๓. อานาปาณกถา
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อานาปาณกถา
มหาวคฺเค อานาปานกถา --------
เมื่อพระโยคาวจรเจริญสมาธิอันปฏิสังยุตด้วยอานาปานสติมี วัตถุ ๑๖ ญาณ ๒๐๐ อันเนื่องมาแต่สมาธิย่อมเกิดขึ้น คือ ญาณในธรรมอันเป็น อันตราย ๘ ญาณในธรรมอันเป็นอุปการะ ๘ ญาณในอุปกิเลส ๑๘ ญาณใน โวทาน ๑๓ ญาณในความเป็นผู้ทำสติ ๓๒ ญาณด้วยสามารถสมาธิ ๒๔ ญาณ ด้วยสามารถวิปัสสนา ๗๒ นิพพิทาญาณ ๘ นิพพิทานุโลมญาณ ๘ นิพพิทาปฏิ- *ปัสสัทธิญาณ ๘ ญาณในวิมุติสุข ๒๑ ฯ
โสฬสวตฺถุกํ อานาปานสฺสติสมาธึ ภาวยโต สมาธิกานิ เทฺว ญาณสตานิ อุปฺปชฺชนฺติ อฏฺฐ ปริปนฺเถ ญาณานิ อฏฺฐ จ อุปกาเร ญาณานิ อฏฺฐารส อุปกฺกิเลเส ญาณานิ เตรส โวทาเน ญาณานิ พตฺตึสํ สโตการีสุ ญาณานิ จตุวีสติ สมาธิวเสน ญาณานิ เทฺวสตฺตติ วิปสฺสนาวเสน ญาณานิ อฏฺฐ นิพฺพิทาญาณานิ อฏฺฐ นิพฺพิทานุโลเม ญาณานิ อฏฺฐ นิพฺพิทาปฏิปฺปสฺสทฺธิญาณานิ เอกวีสติ วิมุตฺติสุเข ญาณานิ ฯ
ญาณในธรรมอันเป็นอันตราย ๘ และญาณในธรรมอันเป็น อุปการะ ๘ เป็นไฉน ฯ กามฉันทะเป็นอันตรายแก่สมาธิ เนกขัมมะเป็นอุปการะแก่สมาธิ พยาบาทเป็นอันตรายแก่สมาธิ ความไม่พยาบาทเป็นอุปการะแก่สมาธิ ถีนมิทธะ เป็นอันตรายแก่สมาธิ อาโลกสัญญาเป็นอุปการะแก่สมาธิ อุทธัจจะเป็น อันตรายแก่สมาธิ ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นอุปการะแก่สมาธิ วิจิกิจฉาเป็นอันตราย แก่สมาธิ ความกำหนดธรรมเป็นอุปการะแก่สมาธิ อวิชชาเป็นอันตรายแก่สมาธิ ญาณเป็นอุปการะแก่สมาธิ อรติเป็นอันตรายแก่สมาธิ ความปราโมทย์เป็น อุปการะแก่สมาธิ อกุศลธรรมแม้ทั้งปวงเป็นอันตรายแก่สมาธิ กุศลธรรมทั้งปวง เป็นอุปการะแก่สมาธิ ญาณในธรรมอันเป็นอันตราย ๘ และญาณในธรรมเป็น อุปการะ ๘ เหล่านี้ จิตอันฟุ้งซ่านและจิตสงบระงับ ย่อมดำรงอยู่ในความเป็น ธรรมอย่างเดียวและย่อมหมดจดจากนิวรณ์ ด้วยอาการ ๑๖ เหล่านี้ ฯ
กตมานิ อฏฺฐ ปริปนฺเถ ญาณานิ อฏฺฐ จ อุปกาเร ญาณานิ ฯ กามจฺฉนฺโท สมาธิสฺส ปริปนฺโถ เนกฺขมฺมํ สมาธิสฺส อุปการํ พฺยาปาโท สมาธิสฺส ปริปนฺโถ อพฺยาปาโท สมาธิสฺส อุปการํ ถีนมิทฺธํ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ อาโลกสญฺญา สมาธิสฺส อุปการํ อุทฺธจฺจํ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ อวิกฺเขโป สมาธิสฺส อุปการํ วิจิกิจฺฉา สมาธิสฺส ปริปนฺโถ ธมฺมววตฺถานํ สมาธิสฺส อุปการํ อวิชฺชา สมาธิสฺส ปริปนฺโถ ญาณํ สมาธิสฺส อุปการํ อรติ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ ปามุชฺชํ สมาธิสฺส อุปการํ สพฺเพปิ อกุสลา ธมฺมา สมาธิสฺส ปริปนฺโถ สพฺเพปิ กุสลา ธมฺมา สมาธิสฺส อุปการํ อิมานิ อฏฺฐ ปนฺเถ ญาณานิ อฏฺฐ จ อุปกาเร ญาณานิ อิเมหิ โสฬสหิ อากาเรหิ อุทุปิตจิตฺตํ สมุทุปิตจิตฺตํ เอกตฺเต สนฺติฏฺฐติ นีวรเณหิ วิสุชฺฌติ ฯ
ความเป็นธรรมอย่างเดียวเหล่านั้นเป็นไฉน ฯ เนกขัมมะ ความไม่พยาบาท อาโลกสัญญา ความไม่ฟุ้งซ่าน ความ กำหนดธรรม ญาณ ความปราโมทย์ กุศลธรรมทั้งปวงเป็นธรรมอย่างเดียว (แต่ละอย่าง) ฯ นิวรณ์นั้นเป็นไฉน กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา อวิชชา อรติ อกุศลธรรมทั้งปวง เป็นนิวรณ์ (แต่ละอย่าง) ฯ
กตเม เต เอกตฺตา ฯ เนกฺขมฺมํ เอกตฺตํ อพฺยาปาโท เอกตฺตํ อาโลกสญฺญา เอกตฺตํ อวิกฺเขโป เอกตฺตํ ธมฺมววตฺถานํ เอกตฺตํ ญาณํ เอกตฺตํ ปามุชฺชํ เอกตฺตํ สพฺเพ กุสลา ธมฺมา เอกตฺตา ฯ กตเม เต นีวรณา ฯ กามจฺฉนฺโท นีวรณํ พฺยาปาโท นีวรณํ ถีนมิทฺธํ นีวรณํ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ นีวรณํ วิจิกิจฺฉา นีวรณํ อวิชฺชา นีวรณํ อรติ นีวรณํ สพฺเพ อกุสลา ธมฺมา นีวรณา ฯ
คำว่า นีวรณา ความว่า ชื่อว่านิวรณ์เพราะอรรถว่ากระไร ชื่อว่านิวรณ์เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก ฯ ธรรมเครื่องนำออกเป็นไฉน เนกขัมมะเป็นธรรมเครื่องนำออกของพระ อริยะเจ้าทั้งหลาย และพระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมนำออกด้วยเนกขัมมะนั้น กาม ฉันทะเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก และบุคคลไม่รู้จักเนกขัมมะอันเป็น ธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ถูกกามฉันทะนั้นกั้นไว้ เพราะเหตุนั้นกามฉันทะจึงชื่อว่าเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก ความไม่ พยาบาทเป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย และพระอริยเจ้าทั้งหลาย ย่อมนำออกด้วยความไม่พยาบาทนั้น ความพยาบาทเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำ ออก และบุคคลไม่รู้จักความไม่พยาบาทอันเป็นธรรมเครื่องนำออกของพระ อริยเจ้าทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ถูกความพยาบาทนั้นกั้นไว้ เพราะเหตุนั้น พยาบาท จึงชื่อว่าเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก อาโลกสัญญาเป็นธรรมเครื่องนำออก ของพระอริยเจ้าทั้งหลาย และพระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมนำออกด้วยอาโลกสัญญา นั้น ถีนมิทธะเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก และบุคคลย่อมไม่รู้จัก อาโลกสัญญาอันเป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ ถูกถีนมิทธะนั้นกั้นไว้ เพราะเหตุนั้น ถีนมิทธะจึงชื่อว่าเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่อง นำออก ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย และ พระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมนำออกด้วยไม่ฟุ้งซ่านนั้น อุทธัจจะเป็นเครื่องกั้นธรรม เครื่องนำออก และบุคคลย่อมไม่รู้จักความไม่ฟุ้งซ่านอันเป็นธรรมเครื่องนำออก ของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ถูกอุทธัจจะนั้นกั้นไว้ เพราะเหตุนั้น อุทธัจจะจึงชื่อว่าเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก การกำหนดธรรมเป็นธรรม เครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย และพระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมนำออกด้วย การกำหนดธรรมนั้น วิจิกิจฉาเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก และ บุคคลย่อมไม่รู้จักการกำหนดธรรมอันเป็นเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ถูกวิจิกิจฉานั้นกั้นไว้ เพราะเหตุนั้น วิจิกิจฉาจึงชื่อว่าเป็นเครื่องกั้น ธรรมเครื่องนำออก ญาณเป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย และ พระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมนำออกด้วยญาณนั้น อวิชชาเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่อง นำออก และบุคคลย่อมไม่รู้จักญาณอันเป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้า ทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ถูกอวิชชานั้นกั้นไว้ เพราะเหตุนั้น อวิชชาจึงชื่อว่า เป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก ความปราโมทย์เป็นธรรมเครื่องนำออกของ พระอริยเจ้าทั้งหลาย และพระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมนำออกด้วยความปราโมทย์ นั้น อรติเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก และบุคคลย่อมไม่รู้จักความ ปราโมทย์อันเป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ถูก อรตินั้นกั้นไว้ เพราะเหตุนั้น อรติจึงชื่อว่าเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก กุศลธรรมแม้ทั้งปวงก็เป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย และ พระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมนำออกด้วยกุศลธรรมเหล่านั้น อกุศลธรรมแม้ทั้งปวง ก็เป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก และบุคคลย่อมไม่รู้จักกุศลธรรมอันเป็น ธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ถูกอกุศลธรรมเหล่า นั้นกั้นไว้ เพราะเหตุนั้น อกุศลธรรมแม้ทั้งปวงจึงชื่อว่าเป็นเครื่องกั้นธรรม เครื่องนำออก ก็แลเมื่อพระโยคาวจรผู้มีจิตหมดจดจากนิวรณ์เหล่านี้ เจริญ สมาธิอันปฏิสังยุตด้วยอานาปาณสติมีวัตถุ ๑๖ ความที่จิตตั้งมั่นเป็นไปชั่วขณะ ย่อมมีได้ ฯ
นีวรณาติ เกนตฺเถน นีวรณา ฯ นิยฺยานาวรณฏฺเฐน นีวรณา ฯ กตเม เต นิยฺยานา ฯ เนกฺขมฺมํ อริยานํ นิยฺยานํ เตน จ เนกฺขมฺเมน อริยา นียนฺติ กามจฺฉนฺโท นิยฺยานาวรณํ เตน จ กามจฺฉนฺเทน นิวุตตฺตา เนกฺขมฺมํ อริยานํ นิยฺยานํ นปฺปชานาตีติ กามจฺฉนฺโท นิยฺยานาวรณํ อพฺยาปาโท อริยานํ นิยฺยานํ เตน จ อพฺยาปาเทน อริยา นียนฺติ พฺยาปาโท นิยฺยานาวรณํ เตน จ พฺยาปาเทน นิวุตตฺตา อพฺยาปาทํ อริยานํ นิยฺยานํ นปฺปชานาตีติ พฺยาปาโท นิยฺยานาวรณํ อาโลกสญฺญา อริยานํ นิยฺยานํ ตาย จ อาโลกสญฺญาย อริยา นียนฺติ ถีนมิทฺธํ นิยฺยานาวรณํ เตน จ ถีนมิทฺเธน นิวุตตฺตา อาโลกสญฺญํ อริยานํ นิยฺยานํ นปฺปชานาตีติ ถีนมิทฺธํ นิยฺยานาวรณํ อวิกฺเขโป อริยานํ นิยฺยานํ เตน จ อวิกฺเขเปน อริยา นียนฺติ อุทฺธจฺจํ นิยฺยานาวรณํ เตน จ อุทฺธจฺเจน นิวุตตฺตา อวิกฺเขปํ อริยานํ นิยฺยานํ นปฺปชานาตีติ อุทฺธจฺจํ นิยฺยานาวรณํ ธมฺมววตฺถานํ อริยานํ นิยฺยานํ เตน จ ธมฺมววตฺถาเนน อริยา นียนฺติ วิจิกิจฺฉา นิยฺยานาวรณํ ตาย จ วิจิกิจฺฉาย นิวุตตฺตา ธมฺมววตฺถานํ อริยานํ นิยฺยานํ นปฺปชานาตีติ {๓๖๕.๑} วิจิกิจฺฉา นิยฺยานาวรณํ ญาณํ อริยานํ นิยฺยานํ เตน จ ญาเณน อริยา นียนฺติ อวิชฺชา นิยฺยานาวรณํ ตาย จ อวิชฺชาย นิวุตตฺตา ญาณํ อริยานํ นิยฺยานํ นปฺปชานาตีติ อวิชฺชา นิยฺยานาวรณํ ปามุชฺชํ อริยานํ นิยฺยานํ เตน ปามุชฺเชน อริยา นียนฺติ อรติ นิยฺยานาวรณํ ตาย จ อรติยา นิวุตตฺตา ปามุชฺชํ อริยานํ นิยฺยานํ นปฺปชานาตีติ อรติ นิยฺยานาวรณํ สพฺเพปิ กุสลา ธมฺมา อริยานํ นิยฺยานํ เตหิ ธมฺเมหิ อริยา นียนฺติ สพฺเพปิ อกุสลา ธมฺมา นิยฺยานาวรณา เตหิ จ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ นิวุตตฺตา กุสเล ธมฺเม อริยานํ นิยฺยานํ นปฺปชานาตีติ สพฺเพปิ อกุสลา ธมฺมา นิยฺยานาวรณา อิเมหิ จ ปน นีวรเณหิ วิสุทฺธจิตฺตสฺส โสฬสวตฺถุกํ อานาปานสฺสติสมาธึ ภาวยโต ขณิกสโมธานา ฯ
อุปกิเลส ๑๘ เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้น ฯ เมื่อบุคคลใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจออก จิตถึงความฟุ้งซ่านในภายใน ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ เมื่อบุคคลใช้สติ ไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจเข้า จิตถึงความฟุ้งซ่านใน ภายนอก ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ ความปรารถนา ความพอใจลมหายใจ ออก การเที่ยวไปด้วยตัณหา เป็นอันตรายแก่สมาธิ ความปรารถนา ความ พอใจลมหายใจเข้า การเที่ยวไปด้วยตัณหา เป็นอันตรายแก่สมาธิ ความหลง ในการได้ลมหายใจเข้า แห่งบุคคลผู้ถูกลมหายใจออกเข้าครอบงำ ย่อมเป็น อันตรายแก่สมาธิ ความหลงในการได้ลมหายใจออก แห่งบุคคลผู้ถูกลมหาย ใจเข้าครอบงำ ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ ฯ สติที่ไปตามลมหายใจออก ที่ไปตามลมหายใจเข้า ที่ฟุ้งซ่าน ในภายใน ที่ฟุ้งซ่านในภายนอก ความปรารถนาลมหายใจออก และความปรารถนาลมหายใจเข้า อุปกิเลส ๖ ประการนี้ เป็น อันตรายแก่สมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปาณสติ อุปกิเลส เหล่านั้น ถ้าจิตของบุคคลผู้หวั่นไหว ย่อมเป็นเครื่องไม่ให้ หลุดพ้นไป และเป็นเหตุไม่ให้รู้ชัดซึ่งวิโมกข์ ให้ถึงความ เชื่อต่อผู้อื่น ฉะนี้แล ฯ
กตเม อฏฺฐารส อุปกฺกิเลสา อุปฺปชฺชนฺติ ฯ อสฺสาสาทิมชฺฌปริโยสานํ สติยา อนุคจฺฉโต อชฺฌตฺตวิกฺเขปคตํ จิตฺตํ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ ปสฺสาสาทิมชฺฌปริโยสานํ สติยา อนุคจฺฉโต พหิทฺธาวิกฺเขปคตํ จิตฺตํ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ อสฺสาสปฏิกงฺขณา นิกนฺติ ตณฺหาจริยา สมาธิสฺส ปริปนฺโถ ปสฺสาสปฏิกงฺขณา นิกนฺติ ตณฺหาจริยา สมาธิสฺส ปริปนฺโถ อสฺสาเสนาภิตุนฺนสฺส ปสฺสาสปฏิลาเภ มุจฺฉนา สมาธิสฺส ปริปนฺโถ ปสฺสาเสนาภิตุนฺนสฺส อสฺสาสปฏิลาเภ มุจฺฉนา สมาธิสฺส ปริปนฺโถ ฯ อนุคจฺฉนา จ อสฺสาสํ ปสฺสาสํ อนุคจฺฉนา สติ อชฺฌตฺตวิกฺเขปา กงฺขณา พหิทฺธาวิกฺเขปปนฺถนา ฉ เอเต อุปกฺกิเลสา อานาปานสฺสติสมาธิสฺส เยหิ วิกมฺปมานสฺส โน เจ จิตฺตํ วิมุจฺจติ วิโมกฺขํ อปฺปชานนฺตา เต โหนฺติ ปรปตฺติยาติ ฯ
เมื่อพระโยคาวจรคำนึงถึงนิมิต จิตกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจ ออก นี้เป็นอันตรายแก่สมาธิ เมื่อพระโยคาวจรคำนึงถึงลมหายใจออก จิต กวัดแกว่งอยู่ที่นิมิต นี้เป็นอันตรายแก่สมาธิ เมื่อพระโยคาวจรคำนึงถึงนิมิต จิตกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจเข้า นี้เป็นอันตรายแก่สมาธิ เมื่อพระโยคาวจรคำนึง ถึงลมหายใจเข้า จิตกวัดแกว่งอยู่ที่นิมิต นี้เป็นอันตรายแก่สมาธิ เมื่อพระ โยคาวจรคำนึงถึงลมหายใจออก จิตกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจเข้า นี้เป็นอันตราย แก่สมาธิ เมื่อพระโยคาวจรคำนึงถึงลมหายใจเข้า จิตแกว่งอยู่ที่ลมหายใจออก นี้เป็นอันตรายแก่สมาธิ ฯ เมื่อคำนึงถึงนิมิต ใจกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจออก เมื่อ คำนึงถึงลมหายใจออก จิตกวัดแกว่งอยู่ที่นิมิต เมื่อคำนึง ถึงนิมิต ใจกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจเข้า เมื่อคำนึงถึงลม หายใจเข้า จิตกวัดแกว่งอยู่ที่นิมิต เมื่อคำนึงถึงลมหายใจ ออก ใจกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจเข้า เมื่อคำนึงถึงลมหายใจ เข้า จิตกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจออก อุปกิเลส ๖ ประการ นี้ เป็นอันตรายแก่สมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปาณสติ อุป- *กิเลสเหล่านั้น ถ้าจิตของบุคคลผู้หวั่นไหว ย่อมเป็น เครื่องไม่ให้หลุดพ้นไป และเป็นเหตุไม่ให้รู้ชัดซึ่งวิโมกข์ ให้ถึงความเชื่อต่อผู้อื่น ฉะนี้แล ฯ จิตที่แล่นไปตามอตีตารมณ์ ตกไปข้างฝ่ายฟุ้งซ่าน ย่อมเป็นอันตราย แก่สมาธิ จิตที่ปรารถนาอนาคตารมณ์ ถึงความฟุ้งซ่าน ย่อมเป็นอันตรายแก่ สมาธิ จิตที่หดหู่ ตกไปข้างฝ่ายเกียจคร้าน ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ จิตที่ ถือจัด ตกไปข้างฝ่ายฟุ้งซ่าน ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ จิตที่รู้เกินไป ตก ไปข้างฝ่ายความกำหนัด ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ จิตที่ไม่รู้ ตกไปข้างฝ่าย พยาบาท ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ ฯ
นิมิตฺตํ อาวชฺชโต อสฺสาเส จิตฺตํ วิกมฺปติ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ อสฺสาสํ อาวชฺชโต นิมิตฺเต จิตฺตํ วิกมฺปติ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ นิมิตฺตํ อาวชฺชโต ปสฺสาเส จิตฺตํ วิกมฺปติ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ ปสฺสาสํ อาวชฺชโต นิมิตฺเต จิตฺตํ วิกมฺปติ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ อสฺสาสํ อาวชฺชโต ปสฺสาเส จิตฺตํ วิกมฺปติ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ ปสฺสาสํ อาวชฺชโต อสฺสาเส จิตฺตํ วิกมฺปติ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ ฯ นิมิตฺตํ อาวชฺชมานสฺส อสฺสาเส วิกฺขิปฺปเต มโน อสฺสาสํ อาวชฺชมานสฺส นิมิตฺเต จิตฺตํ วิกมฺปติ นิมิตฺตํ อาวชฺชมานสฺส ปสฺสาเส วิกฺขิปฺปเต มโน ปสฺสาสํ อาวชฺชมานสฺส นิมิตฺเต จิตฺตํ วิกมฺปติ อสฺสาสํ อาวชฺชมานสฺส ปสฺสาเส วิกฺขิปฺปเต มโน ปสฺสาสํ อาวชฺชมานสฺส อสฺสาเส จิตฺตํ วิกมฺปติ ฉ เอเต อุปกฺกิเลสา อานาปานสฺสติสมาธิสฺส เยหิ วิกมฺปมานสฺส โน เจ จิตฺตํ วิมุจฺจติ วิโมกฺขํ อปฺปชานนฺตา เต โหนฺติ ปรปตฺติยาติ ฯ {๓๖๗.๑} อตีตานุธาวนํ จิตฺตํ วิกฺเขปานุปติตํ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ อนาคตปฏิกงฺขณํ จิตฺตํ วิกมฺปิตํ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ ลีนํ จิตฺตํ โกสชฺชานุปติตํ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ อติปคฺคหิตํ จิตฺตํ อุทฺธจฺจานุปติตํ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ อภิญฺญาตํ จิตฺตํ ราคานุปติตํ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ อปญฺญาตํ จิตฺตํ พฺยาปาทานุปติตํ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ ฯ
จิตที่แล่นไปตามอตีตารมณ์ ที่ปรารถนาอนาคตารมณ์ จิตที่ หดหู่ ที่ถือจัด ที่รู้เกินไป ที่ไม่รู้ ย่อมไม่ตั้งมั่น อุปกิเลส ๖ ประการนี้ เป็นอันตรายแก่สมาธิอันสัมปยุตด้วยอานา- ปาณสติ อุปกิเลสเหล่านั้นย่อมเป็นเหตุให้บุคคลผู้มีความ ดำริเศร้าหมอง ไม่รู้ชัดซึ่งอธิจิต ฉะนี้แล ฯ
อตีตานุธาวนํ จิตฺตํ อนาคตปาฏิกงฺขณํ ลีนํ อติปคฺคหิตํ อภิญฺญาตํ อปญฺญาตํ จิตฺตํ น สมาธิยติ ฉ เอเต อุปกฺกิเลสา อานาปานสฺสติสมาธิสฺส เยหิ อุปกฺกิลิฏฺฐสงฺกปฺโป อธิจิตฺตํ นปฺปชานาตีติ ฯ
เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด แห่งลมหายใจออก กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะ จิตถึงความฟุ้งซ่าน ณ ภายใน เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่าม กลางและที่สุดแห่งลมหายใจเข้า กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและ ดิ้นรน เพราะจิตถึงความฟุ้งซ่าน ณ ภายนอก กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความปรารถนา เพราะความพอใจลมหายใจออก เพราะความเที่ยวไปด้วยตัณหา กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความปรารถนา เพราะความพอใจลมหายใจเข้า เพราะความเที่ยวไปด้วย ตัณหา กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่ พระโยคาวจรผู้ถูกลมหายใจออกครอบงำ เป็นผู้หลงใหลในการได้ลมหายใจเข้า กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่พระโยคาวจร ผู้ถูกลมหายใจเข้าครอบงำ เป็นผู้หลงใหลในการได้ลมหายใจออก กายและจิต ย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่จิตของพระโยคาวจรผู้คำ นึงถึงนิมิต กวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจออก กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่จิตของพระโยคาวจรผู้คำนึงถึงลมหายใจออก กวัดแกว่งอยู่ที่นิมิต กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะ ความที่จิตของพระโยคาวจรผู้คำนึงถึงนิมิต กวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจเข้า กาย และจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่จิตของพระ- *โยคาวจรผู้คำนึงถึงลมหายใจเข้า กวัดแกว่งอยู่ที่นิมิต กายและจิตย่อมมีความ ปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่จิตของพระโยคาวจรผู้คำนึงถึงลมหายใจ ออก กวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจเข้า กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหว และดิ้นรน เพราะความที่จิตของพระโยคาวจรผู้คำนึงถึงลมหายใจเข้า กวัดแกว่ง อยู่ที่ลมหายใจออก กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะ จิตแล่นไปตามอตีตารมณ์ ตกไปข้างฝ่ายความฟุ้งซ่าน กายและจิตย่อมมีความ ปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะจิตหวังถึงอนาคตารมณ์ ถึงความกวัดแกว่ง กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะจิตหดหู่ ตกไป ข้างฝ่ายเกียจคร้าน กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะ จิตถือตัว ตกไปข้างฝ่ายอุทธัจจะ กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและ ดิ้นรน เพราะจิตรู้เกินไป ตกไปข้างฝ่ายความกำหนัด กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะจิตไม่รู้ ตกไปข้างฝ่ายพยาบาท ฯ ผู้ใดไม่บำเพ็ญ ไม่เจริญอานาปาณสติ กายและจิตของผู้นั้น ย่อมหวั่นไหว ดิ้นรน ผู้ใดบำเพ็ญ เจริญอานาปาณสติดี กายและจิตของผู้นั้น ย่อมไม่หวั่นไหว ไม่ดิ้นรน ฉะนี้แล ฯ ก็และเมื่อพระโยคาวจร ผู้มีจิตหมดจดจากนิวรณ์เหล่านั้น เจริญ สมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปาณสติมีวัตถุ ๑๖ ความที่จิตตั้งมั่นเป็นไปชั่วขณะ ย่อมมีได้ อุปกิเลส ๑๘ เหล่านี้ย่อมเกิดขึ้น ฯ
อสฺสาสาทิมชฺฌปริโยสานํ สติยา อนุคจฺฉโต อชฺฌตฺตํ วิกฺเขปคเตน จิตฺเตน กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ {๓๖๙.๑} ปสฺสาสาทิมชฺฌปริโยสานํ สติยา อนุคจฺฉโต พหิทฺธา วิกฺเขปคเตน จิตฺเตน กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ อสฺสาสปฏิกงฺขณาย นิกนฺติยา ตณฺหาจริยาย กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ ปสฺสาสปฏิกงฺขณาย นิกนฺติยา ตณฺหาจริยาย กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ อสฺสาเสนาภิตุนฺนสฺส ปสฺสาสปฏิลาเภ มุจฺฉิตตฺตา กาโยปิ {๓๖๙.๒} จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ ปสฺสาเสนาภิตุนฺนสฺส อสฺสาสปฏิลาเภ มุจฺฉิตตฺตา กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ {๓๖๙.๓} นิมิตฺตํ อาวชฺชโต อสฺสาเส จิตฺตํ วิกมฺปิตตฺตา กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ อสฺสาสํ อาวชฺชโต นิมิตฺเต จิตฺตํ วิกมฺปิตตฺตา กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ นิมิตฺตํ อาวชฺชโต ปสฺสาเส จิตฺตํ วิกมฺปิตตฺตา กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ ปสฺสาสํ อาวชฺชโต นิมิตฺเต จิตฺตํ วิกมฺปิตตฺตา กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ อสฺสาสํ อาวชฺชโต ปสฺสาเส จิตฺตํ วิกมฺปิตตฺตา กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ ปสฺสาสํ อาวชฺชโต อสฺสาเส จิตฺตํ วิกมฺปิตตฺตา กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ อตีตานุธาวเนน จิตฺเตน วิกฺเขปานุปติเตน กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ อนาคตปาฏิกงฺเขน จิตฺเตน วิกมฺปิเตน กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ {๓๖๙.๔} ลีเนน จิตฺเตน โกสชฺชานุปติเตน กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ อติปคฺคหิเตน จิตฺเตน อุทฺธจฺจานุปติเตน กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ อภิญฺญาเตน จิตฺเตน ราคานุปติเตน กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ อปญฺญาเตน จิตฺเตน พฺยาปาทานุปติเตน กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ ฯ อานาปานสฺสติ ยสฺส อปริปุณฺณา อภาวิตา กาโยปิ อิญฺชิโต โหติ จิตฺตมฺปิ โหติ อิญฺชิตํ กาโยปิ ผนฺทิโต โหติ จิตฺตมฺปิ โหติ ผนฺทิตํ อานาปานสฺสติ ยสฺส ปริปุณฺณา สุภาวิตา กาโยปิ อนิญฺชิโต โหติ จิตฺตมฺปิ โหติ อนิญฺชิตํ กาโยปิ อผนฺทิโต โหติ จิตฺตมฺปิ โหติ อผนฺทิตนฺติ ฯ {๓๖๙.๕} เตหิ จ ปน นีวรเณหิ วิสุทฺธจิตฺตสฺส โสฬสวตฺถุกํ อานาปานสฺสติสมาธึ ภาวยโต ขณิกสโมธานา อิเม อฏฺฐารส อุปกฺกิเลสา อุปฺปชฺชนฺติ ฯ
