูตร ที่ ๒๑. อาวาสิกสูตร๒. อัปปิยสูตร๓. โสภณสูตร๔. พหุปการสูตร๕. อนุกัมปกสูตร๖. ยถาภตอวรรณสูตร๗. ยถาภตเคธสูตร๘. ยถาภตมัจเฉรสูตร ที่ ๑๙. ยถาภตมัจเฉรสูตร ที่ ๒๑๐. ยถาภตมัจเฉรสูตร ที่ ๓๑. ทุจริตสูตร๒. กายทุจริตสูตร๓. วจีทุจริตสูตร๔. มโนทุจริตสูตร๕. อปรทุจริตสูตร๖. อปรกายทุจริตสูตร๗. อปรวจีทุจริตสูตร๘. อปรมโนทุจริตสูตร๙. สีวถิกาสูตร๑๐. ปุคคลปสาทสูตรพระสูตรที่ไม่รวมเข้าในวรรค๑. อาหุเนยยสูตร ที่ ๑๒. อาหุเนยยสูตร ที่ ๒๓. อินทริยสูตร๔. พลสูตร๕. อาชานิยสูตร ที่ ๑๖. อาชานิยสูตร ที่ ๒๗. อาชานิยสูตร ที่ ๓๘. อนุตตริยสูตร๙. อนุสสติสูตร๑๐. มหานามสูตร๑. สาราณิยสูตร ที่ ๑๒. สาราณิยสูตร ที่ ๒๓. เมตตาสูตร๔. ภัททกสูตร๕. อนุตัปปิยสูตร๖. นกุลสูตร๗. กุสลสูตร๘. มัจฉสูตร๙. มรณัสสติสูตร ที่ ๑๑๐. มรณัสสติสูตร ที่ ๒๑. สามกสูตร๒. อปริหานิยสูตร๓. ภยสูตร๔. หิมวันตสูตร๕. อนุสสติฏฐานสูตร๖. กัจจานสูตร๗. สมยสูตร ที่ ๑๘. สมยสูตร ที่ ๒๙. อุทายีสูตร๑๐. อนุตตริยสูตร๑. เสกขสูตร๒. อปริหานิยสูตร ที่ ๑๓. อปริหานิยสูตร ที่ ๒๔. โมคคัลลานสูตร๕. วิชชาภาคิยสูตร๖. วิวาทมูลสูตร๗. ทานสูตร๘. อัตตการีสูตร๙. นิทานสูตร๑๐. กิมมิลสูตร๑๑. ทารุกขันธสูตร๑๒. นาคิตสูตร๑. นาคสูตร๒. มิคสาลาสูตร๓. อิณสูตร๔. มหาจุนทสูตร๕. สันทิฏฐิกสูตร ที่ ๑๖. สันทิฏฐิกสูตร ที่ ๒๗. เขมสุมนสูตร๘. อินทรียสังวรสูตร๙. อานันทสูตร๑๐. ขัตติยาธิปปายสูตร๑๑. อัปปมาทสูตร๑๒. ธรรมิกสูตร๑. โสณสูตร๒. ผัคคุณสูตร๓. ฉฬาภิชาติยสูตร๔. อาสวสูตร๕. ทารุกัมมิกสูตร๖. จิตตหัตถิสาริปุตตสูตร๗. ปรายนสูตร๘. อุทกสูตร๙. นิพเพธิกสูตร๑๐. พลสูตรอนาคามิสูตรอรหัตตสูตรมิตตสูตรฐานสูตร (อารามสูตร)เทวตาสูตรสติสูตรสักขิสูตรพลสูตรฌานสูตรที่ ๑ฌานสูตรที่ ๒๑. ทุกขสูตร๒. อรหัตตสูตร๓. อุตตริมนุสสธรรมสูตร๔. สุขสูตร๕. อธิคมสูตร๖. มหัตตสูตร๗. นิรยสูตรที่ ๑๘. นิรยสูตรที่ ๒๙. อัคคธรรมสูตร๑๐. รัตติสูตร๑. สีติสูตร๒. ภัพพสูตร๓. อาวรณตาสูตร๔. สุสสูสาสูตร๕. ปหาตัพพสูตร๖. ปหีนสูตร๗. อุปปาเทตัพพสูตร๘. สัตถริสูตร๙. กัญจิสังขารสูตร๑๐. มาตริสูตร๑๑. สยกตสูตร๑. ปาตุภาวสูตร๒. อานิสังสสูตร๓. อนิจจสูตร๔. ทุกขสูตร๕. อนัตตสูตร๖. นิพพานสูตร๗. อโนทิสสูตรที่ ๑๘. อโนทิสสูตรที่ ๒๙. อโนทิสสูตรที่ ๓๑๐. ภวสูตร๑๑. ตัณหาสูตร๑. ราคสูตร๒. ทุจริตสูตร๓. วิตักกสูตร๔. สัญญาสูตร๕. ธาตุสูตร๖. อัสสาทสูตร๗. อรติสูตร๘. ตุฏฐิสูตร๙. อุทธัจจสูตรที่ ๑๑๐. อุทธัจจสูตรที่ ๒พระสูตรที่ไม่รวมเข้าในวรรค

注释

经典 · พระสุตตันตปิฎก

๘. อุทกสูตร

ข้อ ๓๓๓พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต1 条2 个版本

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination

印本前页文字

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ๘. อุทกสูตร