ญาณในโวทาน ๑๓ เป็นไฉน ฯ จิตแล่นไปตามอตีตารมณ์ ตกไปข้างฝ่ายฟุ้งซ่านพระโยคาวจรเว้นจิต นั้นเสีย ย่อมตั้งมั่นจิตนั้นไว้ในฐานหนึ่ง จิตย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่านแม้ด้วย อาการอย่างนี้ จิตจำนงหวังอนาคตารมณ์ ถึงความกวัดแกว่ง พระโยคาวจร เว้นจิตนั้นเสีย น้อมจิตนั้นไปในฐานะนั้นแล จิตย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่านแม้ ด้วยอาการอย่างนี้ จิตหดหู่ ตกไปข้างฝ่ายความเกียจคร้าน พระโยคาวจร ประคองจิตนั้นไว้แล้ว ละความเกียจคร้าน จิตย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่านแม้ด้วย อาการอย่างนี้ จิตถือจัด ตกไปข้างฝ่ายอุทธัจจะ พระโยคาวจรข่มจิตนั้นเสีย แล้วละอุทธัจจะ จิตย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่านแม้ด้วยอาการอย่างนี้ จิตรู้เกินไป ตกไปข้างฝ่ายความกำหนัด พระโยคาวจรผู้รู้ทันจิตนั้น ละความกำหนัดเสีย จิต ย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่านแม้ด้วยอาการอย่างนี้ จิตไม่รู้ ตกไปข้างฝ่ายความ พยาบาท พระโยคาวจรเป็นผู้รู้ทันจิตนั้น ละความพยาบาทเสีย จิตย่อมไม่ถึง ความฟุ้งซ่านแม้ด้วยอาการอย่างนี้ จิตบริสุทธิ์ด้วยฐานะ ๖ ประการนี้ ย่อม ขาวผ่อง ถึงความเป็นธรรมอย่างเดียว ฯ
กตมานิ เตรส โวทาเน ญาณานิ ฯ อตีตานุธาวนํ จิตฺตํ วิกฺเขปานุปติตํ ตํ วิวชฺชยิตฺวา เอกฏฺฐาเน สมาทหติ เอวํปิ จิตฺตํ น วิกฺเขปํ คจฺฉติ อนาคตปฏิกงฺขณํ จิตฺตํ วิกมฺปิตํ ตํ วิวชฺชยิตฺวา ตตฺเถว อธิโมกฺเขติ เอวํปิ จิตฺตํ น วิกฺเขปํ คจฺฉติ ลีนํ จิตฺตํ โกสชฺชานุปติตํ ตํ ปคฺคณฺหิตฺวา โกสชฺชํ ปชหติ เอวํปิ จิตฺตํ น วิกฺเขปํ คจฺฉติ อติปคฺคหิตํ จิตฺตํ อุทฺธจฺจานุปติตํ ตํ นิคฺคณฺหิตฺวา อุทฺธจฺจํ ปชหติ เอวํปิ จิตฺตํ น วิกฺเขปํ คจฺฉติ อภิญฺญาตํ จิตฺตํ ราคานุปติตํ ตํ สมฺปชาโน หุตฺวา ราคํ ปชหติ เอวํปิ จิตฺตํ น วิกฺเขปํ คจฺฉติ อปญฺญาตํ จิตฺตํ พฺยาปาทานุปติตํ ตํ สมฺปชาโน หุตฺวา พฺยาปาทํ ปชหติ เอวํปิ จิตฺตํ น วิกฺเขปํ คจฺฉติ อิเมหิ ฉหิ ฐาเนหิ ปริสุทฺธํ จิตฺตํ ปริโยทาตํ เอกตฺตคตํ โหติ ฯ
ความเป็นธรรมอย่างเดียวเหล่านั้นเป็นไฉน ฯ ความเป็นธรรมอย่างเดียวในความปรากฏแห่งการบริจาคทาน ความเป็น ธรรมอย่างเดียวในความปรากฏแห่งสมถนิมิต ความเป็นธรรมอย่างเดียวในความ ปรากฏแห่งลักษณะความเสื่อม ความเป็นธรรมอย่างเดียวในความปรากฏแห่งนิโรธ ความเป็นธรรมอย่างเดียวในความปรากฏแห่งการบริจาคทาน ของบุคคลผู้น้อม ใจไปในจาคะทั้งหลาย ความเป็นธรรมอย่างเดียวในความปรากฏแห่งสมถนิมิต ของบุคคลผู้หมั่นประกอบในอธิจิตทั้งหลาย ความเป็นธรรมอย่างเดียวในความ ปรากฏแห่งลักษณะความเสื่อม ของบุคคลผู้เจริญวิปัสสนาทั้งหลาย และความ เป็นธรรมอย่างเดียวในความปรากฏแห่งนิโรธ ของพระอริยบุคคลทั้งหลาย จิตที่ ถึงความเป็นธรรมอย่างเดียวในฐานะ ๔ เหล่านี้ ย่อมเป็นจิตที่มีปฏิปทาวิสุทธิ ผ่องใส เจริญงอกงามด้วยอุเบกขา และถึงความร่าเริงด้วยญาณ ฯ
กตเม เต เอกตฺตา ฯ ทานโวสฺสคฺคุปฏฺฐาเนกตฺตํ สมถนิมิตฺตุปฏฺฐาเนกตฺตํ วยลกฺขณุปฏฺฐาเนกตฺตํ นิโรธุปฏฺฐาเนกตฺตํ ทานโวสฺสคฺคุปฏฺฐาเนกตฺตํ จาคาธิมุตฺตานํ สมถนิมิตฺตุปฏฺฐาเนกตฺตญฺจ อธิจิตฺตมนุยุตฺตานํ วยลกฺขณุปฏฺฐาเนกตฺตญฺจ วิปสฺสกานํ นิโรธุปฏฺฐาเนกตฺตญฺจ อริยปุคฺคลานํ อิเมหิ จตูหิ ฐาเนหิ เอกตฺตคตํ จิตฺตํ ปฏิปทาวิสุทฺธิปสนฺนญฺเจว โหติ อุเปกฺขานุพฺรูหิตญฺจ ญาเณน จ สมฺปหํสิตํ ฯ
อะไรเป็นเบื้องต้น เป็นท่ามกลาง เป็นที่สุดแห่งปฐมฌาน ความหมดจดแห่งปฏิปทาเป็นเบื้องต้น ความพอกพูนอุเบกขาเป็นท่ามกลาง ความร่าเริงเป็นที่สุดแห่งปฐมฌาน ฯ
ปฐมชฺฌานสฺส โก อาทิ กึ มชฺเฌ กึ ปริโยสานํ ฯ ปฐมชฺฌานสฺส ปฏิปทาวิสุทฺธิ อาทิ อุเปกฺขานุพฺรูหนา มชฺเฌ สมฺปหํสนา ปริโยสานํ ฯ
ความหมดจดแห่งปฏิปทาเป็นเบื้องต้นแห่งปฐมฌาน ลักษณะ แห่งเบื้องต้นเท่าไร ฯ ลักษณะแห่งเบื้องต้น ๓ คือ จิตหมดจดจากอันตรายแห่งเบื้องต้นนั้น จิตดำเนินไปสู่สมถนิมิตอันเป็นท่ามกลาง เพราะเป็นจิตหมดจด จิตแล่นไปใน สมถนิมิตนั้น เพราะเป็นจิตดำเนินไปแล้ว จิตหมดจดจากอันตราย ๑ จิตดำเนิน ไปสู่สมถนิมิตอันเป็นท่ามกลางเพราะเป็นจิตอันหมดจด ๑ จิตแล่นไปในสมถ- *นิมิตเพราะเป็นจิตดำเนินไปแล้ว ๑ ความหมดจดแห่งปฏิปทาเป็นเบื้องต้นแห่ง ปฐมฌาน ลักษณะแห่งเบื้องต้น ๓ ประการเหล่านี้ เพราะเหตุนั้นท่านจึง กล่าวว่า ปฐมฌานเป็นฌานมีความงามในเบื้องต้น และถึงพร้อมด้วย ลักษณะ ฯ
ปฐมชฺฌานสฺส ปฏิปทาวิสุทฺธิ อาทิ อาทิสฺส กติ ลกฺขณานิ ฯ อาทิสฺส ตีณิ ลกฺขณานิ โย ตสฺส ปริปนฺโถ ตโต จิตฺตํ วิสุชฺฌติ วิสุทฺธตฺตา จิตฺตํ มชฺฌิมํ สมถนิมิตฺตํ ปฏิปชฺชติ ปฏิปนฺนตฺตา ตตฺถ จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ยญฺจ ปริปนฺถโต จิตฺตํ วิสุชฺฌติ ยญฺจ วิสุทฺธตฺตา จิตฺตํ มชฺฌิมํ สมถนิมิตฺตํ ปฏิปชฺชติ ยญฺจ ปฏิปนฺนตฺตา ตตฺถ จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปฐมชฺฌานสฺส ปฏิปทาวิสุทฺธิ อาทิ อาทิสฺส อิมานิ ตีณิ ลกฺขณานิ เตน วุจฺจติ ปฐมชฺฌานํ อาทิกลฺยาณญฺเจว โหติ ลกฺขณสมฺปนฺนญฺจ ฯ
ความพอกพูนอุเบกขาเป็นท่ามกลางแห่งปฐมฌาน ลักษณะแห่ง ท่ามกลางเท่าไร ฯ ลักษณะแห่งท่ามกลาง ๓ คือ จิตหมดจดวางเฉยอยู่ จิตดำเนินไป สู่สมถะวางเฉยอยู่ จิตมีความปรากฏในความเป็นธรรมอย่างเดียววางเฉยอยู่ จิต หมดจดวางเฉยอยู่ ๑ จิตดำเนินไปสู่สมถะวางเฉย ๑ จิตมีความปรากฏใน ความเป็นธรรมอย่างเดียววางเฉยอยู่ ๑ ความพอกพูนอุเบกขาเป็นท่ามกลางแห่ง ปฐมฌาน ลักษณะแห่งปฐมฌาน ๓ ประการเหล่านี้ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปฐมฌานเป็นฌานมีความงามในท่ามกลาง และถึงพร้อมด้วยลักษณะ ฯ
ปฐมชฺฌานสฺส อุเปกฺขานุพฺรูหนา มชฺเฌ มชฺฌสฺส กติ ลกฺขณานิ ฯ มชฺฌสฺส ตีณิ ลกฺขณานิ วิสุทฺธํ จิตฺตํ อชฺฌุเปกฺขติ สมถปฏิปนฺนํ อชฺฌุเปกฺขติ เอกตฺตุปฏฺฐานํ อชฺฌุเปกฺขติ ยญฺจ วิสุทฺธํ จิตฺตํ อชฺฌุเปกฺขติ ยญฺจ สมถปฏิปนฺนํ อชฺฌุเปกฺขติ ยญฺจ เอกตฺตุปฏฺฐานํ อชฺฌุเปกฺขติ ปฐมชฺฌานสฺส อุเปกฺขานุพฺรูหนา มชฺเฌ มชฺฌสฺส อิมานิ ตีณิ ลกฺขณานิ เตน วุจฺจติ ปฐมชฺฌานํ มชฺเฌ กลฺยาณญฺเจว โหติ ลกฺขณสมฺปนฺนญฺจ ฯ
ความร่าเริงเป็นที่สุดแห่งปฐมฌาน ลักษณะแห่งที่สุดเท่าไร ฯ ลักษณะแห่งที่สุด ๔ คือ ความร่าเริงด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดใน ปฐมฌานนั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ความร่าเริงด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอัน เดียวกัน ๑ ความร่าเริงด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรสมควรแก่ความที่ธรรม ทั้งหลายไม่ล่วงเกินกันและความที่อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ความ ร่าเริงด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ๑ ความร่าเริงเป็นที่สุดแห่งปฐมฌาน ลักษณะแห่ง ที่สุด ๔ ประการเหล่านี้ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปฐมฌานมีความงาม ในที่สุด และถึงพร้อมด้วยลักษณะ จิตอันถึง ความเป็นไป ๓ ประการ มีความงาม ๓ อย่าง ถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๑๐ ประการอย่างนี้ ย่อมเป็นจิต ถึงพร้อมด้วยวิตก วิจาร ปีติ สุข การอธิษฐานจิต ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และถึงพร้อมด้วยปัญญา ฯ
ปฐมชฺฌานสฺส สมฺปหํสนา ปริโยสานํ ปริโยสานสฺส กติ ลกฺขณานิ ฯ ปริโยสานสฺส จตฺตาริ ลกฺขณานิ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน สมฺปหํสนา อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน สมฺปหํสนา ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน สมฺปหํสนา อาเสวนฏฺเฐน สมฺปหํสนา ปฐมชฺฌานสฺส สมฺปหํสนา ปริโยสานํ ปริโยสานสฺส อิมานิ จตฺตาริ ลกฺขณานิ เตน วุจฺจติ ปฐมชฺฌานํ ปริโยสานกลฺยาณญฺเจว โหติ ลกฺขณสมฺปนฺนญฺจ เอวํ ติวตฺตคตํ จิตฺตํ ติวิธกลฺยาณกํ ทสลกฺขณสมฺปนฺนํ วิตกฺกสมฺปนฺนญฺเจว โหติ วิจารสมฺปนฺนญฺจ ปีติสมฺปนฺนญฺจ สุขสมฺปนฺนญฺจ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานสมฺปนฺนญฺจ สทฺธาสมฺปนฺนญฺจ วิริยสมฺปนฺนญฺจ สติสมฺปนฺนญฺจ สมาธิสมฺปนฺนญฺจ ปญฺญาสมฺปนฺนญฺจ ฯ
อะไรเป็นเบื้องต้น เป็นท่ามกลาง เป็นที่สุดแห่งทุติยฌาน ฯ ความหมดจดแห่งปฏิปทาเป็นเบื้องต้น ความพอกพูนอุเบกขา เป็น ท่ามกลาง ความร่าเริงเป็นที่สุดแห่งทุติยฌาน ฯลฯ จิตอันถึงความเป็นไป ๓ ประการ มีความงาม ๓ อย่าง ถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๑๐ ประการอย่างนี้ ย่อมเป็นจิตถึงพร้อมด้วยวิจาร ปีติ ... และถึงพร้อมด้วยปัญญา ฯ
ทุติยชฺฌานสฺส โก อาทิ กึ มชฺเฌ กึ ปริโยสานํ ฯ ทุติยชฺฌานสฺส ปฏิปทาวิสุทฺธิ อาทิ อุเปกฺขานุพฺรูหนา มชฺเฌ สมฺปหํสนา ปริโยสานํ ฯเปฯ เอวํ ติวตฺตคตํ จิตฺตํ ติวิธกลฺยาณกํ ทสลกฺขณสมฺปนฺนํ วิจารสมฺปนฺนญฺจ ปีติสมฺปนฺนญฺเจว โหติ สุขสมฺปนฺนญฺจ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานสมฺปนฺนญฺจ สทฺธาสมฺปนฺนญฺจ วิริยสมฺปนฺนญฺจ สติสมฺปนฺนญฺจ สมาธิสมฺปนฺนญฺจ ปญฺญาสมฺปนฺนญฺจ ฯ
อะไรเป็นเบื้องต้น เป็นท่ามกลาง เป็นที่สุด แห่งตติยฌาน ฯลฯ จิตอันถึงความเป็นไป ๓ ประการ มีความงาม ๓ อย่าง ถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๑๐ ประการอย่างนี้ ย่อมเป็นจิตถึงพร้อมด้วยปีติ สุข ... และถึงพร้อมด้วย ปัญญา ฯ
ตติยชฺฌานสฺส โก อาทิ กึ มชฺเฌ กึ ปริโยสานํ ฯเปฯ เอวํ ติวตฺตคตํ จิตฺตํ ติวิธกลฺยาณกํ ทสลกฺขณสมฺปนฺนํ ปีติสมฺปนฺนญฺจ สุขสมฺปนฺนญฺเจว โหติ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานสมฺปนฺนญฺจ สทฺธาสมฺปนฺนญฺจ วิริยสมฺปนฺนญฺจ สติสมฺปนฺนญฺจ สมาธิสมฺปนฺนญฺจ ปญฺญาสมฺปนฺนญฺจ ฯ
อะไรเป็นเบื้องต้น เป็นท่ามกลาง เป็นที่สุดแห่งจตุตถฌาน ฯลฯ จิตอันถึงความเป็นไป ๓ ประการ ถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๑๐ ประการอย่างนี้ ย่อมเป็นจิตถึงพร้อมด้วยอุเบกขา การอธิษฐานจิต ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และถึงพร้อมด้วยปัญญา ฯ
จตุตฺถชฺฌานสฺส โก อาทิ กึ มชฺเฌ กึ ปริโยสานํ ฯเปฯ เอวํ ติวตฺตคตํ จิตฺตํ ติวิธกลฺยาณกํ ทสลกฺขณสมฺปนฺนํ อุเปกฺขาสมฺปนฺนญฺเจว โหติ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานสมฺปนฺนญฺจ สทฺธาสมฺปนฺนญฺจ วิริยสมฺปนฺนญฺจ สติสมฺปนฺนญฺจ สมาธิสมฺปนฺนญฺจ ปญฺญาสมฺปนฺนญฺจ ฯ
อะไรเป็นเบื้องต้น เป็นท่ามกลาง เป็นที่สุดแห่งอากาสา- *นัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ จิตอันถึงความเป็นไป ๓ ประการ มี ความงาม ๓ อย่าง ถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๑๐ ประการอย่างนี้ ย่อมเป็นจิตถึง พร้อมด้วยอุเบกขา การอธิษฐานจิต ฯลฯ และถึงพร้อมด้วยปัญญา ฯ
อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา วิญฺญาณญฺจายตน- สมาปตฺติยา อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา เนวสญฺญา- นาสญฺญายตนสมาปตฺติยา โก อาทิ กึ มชฺเฌ กึ ปริโยสานํ ฯเปฯ เอวํ ติวตฺตคตํ จิตฺตํ ติวิธกลฺยาณกํ ทสลกฺขณสมฺปนฺนํ อุเปกฺขาสมฺปนฺนญฺเจว โหติ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานสมฺปนฺนญฺจ ฯเปฯ ปญฺญาสมฺปนฺนญฺจ ฯ
อะไรเป็นเบื้องต้น เป็นท่ามกลาง เป็นที่สุดแห่งอนิจจา- *นุปัสนา ฯลฯ จิตอันถึงความเป็นไป ๓ ประการ มีความงาม ๓ อย่าง อย่างนี้ ย่อมเป็นจิตถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๑๐ ประการ ถึงพร้อมด้วยวิจาร ... และถึง พร้อมด้วยปัญญา ฯ อะไรเป็นเบื้องต้น เป็นท่ามกลาง เป็นที่สุดแห่งทุกขานุปัสนา อนัตตา- *นุปัสนา นิพพิทานุปัสนา วิราคานุปัสนา นิโรธานุปัสนา ปฏินิสสัคคานุปัสนา ขยานุปัสนา วยานุปัสนา วิปริณามานุปัสนา อนิมิตตานุปัสนา อัปปณิหิตา- *นุปัสนา สุญญตานุปัสนา อธิปัญญา ธรรมวิปัสสนา ยถาภูตญาณทัสสนะ อาทีนวานุปัสนา ปฏิสังขานุปัสนา วิวัฏฏนานุปัสนา โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค ฯลฯ
อนิจฺจานุปสฺสนาย โก อาทิ กึ มชฺเฌ กึ ปริโยสานํ ฯเปฯ เอวํ ติวตฺตคตํ จิตฺตํ ติวิธกลฺยาณกํ ทสลกฺขณสมฺปนฺนญฺเจว โหติ วิจารสมฺปนฺนญฺจ ปีติสมฺปนฺนญฺจ สุขสมฺปนฺนญฺจ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานสมฺปนฺนญฺจ สทฺธาสมฺปนฺนญฺจ วิริยสมฺปนฺนญฺจ สติสมฺปนฺนญฺจ สมาธิสมฺปนฺนญฺจ ปญฺญาสมฺปนฺนญฺจ ฯ ทุกฺขานุปสฺสนาย อนตฺตานุปสฺสนาย นิพฺพิทานุปสฺสนาย วิราคานุปสฺสนาย นิโรธานุปสฺสนาย ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาย ขยานุปสฺสนาย วยานุปสฺสนาย วิปริณามานุปสฺสนาย อนิมิตฺตานุปสฺสนาย อปฺปณิหิตานุปสฺสนาย สุญฺญตานุปสฺสนาย อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนาย ยถาภูตญาณทสฺสนาย อาทีนวานุปสฺสนาย ปฏิสงฺขานุปสฺสนาย วิวฏฺฏนานุปสฺสนาย โสตาปตฺติมคฺคสฺส สกทาคามิมคฺคสฺส อนาคามิมคฺคสฺส ฯเปฯ
อะไรเป็นเบื้องต้น เป็นท่ามกลาง เป็นที่สุดแห่งอรหัตมรรค ฯ ความหมดจดแห่งปฏิปทาเป็นเบื้องต้น ความพอกพูนอุเบกขา เป็น ท่ามกลาง ความร่าเริงเป็นที่สุด แห่งอรหัตมรรค ฯ ความหมดจดแห่งปฏิปทา เป็นเบื้องต้นแห่งอรหัตมรรค ลักษณะแห่ง เบื้องต้นเท่าไร ฯ ลักษณะแห่งเบื้องต้น ๓ ประการ คือ จิตหมดจดจากอันตรายแห่ง เบื้องต้นนั้น จิตดำเนินไปสู่สมถนิมิตอันเป็นท่ามกลางเพราะเป็นจิตหมดจด จิตแล่นไปในสมถนิมิตนั้นเพราะเป็นจิตดำเนินไปแล้ว จิตหมดจดจากอันตราย ๑ จิตดำเนินไปสู่สมถนิมิตอันเป็นท่ามกลางเพราะเป็นจิตหมดจด ๑ จิตแล่นไปใน สมถนิมิตนั้น เพราะเป็นจิตดำเนินไปแล้ว ๑ ความหมดจดแห่งปฏิปทาเป็น เบื้องต้นแห่งอรหัตมรรค ลักษณะแห่งเบื้องต้น ๓ ประการเหล่านี้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อรหัตมรรคเป็นธรรมมีความงามในเบื้องต้น และถึงพร้อมด้วย ลักษณะ ฯ
อรหตฺตมคฺคสฺส โก อาทิ กึ มชฺเฌ กึ ปริโยสานํ ฯ อรหตฺตมคฺคสฺส ปฏิปทาวิสุทฺธิ อาทิ อุเปกฺขานุพฺรูหนา มชฺเฌ สมฺปหํสนา ปริโยสานํ ฯ อรหตฺตมคฺคสฺส ปฏิปทาวิสุทฺธิ อาทิ อาทิสฺส กติ ลกฺขณานิ ฯ อาทิสฺส ตีณิ ลกฺขณานิ โย ตสฺส ปริปนฺโถ ตโต จิตฺตํ วิสุชฺฌติ ยญฺจ วิสุทฺธตฺตา จิตฺตํ มชฺฌิมํ สมถนิมิตฺตํ ปฏิปชฺชติ ยญฺจ ปฏิปนฺนตฺตา ตตฺถ จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ยญฺจ ปริปนฺถโต จิตฺตํ วิสุชฺฌติ ยญฺจ วิสุทฺธตฺตา จิตฺตํ มชฺฌิมํ สมถนิมิตฺตํ ปฏิปชฺชติ ยญฺจ ปฏิปนฺนตฺตา ตตฺถ จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ อรหตฺตมคฺคสฺส ปฏิปทาวิสุทฺธิ อาทิ อาทิสฺส อิมานิ ตีณิ ลกฺขณานิ เตน วุจฺจติ อรหตฺตมคฺโค อาทิกลฺยาโณ เจว โหติ ลกฺขณสมฺปนฺโน จ ฯ
ความพอกพูนอุเบกขา เป็นท่ามกลางแห่งอรหัตมรรค ลักษณะ แห่งท่ามกลางเท่าไร ฯ ลักษณะแห่งท่ามกลาง ๓ คือ จิตหมดจดวางเฉยอยู่ จิตดำเนินไปสู่ สมถะวางเฉยอยู่ จิตมีความปรากฏในความเป็นธรรมอย่างเดียววางเฉยอยู่ จิต หมดจดวางเฉยอยู่ ๑ จิตดำเนินไปสู่สมถะวางเฉยอยู่ ๑ จิตมีความปรากฏใน ความเป็นธรรมอย่างเดียววางเฉยอยู่ ๑ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อรหัตมรรค เป็นธรรมมีความงามในท่ามกลาง และถึงพร้อมด้วยลักษณะ ฯ
อรหตฺตมคฺคสฺส อุเปกฺขานุพฺรูหนา มชฺเฌ มชฺฌสฺส กติ ลกฺขณานิ ฯ มชฺฌสฺส ตีณิ ลกฺขณานิ วิสุทฺธจิตฺตํ อชฺฌุเปกฺขติ สมถปฏิปนฺนํ อชฺฌุเปกฺขติ เอกตฺตุปฏฺฐานํ อชฺฌุเปกฺขติ ยญฺจ วิสุทฺธํ จิตฺตํ อชฺฌุเปกฺขติ ยญฺจ สมถปฏิปนฺนํ อชฺฌุเปกฺขติ ยญฺจ เอกตฺตุปฏฺฐานํ อชฺฌุเปกฺขติ เตน วุจฺจติ อรหตฺตมคฺโค มชฺเฌกลฺยาโณ เจว โหติ ลกฺขณสมฺปนฺโน จ ฯ
ความร่าเริงเป็นที่สุดแห่งอรหัตมรรค ลักษณะแห่งที่สุด เท่าไร ฯ ลักษณะแห่งที่สุด ๔ คือ ความร่าเริงด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดใน อรหัตมรรคนั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ความร่าเริงด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็น อันเดียวกัน ๑ ความร่าเริงด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรสมควรแก่ความที่ธรรม ทั้งหลายไม่ล่วงเกินกัน และความที่อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ความ ร่าเริงด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ๑ ความร่าเริงเป็นที่สุดแห่งอรหัตมรรค ลักษณะ แห่งที่สุด ๔ ประการเหล่านี้ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อรหัตมรรคเป็นธรรม มีความงามในที่สุดและถึงพร้อมด้วยลักษณะ จิตอันถึงความเป็นไป ๓ ประการ มีความงาม ๓ อย่าง ถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๑๐ ประการอย่างนี้ ย่อมเป็นจิตถึง พร้อมด้วยวิตก วิจาร ปีติ สุข การอธิษฐานจิต ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และพร้อมด้วยปัญญา ฯ นิมิต ลมอัสสาสปัสสาสะ ไม่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว เพราะไม่รู้ธรรม ๓ ประการ จึงไม่ได้ภาวนา นิมิตลม อัสสาสปัสสาสะ ไม่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว เพราะ รู้ธรรม ๓ ประการ จึงจะได้ภาวนา ฉะนี้แล ฯ
อรหตฺตมคฺคสฺส สมฺปหํสนา ปริโยสานํ ปริโยสานสฺส กติ ลกฺขณานิ ฯ ปริโยสานสฺส จตฺตาริ ลกฺขณานิ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน สมฺปหํสนา อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน สมฺปหํสนา ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน สมฺปหํสนา อาเสวนฏฺเฐน สมฺปหํสนา อรหตฺตมคฺคสฺส สมฺปหํสนา ปริโยสานํ ปริโยสานสฺส อิมานิ จตฺตาริ ลกฺขณานิ เตน วุจฺจติ อรหตฺตมคฺโค ปริโยสานกลฺยาโณ เจว โหติ ลกฺขณสมฺปนฺโน จ เอวํ ติวตฺตคตํ จิตฺตํ ติวิธกลฺยาณกํ ทสลกฺขณสมฺปนฺนํ วิตกฺกสมฺปนฺนญฺเจว โหติ วิจารสมฺปนฺนญฺจ ปีติสมฺปนฺนญฺจ สุขสมฺปนฺนญฺจ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานสมฺปนฺนญฺจ สทฺธาสมฺปนฺนญฺจ วิริยสมฺปนฺนญฺจ สติสมฺปนฺนญฺจ สมาธิสมฺปนฺนญฺจ ปญฺญาสมฺปนฺนญฺจ ฯเปฯ
ธรรม ๓ ประการนี้ ไม่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว เป็นธรรม ไม่ปรากฏ จิตไม่ถึงความฟุ้งซ่าน จิตปรากฏเป็นประธาน จิตให้ประโยคสำเร็จ และบรรลุผลวิเศษอย่างไร ฯ เปรียบเหมือนต้นไม้ที่เขาวางไว้ ณ ภาคพื้นที่เรียบ บุรุษเอาเลื่อยเลื่อย ต้นไม้นั้น สติของบุรุษย่อมเข้าไปตั้งอยู่ด้วยสามารถแห่งฟันเลื่อยซึ่งถูกที่ต้นไม้ บุรุษนั้นไม่ได้ใส่ใจถึงฟันเลื่อยที่มาหรือที่ไป ฟันเลื่อยที่มาหรือที่ไปไม่ปรากฏ ก็หามิได้ จิตปรากฏเป็นประธาน จิตให้ประโยคสำเร็จ และบรรลุผลวิเศษ ความเนื่องกันเป็นนิมิต เหมือนต้นไม้ที่เขาวางไว้ ณ ภาคพื้นที่เรียบ ลมอัสสาส- *ปัสสาสะ เหมือนฟันเลื่อย ภิกษุนั่งตั้งสติไว้มั่นที่ปลายจมูกหรือที่ริมฝีปาก ไม่ได้ใส่ใจถึงลมอัสสาสปัสสาสะออกหรือเข้าลมอัสสาสปัสสาสะออกหรือเข้าจะ ไม่ปรากฏก็หามิได้ จิตปรากฏเป็นประธาน จิตให้ประโยคสำเร็จ และบรรลุถึงผล วิเศษ เหมือนบุรุษตั้งสติไว้ด้วยสามารถฟันเลื่อยอันถูกที่ต้นไม้ เขาไม่ได้ใส่ใจ ถึงฟันเลื่อยที่มาหรือที่ไป ฟันเลื่อยที่มาหรือที่ไปจะไม่ปรากฏก็หามิได้ จิตปรากฏ เป็นประธาน จิตให้ประโยคสำเร็จ และบรรลุถึงผลวิเศษ ฉะนั้น ฯ
กถํ อิเม จ ตโย ธมฺมา เอกจิตฺตสฺส อารมฺมณา น โหนฺติ น จิเม ตโย ธมฺมา อวิทิตา โหนฺติ น จ จิตฺตํ วิกฺเขปํ คจฺฉติ ปธานญฺจ ปญฺญายติ ปโยคญฺจ สาเธติ วิเสสมธิคจฺฉติ ฯ เสยฺยถาปิ รุกฺโข สเม ภูมิภาเค นิกฺขิตฺโต ตเมนํ ปุริโส กกเจน ฉินฺเทยฺย รุกฺเข ผุฏฺฐกกจทนฺตานํ วเสน ปุริสสฺส สติ อุปฏฺฐิตา โหติ น อาคเต วา คเต วา กกจทนฺเต มนสิ กโรติ น อาคตา วา คตา วา กกจทนฺตา อวิทิตา โหนฺติ ปธานญฺจ ปญฺญายติ ปโยคญฺจ สาเธติ วิเสสมธิคจฺฉติ ยถา รุกฺโข สเม ภูมิภาเค นิกฺขิตฺโต เอวํ อุปนิพนฺธนานิมิตฺตํ ยถา กกจทนฺตา เอวํ อสฺสาสปสฺสาสา ยถา รุกฺเข ผุฏฺฐกกจทนฺตานํ วเสน ปุริสสฺส สติ อุปฏฺฐิตา โหติ น อาคเต วา คเต วา กกจทนฺเต มนสิ กโรติ น อาคตา วา คตา วา กกจทนฺตา อวิทิตา โหนฺติ ปธานญฺจ ปญฺญายติ ปโยคญฺจ สาเธติ วิเสสมธิคจฺฉติ เอวเมว ภิกฺขุ นาสิกคฺเค วา มุขนิมิตฺเต วา สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา นิสินฺโน โหติ น อาคเต วา คเต วา อสฺสาสปสฺสาเส มนสิ กโรติ น อาคตา วา คตา วา อสฺสาสปสฺสาสา อวิทิตา โหนฺติ ปธานญฺจ ปญฺญายติ ปโยคญฺจ สาเธติ วิเสสมธิคจฺฉติ ฯ
ประธานเป็นไฉน แม้กาย แม้จิตของภิกษุผู้ปรารภความเพียร ย่อมควรแก่การงาน นี้เป็นประธาน ประโยคเป็นไฉน ภิกษุผู้ปรารภความเพียร ย่อมละอุปกิเลสได้ วิตกย่อมสงบไป นี้เป็นประโยค ผลวิเศษเป็นไฉน ภิกษุผู้ ปรารภความเพียรย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมถึงความพินาศไป นี้เป็นผลวิเศษ ก็ธรรม ๓ ประการนี้ ย่อมไม่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียวอย่างนี้ และธรรม ๓ ประการนี้ไม่ปรากฏก็หามิได้ จิตไม่ถึงความฟุ้งซ่าน ปรากฏเป็นประธาน ยังประโยคให้สำเร็จ และบรรลุถึงผลวิเศษ ฯ
กตมํ ปธานํ ฯ อารทฺธวิริยสฺส กาโยปิ จิตฺตมฺปิ กมฺมนิยํ โหติ อิทํ ปธานํ ฯ กตโม ปโยโค ฯ อารทฺธวิริยสฺส อุปกฺกิเลสา ปหียนฺติ วิตกฺกา วูปสมนฺติ อยํ ปโยโค ฯ กตโม วิเสโส ฯ อารทฺธวิริยสฺส สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยาสนฺติ อยํ วิเสโส ฯ เอวํ อิเม จ ตโย ธมฺมา เอกจิตฺตสฺส อารมฺมณา น โหนฺติ น จิเม ตโย ธมฺมา อวิทิตา โหนฺติ น จ จิตฺตํ วิกฺเขปํ คจฺฉติ ปธานญฺจ ปญฺญายติ ปโยคญฺจ สาเธติ วิเสสมธิคจฺฉติ ฯ