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในโกศลชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึงนิคมของชาวโกศลชื่อทัณฑกัปปกะ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงแวะลงจากหนทาง ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้แล้ว ณ โคนไม้ต้นหนึ่ง ภิกษุเหล่านั้นได้พากันเข้าไปสู่นิคมชื่อทัณฑกัปปกะ เพื่อแสวงหาที่ พัก ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์พร้อมด้วยภิกษุหลายรูป ได้ไปที่แม่น้ำอจิรวดีเพื่อสรง น้ำ ครั้นสรงน้ำในแม่น้ำอจิรวดีเสร็จแล้ว ก็ขึ้นมานุ่งอันตรวาสกผืนเดียวยืนผึ่งตัวอยู่ ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งได้เข้าไปหาท่านพระอานนท์ แล้วถามว่า ดูกรอาวุโสอานนท์ พระผู้มีพระภาคทรงกำหนดรู้เหตุทั้งปวงด้วยพระหฤทัยแล้วหรือหนอ จึงพยากรณ์ พระเทวทัตว่า พระเทวทัตจะต้องเกิดในอบาย ตกนรก ตั้งอยู่ตลอดกัป เยียวยา ไม่ได้ หรือว่าพระผู้มีพระภาคทรงกำหนดรู้โดยปริยายบางประการเท่านั้น จึงได้ทรง พยากรณ์พระเทวทัตดังนี้ ท่านพระอานนท์ตอบว่า ดูกรอาวุโส ก็ข้อนี้พระผู้มี พระภาคได้ทรงพยากรณ์อย่างนั้นแล ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ข้าพระองค์กับภิกษุ หลายรูปได้ไปยังแม่น้ำอจิรวดีเพื่อสรงน้ำ ครั้นสรงเสร็จแล้ว ก็ขึ้นมานุ่งอันตรวาสก ผืนเดียวยืนผึ่งตัวอยู่ ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งได้เข้าไปหาข้าพระองค์ แล้วถามว่า ดูกร อาวุโสอานนท์ พระผู้มีพระภาคทรงกำหนดรู้เหตุทั้งปวงด้วยพระหฤทัยแล้วหรือ หนอ จึงได้ทรงพยากรณ์พระเทวทัตว่า พระเทวทัตจะต้องเกิดในอบาย ตกนรก ตั้งอยู่ตลอดกัป เยียวยาไม่ได้ หรือว่าพระผู้มีพระภาคทรงกำหนดรู้โดยปริยาย บางประการเท่านั้น จึงได้ทรงพยากรณ์พระเทวทัตดังนี้ เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ แล้ว ข้าพระองค์ได้กล่าวกับภิกษุนั้นว่า ดูกรอาวุโส ก็ข้อนี้พระผู้มีพระภาคได้ ทรงพยากรณ์อย่างนั้นแล ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรอานนท์ ก็ภิกษุรูปนั้นจักเป็นภิกษุใหม่ บวชไม่นาน หรือว่าเป็นภิกษุเถระ แต่เป็นคนโง่เขลา ไม่ฉลาด เพราะว่าข้อที่ เราพยากรณ์แล้วโดยส่วนเดียว จักเป็นสองได้อย่างไร ดูกรอานนท์ เราย่อมไม่ พิจารณาเห็นบุคคลอื่นแม้คนหนึ่ง ที่เราได้กำหนดรู้เหตุทั้งปวงด้วยใจแล้วพยากรณ์ อย่างนี้ เหมือนพระเทวทัตเลย ก็เราได้เห็นธรรมขาวของพระเทวทัต (ส่วนดี) แม้ประมาณเท่าน้ำที่สลัดออกจากปลายขนทรายเพียงใด เราก็ยังไม่พยากรณ์พระ เทวทัตเพียงนั้นว่า พระเทวทัตจะต้องเกิดในอบาย ตกนรก ตั้งอยู่ตลอดกัป เยียวยาไม่ได้ แต่ว่าเมื่อใด เราไม่ได้เห็นธรรมขาวของพระเทวทัต แม้ประมาณ เท่าน้ำที่สลัดออกจากปลายขนทราย เมื่อนั้น เราจึงได้พยากรณ์พระเทวทัตนั้นว่า พระเทวทัตจะต้องเกิดในอบาย ตกนรก ตั้งอยู่ตลอดกัป เยียวยาไม่ได้ ดูกรอานนท์ เปรียบเหมือนหลุมคูถเป็นที่ถ่ายอุจจาระ ลึกชั่วบุรุษ เต็มด้วยคูถเสมอขอบปากหลุม บุรุษพึงตกลงไปที่หลุมคูถนั้นจมมิดศีรษะ บุรุษบางคนผู้ใคร่ประโยชน์ ใคร่ความ เกื้อกูล