ภิกษุใด เจริญอานาปานสติให้บริบูรณ์ดีแล้ว อบรมแล้ว ตามลำดับ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว ภิกษุนั้นย่อม ทำโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากหมอก ฉะนั้น ฯ ลมอัสสาสะชื่อว่าอานะ ไม่ใช่ลมปัสสาสะ ลมปัสสาสะชื่ออปานะ ไม่ใช่ลมอัสสาสะ สติเข้าไปตั้งอยู่ด้วยสามารถลมอัสสาสปัสสาสะ ย่อมปรากฏ แก่บุคคลผู้หายใจออกและผู้หายใจเข้า ฯ คำว่า ปริปุณฺณา ความว่า บริบูรณ์ ด้วยอรรถว่า ถือเอารอบ ด้วย อรรถว่ารวมไว้ ด้วยอรรถว่าเต็มรอบ ฯ ภาวนา ในคำว่า สุภาวิตา มี ๔ คือ ภาวนาด้วยอรรถว่า ธรรม ทั้งหลายที่เกิดในอานาปานสตินั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลาย มีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ความที่ธรรม ทั้งหลายไม่ล่วงเกินกัน และความที่อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วย อรรถว่าเป็นที่เสพ ๑ อรรถแห่งภาวนา ๔ ประการนี้ เป็นอรรถอันภิกษุนั้นทำให้ เป็นดังยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง น้อมไป อบรมแล้ว ปรารภเสมอดีแล้ว ฯ คำว่า ยานีกตา ความว่า ภิกษุนั้นจำนงหวังในธรรมใดๆ ย่อมเป็นผู้ถึง ความชำนาญ ถึงกำลัง ถึงความแกล้วกล้า ในธรรมนั้นๆ ธรรมเหล่านั้นของ ภิกษุนั้น เป็นธรรมเนื่องด้วยความคำนึง เนื่องด้วยความหวัง เนื่องด้วยมนสิการ เนื่องด้วยจิตตุปบาท เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ทำให้เป็นดังยาน ฯ คำว่า วตฺถุกตา ความว่า จิตย่อมมั่นคงดีในวัตถุใดๆ สติย่อมปรากฏดี ในวัตถุนั้นๆ ก็หรือว่าสติย่อมปรากฏดีในวัตถุใดๆ จิตย่อมมั่นคงดีในวัตถุนั้นๆ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าทำให้เป็นที่ตั้ง ฯ คำว่า อนุฏฺฐิตา ความว่า จิตน้อมไปด้วยอาการใดๆ สติก็หมุนไปตาม (คุมอยู่) ด้วยอาการนั้นๆ ก็หรือว่าสติหมุนไปด้วยอาการใดๆ จิตก็น้อม ไปด้วยอาการนั้นๆ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า น้อมไป ฯ คำว่า ปริจิตา ความว่า อบรม ด้วยอรรถว่าถือเอารอบ ด้วยอรรถว่า รวมไว้ ด้วยอรรถว่าเต็มรอบ ภิกษุกำหนดถือเอาด้วยสติ ย่อมชำนะอกุศลธรรม อันลามกได้ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อบรม ฯ คำว่า สุสมารทฺธา ความว่า ธรรม ๔ อย่างภิกษุปรารภดีแล้ว คือ ปรารภดีด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในอานาปานสตินั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ด้วย อรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียร อันสมควรแก่ความที่ธรรมทั้งหลายไม่ล่วงเกินกัน และความที่อินทรีย์ทั้งหลาย มีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ เพราะเพิกถอนกิเลสทั้งหลายซึ่งเป็นข้าศึกแก่ธรรมนั้น ๑ ฯ คำว่า สุสม ความว่า ความเสมอก็มี ความเสมอดีก็มี ความเสมอ เป็นไฉน กุศลทั้งหลายอันไม่มีโทษ เกิดในธรรมนั้นเป็นฝักใฝ่แห่งความตรัสรู้ นี้เป็นความเสมอ ความเสมอดีเป็นไฉน ความดับอารมณ์แห่งธรรมเหล่านั้น เป็นนิพพาน นี้เป็นความเสมอดี ก็ความเสมอและความเสมอดีนี้ดังนี้ ภิกษุนั้น รู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา ความเพียร ภิกษุนั้นปรารภแล้ว ไม่ย่อหย่อน สติตั้งมั่น ไม่หลงลืม กายสงบปรารภแล้ว จิตเป็นสมาธิมีอารมณ์เดียว เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปรารภแล้วเสมอดี ฯ คำว่า อนปุพฺพํ ปริจิตา ความว่า ภิกษุนั้นอบรมอานาปานสติข้างต้นๆ ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว อบรมอานาปานสติข้างหลังๆ ตามลำดับ อบรม อานาปานสติข้างต้นๆ ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว ก็อบรมอานาปานสติ ข้างหลังๆ ตามลำดับ อบรมอานาปานสติข้างต้นๆ ด้วยสามารถลมหายใจออกสั้น ก็อบรมอานาปานสติข้างหลังๆ ตามลำดับ อบรมอานาปานสติข้างต้นๆ ด้วย สามารถลมหายใจเข้าสั้น ก็อบรมอานาปานสติข้างหลังๆ ตามลำดับ ฯลฯ อบรม อานาปานสติข้างต้นๆ ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก ก็อบรมอานาปานสติข้างหลังๆ ตามลำดับ อบรมอานาปานสติข้างต้นๆ ด้วยสามารถ ความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า ก็อบรมอานาปานสติข้างหลังๆ ตามลำดับ อานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ แม้ทั้งปวงอาศัยกันภิกษุนั้นอบรมแล้ว และอบรม ตามลำดับแล้ว เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวอบรมแล้วตามลำดับ ฯ คำว่า ยถา ความว่า อรรถแห่งยถาศัพท์มี ๑๐ คือ ความฝึกตน ๑ ความสงบตน ๑ ความยังตนให้ปรินิพพาน ๑ ความรู้ยิ่ง ๑ ความกำหนดรู้ ๑ ความละ ๑ ความเจริญ ๑ ความทำให้แจ้ง ๑ ความตรัสรู้สัจจะ ๑ ความยังตน ให้ประดิษฐานอยู่ในนิโรธ ๑ ฯ คำว่า พุทฺโธ ความว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์ใดเป็นสยัมภูไม่มีอาจารย์ ตรัสรู้สัจจะทั้งหลายเองในธรรมทั้งหลายที่ไม่เคยได้สดับมาแต่กาลก่อน ทรง บรรลุความเป็นพระสัพพัญญูในธรรมนั้นและทรงถึงความเป็นผู้มีความเป็นผู้มีความ ชำนาญในพลธรรมทั้งหลาย ฯ คำว่า พุทฺโธ ความว่า พระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่าพุทธะเพราะ อรรถว่ากระไร ฯ พระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่าพุทธะ เพราะอรรถว่า ตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย เพราะอรรถว่า ทรงสอนให้หมู่สัตว์ตรัสรู้ เพราะความเป็นพระสัพพัญญู เพราะ ความที่พระองค์ทรงเห็นธรรมทั้งปวง เพราะความที่พระองค์มีเนยยบทไม่เป็น อย่างอื่น เพราะความเป็นผู้มีพระสติไพบูลย์ เพราะนับว่าพระองค์สิ้นอาสวะ เพราะ นับว่าพระองค์ไม่มีอุปกิเลส เพราะอรรถว่า ทรงปราศจากราคะโดยส่วนเดียว เพราะ อรรถว่า ทรงปราศจากโทสะโดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่า ทรงปราศจากโมหะ โดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่า พระองค์ไม่มีกิเลสโดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่า พระองค์เสด็จไปแล้วสู่หนทางที่ไปแห่งบุคคลผู้เดียว เพราะอรรถว่า ตรัสรู้ อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณพระองค์เดียว เพราะทรงกำจัดเสียซึ่งความไม่มีปัญญา เพราะทรงได้ซึ่งพระปัญญาเครื่องตรัสรู้ ฯ พระนามว่า พุทฺโธ นี้ พระมารดา พระบิดา พี่ชายน้องชาย พี่หญิง น้องหญิง มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิต สมณะ พราหมณ์ เทวดา มิได้ แต่งตั้งให้เลย พระนามว่า พุทฺโธ นี้ เป็นวิโมกขันติกนาม พระนามที่เกิดใน ที่สุดแห่งอรหัตผล แห่งพระผู้มีพระภาคตรัสรู้แล้ว พระนามว่า พุทฺโธ นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เกิดขึ้นพร้อมกับการทรงได้สัพพัญญุตญาณ ณ ควงไม้ โพธิพฤกษ์ ฯ คำว่า ทรงแสดงแล้ว ความว่า ความฝึกตน มียถาศัพท์เป็นอรรถ เหมือนบุคคลเป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม ฝึกตนแล้ว พระพุทธเจ้า ทรงแสดงแล้ว ฉะนั้น ความสงบตน ... ความยังตนให้ปรินิพพาน ฯลฯ ความยังตนให้ประดิษฐานอยู่ในนิโรธ มียถาศัพท์เป็นอรรถ เหมือนบุคคลเป็น คฤหัสถ์ก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม ยังตนให้ประดิษฐานอยู่ในนิโรธแล้ว พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงแล้ว ฉะนั้น ฯ คำว่า โลโก ได้แก่ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก วปัตติภวโลก วิปัตติสัมภวโลก สัมปัตติภวโลก สัมปัตติสัมภวโลก โลก ๑ คือ สัตว์ทั้งปวง ตั้งอยู่ได้ด้วยอาหาร ฯลฯ โลก ๑๘ คือ ธาตุ ๑๘ ฯ คำว่า ย่อมให้สว่างไสว ความว่า ภิกษุนั้น ย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสว แจ่มใส เพราะเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งความฝึกตน ความสงบตน ความยังตน ให้ปรินิพพาน ฯลฯ ความยังตนให้ประดิษฐานอยู่ในนิโรธ ซึ่งมียถาศัพท์ เป็นอรรถทุกประการ ฯ คำว่า เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากหมอก ความว่า กิเลสเหมือนหมอก อริยญาณเหมือนดวงจันทร์ ภิกษุเหมือนจันทเทพบุตร ภิกษุพ้นจากกิเลสทั้งปวงแล้ว ย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสวเปล่งปลั่ง และไพโรจน์ เหมือนดวงจันทร์พ้นจากหมอก พ้นจากควันและธุลีในแผ่นดิน พ้นจากฝ่ามือราหู ยังโอกาสโลกให้สว่างไสว เปล่งปลั่ง และไพโรจน์ ฉะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เหมือนพระจันทร์ พ้นแล้วจากหมอก ญาณในโวทาน ๑๓ ประการนี้ ฯ จบภาณวาร
อานาปานสฺสติ ยสฺส ปริปุณฺณา สุภาวิตา อนุปุพฺพํ ปริจิตา ยถา พุทฺเธน เทสิตา โส อิมํ โลกํ ปภาเสติ อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมาติ ฯ {๓๘๖.๑} อานนฺติ อสฺสาโส โน ปสฺสาโส ฯ อปานนฺติ ปสฺสาโส โน อสฺสาโส ฯ อสฺสาสปสฺสาสวเสน อุปฏฺฐานํ สติ โย อสฺสาสติ ตสฺสุปฏฺฐาติ โย ปสฺสาสติ ตสฺสุปฏฺฐาติ ฯ ปริปุณฺณาติ ปริคฺคหฏฺเฐน ปริปุณฺณา ปริวารฏฺเฐน ปริปุณฺณา ปริปูรฏฺเฐน ปริปุณฺณา ฯ {๓๘๖.๒} สุภาวิตาติ จตสฺโส ภาวนา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ตสฺสิเม จตฺตาโร ภาวนฏฺฐา ยานีกตา โหนฺติ วตฺถุกตา อนุฏฺฐิตา ปริจิตา สุสมารทฺธา ฯ {๓๘๖.๓} ยานีกตาติ ยตฺถ ยตฺถ อากงฺขติ ตตฺถ ตตฺถ วสิปฺปตฺโต โหติ พลปฺปตฺโต เวสารชฺชปฺปตฺโต ตสฺส เต ธมฺมา อาวชฺชนปฏิพทฺธา โหนฺติ อากงฺขณปฏิพทฺธา มนสิการปฏิพทฺธา จิตฺตุปฺปาทปฏิพทฺธา เตน วุจฺจติ ยานีกตาติ ฯ {๓๘๖.๔} วตฺถุกตาติ ยสฺมึ ยสฺมึ วตฺถุสฺมึ จิตฺตํ สฺวาธิฏฺฐิตํ โหติ ตสฺมึ ตสฺมึ วตฺถุสฺมึ สติ สุปติฏฺฐิตา โหติ ยสฺมึ ยสฺมึ วา ปน วตฺถุสฺมึ สติ สุปติฏฺฐิตา โหติ ตสฺมึ ตสฺมึ วตฺถุสฺมึ จิตฺตํ สฺวาธิฏฺฐิตํ โหติ เตน วุจฺจติ วตฺถุกตาติ ฯ {๓๘๖.๕} อนุฏฺฐิตาติ เยน เยน จิตฺตํ อภินีหรติ เตน เตน สติ อนุปริวตฺตติ เยน เยน วา ปน สติ อนุปริวตฺตติ เตน เตน จิตฺตํ อภินีหรติ เตน วุจฺจติ อนุฏฺฐิตาติ ฯ {๓๘๖.๖} ปริจิตาติ ปริคฺคหฏฺเฐน ปริจิตา ปริวารฏฺเฐน ปริจิตา ปริปูรฏฺเฐน ปริจิตา สติยา ปริคฺคณฺหนฺโต ชินาติ ปาปเก อกุสเล ธมฺเม เตน วุจฺจติ ปริจิตาติ ฯ {๓๘๖.๗} สุสมารทฺธาติ จตฺตาโร สุสมารทฺธา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน สุสมารทฺธา อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน สุสมารทฺธา ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน สุสมารทฺธา ตปฺปจฺจนีกานํ กิเลสานํ สุสมุคฺฆาตตฺตา สุสมารทฺธา ฯ {๓๘๖.๘} สุสมนฺติ อตฺถิ สมํ อตฺถิ สุสมํ ฯ กตมํ สมํ ฯ เย ตตฺถ ชาตา อนวชฺชา กุสลา โพธิปกฺขิยา อิทํ สมํ ฯ กตมํ สุสมํ ฯ ยํ เตสํ ธมฺมานํ อารมฺมณํ นิโรโธ นิพฺพานํ อิทํ สุสมํ ฯ อิติ อิทญฺจ สมํ สุสมํ ญาตํ โหติ ทิฏฺฐํ วิทิตํ สจฺฉิกตํ ผสฺสิตํ ปญฺญาย อารทฺธํ โหติ วิริยํ อสลฺลีนํ อุปฏฺฐิตา สติ อปมุฏฺฐา ปสฺสทฺโธ กาโย อารทฺโธ สมาหิตํ จิตฺตํ เอกตฺตํ เตน วุจฺจติ สุสมารทฺธาติ ฯ {๓๘๖.๙} อนุปุพฺพํ ปริจิตาติ ทีฆํ อสฺสาสวเสน ปุริมา ปุริมา ปริจิตา ปจฺฉิมา ปจฺฉิมา อนุปริจิตา ทีฆํ ปสฺสาสวเสน ปุริมา ปุริมา ปริจิตา ปจฺฉิมา ปจฺฉิมา อนุปริจิตา รสฺสํ อสฺสาสวเสน ปุริมา ปุริมา ปริจิตา ปจฺฉิมา ปจฺฉิมา อนุปริจิตา รสฺสํ ปสฺสาสวเสน ปุริมา ปุริมา ปริจิตา ปจฺฉิมา ปจฺฉิมา อนุปริจิตา ฯเปฯ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสาสวเสน ปุริมา ปุริมา ปริจิตา ปจฺฉิมา ปจฺฉิมา อนุปริจิตา ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสาสวเสน ปุริมา ปุริมา ปริจิตา ปจฺฉิมา ปจฺฉิมา อนุปริจิตา สพฺพาปิ โสฬสวตฺถุกา อานาปานสฺสติโย อญฺญมญฺญํ ปริจิตา เจว โหนฺติ อนุปริจิตา จ เตน วุจฺจติ อนุปุพฺพํ ปริจิตาติ ฯ {๓๘๖.๑๐} ยถาติ ทส ยถตฺถา อตฺตทมถฏฺโฐ ยถตฺโถ อตฺตสมถฏฺโฐ ยถตฺโถ อตฺตปรินิพฺพาปนฏฺโฐ ยถตฺโถ อภิญฺญฏฺโฐ ยถตฺโถ ปริญฺญฏฺโฐ ยถตฺโถ ปหานฏฺโฐ ยถตฺโถ ภาวนฏฺโฐ ยถตฺโถ สจฺฉิกิริยฏฺโฐ ยถตฺโถ สจฺจาภิสมยฏฺโฐ ยถตฺโถ นิโรเธ ปติฏฺฐาปกฏฺโฐ ยถตฺโถ ฯ {๓๘๖.๑๑} พุทฺโธติ โย โส ภควา สยมฺภู อนาจริยโก ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ สามํ สจฺจานิ อภิสมฺพุชฺฌิ ตตฺถ จ สพฺพญฺญุตํ ปตฺโต พเลสุ จ วสีภาวํ ฯ {๓๘๖.๑๒} พุทฺโธติ เกนตฺเถน พุทฺโธ ฯ พุชฺฌิตา สจฺจานีติ พุทฺโธ โพเธนฺโต ปชายาติ พุทฺโธ สพฺพญฺญุตาย พุทฺโธ สพฺพทสฺสาวิตาย พุทฺโธ อนญฺญเนยฺยตาย พุทฺโธ วิสติตาย พุทฺโธ ขีณาสวสงฺขาเตน พุทฺโธ นิรุปกฺกิเลสสงฺขาเตน พุทฺโธ เอกนฺตวีตราโคติ พุทฺโธ เอกนฺตวีตโทโสติ พุทฺโธ เอกนฺตวีตโมโหติ พุทฺโธ เอกนฺตนิกฺกิเลโสติ พุทฺโธ เอกายนมคฺคํ คโตติ พุทฺโธ เอโก อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธติ พุทฺโธ อพุทฺธิวิหตตฺตา พุทฺธิปฏิลาภา พุทฺโธ ฯ {๓๘๖.๑๓} พุทฺโธติ เนตํ นามํ มาตรา กตํ น ปิตรา กตํ น ภคินิยา กตํ น มิตฺตามจฺเจหิ กตํ น ญาติสาโลหิเตหิ กตํ น สมณพฺราหฺมเณหิ กตํ น เทวตาหิ กตํ วิโมกฺขนฺติกเมตํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ โพธิยา มูเล สห สพฺพญฺญุตญาณสฺส ปฏิลาภา สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ พุทฺโธติ ฯ {๓๘๖.๑๔} เทสิตาติ อตฺตทมถฏฺโฐ ยถตฺโถ ยถา พุทฺเธน เทสิโต อตฺตสมถฏฺโฐ ยถตฺโถ ยถา พุทฺเธน เทสิโต อตฺตปรินิพฺพาปนฏฺโฐ ยถตฺโถ ยถา พุทฺเธน เทสิโต ฯเปฯ นิโรเธ ปติฏฺฐาปกฏฺโฐ ยถตฺโถ ยถา พุทฺเธน เทสิโต โหติ คหฏฺโฐ วา โหติ ปพฺพชิโต วา ฯ {๓๘๖.๑๕} โลโกติ ขนฺธโลโก ธาตุโลโก อายตนโลโก วิปตฺติภวโลโก วิปตฺติสมฺภวโลโก สมฺปตฺติภวโลโก สมฺปตฺติสมฺภวโลโก เอโก โลโก สพฺเพ สตฺตา อาหารฏฺฐิติกา ฯเปฯ อฏฺฐารส โลกา อฏฺฐารส ธาตุโย ฯ {๓๘๖.๑๖} ปภาเสตีติ อตฺตทมถฏฺฐํ ยถตฺถํ อภิสมฺพุทฺธตฺตา โส อิมํ โลกํ โอภาเสติ ปภาเสติ อตฺตสมถฏฺฐํ ยถตฺถํ อภิสมฺพุทฺธตฺตา โส อิมํ โลกํ โอภาเสติ ปภาเสติ อตฺตปรินิพฺพาปนฏฺฐํ ยถตฺถํ อภิสมฺพุทฺธตฺตา โส อิมํ โลกํ โอภาเสติ ฯเปฯ นิโรเธ ปติฏฺฐาปกฏฺฐํ ยถตฺถํ อภิสมฺพุทฺธตฺตา โส อิมํ โลกํ โอภาเสติ ปภาเสติ ฯ {๓๘๖.๑๗} อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมาติ ยถา อพฺภา เอวํ กิเลสา ยถา จนฺโท เอวํ อริยญาณํ ยถา จนฺทิมา เทวปุตฺโต เอวํ ภิกฺขุ ยถา จนฺโท อพฺภา มุตฺโต มหิยา ธูมรชมุตฺโต ราหุปาณา วิปฺปมุตฺโต ภาสเต จ ตปเต จ วิโรจติ จ เอวเมว ภิกฺขุ สพฺพกิเลเสหิ วิมุตฺโต ภาสเต จ ตปเต จ วิโรจติ จ เตน วุจฺจติ อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมาติ อิมานิ เตรส โวทาเน ญาณานิ ฯ ภาณวารํ ฯ
ญาณในความทำสติ ๓๒ เป็นไฉน ฯ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า ภิกษุนั้นเป็นผู้มีสติหายใจออก เป็นผู้มีสติหายใจเข้า เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ว่า หายใจออกยาว เมื่อหายใจออก สั้นก็รู้ว่า หายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ว่า หายใจเข้ายาว เมื่อหายใจ เข้าสั้น ก็รู้ว่าหายใจเข้าสั้น ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักระงับ กายสังขารหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งปีติหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งปีติหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งสุขหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งสุขหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจเข้า ย่อม ศึกษาว่า จักระงับจิตสังขารหายใจออก ย่อมศึกษาว่า ระงับจิตสังขารหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักทำจิตให้บันเทิงหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักทำจิตให้บันเทิง หายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตไว้หายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตไว้ หายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิต หายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความคลาย กำหนัดหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความดับหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณา เห็นความดับหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า ฯ
กตมานิ พตฺตึสํ สโตการีสุ ญาณานิ อิธ ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา นิสีทติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุํ กายํ ปณิธาย ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา โส สโตว อสฺสสติ ฯเปฯ สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ สพฺพกายปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปีติปฏิสํเวที สุขปฏิสํเวที จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ จิตฺตปฏิสํเวที อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ สมาทหํ จิตฺตํ วิโมจยํ จิตฺตํ อนิจฺจานุปสฺสี วิราคานุปสฺสี นิโรธานุปสฺสี ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ
คำว่า อิธ ความว่า ในทิฐินี้ ในความควรนี้ ในความ ชอบใจนี้ ในเขตนี้ ในธรรมนี้ ในวินัยนี้ ในธรรมวินัยนี้ ในปาพจน์นี้ ใน พรหมจรรย์นี้ ในสัตถุศาสน์นี้ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ในธรรมวินัยนี้ ฯ คำว่า ภิกฺขุ ความว่า ภิกษุเป็นกัลยาณปุถุชนก็ตาม เป็นพระเสขะก็ตาม เป็นพระอรหันต์ผู้มีธรรมไม่กำเริบก็ตาม ฯ คำว่า อรญฺญํ ความว่า สถานที่ทุกแห่งนอกเสาเขื่อนไป สถานที่นั้น เป็นป่า ฯ คำว่า รุกฺขมูลํ ความว่า อาสนะของภิกษุซึ่งจัดไว้ที่โคนไม้นั้น คือ เตียง ตั่ง ฟูก เสื่อ ท่อนหนัง เครื่องลาดทำด้วยหญ้า เครื่องลาดทำด้วยใบไม้ หรือเครื่องลาดทำด้วยฟาง ภิกษุ เดิน ยืน นั่ง หรือนอนที่อาสนะนั้น ฯ คำว่า สุญฺญํ ความว่า เป็นสถานที่ไม่เกลื่อนกล่นด้วยใครๆ เป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม ฯ คำว่า อาคารํ คือ วิหาร โรงมีหลังคาครึ่งหนึ่ง ปราสาท เรือนโล้น ถ้ำ ฯ คำว่า นิสีทติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา ความว่า ภิกษุนั้นเป็นผู้นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง คือ กายเป็นกายอันภิกษุนั้นตั้งวางไว้ตรง ฯ ศัพท์ว่า ปริ ในคำว่า ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา มีความกำหนดถือ เอาเป็นอรรถ ศัพท์ว่า มุขํ มีความนำออกเป็นอรรถ ศัพท์ว่า สติ มีความเข้า ไปตั้งไว้เป็นอรรถ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ตั้งสติไว้เฉพาะหน้า ฯ
อิธาติ อิมิสฺสา ทิฏฺฐิยา อิมิสฺสา ขนฺติยา อิมิสฺสา รุจิยา อิมสฺมึ อาทาเย อิมสฺมึ ธมฺเม อิมสฺมึ วินเย อิมสฺมึ ธมฺมวินเย อิมสฺมึ ปาวจเน อิมสฺมึ พฺรหฺมจริเย อิมสฺมึ สตฺถุสาสเน เตน วุจฺจติ อิธาติ ฯ {๓๘๘.๑} ภิกฺขูติ ปุถุชฺชนกลฺยาณโก วา โหติ ภิกฺขุ เสกฺโข วา อรหา วา อกุปฺปธมฺโม ฯ {๓๘๘.๒} อรญฺญนฺติ นิกฺขมิตฺวา พหิ อินฺทขีลา สพฺพเมตํ อรญฺญํ ฯ {๓๘๘.๓} รุกฺขมูลนฺติ ตตฺถ ภิกฺขุโน อาสนํ ปญฺญตฺตํ โหติ มญฺโจ วา ปีฐํ วา ภิสิ วา ตฏฺฏิกา วา จมฺมขณฺโฑ วา ติณสณฺฐโร วา ปณฺณสณฺฐโร วา ปลาสสณฺฐโร วา ตตฺถ ภิกฺขุ จงฺกมติ วา ติฏฺฐติ วา นิสีทติ วา เสยฺยํ วา กปฺเปติ ฯ {๓๘๘.๔} สุญฺญนฺติ เกนจิ อนากิณฺณํ โหติ คหฏฺเฐหิ วา ปพฺพชิเตหิ วา ฯ {๓๘๘.๕} อาคารนฺติ วิหาโร อฑฺฒโยโค ปาสาโท หมฺมิยํ คุหาติ ฯ {๓๘๘.๖} นิสีทติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวาติ นิสินฺโน โหติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุํ กายํ ปณิธาย อุชุโก โหติ กาโย ปนิธิโต ปณิหิโต ฯ {๓๘๘.๗} ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวาติ ปรีติ ปริคฺคหฏฺโฐ มุขนฺติ นิยฺยานฏฺโฐ สตีติ อุปฏฺฐานฏฺโฐ เตน วุจฺจติ ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวาติ ฯ
คำว่า เป็นผู้มีสติหายใจออก ความว่า ภิกษุอบรมสติโดย อาการ ๓๒ คือ ภิกษุเป็นผู้ตั้งสติมั่นเพราะรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว ชื่อว่าเป็นผู้อบรมสติด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เป็นผู้ตั้งสติไว้มั่น เพราะรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถลม หายใจเข้ายาว ... เป็นผู้ตั้งสติไว้มั่นเพราะรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกสั้น ... เป็นผู้ตั้งสติไว้มั่น เพราะรู้ความที่จิตมีอารมณ์ เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้าสั้น ชื่อว่าเป็นผู้อบรมสติด้วยสติ นั้น ด้วยญาณนั้น ฯลฯ เป็นผู้ตั้งสติไว้มั่นเพราะรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก ... เป็นผู้ตั้ง สติไว้มั่นเพราะรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก ... เป็นผู้ตั้งสติไว้มั่นเพราะรู้ความที่จิตมี อารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจ ออกชื่อว่าเป็นผู้อบรมสติด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น ฯ
สโตว อสฺสสตีติ พตฺตึสาย อากาเรหิ สโตการี ทีฆํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺเสกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สตึ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน สโตการี โหติ ทีฆํ ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สตึ อุปฏฺฐิตา ฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน สโตการี โหติ รสฺสํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สตึ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน สโตการี โหติ รสฺสํ ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สตึ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน สโตการี โหติ ฯเปฯ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสาสวเสน ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สตึ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน สโตการี โหติ ฯ
ภิกษุเมื่อหายใจออกยาวก็รู้ว่า หายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ว่า หายใจเข้ายาว อย่างไร ฯ ภิกษุเมื่อหายใจออกยาว ย่อมหายใจออกในขณะที่นับยาว เมื่อหายใจ เข้ายาว ย่อมหายใจเข้าในขณะที่นับยาว เมื่อหายใจออก หายใจเข้ายาว ย่อม หายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับยาว ฉันทะย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้เมื่อหาย ใจออกหายใจเข้ายาว หายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับยาว เมื่อหายใจ ออกยาวละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ ย่อมหายใจออกในขณะที่นับยาว เมื่อ หายใจเข้ายาวละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ ย่อมหายใจเข้าในขณะที่นับยาว เมื่อหายใจออกหายใจเข้ายาวละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ ย่อมหายใจออก บ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับยาว ความปราโมทย์ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุเมื่อหายใจ ออกหายใจเข้ายาวละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ หายใจออกบ้าง หายใจเข้า บ้างในขณะที่นับยาว เมื่อหายใจออกยาวละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถ ความ ปราโมทย์ ย่อมหายใจออกในขณะที่นับยาว เมื่อหายใจเข้ายาวละเอียดกว่านั้น ด้วยสามารถความปราโมทย์ ย่อมหายใจเข้าในขณะที่นับยาว เมื่อหายใจออก หายใจเข้ายาวละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถความปราโมทย์ ย่อมหายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับยาว จิตของภิกษุผู้เมื่อหายใจออกหายใจเข้ายาวละเอียด กว่านั้นด้วยสามารถความปราโมทย์ หายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับ ยาว ย่อมหลีกออกจากการหายใจออกหายใจเข้ายาว อุเบกขาย่อมตั้งอยู่ กาย คือ ลมหายใจออกลมหายใจเข้ายาวด้วยอาการ ๙ อย่างนี้ ย่อมปรากฏ สติเป็น อนุปัสนาญาณ กายปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย ภิกษุ พิจารณาเห็นกายนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาเห็นกายในกาย ฯ
กถํ ทีฆํ อสฺสสนฺโต ทีฆํ อสฺสสามีติ ปชานาติ ทีฆํ ปสฺสสนฺโต ทีฆํ ปสฺสสามีติ ปชานาติ ฯ {๓๙๐.๑} ทีฆํ อสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต อสฺสสติ ทีฆํ ปสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต ปสฺสสติ ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต อสฺสสติปิ ปสฺสสติปิ ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต อสฺสสโตปิ ปสฺสสโตปิ ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฉนฺทวเสน ตโต สุขุมตรํ ทีฆํ อสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต อสฺสสติ ฉนฺทวเสน ตโต สุขุมตรํ ทีฆํ ปสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต ปสฺสสติ ฉนฺทวเสน ตโต สุขุมตรํ ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต อสฺสสติปิ ปสฺสสติปิ ฉนฺทวเสน ตโต สุขุมตรํ ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต อสฺสสโตปิ ปสฺสสโตปิ ปามุชฺชํ อุปฺปชฺชติ ปามุชฺชวเสน ตโต สุขุมตรํ ทีฆํ อสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต อสฺสสติ ปามุชฺชวเสน ตโต สุขุมตรํ ทีฆํ ปสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต ปสฺสสติ ปามุชฺชวเสน ตโต สุขุมตรํ ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต อสฺสสติปิ ปสฺสสติปิ ปามุชฺชวเสน ตโต สุขุมตรํ ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต อสฺสสโตปิ ปสฺสสโตปิ ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสา จิตฺตํ วิวฏฺฏติ อุเปกฺขา สณฺฐาติ อิเมหิ นวหากาเรหิ ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสกาโย อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ กาโย อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน ตํ กายํ อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ กาเย กายานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ
คำว่า อนุปสฺสติ ความว่า ภิกษุพิจารณากายนั้นอย่างไร ฯ พิจารณาโดยความไม่เที่ยง ไม่พิจารณาโดยความเที่ยง พิจารณาโดย ความเป็นทุกข์ ไม่พิจารณาโดยความเป็นสุข พิจารณาโดยความเป็นอนัตตา ไม่พิจารณาโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมให้ราคะดับไป ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อพิจารณา โดยความไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาได้ เมื่อพิจารณาโดยความเป็นทุกข์ ย่อม ละสุขสัญญาได้ เมื่อพิจารณาโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละอัตตสัญญาได้ เมื่อ เบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้ เมื่อให้ ราคะดับ ย่อมละสมุทัยได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ ภิกษุพิจารณา กายนั้นอย่างนี้ ฯ
อนุปสฺสตีติ กถํ ตํ กายํ อนุปสฺสติ ฯ อนิจฺจโต อนุปสฺสติ โน นิจฺจโต ทุกฺขโต อนุปสฺสติ โน สุขโต อนตฺตโต อนุปสฺสติ โน อตฺตโต นิพฺพินฺทติ โน นนฺทติ วิรชฺชติ โน รชฺชติ นิโรเธติ โน สมุเทติ ปฏินิสฺสชฺชติ โน อาทิยติ อนิจฺจโต อนุปสฺสนฺโต นิจฺจสญฺญํ ปชหติ ทุกฺขโต อนุปสฺสนฺโต สุขสญฺญํ ปชหติ อนตฺตโต อนุปสฺสนฺโต อตฺตสญฺญํ ปชหติ นิพฺพินฺทนฺโต นนฺทึ ปชหติ วิรชฺชนฺโต ราคํ ปชหติ นิโรเธนฺโต สมุทยํ ปชหติ ปฏินิสฺสชฺชนฺโต อาทานํ ปชหติ เอวนฺตํ กายํ อนุปสฺสติ ฯ
ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ คือ ภาวนาด้วยอรรถว่าธรรม ทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็น อันเดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่านำไป ซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ความที่ธรรมทั้งหลาย ไม่ล่วงเกินกันและความที่อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่า เป็นที่เสพ ๑ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจ ออกลมหายใจเข้ายาว เวทนาจึงปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ ปรากฏถึง ความดับไป สัญญาย่อมปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ ปรากฏถึงความดับไป วิตกย่อมปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ ปรากฏถึงความดับไป ฯ
ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺเสกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต วิทิตา เวทนา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ วิทิตา สญฺญา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ วิทิตา วิตกฺกา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ ฯ
เวทนาย่อมปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ ปรากฏถึงความ ดับ อย่างไร ฯ ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาย่อมปรากฏอย่างไร ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาย่อม ปรากฏ ด้วยอรรถว่าเพราะปัจจัยเกิดว่า เพราะอวิชชาเกิดเวทนาจึงเกิด เพราะ ตัณหาเกิดเวทนาจึงเกิด เพราะกรรมเกิดเวทนาจึงเกิด เพราะผัสสะเกิดเวทนาจึง เกิด แม้เมื่อเห็นลักษณะแห่งความเกิด ความเกิดแห่งเวทนาก็ย่อมปรากฏ ความ เกิดขึ้นแห่งเวทนาย่อมปรากฏอย่างนี้ ฯ ความเข้าไปตั้งอยู่แห่งเวทนาย่อมปรากฏอย่างไร เมื่อมนสิการโดยความ ไม่เที่ยง ความเข้าไปตั้งอยู่โดยความสิ้นไปย่อมปรากฏ เมื่อมนสิการโดยความ เป็นทุกข์ ความเข้าไปตั้งอยู่โดยความเป็นภัยย่อมปรากฏ เมื่อมนสิการโดยความ เป็นอนัตตา ความเข้าไปตั้งอยู่โดยความว่างเปล่าย่อมปรากฏ ความเข้าไปตั้งอยู่ แห่งเวทนาย่อมปรากฏอย่างนี้ ฯ ความดับไปแห่งเวทนาย่อมปรากฏอย่างไร ความดับไปแห่งเวทนาย่อม ปรากฏ ด้วยอรรถว่าเพราะปัจจัยดับว่า เพราะอวิชชาดับเวทนาจึงดับ เพราะตัณหา ดับเวทนาจึงดับ เพราะกรรมดับเวทนาจึงดับ เพราะผัสสะดับเวทนาจึงดับ แม้ เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะความแปรปรวน ความดับไปแห่งเวทนาก็ย่อมปรากฏ ความดับไปแห่งเวทนาย่อมปรากฏอย่างนี้ เวทนาย่อมปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไป ตั้งอยู่ ปรากฏถึงความดับไป อย่างนี้ ฯ
กถํ วิทิตา เวทนา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ ฯ {๓๙๓.๑} กถํ เวทนาย อุปฺปาโท วิทิโต โหติ ฯ อวิชฺชาสมุทยา เวทนาสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน เวทนาย อุปฺปาโท วิทิโต โหติ ตณฺหาสมุทยา เวทนาสมุทโยติ กมฺมสมุทยา เวทนาสมุทโยติ ผสฺสสมุทยา เวทนาสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน เวทนาย อุปฺปาโท วิทิโต โหติ นิพฺพตฺติลกฺขณํ ปสฺสโตปิ เวทนาย อุปฺปาโท วิทิโต โหติ เอวํ เวทนาย อุปฺปาโท วิทิโต โหติ ฯ {๓๙๓.๒} กถํ เวทนาย อุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ขยตุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ภยตุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต สุญฺญตุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ เอวํ เวทนาย อุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ ฯ {๓๙๓.๓} กถํ เวทนาย อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ ฯ อวิชฺชานิโรธา เวทนานิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน เวทนาย อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ ตณฺหานิโรธา เวทนานิโรโธติ กมฺมนิโรธา เวทนานิโรโธติ ผสฺสนิโรธา เวทนานิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน เวทนาย อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ วิปริณามลกฺขณํ ปสฺสโตปิ เวทนาย อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ เอวํ เวทนาย อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ เอวํ วิทิตา เวทนา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ ฯ
สัญญาย่อมปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ ปรากฏถึงความ ดับ อย่างไร ฯ ความเกิดขึ้นแห่งสัญญาย่อมปรากฏอย่างไร ความเกิดขึ้นแห่งสัญญาย่อม ปรากฏ ด้วยอรรถว่าเพราะปัจจัยเกิดว่า เพราะอวิชชาเกิดสัญญาจึงเกิด ... ความ เกิดขึ้นแห่งสัญญาย่อมปรากฏ อย่างนี้ ฯ ความเข้าไปตั้งอยู่แห่งสัญญาย่อมปรากฏอย่างไร เมื่อมนสิการโดยความ ไม่เที่ยง ความเข้าไปตั้งอยู่โดยความสิ้นไปย่อมปรากฏ ... ความเข้าไปตั้งอยู่แห่ง สัญญาย่อมปรากฏอย่างนี้ ฯ ความดับไปแห่งสัญญาย่อมปรากฏอย่างไร ความดับไปแห่งสัญญาย่อม ปรากฏ ด้วยอรรถว่าเพราะปัจจัยดับว่า เพราะอวิชชาดับสัญญาจึงดับ ... ความ ดับไปแห่งสัญญาย่อมปรากฏอย่างนี้ สัญญาย่อมปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไปตั้ง อยู่ ปรากฏถึงความดับไป อย่างนี้ ฯ
กถํ วิทิตา สญฺญา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ ฯ {๓๙๔.๑} กถํ สญฺญาย อุปฺปาโท วิทิโต โหติ ฯ อวิชฺชาสมุทยา สญฺญาสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน สญฺญาย อุปฺปาโท วิทิโต โหติ ตณฺหาสมุทยา สญฺญาสมุทโยติ กมฺมสมุทยา สญฺญาสมุทโยติ ผสฺสสมุทยา สญฺญาสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน สญฺญาย อุปฺปาโท วิทิโต โหติ นิพฺพตฺติลกฺขณํ ปสฺสโตปิ สญฺญาย อุปฺปาโท วิทิโต โหติ เอวํ สญฺญาย อุปฺปาโท วิทิโต โหติ ฯ {๓๙๔.๒} กถํ สญฺญาย อุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ขยตุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ภยตุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต สุญฺญตุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ เอวํ สญฺญาย อุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ ฯ {๓๙๔.๓} กถํ สญฺญาย อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ ฯ อวิชฺชานิโรธา สญฺญานิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน สญฺญาย อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ ตณฺหานิโรธา สญฺญานิโรโธติ กมฺมนิโรธา สญฺญานิโรโธติ ผสฺสนิโรธา สญฺญานิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน สญฺญาย อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ วิปริณามลกฺขณํ ปสฺสโตปิ สญฺญาย อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ เอวํ สญฺญาย อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ เอวํ วิทิตา สญฺญา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ ฯ
วิตกย่อมปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ ปรากฏถึงความดับ ไป อย่างไร ฯ ความเกิดขึ้นแห่งวิตกย่อมปรากฏอย่างไร ความเกิดขึ้นแห่งวิตกย่อม ปรากฏ ด้วยอรรถว่าเพราะปัจจัยเกิดว่า เพราะอวิชชาเกิดวิตกจึงเกิด เพราะ ตัณหาเกิดวิตกจึงเกิด เพราะกรรมเกิดวิตกจึงเกิด เพราะสัญญาเกิดวิตกจึงเกิด แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะความเกิด ความเกิดขึ้นแห่งวิตกก็ย่อมปรากฏ ความเกิดขึ้นแห่งวิตกย่อมปรากฏ อย่างนี้ ฯ ความเข้าไปตั้งอยู่แห่งวิตกย่อมปรากฏอย่างไร เมื่อมนสิการโดยความไม่ เที่ยง ความเข้าไปตั้งอยู่โดยความสิ้นไปย่อมปรากฏ เมื่อมนสิการโดยความเป็น ทุกข์ ความเข้าไปตั้งอยู่โดยความเป็นภัยย่อมปรากฏ เมื่อมนสิการโดยความเป็น อนัตตา ความเข้าไปตั้งอยู่โดยความว่างเปล่าย่อมปรากฏ ความเข้าไปตั้งอยู่แห่ง วิตกย่อมปรากฏอย่างนี้ ฯ ความดับไปแห่งวิตกย่อมปรากฏอย่างไร ความดับไปแห่งวิตกย่อมปรากฏ ด้วยอรรถว่าเพราะปัจจัยดับว่า เพราะอวิชชาดับวิตกจึงดับ เพราะตัณหาดับวิตกจึง ดับ เพราะกรรมดับวิตกจึงดับ เพราะสัญญาดับวิตกจึงดับ แม้เมื่อพิจารณาเห็น ลักษณะความแปรปรวน ความดับไปแห่งวิตกก็ย่อมปรากฏ ความดับไปแห่งวิตก ย่อมปรากฏอย่างนี้ วิตกย่อมปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ ปรากฏถึงความ ดับไป อย่างนี้ ฯ
กถํ วิทิตา วิตกฺกา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ ฯ {๓๙๕.๑} กถํ วิตกฺกานํ อุปฺปาโท วิทิโต โหติ ฯ อวิชฺชาสมุทยา วิตกฺกสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน วิตกฺกานํ อุปฺปาโท วิทิโต โหติ ตณฺหาสมุทยา วิตกฺกสมุทโยติ กมฺมสมุทยา วิตกฺกสมุทโยติ สญฺญาสมุทยา วิตกฺกสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน วิตกฺกานํ อุปฺปาโท วิทิโต โหติ นิพฺพตฺติลกฺขณํ ปสฺสโตปิ วิตกฺกานํ อุปฺปาโท วิทิโต โหติ เอวํ วิตกฺกานํ อุปฺปาโท วิทิโต โหติ ฯ {๓๙๕.๒} กถํ วิตกฺกานํ อุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ขยตุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ภยตุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต สุญฺญตุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ เอวํ วิตกฺกานํ อุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ ฯ {๓๙๕.๓} กถํ วิตกฺกานํ อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ ฯ อวิชฺชานิโรธา วิตกฺกนิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน วิตกฺกานํ อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ ตณฺหานิโรธา วิตกฺกนิโรโธติ กมฺมนิโรธา วิตกฺกนิโรโธติ สญฺญานิโรธา วิตกฺกนิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน วิตกฺกานํ อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ วิปริณามลกฺขณํ ปสฺสโตปิ วิตกฺกานํ อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ เอวํ วิตกฺกานํ อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ เอวํ วิทิตา วิตกฺกา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ ฯ
บุคคลรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลม หายใจออกลมหายใจเข้ายาว ย่อมให้อินทรีย์ทั้งหลายประชุมลง รู้จักโคจรและ แทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯลฯ ย่อมให้ธรรมทั้งหลายประชุมกัน รู้จักโคจรและแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ คำว่า ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง ความว่า บุคคลย่อมยัง อินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลงอย่างไร ฯ บุคคลย่อมยังสัทธินทรีย์ ให้ประชุม ลงด้วย ความน้อมใจเชื่อ ยังวิริยินทรีย์ ให้ประชุมลงด้วยความประคองไว้ ยังสตินทรีย์ให้ประชุมลงด้วยความเข้าไปตั้งไว้ ยังสมาธินทรีย์ให้ประชุมลงด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ยังปัญญินทรีย์ให้ประชุมลงด้วย ความเห็น บุคคลนี้ยังอินทรีย์เหล่านี้ให้ประชุมลงในอารมณ์นี้ เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง ฯ คำว่า รู้จักโคจร ความว่า รู้จักอารมณ์แห่งธรรมนั้นว่าเป็นโคจรแห่ง ธรรมนั้น รู้จักโคจรแห่งธรรมนั้นว่าเป็นอารมณ์แห่งธรรมนั้น บุคคล ความรู้ ปัญญา ฯ คำว่า สงบ ความว่า อารมณ์ปรากฏเป็นความสงบ จิตไม่ฟุ้งซ่านเป็น ความสงบ จิตตั้งมั่นเป็นความสงบ จิตผ่องแผ้วเป็นความสงบ ฯ คำว่า ประโยชน์ ความว่า ธรรมอันไม่มีโทษเป็นประโยชน์ ธรรมอัน ไม่มีกิเลสเป็นประโยชน์ ธรรมอันมีความผ่องแผ้วเป็นประโยชน์ ธรรมอัน ประเสริฐเป็นประโยชน์ ฯ คำว่า แทงตลอด ความว่า แทงตลอดความที่อารมณ์ปรากฏ แทงตลอด ความที่จิตไม่ฟุ้งซ่าน แทงตลอดความที่จิตตั้งมั่น แทงตลอดความที่จิตผ่องแผ้ว เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ
ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ โคจรญฺจ ปชานาติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯเปฯ ธมฺเม สโมธาเนติ โคจรญฺจ ปชานาติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ {๓๙๖.๑} อินฺทฺริยานิ สโมธาเนตีติ กถํ อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ ฯ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ สโมธาเนติ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ สโมธาเนติ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ สโมธาเนติ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ สโมธาเนติ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ สโมธาเนติ อยํ ปุคฺคโล อิมานิ อินฺทฺริยานิ อิมสฺมึ อารมฺมเณ สโมธาเนตีติ เตน วุจฺจติ อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ ฯ {๓๙๖.๒} โคจรญฺจ ปชานาตีติ ยนฺตสฺส อารมฺมณํ ตํ ตสฺส โคจรํ ยํ ตสฺส โคจรํ ตํ ตสฺส อารมฺมณํ ปชานาตีติ ปุคฺคโล ปชานนา ปญฺญา ฯ {๓๙๖.๓} สมนฺติ อารมฺมณสฺส อุปฏฺฐานํ สมํ จิตฺตสฺส อวิกฺเขโป สมํ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานํ สมํ จิตฺตสฺส โวทานํ สมํ ฯ {๓๙๖.๔} อตฺโถติ อนวชฺชฏฺโฐ นิกฺกิเลสฏฺโฐ โวทานฏฺโฐ ปรมฏฺโฐ ฯ {๓๙๖.๕} ปฏิวิชฺฌตีติ อารมฺมณสฺส อุปฏฺฐานฏฺฐํ ปฏิวิชฺฌติ จิตฺตสฺส อวิกฺเขปฏฺฐํ ปฏิวิชฺฌติ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานฏฺฐํ ปฏิวิชฺฌติ จิตฺตสฺส โวทานฏฺฐํ ปฏิวิชฺฌติ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ
คำว่า ย่อมให้พละทั้งหลายประชุมลง ความว่า ย่อมให้พละทั้งหลาย ประชุมลงอย่างไร ฯ บุคคลย่อม ยังสัทธาพละให้ประชุมลงด้วยความไม่หวั่นไหวไปในความไม่มี ศรัทธา ยังวิริยพละให้ประชุมลงด้วยความไม่หวั่นไหวไปในความเกียจคร้าน ยังสติพละ ให้ประชุมลงด้วยความไม่หวั่นไหวไปในความประมาท ยังสมาธิพละให้ประชุมลงด้วย ความไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะ ยังปัญญาพละให้ประชุมลงด้วยความไม่หวั่นไหว ไปในอวิชชา บุคคลนี้ย่อมยังพละเหล่านี้ให้ประชุมลงในอารมณ์นี้ เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมยังพละทั้งหลายให้ประชุมลง ฯ คำว่า รู้จักโคจร ฯลฯ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรม อันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ
พลานิ สโมธาเนตีติ กถํ พลานิ สโมธาเนติ ฯ อสฺสทฺธิเย อกปฺปิยฏฺเฐน สทฺธาพลํ สโมธาเนติ โกสชฺเช อกมฺปิยฏฺเฐน วิริยพลํ สโมธาเนติ ปมาเท อกมฺปิยฏฺเฐน สติพลํ สโมธาเนติ อุทฺธจฺเจ อกมฺปิยฏฺเฐน สมาธิพลํ สโมธาเนติ อวิชฺชาย อกมฺปิยฏฺเฐน ปญฺญาพลํ สโมธาเนติ อยํ ปุคฺคโล อิมานิ พลานิ อิมสฺมึ อารมฺมเณ สโมธาเนตีติ เตน วุจฺจติ พลานิ สโมธาเนติ ฯ {๓๙๗.๑} โคจรญฺจ ปชานาตีติ ฯเปฯ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ
คำว่า ย่อมยังโพชฌงค์ทั้งหลายให้ประชุม ความว่า บุคคล ย่อมยังโพชฌงค์ทั้งหลายให้ประชุมลงได้อย่างไร ฯ บุคคลย่อมยังสติสัมโพชฌงค์ให้ประชุมลงด้วยความเข้าไปตั้งไว้ ยังธรรม วิจยสัมโพชฌงค์ให้ประชุมลงด้วยความเลือกเฟ้น ยังวิริยสัมโพชฌงค์ให้ประชุม ลงด้วยความประคองไว้ ยังปีติสัมโพชฌงค์ให้ประชุมลงด้วยความแผ่ซ่านไป ยัง ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ให้ประชุมลงด้วยความสงบ ยังสมาธิสัมโพชฌงค์ให้ประชุม ลงด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ยังอุเบกขาสัมโพชฌงค์ให้ประชุมลงด้วยความวางเฉย บุคคลนี้ย่อมยังโพชฌงค์ทั้งหลายให้ประชุมลงในอารมณ์ เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึง กล่าวว่า ย่อมยังโพชฌงค์ทั้งหลายให้ประชุมลง ฯ คำว่า รู้จักโคจร ฯลฯ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรม อันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ
โพชฺฌงฺเค สโมธาเนตีติ กถํ โพชฺฌงฺเค สโมธาเนติ ฯ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติสมฺโพชฺฌงฺคํ สโมธาเนติ ปวิจยฏฺเฐน ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคํ สโมธาเนติ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยสมฺโพชฺฌงฺคํ สโมธาเนติ ผรณฏฺเฐน ปีติสมฺโพชฺฌงฺคํ สโมธาเนติ อุปสมฏฺเฐน ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคํ สโมธาเนติ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคํ สโมธาเนติ ปฏิสงฺขานฏฺเฐน อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคํ สโมธาเนติ อยํ ปุคฺคโล อิเม โพชฺฌงฺเค อิมสฺมึ อารมฺมเณ สโมธาเนตีติ เตน วุจฺจติ โพชฺฌงฺเค สโมธาเนติ ฯ {๓๙๘.๑} โคจรญฺจ ปชานาตีติ ฯเปฯ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ
คำว่า ย่อมยังมรรคให้ประชุมลง ความว่า บุคคลย่อมยังมรรค ให้ประชุมลงอย่างไร ฯ บุคคลย่อมยังสัมมาทิฐิให้ประชุมลงด้วยความเห็น ยังสัมมาสังกัปปะให้ ประชุมลงด้วยความดำริ ยังสัมมาวาจาให้ประชุมลงด้วยความแน่นอน ยังสัมมา- *กัมมันตะให้ประชุมลงด้วยความที่เกิดขึ้นดี ยังสัมมาอาชีวะให้ประชุมลงด้วยความ ผ่องแผ้ว ยังสัมมาวายามะให้ประชุมลงด้วยความประคองไว้ ยังสัมมาสติให้ ประชุมลงด้วยความเข้าไปตั้งไว้ ยังสัมมาสมาธิให้ประชุมลงด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน บุคคลนี้ย่อมยังมรรคนี้ให้ประชุมลงในอารมณ์นี้ เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่า ย่อมยังมรรคให้ประชุมลง ฯ คำว่า รู้จักโคจร ฯลฯ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรม อันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ
มคฺคํ สโมธาเนตีติ กถํ มคฺคํ สโมธาเนติ ฯ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐึ สโมธาเนติ อภินิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺปํ สโมธาเนติ ปริคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวาจํ สโมธาเนติ สมุฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมากมฺมนฺตํ สโมธาเนติ โวทานฏฺเฐน สมฺมาอาชีวํ สโมธาเนติ ปคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวายามํ สโมธาเนติ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมาสตึ สโมธาเนติ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธึ สโมธาเนติ อยํ ปุคฺคโล อิมํ มคฺคํ อิมสฺมึ อารมฺมเณ สโมธาเนตีติ เตน วุจฺจติ มคฺคํ สโมธาเนติ ฯ {๓๙๙.๑} โคจรญฺจ ปชานาตีติ ฯเปฯ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ
คำว่า ย่อมยังธรรมทั้งหลายให้ประชุมลง ความว่า บุคคลย่อม ยังธรรมทั้งหลายให้ประชุมลง อย่างไร ฯ บุคคลย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลงด้วยความเป็นใหญ่ ยังพละ ทั้งหลายให้ประชุมลงด้วยความไม่หวั่นไหว ยังโพชฌงค์ทั้งหลายให้ประชุมลงด้วย ความเป็นธรรมเครื่องนำออก ยังมรรคให้ประชุมลงด้วยความเป็นเหตุ ยัง สติปัฏฐานให้ประชุมลงด้วยความเข้าไปตั้งไว้ ยังสัมมัปปธานให้ประชุมลงด้วยความ เริ่มตั้ง ยังอิทธิบาทให้ประชุมลงด้วยความให้สำเร็จ ยังสัจจะให้ประชุมลงด้วยความ ถ่องแท้ ยังสมถะให้ประชุมลงด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ยังวิปัสสนาให้ประชุมลงด้วย ความพิจารณาเห็น ยังสมถะและวิปัสสนาให้ประชุมลงด้วยความมีกิจเป็นอันเดียว กัน ยังธรรมเป็นคู่กันให้ประชุมลงด้วยความไม่ล่วงเกินกัน ยังสีลวิสุทธิให้ ประชุมลงด้วยความสำรวม ยังจิตวิสุทธิให้ประชุมลงด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ยังทิฐิ- *วิสุทธิให้ประชุมลงด้วยความเห็น ยังวิโมกข์ให้ประชุมลงด้วยความหลุดพ้น ยัง วิชชาให้ประชุมลงด้วยความแทงตลอด ยังวิมุตติให้ประชุมลงด้วยความสละรอบ ยังญาณในความสิ้นไปให้ประชุมลงด้วยความตัดขาด ยังญาณในความไม่เกิดขึ้น ให้ประชุมลงด้วยความเห็นเฉพาะ ยังฉันทะให้ประชุมลงด้วยความเป็นมูลเหตุ ยังมนสิการให้ประชุมลงด้วยความเป็นสมุฏฐาน ยังผัสสะให้ประชุมลงด้วยความ ประสบ ยังเวทนาให้ประชุมลงด้วยความรู้สึก ยังสมาธิให้ประชุมลงด้วยความ เป็นประธาน ยังสติให้ประชุมลงด้วยความเป็นใหญ่ ยังสติสัมปชัญญะให้ ประชุมลงด้วยความเป็นธรรมที่ยิ่งกว่านั้น ยังวิมุตติให้ประชุมลงด้วยความเป็นสาระ ยังนิพพานอันหยั่งลงในอมตะให้ประชุมลงด้วยความเป็นที่สุด บุคคลนี้ย่อมยังธรรม เหล่านี้ให้ประชุมลงในอารมณ์นี้ เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่า ย่อมยังธรรม ทั้งหลายให้ประชุมลง ฯ คำว่า รู้จักโคจร ความว่า รู้จักอารมณ์แห่งธรรมนั้นว่าเป็นโคจรแห่ง ธรรมนั้น รู้จักโคจรแห่งธรรมนั้นว่าเป็นอารมณ์แห่งธรรมนั้น บุคคล ความรู้ ปัญญา ฯ คำว่า สงบ ความว่า อารมณ์ปรากฏเป็นความสงบ จิตไม่ฟุ้งซ่านเป็น ความสงบ จิตตั้งมั่นเป็นความสงบ จิตผ่องแผ้วเป็นความสงบ ฯ คำว่า ประโยชน์ ความว่า ธรรมอันไม่มีโทษเป็นประโยชน์ ธรรมอัน ไม่มีกิเลสเป็นประโยชน์ ธรรมอันมีความผ่องแผ้วเป็นประโยชน์ ธรรมอัน ประเสริฐเป็นประโยชน์ ฯ คำว่า แทงตลอด ความว่า แทงตลอดความที่อารมณ์ปรากฏ แทงตลอด ความที่จิตไม่ฟุ้งซ่าน แทงตลอดความที่จิตตั้งมั่น แทงตลอดความที่จิตผ่องแผ้ว เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ
ธมฺเม สโมธาเนตีติ กถํ ธมฺเม สโมธาเนติ ฯ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ อกมฺปิยฏฺเฐน พลานิ สโมธาเนติ นิยฺยานฏฺเฐน โพชฺฌงฺเค สโมธาเนติ เหตฏฺเฐน มคฺคํ สโมธาเนติ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติปฏฺฐานํ สโมธาเนติ ปทหนฏฺเฐน สมฺมปฺปธานํ สโมธาเนติ อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิปาทํ สโมธาเนติ ตถฏฺเฐน สจฺจํ สโมธาเนติ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมถํ สโมธาเนติ อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนํ สโมธาเนติ เอกรสฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ สโมธาเนติ อนติวตฺตนฏฺเฐน ยุคนทฺธํ สโมธาเนติ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธึ สโมธาเนติ อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธึ สโมธาเนติ ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธึ สโมธาเนติ มุตฺตฏฺเฐน วิโมกฺขํ สโมธาเนติ ปฏิเวธฏฺเฐน วิชฺชํ สโมธาเนติ ปริจฺจาคฏฺเฐน วิมุตฺตึ สโมธาเนติ สมุจฺเฉทฏฺเฐน ขเย ญาณํ สโมธาเนติ ปฏิปฺปสฺสฏฺเฐน อนุปฺปาเท ญาณํ สโมธาเนติ ฉนฺทํ มูลฏฺเฐน สโมธาเนติ มนสิการํ สมุฏฺฐานฏฺเฐน สโมธาเนติ ผสฺสํ สโมธานฏฺเฐน สโมธาเนติ เวทนํ สโมสรณฏฺเฐน สโมธาเนติ สมาธึ ปมุขฏฺเฐน สโมธาเนติ สตึ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน สโมธาเนติ สติสมฺปชญฺญํ ตตุตฺตรฏฺเฐน สโมธาเนติ วิมุตฺตึ สารฏฺเฐน สโมธาเนติ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน สโมธาเนติ อยํ ปุคฺคโล อิเม ธมฺเม อิมสฺมึ อารมฺมเณ สโมธาเนตีติ เตน วุจฺจติ ธมฺเม สโมธาเนติ ฯ {๔๐๐.๑} โคจรญฺจ ปชานาตีติ ยนฺตสฺส อารมฺมณํ ตํ ตสฺส โคจรํ ยนฺตสฺส โคจรํ ตํ ตสฺส อารมฺมณํ ปชานาตีติ ปุคฺคโล ปชานนา ปญฺญา ฯ {๔๐๐.๒} สมนฺติ อารมฺมณสฺส อุปฏฺฐานํ สมํ จิตฺตสฺส อวิกฺเขโป สมํ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานํ สมํ จิตฺตสฺส โวทานํ สมํ ฯ {๔๐๐.๓} อตฺโถติ อนวชฺชฏฺโฐ นิกฺกิเลสฏฺโฐ โวทานฏฺโฐ ปรมฏฺโฐ ฯ {๔๐๐.๔} ปฏิวิชฺฌตีติ อารมฺมณสฺส อุปฏฺฐานฏฺฐํ ปฏิวิชฺฌติ จิตฺตสฺส อวิกฺเขปฏฺฐํ ปฏิวิชฺฌติ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานฏฺฐํ ปฏิวิชฺฌติ จิตฺตสฺส โวทานฏฺฐํ ปฏิวิชฺฌติ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ
บุคคลเมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ว่า หายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้า สั้นก็รู้ว่า หายใจเข้าสั้น อย่างไร ฯ บุคคลเมื่อหายใจออกสั้น ย่อมหายใจออกในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจเข้าสั้น ย่อมหายใจเข้าในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจออกหายใจ เข้าสั้น ย่อมหายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับได้นิดหน่อย ฉันทะย่อม เกิดแก่ภิกษุผู้เมื่อหายใจออกหายใจเข้าสั้น หายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะ ที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจออกสั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ ย่อม หายใจออกในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจเข้าสั้นละเอียดกว่านั้นด้วย สามารถฉันทะ ย่อมหายใจเข้าในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจออกหายใจ เข้าสั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ ย่อมหายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างใน ขณะนับได้นิดหน่อย ความปราโมทย์ย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้หายใจออกหายใจเข้า ละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ หายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับได้ นิดหน่อย เมื่อหายใจออกสั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถความปราโมทย์ ย่อม หายใจออกในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจเข้าสั้นละเอียดกว่านั้นด้วย สามารถความปราโมทย์ ย่อมหายใจเข้าในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจออก หายใจเข้าสั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถความปราโมทย์ ย่อมหายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับได้นิดหน่อย จิตของภิกษุผู้เมื่อหายใจออกหายใจเข้า สั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถความปราโมทย์ หายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างใน ขณะที่นับได้นิดหน่อย ย่อมหลีกไปจากลมอัสสาสะปัสสาสะสั้น อุเบกขาย่อม ตั้งอยู่ กาย คือ ลมหายใจออกหายใจเข้าสั้นด้วยอาการ ๙ เหล่านี้ปรากฏ สติ เป็นอนุปัสนาญาณ กายปรากฏ มิใช่สติ สติปรากฏด้วยเป็นตัวสติด้วย บุคคล พิจารณากายนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณากายในกาย ฯ
กถํ รสฺสํ อสฺสสนฺโต รสฺสํ อสฺสสามีติ ปชานาติ รสฺสํ ปสฺสสนฺโต รสฺสํ ปสฺสสามีติ ปชานาติ ฯ รสฺสํ อสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต อสฺสสติ รสฺสํ ปสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต ปสฺสสติ รสฺสํ อสฺสาสปสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต อสฺสสติปิ ปสฺสสติปิ รสฺสํ อสฺสาสปสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต อสฺสสโตปิ ปสฺสสโตปิ ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฉนฺทวเสน ตโต สุขุมตรํ รสฺสํ อสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต อสฺสสติ ฉนฺทวเสน ตโต สุขุมตรํ รสฺสํ ปสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต ปสฺสสติ ฉนฺทวเสน ตโต สุขุมตรํ รสฺสํ อสฺสาสปสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต อสฺสสติปิ ปสฺสสติปิ ฉนฺทวเสน ตโต สุขุมตรํ รสฺสํ อสฺสาสปสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต อสฺสสโตปิ ปสฺสสโตปิ ปามุชฺชํ อุปฺปชฺชติ ปามุชฺชวเสน ตโต สุขุมตรํ รสฺสํ อสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต อสฺสสติ ปามุชฺชวเสน ตโต สุขุมตรํ รสฺสํ ปสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต ปสฺสสติ ปามุชฺชวเสน ตโต สุขุมตรํ รสฺสํ อสฺสาสปสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต อสฺสสติปิ ปสฺสสติปิ ปามุชฺชวเสน ตโต สุขุมตรํ รสฺสํ อสฺสาสปสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต อสฺสสโตปิ ปสฺสสโตปิ รสฺสํ อสฺสาสปสฺสาสา จิตฺตํ วิวฏฺฏติ อุเปกฺขา สณฺฐาติ อิเมหิ นวหากาเรหิ รสฺสํ อสฺสาสปสฺสาสกาโย อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ กาโย อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน ตํ กายํ อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ กาเย กายานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ
คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า บุคคลย่อมพิจารณากายนั้น อย่างไร ฯลฯ พิจารณากายนั้นอย่างนี้ ฯ ภาวนาในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้าสั้น เวทนา ย่อมปรากฏเกิดขึ้น ฯลฯ บุคคลรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถ ลมหายใจออกลมหายใจเข้าสั้น ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง ฯลฯ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และย่อมแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็น ประโยชน์ ฯ
อนุปสฺสตีติ กถํ ตํ กายํ อนุปสฺสติ ฯเปฯ เอวนฺตํ กายํ อนุปสฺสติ ฯ {๔๐๒.๑} ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา รสฺสํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต วิทิตา เวทนา อุปฺปชฺชนฺติ ฯเปฯ รสฺสํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานํ สโมธาเนติ ฯเปฯ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ
บุคคลย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจเข้าอย่างไร ฯ กาย ในคำว่า กาโย มี ๒ คือ นามกาย ๑ รูปกาย ๑ นามกาย เป็นไฉน เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เป็นนามด้วย เป็นนาม กายด้วย และท่านกล่าวจิตสังขารว่า นี้เป็นนามกาย รูปกายเป็นไฉน มหาภูต รูป ๔ รูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ ลมอัสสาสะปัสสาสะ นิมิต และท่านกล่าวว่า กายสังขารที่เนื่องกัน นี้เป็นรูปกาย ฯ
กถํ สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ สพฺพกายปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ {๔๐๓.๑} กาโยติ เทฺว กายา นามกาโย จ รูปกาโย จ ฯ กตโม นามกาโย ฯ เวทนา สญฺญา เจตนา ผสฺโส มนสิกาโร นามญฺจ นามกาโย จ เย จ วุจฺจนฺติ จิตฺตสงฺขารา อยํ นามกาโย ฯ กตโม รูปกาโย ฯ จตฺตาโร จ มหาภูตา จตุนฺนญฺจ มหาภูตานํ อุปาทายรูปํ อสฺสาโส จ ปสฺสาโส จ นิมิตฺตญฺจ อุปนิพนฺธนา เย จ วุจฺจนฺติ กายสงฺขารา อยํ รูปกาโย ฯ
กายเหล่านั้นย่อมปรากฏ อย่างไร ฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจ ออกยาว สติย่อมตั้งมั่น กายเหล่านั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว สติ ย่อมตั้งมั่น กายเหล่านั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เมื่อรู้ความที่จิต มีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกสั้น ... เมื่อรู้ความที่จิตมี อารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้าสั้น ... เมื่อคำนึงถึง กายเหล่านั้นย่อมปรากฏ เมื่อรู้ ... เมื่อเห็น ... เมื่อพิจารณา ... เมื่ออธิษฐานจิต ... เมื่อน้อมใจเชื่อด้วยศรัทธา ... เมื่อประคองความเพียร ... เมื่อตั้งสติไว้มั่น ... เมื่อตั้งจิตมั่น ... เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ... เมื่อกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ... เมื่อละธรรมที่ควรละ ... เมื่อเจริญธรรมที่ควรเจริญ ... เมื่อทำให้แจ้งธรรมที่ควร ทำให้แจ้ง กายเหล่านั้นย่อมปรากฏ กายเหล่านั้นย่อมปรากฏอย่างนี้ กาย คือ ความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออกหายใจเข้าปรากฏ สติเป็น อนุปัสสนาญาณ กายปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วยเป็นตัวสติด้วย บุคคล ย่อมพิจารณากายนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาเห็นกายในกาย ฯ
กถนฺเต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ทีฆํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สติ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ทีฆํ ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สติ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ รสฺสํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สติ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ รสฺสํ ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สติ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ อาวชฺชโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ {๔๐๔.๑} ชานโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ปสฺสโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ปจฺจเวกฺขโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ จิตฺตํ อธิฏฺฐหโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ สทฺธาย อธิมุจฺจโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ วิริยํ ปคฺคณฺหโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ สตึ อุปฏฺฐาปยโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ จิตฺตํ สมาทหโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ปญฺญาย ปชานโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ปริญฺเญยฺยํ ปริชานโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ปหาตพฺพํ ปชหโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ภาเวตพฺพํ ภาวยโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ เอวนฺเต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสกาโย อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ กาโย อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน ตํ กายํ อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ กาเย กายานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ
คำว่า ย่อมพิจารณา ฯลฯ สีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าความเป็น ผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงระวังลมหายใจออกลมหายใจเข้า จิตวิสุทธิ ด้วยอรรถว่า ไม่ฟุ้งซ่าน ทิฐิวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าเห็นความระวังในสีลวิสุทธินั้นเป็นอธิสีลสิกขา ความไม่ฟุ้งซ่านในจิตวิสุทธินั้นเป็นอธิจิตตสิกขา ความเห็นในทิฐิวิสุทธินั้นเป็น อธิปัญญาสิกขา บุคคลคำนึงถึงสิกขา ๓ ประการนี้ศึกษาอยู่ รู้ศึกษา เห็นศึกษา พิจารณาศึกษา อธิษฐานศึกษา น้อมใจเชื่อด้วยศรัทธาศึกษา ประคองความ เพียรศึกษา ดำรงสติไว้มั่นศึกษา ตั้งจิตมั่นศึกษา รู้ชัดด้วยปัญญาศึกษา รู้ยิ่ง ธรรมที่ควรรู้ยิ่งศึกษา กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ศึกษา ละธรรมที่ควรละ ศึกษา เจริญธรรมที่ควรเจริญศึกษา ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งศึกษา เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งกองลม ทั้งปวงหายใจออกหายใจเข้า เวทนาย่อมเกิดปรากฏ ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ความที่จิต มีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจ ออกหายใจเข้า ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง ฯลฯ เพราะเหตุนั้นท่านจึง กล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ
อนุปสฺสตีติ ฯเปฯ สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสา สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธิ ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ โย ตตฺถ สํวรฏฺโฐ อยํ อธิสีลสิกฺขา โย ตตฺถ อวิกฺเขปฏฺโฐ อยํ อธิจิตฺตสิกฺขา โย ตตฺถ ทสฺสนฏฺโฐ อยํ อธิปญฺญาสิกฺขา อิมา ติสฺโส สิกฺขาโย อาวชฺชนฺโต สิกฺขติ ชานนฺโต สิกฺขติ ปสฺสนฺโต สิกฺขติ ปจฺจเวกฺขนฺโต สิกฺขติ จิตฺตํ อธิฏฺฐหนฺโต สิกฺขติ สทฺธาย อธิมุจฺจนฺโต สิกขติ วิริยํ ปคฺคณฺหนฺโต สิกฺขติ สตึ อุปฏฺฐาเปนฺโต สิกฺขติ จิตฺตํ สมาทหนฺโต สิกฺขติ ปญฺญาย ปชานนฺโต สิกฺขติ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานนฺโต สิกฺขติ ปริญฺเญยฺยํ ปริชานนฺโต สิกฺขติ ปหาตพฺพํ ปชหนฺโต สิกฺขติ ภาเวตพฺพํ ภาเวนฺโต สิกฺขติ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต สิกฺขติ สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต วิทิตา เวทนา อุปฺปชฺชนฺติ ฯเปฯ สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสาส- ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ ฯเปฯ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌตีติ ฯ
บุคคลย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจเข้า อย่างไร ฯ กายสังขารเป็นไฉน ลมหายใจออกยาว เป็นไปทางกาย ธรรมเหล่านี้ เนื่องด้วยกาย เป็นกายสังขาร ลมหายใจเข้ายาว เป็นไปทางกาย ธรรมเหล่านี้ เนื่องด้วยกาย เป็นกายสังขาร บุคคลระงับ คือ ดับ สงบกายสังขารเหล่านั้น ศึกษาอยู่ ลมหายใจออกสั้น ลมหายใจเข้าสั้น ลมที่บุคคลรู้แจ้งกองลมทั้งปวง หายใจออก เป็นไปทางกาย ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยกาย เป็นกายสังขาร บุคคล ระงับ คือ ดับ สงบกายสังขารเหล่านั้น ศึกษาอยู่ ความอ่อนไป ความน้อมไป ความเอนไป ความโอนไป ความหวั่นไหว ความดิ้นรน ความโยก ความโคลง แห่งกาย มีอยู่ เพราะกายสังขารเห็นปานใด บุคคลศึกษาอยู่ว่า จักระงับกาย สังขารหายใจออก ศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจเข้า ความไม่อ่อนไป ความไม่น้อมไป ความไม่เอนไป ความไม่โอนไป ความไม่หวั่นไหว ความ ไม่ดิ้นรน ความไม่โยก ความไม่โคลง แห่งกาย มีอยู่เพราะกายสังขารเห็น ปานใด บุคคลศึกษาอยู่ว่า จักระงับกายสังขารที่ละเอียดสุขุมหายใจออก ศึกษา อยู่ว่า จักระงับกายสังขารที่ละเอียดสุขุมหายใจเข้า ได้ทราบมาดังนี้ว่า บุคคล ศึกษาอยู่ว่า จักระงับกายสังขารหายใจออก ศึกษาอยู่ว่า จักระงับกายสังขาร หายใจเข้า เมื่อเป็นอย่างนี้ ความได้ลมก็ไม่ปรากฏ ลมอัสสาสะปัสสาสะก็ไม่ ปรากฏ อานาปาณสติก็ไม่ปรากฏ อานาปาณสติสมาธิก็ไม่ปรากฏ และบัณฑิต ทั้งหลายแม้จะเข้าแม้จะออกสมาบัตินั้นก็หามิได้ ได้ทราบมาดังนี้ว่า บุคคลศึกษา อยู่ว่า จักระงับกายสังขารหายใจออก ศึกษาอยู่ว่า จักระงับกายสังขารหายใจเข้า เมื่อเป็นอย่างนี้ ความได้ลมก็ปรากฏ ลมอัสสาสะปัสสาสะก็ปรากฏ อานาปาณ สติก็ปรากฏ อานาปาณสติสมาธิก็ปรากฏ และบัณฑิตทั้งหลายย่อมเข้าและย่อม ออกสมาบัตินั้น ข้อนั้นเหมือนอะไร เหมือนเมื่อบุคคลตีกังสดาลเสียงดังย่อม เป็นไปก่อนตามที่หมาย นึก ทรงจำด้วยดีซึ่งนิมิตแห่งเสียงดัง เมื่อเสียงดัง ค่อยลง ต่อมาเสียงค่อยก็เป็นไปภายหลังตามที่หมาย นึก ทรงจำด้วยดีซึ่งนิมิตแห่ง เสียงค่อย และเมื่อเสียงค่อยดับลง ต่อมาจิตย่อมเป็นไปในภายหลัง แม้เพราะ นิมิตแห่งเสียงค่อยเป็นอารมณ์ ข้อนี้ก็เหมือนกันฉะนั้น ลมหายใจออกและลม หายใจเข้าที่หยาบ ย่อมเป็นไปก่อนตามที่หมาย นึกทรงจำด้วยดีซึ่งนิมิตแห่งลม หายใจออกและลมหายใจเข้าที่หยาบ เมื่อลมหายใจออกและลมหายใจเข้าที่หยาบ เบาลง ต่อมาลมหายใจออกและลมหายใจเข้าที่ละเอียด ย่อมเป็นไปในภายหลัง ตามที่หมาย นึก ทรงจำด้วยดีซึ่งนิมิตแห่งลมหายใจออกและลมหายใจเข้าที่ ละเอียด และเมื่อลมหายใจออกและลมหายใจเข้าที่ละเอียดเบาลงอีก ต่อมาจิตย่อม ไม่ถึงความฟุ้งซ่านในภายหลัง แม้เพราะความที่นิมิตแห่งลมหายใจออกลมหายใจ เข้าที่ละเอียดเป็นอารมณ์ เมื่อเป็นอย่างนี้ ความได้ลมก็ปรากฏ ลมอัสสาสะ ปัสสาสะก็ปรากฏ อานาปานสติก็ปรากฏ อานาปานสติสมาธิก็ปรากฏ และบัณฑิต ทั้งหลายย่อมเข้าและออกสมาบัตินั้นๆ กายคือความที่บุคคลระงับกายสังขาร หายใจออกหายใจเข้าปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณ กายปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณากายนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณ นั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาเห็นกาย ในกาย ฯ