ปรารถนาความเกษมจากการตกหลุมคูถของบุรุษนั้น ใคร่จะยกเขาขึ้นจาก หลุมคูถนั้น พึงมา เขาเดินรอบหลุมคูถนั้นอยู่ ก็ไม่พึงเห็นอวัยวะที่ไม่เปื้อนคูถ ซึ่งพอจะจับเขายกขึ้นมาได้ แม้ประมาณเท่าน้ำที่สลัดออกจากปลายขนทรายของ บุรุษนั้น ฉันใด เราก็ไม่ได้เห็นธรรมขาวของพระเทวทัตแม้ประมาณเท่าน้ำที่สลัด ออกจากปลายขนทราย ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อนั้น เราจึงได้พยากรณ์พระเทวทัต ว่า พระเทวทัตจะต้องเกิดในอบาย ตกนรก ตั้งอยู่ตลอดกัป เยียวยาไม่ได้ ถ้า ว่าเธอทั้งหลายจะพึงฟังตถาคตจำแนกญาณเครื่องกำหนดรู้อินทรีย์ของบุรุษไซร้ ฯ อา. ข้าแต่พระผู้มีพระภาค บัดนี้เป็นกาลควร ข้าแต่พระสุคต บัดนี้ เป็นกาลควร ที่พระผู้มีพระภาคจะพึงทรงจำแนกญาณเครื่องกำหนดรู้อินทรีย์ของ บุรุษ ภิกษุทั้งหลายได้สดับจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้ ฯ พ. ดูกรอานนท์ ถ้าเช่นนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรอานนท์ เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจอย่างนี้ว่า กุศลธรรมก็ดี อกุศล ธรรมก็ดี ของบุคคลนี้มีอยู่ สมัยต่อมา เรากำหนดรู้ใจบุคคลนี้ด้วยใจอย่างนี้ ว่า กุศลธรรมของบุคคลนี้แลหายไป อกุศลธรรมปรากฏขึ้นเฉพาะหน้า กุศลมูล ที่บุคคลนั้นยังตัดไม่ขาดมีอยู่ เพราะกุศลมูลนั้น กุศลอย่างอื่นของเขาจักปรากฏ ด้วยประการฉะนี้ บุคคลนี้จักเป็นผู้ไม่เสื่อมต่อไปเป็นธรรมดา เปรียบเหมือนเมล็ด พืชที่ไม่หัก ไม่เน่า ไม่ถูกลมและแดดเผา เกิดในต้นฤดูหนาว เก็บไว้ดีแล้ว อันบุคคลปลูก ณ ที่ดินอันพรวนดีแล้วในที่นาดี เธอพึงทราบไหมว่า เมล็ดพืช เหล่านี้จักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ฯ อา. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรอานนท์ เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจอย่างนี้ ว่า กุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดี ของบุคคลนี้อยู่มี สมัยต่อมา เรากำหนดรู้ใจ บุคคลนั้นด้วยใจอย่างนี้ว่า กุศลธรรมของบุคคลนี้หายไป อกุศลธรรมปรากฏขึ้น เฉพาะหน้า แต่กุศลมูลที่เขายังตัดไม่ขาดมีอยู่ เพราะกุศลมูลนั้น กุศลอื่นของเขา จักปรากฏ ด้วยประการฉะนี้ บุคคลนี้จักเป็นผู้ไม่เสื่อมต่อไปเป็นธรรมดา ฉันนั้น เหมือนกัน ดูกรอานนท์ ตถาคตกำหนดรู้ใจบุคคลด้วยใจแม้อย่างนี้ กำหนด ญาณเป็นเครื่องทราบอินทรีย์ของบุรุษด้วยใจแม้อย่างนี้ กำหนดรู้ธรรมที่อาศัยกัน เกิดขึ้นต่อไปด้วยใจ แม้ด้วยประการฉะนี้ ฯ ดูกรอานนท์ อนึ่ง เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจอย่างนี้ ว่า กุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดี ของบุคคลนี้มีอยู่ สมัยต่อมา เราย่อมกำหนด รู้ใจบุคคลนั้นด้วยใจอย่างนี้ ว่าอกุศลธรรมของบุคคลนี้หายไป กุศลธรรมปรากฏขึ้น เฉพาะหน้า แต่อกุศลมูลที่เขายังตัดไม่ขาดมีอยู่ เพราะอกุศลมูลนั้น อกุศลอื่นของ เขาจักปรากฏ ด้วยประการอย่างนี้ บุคคลนี้จักเป็นผู้เสื่อมต่อไปเป็นธรรมดา เปรียบเหมือนเมล็ดพืชที่ไม่หัก ไม่เน่า ไม่ถูกลมและแดดเผา เกิดในต้นฤดูหนาว เก็บไว้ดีแล้ว อันบุคคลปลูก ณ ที่ศิลาแท่งทึบ เธอพึงทราบไหมว่า เมล็ดพืช เหล่านี้จักไม่ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ฯ อา. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรอานนท์ เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ อย่างนี้ว่า กุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดี ของบุคคลนี้มีอยู่ สมัยต่อมา เราย่อม กำหนดรู้ใจบุคคลนั้นด้วยใจอย่างนี้ว่า อกุศลธรรมของบุคคลนี้หายไป กุศลธรรม ปรากฏขึ้นเฉพาะหน้า แต่อกุศลมูลที่เขายังตัดไม่ขาดมีอยู่ เพราะอกุศลมูลนั้น อกุศลอื่นของเขาจักปรากฏ ด้วยประการอย่างนี้ บุคคลนี้จักเป็นผู้เสื่อมต่อไปเป็น ธรรมดา ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรอานนท์ ตถาคตกำหนดรู้ใจบุคคลด้วยใจ กำหนดรู้ญาณเป็นเครื่องทราบอินทรีย์ของบุรุษ กำหนดรู้ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น ต่อไปด้วยใจ แม้ด้วยประการฉะนี้ ฯ ดูกรอานนท์ อนึ่ง เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ อย่างนี้ว่า กุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดี ของบุคคลนี้มีอยู่ สมัยต่อมา เราย่อม กำหนดรู้ใจบุคคลนั้นด้วยใจอย่างนี้ว่า ธรรมขาวของบุคคลนี้ แม้ประมาณเท่าน้ำ ที่สลัดออกจากปลายขนทรายไม่มี บุคคลนี้ประกอบด้วยอกุศลธรรมฝ่ายดำอย่าง เดียว เมื่อตายไปจักเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เปรียบเหมือนเมล็ดพืชที่หัก เน่า ถูกลมและแดดแผดเผา อันบุคคลปลูก ณ ที่ดินซึ่งพรวนดีแล้วในนาดี เธอ พึงทราบไหมว่า เมล็ดพืชนี้จักไม่ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ฯ อา. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรอานนท์ เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจอย่าง นี้ว่า กุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดี ของบุคคลนี้มีอยู่ สมัยต่อมา เราย่อม กำหนดรู้ใจบุคคลนั้นด้วยใจอย่างนี้ว่า ธรรมขาวของบุคคลนี้ แม้ประมาณเท่าน้ำ ที่สลัดออกจากปลายขนทรายไม่มี บุคคลนี้ประกอบด้วยอกุศลธรรมฝ่ายดำอย่าง เดียว เมื่อตายไป จักเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรอานนท์ ตถาคตกำหนดรู้ใจบุคคลด้วยใจ กำหนดรู้ญาณเป็นเครื่องทราบ อินทรีย์ของบุรุษ กำหนดรู้ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นต่อไปด้วยใจ แม้ด้วยประการ อย่างนี้ ฯ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ทูลถามว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคทรงสามารถบัญญัติบุคคล ๓ จำพวกนี้ออกเป็น ส่วนละ ๓ อีกหรือพระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สามารถ อานนท์ เราย่อม กำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจอย่างนี้ว่า กุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดี ของบุคคลนี้มีอยู่ สมัยต่อมา เรากำหนดรู้ใจบุคคลนั้นด้วยใจอย่างนี้ว่า กุศลธรรม ของบุคคลนี้หายไป อกุศลธรรมปรากฏขึ้นเฉพาะหน้า แต่กุศลมูลที่เขายังตัดไม่ ขาดมีอยู่ กุศลมูลนั้นก็ถึงความถอนขึ้นโดยประการทั้งปวง ด้วยประการอย่างนี้ บุคคลนี้จักเป็นผู้เสื่อมต่อไปเป็นธรรมดา เปรียบเหมือนถ่านไฟที่ไฟติดทั่วแล้ว ลุกโพลงสว่างไสว อันบุคคลเก็บไว้บนศิลาทึบ เธอพึงทราบไหมว่า ถ่านไฟ เหล่านี้จักไม่ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ฯ อา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรอานนท์ อนึ่ง เปรียบเหมือนเมื่อพระอาทิตย์ตกไปในเวลาเย็น เธอพึงทราบไหมว่า แสงสว่างจักหายไป ความมืดจักปรากฏ ฯ อา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรอานนท์ อนึ่ง เปรียบเหมือนในเวลาเสวยพระกระยาหารของ ราชสกุลในเวลาเที่ยงคืน เธอพึงทราบไหมว่า แสงสว่างหายไปหมดแล้ว ความมืด ได้ปรากฏแล้ว ฯ อา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรอานนท์ เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจอย่าง นี้ว่า กุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดี ของบุคคลนี้มีอยู่ สมัยต่อมา เราย่อม กำหนดรู้ใจบุคคลนั้นด้วยใจอย่างนี้ว่า กุศลธรรมของบุคคลนี้หายไป อกุศลธรรม ปรากฏขึ้นเฉพาะหน้า แต่กุศลมูลที่เขายังตัดไม่ขาดมีอยู่ กุศลมูลแม้นั้นก็ถึงความ ถอนขึ้นโดยประการทั้งปวง ด้วยประการอย่างนี้ บุคคลนี้จักเป็นผู้เสื่อมต่อไปเป็น ธรรมดา ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรอานนท์ ตถาคตกำหนดรู้ใจบุคคลด้วยใจแม้ อย่างนี้ กำหนดรู้ญาณเป็นเครื่องทราบอินทรีย์ของบุรุษด้วยใจแม้อย่างนี้ กำหนด รู้ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นต่อไปด้วยใจ แม้ด้วยประการอย่างนี้ ฯ ดูกรอานนท์ อนึ่ง เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ อย่างนี้ว่า กุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดี ของบุคคลนี้มีอยู่ สมัยต่อมา เราย่อม กำหนดรู้ใจบุคคลนั้นด้วยใจอย่างนี้ว่า อกุศลธรรมของบุคคลนี้หายไป กุศลธรรม ปรากฏขึ้นเฉพาะหน้า แต่อกุศลมูลที่เขายังตัดไม่ขาดมีอยู่ อกุศลมูลแม้นั้นก็ถึง ความเพิกถอนขึ้นโดยประการทั้งปวง ด้วยประการอย่างนี้ บุคคลนี้จักไม่เสื่อม ต่อไปเป็นธรรมดา เปรียบเหมือนถ่านไฟที่ไฟติดทั่วแล้ว ลุกโพลงสว่างไสว อันบุคคลเก็บไว้บนกองหญ้าแห้ง หรือบนกองไม้แห้ง เธอพึงทราบไหมว่า ถ่าน ไฟเหล่านี้จักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ อา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรอานนท์ อนึ่ง เปรียบเหมือนเมื่อพระอาทิตย์กำลังขึ้นมาในเวลา รุ่งอรุณ เธอพึงทราบไหมว่า ความมืดจักหายไป แสงสว่างจักปรากฏ ฯ อา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรอานนท์ อนึ่ง