กถํ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ {๔๐๖.๑} กตโม กายสงฺขาโร ฯ ทีฆํ อสฺสาสา กายิกา เอเต ธมฺมา กายปฏิพทฺธา กายสงฺขารา เต กายสงฺขาเร ปสฺสมฺเภนฺโต นิโรเธนฺโต วูปสเมนฺโต สิกฺขติ ทีฆํ ปสฺสาสา กายิกา เอเต ธมฺมา กายปฏิพทฺธา กายสงฺขารา เต กายสงฺขาเร ปสฺสมฺเภนฺโต นิโรเธนฺโต วูปสเมนฺโต สิกฺขติ รสฺสํ อสฺสาสา รสฺสํ ปสฺสาสา สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสาสา กายิกา เอเต ธมฺมา กายปฏิพทฺธา กายสงฺขารา เต กายสงฺขาเร ปสฺสมฺเภนฺโต นิโรเธนฺโต วูปสเมนฺโต สิกฺขติ {๔๐๖.๒} ยถารูเปหิ กายสงฺขาเรหิ ยา กายสฺส อานมนา วินมนา สนฺนมนา ปณมนา อิญฺชนา ผนฺทนา จลนา กมฺปนา ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ยถารูเปหิ กายสงฺขาเรหิ ยา กายสฺส นอานมนา นวินมนา นสนฺนมนา นปฺปณมนา อนิญฺชนา นผนฺทนา อจลนา อกมฺปนา สนฺตํ สุขุมํ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ {๔๐๖.๓} อิติ กิร ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ เอวํ สนฺเต วาตูปลทฺธิยา จ ปภาวนา น โหติ อสฺสาสปสฺสาสานญฺจ ปภาวนา น โหติ อานาปานสฺสติยา จ ปภาวนา น โหติ อานาปานสฺสติสมาธิสฺส จ ปภาวนา น โหติ น จ ตํ สมาปตฺตึ ปณฺฑิตา สมาปชฺชนฺติปิ วุฏฺฐหนฺติปิ {๔๐๖.๔} อิติ กิร ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ เอวํ สนฺเต วาตูปลทฺธิยา จ ปภาวนา โหติ อสฺสาสปสฺสาสานญฺจ ปภาวนา โหติ อานาปานสฺสติยา จ ปภาวนา โหติ อานาปานสฺสติสมาธิสฺส จ ปภาวนา โหติ ตญฺจ นํ สมาปตฺตึ ปณฺฑิตา สมาปชฺชนฺติปิ วุฏฺฐหนฺติปิ ยถากถํ วิย เสยฺยถาปิ กํเส อาโกฏิเต ปฐมํ โอฬาริกา สทฺทา ปวตฺตนฺติ โอฬาริกานํ สทฺทานํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตตฺตา สุมนสิกตตฺตา สูปธาริตตฺตา นิรุทฺเธปิ โอฬาริเก สทฺเท {๔๐๖.๕} อถ ปจฺฉา สุขุมกา สทฺทา ปวตฺตนฺติ สุขุมกานํ สทฺทานํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตตฺตา สุมนสิกตตฺตา สูปธาริตตฺตา นิรุทฺเธปิ สุขุมเก สทฺเท อถ ปจฺฉา สุขุมนิมิตฺตารมฺมณตฺตาปิ จิตฺตํ ปวตฺตติ เอวเมว ปฐมํ โอฬาริกา อสฺสาสปสฺสาสา ปวตฺตนฺติ โอฬาริกานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตตฺตา สุมนสิกตตฺตา สูปธาริตตฺตา นิรุทฺเธปิ โอฬาริเก อสฺสาสปสฺสาเส อถ ปจฺฉา สุขุมกา อสฺสาสปสฺสาสา ปวตฺตนฺติ สุขุมกานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตตฺตา สุมนสิกตตฺตา สูปธาริตตฺตา นิรุทฺเธปิ สุขุมเก อสฺสาสปสฺสาเส อถ ปจฺฉา สุขุมกานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ นิมิตฺตารมฺมณตฺตาปิ จิตฺตํ น วิกฺเขปํ คจฺฉติ เอวํ สนฺเต วาตูปลทฺธิยา จ ปภาวนา โหติ อสฺสาสปสฺสาสานญฺจ ปภาวนา โหติ อานาปานสฺสติยา จ ปภาวนา โหติ อานาปานสฺสติสมาธิสฺส จ ปภาวนา โหติ ตญฺจ นํ สมาปตฺตึ ปณฺฑิตา สมาปชฺชนฺติปิ วุฏฺฐหนฺติปิ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสาสปสฺสาสกาโย อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ กาโย อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน ตํ กายํ อนุปสฺสติ เตน วุจฺจติ กาเย กายานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ
คำว่า พิจารณา ความว่า บุคคลย่อมพิจารณากายนั้นอย่างไร ฯลฯ ย่อมพิจารณากายนั้นอย่างนี้ ฯ ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิด้วยอรรถว่า ความเป็นผู้ระงับ กายสังขารระวังลมหายใจออก ลมหายใจเข้า จิตตวิสุทธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ทิฐิวิสุทธิด้วยอรรถว่าเห็น ความระวังในศีล วิสุทธินั้น เป็นอธิสีลสิกขา ความไม่ฟุ้งซ่านในจิตตวิสุทธินั้น เป็นอธิจิตตสิกขา ความเห็นในทิฐิวิสุทธินั้น เป็นอธิปัญญาสิกขา บุคคลเมื่อคำนึงถึงสิกขา ๓ ประการนี้ศึกษาอยู่ ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งศึกษาอยู่ เมื่อ รู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับกายสังขาร หายใจออกหายใจเข้า เวทนาย่อมปรากฏเกิดขึ้น ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์ เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจออกหายใจเข้า ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง ฯลฯ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์อนุปัสสนาญาณ [ญาณในการ พิจารณา] ๘ อุปัฏฐานานุสสติ [อนุสสติที่ปรากฏ] ๘ และสัตตันติกวัตถุ [เรื่องอันมีมาในพระสูตร] ในการพิจารณากายในกาย ๔ ฯ จบภาณวาร
อนุปสฺสตีติ กถํ ตํ กายํ อนุปสฺสติ ฯเปฯ เอวนฺตํ กายํ อนุปสฺสติ ฯ {๔๐๗.๑} ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสาสปสฺสาสา สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธิ ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ โย ตตฺถ สํวรฏฺโฐ อยํ อธิสีลสิกฺขา โย ตตฺถ อวิกฺเขปฏฺโฐ อยํ อธิจิตฺตสิกฺขา โย ตตฺถ ทสฺสนฏฺโฐ อยํ อธิปญฺญาสิกฺขา อิมา ติสฺโส สิกฺขาโย อาวชฺชนฺโต สิกฺขติ ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต วิทิตา เวทนา อุปฺปชฺชนฺติ ฯเปฯ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ ฯเปฯ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ อฏฺฐ อนุปสฺสเน ญาณานิ อฏฺฐ จ อุปฏฺฐานานุสฺสติโย จตฺตาริ สุตฺตนฺติกวตฺถูนิ กาเย กายานุปสฺสนาย ฯ ภาณวารํ ฯ
บุคคลย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งปีติหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งปีติหายใจเข้า อย่างไร ฯ ปีติเป็นไฉน เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถ ลมหายใจออกยาว ปีติและปราโมทย์ย่อมเกิดขึ้น ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์ เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว ปีติและปราโมทย์ย่อมเกิดขึ้น ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกสั้น ด้วยสามารถลมหายใจเข้าสั้น ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจออก ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจเข้า ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับกาย สังขารหายใจออก ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจเข้า ปีติและ ปราโมทย์ย่อมเกิดขึ้น ปีติและปราโมทย์ คือ ความเบิกบาน ความบันเทิง ความหรรษา ความรื่นเริงแห่งจิต ความปลื้มจิต ความดีใจ ปีตินี้ย่อมปรากฏ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว สติย่อมตั้งมั่น ปีตินั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เมื่อรู้ความที่จิต มีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว สติย่อมตั้งมั่น ปีตินั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกสั้น ด้วยสามารถลมหายใจเข้าสั้น ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจออก ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้ง กายทั้งปวงหายใจเข้า ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจออก ด้วย สามารถความเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจเข้า สติย่อมตั้งมั่น ปีติย่อมปรากฏด้วย สตินั้น ด้วยญาณนั้น เมื่อคำนึงถึง ปีตินั้นย่อมปรากฏ เมื่อรู้ ... เมื่อเห็น เมื่อพิจารณา เมื่ออธิษฐานจิต เมื่อน้อมใจไปด้วยศรัทธา เมื่อประคองความเพียร เมื่อเข้าไปตั้งสติไว้ เมื่อจิตตั้งมั่น เมื่อรู้ชัดด้วยปัญญา เมื่อรู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ เมื่อละธรรมที่ควรละ เมื่อเจริญธรรม ที่ควรเจริญ เมื่อทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ปีตินั้นย่อมปรากฏ เวทนาด้วย สามารถความเป็นผู้รู้แจ้งปีติหายใจออกหายใจเข้าอย่างนี้นั้นปรากฏ สติเป็น อนุปัสสนาญาณ เวทนาปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณาเวทนานั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึง กล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ฯ คำว่า พิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาเวทนานั้นอย่างไร ฯลฯ ย่อม พิจารณาเวทนานั้นอย่างนี้ ฯ ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าความรู้แจ้งปีติระวังลมหายใจออกลมหายใจเข้า ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งปีติหายใจ ออกหายใจเข้า ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุ นั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ
กถํ ปีติปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปีติปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ {๔๐๘.๑} กตมา ปีติ ฯ ทีฆํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต อุปฺปชฺชติ ปีติปามุชฺชํ ฯเปฯ ทีฆํ ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต อุปฺปชฺชติ ปีติปามุชฺชํ ฯเปฯ รสฺสํ อสฺสาสวเสน รสฺสํ ปสฺสาสวเสน สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสาสวเสน สพฺพกายปฏิสํเวที ปสฺสาสวเสน ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสาสวเสน ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต อุปฺปชฺชติ ปีติปามุชฺชํ ยา ปีติปามุชฺชํ อาโมทนา ปโมทนา หาโส ปหาโส จิตฺตสฺส โอทคฺยํ อตฺตมนตา จิตฺตสฺส อยํ ปีติ ปฏิวิทิตา โหติ ทีฆํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สติ อุปฏฺฐิตา โหติ {๔๐๘.๒} ตาย สติยา เตน ญาเณน สา ปีติ ปฏิวิทิตา โหติ ทีฆํ ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สติ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน สา ปีติ ปฏิวิทิตา โหติ รสฺสํ อสฺสาสวเสน รสฺสํ ปสฺสาสวเสน สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสาสวเสน ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสาสวเสน ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สติ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน สา ปีติ ปฏิวิทิตา โหติ อาวชฺชโต สา ปีติ ปฏิวิทิตา โหติ ชานโต ... ปสฺสโต ปจฺจเวกฺขโต จิตฺตํ อธิฏฺฐหโต สทฺธาย อธิมุจฺจโต วิริยํ ปคฺคณฺหโต สตึ อุปฏฺฐาปยโต จิตฺตํ สมาทหโต ปญฺญาย ปชานโต อภิญฺเญยฺยํ อภิชานโต ปริญฺเญยฺยํ ปริชานโต ปหาตพฺพํ ปชหโต ภาเวตพฺพํ ภาวยโต สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรโต สา ปีติ ปฏิวิทิตา โหติ เอวํ สา ปีติปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสวเสน เวทนา อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ เวทนา อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน ตํ เวทนํ อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ {๔๐๘.๓} อนุปสฺสตีติ กถํ ตํ เวทนํ อนุปสฺสติ ฯเปฯ เอวนฺตํ เวทนํ อนุปสฺสติ ฯ {๔๐๘.๔} ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ ปีติปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสา สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ฯเปฯ ปีติปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต ฯเปฯ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ
บุคคลย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งสุขหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งสุขหายใจเข้า อย่างไร ฯ สุข ในคำว่า สุขํ มี ๒ คือ กายิกสุข ๑ เจตสิกสุข ๑ ฯ กายิกสุขเป็นไฉน ความสำราญทางกาย ความสุขที่ได้เสวยทางกาย สุขเวทนาซึ่งเป็นความสำราญเกิดแก่กายสัมผัสนี้เป็นกายิกสุข ฯ เจตสิกสุขเป็นไฉน ความสุขทางจิต ความสุขที่ได้เสวยเป็นความ สำราญเกิดแต่เจโตสัมผัส สุขเวทนาซึ่งเป็นความสำราญเกิดแต่เจโตสัมผัส นี้เป็นเจตสิกสุข ฯ สุขเหล่านั้นย่อมปรากฏอย่างไร เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว สติย่อมตั้งมั่น สุขเหล่านั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจ เข้ายาว สติย่อมตั้งมั่น สุขเหล่านั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น ฯลฯ เมื่อทำให้แจ้ง ซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง สุขเหล่านั้นย่อมปรากฏ สุขเหล่านั้น ย่อมปรากฏอย่างนี้ ฯ เวทนา ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งสุขหายใจออกหายใจเข้า ปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณ เวทนาปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติ ด้วย บุคคลย่อมพิจารณาเวทนานั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ฯ คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาเวทนาอย่างไร ย่อมพิจารณา โดยความไม่เที่ยง ฯลฯ ย่อมพิจารณาเวทนานั้นอย่างนี้ ฯ ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่ารู้แจ้งสุขระงับลมหายใจออกลมหายใจเข้า ฯลฯ เมื่อรู้ความ ที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งสุขหายใจออก หายใจเข้า ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุ นั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นอรรถ ฯ
กถํ สุขปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ {๔๐๙.๑} สุขนฺติ เทฺว สุขานิ กายิกญฺจ สุขํ เจตสิกญฺจ สุขํ ฯ {๔๐๙.๒} กตมํ กายิกํ สุขํ ฯ ยํ กายิกํ สาตํ กายิกํ สุขํ เวทยิตํ กายสมฺผสฺสชา สาตา สุขา เวทนา อิทํ กายิกํ สุขํ ฯ กตมํ เจตสิกํ สุขํ ฯ ยํ เจตสิกํ สุขํ เจโตสมฺผสฺสชํ สาตํ สุขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา สาตา สุขา เวทนา อิทํ เจตสิกํ สุขํ ฯ {๔๐๙.๓} กถํ เต สุขา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ฯ ทีฆํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สติ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน เต สุขา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ทีฆํ ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สติ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน เต สุขา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรโต เต สุขา ปฏิวิทิตา โหนฺติ เอวนฺเต สุขา ปฏิวิทิตา โหนฺติ สุขปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสวเสน เวทนา อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ เวทนา อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน ตํ เวทนํ อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ {๔๐๙.๔} อนุปสฺสตีติ กถํ เวทนํ อนุปสฺสติ ฯ อนิจฺจโต อนุปสฺสติ ฯเปฯ เอวนฺตํ เวทนํ อนุปสฺสติ ฯ {๔๐๙.๕} ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ สุขปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสา สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ฯเปฯ สุขปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต ฯเปฯ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ
บุคคลย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตตสังขารหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตตสังขารหายใจเข้า อย่างไร ฯ จิตตสังขารเป็นไฉน สัญญาและเวทนาด้วยสามารถลมหายใจออกยาว เป็นเจตสิก ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิต เป็นจิตตสังขาร สัญญาและเวทนาด้วย สามารถลมหายใจเข้ายาว เป็นเจตสิก ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิต เป็นจิตตสังขาร ฯลฯ สัญญาและเวทนาด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งสุขหายใจออก ด้วยสามารถ ความเป็นผู้รู้แจ้งสุขหายใจเข้า เป็นเจตสิก ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิต เป็นจิตต- *สังขาร นี้เป็นจิตตสังขาร ฯ จิตตสังขารเหล่านั้นย่อมปรากฏอย่างไร ฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว สติย่อมตั้งมั่น จิตตสังขารเหล่านั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เมื่อรู้ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว สติย่อม ตั้งมั่น จิตตสังขารเหล่านั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น ฯลฯ เมื่อทำให้ แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง จิตตสังขารเหล่านั้นย่อมปรากฏ จิตตสังขารเหล่านั้น ย่อมปรากฏอย่างนี้ ฯ เวทนา ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งจิตตสังขารหายใจออกหายใจเข้า ปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณ เวทนาปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณาเวทนานั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะ เหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ พิจารณาเวทนาในเวทนา ทั้งหลาย ฯ คำว่า พิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาเวทนานั้นอย่างไร ย่อมพิจารณา โดยความไม่เที่ยง ฯลฯ ย่อมพิจารณาเวทนานั้นอย่างนี้ ฯ ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่ารู้แจ้งจิตตสังขารระวังลมหายใจออกลมหายใจเข้า ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งจิตตสังขาร หายใจออกหายใจเข้า ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ
กถํ จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ {๔๑๐.๑} กตโม จิตฺตสงฺขาโร ฯ ทีฆํ อสฺสาสวเสน สญฺญา จ เวทนา จ เจตสิกา เอเต ธมฺมา จิตฺตปฏิพทฺธา จิตฺตสงฺขารา ทีฆํ ปสฺสาสวเสน สญฺญา จ เวทนา จ เจตสิกา เอเต ธมฺมา จิตฺตปฏิพทฺธา จิตฺตสงฺขารา ฯเปฯ สุขปฏิสํเวที อสฺสาสวเสน สุขปฏิสํเวที ปสฺสาสวเสน สญฺญา จ เวทนา จ เจตสิกา เอเต ธมฺมา จิตฺตปฏิพทฺธา จิตฺตสงฺขารา อยํ จิตฺตสงฺขาโร ฯ {๔๑๐.๒} กถํ เต จิตฺตสงฺขารา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ฯ ทีฆํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สติ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน เต จิตฺตสงฺขารา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ทีฆํ ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สติ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน เต จิตฺตสงฺขารา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรโต เต จิตฺตสงฺขารา ปฏิวิทิตา โหนฺติ เอวนฺเต จิตฺตสงฺขารา ปฏิวิทิตา โหนฺติ จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสวเสน เวทนา อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ เวทนา อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน ตํ เวทนํ อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ {๔๑๐.๓} อนุปสฺสตีติ กถํ ตํ เวทนํ อนุปสฺสติ ฯ อนิจฺจโต อนุปสฺสติ ฯเปฯ เอวนฺตํ เวทนํ อนุปสฺสติ ฯ {๔๑๐.๔} ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสา สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ฯเปฯ จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต ฯเปฯ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ
บุคคลย่อมศึกษาว่า จักระงับจิตตสังขารหายใจออก ย่อมศึกษา ว่า จักระงับจิตตสังขารหายใจเข้า อย่างไร ฯ จิตตสังขารเป็นไฉน สัญญาและเวทนา ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว เป็นเจตสิก ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิตเป็นจิตตสังขาร บุคคลระงับ คือ ดับ สงบจิตตสังขารเหล่านั้นศึกษาอยู่ สัญญาและเวทนา ด้วยสามารถลมหายใจเข้า ยาว เป็นเจตสิก ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิต เป็นจิตตสังขาร บุคคลระงับ คือ ดับ สงบจิตตสังขารเหล่านั้นศึกษาอยู่ สัญญาและเวทนาด้วยสามารถความเป็นผู้รู้ แจ้งจิตตสังขารหายใจเข้า ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งจิตตสังขารหายใจออก เป็นเจตสิก ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิต เป็นจิตตสังขาร บุคคลระงับ คือ ดับ สงบจิตตสังขารเหล่านั้นศึกษาอยู่ เวทนา ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับจิตตสังขาร หายใจออกหายใจเข้า ปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณ เวทนาปรากฏ ไม่ใช่ สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลพิจารณาเวทนานั้นด้วยสตินั้น ด้วย ญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณา เวทนาในเวทนาทั้งหลาย ฯ คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาเวทนานั้นอย่างไร ฯลฯ ย่อมพิจารณาเวทนานั้นอย่างนี้ ฯ ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าความเป็นผู้ระงับจิตตสังขาร ระวังลมหายใจออกลมหายใจ เข้า ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ ระงับจิตตสังขารหายใจออกหายใจเข้า ฯลฯ บุคคลรู้อยู่ ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลาย ให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบ เป็นประโยชน์ อนุปัสสนาญาณ (ญาณในการพิจารณา) ๘ อุปัฏฐานานุสสติ (อนุสสติที่ปรากฏ) ๘ สุตตันติกวัตถุ (เรื่องอันมีมาในพระสูตร) ในการพิจารณา เวทนาในเวทนา ๔ ฯ จบภาณวาร
กถํ ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ {๔๑๑.๑} กตโม จิตฺตสงฺขาโร ฯ ทีฆํ อสฺสาสวเสน สญฺญา จ เวทนา จ เจตสิกา เอเต ธมฺมา จิตฺตปฏิพทฺธา จิตฺตสงฺขารา เต จิตฺตสงฺขาเร ปสฺสมฺเภนฺโต นิโรเธนฺโต วูปสเมนฺโต สิกฺขติ ทีฆํ ปสฺสาสวเสน สญฺญา จ เวทนา จ เจตสิกา เอเต ธมฺมา จิตฺตปฏิพทฺธา จิตฺตสงฺขารา เต จิตฺตสงฺขาเร ปสฺสมฺเภนฺโต นิโรเธนฺโต วูปสเมนฺโต สิกฺขติ จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที อสฺสาสวเสน จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที ปสฺสาสวเสน สญฺญา จ เวทนา จ เจตสิกา เอเต ธมฺมา จิตฺตปฏิพทฺธา จิตฺตสงฺขารา เต จิตฺตสงฺขาเร ปสฺสมฺเภนฺโต นิโรเธนฺโต วูปสเมนฺโต สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน เวทนา อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ เวทนา อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน ตํ เวทนํ อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ {๔๑๑.๒} อนุปสฺสตีติ กถํ ตํ เวทนํ อนุปสฺสติ ฯเปฯ เอวนฺตํ เวทนํ อนุปสฺสติ ฯ {๔๑๑.๓} ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ อสฺสาสปสฺสาสา สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ฯเปฯ ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต ฯเปฯ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ อฏฺฐ อนุปสฺสเน ญาณานิ อฏฺฐ จ อุปฏฺฐานานุสฺสติโย จตฺตาริ สุตฺตนฺติกวตฺถูนิ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสนาย ฯ ภาณวารํ ฯ
บุคคลย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จัก รู้แจ้งจิตหายใจเข้า อย่างไร ฯ จิตนั้นเป็นไฉน วิญญาณจิต ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว จิต คือ มนะ มานัส หทัย ปัณฑระ มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุอันสมควรแก่จิตนั้น วิญญาณจิต ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว ฯลฯ ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับจิตตสังขารหายใจออก จิต คือ มนะ มโนวิญญาณธาตุอันสมควรแก่จิตนั้น นี้เป็นจิต ฯ จิตปรากฏอย่างไร เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วย สามารถลมหายใจออกยาว สติย่อมตั้งมั่น จิตนั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วย ญาณนั้น เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้า ยาว สติย่อมตั้งมั่น จิตนั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น ฯลฯ เมื่อทำ ให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง จิตนั้นย่อมปรากฏ จิตนั้นย่อมปรากฏอย่างนี้ วิญญาณจิต ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้ง จิตหายใจออกหายใจเข้า ปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณ จิตปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณาจิตนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าว ว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาจิตในจิต ฯ คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาจิตนั้นอย่างไร ฯลฯ ย่อม พิจารณาจิตอย่างนี้ ฯ ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าความรู้แจ้งจิตระวังลมหายใจออกลมหายใจเข้า ฯลฯ เมื่อ รู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งจิตหายใจออก หายใจเข้า ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ
กถํ จิตฺตปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ จิตฺตปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ {๔๑๒.๑} กตมํ ตํ จิตฺตํ ฯ ทีฆํ อสฺสาสวเสน วิญฺญาณจิตฺตํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ หทยํ ปณฺฑรํ มนายตนํ มนินฺทฺริยํ วิญฺญาณํ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ ทีฆํ ปสฺสาสวเสน ฯเปฯ ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ อสฺสาสวเสน วิญฺญาณจิตฺตํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ หทยํ ปณฺฑรํ มนายตนํ มนินฺทฺริยํ วิญฺญาณํ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ จิตฺตํ ฯ {๔๑๒.๒} กถํ จิตฺตํ ปฏิวิทิตํ โหติ ฯ ทีฆํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สติ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน ตํ จิตฺตํ ปฏิวิทิตํ โหติ ทีฆํ ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สติ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน จิตฺตํ ปฏิวิทิตํ โหติ ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรโต ตํ จิตฺตํ ปฏิวิทิตํ โหติ เอวนฺตํ จิตฺตํ ปฏิวิทิตํ โหติ จิตฺตปฏิสํเวที อสฺสาสวเสน วิญฺญาณจิตฺตํ อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ จิตฺตํ อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน ตํ จิตฺตํ อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ {๔๑๒.๓} อนุปสฺสตีติ กถํ ตํ จิตฺตํ อนุปสฺสติ ฯเปฯ เอวนฺตํ จิตฺตํ อนุปสฺสติ ฯ {๔๑๒.๔} ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ จิตฺตปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสา สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ฯเปฯ จิตฺตปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต ฯเปฯ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ
บุคคลย่อมศึกษาว่า จักให้จิตเบิกบานหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักให้จิตเบิกบานหายใจเข้า อย่างไร ฯ ก็ความเบิกบานแห่งจิตเป็นไฉน เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว ความเบิกบานแห่งจิตย่อมเกิดขึ้น ความเบิกบาน ความบันเทิง ความหรรษา ความร่าเริงแห่งจิต ความปลื้มจิต ความดีใจ ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว ความ เบิกบานแห่งจิตย่อมเกิดขึ้น ความเบิกบาน ความบันเทิง ความหรรษา ความร่าเริง แห่งจิต ความปลื้มจิต ความดีใจ ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วย สามารถความเป็นผู้รู้แจ้งจิตหายใจออก ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งจิตหายใจเข้า ความเบิกบานแห่งจิตย่อมเกิดขึ้น ความเบิกบาน ความบันเทิง ความหรรษา ความร่าเริงแห่งจิต ความปลื้มจิต ความดีใจ นี้เป็นความเบิกบานแห่งจิต วิญญาณจิต ด้วยสามารถความเป็นผู้ยังจิตให้เบิกบานหายใจออกหายใจเข้าปรากฏ สติเป็นอนุปัสนาญาณ จิตปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณาจิตนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึง กล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาจิตในจิต ฯ คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาจิตนั้นอย่างไร ฯลฯ ย่อม พิจารณาจิตนั้นอย่างนี้ ฯ ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิ ด้วยสามารถความเป็นผู้ยังจิตให้เบิกบานระวังลมหายใจออกลมหายใจ เข้า ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ยัง จิตให้เบิกบานหายใจออกหายใจเข้า ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ ประชุมลง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็น ประโยชน์ ฯ
กถํ อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ {๔๑๓.๑} กตโม จ จิตฺตสฺส อภิปฺปโมโท ฯ ทีฆํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต อุปฺปชฺชติ จิตฺตสฺส อภิปฺปโมโท ยา จิตฺตสฺส อาโมทนา ปโมทนา หาโส ปหาโส จิตฺตสฺส โอทคฺยํ อตฺตมนตา จิตฺตสฺส ทีฆํ ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต อุปฺปชฺชติ จิตฺตสฺส อภิปฺปโมโท ยา จิตฺตสฺส อาโมทนา ปโมทนา หาโส ปหาโส จิตฺตสฺส โอทคฺยํ อตฺตมนตา จิตฺตสฺส ฯเปฯ จิตฺตปฏิสํเวที อสฺสาสวเสน จิตฺตปฏิสํเวที ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต อุปฺปชฺชติ จิตฺตสฺส อภิปฺปโมโท ยา จิตฺตสฺส อาโมทนา ปโมทนา หาโส ปหาโส จิตฺตสฺส โอทคฺยํ อตฺตมนตา จิตฺตสฺส อยํ จิตฺตสฺส อภิปฺปโมโท ฯ อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน วิญฺญาณจิตฺตํ อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ จิตฺตํ อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน ตํ จิตฺตํ อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ {๔๑๓.๒} อนุปสฺสตีติ กถํ ตํ จิตฺตํ อนุปสฺสติ ฯเปฯ เอวนฺตํ จิตฺตํ อนุปสฺสติ ฯ {๔๑๓.๓} ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ อสฺสาสปสฺสาสา สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ฯเปฯ อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต ฯเปฯ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ
บุคคลย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตมั่นหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จัก ตั้งจิตมั่นหายใจเข้า อย่างไร ฯ ก็สมาธินทรีย์เป็นไฉน ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถ ลมหายใจออกยาว เป็นสมาธิ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถ ลมหายใจเข้ายาว เป็นสมาธิ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถ ความเป็นผู้ตั้งจิตมั่นหายใจออก เป็นสมาธิ ความตั้งอยู่ ความตั้งอยู่ดี ความ ตั้งมั่น ความไม่กวัดแกว่ง ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ความมีใจไม่กวัดแกว่ง ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ วิญญาณจิตด้วยสามารถความ เป็นผู้ตั้งจิตมั่นหายใจออกหายใจเข้านี้ ปรากฏ สติเป็นอนุปัสนาญาณ จิตปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณาจิตนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การ พิจารณาจิตในจิต ฯ คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาจิตนั้นอย่างไร ฯลฯ ย่อม พิจารณาจิตนั้นอย่างนี้ ฯ ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าความเป็นผู้ตั้งจิตมั่นระวังลมหายใจออกลมหายใจเข้า ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ตั้งจิตมั่นหายใจเข้า ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้นท่านจึง กล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ
กถํ สมาทหํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ สมาทหํ จิตฺตํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ {๔๑๔.๑} กตมญฺจ สมาธินฺทฺริยํ ฯ ทีฆํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ ทีฆํ ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ สมาทหํ จิตฺตํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ ยา จิตฺตสฺส ฐิติ สณฺฐิติ อธิฏฺฐิติ อวิสาหาโร อวิกฺเขโป จ อวิสาหตมานสตา สมโถ สมาธินฺทฺริยํ สมาธิพลํ สมฺมาสมาธิ อยํ สมาทหํ จิตฺตํ อสฺสาสวเสน วิญฺญาณจิตฺตํ อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ จิตฺตํ อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน ตํ จิตฺตํ อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ {๔๑๔.๒} อนุปสฺสตีติ กถํ ตํ จิตฺตํ อนุปสฺสติ ฯเปฯ เอวนฺตํ จิตฺตํ อนุปสฺสติ ฯ {๔๑๔.๓} ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ สมาทหํ จิตฺตํ อสฺสาสปสฺสาสา สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ฯเปฯ สมาทหํ จิตฺตํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต ฯเปฯ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ
บุคคลย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จัก เปลื้องจิตหายใจเข้า อย่างไร ฯ บุคคลย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตจากราคะหายใจออก จักเปลื้องจิตจาก ราคะหายใจเข้า จักเปลื้องจิตจากโทสะหายใจออก จักเปลื้องจิตจากโทสะหายใจ เข้า จักเปลื้องจิตจากโมหะหายใจออก จักเปลื้องจิตจากโมหะหายใจเข้า ฯลฯ จักเปลื้องจิตจากมานะ จักเปลื้องจิตจากทิฐิ จักเปลื้องจิตจากวิจิกิจฉา จักเปลื้อง จิตจากถีนมิทธะ จักเปลื้องจิตจากอุทธัจจะ จักเปลื้องจิตจากความไม่ละอายบาป จักเปลื้องจิตจากความไม่สะดุ้งกลัวบาปหายใจออก จักเปลื้องจิตจากความไม่สะดุ้ง กลัวบาปหายใจเข้า วิญญาณจิต ด้วยสามารถความเป็นผู้เปลื้องจิตหายใจออกหาย ใจเข้า ปรากฏ ฯลฯ คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาจิตนั้นอย่างไร ฯลฯ ย่อม พิจารณาจิตนั้นอย่างนี้ ฯ ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๒ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าความเป็นผู้เปลื้องจิตระวังลมหายใจออกลมหายใจเข้า ฯลฯ เมื่อรู้ความที่มีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้เปลื้องจิตหายใจ ออกหายใจเข้า ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะ เหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นอรรถ อนุปัสนา ญาณ ๔ อุปัฏฐานานุสสติ ๘ สุตตันติกวัตถุในการพิจารณาจิตในจิต ๔ ฯ
กถํ วิโมจยํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ วิโมจยํ จิตฺตํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ ราคโต วิโมจยํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ราคโต วิโมจยํ จิตฺตํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ โทสโต วิโมจยํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ โทสโต วิโมจยํ จิตฺตํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ โมหโต วิโมจยํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ โมหโต วิโมจยํ จิตฺตํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯเปฯ มานโต วิโมจยํ จิตฺตํ ทิฏฺฐิยา วิโมจยํ จิตฺตํ วิจิกิจฺฉาย วิโมจยํ จิตฺตํ ถีนมิทฺธโต วิโมจยํ จิตฺตํ อุทฺธจฺจโต วิโมจยํ จิตฺตํ อหิริกโต วิโมจยํ จิตฺตํ อโนตฺตปฺปโต วิโมจยํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ อโนตฺตปฺปโต วิโมจยํ จิตฺตํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ วิโมจยํ จิตฺตํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน วิญฺญาณจิตฺตํ อุปฏฺฐานํ สติ ฯเปฯ ฯ {๔๑๕.๑} อนุปสฺสตีติ กถํ ตํ จิตฺตํ อนุปสฺสติ ฯเปฯ เอวนฺตํ จิตฺตํ อนุปสฺสติ ฯ {๔๑๕.๒} ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ วิโมจยํ จิตฺตํ อสฺสาสปสฺสาสา สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ฯเปฯ วิโมจยํ จิตฺตํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต ฯเปฯ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ อฏฺฐ อนุปสฺสเน ญาณานิ อฏฺฐ จ อุปฏฺฐานานุสฺสติโย จตฺตาริ สุตนฺติกวตฺถูนิ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสนาย ฯ
บุคคลย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความไม่เที่ยงหายใจออก ย่อม ศึกษาว่า จักพิจารณาความไม่เที่ยงหายใจเข้า อย่างไร ฯ คำว่า อนิจฺจํ ความว่า อะไรไม่เที่ยง เบญจขันธ์ไม่เที่ยง ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่ากระไรไม่เที่ยงเพราะอรรถว่าเกิดขึ้นและเสื่อมไป ฯ บุคคลเมื่อเห็นความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อ เห็นความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะเท่าไร ฯ บุคคลเมื่อเห็นความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ ๒๕ ฯลฯ เมื่อเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ ๕๐ นี้ บุคคลย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความไม่เที่ยงในรูปหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จัก พิจารณาความไม่เที่ยงในรูปหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความไม่เที่ยงใน เวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ หายใจ ออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความไม่เที่ยงในชราและมรณะหายใจเข้า ธรรม ทั้งหลายด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาความไม่เที่ยงหายใจออกหายใจเข้า ปรากฏ สติเป็นอนุปัสนาญาณ ธรรมปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลพิจารณาธรรมเหล่านั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึง กล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลาย ฯ คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นอย่างไร ฯลฯ ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นอย่างนี้ ฯ ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าความเป็นผู้พิจารณาความไม่เที่ยง ระวังลมหายใจออกหาย ใจเข้า ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ พิจารณาความไม่เที่ยงหายใจออกหายใจเข้า ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ ย่อมยังอินทรีย์ ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมี ความสงบเป็นประโยชน์ ฯ
กถํ อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ อนิจฺจานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ {๔๑๖.๑} อนิจฺจนฺติ กึ อนิจฺจํ ฯ ปญฺจกฺขนฺธา อนิจฺจา ฯ เกนตฺเถน อนิจฺจา ฯ อุปฺปาทวยฏฺเฐน อนิจฺจา ฯ ปญฺจนฺนํ ขนฺธานํ อุทยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ วยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ อุทยพฺพยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ ปญฺจนฺนํ ขนฺธานํ อุทยํ ปสฺสนฺโต ปญฺจวีสติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯเปฯ ปญฺจนฺนํ ขนฺธานํ อุทยพฺพยํ ปสฺสนฺโต อิมานิ ปญฺญาสํ ลกฺขณานิ ปสฺสติ รูเป อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ รูเป อนิจฺจานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ เวทนาย สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสาสปสฺสาสวเสน ธมฺมา อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ ธมฺมา อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน เต ธมฺเม อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ {๔๑๖.๒} อนุปสฺสตีติ กถํ เต ธมฺเม อนุปสฺสติ ฯเปฯ เอวนฺเต ธมฺเม อนุปสฺสติ ฯ {๔๑๖.๓} ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสาสปสฺสาสา สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ฯเปฯ อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต ฯเปฯ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ
บุคคลย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความคลายกำหนัดหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความคลายกำหนัดหายใจเข้า อย่างไร ฯ บุคคลเห็นโทษในรูปแล้ว เป็นผู้เกิดฉันทะในความคลายกำหนัดในรูป น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นดี ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความคลาย กำหนัดในรูปหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความคลายกำหนัดในรูป หายใจเข้า บุคคลเห็นโทษในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ใน จักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ เป็นผู้เกิดฉันทะในความคลายกำหนัดในชราและ มรณะ และมีจิตตั้งมั่นดี ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความคลายกำหนัดในชราและ มรณะหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความคลายกำหนัดในชราและมรณะ หายใจเข้า ธรรมทั้งหลายด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาความคลายกำหนัดหายใจ ออกหายใจเข้า ปรากฏ สติเป็นอนุปัสนาญาณ ธรรมปรากฏ ไม่ใช่สติ สติ ปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นด้วยสตินั้น ด้วย ญาณนั้น เพราะเหตุดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานา คือ การพิจารณาธรรม ในธรรมทั้งหลาย ฯ คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นอย่างไร ฯลฯ ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นอย่างนี้ ฯ ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าความเป็นผู้พิจารณาความคลายกำหนัดระวังลมหายใจออก ลมหายใจเข้า ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ พิจารณาความคลายกำหนัดหายใจออกหายใจเข้า ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ย่อมยังอินทรีย์ ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความ สงบเป็นประโยชน์ ฯ
กถํ วิราคานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ วิราคานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ รูเป อาทีนวํ ทิสฺวา รูปวิราเค ฉนฺทชาโต โหติ สทฺธาธิมุตฺโต จิตฺตํ จสฺส สฺวาธิฏฺฐิตํ รูเป วิราคานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ รูเป วิราคานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ เวทนาย สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อาทีนวํ ทิสฺวา ชรามรณวิราเค ฉนฺทชาโต โหติ สทฺธาธิมุตฺโต จิตฺตํ จสฺส สฺวาธิฏฺฐิตํ ชรามรเณ วิราคานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ชรามรเณ วิราคานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ วิราคานุปสฺสี อสฺสาสปสฺสาสวเสน ธมฺมา อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ ธมฺมา อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน เต ธมฺเม อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ {๔๑๗.๑} อนุปสฺสตีติ กถํ เต ธมฺเม อนุปสฺสติ ฯเปฯ เอวนฺเต ธมฺเม อนุปสฺสติ ฯ {๔๑๗.๒} ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ วิราคานุปสฺสี อสฺสาสปสฺสาสา สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ฯเปฯ วิราคานุปสฺสี อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต ฯเปฯ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ
บุคคลย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับหายใจออก ย่อมศึกษา ว่า จักพิจารณาความดับหายใจเข้า อย่างไร ฯ บุคคลเห็นโทษในรูปแล้ว เป็นผู้เกิดฉันทะในความดับในรูป น้อมใจไป ด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นดี ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับในรูปหายใจ ออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับในรูปหายใจเข้า เห็นโทษในเวทนา ใน สัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะแล้ว เป็นผู้ เกิดฉันทะในความดับในชราและมรณะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นดี ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับในชราและมรณะหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จัก พิจารณาความดับในชราและมรณะหายใจเข้า ฯ
กถํ นิโรธานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ นิโรธานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ รูเป อาทีนวํ ทิสฺวา รูปนิโรเธ ฉนฺทชาโต โหติ สทฺธาธิมุตฺโต จิตฺตํ จสฺส สฺวาธิฏฺฐิตํ รูเป นิโรธานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ รูเป นิโรธานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ เวทนาย สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อาทีนวํ ทิสฺวา ชรามรณนิโรเธ ฉนฺทชาโต โหติ สทฺธาธิมุตฺโต จิตฺตํ จสฺส สฺวาธิฏฺฐิตํ ชรามรเณ นิโรธานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ชรามรเณ นิโรธานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ
โทษในอวิชชาย่อมมีด้วยอาการเท่าไร อวิชชาย่อมดับด้วยอาการ เท่าไร โทษในอวิชชาย่อมมีด้วยอาการ ๕ อวิชชาย่อมดับด้วยอาการ ๘ ฯ โทษในอวิชชาย่อมมีด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน โทษในอวิชชาย่อมมีด้วย อรรถว่าไม่เที่ยง ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นทุกข์ ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นอนัตตา ๑ ด้วย อรรถว่าเป็นเหตุให้เดือดร้อน ๑ ด้วยอรรถว่าแปรปรวน ๑ โทษในอวิชชาย่อมมี ด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ฯ อวิชชาย่อมดับไปด้วยอาการ ๘ เป็นไฉน อวิชชาย่อมดับด้วยนิทาน ดับ ๑ ด้วยสมุทัยดับ ๑ ด้วยชาติดับ ๑ ด้วยอาหารดับ ๑ ด้วยเหตุดับ ๑ ด้วยปัจจัยดับ ๑ ด้วยญาณเกิดขึ้น ๑ ด้วยนิโรธปรากฏ ๑ อวิชชาย่อมดับ ด้วยอาการ ๘ เหล่านี้ ฯ บุคคลเห็นโทษในอวิชชาด้วยอาการ ๕ เหล่านี้แล้ว เป็นผู้เกิดฉันทะใน ความดับแห่งอวิชชาด้วยอาการ ๘ เหล่านี้ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่น ดี ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับแห่งอวิชชาหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จัก พิจารณาความดับแห่งอวิชชาหายใจเข้า ฯ
กติหากาเรหิ อวิชฺชาย อาทีนโว โหติ กติหากาเรหิ อวิชฺชา นิรุชฺฌติ ฯ ปญฺจหากาเรหิ อวิชฺชาย อาทีนโว โหติ อฏฺฐหากาเรหิ อวิชฺชา นิรุชฺฌติ ฯ {๔๑๙.๑} กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อวิชฺชาย อาทีนโว โหติ ฯ อนิจฺจฏฺเฐน อวิชฺชาย อาทีนโว โหติ ทุกฺขฏฺเฐน อวิชฺชาย อาทีนโว โหติ อนตฺตฏฺเฐน อวิชฺชาย อาทีนโว โหติ สนฺตาปฏฺเฐน อวิชฺชาย อาทีนโว โหติ วิปริณามฏฺเฐน อวิชฺชาย อาทีนโว โหติ อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อวิชฺชาย อาทีนโว โหติ ฯ {๔๑๙.๒} กตเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ อวิชฺชา นิรุชฺฌติ ฯ นิทานนิโรเธน อวิชฺชา นิรุชฺฌติ สมุทยนิโรเธน อวิชฺชา นิรุชฺฌติ ชาตินิโรเธน อวิชฺชา นิรุชฺฌติ อาหารนิโรเธน อวิชฺชา นิรุชฺฌติ เหตุนิโรเธน อวิชฺชา นิรุชฺฌติ ปจฺจยนิโรเธน อวิชฺชา นิรุชฺฌติ ญาณุปฺปาเทน อวิชฺชา นิรุชฺฌติ นิโรธุปฏฺฐาเนน อวิชฺชา นิรุชฺฌติ อิเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ อวิชฺชา นิรุชฺฌติ อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อวิชฺชาย อาทีนวํ ทิสฺวา อิเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ อวิชฺชานิโรเธน ฉนฺทชาโต โหติ สทฺธาธิมุตฺโต จิตฺตํ จสฺส สฺวาธิฏฺฐิตํ อวิชฺชาย นิโรธานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ อวิชฺชาย นิโรธานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ
โทษในสังขารย่อมมีด้วยอาการเท่าไร สังขารย่อมดับด้วยอาการ เท่าไร ฯลฯ โทษในวิญญาณย่อมมีด้วยอาการเท่าไร วิญญาณย่อมดับด้วยอาการเท่าไร โทษในนามรูปย่อมมีด้วยอาการเท่าไร นามรูปย่อมดับด้วยอาการเท่าไร โทษในสฬา- *ยตนะย่อมมีด้วยอาการเท่าไร สฬายตนะย่อมดับด้วยอาการเท่าไร โทษในผัสสะย่อม มีด้วยอาการเท่าไรผัสสะย่อมดับด้วยอาการเท่าไร โทษในเวทนาย่อมมีด้วยอาการเท่าไร เวทนาย่อมดับด้วยอาการเท่าไร โทษในตัณหาย่อมมีด้วยอาการเท่าไร ตัณหาย่อมดับ ด้วยอาการเท่าไร โทษในอุปาทานย่อมมีด้วยอาการเท่าไร อุปาทานย่อมดับด้วยอาการ เท่าไร โทษในภพย่อมมีด้วยอาการเท่าไร ภพย่อมดับด้วยอาการเท่าไร โทษใน ชาติย่อมมีด้วยอาการเท่าไร ชาติย่อมดับด้วยอาการเท่าไร โทษในชราและมรณะ ย่อมมีด้วยอาการเท่าไร ชราและมรณะย่อมดับด้วยอาการเท่าไร โทษในชราและ มรณะย่อมมีด้วยอาการ ๕ ชราและมรณะย่อมดับด้วยอาการ ๘ ฯ โทษในชราและมรณะย่อมมีด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน โทษในชราและ มรณะย่อมมีด้วยอรรถว่าไม่เที่ยง ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นทุกข์ ๑ ด้วยอรรถว่าเป็น อนัตตา ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นเหตุให้เดือดร้อน ๑ ด้วยอรรถว่าแปรปรวน ๑ โทษ ในชราและมรณะย่อมมีด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ฯ ชราและมรณะย่อมดับด้วยอาการ ๘ เป็นไฉน ชราและมรณะย่อมดับ ด้วยนิทานดับ ๑ ด้วยสมุทัยดับ ๑ ด้วยชาติดับ ๑ ด้วยภพดับ ๑ ด้วยเหตุดับ ๑ ด้วยปัจจัยดับ ๑ ด้วยญาณเกิดขึ้น ๑ ด้วยนิโรธปรากฏ ๑ ชรามรณะย่อมดับด้วย อาการ ๘ เหล่านี้ ฯ บุคคลเห็นโทษด้วยชราและมรณะในอาการ ๕ เหล่านี้แล้ว เป็นผู้เกิด ฉันทะในความดับแห่งชราและมรณะด้วยอาการ ๘ เหล่านี้ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นดี ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับในชราและมรณะหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับในชราและมรณะหายใจเข้า ธรรมทั้งหลาย ด้วยสามารถ ความเป็นผู้พิจารณาความดับหายใจออกหายใจเข้า ปรากฏ สติ เป็นอนุปัสนาญาณ ธรรมทั้งหลายปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติ ด้วย บุคคลย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้ นั้นท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลาย ฯ คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นอย่างไร ฯลฯ ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นอย่างนี้ ฯ ภาวนา ในคำว่า มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่า เป็นที่เสพ สีล- *วิสุทธิ ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาความดับ ระวังลมหายใจออกลมหายใจ เข้า ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ พิจารณาความดับหายใจออกหายใจเข้า ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ ย่อมยังอินทรีย์ ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมี ความสงบเป็นประโยชน์ ฯ
กติหากาเรหิ สงฺขาเรสุ อาทีนโว โหติ กติหากาเรหิ สงฺขารา นิรุชฺฌนฺติ ฯเปฯ กติหากาเรหิ วิญฺญาเณ อาทีนโว โหติ กติหากาเรหิ วิญฺญาณํ นิรุชฺฌติ กติหากาเรหิ นามรูเป อาทีนโว โหติ กติหากาเรหิ นามรูปํ นิรุชฺฌติ กติหากาเรหิ สฬายตเน อาทีนโว โหติ กติหากาเรหิ สฬายตนํ นิรุชฺฌติ กติหากาเรหิ ผสฺเส อาทีนโว โหติ กติหากาเรหิ ผสฺโส นิรุชฺฌติ กติหากาเรหิ เวทนาย อาทีนโว โหติ กติหากาเรหิ เวทนา นิรุชฺฌติ กติหากาเรหิ ตณฺหาย อาทีนโว โหติ กติหากาเรหิ ตณฺหา นิรุชฺฌติ กติหากาเรหิ อุปาทาเน อาทีนโว โหติ กติหากาเรหิ อุปาทานํ นิรุชฺฌติ กติหากาเรหิ ภเว อาทีนโว โหติ กติหากาเรหิ ภโว นิรุชฺฌติ กติหากาเรหิ ชาติยา อาทีนโว โหติ กติหากาเรหิ ชาติ นิรุชฺฌติ กติหากาเรหิ ชรามรเณ อาทีนโว โหติ กติหากาเรหิ ชรามรณํ นิรุชฺฌติ ฯ ปญฺจหากาเรหิ ชรามรเณ อาทีนโว โหติ อฏฺฐหากาเรหิ ชรามรณํ นิรุชฺฌติ ฯ {๔๒๐.๑} กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ ชรามรเณ อาทีนโว โหติ ฯ อนิจฺจฏฺเฐน ชรามรเณ อาทีนโว โหติ ทุกฺขฏฺเฐน อนตฺตฏฺเฐน สนฺตาปฏฺเฐน วิปริณามฏฺเฐน ชรามรเณ อาทีนโว โหติ อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ ชรามรเณ อาทีนโว โหติ ฯ {๔๒๐.๒} กตเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ ชรามรณํ นิรุชฺฌติ ฯ นิทานนิโรเธน ชรามรณํ นิรุชฺฌติ สมุทยนิโรเธน ชาตินิโรเธน ภวนิโรเธน เหตุนิโรเธน ปจฺจยนิโรเธน ญาณุปฺปาเทน นิโรธุปฏฺฐาเนน ชรามรณํ นิรุชฺฌติ อิเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ ชรามรณํ นิรุชฺฌติ อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ ชรามรเณ อาทีนวํ ทิสฺวา อิเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ ชรามรณนิโรเธ ฉนฺทชาโต โหติ สทฺธาธิมุตฺโต จิตฺตํ จสฺส สฺวาธิฏฺฐิตํ ชรามรเณ นิโรธานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ชรามรเณ นิโรธานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ นิโรธานุปสฺสี อสฺสาสปสฺสาสวเสน ธมฺมา อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ ธมฺมา อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน เต ธมฺเม อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ {๔๒๐.๓} อนุปสฺสตีติ กถนฺเต ธมฺเม อนุปสฺสติ ฯเปฯ เอวนฺเต ธมฺเม อนุปสฺสติ ฯ {๔๒๐.๔} ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ นิโรธานุปสฺสี อสฺสาสปสฺสาสา สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ฯเปฯ นิโรธานุปสฺสี อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต ฯเปฯ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ
บุคคลย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความสละคืนหายใจออก ย่อม ศึกษาว่า จักพิจารณาความสละคืนหายใจเข้า อย่างไร ฯ ความสละคืนมี ๒ อย่าง คือ ความสละคืนด้วยการบริจาค ๑ ความ สละคืนด้วยความแล่นไป ๑ จิต (คิด) สละรูป เพราะฉะนั้นจึงเป็นความสละ คืนด้วยการบริจาค จิตแล่นไปในนิพพานอันเป็นที่ดับรูป เพราะฉะนั้น จึงเป็นความสละคืนด้วยการแล่นไป บุคคลย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความสละ คืนในรูปหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความสละคืนในรูปหายใจเข้า จิต (คิด) สละเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ เพราะ ฉะนั้นจึงเป็นความสละคืนด้วยการบริจาค จิตแล่นไปในนิพพานอันเป็นที่ดับชรา และมรณะ เพราะฉะนั้น จึงเป็นความสละคืนด้วยการแล่นไป บุคคลย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความสละคืนในชราและมรณะ หายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณา ความสละคืนในชราและมรณะ หายใจเข้า ธรรมทั้งหลาย ด้วยสามารถความเป็น ผู้พิจารณาความสละคืนหายใจออกหายใจเข้า ปรากฏ สติเป็นอนุปัสนาญาณ ธรรมทั้งหลายปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อม พิจารณาธรรมเหล่านั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลาย ฯ คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นอย่างไร ย่อม พิจารณาโดยความไม่เที่ยง ไม่พิจารณาโดยความเที่ยง ฯลฯ ย่อมสละคืน ไม่ถือ มั่น เมื่อพิจารณาโดยความไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาได้ ฯลฯ เมื่อสละคืน ย่อมละความถือมั่นได้ ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นอย่างนี้ ฯ ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ คือ ภาวนา ด้วยอรรถว่า ธรรม ทั้งหลายอันเกิดในภาวนานั้น ไม่ล่วงเกินกัน ฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าความเป็นผู้พิจารณา ความสละคืนระวังลมหายใจออกลม หายใจเข้า จิตวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ทิฐิวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าเห็น ความสำรวมในสีลวิสุทธินั้น เป็นอธิสีลสิกขา ความไม่ฟุ้งซ่านในจิตวิสุทธินั้น เป็นอธิจิตตสิกขา ความเห็นในทิฐิวิสุทธินั้น เป็นอธิปัญญาสิกขา บุคคลเมื่อคำนึง ถึงสิกขา ๓ ประการนี้ศึกษาอยู่ เมื่อรู้ ศึกษาอยู่ ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์ เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาความสละคืนหายใจออกหายใจ เข้า เวทนาปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏตั้งอยู่ ปรากฏถึงความดับไป ฯลฯ เมื่อรู้ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาความสละคืน หายใจออกหายใจเข้า ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลงย่อมรู้ จักโคจร และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ย่อมยังพละทั้งหลาย ให้ประชุมลง ย่อมยังโพชฌงค์ทั้งหลายให้ประชุมลง ย่อมยังมรรคให้ประชุมลง ย่อม ยังธรรมทั้งหลายให้ประชุมลง ย่อมรู้จักโคจร และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบ เป็นประโยชน์ ฯ คำว่า ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง ความว่า ย่อมยังอินทรีย์ ทั้งหลายให้ประชุมลงอย่างไร ฯ ย่อมยังสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อให้ประชุมลง ฯลฯ เพราะเหตุ นั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ อนุปัสนา ญาณ ๘ อุปัฏฐานานุสสติ ๘ สุตตันติกวัตถุ ในการพิจารณาธรรมในธรรม ทั้งหลาย ๔ ญาณในความเป็นผู้ทำสติ ๓๒ นี้ ฯ
กถํ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ เทฺว ปฏินิสฺสคฺคา ปริจฺจาคปฏินิสฺสคฺโค จ ปกฺขนฺทนปฏินิสฺสคฺโค จ ฯ รูปํ ปริจฺจชตีติ ปฏิจฺจาคปฏินิสฺสคฺโค รูปนิโรเธ นิพฺพาเน จิตฺตํ ปกฺขนฺทตีติ ปกฺขนฺทนปฏินิสฺสคฺโค ฯ รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ ปริจฺจชตีติ ปริจฺจาคปฏินิสฺสคฺโค ชรามรณนิโรเธ นิพฺพาเน จิตฺตํ ปกฺขนฺทตีติ ปกฺขนฺทนปฏินิสฺสคฺโค ฯ ชรามรเณ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ชรามรเณ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสาสปสฺสาสวเสน ธมฺมา อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ ธมฺมา อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน เต ธมฺเม อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ {๔๒๑.๑} อนุปสฺสตีติ กถนฺเต ธมฺเม อนุปสฺสติ ฯ อนิจฺจโต อนุปสฺสติ โน นิจฺจโต ฯเปฯ ปฏินิสฺสชฺชติ โน อาทิยติ อนิจฺจโต อนุปสฺสนฺโต นิจฺจสญฺญํ ปชหติ ฯเปฯ ปฏินิสฺสชฺชนฺโต อาทานํ ปชหติ เอวนฺเต ธมฺเม อนุปสฺสติ ฯ {๔๒๑.๒} ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสาสปสฺสาสา สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธิ ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ โย ตตฺถ สํวรฏฺโฐ อยํ อธิสีลสิกฺขา โย ตตฺถ อวิกฺเขปฏฺโฐ อยํ อธิจิตฺตสิกฺขา โย ตตฺถ ทสฺสนฏฺโฐ อยํ อธิปญฺญาสิกฺขา อิมา ติสฺโส สิกฺขาโย อาวชฺชนฺโต สิกฺขติ ชานนฺโต สิกฺขติ ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต สิกฺขติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต วิทิตา เวทนา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ ฯเปฯ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต ฯเปฯ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ โคจรญฺจ ปชานาติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ พลานิ สโมธาเนติ โพชฺฌงฺเค สโมธาเนติ มคฺคํ สโมธาเนติ ธมฺเม สโมธาเนติ โคจรญฺจ ปชานาติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ {๔๒๑.๓} อินฺทฺริยานิ สโมธาเนตีติ กถํ อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ ฯ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ สโมธาเนติ ฯเปฯ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ อฏฺฐ อนุปสฺสเน ญาณานิ อฏฺฐ จ อุปฏฺฐานานุสฺสติโย จตฺตาริ สุตฺตนฺติกวตฺถูนิ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสนาย อิมานิ พตฺตึสํ สโตการีสุ ญาณานิ ฯ
ญาณด้วยสามารถแห่งสมาธิ ๒๔ เป็นไฉน ฯ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว เป็นสมาธิ ความที่จริงมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว เป็นสมาธิ ฯลฯ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ เปลื้องจิตหายใจออกหายใจเข้า เป็นสมาธิ ญาณด้วยสามารถของสมาธิ ๒๔ เหล่านี้ ฯ ญาณด้วยสามารถแห่งวิปัสสนา ๗๒ เป็นไฉน ฯ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจออกยาว โดยความเป็นของไม่เที่ยง วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจเข้ายาว โดยความเป็นทุกข์ วิปัสสนาด้วย อรรถว่าพิจารณาลมหายใจออกยาว โดยความเป็นอนัตตา วิปัสสนาด้วยอรรถว่า พิจารณาลมหายใจเข้ายาว โดยความเป็นของไม่เที่ยง วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณา ลมหายใจเข้ายาว โดยความเป็นทุกข์ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจเข้า ยาว โดยความเป็นอนัตตา ฯลฯ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้เปลื้องจิตพิจารณา ลมหายใจออก โดยความเป็นของไม่เที่ยง วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้เปลื้อง จิตพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดย ความเป็นอนัตตา ญาณด้วยสามารถแห่งวิปัสสนา ๗๒ เหล่านี้ ฯ นิพพิทาญาณ ๘ เป็นไฉน ญาณชื่อว่านิพพิทาญาณ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่อง ให้บุคคลผู้พิจารณาหายใจออก โดยความเป็นของไม่เที่ยง รู้เห็นตามความเป็นจริง เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องให้บุคคลผู้พิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นของไม่เที่ยง รู้เห็นตามความเป็นจริง ฯลฯ ญาณชื่อว่านิพพิทาญาณ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องให้ บุคคลพิจารณาความสละคืนลมหายใจออก รู้เห็นตามความเป็นจริง เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องให้บุคคลผู้พิจารณาความสละคืนลมหายใจเข้า รู้เห็นตามความเป็นจริง นิพพิทาญาณ ๘ เหล่านี้ ฯ นิพพิทานุโลมญาณ ๗ เป็นไฉน ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาลมหายใจ ออกโดยความเป็นไม่เที่ยง ปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว เป็นนิพพิทานุโลม ญาณ ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาลมหายใจเข้าโดยความเป็นของไม่เที่ยง ปรากฏ โดยความเป็นของน่ากลัว เป็นนิพพิทานุโลมญาณ ฯลฯ ปัญญาในความเป็นผู้ พิจารณาความสละคืนลมหายใจออกปรากฏ โดยความเป็นของน่ากลัว เป็นนิพพิ- *ทานุโลมญาณ ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาความสละคืนลมหายใจเข้าปรากฏโดย ความเป็นของน่ากลัว เป็นนิพพิทานุโลมญาณ นิพพิทานุโลมญาณ ๘ เหล่านี้ ฯ นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ ๘ เป็นไฉน ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาลม หายใจออกโดยความเป็นของไม่เที่ยง พิจารณาหาทางวางเฉยอยู่ เป็นนิพพิทา ปฏิปัสสัทธิญาณ ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาลมหายใจเข้าโดยความเป็นของ ไม่เที่ยง พิจารณาหาทางวางเฉยอยู่ เป็นนิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ ฯลฯ นิพ พิทาปฏิปัสสัทธิญาณ ๘ เหล่านี้ ฯ ญาณในวิมุติสุข ๒๑ เป็นไฉน ญาณในวิมุติสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะละ เพราะ ตัดขาดซึ่งสักกายทิฐิด้วยโสดาปัตติมรรค ... เพราะละ เพราะตัดขาดซึ่งวิจิกิจฉา ด้วยโสดาปัตติมรรค ... เพราะละเพราะตัดขาดซึ่งสีลัพพตปรามาส ทิฐานุสัย วิจิ กิจฉานุสัย ด้วยโสดาปัตติมรรค ... เพราะละ เพราะตัดขาดซึ่งกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆ ด้วยสกทาคามิมรรค ... เพราะละ เพราะตัดขาดซึ่งกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิ ฆานุสัย ส่วนละเอียด ๆ ด้วยอนาคามิมรรค ญาณในวิมุติสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะ ละ เพราะตัดขาดซึ่งรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุจธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย และอวิชชานุสัย ด้วยอรหันตมรรค ญาณในวิมุติสุข ๒๑ เหล่านี้ เมื่อบุคคลเจริญสมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปานสติอันมีวัตถุ ๑๖ ญาณ ๒๐๐ เหล่า นี้อันสัมปยุตด้วยสมาธิ ย่อมเกิดขึ้น ฯ จบอานาปานกถา ฯ -----------------------------------------------------
กตมานิ จตุวีสติ สมาธิวเสน ญาณานิ ฯ ทีฆํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ ทีฆํ ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ ฯเปฯ วิโมจยํ จิตฺตํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ อิมานิ จตุวีสติ สมาธิวเสน ญาณานิ ฯ {๔๒๒.๑} กตมานิ เทฺวสตฺตติ วิปสฺสนาวเสน ญาณานิ ฯ ทีฆํ อสฺสาสํ อนิจฺจโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ทุกฺขโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา อนตฺตโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ทีฆํ ปสฺสาสํ อนิจฺจโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ทุกฺขโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา อนตฺตโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ฯเปฯ วิโมจยํ จิตฺตํ อสฺสาสํ วิโมจยํ จิตฺตํ ปสฺสาสํ อนิจฺจโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ทุกฺขโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา อนตฺตโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา อิมานิ เทฺวสตฺตติ วิปสฺสนาวเสน ญาณานิ ฯ {๔๒๒.๒} กตมานิ อฏฺฐ นิพฺพิทาญาณานิ ฯ อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสาสํ ยถาภูตํ ชานาติ ปสฺสตีติ นิพฺพิทาญาณํ อนิจฺจานุปสฺสี ปสฺสาสํ ยถาภูตํ ชานาติ ปสฺสตีติ นิพฺพิทาญาณํ ฯเปฯ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสาสํ ยถาภูตํ ชานาติ ปสฺสตีติ นิพฺพิทาญาณํ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสาสํ ยถาภูตํ ชานาติ ปสฺสตีติ นิพฺพิทาญาณํ อิมานิ อฏฺฐ นิพฺพิทาญาณานิ ฯ {๔๒๒.๓} กตมานิ อฏฺฐ นิพฺพิทานุโลเม ญาณานิ ฯ อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสาสํ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา นิพฺพิทานุโลเม ญาณํ อนิจฺจานุปสฺสี ปสฺสาสํ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา นิพฺพิทานุโลเม ญาณํ ฯเปฯ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสาสํ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา นิพฺพิทานุโลเม ญาณํ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสาสํ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา นิพฺพิทานุโลเม ญาณํ อิมานิ อฏฺฐ นิพฺพิทานุโลเม ญาณานิ ฯ {๔๒๒.๔} กตมานิ อฏฺฐ นิพฺพิทาปฏิปฺปสฺสทฺธิญาณานิ ฯ อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสาสํ ปฏิสงฺขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา นิพฺพิทา- ปฏิปฺปสฺสทฺธิญาณํ อนิจฺจานุปสฺสี ปสฺสาสํ ปฏิสงฺขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา นิพฺพิทาปฏิปฺปสฺสทฺธิญาณํ ฯเปฯ อิมานิ อฏฺฐ นิพฺพิทา- ปฏิปฺปสฺสทฺธิญาณานิ ฯ {๔๒๒.๕} กตมานิ เอกวีสติ วิมุตฺติสุเข ญาณานิ ฯ โสตาปตฺติมคฺเคน สกฺกายทิฏฺฐิยา ปหีนตฺตา สมุจฺฉินฺนตฺตา อุปฺปชฺชติ วิมุตฺติสุเข ญาณํ วิจิกิจฺฉาย ปหีนตฺตา สมุจฺฉินฺนตฺตา อุปฺปชฺชติ วิมุตฺติสุเข ญาณํ สีลพฺพตปรามาสสฺส ทิฏฺฐานุสยสฺส วิจิกิจฺฉานุสยสฺส ปหีนตฺตา สมุจฺฉินฺนตฺตา อุปฺปชฺชติ วิมุตฺติสุเข ญาณํ สกทาคามิมคฺเคน โอฬาริกสฺส กามราคสญฺโญชนสฺส ปฏิฆสญฺโญชนสฺส โอฬาริกสฺส กามราคานุสยสฺส ปฏิฆานุสยสฺส ปหีนตฺตา สมุจฺฉินฺนตฺตา อุปฺปชฺชติ วิมุตฺติสุเข ญาณํ อนาคามิมคฺเคน อณุสหคตสฺส กามราคสญฺโญชนสฺส ปฏิฆสญฺโญชนสฺส อณุสหคตสฺส กามราคานุสยสฺส ปฏิฆานุสยสฺส ปหีนตฺตา สมุจฺฉินฺนตฺตา อุปฺปชฺชติ วิมุตฺติสุเข ญาณํ อรหตฺตมคฺเคน รูปราคสฺส อรูปราคสฺส มานสฺส อุทฺธจฺจสฺส อวิชฺชาย มานานุสยสฺส จ ภวราคานุสยสฺส อวิชฺชานุสยสฺส ปหีนตฺตา สมุจฺฉินฺนตฺตา อุปฺปชฺชติ วิมุตฺติสุเข ญาณํ อิมานิ เอกวีสติ วิมุตฺติสุเข ญาณานิ โสฬสวตฺถุกํ อานาปานสฺสติสมาธึ ภาวยโต สมาธิกานิ อิมานิ เทฺว ญาณสตานิ อุปฺปชฺชนฺติ ฯ อานาปานกถา สมตฺตา ฯ ----------