เปรียบเหมือนในเวลาเสวยพระกระยาหารของ ราชสกุลในเวลาเที่ยงวัน เธอพึงทราบไหมว่า ความมืดหายไปหมดแล้ว แสงสว่างได้ปรากฏแล้ว ฯ อา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรอานนท์ เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจอย่าง นี้ว่า กุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดี ของบุคคลนี้มีอยู่ สมัยต่อมา เรากำหนดรู้ ใจบุคคลนั้นด้วยใจอย่างนี้ว่า อกุศลธรรมของบุคคลนี้หายไป กุศลธรรมปรากฏ ขึ้นเฉพาะหน้า แต่อกุศลมูลที่เขายังตัดไม่ขาดมีอยู่ อกุศลมูลแม้นั้นก็ถึงความ เพิกถอนขึ้นโดยประการทั้งปวง ด้วยประการอย่างนี้ บุคคลนี้จักเป็นผู้ไม่เสื่อมต่อ ไปเป็นธรรมดา ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรอานนท์ ตถาคตกำหนดรู้ใจบุคคลด้วยใจ แม้อย่างนี้ กำหนดรู้ญาณเป็นเครื่องทราบอินทรีย์ของบุรุษด้วยใจแม้อย่างนี้ กำหนด รู้ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นต่อไปด้วยใจ แม้ด้วยประการฉะนี้ ฯ ดูกรอานนท์ อนึ่ง เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ อย่างนี้ว่า กุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดี ของบุคคลนี้มีอยู่ สมัยต่อมา เราย่อม กำหนดรู้ใจบุคคลนั้นด้วยใจอย่างนี้ว่า อกุศลธรรมของบุคคลนี้ แม้ประมาณเท่า น้ำที่สลัดออกจากปลายขนทรายไม่มี บุคคลนี้ประกอบด้วยธรรมที่ไม่มีโทษ เป็น ธรรมฝ่ายขาวอย่างเดียว จักปรินิพพานในปัจจุบันทีเดียว เปรียบเหมือนถ่านไฟที่ เย็น มีไฟดับแล้ว อันบุคคลเก็บไว้บนกองหญ้าแห้ง หรือบนกองไม้แห้ง เธอ พึงทราบไหมว่า ถ่านไฟเหล่านี้จักไม่ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ฯ อา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรอานนท์ เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจอย่าง นี้ว่า กุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดี ของบุคคลนี้มีอยู่ สมัยต่อมา เราย่อมกำหนด รู้ใจบุคคลนั้นด้วยใจอย่างนี้ว่า อกุศลธรรมของบุคคลนี้ แม้ประมาณเท่าน้ำที่สลัด ออกจากปลายขนทรายไม่มี บุคคลนี้ประกอบด้วยธรรมที่ไม่มีโทษ เป็นธรรมฝ่าย ขาวอย่างเดียว จักปรินิพพานในปัจจุบันทีเดียว ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรอานนท์ ตถาคตกำหนดรู้ใจบุคคลด้วยใจแม้อย่างนี้ กำหนดรู้ญาณเป็นเครื่องทราบอินทรีย์ ของบุรุษด้วยใจแม้อย่างนี้ กำหนดรู้ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นต่อไปด้วยใจ แม้ด้วย ประการฉะนี้ ดูกรอานนท์ บุคคล ๖ จำพวกนั้น บุคคล ๓ จำพวกข้างต้น คนหนึ่งเป็นผู้ไม่เสื่อมเป็นธรรมดา คนหนึ่งเป็นผู้เสื่อมเป็นธรรมดา คนหนึ่งเป็น ผู้เกิดในอบาย ตกนรก ในบุคคล ๖ จำพวกนั้น บุคคล ๓ จำพวกข้างหลัง คนหนึ่งเป็นผู้ไม่เสื่อมเป็นธรรมดา คนหนึ่งเป็นผู้เสื่อมเป็นธรรมดา คนหนึ่งเป็น ผู้จะปรินิพพานเป็นธรรมดา ฯ จบสูตรที่ ๘

所用版本与授权

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย