๔. อินทรียกถา
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อินทรียกถา
มหาวคฺเค อินฺทฺริยกถา
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียก ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้ ๕ ประการ เป็นไฉน คือ สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๑ สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญินทรีย์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้แล ฯ
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺสาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ ปญฺจิมานิ ภิกฺขเว อินฺทฺริยานิ กตมานิ ปญฺจ สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ อิมานิ โข ภิกฺขเว ปญฺจินฺทฺริยานิ ฯ
อินทรีย์ ๕ ประการนี้ย่อมหมดจดด้วยอาการเท่าไร ฯ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๑๕ เมื่อบุคคลงดเว้นพวก บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา สมาคม คบหา นั่งใกล้พวกบุคคลผู้มีศรัทธา (และ) พิจารณาพระสูตรอันเป็นเหตุนำมาซึ่งความเลื่อมใส สัทธินทรีย์ย่อมหมดจดด้วย อาการ ๓ เหล่านี้ เมื่อบุคคลงดเว้นพวกบุคคลผู้เกียจคร้าน สมาคม คบหา นั่งใกล้พวกบุคคลผู้ปรารภความเพียร (และ) พิจารณาสัมมัปปธาน วิริยินทรีย์ ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านี้ เมื่อบุคคลงดเว้นพวกบุคคลผู้มีสติหลงลืม สมาคม คบหา นั่งใกล้พวกบุคคลผู้มีสติตั้งมั่น (และ) พิจารณาสติปัฏฐาน สตินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านี้ เมื่อบุคคลงดเว้นพวกบุคคลผู้มีใจไม่มั่นคง สมาคม คบหา นั่งใกล้พวกบุคคลมีใจมั่นคง (และ) พิจารณาฌานและวิโมกข์ สมาธินทรีย์ ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านี้ เมื่อบุคคลงดเว้นพวกบุคคลทราม ปัญญา สมาคม คบหา นั่งใกล้พวกบุคคลผู้มีปัญญา (และ) พิจารณาญาณจริยา อันลึกซึ้ง ปัญญินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านี้ เมื่อบุคคลงดเว้น ๕ จำพวก สมาคม คบหา นั่งใกล้บุคคล ๕ จำพวก (และ) พิจารณาจำนวนพระ สูตร ๕ ประการดังกล่าวมานี้ อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๑๕ เหล่านี้ ฯ
อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ กติหากาเรหิ วิสุชฺฌนฺติ ฯ อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ปณฺณรสหิ อากาเรหิ วิสุชฺฌนฺติ อสฺสทฺเธ ปุคฺคเล ปริวชฺชยโต สทฺเธ ปุคฺคเล เสวโต ภชโต ปยิรุปาสโต ปาสาทนิเย สุตฺตนฺเต ปจฺจเวกฺขโต อิเมหิ ตีหากาเรหิ สทฺธินฺทฺริยํ วิสุชฺฌติ กุสีเต ปุคฺคเล ปริวชฺชยโต อารทฺธวิริเย ปุคฺคเล เสวโต ภชโต ปยิรุปาสโต สมฺมปฺปธาเน ปจฺจเวกฺขโต อิเมหิ ตีหากาเรหิ วิริยินฺทฺริยํ วิสุชฺฌติ มุฏฺฐสฺสตี ปุคฺคเล ปริวชฺชยโต อุปฏฺฐิตสฺสตี ปุคฺคเล เสวโต ภชโต ปยิรุปาสโต สติปฏฺฐาเน ปจฺจเวกฺขโต อิเมหิ ตีหากาเรหิ สตินฺทฺริยํ วิสุชฺฌติ อสมาหิเต ปุคฺคเล ปริวชฺชยโต สมาหิเต ปุคฺคเล เสวโต ภชโต ปยิรุปาสโต ฌานวิโมกฺเข ปจฺจเวกฺขโต อิเมหิ ตีหากาเรหิ สมาธินฺทฺริยํ วิสุชฺฌติ ทุปฺปญฺเญ ปุคฺคเล ปริวชฺชยโต ปญฺญวนฺเต ปุคฺคเล เสวโต ภชโต ปยิรุปาสโต คมฺภีรญาณจริยํ ปจฺจเวกฺขโต อิเมหิ ตีหากาเรหิ ปญฺญินฺทฺริยํ วิสุชฺฌติ อิติเม ปญฺจ ปุคฺคเล ปริวชฺชยโต ปญฺจ ปุคฺคเล เสวโต ภชโต ปยิรุปาสโต ปญฺจ สุตฺตนฺตกฺขนฺเธ ปจฺจเวกฺขโต อิเมหิ ปณฺณรสหิ อากาเรหิ อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ วิสุชฺฌนฺติ ฯ
บุคคลย่อมเจริญอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร การเจริญ อินทรีย์ ๕ ย่อมมีด้วยอาการเท่าไร ฯ บุคคลย่อมเจริญอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๑๐ การเจริญอินทรีย์ ๕ ย่อมมีด้วย อาการ ๑๐ บุคคลเมื่อละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่าเจริญสัทธินทรีย์ เมื่อเจริญ สัทธินทรีย์ ชื่อว่าละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เมื่อละความเป็นผู้เกียจคร้าน ชื่อว่าเจริญ วิริยินทรีย์ เมื่อเจริญวิริยินทรีย์ชื่อว่าละความเป็นผู้เกียจคร้าน เมื่อละความประมาท ชื่อว่าเจริญสตินทรีย์ เมื่อเจริญสตินทรีย์ ชื่อว่าละความประมาท เมื่อละอุทธัจจะ ชื่อว่า เจริญสมาธินทรีย์ เมื่อเจริญสมาธินทรีย์ ชื่อว่าละอุทธัจจะ เมื่อละอวิชชา ชื่อว่า เจริญปัญญินทรีย์ เมื่อเจริญปัญญินทรีย์ ชื่อว่าละอวิชชา บุคคลย่อมเจริญ อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้ การเจริญอินทรีย์ ๕ ย่อมมีด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้ ฯ
กติหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ ภาวนา โหติ ฯ ทสหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ ทสหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ ภาวนา โหติ อสฺสทฺธิยํ ปชหนฺโต สทฺธินฺทฺริยํ ภาเวติ สทฺธินฺทฺริยํ ภาเวนฺโต อสฺสทฺธิยํ ปชหติ โกสชฺชํ ปชหนฺโต วิริยินฺทฺริยํ ภาเวติ วิริยินฺทฺริยํ ภาเวนฺโต โกสชฺชํ ปชหติ ปมาทํ ปชหนฺโต สตินฺทฺริยํ ภาเวติ สตินฺทฺริยํ ภาเวนฺโต ปมาทํ ปชหติ อุทฺธจฺจํ ปชหนฺโต สมาธินฺทฺริยํ ภาเวติ สมาธินฺทฺริยํ ภาเวนฺโต อุทฺธจฺจํ ปชหติ อวิชฺชํ ปชหนฺโต ปญฺญินฺทฺริยํ ภาเวติ ปญฺญินฺทฺริยํ ภาเวนฺโต อวิชฺชํ ปชหติ อิเมหิ ทสหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ อิเมหิ ทสหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ ภาวนา โหติ ฯ
อินทรีย์ ๕ เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้วด้วย อาการเท่าไร ฯ อินทรีย์ ๕ เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้วด้วยอาการ ๑๐ คือ สัทธินทรีย์เป็นคุณชาติอันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว เพราะเป็นผู้ละแล้ว ละดีแล้วซึ่งอสัทธินทรีย์ ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เป็นโทสชาติอันบุคคลละแล้ว ละดีแล้ว เพราะความเป็นผู้เจริญแล้ว อบรมแล้วซึ่งสัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์เป็น คุณชาติอันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว เพราะความเป็นผู้ละแล้ว ละดีแล้วซึ่งความ เกียจคร้าน ความเป็นผู้เกียจคร้านเป็นโทสชาติอันบุคคลละแล้ว ละดีแล้ว เพราะความเป็นผู้เจริญแล้ว อบรมแล้วซึ่งวิริยินทรีย์ สตินทรีย์เป็นคุณชาติ อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว เพราะความเป็นผู้ละแล้ว ละดีแล้วซึ่งความ ประมาท ความประมาทเป็นโทสชาติอันบุคคลละแล้ว ละดีแล้ว เพราะความเป็น ผู้เจริญแล้ว อบรมแล้วซึ่งสตินทรีย์ สมาธินทรีย์เป็นคุณชาติอันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว เพราะความเป็นผู้ละแล้ว ละดีแล้วซึ่งอุทธัจจะ อุทธัจจะเป็นโทสชาติ อันบุคคลละแล้ว ละดีแล้ว เพราะความเป็นผู้เจริญแล้ว อบรมแล้วซึ่งสมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์เป็นคุณชาติอันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว เพราะความเป็นผู้ละแล้ว ละดีแล้วซึ่งอวิชชา อวิชชาเป็นโทสชาติอันบุคคลละแล้ว ละดีแล้ว เพราะความ เป็นผู้เจริญแล้ว อบรมแล้วซึ่งปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕ เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญ แล้ว อบรมแล้วด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้ ฯ
กติหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ ฯ ทสหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ อสฺสทฺธินฺทฺริยสฺส ปหีนตฺตา สุปฺปหีนตฺตา สทฺธินฺทฺริยํ ภาวิตํ โหติ สุภาวิตํ สทฺธินฺทฺริยสฺส ภาวิตตฺตา สุภาวิตตฺตา อสฺสทฺธิยํ ปหีนํ โหติ สุปฺปหีนํ โกสชฺชสฺส ปหีนตฺตา สุปฺปหีนตฺตา วิริยินฺทฺริยํ ภาวิตํ โหติ สุภาวิตํ วิริยินฺทฺริยสฺส ภาวิตตฺตา สุภาวิตตฺตา โกสชฺชํ ปหีนํ โหติ สุปฺปหีนํ ปมาทสฺส ปหีนตฺตา สุปฺปหีตฺตา สตินฺทฺริยํ ภาวิตํ โหติ สุภาวิตํ สตินฺทฺริยสฺส ภาวิตตฺตา สุภาวิตตฺตา ปมาโท ปหีโน โหติ สุปฺปหีโน อุทฺธจฺจสฺส ปหีนตฺตา สุปฺปหีนตฺตา สมาธินฺทฺริยํ ภาวิตํ โหติ สุภาวิตํ สมาธินฺทฺริยสฺส ภาวิตตฺตา สุภาวิตตฺตา อุทฺธจฺจํ ปหีนํ โหติ สุปฺปหีนํ อวิชฺชาย ปหีนตฺตา สุปฺปหีนตฺตา ปญฺญินฺทฺริยํ ภาวิตํ โหติ สุภาวิตํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส ภาวิตตฺตา สุภาวิตตฺตา อวิชฺชา ปหีนา โหติ สุปฺปหีนา อิเมหิ ทสหิ อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ ฯ
อินทรีย์ บุคคลย่อมเจริญด้วยอาการเท่าไร เป็นอินทรีย์อัน บุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้ว ด้วยอาการเท่าไร ฯ อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญด้วยอาการ ๔ เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญ แล้ว อบรมแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้วด้วยอาการ ๔ อินทรีย์ ๕ บุคคล ย่อมเจริญในขณะโสดาปัตติมรรคเป็นอินทรีย์ อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้วในขณะโสดาปัตติผล อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญใน ขณะสกทาคามิมรรค เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้วในขณะสกทาคามิผล อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญในขณะอนาคามิ มรรค เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว ระงับแล้ว และระงับดี แล้วในอนาคามิผล อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญในขณะอรหัตมรรค เป็นอินทรีย์ อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้วในขณะอรหัตผล ฯ มรรควิสุทธิ ๔ ผลวิสุทธิ ๔ สมุจเฉทวิสุทธิ ๔ ปฏิปัสสัทธิวิสุทธิ ๔ ด้วยประการดังนี้ อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญด้วยอาการ ๔ เหล่านี้ เป็นอินทรีย์ อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้วด้วยอาการ ๔ เหล่า นี้ ฯ
กติหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ กติหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ เจว โหนฺติ สุภาวิตานิ จ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สุปฺปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ ฯ จตูหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ จตูหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ เจว โหนฺติ สุภาวิตานิ จ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สุปฺปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ โสตาปตฺติผลกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ เจว โหนฺติ สุภาวิตานิ จ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สุปฺปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สกทาคามิมคฺคกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ สกทาคามิผลกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ เจว โหนฺติ สุภาวิตานิ จ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สุปฺปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ อนาคามิมคฺคกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ อนาคามิผลกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ เจว โหนฺติ สุภาวิตานิ จ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สุปฺปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ อรหตฺตมคฺคกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ อรหตฺตผลกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ เจว โหนฺติ สุภาวิตานิ จ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สุปฺปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ ฯ {๔๒๗.๑} อิติ จตสฺโส มคฺควิสุทฺธิโย จตสฺโส ผลวิสุทฺธิโย จตสฺโส สมุจฺเฉทวิสุทฺธิโย จตสฺโส ปฏิปฺปสฺสทฺธิวิสุทฺธิโย อิเมหิ จตูหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ อิเมหิ จตูหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ เจว โหนฺติ สุภาวิตานิ จ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สุปฺปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ ฯ
บุคคลเท่าไรเจริญอินทรีย์ บุคคลเท่าไรเจริญอินทรีย์แล้ว บุคคล ๘ เจริญอินทรีย์ บุคคล ๓ เจริญอินทรีย์แล้ว ฯ บุคคล ๘ เป็นไฉนเจริญอินทรีย์ พระเสขบุคคล ๗ กัลยาณปุถุชน ๑ บุคคล ๘ เหล่านี้เจริญอินทรีย์ ฯ บุคคล ๓ เป็นไฉนเจริญอินทรีย์แล้ว พระขีณาสพสาวกพระตถาคต ชื่อว่าพุทโธ ด้วยสามารถความเป็นผู้เจริญอินทรีย์แล้ว ชื่อว่าเจริญอินทรีย์แล้ว พระปัจเจกพุทธะ ชื่อว่าพุทโธ ด้วยอรรถว่าตรัสรู้เอง ชื่อว่าเจริญอินทรีย์แล้ว พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าพุทโธ ด้วยอรรถว่ามีพระคุณประมาณ ไม่ได้ ชื่อว่าเจริญอินทรีย์แล้ว บุคคล ๓ เหล่านี้เจริญอินทรีย์แล้ว บุคคล ๘ เหล่านี้เจริญอินทรีย์ บุคคล ๓ เหล่านี้เจริญอินทรีย์แล้ว ด้วยประการดังนี้ ฯ สาวัตถีนิทาน
กตินํ ปุคฺคลานํ อินฺทฺริยภาวนา กติ ปุคฺคลา ภาวิตินฺทฺริยา ฯ อฏฺฐนฺนํ ปุคฺคลานํ อินฺทฺริยภาวนา ตโย ปุคฺคลา ภาวิตินฺทฺริยา ฯ {๔๒๘.๑} กตเมสํ อฏฺฐนฺนํ ปุคฺคลานํ อินฺทฺริยภาวนา ฯ สตฺตนฺนญฺจ เสกฺขานํ ปุถุชฺชนกลฺยาณกสฺส จ อิเมสํ อฏฺฐนฺนํ ปุคฺคลานํ อินฺทฺริยภาวนา ฯ กตเม ตโย ปุคฺคลา ฯ ภาวิตินฺทฺริยวเสน พุทฺโธติ ตถาคตสาวโก ขีณาสโว ภาวิตินฺทฺริโย สยมฺภูตฏฺเฐน ปจฺเจกพุทฺโธ ภาวิตินฺทฺริโย อปฺปเมยฺยฏฺเฐน ตถาคโต อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ภาวิตินฺทฺริโย อิเม ตโย ปุคฺคลา ภาวิตินฺทฺริยา อิติ อิเมสํ อฏฺฐนฺนํ ปุคฺคลานํ อินฺทฺริยภาวนา อิเม ตโย ปุคฺคลา ภาวิตินฺทฺริยา ฯ สาวตฺถีนิทานํ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ อินทรีย์ ๕ เป็นไฉน คือสัทธินทรีย์ ... ปัญญินทรีย์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด เหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัด ออกแห่งอินทรีย์ ๕ เหล่านี้ ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหา ได้รับยกย่องว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือได้รับยกย่องว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่ พราหมณ์ไม่ และท่านเหล่านั้นหาได้ทำให้แจ้งซึ่งสามัญผล หรือพรหมัญผลด้วย ปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันแล้วเข้าถึงอยู่ไม่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งรู้ชัดซึ่งเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๕ เหล่านี้ ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านี้นั้นแล เป็นผู้ได้รับยกย่องว่าเป็น สมณะในหมู่สมณะ ได้รับยกย่องว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ และท่าน เหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งสามัญผลและพรหมัญผล ด้วยปัญญาอันรู้ยิ่งเองใน ปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ฯ
ปญฺจิมานิ ภิกฺขเว อินฺทฺริยานิ กตมานิ ปญฺจ สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ เย หิ เกจิ ภิกฺขเว สมณา วา พฺราหฺมณา วา อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ นปฺปชานนฺติ นเมเต ภิกฺขเว สมณา วา พฺราหฺมณา วา สมเณสุ วา สมณสมฺมตา พฺราหฺมเณสุ วา พฺราหฺมณสมฺมตา น จ ปน เต อายสฺมนฺตา สามญฺญตฺถํ วา พฺราหฺมญฺญตฺถํ วา ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรนฺติ ฯ {๔๒๙.๑} เย เกจิ โข ภิกฺขเว สมณา วา พฺราหฺมณา วา อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ ปชานนฺติ เต โขเม ภิกฺขเว สมณา วา พฺราหฺมณา วา สมเณสุ จ สมณสมฺมตา พฺราหฺมเณสุ จ พฺราหฺมณสมฺมตา เต จ ปนายสฺมนฺตา สามญฺญตฺถญฺจ พฺราหฺมญฺญตฺถญฺจ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรนฺตีติ ฯ
อินทรีย์ ๕ มีเหตุเกิดด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมรู้เหตุเกิด แห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร อินทรีย์ ๕ ย่อมดับไปด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมรู้ความดับแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร อินทรีย์ ๕ มีคุณด้วย อาการเท่าไร บุคคลย่อมรู้คุณแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร อินทรีย์ ๕ มี โทษด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมรู้โทษแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร อินทรีย์ ๕ มีอุบายเป็นเครื่องสลัดออกด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมรู้อุบายเป็นเครื่อง สลัดออกแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ฯ อินทรีย์ ๕ มีเหตุเกิดด้วยอาการ ๔๐ บุคคลย่อมรู้เหตุเกิดแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ อินทรีย์ ๕ ย่อมดับไปด้วยอาการ ๔๐ บุคคลย่อมรู้ความดับ แห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ อินทรีย์ ๕ มีคุณด้วยอาการ ๒๕ บุคคลย่อมรู้คุณ แห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ อินทรีย์ ๕ มีโทษด้วยอาการ ๒๕ บุคคลย่อมรู้ โทษแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ อินทรีย์ ๕ มีอุบายเป็นเครื่องสลัดออกไป ด้วยอาการ ๑๘๐ บุคคลย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกไปแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วย อาการ ๑๘๐ ฯ
กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทโย โหติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทยํ ปชานาติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อตฺถงฺคโม โหติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อตฺถงฺคมํ ปชานาติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อสฺสาโท โหติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อสฺสาทํ ปชานาติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทีนโว โหติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทีนวํ ปชานาติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ โหติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ ปชานาติ ฯ {๔๓๐.๑} จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทโย โหติ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทยํ ปชานาติ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อตฺถงฺคโม โหติ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อตฺถงฺคมํ ปชานาติ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อสฺสาโท โหติ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อสฺสาทํ ปชานาติ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทีนโว โหติ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทีนวํ ปชานาติ อสีติสตากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ โหติ อสีติสตากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ ปชานาติ ฯ
อินทรีย์ ๕ มีเหตุเกิดด้วยอาการ ๔๐ เป็นไฉน บุคคลย่อมรู้ เหตุเกิดแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ เป็นไฉน ฯ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความน้อมใจเชื่อ เป็นเหตุเกิด แห่งสัทธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อ เป็นเหตุเกิด แห่งสัทธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อ เป็นเหตุ เกิดแห่งสัทธินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสัทธินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความ ประคองไว้ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความ ประคองไว้ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความ ประคองไว้ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วย สามารถแห่งวิริยินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึง เพื่อประโยชน์แก่ความตั้งมั่น เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะ ด้วยสามารถความตั้งมั่น เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วย สามารถความตั้งมั่น เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียว ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึง เพื่อประโยชน์แก่ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ เหตุเกิดแห่ง ฉันทะด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ เหตุเกิดแห่ง มนสิการด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ ความปรากฏ เป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสมาธินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความเห็น เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความเห็น เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ เหตุเกิด แห่งมนสิการด้วยสามารถความเห็น เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ ความปรากฏ เป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความน้อมใจเชื่อ เป็นเหตุเกิดแห่ง สัทธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความประคองไว้ เป็น เหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความตั้งมั่น เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความไม่ ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์ แก่ความเห็น เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความ น้อมใจเชื่อ เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความ ประคองไว้ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความ ตั้งมั่น เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความเห็น เป็นเหตุ เกิดแห่งปัญญินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อ เป็นเหตุเกิด แห่งสัทธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความประคองไว้ เป็นเหตุเกิด แห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความตั้งมั่น เป็นเหตุเกิดแห่ง สตินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิดแห่ง สมาธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความเห็น เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสัทธินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถวิริยินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสตินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสมาธินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถปัญญินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕ มีเหตุเกิดด้วยอาการ ๔๐ เหล่านี้ บุคคลย่อมรู้เหตุเกิดแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ เหล่านี้ ฯ
กตเมหิ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทโย โหติ กตเมหิ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทยํ ปชานาติ ฯ อธิโมกฺขตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย สทฺธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อธิโมกฺขวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย สทฺธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อธิโมกฺขวเสน มนสิการสฺส สมุทโย สทฺธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ สทฺธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ {๔๓๑.๑} ปคฺคหตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย วิริยินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ปคฺคหวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย วิริยินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ปคฺคหวเสน มนสิการสฺส สมุทโย วิริยินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ วิริยินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ {๔๓๑.๒} อุปฏฺฐานตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย สตินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ {๔๓๑.๓} อุปฏฺฐานวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย สตินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อุปฏฺฐานวเสน มนสิการสฺส สมุทโย สตินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ สตินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ สตินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ {๔๓๑.๔} อวิกฺเขปตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย สมาธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อวิกฺเขปวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย สมาธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อวิกฺเขปวเสน มนสิการสฺส สมุทโย สมาธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ สมาธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ {๔๓๑.๕} ทสฺสนตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย ปญฺญินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ทสฺสนวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย ปญฺญินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ทสฺสนวเสน มนสิการสฺส สมุทโย ปญฺญินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ {๔๓๑.๖} อธิโมกฺขตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย สทฺธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ปคฺคหตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย วิริยินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อุปฏฺฐานตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย สตินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อวิกฺเขปตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย สมาธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ทสฺสนตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย ปญฺญินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ {๔๓๑.๗} อธิโมกฺขวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย สทฺธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ปคฺคหวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย วิริยินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อุปฏฺฐานวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย สตินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อวิกฺเขปวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย สมาธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ทสฺสนวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย ปญฺญินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ {๔๓๑.๘} อธิโมกฺขวเสน มนสิการสฺส สมุทโย สทฺธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ปคฺคหวเสน มนสิการสฺส สมุทโย วิริยินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อุปฏฺฐานวเสน มนสิการสฺส สมุทโย สตินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อวิกฺเขปวเสน มนสิการสฺส สมุทโย สมาธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ทสฺสนวเสน มนสิการสฺส สมุทโย ปญฺญินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ สทฺธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ {๔๓๑.๙} วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ วิริยินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ สตินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ สตินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ สมาธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อิเมหิ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทโย โหติ อิเมหิ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทยํ ปชานาติ ฯ
อินทรีย์ ๕ ย่อมดับไปด้วยอาการ ๔๐ เป็นไฉน บุคคลย่อมรู้ ความดับแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ เป็นไฉน ฯ ความดับแห่งความคำนึงถึง เพื่อประโยชน์แก่การน้อมใจเชื่อเป็นความดับ แห่งสัทธินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อ เป็นความดับ แห่งสัทธินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อ เป็นความ ดับแห่งสัทธินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความ ประคองไว้ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถความ ประคองไว้ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถความ ประคองไว้ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วย สามารถแห่งวิริยินทรีย์ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึง เพื่อประโยชน์แก่ความตั้งมั่น เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วย สามารถแห่งความตั้งมั่น เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วย สามารถแห่งความตั้งมั่น เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรม อย่างเดียวด้วยสามารถสตินทรีย์ เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความดับแห่งความ คำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความดับ แห่งฉันทะด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความดับ แห่งมนสิการด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความไม่ ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสมาธินทรีย์ เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความเห็น เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความเห็น เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความเห็น เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ เป็นความดับแห่ง ปัญญินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความน้อมใจเชื่อ เป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความ ประคองไว้ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์ แก่ความตั้งมั่น เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อ ประโยชน์แก่ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความดับแห่งความ คำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความเห็น เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ ความดับแห่ง ฉันทะด้วยสามารถแห่งความน้อมใจเชื่อ เป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความดับ แห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความประคองไว้ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความดับ แห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความตั้งมั่น เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความดับแห่ง ฉันทะด้วยสามารถแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความดับ แห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความเห็น เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ ความดับ แห่งมนสิการ ด้วยสามารถแห่งความน้อมใจเชื่อ เป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความประคองไว้ เป็นความดับแห่ง วิริยินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความตั้งมั่น เป็นความดับแห่ง สตินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความดับ แห่งสมาธินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความเห็น เป็นความดับ แห่งปัญญินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถ แห่งวิริยินทรีย์ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียว ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็น ธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ เป็นความดับแห่ง ปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕ ย่อมดับไปด้วยอาการ ๔๐ เหล่านี้ บุคคลย่อมรู้ความ ดับแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ เหล่านี้ ฯ
กตเมหิ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อตฺถงฺคโม โหติ กตเมหิ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อตฺถงฺคมํ ปชานาติ ฯ อธิโมกฺขตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม สทฺธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อธิโมกฺขวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม สทฺธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อธิโมกฺขวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม สทฺธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ สทฺธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ {๔๓๒.๑} ปคฺคหตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม วิริยินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ปคฺคหวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม วิริยินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ปคฺคหวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม วิริยินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ วิริยินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อุปฏฺฐานตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม สตินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อุปฏฺฐานวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม สตินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อุปฏฺฐานวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม สตินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ สตินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ สตินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อวิกฺเขปตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม สมาธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อวิกฺเขปวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม สมาธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อวิกฺเขปวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม สมาธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ สมาธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ทสฺสนตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม ปญฺญินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ทสฺสนวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม ปญฺญินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ทสฺสนวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม ปญฺญินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ {๔๓๒.๒} อธิโมกฺขตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม สทฺธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ปคฺคหตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม วิริยินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อุปฏฺฐานตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม สตินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อวิกฺเขปตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม สมาธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ทสฺสนตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม ปญฺญินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อธิโมกฺขวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม สทฺธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ปคฺคหวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม วิริยินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อุปฏฺฐานวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม สตินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อวิกฺเขปวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม สมาธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ทสฺสนวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม ปญฺญินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อธิโมกฺขวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม สทฺธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ปคฺคหวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม วิริยินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อุปฏฺฐานวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม สตินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อวิกฺเขปวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม สมาธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ทสฺสนวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม ปญฺญินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ สทฺธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ วิริยินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ สตินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ สตินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ สมาธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ {๔๓๒.๓} อิเมหิ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อตฺถงฺคโม โหติ อิเมหิ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อตฺถงฺคมํ ปชานาติ ฯ
อินทรีย์ ๕ มีคุณด้วยอาการ ๒๕ เป็นไฉน บุคคลย่อมรู้คุณ แห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ เป็นไฉน ฯ ความไม่ปรากฏแห่งความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อน เพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เป็นคุณแห่ง สัทธินทรีย์ ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วยความน้อมใจเชื่อ เป็นคุณแห่ง สัทธินทรีย์ ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรม เป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์ ความสุขความโสมนัสอันอาศัยสัทธินทรีย์เกิดขึ้น เป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งความเป็นผู้เกียจคร้าน เป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ ความไม่ปรากฏ แห่งความเร่าร้อน เพราะความเป็นผู้เกียจคร้าน เป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วยความประคองไว้ เป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรม เป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ ความสุข ความโสมนัสอันอาศัยวิริยินทรีย์เกิดขึ้น เป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ ความไม่ปรากฏ แห่งความประมาท เป็นคุณแห่งสตินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อน เพราะความประมาท เป็นคุณแห่งสตินทรีย์ ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติ ด้วยการตั้งมั่น เป็นคุณแห่งสตินทรีย์ ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรม เป็นคุณแห่งสตินทรีย์ ความสุขความโสมนัสอันอาศัยสตินทรีย์เกิดขึ้น เป็นคุณ แห่งสตินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งอุทธัจจะ เป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ความไม่ ปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะอุทธัจจะ เป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ความแกล้วกล้า แห่งความประพฤติด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ความสงบและ การบรรลุสุขวิหารธรรม เป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ความสุขความโสมนัสอันอาศัย สมาธินทรีย์เกิดขึ้น เป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งอวิชชา เป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะอวิชชา เป็นคุณ แห่งปัญญินทรีย์ ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วยความเห็น เป็นคุณแห่ง ปัญญินทรีย์ ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรม เป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์ ความสุขความโสมนัสอันอาศัยปัญญินทรีย์เกิดขึ้น เป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕ มีคุณด้วยอาการ ๒๕ เหล่านี้ บุคคลย่อมรู้คุณแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วย อาการ ๒๕ เหล่านี้ ฯ
กตเมหิ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อสฺสาโท โหติ กตเมหิ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อสฺสาทํ ปชานาติ ฯ อสฺสทฺธิยสฺส อนุปฏฺฐานํ สทฺธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ อสฺสทฺธิยสฺส ปริฬาหสฺส อนุปฏฺฐานํ สทฺธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ อธิโมกฺขจริยาย เวสารชฺชํ สทฺธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ สนฺโต จ วิหาราธิคโม จ สทฺธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ยํ สทฺธินฺทฺริยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อยํ สทฺธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ โกสชฺชสฺส อนุปฏฺฐานํ วิริยินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ โกสชฺชสฺส ปริฬาหสฺส อนุปฏฺฐานํ วิริยินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ปคฺคหจริยาย เวสารชฺชํ วิริยินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ สนฺโต จ วิหาราธิคโม จ วิริยินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ยํ วิริยินฺทฺริยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อยํ วิริยินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ปมาทสฺส อนุปฏฺฐานํ สตินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ {๔๓๓.๑} ปมาทสฺส ปริฬาหสฺส อนุปฏฺฐานํ สตินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ อุปฏฺฐานจริยาย เวสารชฺชํ สตินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ สนฺโต จ วิหาราธิคโม จ สตินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ยํ สตินฺทฺริยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อยํ สตินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ อุทฺธจฺจสฺส อนุปฏฺฐานํ สมาธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ อุทฺธจฺจสฺส ปริฬาหสฺส อนุปฏฺฐานํ สมาธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ อวิกฺเขปจริยาย เวสารชฺชํ สมาธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ สนฺโต จ วิหาราธิคโม จ สมาธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ยํ สมาธินฺทฺริยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อยํ สมาธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ อวิชฺชาย อนุปฏฺฐานํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ อวิชฺชาย ปริฬาหสฺส อนุปฏฺฐานํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ทสฺสนจริยาย เวสารชฺชํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ สนฺโต จ วิหาราธิคโม จ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ยํ ปญฺญินฺทฺริยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อยํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ อิเมหิ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อสฺสาโท โหติ อิเมหิ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อสฺสาทํ ปชานาติ ฯ
อินทรีย์ ๕ มีโทษด้วยอาการ ๒๕ เป็นไฉน บุคคลย่อมรู้โทษ แห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ เป็นไฉน ฯ ความปรากฏแห่งอสัทธินทรีย์ เป็นโทษแห่งสัทธินทรีย์ ความปรากฏ แห่งความเร่าร้อนเพราะอสัทธินทรีย์ เป็นโทษแห่งสัทธินทรีย์ สัทธินทรีย์มีโทษ เพราะความไม่เที่ยง ... เป็นทุกข์ ... เป็นอนัตตา ความปรากฏแห่งความเป็นผู้ เกียจคร้าน เป็นโทษแห่งวิริยินทรีย์ ความปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะความ เป็นผู้เกียจคร้าน เป็นโทษแห่งวิริยินทรีย์ วิริยินทรีย์มีโทษเพราะความไม่เที่ยง ... เป็นทุกข์ ... เป็นอนัตตา ความปรากฏแห่งความประมาท เป็นโทษแห่ง สตินทรีย์ ความปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะความประมาท เป็นโทษแห่ง สตินทรีย์ สตินทรีย์มีโทษเพราะความไม่เที่ยง ... เป็นทุกข์ ... เป็นอนัตตา ความปรากฏแห่งอุทธัจจะ เป็นโทษแห่งสมาธินทรีย์ ความปรากฏแห่งความ เร่าร้อนเพราะอุทธัจจะ เป็นโทษแห่งสมาธินทรีย์ สมาธินทรีย์มีโทษเพราะความ ไม่เที่ยง ... เป็นทุกข์ ... เป็นอนัตตา ความปรากฏแห่งอวิชชา เป็นโทษแห่ง ปัญญินทรีย์ ความปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะอวิชชา เป็นโทษแห่งปัญญินทรีย์ ปัญญินทรีย์มีโทษเพราะความไม่เที่ยง ... เป็นทุกข์ ... เป็นอนัตตา อินทรีย์ ๕ มีโทษด้วยอาการ ๒๕ เหล่านี้ บุคคลย่อมรู้โทษแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ เหล่านี้ ฯ
กตเมหิ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทีนโว โหติ กตเมหิ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทีนวํ ปชานาติ ฯ อสฺสทฺธินฺทฺริยสฺส อุปฏฺฐานํ สทฺธินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อสฺสทฺธินฺทฺริยสฺส ปริฬาหสฺส อุปฏฺฐานํ สทฺธินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อนิจฺจฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ ทุกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อนตฺตฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ โกสชฺชสฺส อุปฏฺฐานํ วิริยินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ โกสชฺชสฺส ปริฬาหสฺส อุปฏฺฐานํ วิริยินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อนิจฺจฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ ทุกฺขฏฺเฐน อนตฺตฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ ปมาทสฺส อุปฏฺฐานํ สตินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ ปมาทสฺส ปริฬาหสฺส อุปฏฺฐานํ สตินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อนิจฺจฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ ทุกฺขฏฺเฐน อนตฺตฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อุทฺธจฺจสฺส อุปฏฺฐานํ สมาธินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อุทฺธจฺจสฺส ปริฬาหสฺส อุปฏฺฐานํ สมาธินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อนิจฺจฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ ทุกฺขฏฺเฐน อนตฺตฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อวิชฺชาย อุปฏฺฐานํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อวิชฺชาย ปริฬาหสฺส อุปฏฺฐานํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อนิจฺจฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ ทุกฺขฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อนตฺตฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อิเมหิ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทีนโว โหติ อิเมหิ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทีนวํ ปชานาติ ฯ
อินทรีย์ ๕ มีอุบายเป็นเครื่องสลัดออกไปด้วยอาการ ๑๘๐ เป็นไฉน บุคคลย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกไป แห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๑๘๐ เป็นไฉน ฯ สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าความน้อมใจเชื่อ สลัดออกไปจากความเป็นผู้ไม่มี ศรัทธา ๑ จากความเร่าร้อนเพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ จากเหล่ากิเลสที่ เป็นไปตามความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ จากขันธ์ ๑ จากสรรพนิมิตภายนอก ๑ จากสัทธินทรีย์ซึ่งมีอยู่ก่อนแต่การได้สัทธินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น ๑ วิริยินทรีย์ ด้วยอรรถว่าประคองไว้ สลัดออกไปจากความเป็นผู้เกียจคร้าน ๑ จากความ เร่าร้อนเพราะความเป็นผู้เกียจคร้าน ๑ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามความเป็นผู้ เกียจคร้าน ๑ จากขันธ์ ๑ จากสรรพนิมิตภายนอก ๑ จากวิริยินทรีย์ซึ่งมีอยู่ ก่อนแต่การได้วิริยินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น ๑ สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น สลัดออกไปจากความประมาท ๑ จากความเร่าร้อนเพราะความประมาท ๑ จาก เหล่ากิเลสที่เป็นไปตามความประมาท ๑ จากขันธ์ ๑ จากสรรพนิมิตภายนอก ๑ จากสตินทรีย์ซึ่งมีอยู่ก่อนแต่การได้สตินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น ๑ สมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน สลัดออกไปจากอุทธัจจะ ๑ จากความเร่าร้อนเพราะ อุทธัจจะ ๑ จากขันธ์ ๑ จากสรรพนิมิตภายนอก ๑ จากสมาธินทรีย์ซึ่งมีอยู่ก่อน แต่การได้สมาธินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น ๑ ปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น สลัดออก ไปจากอวิชชา ๑ จากความเร่าร้อนเพราะอวิชชา ๑ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตาม อวิชชา ๑ จากขันธ์ ๑ จากสรรพนิมิตภายนอก ๑ จากปัญญินทรีย์ซึ่งมีอยู่ ก่อนแต่การได้ปัญญินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น ๑ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถปฐมฌาน สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในส่วนเบื้องต้น อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถทุติยฌาน สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในปฐมฌาน อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถตติยฌาน สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในทุติยฌาน อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถจตุตถฌาน สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในตติยฌาน อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอากาสา- *นัญจายตนสมาบัติ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในจตุตถฌาน อินทรีย์ ๕ ด้วย สามารถแห่งวิญญาณัญจายตนสมาบัติ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอากาสา- *นัญจายตนสมาบัติ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอากิญจัญญายตนสมาบัติ สลัดออก ไปจากอินทรีย์ ๕ ในวิญญาณัญจายตนสมาบัติ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถ แห่งเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอากิญจัญญา- *ยตนสมาบัติ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอนิจจานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งทุกขานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอนิจจานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่ง อนัตตานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในทุกขานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วย สามารถแห่งนิพพิทานุปัสสนา สลัดออกไปจาก อินทรีย์ ๕ ในอนัตตานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งวิราคานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ใน นิพพิทานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งนิโรธานุปัสสนา สลัดออกไปจาก อินทรีย์ ๕ ในวิราคานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งปฏินิสสัคคานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในนิโรธานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถ แห่งขยานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในปฏินิสสัคคานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งวยานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในขยานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งวิปริณามานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในวยานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอนิมิตตานุปัสสนา สลัดออกไปจาก อินทรีย์ ๕ ในวิปริณามานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอนิมิตตานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถ แห่งสุญญตานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอัปปณิหิตานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในสุญญตานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งยถาภูตญาณทัสนะ สลัดออก ไปจากอินทรีย์ ๕ ในอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอาทีนวา นุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในยถาภูตญาณทัสนะ อินทรีย์ ๕ ด้วย สามารถแห่งปฏิสังขานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอาทีนวานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งวิวัฏฏนานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ใน ปฏิสังขานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งโสดาปัตติมรรค สลัดออกไปจาก อินทรีย์ ๕ ในวิวัฏฏนานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งโสดาปัตติผลสมาบัติ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในโสดาปัตติมรรค อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่ง สกทาคามิมรรค สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในโสดาปัตติผลสมาบัติ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งสกทาคามิผลสมาบัติ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ใน สกทาคามิมรรค อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอนาคามิมรรค สลัดออกไปจาก อินทรีย์ ๕ ในสกทาคามิผลสมาบัติ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอนาคามิผล สมาบัติ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอนาคามิมรรค อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถ แห่งอรหัตมรรค สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอนาคามิผลสมาบัติ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอรหัตผลสมาบัติ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอรหัตมรรค อินทรีย์ ๕ ในเนกขัมมะ สลัดออกไปจากกามฉันทะ อินทรีย์ ๕ ในอัพยาบาท สลัดออกไปจากพยาบาท อินทรีย์ ๕ ในอาโลกสัญญา สลัดออกไปจากถีนมิทธะ อินทรีย์ ๕ ในความไม่ฟุ้งซ่าน สลัดออกไปจากอุทธัจจะ อินทรีย์ ๕ ใน ธรรมววัตถาน สลัดออกไปจากวิจิกิจฉา อินทรีย์ ๕ ในญาณ สลัดออกไป จากอวิชชา อินทรีย์ ๕ ในความปราโมทย์ สลัดออกไปจากอรติ อินทรีย์ ๕ ในปฐมฌาน สลัดออกไปจากนิวรณ์ อินทรีย์ ๕ ในทุติยฌาน สลัดออกไป จากวิตกวิจาร อินทรีย์ ๕ ในตติยฌาน สลัดออกไปจากปีติ อินทรีย์ ๕ ใน จตุตถฌาน สลัดออกไปจากสุขและทุกข์ อินทรีย์ ๕ ในอากาสา- *นัญจายตนสมาบัติ สลัดออกไปจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา อินทรีย์ ๕ ในวิญญาณัญจายตนสมาบัติ สลัดออกไปจากอากาสานัญจายตนสัญญา อินทรีย์ ๕ ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ สลัดออกไปจากวิญญาณัญจายตนสัญญา อินทรีย์ ๕ ในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ สลัดออกไปจากอากิญจัญญายตน- *สัญญา อินทรีย์ ๕ ในอนิจจานุปัสสนา สลัดออกไปจากนิจจสัญญา อินทรีย์ ๕ ในทุกขานุปัสสนา สลัดออกไปจากสุขสัญญา อินทรีย์ ๕ ใน อนัตตานุปัสสนา สลัดออกไปจากอัตตสัญญา อินทรีย์ ๕ ในนิพพิทานุปัสสนา สลัดออกไปจากความเพลิดเพลิน อินทรีย์ ๕ ในวิราคานุปัสสนา สลัดออกไป จากราคะ อินทรีย์ ๕ ในนิโรธานุปัสสนา สลัดออกไปจากสมุทัย อินทรีย์ ๕ ในปฏินิสสัคคานุปัสสนา สลัดออกไปจากความยึดมั่น อินทรีย์ ๕ ในขยานุปัสสนา สลัดออกไปจากฆนสัญญา อินทรีย์ ๕ ในวยานุปัสสนา สลัดออกไปจากการ ประมวลอายุ อินทรีย์ ๕ ในวิปริณามานุปัสสนา สลัดออกไปจากธุวสัญญา อินทรีย์ ๕ ในอนิมิตตานุปัสสนา สลัดออกไปจากนิมิต อินทรีย์ ๕ ใน อัปปณิหิตานุปัสนา สลัดออกไปจากปณิธิ อินทรีย์ ๕ ในสุญญตานุปัสสนา สลัดออกไปจากความถือมั่น อินทรีย์ ๕ ในอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา สลัดออก ไปจากความยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นแก่นสาร อินทรีย์ ๕ ในยถาภูตญาณทัสนะ สลัดออกไปจากความถือมั่นเพราะความหลง อินทรีย์ ๕ ในอาทีนวานุปัสสนา สลัดออกไปจากความถือมั่นด้วยความอาลัย อินทรีย์ ๕ ในปฏิสังขานุปัสสนา สลัดออกไปจากการไม่พิจารณาหาทาง อินทรีย์ ๕ ในวิวัฏฏนานุปัสสนา สลัดออกไปจากความถือมั่นเพราะกิเลสเครื่องประกอบ อินทรีย์ ๕ ในโสดา- *ปัตติมรรค สลัดออกไปจากกิเลสซึ่งอยู่ในที่เดียวกันกับทิฐิ อินทรีย์ ๕ ใน สกทาคามิมรรค สลัดออกไปจากกิเลสส่วนหยาบ ๆ อินทรีย์ ๕ ใน อนาคามิมรรค สลัดออกไปจากกิเลสส่วนละเอียด อินทรีย์ ๕ ในอรหัตมรรค สลัดออกไปจากกิเลสทั้งปวง อินทรีย์ ๕ ในธรรมนั้น ๆ เป็นคุณชาติ อันพระขีณาสพทั้งปวงเทียวสลัดออกแล้ว สลัดออกดีแล้ว ระงับแล้วและระงับ ดีแล้ว อินทรีย์ ๕ มีอุบายเป็นเครื่องสลัดออกด้วยอาการ ๑๘๐ เหล่านี้ บุคคลย่อมรู้อุบายเครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๑๘๐ เหล่านี้ ฯ จบภาณวาร ----------------------------------------------------- สาวัตถีนิทาน
กตเมหิ อสีติสตากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ โหติ กตเมหิ อสีติสตากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ ปชานาติ ฯ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ อสฺสทฺธิยา นิสฺสฏํ โหติ อสฺสทฺธิยปริฬาหา นิสฺสฏํ โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ นิสฺสฏํ โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ นิสฺสฏํ โหติ ตโต ปณีตตรสทฺธินฺทฺริยสฺส ปฏิลาภา ปุริมตรสทฺธินฺทฺริยา นิสฺสฏํ โหติ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ โกสชฺชา นิสฺสฏํ โหติ โกสชฺชปริฬาหา นิสฺสฏํ โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ นิสฺสฏํ โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ นิสฺสฏํ โหติ ตโต ปณีตตรวิริยินฺทฺริยสฺส ปฏิลาภา ปุริมตรวิริยินฺทฺริยา นิสฺสฏํ โหติ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ปมาทา นิสฺสฏํ โหติ ปมาทปริฬาหา นิสฺสฏํ โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ นิสฺสฏํ โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ นิสฺสฏํ โหติ ตโต ปณีตตรสตินฺทฺริยสฺส ปฏิลาภา ปุริมตรสตินฺทฺริยา นิสฺสฏํ โหติ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ อุทฺธจฺจโต นิสฺสฏํ โหติ อุทฺธจฺจปริฬาหา นิสฺสฏํ โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ นิสฺสฏํ โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ นิสฺสฏํ โหติ ตโต ปณีตตรสมาธินฺทฺริยสฺส ปฏิลาภา ปุริมตรสมาธินฺทฺริยา นิสฺสฏํ โหติ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ อวิชฺชาย นิสฺสฏํ โหติ อวิชฺชาปริฬาหา นิสฺสฏํ โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ นิสฺสฏํ โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ นิสฺสฏํ โหติ {๔๓๕.๑} ตโต ปณีตตรปญฺญินฺทฺริยสฺส ปฏิลาภา ปุริมตรปญฺญินฺทฺริยา นิสฺสฏํ โหติ ปุพฺพภาเค ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ปฐมชฺฌานวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ปฐมชฺฌาเน ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ทุติยชฺฌานวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ทุติยชฺฌาเน ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ตติยชฺฌานวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ตติยชฺฌาเน ปญฺจหินฺทฺริเยหิ จตุตฺถชฺฌานวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ จตุตฺถชฺฌาเน ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อนิจฺจานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อนิจฺจานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ทุกฺขานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ทุกฺขานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อนตฺตานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อนตฺตานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ นิพฺพิทานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ {๔๓๕.๒} นิพฺพิทานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ วิราคานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ วิราคานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ นิโรธานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ นิโรธานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ขยานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ขยานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ วยานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ วยานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ วิปริณามานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ วิปริณามานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อนิมิตฺตานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อนิมิตฺตานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อปฺปณิหิตานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อปฺปณิหิตานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ สุญฺญตานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ สุญฺญตานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ยถาภูตญาณทสฺสนวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ยถาภูตญาณทสฺสเน ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อาทีนวานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อาทีนวานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ปฏิสงฺขานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ {๔๓๕.๓} ปฏิสงฺขานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ วิวฏฺฏนานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ วิวฏฺฏนานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ โสตาปตฺติมคฺควเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ โสตาปตฺติมคฺเค ปญฺจหินฺทฺริเยหิ โสตาปตฺติผลสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ โสตาปตฺติผลสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ สกทาคามิมคฺควเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ สกทาคามิมคฺเค ปญฺจหินฺทฺริเยหิ สกทาคามิผลสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ สกทาคามิผลสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อนาคามิมคฺควเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อนาคามิมคฺเค ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อนาคามิผลสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อนาคามิผลสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อรหตฺตมคฺควเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อรหตฺตมคฺเค ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อรหตฺตผลสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ นิกฺขมฺเม ปญฺจินฺทฺริยานิ กามจฺฉนฺทโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ อพฺยาปาเท ปญฺจินฺทฺริยานิ พฺยาปาทโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ อาโลกสญฺญาย ปญฺจินฺทฺริยานิ ถีนมิทฺธโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ อวิกฺเขเป ปญฺจินฺทฺริยานิ อุทฺธจฺจโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ ธมฺมววตฺถาเน ปญฺจินฺทฺริยานิ วิจิกิจฺฉาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ ญาเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ อวิชฺชาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ ปามุชฺเช ปญฺจินฺทฺริยานิ อรติยา นิสฺสฏานิ โหนฺติ {๔๓๕.๔} ปฐมชฺฌาเน ปญฺจินฺทฺริยานิ นีวรเณหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ทุติยชฺฌาเน ปญฺจินฺทฺริยานิ วิตกฺกวิจาเรหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ตติยชฺฌาเน ปญฺจินฺทฺริยานิ ปีติยา นิสฺสฏานิ โหนฺติ จตุตฺถชฺฌาเน ปญฺจินฺทฺริยานิ สุขทุกฺเขหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อากาสานญฺจายตน- สมาปตฺติยา ปญฺจินฺทฺริยานิ รูปสญฺญาย ปฏิฆสญฺญาย นานตฺตสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา ปญฺจินฺทฺริยานิ อากาสานญฺจายตนสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ อากิญฺจญฺญายตน- สมาปตฺติยา ปญฺจินฺทฺริยานิ วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา ปญฺจินฺทฺริยานิ อากิญฺจญฺญายตนสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ อนิจฺจานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ นิจฺจสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ ทุกฺขานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ สุขสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ อนตฺตานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ อตฺตสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ นิพฺพิทานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ นนฺทิยา นิสฺสฏานิ โหนฺติ วิราคานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ ราคโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ นิโรธานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ สมุทยโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ อาทานโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ ขยานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ ฆนสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ วยานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ อายุหนโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ วิปริณามานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ ธุวสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ อนิมิตฺตานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ นิมิตฺตโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ {๔๓๕.๕} อปฺปณิหิตานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ ปณิธิยา นิสฺสฏานิ โหนฺติ สุญฺญตานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ อภินิเวสโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ สาราทานาภินิเวสโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ ยถาภูตญาณทสฺสเน ปญฺจินฺทฺริยานิ สมฺโมหาภินิเวสโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ อาทีนวานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ อาลยาภินิเวสโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ ปฏิสงฺขานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ อปฺปฏิสงฺขาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ วิวฏฺฏนานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ สญฺโญคาภินิเวสโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ โสตาปตฺติมคฺเค ปญฺจินฺทฺริยานิ ทิฏฺเฐกฏฺเฐหิ กิเลเสหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ สกทาคามิมคฺเค ปญฺจินฺทฺริยานิ โอฬาริเกหิ กิเลเสหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อนาคามิมคฺเค ปญฺจินฺทฺริยานิ อนุสหคเตหิ กิเลเสหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อรหตฺตมคฺเค ปญฺจินฺทฺริยานิ สพฺพกิเลเสหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ สพฺเพสญฺเญว ขีณาสวานํ ตตฺถ ตตฺถ ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ เจว โหนฺติ สุนิสฺสฏานิ จ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สุปฺปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ อิเมหิ อสีติสตากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ โหติ อิเมหิ อสีติสตากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ ปชานาติ ฯ ภาณวารํ ฯ -------- สาวตฺถีนิทานํ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ อินทรีย์ ๕ เป็นไฉน คือ สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๑ สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญินทรีย์ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็จะพึงเห็นสัทธินทรีย์ในที่ไหน พึงเห็นในโสดา- ปัตติยังคะ (ธรรมอันเป็นองค์แห่งการบรรลุกระแสนิพพาน) ๔ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็จะพึงเห็นวิริยินทรีย์ในที่ไหน พึงเห็นใน สัมมัปปธาน ๔ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็จะพึงเห็นสตินทรีย์ในที่ไหน พึงเห็นในสติ- ปัฏฐาน ๔ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็จะพึงเห็นสมาธินทรีย์ในที่ไหน พึงเห็น ในฌาน ๔ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็จะพึงเห็นปัญญินทรีย์ในที่ไหน พึงเห็นใน อริยสัจ ๔ ฯ
ปญฺจิมานิ ภิกฺขเว อินฺทฺริยานิ กตมานิ ปญฺจ สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ ฯ {๔๓๖.๑} กตฺถ จ ภิกฺขเว สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ เอตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ฯ {๔๓๖.๒} กตฺถ จ ภิกฺขเว วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ สมฺมปฺปธาเนสุ เอตฺถ วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ฯ {๔๓๖.๓} กตฺถ จ ภิกฺขเว สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ เอตฺถ สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ฯ {๔๓๖.๔} กตฺถ จ ภิกฺขเว สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ ฌาเนสุ เอตฺถ สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ฯ {๔๓๖.๕} กตฺถ จ ภิกฺขเว ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ อริยสจฺเจสุ เอตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ฯ
ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็น อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ ในสัมมัปปธาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ ในฌาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ฯ ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ ฯ
จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน กติหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ จตูสุ สมฺมปฺปธาเนสุ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน กติหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ สตินฺทฺริยสฺส วเสน กติหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ จตูสุ ฌาเนสุ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กติหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ จตูสุ อริยสจฺเจสุ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน กติหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ จตูสุ สมฺมปฺปธาเนสุ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ สตินฺทฺริยสฺส วเสน วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ จตูสุ ฌาเนสุ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ จตูสุ อริยสจฺเจสุ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ
ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็น อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ พึงเห็นสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการน้อมใจเชื่อในโสดา- *ปัตติยังคะ คือ การคบสัตบุรุษ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึง เห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึง เห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ พึงเห็นสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่า เป็นใหญ่ในการน้อมใจเชื่อ ในโสดาปัตติยังคะ คือ การฟังธรรม ของท่าน การทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ
จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ สปฺปุริสสํเสเว โสตาปตฺติยงฺเค อธิโมกฺขาธิปเตยฺยฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สทฺธมฺมสฺสวเน โสตาปตฺติยงฺเค โยนิโสมนสิกาเร โสตาปตฺติยงฺเค ธมฺมานุธมฺม- ปฏิปตฺติยา โสตาปตฺติยงฺเค อธิโมกฺขาธิปเตยฺยฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ
ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ จะพึงเห็น อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ พึงเห็นวิริยินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการประคองไว้ ใน สัมมัปปธาน ๔ คือ การไม่ยังอกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น พึงเห็น สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็น ปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ด้วย สามารถแห่งวิริยินทรีย์ พึงเห็นวิริยินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการประคอง ไว้ ในสัมมัปปธาน คือ การละอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ใน สัมมัปปธาน คือ การยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น ฯลฯ ในสัมมัปปธาน คือ ความตั้งมั่น ความไม่ฟั่นเฟือน ความเจริญยิ่ง ความไพบูลย์ ความ เจริญ ความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว พึงเห็นสตินทรีย์ด้วย อรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่ง วิริยินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ
จตูสุ สมฺมปฺปธาเนสุ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ อนุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ อนุปฺปาทาย สมฺมปฺปธาเน ปคฺคหาธิปเตยฺยฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย สมฺมปฺปธาเน ฯเปฯ อนุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ อุปฺปาทาย สมฺมปฺปธาเน ฯเปฯ อุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ ฐิติยา อสมฺโมสาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา สมฺมปฺปธาเน ปคฺคหาธิปเตยฺยฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ สมฺมปฺปธาเนสุ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ
ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ จะพึงเห็น อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ พึงเห็นสตินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการตั้งมั่น ในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณาเห็นกายในกาย พึงเห็นสมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ พึงเห็น สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการตั้งมั่น ในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณา เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ฯลฯ ในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณาเห็นจิตใน จิต ฯลฯ ในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย พึงเห็น สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็น สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ด้วย สามารถแห่งสตินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ จะพึงเห็น อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ
จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ สตินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ กาเย กายานุปสฺสนาสติปฏฺฐาเน อุปฏฺฐานาธิปเตยฺยฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สตินฺทฺริยสฺส วเสน อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสนาสติปฏฺฐาเน ฯเปฯ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสนาสติปฏฺฐาเน ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสนาสติปฏฺฐาเน อุปฏฺฐานาธิปเตยฺยฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สตินฺทฺริยสฺส วเสน อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ สตินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ
ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ พึงเห็นสมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความไม่ฟุ้งซ่าน ในปฐมฌาน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ด้วย สามารถแห่งสมาธินทรีย์ พึงเห็นสมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความไม่ ฟุ้งซ่าน ในทุติยฌาน ฯลฯ ในตติยฌาน ฯลฯ ในจตุตถฌาน พึงเห็น ปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็น วิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ด้วย สามารถแห่งสมาธินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ จะพึงเห็น อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ
จตูสุ ฌาเนสุ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ ปฐมชฺฌาเน อวิกฺเขปาธิปเตยฺยฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทุติยชฺฌาเน ฯเปฯ ตติยชฺฌาเน จตุตฺถชฺฌาเน อวิกฺเขปาธิปเตยฺยฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ ฌาเนสุ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ
ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ พึงเห็นปัญญินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการเห็นในอริยสัจ คือ ทุกข์ พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่า ประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่า ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นปัญญินทรีย์ ด้วยอรรถว่า เป็นใหญ่ในความเห็นในอริยสัจ คือ ทุกขสมุทัย ฯลฯ ในอริยสัจ คือ ทุกขนิโรธ ฯลฯ ในอริยสัจ คือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา พึงเห็นสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็น สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วย สามารถแห่งปัญญินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็น อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ
จตูสุ อริยสจฺเจสุ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ ทุกฺเข อริยสจฺเจ ทสฺสนาธิปเตยฺยฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทุกฺขสมุทเย อริยสจฺเจ ฯเปฯ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย อริยสจฺเจ ทสฺสนาธิปเตยฺยฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ อริยสจฺเจสุ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ
ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็น ความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ฯลฯ ในสัมมัปปธาน ๔ ฯลฯ ในสติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ ในฌาน ๔ ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นความประพฤติ แห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ฯ ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็นความ ประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ ฯลฯ ในสัมมัปปธาน ๔ ฯลฯ ใน สติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ ในฌาน ๔ ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ ฯ
จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา จตูสุ สมฺมปฺปธาเนสุ ฯเปฯ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ ฯเปฯ จตูสุ ฌาเนสุ ฯเปฯ จตูสุ อริยสจฺเจสุ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา จตูสุ สมฺมปฺปธาเนสุ ฯเปฯ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ จตูสุ ฌาเนสุ จตูสุ อริยสจฺเจสุ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ
ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็น ความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความ น้อมใจเชื่อ ในโสดาปัตติยังคะ คือ การคบหาสัปบุรุษ พึงเห็นความประพฤติ แห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วย อรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึง เห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความน้อมใจเชื่อ ในโสดาปัตติยังคะ คือ การฟังธรรมของท่าน ฯลฯ ในโสดาปัตติยังคะ คือ การทำไว้ในใจ โดยอุบายอันแยบคาย ฯลฯ ในโสดาปัตติยังคะ คือ การ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่า ประคองไว้ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นความ ประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นความประพฤติแห่ง ปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ ด้วยสามารถแห่ง สัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วย อาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ
จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ สปฺปุริสสํเสเว โสตาปตฺติยงฺเค อธิโมกฺขาธิปเตยฺยฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา สทฺธมฺมสฺสวเน โสตาปตฺติยงฺเค ฯเปฯ โยนิโสมนสิกาเร โสตาปตฺติยงฺเค ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติยา โสตาปตฺติยงฺเค อธิโมกฺขาธิปเตยฺยฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ
ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ จะพึงเห็นความ ประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความ ประคองไว้ ในสัมมัปปธาน คือ การไม่ยังอกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิด ให้ เกิดขึ้น พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ฯลฯ พึงเห็น ความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความประคองไว้ ในสัมมัปปธาน คือ การละอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ในสัมมัปปธาน คือ การบำเพ็ญกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น ฯลฯ ในสัมมัปปธาน คือ ความตั้งมั่น ความไม่ฟั่นเฟือน ความเจริญยิ่ง ความไพบูลย์ ความเจริญ ความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ฯลฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจ เชื่อ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ
จตูสุ สมฺมปฺปธาเนสุ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ อนุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ อนุปฺปาทาย สมฺมปฺปธาเน ปคฺคหาธิปเตยฺยฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯเปฯ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย สมฺมปฺปธาเน ฯเปฯ อนุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ อุปฺปาทาย สมฺมปฺปธาเน ฯเปฯ อุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ ฐิติยา อสมฺโมสาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา สมฺมปฺปธาเน ปคฺคหาธิปเตยฺยฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส ฯเปฯ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา จตูสุ สมฺมปฺปธาเนสุ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ
ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ จะพึงเห็นความ ประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความตั้งมั่น ในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณาเห็นกายในกาย พึงเห็นความประพฤติแห่ง สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ด้วย อรรถว่าเห็น พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึง เห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ด้วยสามารถแห่ง สตินทรีย์ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความ ตั้งมั่น ในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณา เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ฯลฯ ในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณาเห็นจิตในจิต ฯลฯ ในสติปัฏฐาน คือ การ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ด้วย อรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคอง ไว้ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ
จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ สตินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ กาเย กายานุปสฺสนาสติปฏฺฐาเน อุปฏฺฐานาธิปเตยฺยฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา สตินฺทฺริยสฺส วเสน อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา เวทนาสุ เวทนานุปสฺสนาสติปฏฺฐาเน ฯเปฯ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสนาสติปฏฺฐาเน ฯเปฯ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสนาสติปฏฺฐาเน อุปฏฺฐานาธิปเตยฺยฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา สตินฺทฺริยสฺส วเสน ฯเปฯ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ สตินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ
ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ จะพึงเห็นความ ประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความไม่ ฟุ้งซ่าน ในปฐมฌาน พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นความ ประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ พึงเห็นความประพฤติแห่ง สมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความไม่ฟุ้งซ่าน ในทุติยฌาน ฯลฯ ใน ตติยฌาน ฯลฯ ในจตุตถฌาน ฯลฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วย อรรถว่าตั้งมั่น ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ใน ฌาน ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ
จตูสุ ฌาเนสุ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ ปฐมชฺฌาเน อวิกฺเขปาธิปเตยฺยฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ทุติยชฺฌาเน ฯเปฯ ตติยชฺฌาเน ฯเปฯ จตุตฺถชฺฌาเน อวิกฺเขปาธิปเตยฺยฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน ฯเปฯ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา จตูสุ ฌาเนสุ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ
ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นความ ประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการเห็น ในอริยสัจ คือ ทุกข์ พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจ เชื่อ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นความ ประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นความประพฤติแห่ง ปัญญินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความเห็น ในอริยสัจ คือ ทุกขสมุทัย ฯลฯ ในอริยสัจ คือ ทุกขนิโรธ ฯลฯ ในอริยสัจ คือ ทุกขนิโรธคามินี- *ปฏิปทา พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็น ความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นความประพฤติแห่ง สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่า ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ
จตูสุ อริยสจฺเจสุ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ ทุกฺเข อริยสจฺเจ ทสฺสนาธิปเตยฺยฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ทุกฺขสมุทเย อริยสจฺเจ ฯเปฯ ทุกฺขนิโรเธ อริยสจฺเจ ทุกฺขนิโรธาคามินิยา ปฏิปทาย อริยสจฺเจ ทสฺสนาธิปเตยฺยฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา จตูสุ อริยสจฺเจสุ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ
ความประพฤติและวิหารธรรม เป็นอันตรัสรู้แล้ว แทงตลอด แล้ว เหมือนอย่างสพรหมจารีผู้รู้แจ้ง กำหนดบุคคลไว้ในฐานที่ลึก ตามที่ประพฤติ ตามที่อยู่ว่า ท่านผู้นี้บรรลุแล้ว หรือว่าจักบรรลุเป็นแน่ ฯ จริยา ในคำว่า ความประพฤติ มี ๘ คือ อิริยาปถจริยา ๑ อายตนจริยา ๑ สติจริยา ๑ สมาธิจริยา ๑ ญาณจริยา ๑ มรรคจริยา ๑ ปัตติจริยา ๑ โลกัตถจริยา ๑ ฯ ความประพฤติในอิริยาบถ ๔ ชื่อว่าอิริยาปถจริยา ความประพฤติใน อายตนภายในภายนอก ๖ ชื่อว่าอายตนจริยา ความประพฤติในสติปัฏฐาน ๔ ชื่อว่าสติจริยา ความประพฤติในฌาน ๔ ชื่อว่าสมาธิจริยา ความประพฤติใน อริยสัจ ๔ ชื่อว่าญาณจริยา ความประพฤติในอริยมรรค ๔ ชื่อว่ามรรคจริยา ความประพฤติในสามัญผล ๔ ชื่อว่าปัตติจริยา ความประพฤติกิจซึ่งเป็นประโยชน์ แก่โลก ในพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ในพระปัจเจกพุทธเจ้าบางส่วน ในพระสาวกบางส่วน ชื่อว่าโลกัตถจริยา อิริยาปถจริยา เป็นของท่านผู้ถึงพร้อม ด้วยการตั้งใจไว้ อายตนจริยา เป็นของท่านผู้คุ้มครองอินทรีย์ สติจริยา เป็น ของท่านผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท สมาธิจริยา เป็นของท่านผู้ขวนขวาย ในอธิจิต ญาณจริยา เป็นของท่านผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญา มรรคจริยา เป็นของ ท่านผู้ปฏิบัติชอบ ปัตติจริยา เป็นของท่านผู้บรรลุผลแล้ว และโลกัตถจริยา เป็นของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ของพระปัจเจกพุทธเจ้าบางส่วน ของพระสาวกบางส่วน จริยา ๘ เหล่านี้ ฯ จริยา ๘ อีกประการหนึ่ง คือ บุคคลผู้น้อมใจเชื่อ ย่อมประพฤติด้วย ศรัทธา ผู้ประคองไว้ ย่อมประพฤติด้วยความเพียร ผู้เข้าไปตั้งไว้มั่น ย่อม ประพฤติด้วยสติ ผู้ทำจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน ย่อมประพฤติด้วยสมาธิ ผู้รู้ชัด ย่อม ประพฤติด้วยปัญญา ผู้รู้แจ้ง ย่อมประพฤติด้วยวิญญาณ ผู้ทราบว่า ท่านปฏิบัติ อย่างนี้จึงบรรลุคุณวิเศษ ดังนี้ ย่อมประพฤติด้วยวิเสสจริยา ผู้ที่ทราบว่า กุศลธรรมของท่านผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ย่อมยังอิฐผลให้ยืดยาวไป ดังนี้ ย่อมประพฤติ ด้วยอายตนจริยา จริยา ๘ เหล่านี้ ฯ จริยา ๘ อีกประการหนึ่ง คือ ทัสสนจริยาแห่งสัมมาทิฐิ ๑ อภิโรปน- *จริยาแห่งสัมมาสังกัปปะ ๑ ปริคคหจริยาแห่งสัมมาวาจา ๑ สมุฏฐานจริยาแห่ง สัมมากัมมันตะ ๑ โวทานจริยาแห่งสัมมาอาชีวะ ๑ ปัคคหจริยาแห่งสัมมา- *วายามะ ๑ อุปัฏฐานจริยาแห่งสัมมาสติ ๑ อวิกเขปจริยาแห่งสัมมาสมาธิ ๑ จริยา ๘ เหล่านี้ ฯ
จาโร จ วิหาโร จ อนุพุทฺโธ โหติ ปฏิวิทฺโธ ยถา จรนฺตํ ยถา วิหรนฺตํ วิญฺญู สพฺรหฺมจารี คมฺภีเรสุ ฐาเนสุ โอกปฺเปยฺยุํ อทฺธา อยมายสฺมา ปตฺโต วา ปาปุณิสฺสติ วา ฯ {๔๔๙.๑} จริยาติ อฏฺฐ จริยาโย อิริยาปถจริยา อายตนจริยา สติจริยา สมาธิจริยา ญาณจริยา มคฺคจริยา ปตฺติจริยา โลกตฺถจริยา ฯ {๔๔๙.๒} อิริยาปถจริยาติ จตูสุ อิริยาปเถสุ ฯ อายตนจริยาติ ฉสุ อชฺฌตฺติกพาหิเรสุ อายตเนสุ ฯ สติจริยาติ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ ฯ สมาธิจริยาติ จตูสุ ฌาเนสุ ฯ ญาณจริยาติ จตูสุ อริยสจฺเจสุ ฯ มคฺคจริยาติ จตูสุ อริยมคฺเคสุ ฯ ปตฺติจริยาติ จตูสุ สามญฺญผเลสุ ฯ โลกตฺถจริยาติ ตถาคเตสุ อรหนฺเตสุ สมฺมาสมฺพุทฺเธสุ ปเทโส ปจฺเจกพุทฺเธสุ ปเทโส สาวเกสุ ฯ อิริยาปถจริยา จ ปณิธิสมฺปนฺนานํ อายตนจริยา จ อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารานํ สติจริยา จ อปฺปมาทวิหารีนํ สมาธิจริยา จ อธิจิตฺตมนุยุตฺตานํ ญาณจริยา จ พุทฺธิสมฺปนฺนานํ มคฺคจริยา จ สมฺมาปฏิปนฺนานํ ปตฺติจริยา จ อธิคตผลานํ โลกตฺถจริยา จ ตถาคตานํ อรหนฺตานํ สมฺมาสมฺพุทฺธานํ ปเทโส ปจฺเจกพุทฺธานํ ปเทโส สาวกานํ อิมา อฏฺฐ จริยาโย ฯ {๔๔๙.๓} อปราปิ อฏฺฐ จริยาโย อธิมุจฺจนฺโต สทฺธาย จรติ ปคฺคณฺหนฺโต วิริเยน จรติ อุปฏฺฐาเปนฺโต สติยา จรติ อวิกฺเขปํ กโรนฺโต สมาธินา จรติ ปชานนฺโต ปญฺญาย จรติ วิชานนฺโต วิญฺญาเณน จรติ เอวํ ปฏิปนฺโน วิเสสมธิคจฺฉตีติ วิเสสจริยาย จรติ เอวํ ปฏิปนฺนสฺส กุสลา ธมฺมา อายาเปนฺตีติ อายตนจริยาย จรติ อิมา อฏฺฐ จริยาโย ฯ {๔๔๙.๔} อปราปิ อฏฺฐ จริยาโย ทสฺสนจริยา จ สมฺมาทิฏฺฐิยา อภิโรปนจริยา จ สมฺมาสงฺกปฺปสฺส ปริคฺคหจริยา จ สมฺมาวาจาย สมุฏฺฐานจริยา จ สมฺมากมฺมนฺตสฺส โวทานจริยา จ สมฺมาอาชีวสฺส ปคฺคหจริยา จ สมฺมาวายามสฺส อุปฏฺฐานจริยา จ สมฺมาสติยา อวิกฺเขปจริยา จ สมฺมาสมาธิสฺส อิมา อฏฺฐ จริยาโย ฯ
คำว่า วิหาโร ความว่า บุคคลผู้น้อมใจเชื่อ ย่อมอยู่ด้วย ศรัทธา ผู้ประคองไว้ ย่อมอยู่ด้วยความเพียร ผู้ตั้งสติมั่น ย่อมอยู่ด้วยสติ ผู้ทำ จิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน ย่อมอยู่ด้วยสมาธิ ผู้รู้ชัด ย่อมอยู่ด้วยปัญญา ฯ คำว่า รู้ตาม ความว่า ความน้อมใจเชื่อแห่งสัทธินทรีย์ ความประคอง ไว้แห่งวิริยินทรีย์ ความตั้งมั่นแห่งสตินทรีย์ ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งสมาธินทรีย์ ความเห็นแห่งปัญญินทรีย์ เป็นอันรู้ตามแล้ว ฯ คำว่า แทงตลอดแล้ว ความว่า ความน้อมใจเชื่อแห่งสัทธินทรีย์ ... ความเห็นแห่งปัญญินทรีย์ เป็นอันแทงตลอดแล้ว ฯ คำว่า ตามที่ประพฤติ ความว่า ประพฤติด้วยศรัทธาอย่างนี้ ด้วยความ เพียรอย่างนี้ ด้วยสติอย่างนี้ ด้วยสมาธิอย่างนี้ ด้วยปัญญาอย่างนี้ ฯ คำว่า ตามที่อยู่ ความว่า อยู่ด้วยศรัทธาอย่างนี้ ... ด้วยปัญญาอย่างนี้ ฯ คำว่า วิญญู คือ ผู้รู้แจ้ง ผู้มีปัญญาแจ่มแจ้ง ผู้มีปัญญาทำลายกิเลส ผู้เป็นบัณฑิต ผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาเครื่องตรัสรู้ ฯ คำว่า สพฺรหฺมจารี คือ บุคคลผู้มีการงานอย่างเดียวกัน มีอุเทศอย่าง เดียวกัน มีการศึกษาเสมอกัน ฯ ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ มรรค ผล อภิญญา และปฏิสัมภิทา ท่านกล่าวว่า เป็นฐานะอันลึก ในคำว่า คมฺภีเรสุ ฐาเนสุ ฯ คำว่า โอกปฺเปยยุ ความว่า พึงเชื่อ คือ พึงน้อมใจเชื่อ ฯ คำว่า อทฺธา นี้ เป็นเครื่องกล่าวส่วนเดียว เป็นเครื่องกล่าวโดยไม่ สงสัย เป็นเครื่องกล่าวโดยสิ้นความเคลือบแคลง เป็นเครื่องกล่าวไม่เป็นสอง เป็นเครื่องกล่าวโดยธรรมเครื่องนำออก เป็นเครื่องกล่าวไม่ผิด เป็นเครื่องกล่าว โดยหลักฐาน ฯ คำว่า อายสฺมา นี้ เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวด้วย ความเคารพ เป็นเครื่องกล่าวมีความเคารพยำเกรง ฯ คำว่า บรรลุแล้ว ความว่า ถึงทับแล้ว คำว่า หรือว่าจักบรรลุ ความว่า จักถึงทับ ฯ จบนิทานบริบูรณ์
วิหาโรติ อธิมุจฺจนฺโต สทฺธาย วิหรติ ปคฺคณฺหนฺโต วิริเยน วิหรติ อุปฏฺฐาเปนฺโต สติยา วิหรติ อวิกฺเขปํ กโรนฺโต สมาธินา วิหรติ ปชานนฺโต ปญฺญาย วิหรติ ฯ อนุพุทฺโธติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิโมกฺขฏฺโฐ อนุพุทฺโธ โหติ วิริยินฺทฺริยสฺส ปคฺคหฏฺโฐ อนุพุทฺโธ โหติ สตินฺทฺริยสฺส อุปฏฺฐานฏฺโฐ อนุพุทฺโธ โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส อวิกฺเขปฏฺโฐ อนุพุทฺโธ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส ทสฺสนฏฺโฐ อนุพุทฺโธ โหติ ฯ ปฏิวิทฺโธติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิโมกฺขฏฺโฐ ปฏิวิทฺโธ โหติ วิริยินฺทฺริยสฺส ปคฺคหฏฺโฐ ปฏิวิทฺโธ โหติ สตินฺทฺริยสฺส อุปฏฺฐานฏฺโฐ ปฏิวิทฺโธ โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส อวิกฺเขปฏฺโฐ ปฏิวิทฺโธ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส ทสฺสนฏฺโฐ ปฏิวิทฺโธ โหติ ฯ {๔๕๐.๑} ยถา จรนฺตนฺติ เอวํ สทฺธาย จรนฺตํ เอวํ วิริเยน จรนฺตํ เอวํ สติยา จรนฺตํ เอวํ สมาธินา จรนฺตํ เอวํ ปญฺญาย จรนฺตํ ฯ ยถา วิหรนฺตนฺติ เอวํ สทฺธาย วิหรนฺตํ เอวํ วิริเยน วิหรนฺตํ เอวํ สติยา วิหรนฺตํ เอวํ สมาธินา วิหรนฺตํ เอวํ ปญฺญาย วิหรนฺตํ ฯ {๔๕๐.๒} วิญฺญูติ วิญฺญู วิภาวี เมธาวี ปณฺฑิตา พุทฺธิสมฺปนฺนา ฯ สพฺรหฺมจารีติ เอกกมฺมํ เอกุทฺเทโส สมสิกฺขาตา ฯ คมฺภีเรสุ ฐาเนสูติ คมฺภีรานิ ฐานานิ วุจฺจนฺติ ฌานานิ จ วิโมกฺขา จ สมาธิ จ สมาปตฺติโย จ มคฺคา จ ผลานิ จ อภิญฺญาโย จ ปฏิสมฺภิทา จ ฯ โอกปฺเปยฺยุนฺติ สทฺทเหยฺยุํ อธิมุจฺเจยฺยุํ ฯ อทฺธาติ เอกํสวจนเมตํ นิสฺสํสยวจนเมตํ นิกฺกงฺขาวจนเมตํ อทฺวชฺฌวจนเมตํ อเทฺวฬฺหกวจนเมตํ นิยฺยานิกวจนเมตํ อปณฺณกวจนเมตํ อวตฺถาปนวจนเมตํ อทฺธาติ ฯ อายสฺมาติ ปิยวจนเมตํ ครุวจนเมตํ สคารวสปฺปติสฺสาธิวจนเมตํ อายสฺมาติ ฯ ปตฺโต วาติ อธิคโต ฯ ปาปุณิสฺสติ วาติ อธิคมิสฺสติ ฯ ปริปุณฺณนิทานํ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ ๕ เป็นไฉน คือ สัทธิน- *ทรีย์ ... ปัญญินทรีย์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านี้แล ฯ อินทรีย์ ๕ เหล่านี้พึงเห็นด้วยอาการเท่าไร พึงเห็นด้วยอาการ ๖ พึงเห็นด้วยอรรถว่ากระไร ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องชำระใน เบื้องต้น ด้วยอรรถว่ามีประมาณยิ่ง ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ด้วยอรรถว่าครอบงำ ด้วยอรรถว่าให้ตั้งอยู่ ฯ
ปญฺจิมานิ ภิกฺขเว อินฺทฺริยานิ กตมานิ ปญฺจ สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ อิมานิ โข ภิกฺขเว ปญฺจินฺทฺริยานิ ฯ {๔๕๑.๑} อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ กติหากาเรหิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ฉหากาเรหิ ฯ เกนฏฺเฐน ทฏฺฐพฺพานิ ฯ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อาทิวิโสธนฏฺเฐน อธิมตฺตฏฺเฐน อธิฏฺฐานฏฺเฐน ปริยาทานฏฺเฐน ปติฏฺฐาปกฏฺเฐน ฯ
พึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่อย่างไร ฯ พึงเห็นสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความน้อมใจเชื่อแห่งบุคคลผู้ ละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสติน- *ทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญิน- *ทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่า เป็นใหญ่ในการประคองไว้ แห่งบุคคลผู้ละความเกียจคร้าน พึงเห็นสตินทรีย์ด้วย อรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วย อรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความตั้งมั่น แห่งบุคคลผู้ละความประมาท พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความไม่ ฟุ้งซ่าน แห่งบุคคลผู้ละอุทธัจจะ พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็น สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึง เห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ พึงเห็นปัญญินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการเห็น แห่งบุคคลผู้ละอวิชชา พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วย อรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วย อรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่ง ปัญญินทรีย์ พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความน้อมใจเชื่อ ด้วย สามารถแห่งเนกขัมมะ แห่งบุคคลผู้ละกามฉันทะ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่า ประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่า ไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความประคองไว้ ด้วยสามารถแห่ง เนกขัมมะ แห่งบุคคลผู้ละกามฉันทะ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็น สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็น สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ พึงเห็นสตินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความตั้งมั่น ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ แห่งบุคคลผู้ละ กามฉันทะ พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วย อรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วย อรรถว่าประคองไว้ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่า เป็นใหญ่ในความไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ แห่งบุคคลผู้ละกาม ฉันทะ พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อม ใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้ง มั่น ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ ในความเห็น ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ แห่งบุคคลผู้ละกามฉันทะ พึงเห็น สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็น สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วย สามารถแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความน้อม ใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งความไม่พยาบาท แห่งบุคคลผู้ละพยาบาท ฯลฯ ด้วย สามารถแห่งอาโลกสัญญา แห่งบุคคลผู้ละถีนมิทธะ ฯลฯ พึงเห็นสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งอรหัตมรรค แห่ง บุคคลผู้ละกิเลสทั้งปวง พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเห็น ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ ฯลฯ พึงเห็นปัญญินทรีย์ ด้วย อรรถว่าเป็นใหญ่ในการเห็น ด้วยสามารถแห่งอรหัตมรรค แห่งบุคคลผู้ละกิเลส ทั้งปวง พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่า ประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ อย่างนี้ ฯ
กถํ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ อสฺสทฺธิยํ ปชหโต อธิโมกฺขาธิปเตยฺยฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ โกสชฺชํ ปชหโต ปคฺคหาธิปเตยฺยฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปมาทํ ปชหโต อุปฏฺฐานาธิปเตยฺยฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สตินฺทฺริยสฺส วเสน อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุทฺธจฺจํ ปชหโต อวิกฺเขปาธิปเตยฺยฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิชฺชํ ปชหโต ทสฺสนาธิปเตยฺยฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ กามจฺฉนฺทํ ปชหโต {๔๕๒.๑} เนกฺขมฺมวเสน อธิโมกฺขาธิปเตยฺยฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ กามจฺฉนฺทํ ปชหโต เนกฺขมฺมวเสน ปคฺคหาธิปเตยฺยฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ กามจฺฉนฺทํ ปชหโต เนกฺขมฺมวเสน อุปฏฺฐานาธิปเตยฺยฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สตินฺทฺริยสฺส วเสน อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ กามจฺฉนฺทํ ปชหโต เนกฺขมฺมวเสน อวิกฺเขปาธิปเตยฺยฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ กามจฺฉนฺทํ ปชหโต เนกฺขมฺมวเสน ทสฺสนาธิปเตยฺยฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ พฺยาปาทํ ปชหโต อพฺยาปาทวเสน ฯเปฯ ถีนมิทฺธํ ปชหโต อาโลกสญฺญาวเสน ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหโต {๔๕๒.๒} อรหตฺตมคฺควเสน อธิโมกฺขาธิปเตยฺยฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหโต อรหตฺตมคฺควเสน ทสฺสนาธิปเตยฺยฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ เอวํ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ
พึงเห็นอินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องชำระในเบื้องต้น อย่างไร ฯ สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ เป็นสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวัง ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งสัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ ด้วยอรรถว่าประคองไว้ เป็นสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังความเกียจคร้าน เป็น เครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งวิริยินทรีย์ สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น เป็นสีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่าระวังความประมาท เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งสตินทรีย์ สมาธิน- *ทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่าระวังอุทธัจจะ เป็น เครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งสมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น เป็นสีล- *วิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังอวิชชา เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕ ในเนกขัมมะ เป็นสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังกามฉันทะ เป็นเครื่อง ชำระในเบื้องต้นแห่งอินทรีย์ ๕ อินทรีย์ ๕ ในความไม่พยาบาท เป็นสีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่าระวังพยาบาท เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งอินทรีย์ ๕ ฯลฯ อินทรีย์ ๕ ในอรหัตมรรค เป็นสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังกิเลสทั้งปวง เป็น เครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งอินทรีย์ ๕ พึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องชำระ ในเบื้องต้นอย่างนี้ ฯ
กถํ อาทิวิโสธนฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ อสฺสทฺธิยํ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ สทฺธินฺทฺริยสฺส อาทิวิโสธนา ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ โกสชฺชํ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ วิริยินฺทฺริยสฺส อาทิวิโสธนา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ปมาทํ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ สตินฺทฺริยสฺส อาทิวิโสธนา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ อุทฺธจฺจํ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ สมาธินฺทฺริยสฺส อาทิวิโสธนา ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ อวิชฺชํ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อาทิวิโสธนา เนกฺขมฺเม ปญฺจินฺทฺริยานิ กามจฺฉนฺทํ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทิวิโสธนา อพฺยาปาเท ปญฺจินฺทฺริยานิ พฺยาปาทํ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทิวิโสธนา ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเค ปญฺจินฺทฺริยานิ สพฺพกิเลเส สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทิวิโสธนา เอวํ อาทิวิโสธนฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ
พึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่ามีประมาณยิ่งอย่างไร ฯ ฉันทะเกิดขึ้นเพื่อความเจริญสัทธินทรีย์ เพื่อละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เพื่อละความเร่าร้อนเพราะความไม่มีศรัทธา เพื่อละกิเลสอันตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฐิ เพื่อละกิเลสส่วนหยาบๆ เพื่อละกิเลสส่วนละเอียดๆ เพื่อละกิเลสทั้งปวง ฯ สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจฉันทะ ความปราโมทย์เกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งฉันทะ สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วย สามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจความปราโมทย์ ปีติเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งความ ปราโมทย์ สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจแห่งปีติ ปัสสัทธิเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งปีติ สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่ง ศรัทธา ด้วยอำนาจปัสสัทธิ ความสุขเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งปัสสัทธิ สัทธิน- *ทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจแห่งความสุข โอภาสเกิดขึ้น ด้วยสามารถความสุข สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจ โอภาส สังเวชเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งโอภาส สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วย สามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจสังเวช จิตสังเวชแล้วย่อมตั้งมั่น สัทธินทรีย์มี ประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจสมาธิ จิตมั่นคงอย่างนั้นแล้วย่อม ประคองไว้ดี สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจการ ประคองไว้ จิตประคองแล้วอย่างนั้นย่อมวางเฉยดี สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วย สามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจอุเบกขา จิตย่อมหลุดพ้นจากกิเลสต่าง ๆ ด้วย สามารถแห่งอุเบกขา สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจ ความหลุดพ้น ธรรมเหล่านั้นมีกิจเสมอกัน เพราะความที่จิตเป็นธรรมชาติหลุด พ้นแล้ว สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจภาวนา เพราะอรรถว่าเป็นธรรมมีกิจเสมอกัน ธรรมเหล่านั้นย่อมหลีกจากธรรมนั้นสู่ธรรม ที่ประณีตกว่า เพราะเป็นธรรมที่เจริญแล้ว สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถ แห่งศรัทธา ด้วยอำนาจความหลีกไป จิตย่อมปล่อยจากธรรมนั้น เพราะเป็น ธรรมที่หลีกไปแล้ว สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจ ความปล่อย ธรรมทั้งหลายย่อมดับไปจากนั้น เพราะจิตเป็นธรรมชาติปล่อยไปแล้ว สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจความดับ ความปล่อย ด้วยสามารถแห่งความดับมี ๒ ประการ คือ ความปล่อยด้วยความสละ ๑ ความ ปล่อยด้วยความแล่นไป ๑ ชื่อว่าความปล่อยด้วยความสละ เพราะอรรถว่า สละ กิเลสและขันธ์ ชื่อว่าความปล่อยด้วยความแล่นไป เพราะอรรถว่า จิตแล่นไป ในนิพพานธาตุเป็นที่ดับ ความปล่อยด้วยอำนาจความดับมี ๒ ประการนี้ ฯ
กถํ อธิมตฺตฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ สทฺธินฺทฺริยสฺส ภาวนาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ อสฺสทฺธิยสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ อสฺสทฺธิยปริฬาหสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ทิฏฺเฐกฏฺฐานํ กิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ โอฬาริกานํ กิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ อณุสหคตานํ กิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ สพฺพกิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฉนฺทวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ฉนฺทวเสน ปามุชฺชํ อุปฺปชฺชติ ปามุชฺชวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปามุชฺชวเสน ปีติ อุปฺปชฺชติ ปีติวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปีติวเสน ปสฺสทฺธิ อุปฺปชฺชติ ปสฺสทฺธิวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปสฺสทฺธิวเสน สุขํ อุปฺปชฺชติ สุขวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สุขวเสน โอภาโส อุปฺปชฺชติ โอภาสวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ โอภาสวเสน สํเวโค อุปฺปชฺชติ สํเวควเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สํเวเชตฺวา จิตฺตํ สมาทหติ สมาธิวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ {๔๕๔.๑} ตถา สมาหิตํ จิตฺตํ สาธุกํ ปคฺคณฺหาติ ปคฺคหวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ตถา ปคฺคหิตํ จิตฺตํ สาธุกํ อชฺฌุเปกฺขติ อุเปกฺขาวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ อุเปกฺขาวเสน นานตฺตกิเลเสหิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ วิโมกฺขวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ วิมุตฺตตฺตา เต ธมฺมา เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนาวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ภาวิตตฺตา ตโต ปณีตตเร วิวฏฺฏนฺติ วิวฏฺฏนาวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ วิวฏฺฏิตตฺตา ตโต โวสฺสชฺชติ โวสฺสคฺควเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ โวสฺสชฺชิตตฺตา ตโต นิรุชฺฌนฺติ นิโรธวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ฯ นิโรธวเสน เทฺว โวสฺสคฺคา ปริจฺจาคโวสฺสคฺโค จ ปกฺขนฺทนโวสฺสคฺโค จ ฯ กิเลเส จ ขนฺเธ จ ปริจฺจชตีติ ปริจฺจาคโวสฺสคฺโค นิโรธนิพฺพานธาตุยา จิตฺตํ ปกฺขนฺทตีติ ปกฺขนฺทนโวสฺสคฺโค นิโรธวเสน อิเม เทฺว โวสฺสคฺคา ฯ
ฉันทะย่อมเกิดเพื่อความเจริญวิริยินทรีย์ เพื่อละความเกียจคร้าน เพื่อละความเร่าร้อนเพราะความเกียจคร้าน เพื่อละกิเลสอันตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฐิ ฯลฯ เพื่อละกิเลสทั้งปวง ฯลฯ ฉันทะย่อมเกิดเพื่อความเจริญสตินทรีย์ เพื่อ ละความประมาท เพื่อละความเร่าร้อนเพราะความประมาท ฯลฯ เพื่อละกิเลส ทั้งปวง ฯลฯ ฉันทะย่อมเกิดเพื่อความเจริญสมาธินทรีย์ เพื่อละอุทธัจจะ เพื่อ ละความเร่าร้อนเพราะอุทธัจจะ ฯลฯ เพื่อละกิเลสทั้งปวง ฯลฯ ฉันทะย่อมเกิด เพื่อความเจริญปัญญินทรีย์ เพื่อละอวิชชา เพื่อละความเร่าร้อนเพราะอวิชชา เพื่อละกิเลสอันตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฐิ เพื่อละกิเลสส่วนหยาบๆ เพื่อละกิเลสส่วน ละเอียด ๆ เพื่อละกิเลสทั้งปวง ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจฉันทะ ความปราโมทย์ย่อมเกิดด้วยสามารถฉันทะ ปัญญินทรีย์มีประมาณ ยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจความปราโมทย์ ปีติย่อมเกิดด้วยสามารถ แห่งความปราโมทย์ ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจ ปีติ ปัสสัทธิย่อมเกิดด้วยสามารถแห่งปีติ ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถ แห่งปัญญา ด้วยอำนาจปัสสัทธิ ความสุขย่อมเกิดด้วยสามารถแห่งปัสสัทธิ ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจความสุข โอภาสย่อม เกิดด้วยสามารถแห่งความสุข ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจโอภาส ความสังเวชย่อมเกิดด้วยสามารถแห่งโอภาส ปัญญินทรีย์มี ประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจความสังเวช จิตสังเวชแล้วย่อม ตั้งมั่น ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจสมาธิ จิต ตั้งมั่นแล้วอย่างนั้น ย่อมประคองไว้ดี ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่ง ปัญญา ด้วยอำนาจความประคองไว้ จิตประคองไว้แล้วอย่างนั้น ย่อมวางเฉย ด้วยดี ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจอุเบกขา จิตย่อมหลุดพ้นจากกิเลสต่างๆ ด้วยสามารถแห่งอุเบกขา ปัญญินทรีย์มีประมาณ ยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจความหลุดพ้น ธรรมเหล่านั้นย่อมมีกิจเป็น อันเดียวกัน เพราะความที่จิตเป็นธรรมชาติหลุดพ้นแล้ว ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง ด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจภาวนา เพราะอรรถว่าเป็นธรรมมีกิจเป็นอัน เดียวกัน ธรรมเหล่านั้นย่อมหลีกจากธรรมนั้นไปสู่ธรรมที่ประณีตกว่า เพราะเป็น ธรรมที่เจริญแล้ว ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจ ความหลีกไป จิตย่อมปล่อยจากธรรมนั้น เพราะเป็นจิตหลีกไปแล้ว ปัญญินทรีย์ มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจความปล่อย ธรรมทั้งหลายย่อม ดับไปจากนั้น เพราะจิตเป็นธรรมชาติปล่อยแล้ว ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วย สามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจความดับ ความปล่อยด้วยอำนาจแห่งความดับมี ๒ ประการ คือ ความปล่อยด้วยความสละ ๑ ความปล่อยด้วยความแล่นไป ๑ ชื่อว่าความปล่อยด้วยความสละ เพราะอรรถว่า สละกิเลสและขันธ์ ชื่อว่าความ ปล่อยด้วยความแล่นไป เพราะอรรถว่า จิตแล่นไปในนิพพานธาตุอันเป็นที่ดับ ความปล่อยด้วยสามารถแห่งความดับมี ๒ ประการนี้ พึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่ามี ประมาณยิ่งอย่างนี้ ฯ จบภาณวาร
วิริยินฺทฺริยสฺส ภาวนาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ โกสชฺชสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ โกสชฺชปริฬาหสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ทิฏฺเฐกฏฺฐานํ กิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ สพฺพกิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ สตินฺทฺริยสฺส ภาวนาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ปมาทสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ปมาทปริฬาหสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ สพฺพกิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ สมาธินฺทฺริยสฺส ภาวนาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ อุทฺธจฺจสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ {๔๕๕.๑} อุทฺธจฺจปริฬาหสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ สพฺพกิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยญฺจ ภาวนาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ อวิชฺชาย ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ อวิชฺชาปริฬาหสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ทิฏฺเฐกฏฺฐานํ กิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ โอฬาริกานํ กิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ อณุสหคตานํ กิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ สพฺพกิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฉนฺทวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ฉนฺทวเสน ปามุชฺชํ อุปฺปชฺชติ ปามุชฺชวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปามุชฺชวเสน ปีติ อุปฺปชฺชติ ปีติวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปีติวเสน ปสฺสทฺธิ อุปฺปชฺชติ ปสฺสทฺธิวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปสฺสทฺธิวเสน สุขํ อุปฺปชฺชติ สุขวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สุขวเสน โอภาโส อุปฺปชฺชติ โอภาสวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ {๔๕๕.๒} โอภาสวเสน สํเวโค อุปฺปชฺชติ สํเวควเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สํเวเชตฺวา จิตฺตํ สมาทหติ สมาธิวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ตถา สมาหิตํ จิตฺตํ สาธุกํ ปคฺคณฺหาติ ปคฺคหวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ตถา ปคฺคหิตํ จิตฺตํ สาธุกํ อชฺฌุเปกฺขติ อุเปกฺขาวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ อุเปกฺขาวเสน นานตฺตกิเลเสหิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ วิโมกฺขวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ วิมุตฺตตฺตา เต ธมฺมา เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนาวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ภาวิตตฺตา ตโต ปณีตตเร วิวฏฺฏนฺติ วิวฏฺฏนาวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ วิวฏฺฏิตตฺตา ตโต โวสฺสชฺชนฺติ โวสฺสคฺควเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ โวสฺสชฺชิตตฺตา ตโต นิรุชฺฌนฺติ นิโรธวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ฯ นิโรธวเสน เทฺว โวสฺสคฺคา ปริจฺจาคโวสฺสคฺโค จ ปกฺขนฺทนโวสฺสคฺโค จ ฯ กิเลเส จ ขนฺเธ จ ปริจฺจชตีติ ปริจฺจาคโวสฺสคฺโค นิโรธนิพฺพานธาตุยา จิตฺตํ ปกฺขนฺทตีติ ปกฺขนฺทนโวสฺสคฺโค นิโรธวเสน อิเม เทฺว โวสฺสคฺคา เอวํ อธิมตฺตฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ ภาณวารํ นิฏฺฐิตํ ฯ
จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่นอย่างไร ฯ ฉันทะย่อมเกิดเพื่อความเจริญสัทธินทรีย์ สัทธินทรีย์ย่อมตั้งมั่นด้วย สามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจฉันทะ ความปราโมทย์ย่อมเกิดด้วยสามารถแห่ง ฉันทะ สัทธินทรีย์ย่อมตั้งมั่นด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจความปราโมทย์ ฯลฯ จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่นอย่างนี้ ฯ
กถํ อธิฏฺฐานฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ สทฺธินฺทฺริยสฺส ภาวนาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฉนฺทวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิฏฺฐาติ ฉนฺทวเสน ปามุชฺชํ อุปฺปชฺชติ ปามุชฺชวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิฏฺฐาติ ฯเปฯ เอวํ อธิฏฺฐานฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ
จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าครอบงำอย่างไร ฯ สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ย่อมครอบงำความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ย่อมครอบงำความเร่าร้อนเพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา วิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่า ประคองไว้ ย่อมครอบงำความเป็นผู้เกียจคร้าน ย่อมครอบงำความเร่าร้อนเพราะ ความเกียจคร้าน สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ย่อมครอบงำความประมาท ย่อม ครอบงำความเร่าร้อนเพราะความประมาท สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมครอบงำอุทธัจจะ ย่อมครอบงำความเร่าร้อนเพราะอุทธัจจะ ปัญญินทรีย์ด้วย อรรถว่าเห็น ย่อมครอบงำอวิชชา ย่อมครอบงำความเร่าร้อนเพราะอวิชชา อินทรีย์ ๕ ในเนกขัมมะ ย่อมครอบงำกามฉันทะ อินทรีย์ ๕ ในความไม่พยาบาท ย่อมครอบงำพยาบาท อินทรีย์ ๕ ในอาโลกสัญญา ย่อมครอบงำถีนมิทธะ อินทรีย์ ๕ ในความไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมครอบงำอุทธัจจะ ฯลฯ อินทรีย์ ๕ ใน อรหัตมรรค ย่อมครอบงำกิเลสทั้งปวง จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าครอบงำ อย่างนี้ ฯ
กถํ ปริยาทานฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ อสฺสทฺธิยํ ปริยาทิยติ อสฺสทฺธิยปริฬาหํ ปริยาทิยติ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ โกสชฺชํ ปริยาทิยติ โกสชฺชปริฬาหํ ปริยาทิยติ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ปมาทํ ปริยาทิยติ ปมาทปริฬาหํ ปริยาทิยติ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ อุทฺธจฺจํ ปริยาทิยติ อุทฺธจฺจปริฬาหํ ปริยาทิยติ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ อวิชฺชํ ปริยาทิยติ อวิชฺชาปริฬาหํ ปริยาทิยติ เนกฺขมฺเม ปญฺจินฺทฺริยานิ กามจฺฉนฺทํ ปริยาทิยนฺติ อพฺยาปาเท ปญฺจินฺทฺริยานิ พฺยาปาทํ ปริยาทิยนฺติ อาโลกสญฺญาย ปญฺจินฺทฺริยานิ ถีนมิทฺธํ ปริยาทิยนฺติ อวิกฺเขเป ปญฺจินฺทฺริยานิ อุทฺธจฺจํ ปริยาทิยนฺติ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเค ปญฺจินฺทฺริยานิ สพฺพกิเลเส ปริยาทิยนฺติ เอวํ ปริยาทานฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ
จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าให้ตั้งอยู่อย่างไร ฯ ผู้มีศรัทธา ย่อมให้สัทธินทรีย์ตั้งอยู่ในความน้อมใจเชื่อ สัทธินทรีย์ของผู้ มีศรัทธา ย่อมให้ตั้งอยู่ในความน้อมใจเชื่อ ผู้มีความเพียรย่อมให้วิริยินทรีย์ตั้งอยู่ ในความประคองไว้ วิริยินทรีย์ของผู้มีความเพียร ย่อมให้ตั้งอยู่ในความประคอง ไว้ ผู้มีสติย่อมให้สตินทรีย์ตั้งอยู่ในความตั้งมั่น สตินทรีย์ของผู้มีสติ ย่อมให้ ตั้งอยู่ในความตั้งมั่น ผู้มีจิตตั้งมั่นย่อมให้สมาธินทรีย์ตั้งอยู่ในความไม่ฟุ้งซ่าน สมาธินทรีย์ของผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมให้ตั้งอยู่ในความไม่ฟุ้งซ่าน ผู้มีปัญญาย่อมให้ ปัญญินทรีย์ตั้งอยู่ในความเห็น ปัญญินทรีย์ของผู้มีปัญญา ย่อมให้ตั้งอยู่ในความ เห็น พระโยคาวจรย่อมให้อินทรีย์ ๕ ตั้งอยู่ในเนกขัมมะ อินทรีย์ ๕ ของ พระโยคาวจร ย่อมให้ตั้งอยู่ในเนกขัมมะ พระโยคาวจรย่อมให้อินทรีย์ ๕ ตั้ง อยู่ในความไม่พยาบาท อินทรีย์ ๕ ของพระโยคาวจร ย่อมให้ตั้งอยู่ในความไม่ พยาบาท พระโยคาวจรย่อมให้อินทรีย์ ๕ ตั้งอยู่ในอาโลกสัญญา อินทรีย์ ๕ ของพระโยคาวจร ย่อมให้ตั้งอยู่ในอาโลกสัญญา พระโยคาวจรย่อมให้อินทรีย์ ๕ ตั้งอยู่ในความไม่ฟุ้งซ่าน อินทรีย์ ๕ ของพระโยคาวจร ย่อมให้ตั้งอยู่ใน ความไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ พระโยคาวจรย่อมให้อินทรีย์ ๕ ตั้งอยู่ในอรหัตมรรค อินทรีย์ ๕ ของพระโยคาวจร ย่อมให้ตั้งอยู่ในอรหัตมรรค จะพึงเห็นอินทรีย์ ด้วยอรรถว่าให้ตั้งอยู่อย่างนี้ ฯ
กถํ ปติฏฺฐาปกฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ สทฺโธ สทฺธินฺทฺริยํ อธิโมกฺเข ปติฏฺฐาเปติ สทฺธสฺส สทฺธินฺทฺริยํ อธิโมกฺเข ปติฏฺฐาเปติ วิริยวา วิริยินฺทฺริยํ ปคฺคเห ปติฏฺฐาเปติ วิริยวโต วิริยินฺทฺริยํ ปคฺคเห ปติฏฺฐาเปติ สติมา สตินฺทฺริยํ อุปฏฺฐาเน ปติฏฺฐาเปติ สติมโต สตินฺทฺริยํ อุปฏฺฐาเน ปติฏฺฐาเปติ สมาหิโต สมาธินฺทฺริยํ อวิกฺเขเป ปติฏฺฐาเปติ สมาหิตสฺส สมาธินฺทฺริยํ อวิกฺเขเป ปติฏฺฐาเปติ ปญฺญวา ปญฺญินฺทฺริยํ ทสฺสเน ปติฏฺฐาเปติ ปญฺญวโต ปญฺญินฺทฺริยํ ทสฺสเน ปติฏฺฐาเปติ โยคาวจโร ปญฺจินฺทฺริยานิ เนกฺขมฺเม ปติฏฺฐาเปติ โยคาวจรสฺส ปญฺจินฺทฺริยานิ เนกฺขมฺเม ปติฏฺฐาเปนฺติ โยคาวจโร ปญฺจินฺทฺริยานิ อพฺยาปาเท ปติฏฺฐาเปติ โยคาวจรสฺส ปญฺจินฺทฺริยานิ อพฺยาปาเท ปติฏฺฐาเปนฺติ โยคาวจโร ปญฺจินฺทฺริยานิ อาโลกสญฺญาย ปติฏฺฐาเปติ โยคาวจรสฺส ปญฺจินฺทฺริยานิ อาโลกสญฺญา ปติฏฺฐาเปนฺติ โยคาวจโร ปญฺจินฺทฺริยานิ อวิกฺเขเป ปติฏฺฐาเปติ โยคาวจรสฺส ปญฺจินฺทฺริยานิ อวิกฺเขเป ปติฏฺฐาเปนฺติ ฯเปฯ โยคาวจโร ปญฺจินฺทฺริยานิ อรหตฺตมคฺเค ปติฏฺฐาเปติ โยคาวจรสฺส ปญฺจินฺทฺริยานิ อรหตฺตมคฺเค ปติฏฺฐาเปนฺติ เอวํ ปติฏฺฐาปกฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ
ปุถุชนเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ เท่าไร พระเสขะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร ฯ ปุถุชนเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๗ พระ เสขะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๘ ท่านผู้ปราศจากราคะ เจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ ฯ
ปุถุชฺชโน สมาธึ ภาเวนฺโต กติหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ เสกฺโข สมาธึ ภาเวนฺโต กติหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ วีตราโค สมาธึ ภาเวนฺโต กติหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ ปุถุชฺชโน สมาธึ ภาเวนฺโต สตฺตหิ อากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ เสกฺโข สมาธึ ภาเวนฺโต อฏฺฐหิ อากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ วีตราโค สมาธึ ภาเวนฺโต ทสหิ อากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ
ปุถุชนเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๗ เป็นไฉน ฯ ปุถุชนผู้มีตนอันเว้นแล้ว ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งสมถนิมิต ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งปัคคหนิมิต ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความไม่ฟุ้งซ่าน ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่ง โอภาส ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความร่าเริง ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ ซึ่งอุเบกขา ๑ ปุถุชนเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๗ เหล่านี้ ฯ พระเสขะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๘ เป็นไฉน ฯ พระเสขะมีตนอันเว้นแล้ว ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ ... เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอุเบกขา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความเป็นธรรม อย่างเดียว พระเสขะผู้เจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๘ เหล่านี้ ฯ ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วย อาการ ๑๐ เป็นไฉน ฯ ท่านผู้ปราศจากราคะมีตนอันเว้นแล้ว ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่ง อารมณ์ ฯลฯ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความเป็นธรรมอย่างเดียว เป็นผู้ ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งจิต ท่านผู้ปราศจาก ราคะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้ ฯ
ปุถุชฺชโน สมาธึ ภาเวนฺโต กตเมหิ สตฺตหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ อาวชฺชิตตฺตา อารมฺมณุปฏฺฐานกุสโล โหติ สมถนิมิตฺตุปฏฺฐานกุสโล โหติ ปคฺคหนิมิตฺตุปฏฺฐานกุสโล โหติ อวิกฺเขปุปฏฺฐานกุสโล โหติ โอภาสุปฏฺฐานกุสโล โหติ สมฺปหํสนุปฏฺฐานกุสโล โหติ อุเปกฺขุปฏฺฐานกุสโล โหติ ปุถุชฺชโน สมาธึ ภาเวนฺโต อิเมหิ สตฺตหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ {๔๖๐.๑} เสกฺโข สมาธึ ภาเวนฺโต กตเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ อาวชฺชิตตฺตา อารมฺมณุปฏฺฐานกุสโล โหติ สมถนิมิตฺตุปฏฺฐานกุสโล โหติ ปคฺคหนิมิตฺตุปฏฺฐานกุสโล โหติ อวิกฺเขปุปฏฺฐานกุสโล โหติ โอภาสุปฏฺฐานกุสโล โหติ สมฺปหํสนุปฏฺฐานกุสโล โหติ อุเปกฺขุปฏฺฐานกุสโล โหติ เอกตฺตุปฏฺฐานกุสโล โหติ เสกฺโข สมาธึ ภาเวนฺโต อิเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ {๔๖๐.๒} วีตราโค สมาธึ ภาเวนฺโต กตเมหิ ทสหาการหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ อาวชฺชิตตฺตา อารมฺมณุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯเปฯ เอกตฺตุปฏฺฐานกุสโล โหติ ญาณุปฏฺฐานกุสโล โหติ จิตฺตุปฏฺฐานกุสโล โหติ วีตราโค สมาธึ ภาเวนฺโต อิเมหิ ทสหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ
ปุถุชนเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ เท่าไร เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร พระเสขะเจริญวิปัสสนา ย่อม เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ เท่าไร ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ เท่าไร เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร ฯ ปุถุชนเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ เป็น ผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ พระเสขะเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดใน ความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ ท่านผู้ ปราศจากราคะเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ เป็นผู้ ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ ฯ
ปุถุชฺชโน วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต กติหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ กติหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ เสกฺโข วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต กติหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ กติหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ วีตราโค วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต กติหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ กติหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ ปุถุชฺชโน วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต นวหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ นวหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ เสกฺโข วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต ทสหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ทสหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ วีตราโค วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต ทฺวาทสหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ทฺวาทสหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ
ปุถุชนเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ เป็นไฉน เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ เป็นไฉน ฯ ปุถุชนเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นของ ไม่เที่ยง ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นของเที่ยง ๑ เป็นผู้ ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นทุกข์ ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความ เป็นสุข ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นอนัตตา ๑ เป็นผู้ฉลาดใน ความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นอัตตา ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความสิ้นไป ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นก้อน ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความ เสื่อมไป ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความประมวลมา ๑ เป็นผู้ฉลาด ในความตั้งไว้โดยความแปรปรวน ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความ ยั่งยืน ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพหานิมิตมิได้ ๑ เป็นผู้ฉลาดใน ความไม่ตั้งไว้โดยเป็นสภาพมีนิมิต ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพ ไม่มีที่ตั้ง ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยเป็นสภาพมีที่ตั้ง ๑ เป็นผู้ฉลาด ในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพสูญ ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยึดมั่น ๑ ปุถุชนเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ เหล่านี้ เป็นผู้ ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ เหล่านี้ ฯ พระเสขะเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ เป็นไฉน ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ เป็นไฉน ฯ พระเสขะเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็น ของไม่เที่ยง ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นของเที่ยง ฯลฯ เป็น ผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นสภาพสูญ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดย ความยึดมั่น เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งสิ่ง มิใช่ญาณ พระเสขะเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้ ฯ ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วย อาการ ๑๒ เป็นไฉน เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ เป็นไฉน ฯ ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดย ความเป็นของไม่เที่ยง เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นของเที่ยง ฯลฯ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งสิ่งมิใช่ญาณ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความไม่เกี่ยวข้อง เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ โดยความเกี่ยวข้อง เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความดับ เป็นผู้ฉลาดในความ ไม่ตั้งไว้ซึ่งสังขาร ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความ ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ เหล่านี้ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ เหล่านี้ บุคคลผู้มีตนอันเว้นแล้ว ย่อมให้อินทรีย์ประชุม ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาด ในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ รู้จักโคจร และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็น ประโยชน์ ฯลฯ ย่อมให้ธรรมทั้งหลายประชุมลง รู้จักโคจร และแทงตลอด ธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ
ปุถุชฺชโน วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต กตเมหิ นวหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ กตเมหิ นวหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ อนิจฺจโต อุปฏฺฐานกุสโล โหติ นิจฺจโต อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ทุกฺขโต อุปฏฺฐานกุสโล โหติ สุขโต อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ อนตฺตโต อุปฏฺฐานกุสโล โหติ อตฺตโต อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ขยโต อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฆนโต อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ วยโต อุปฏฺฐานกุสโล โหติ อายุหนานุปฏฺฐานกุสโล โหติ วิปริณามุปฏฺฐานกุสโล โหติ ธุวโต อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ อนิมิตฺตุปฏฺฐานกุสโล โหติ นิมิตฺตานุปฏฺฐานกุสโล โหติ อปฺปณิหิตุปฏฺฐานกุสโล โหติ ปณิธานุปฏฺฐานกุสโล โหติ สุญฺญตุปฏฺฐานกุสโล โหติ อภินิเวสานุปฏฺฐานกุสโล โหติ ปุถุชฺชโน วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต อิเมหิ นวหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ อิเมหิ นวหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ {๔๖๒.๑} เสกฺโข วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต กตเมหิ ทสหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ กตเมหิ ทสหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ เสกฺโข วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต อนิจฺจโต อุปฏฺฐานกุสโล โหติ นิจฺจโต อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯเปฯ สุญฺญตุปฏฺฐานกุสโล โหติ อภินิเวสานุปฏฺฐานกุสโล โหติ ญาณุปฏฺฐานกุสโล โหติ อญฺญาณานุปฏฺฐานกุสโล โหติ เสกฺโข วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต อิเมหิ ทสหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ อิเมหิ ทสหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ {๔๖๒.๒} วีตราโค วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต กตเมหิ ทฺวาทสหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ กตเมหิ ทฺวาทสหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ อนิจฺจโต อุปฏฺฐานกุสโล โหติ นิจฺจโต อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯเปฯ ญาณุปฏฺฐานกุสโล โหติ อญฺญาณานุปฏฺฐานกุสโล โหติ วิสญฺโญคุปฏฺฐานกุสโล โหติ สญฺโญคานุปฏฺฐานกุสโล โหติ นิโรธุปฏฺฐานกุสโล โหติ สงฺขารานุปฏฺฐานกุสโล โหติ วีตราโค วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต อิเมหิ ทฺวาทสหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ อิเมหิ ทฺวาทสหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ อาวชฺชิตตฺตา อารมฺมณุปฏฺฐานกุสลวเสน อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ โคจรญฺจ ปชานาติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯเปฯ ธมฺเม สโมธาเนติ โคจรญฺจ ปชานาติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ
คำว่า ย่อมให้อินทรีย์ประชุมลง ความว่า ย่อมให้อินทรีย์ ประชุมลงอย่างไร ย่อมให้สัทธินทรีย์ประชุมลงด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ฯลฯ ย่อมให้อินทรีย์ทั้งหลายประชุมลง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ ซึ่งสมถนิมิต ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งปัคคหนิมิต ด้วย สามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็น ผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความร่าเริง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ ซึ่งอุเบกขา ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นธรรมอย่าง เดียว ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ ด้วยสามารถความเป็นผู้ ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งจิต ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความ เป็นของไม่เที่ยง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็น ของเที่ยง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นทุกข์ ด้วย สามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นสุข ด้วยสามารถความ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นอนัตตา ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความ ไม่ตั้งไว้โดยความเป็นอัตตา ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดย ความสิ้นไป ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นก้อน ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเสื่อมไป ด้วยสามารถ ความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ โดยความประมวลมา ด้วยสามารถความเป็นผู้ ฉลาดในความตั้งไว้ โดยความแปรปรวน ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความ ไม่ตั้งไว้ โดยความยั่งยืน ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ โดย ความเป็นสภาพที่หานิมิตมิได้ ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ โดยเป็นสภาพมีนิมิต ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพ ไม่มีที่ตั้ง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยสภาพมีที่ตั้ง ด้วย สามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นสภาพสูญ ด้วยสามารถความเป็น ผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยึดมั่น ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความ ตั้งไว้ซึ่งญาณ ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งสิ่งมิใช่ญาณ ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความไม่เกี่ยวข้อง ด้วยสามารถ ความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งความเกี่ยวข้อง ด้วยสามารถความเป็นผู้ ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความดับ ย่อมรู้จักโคจร และแทงตลอดธรรมอันมีความ สงบเป็นประโยชน์ ฯ
อินฺทฺริยานิ สโมธาเนตีติ กถํ อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ ฯ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ สโมธาเนติ ฯเปฯ สมถนิมิตฺตุปฏฺฐานกุสลวเสน ปคฺคหนิมิตฺตุปฏฺฐานกุสลวเสน อวิกฺเขปุปฏฺฐานกุสลวเสน สมฺปหํสนุปฏฺฐานกุสลวเสน อุเปกฺขุปฏฺฐานกุสลวเสน เอกตฺตุปฏฺฐาน- กุสลวเสน ญาณุปฏฺฐานกุสลวเสน จิตฺตุปฏฺฐานกุสลวเสน อนิจฺจโต อุปฏฺฐานกุสลวเสน นิจฺจโต อนุปฏฺฐานกุสลวเสน ทุกฺขโต อุปฏฺฐานกุสลวเสน สุขโต อนุปฏฺฐานกุสลวเสน อนตฺตโต อุปฏฺฐานกุสลวเนน อตฺตโต อนุปฏฺฐานกุสลวเสน ขยโต อุปฏฺฐานกุสลวเสน ฆนโต อนุปฏฺฐานกุสลวเสน วยโต อุปฏฺฐานกุสลวเสน อายุหนานุปฏฺฐานกุสลวเสน วิปริณามุปฏฺฐาน- กุสลวเสน ธุวโต อนุปฏฺฐานกุสลวเสน อนิมิตฺตุปฏฺฐานกุสลวเสน นิมิตฺตานุปฏฺฐานกุสลวเสน อปฺปณิหิตุปฏฺฐานกุสลวเสน ปณิธานุปฏฺฐานกุสลวเสน สุญฺญตุปฏฺฐานกุสลวเสน อภินิเวสานุปฏฺฐานกุสลวเสน ญาณุปฏฺฐานกุสลวเสน อญฺญาณานุปฏฺฐานกุสลวเสน วิสญฺโญคุปฏฺฐานกุสลวเสน สญฺโญคานุปฏฺฐานกุสลวเสน นิโรธุปฏฺฐานกุสลวเสน อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ โคจรญฺจ ปชานาติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ
ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญในอินทรีย์ ๓ ด้วยอาการ ๖๔ เป็นอาสวักขยญาณ อินทรีย์ ๓ เป็นไฉน คือ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ๑ อัญญินทรีย์ ๑ อัญญาตาวินทรีย์ ๑ ฯ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ย่อมถึงฐานะเท่าไร อัญญินทรีย์ย่อมถึง ฐานะเท่าไร อัญญาตาวินทรีย์ย่อมถึงฐานะเท่าไร ฯ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ย่อมถึงฐานะ ๑ คือ โสดาปัตติมรรค อัญญินทรีย์ย่อมถึงฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตมรรค อัญญตาวินทรีย์ย่อมถึงฐานะ ๑ คือ อรหัตผล ฯ
จตุสฏฺฐิยา อากาเรหิ ติณฺณนฺนํ อินฺทฺริยานํ วสีภาวตาปญฺญา อาสวานํ ขเย ญาณํ กตเมสํ ติณฺณนฺนํ อินฺทฺริยานํ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยสฺส อญฺญินฺทฺริยสฺส อญฺญาตาวินฺทฺริยสฺส ฯ {๔๖๔.๑} อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ กติฏฺฐานานิ คจฺฉติ อญฺญินฺทฺริยํ กติฏฺฐานานิ คจฺฉติ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ กติฏฺฐานานิ คจฺฉติ ฯ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ เอกํ ฐานํ คจฺฉติ โสตาปตฺติมคฺคํ อญฺญินฺทฺริยํ ฉ ฐานานิ คจฺฉติ โสตาปตฺติผลํ สกทาคามิมคฺคํ สกทาคามิผลํ อนาคามิมคฺคํ อนาคามิผลํ อรหตฺตมคฺคํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ เอกํ ฐานํ คจฺฉติ อรหตฺตผลํ ฯ
ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ มีสัทธินทรีย์ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร วิริยินทรีย์มีความประคองไว้เป็นบริวาร สตินทรีย์มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร สมาธินทรีย์มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร ปัญญินทรีย์มีความเห็นเป็นบริวาร มนินทรีย์มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร โสมนัสสิน ทรีย์มีความยินดียิ่งเป็นบริวาร ชีวิตินทรีย์มีความเป็นใหญ่ในการสืบต่อแห่ง ความเป็นไปเป็นบริวาร ธรรมทั้งหลายที่เกิดในขณะโสดาปัตติมรรค เว้นรูปที่มี จิตเป็นสมุฏฐาน ล้วนเป็นกุศลทั้งนั้น ล้วนไม่มีอาสวะ ล้วนเป็นธรรมที่นำ ออก ล้วนเป็นเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม ล้วนเป็นโลกุตระ ล้วนเป็นธรรมมี นิพพานเป็นอารมณ์ ในขณะโสดาปัตติมรรค อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์มี อินทรีย์ทั้ง ๘ นี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นเป็นบริวาร มีธรรม ที่อาศัยเป็นบริวาร มีสัมปยุตธรรมเป็นบริวาร เป็นสหคตธรรม เป็น สหชาตธรรม เป็นธรรมเกี่ยวข้องกัน เป็นธรรมประกอบกัน ธรรมเหล่านั้น แลเป็นอาการและเป็นบริวารแห่งอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ในขณะโสดา- *ปัตติผล ฯลฯ ฯ ในขณะอรหัตผล อัญญาตาวินทรีย์ มีสัทธินทรีย์ซึ่งมีความน้อมใจ เชื่อเป็นบริวาร ฯลฯ ชีวิตินทรีย์มีความเป็นใหญ่ในความสืบเนื่องแห่งความเป็น ไปเป็นบริวาร ฯลฯ ธรรมทั้งหลายที่เกิดในขณะอรหัตผล เว้นรูปอันมีจิตเป็น สมุฏฐาน ล้วนเป็นอัพยากฤตทั้งนั้น ล้วนไม่มีอาสวะ ล้วนเป็นโลกุตระ ล้วนมีนิพพานเป็นอารมณ์ ฯลฯ ในขณะอรหัตผล อัญญาตาวินทรีย์มี อินทรีย์ทั้ง ๘๘ นี้ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร ฯลฯ ธรรมเหล่านั้นแลเป็น อาการและเป็นบริวารแห่งอัญญาตาวินทรีย์นั้น อินทรีย์ ๘ หมวดนี้รวมเป็น อินทรีย์ ๖๔ ด้วยประการฉะนี้ ฯ
โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยสฺส สทฺธินฺทฺริยํ อธิโมกฺขปริวารํ โหติ วิริยินฺทฺริยํ ปคฺคหปริวารํ โหติ สตินฺทฺริยํ อุปฏฺฐานปริวารํ โหติ สมาธินฺทฺริยํ อวิกฺเขปปริวารํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยํ ทสฺสนปริวารํ โหติ มนินฺทฺริยํ วิชานนปริวารํ โหติ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อภินนฺทนปริวารํ โหติ ชีวิตินฺทฺริยํ ปวตฺตสนฺตตาธิปเตยฺยปริวารํ โหติ โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ ชาตา ธมฺมา ฐเปตฺวา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ สพฺเพว กุสลา โหนฺติ สพฺเพว อนาสวา โหนฺติ สพฺเพว นิยฺยานิกา โหนฺติ สพฺเพว อปจยคามิโน โหนฺติ สพฺเพว โลกุตฺตรา โหนฺติ สพฺเพว นิพฺพานารมฺมณา โหนฺติ โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยสฺส อิมานิ อฏฺฐินฺทฺริยานิ สหชาตปริวารา โหนฺติ อญฺญมญฺญปริวารา โหนฺติ นิสฺสยปริวารา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปริวารา โหนฺติ สหคตา โหนฺติ สหชาตา โหนฺติ สํสฏฺฐา โหนฺติ สมฺปยุตฺตา โหนฺติ เตว ตสฺส อาการา เจว โหนฺติ ปริวารา จ โสตาปตฺติผลกฺขเณ ฯเปฯ ฯ {๔๖๕.๑} อรหตฺตผลกฺขเณ อญฺญาตาวินฺทฺริยสฺส สทฺธินฺทฺริยํ อธิโมกฺขปริวารํ โหติ ฯเปฯ ชีวิตินฺทฺริยํ ปวตฺตสนฺตตาธิปเตยฺยปริวารํ โหติ ฯ อรหตฺตผลกฺขเณ ชาตา ธมฺมา สพฺเพว อพฺยากตา โหนฺติ ฐเปตฺวา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ สพฺเพว อนาสวา โหนฺติ สพฺเพว โลกุตฺตรา โหนฺติ สพฺเพว นิพฺพานารมฺมณา โหนฺติ ฯ อรหตฺตผลกฺขเณ อญฺญาตาวินฺทฺริยสฺส อิมานิ อฏฺฐินฺทฺริยานิ สหชาตปริวารา โหนฺติ ฯเปฯ เตว ตสฺส อาการา เจว โหนฺติ ปริวารา จ อิติ อิมานิ อฏฺฐฏฺฐกานิ จตุสฏฺฐี โหนฺติ ฯ
คำว่า อาสวา ความว่า อาสวะเหล่านั้นเป็นไฉน อาสวะ เหล่านั้น คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ ฯ อาสวะเหล่านั้นย่อมสิ้นไป ณ ที่ไหน ทิฏฐาสวะทั้งสิ้น กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ อันเป็นเหตุให้ไปสู่อบาย ย่อมสิ้นไปเพราะโสดาปัตติ- *มรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะโสดาปัตติมรรคนี้ กามาสวะส่วนหยาบ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ซึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปเพราะ สกทาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะสกทาคามิมรรคนี้ กามาสวะ ทั้งสิ้น ภวาสวะ อวิชชาสวะ ซึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไป เพราะอนาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะอนาคามิมรรคนี้ ภวาสวะ และอวิชชาทั้งสิ้น ย่อมสิ้นไปเพราะอรหัตมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปใน ขณะอรหัตมรรคนี้ ฯ บทธรรมที่พระตถาคตนั้นไม่ทรงเห็น ไม่มีในโลกนี้ อนึ่ง บทธรรม อะไร ๆ ที่พระตถาคตนั้นไม่ทรงทราบแล้ว ไม่พึงทรงทราบมิได้มี พระตถาคต ทรงทราบธรรมที่ควรนำไปทั้งปวง เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงชื่อว่าเป็น พระสมันตจักษุ ฯ คำว่า สมนฺตจกฺขุ ความว่า ชื่อว่าสมันตจักษุ เพราะอรรถว่า กระไร ฯ พระพุทธญาณ ๑๔ คือ ญาณในทุกข์ ญาณในทุกขสมุทัย ฯลฯ สัพพัญญุตญาณ อนาวรณญาณ เป็นพระพุทธญาณ พระพุทธญาณ ๑๔ นี้ ในพระพุทธญาณ ๑๔ นี้ ญาณ ๘ ข้างต้นทั่วไปกับพระสาวก ญาณ ๖ ข้าง หลังไม่ทั่วไปกับพระสาวก ฯ
อาสวาติ กตเม เต อาสวา กามาสโว ภวาสโว ทิฏฺฐาสโว อวิชฺชาสโว ฯ {๔๖๖.๑} กตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ ฯ โสตาปตฺติมคฺเคน อนวเสโส ทิฏฺฐาสโว ขียติ อปายคมนีโย กามาสโว ขียติ อปายคมนีโย ภวาสโว ขียติ อปายคมนีโย อวิชฺชาสโว ขียติ เอตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ ฯ สกทาคามิมคฺเคน โอฬาริโก กามาสโว ขียติ ตเทกฏฺโฐ ภวาสโว ขียติ ตเทกฏฺโฐ อวิชฺชาสโว ขียติ เอตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ ฯ อนาคามิมคฺเคน อนวเสโส กามาสโว ขียติ ตเทกฏฺโฐ ภวาสโว ขียติ ตเทกฏฺโฐ อวิชฺชาสโว ขียติ เอตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ ฯ อรหตฺตมคฺเคน อนวเสโส ภวาสโว ขียติ อนวเสโส อวิชฺชาสโว ขียติ เอตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ ฯ {๔๖๖.๒} น ตสฺส อทิฏฺฐมิธตฺถิ กิญฺจิ อโถ อวิญฺญาตมชานิตพฺพํ สพฺพํ อภิญฺญาสิ ยทตฺถิ เนยฺยํ ตถาคโต เตน สมนฺตจกฺขูติ ฯ สมนฺตจกฺขูติ เกนตฺเถน สมนฺตจกฺขุ ฯ จุทฺทส พุทฺธญาณานิ ทุกฺเข ญาณํ พุทฺธญาณํ ทุกฺขสมุทเย ญาณํ พุทฺธญาณํ ฯเปฯ สพฺพญฺญุตญาณํ พุทฺธญาณํ อนาวรณํ พุทฺธญาณํ อิมานิ จุทฺทส พุทฺธญาณานิ อิเมสํ จุทฺทสนฺนํ พุทฺธญาณานํ อฏฺฐ ญาณานิ สาวกสาธารณานิ ฉ ญาณานิ อสาธารณานิ สาวเกหิ ฯ
พระตถาคต ทรงทราบ สภาพแห่งทุกข์เป็นสิ่งที่ทนได้ยากตลอด หมด ที่ไม่ทรงทราบมิได้มี เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงทรงพระนามว่า สมันต- *จักษุ สมันตจักษุเป็นปัญญินทรีย์ สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ วิริยินทรีย์ ด้วยอรรถว่าประคองไว้ สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ สภาพแห่งทุกข์เป็นสิ่งที่ทนได้ยาก พระตถาคตทรงเห็นแล้ว ทรงทราบแล้ว ทรงทำให้แจ้งแล้ว ทรงถูกต้องแล้ว ตลอดหมดด้วยพระปัญญา ที่ไม่ทรงถูกต้องแล้วมิได้มี เพราะเหตุนั้น พระตถาคต จึงทรงพระนามว่า สมันตจักษุ สมันตจักษุเป็นปัญญินทรีย์ สัทธินทรีย์ด้วยอรรถ ว่าน้อมใจเชื่อ ... สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ฯลฯ สภาพแห่งสมุทัยเป็นเหตุให้เกิด ฯลฯ สภาพแห่งนิโรธเป็นเหตุดับโดยไม่ เหลือ ฯลฯ สภาพแห่งมรรคเป็นทางให้ถึง ฯลฯ สภาพแห่งอรรถปฏิสัมภิทา เป็นปัญญาเครื่องแตกฉานดีโดยอรรถ ฯลฯ สภาพแห่งธรรมปฏิสัมภิทา เป็น ปัญญาแตกฉานดีโดยธรรม ฯลฯ สภาพแห่งนิรุตติปฏิสัมภิทา เป็นปัญญาแตก ฉานดีโดยภาษา สภาพแห่งปฏิภาณปฏิสัมภิทา เป็นปัญญาแตกฉานดีโดยปฏิภาณ ญาณในความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ญาณในฉันทะอันมานอนและกิเลส อันนอนตามของสัตว์ทั้งหลาย ญาณในยมกปฏิหาริย์ ญาณในมหากรุณาสมาบัติ ฯลฯ อารมณ์ที่ได้เห็น ที่ได้สดับ ที่ได้ทราบ ที่รู้แจ้ง ที่ถึง ที่แสวงหา ที่เที่ยว ตามหาด้วยใจ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้ง สมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ พระตถาคตทรงทราบแล้ว ทรงเห็นแจ้งแล้ว ทรงรู้ แล้ว ทรงทำให้แจ้งแล้ว ทรงถูกต้องด้วยพระปัญญาที่ไม่ทรงถูกต้องด้วยปัญญาไม่มี เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงทรงพระนามว่า สมันตจักษุ สมันตจักษุเป็นปัญญินทรีย์ สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ... สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วย สามารถแห่งปัญญินทรีย์ บุคคลเมื่อเชื่อย่อมประคองไว้ เมื่อประคองไว้ย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อ ย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่น ย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมเชื่อ เมื่อประคองไว้ย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมประคองไว้ เมื่อประคองไว้ย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อม ประคองไว้ เมื่อประคองไว้ย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมประคองไว้ เมื่อประคอง ไว้ย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมประคองไว้ เมื่อตั้งสติมั่นย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจ มั่นย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้ง สติมั่นย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมประคองไว้ เมื่อ ประคองไว้ย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมตั้งใจมั่น เมื่อ ตั้งใจมั่นย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมประคองไว้ เมื่อ ประคองไว้ย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมตั้งใจ มั่น เมื่อรู้ชัดย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมประคองไว้ เมื่อ ประคองไว้ย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัด ย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมรู้ชัด เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงประคองไว้ เพราะ ความเป็นผู้ประคองไว้จึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงตั้งสติมั่น เพราะความ เป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจ มั่นจึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงเชื่อ เพราะ ความเป็นผู้ประคองไว้จึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงประคองไว้ เพราะ ความเป็นผู้ประคองไว้จึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงประคองไว้ เพราะความ เป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงตั้งสติมั่น เพราะความ เป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ ตั้งสติมั่นจึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติ มั่นจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็น ผู้ตั้งใจมั่นจึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจ มั่นจึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึง ประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึง ตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงประคองไว้ เพราะความ เป็นผู้ประคองไว้จึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติ มั่นจึงรู้ชัด เพราะความรู้ชัดจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงรู้ชัด พระพุทธจักษุเป็นพระพุทธญาณ พระพุทธญาณเป็นพุทธจักษุ อันเป็นเครื่องให้ พระตถาคตทรงเห็นหมู่สัตว์ผู้มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุก็มี มีกิเลสธุลีมากใน ปัญญาจักษุก็มี มีอินทรีย์แก่กล้าก็มี มีอินทรีย์อ่อนก็มี มีอาการดีก็มี มีอาการ ชั่วก็มี ที่จะพึงฝึกให้รู้ได้โดยง่ายก็มี ที่จะพึงฝึกให้รู้ได้โดยยากก็มี บางพวก เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย บางพวกไม่เห็นปรโลกและโทษโดยความ เป็นภัย ฯ
ยาวตา ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺโฐ ญาโต อญฺญาโต ทุกฺขฏฺโฐ นตฺถีติ สมนฺตจกฺขุ ยํ สมนฺตจกฺขุํ ตํ ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ยาวตา ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺโฐ ทิฏฺโฐ วิทิโต สจฺฉิกโต ผสฺสิโต ปญฺญาย อผสฺสิโต ปญฺญาย ทุกฺขฏฺโฐ นตฺถีติ สมนฺตจกฺขุ ยํ สมนฺตจกฺขุํ ตํ ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ยาวตา สมุทยสฺส สมุทยฏฺโฐ ฯเปฯ ยาวตา นิโรธสฺส นิโรธฏฺโฐ {๔๖๗.๑} ยาวตา มคฺคสฺส มคฺคฏฺโฐ ยาวตา อตฺถปฏิสมฺภิทาย อตฺถปฏิสมฺภิทฏฺโฐ ฯเปฯ ยาวตา ธมฺมปฏิสมฺภิทาย ธมฺมปฏิสมฺภิทฏฺโฐ ยาวตา นิรุตฺติปฏิสมฺภิทาย นิรุตฺติปฏิสมฺภิทฏฺโฐ ยาวตา ปฏิภาณปฏิสมฺภิทาย ปฏิภาณปฏิสมฺภิทฏฺโฐ ยาวตา อินฺทฺริยานํ ปโรปริยตฺเต ญาณํ ยาวตา สตฺตานํ อาสยานุสเย ญาณํ ยาวตา ยมกปาฏิหิเร ญาณํ ยาวตา มหากรุณาสมาปตฺติยา ญาณํ ฯเปฯ ยาวตา สเทวกสฺส โลกสฺส สมารกสฺส สพฺรหฺมกสฺส สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย ทิฏฺฐํ สุตํ มุตํ วิญฺญาตํ ปตฺตํ ปริเยสิตํ อนุวิจริตํ มนสา ญาตํ ทิฏฺฐํ วิทิตํ สจฺฉิกตํ ผสฺสิตํ ปญฺญาย อผสฺสิตํ ปญฺญาย นตฺถีติ สมนฺตจกฺขุ ยํ สมนฺตจกฺขุํ ตํ ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ สทฺทหนฺโต ปคฺคณฺหาติ ปคฺคณฺหนฺโต สทฺทหติ สทฺทหนฺโต อุปฏฺฐาเปติ อุปฏฺฐาเปนฺโต สทฺทหติ สทฺทหนฺโต สมาทหติ สมาทหนฺโต สทฺทหติ สทฺทหนฺโต ปชานาติ ปชานนฺโต สทฺทหติ ปคฺคณฺหนฺโต อุปฏฺฐาเปติ {๔๖๗.๒} อุปฏฺฐาเปนฺโต ปคฺคณฺหาติ ปคฺคณฺหนฺโต สมาทหติ สมาทหนฺโต ปคฺคณฺหาติ ปคฺคณฺหนฺโต ปชานาติ ปชานนฺโต ปคฺคณฺหาติ ปคฺคณฺหนฺโต สทฺทหติ สทฺทหนฺโต ปคฺคณฺหาติ อุปฏฺฐาเปนฺโต สมาทหติ สมาทหนฺโต อุปฏฺฐาเปติ อุปฏฺฐาเปนฺโต ปชานาติ ปชานนฺโต อุปฏฺฐาเปติ อุปฏฺฐาเปนฺโต สทฺทหติ สทฺทหนฺโต อุปฏฺฐาเปติ อุปฏฺฐาเปนฺโต ปคฺคณฺหาติ ปคฺคณฺหนฺโต อุปฏฺฐาเปติ สมาทหนฺโต ปชานาติ ปชานนฺโต สมาทหติ สมาทหนฺโต สทฺทหติ สทฺทหนฺโต สมาทหติ สมาทหนฺโต ปคฺคณฺหาติ ปคฺคณฺหนฺโต สมาทหติ สมาทหนฺโต อุปฏฺฐาเปติ อุปฏฺฐาเปนฺโต สมาทหติ ปชานนฺโต สทฺทหติ สทฺทหนฺโต ปชานาติ ปชานนฺโต ปคฺคณฺหาติ ปคฺคณฺหนฺโต ปชานาติ ปชานนฺโต อุปฏฺฐาเปติ อุปฏฺฐาเปนฺโต ปชานาติ ปชานนฺโต สมาทหติ สมาทหนฺโต ปชานาติ สทฺทหิตตฺตา ปคฺคหิตํ ปคฺคหิตตฺตา สทฺทหิตํ สทฺทหิตตฺตา อุปฏฺฐาปิตํ อุปฏฺฐาปิตตฺตา สทฺทหิตํ สทฺทหิตตฺตา สมาทปิตํ สมาทปิตตฺตา สทฺทหิตํ สทฺทหิตตฺตา ปชานิตํ ปชานิตตฺตา สทฺทหิตํ ปคฺคหิตตฺตา อุปฏฺฐาปิตํ อุปฏฺฐาปิตตฺตา ปคฺคหิตํ ปคฺคหิตตฺตา สมาทปิตํ สมาทปิตตฺตา ปคฺคหิตํ ปคฺคหิตตฺตา ปชานิตํ ปชานิตตฺตา ปคฺคหิตํ ปคฺคหิตตฺตา สทฺทหิตํ สทฺทหิตตฺตา ปคฺคหิตํ อุปฏฺฐาปิตตฺตา สมาทปิตํ สมาทปิตตฺตา อุปฏฺฐาปิตํ อุปฏฺฐาปิตตฺตา ปชานิตํ ปชานิตตฺตา อุปฏฺฐาปิตํ อุปฏฺฐาปิตตฺตา {๔๖๗.๓} สทฺทหิตํ สทฺทหิตตฺตา อุปฏฺฐาปิตํ อุปฏฺฐาปิตตฺตา ปคฺคหิตํ ปคฺคหิตตฺตา อุปฏฺฐาปิตํ สมาทปิตตฺตา ปชานิตํ ปชานิตตฺตา สมาทปิตํ สมาทปิตตฺตา สทฺทหิตํ สทฺทหิตตฺตา สมาทหิตํ สมาทหิตตฺตา ปคฺคหิตํ ปคฺคหิตตฺตา สมาทปิตํ สมาทปิตตฺตา อุปฏฺฐาปิตํ อุปฏฺฐาปิตตฺตา สมาทหิตํ ปชานิตตฺตา สทฺทหิตํ สทฺทหิตตฺตา ปชานิตํ ปชานิตตฺตา ปคฺคหิตํ ปคฺคหิตตฺตา ปชานิตํ ปชานิตตฺตา อุปฏฺฐาปิตํ อุปฏฺฐาปิตตฺตา ปชานิตํ ปชานิตตฺตา สมาทปิตํ สมาทปิตตฺตา ปชานิตํ ยํ พุทฺธจกฺขุํ ตํ พุทฺธญาณํ ยํ พุทฺธญาณํ ตํ พุทฺธจกฺขุํ เยน จกฺขุนา ตถาคโต สตฺเต ปสฺสติ อปฺปรชกฺเข มหารชกฺเข ติกฺขินฺทฺริเย มุทินฺทฺริเย สฺวากาเร ทฺวากาเร สุวิญฺญาปเย ทุวิญฺญาปเย อปฺเปกจฺเจ ปรโลก- วชฺชภยทสฺสาวิโน อปฺเปกจฺเจ นปรโลกวชฺชภยทสฺสาวิโน ฯ
คำว่า มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ มีกิเลสธุลีมากในปัญญา- *จักษุ ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา ชื่อว่ามีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ ผู้ไม่มี ศรัทธา ชื่อว่ามีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ ผู้ปรารภความเพียร ... ผู้มีสติตั้งมั่น ... ผู้มีจิตมั่น ... ผู้มีปัญญา ชื่อว่าผู้มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ บุคคลผู้เกียจ คร้าน ... ผู้มีสติหลงลืม ... ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ... ผู้มีปัญญาทราม ชื่อว่าผู้มีกิเลสธุลี มากในปัญญาจักษุ ฯ คำว่า ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า ผู้มีอินทรีย์อ่อน ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา ชื่อว่าผู้มีอินทรีย์แก่กล้า ผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่าผู้มีอินทรีย์อ่อน ฯลฯ ผู้มีปัญญา ชื่อว่ามีอินทรีย์แก่กล้า ผู้มีปัญญาทราม ชื่อว่าผู้มีอินทรีย์อ่อน ฯ คำว่า ผู้มีอาการดี ผู้มีอาการชั่ว ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา ชื่อว่าผู้มี อาการดี ผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่าผู้มีอาการชั่ว ฯลฯ ผู้มีปัญญา ชื่อว่าผู้มีอาการดี ผู้ไม่มีปัญญา ชื่อว่าผู้มีอาการชั่ว ฯ คำว่า จะพึงฝึกให้รู้ได้โดยง่าย จะพึงฝึกให้รู้ได้โดยยาก ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา ชื่อว่าจะพึงฝึกให้รู้ได้โดยง่าย ผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่าจะพึงฝึกให้ รู้ได้โดยยาก ฯลฯ ผู้มีปัญญา ชื่อว่าจะพึงฝึกให้รู้ได้โดยง่าย ผู้ไม่มีปัญญา ชื่อว่าจะพึงฝึกให้รู้ได้โดยยาก ฯ คำว่า บางพวกเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย บางพวกไม่เห็น ปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา ชื่อว่าเห็นปรโลก และโทษโดยความเป็นภัย ผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่าไม่เห็นปรโลกและโทษโดยความ เป็นภัย ฯลฯ ผู้มีปัญญา ชื่อว่าเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ผู้ไม่มี ปัญญา ชื่อว่าไม่เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ฯ คำว่า โลก คือ ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก วิปัตติภวโลก วิปัตติสัมภวโลก สัมปัตติภวโลก สัมปัตติสัมภวโลก โลก ๑ คือ สัตว์ทั้งปวง ดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร โลก ๒ คือ นามและรูป โลก ๓ คือ เวทนา ๓ โลก ๔ คือ อาการ ๔ โลก ๕ คือ อุปาทานขันธ์ ๕ โลก ๖ คือ อายตนะภายใน ๖ โลก ๗ คือ วิญญาณฐิติ ๗ โลก ๘ คือ โลกธรรม ๘ โลก ๙ คือ สัตตาวาส ๙ โลก ๑๐ คือ อายตนะ ๑๐ โลก ๑๒ คือ อายตนะ ๑๒ โลก ๑๘ คือ ธาตุ ๑๘ ฯ คำว่า โทษ ความว่า กิเลสทั้งปวงเป็นโทษ ทุจริตทั้งปวงเป็นโทษ อภิสังขารทั้งปวงเป็นโทษ กรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวงเป็นโทษ ความ สำคัญในโลกนี้และในโทษนี้ด้วยประการดังนี้ โดยความเป็นภัยอย่างแรงกล้า ปรากฏเฉพาะหน้า เปรียบเหมือนความสำคัญในเพชฌฆาต ซึ่งกำลังแกว่งดาบเข้ามา โดยความเป็นภัย ฉะนั้น พระตถาคตย่อมทรงทราบ ทรงเห็น ทรงรู้ชด ทรงแทงตลอด ซึ่งอินทรีย์ ๕ ประการนี้ ด้วยอาการ ๕๐ เหล่านี้ ฯ จบตติยภาณวาร จบอินทรียกถา -----------------------------------------------------
อปฺปรชกฺเข มหารชกฺเขติ สทฺโธ ปุคฺคโล อปฺปรชกฺโข อสฺสทฺโธ ปุคฺคโล มหารชกฺโข อารทฺธวิริโย ปุคฺคโล อปฺปรชกฺโข กุสีโต ปุคฺคโล มหารชกฺโข อุปฏฺฐิตสฺสติ ปุคฺคโล อปฺปรชกฺโข มุฏฺฐสฺสติ ปุคฺคโล มหารชกฺโข สมาหิโต ปุคฺคโล อปฺปรชกฺโข อสมาหิโต ปุคฺคโล มหารชกฺโข ปญฺญวา ปุคฺคโล อปฺปรชกฺโข ทุปฺปญฺโญ ปุคฺคโล มหารชกฺโข ฯ {๔๖๘.๑} ติกฺขินฺทฺริเย มุทินฺทฺริเยติ สทฺโธ ปุคฺคโล ติกฺขินฺทฺริโย อสฺสทฺโธ ปุคฺคโล มุทินฺทฺริโย ฯเปฯ ปญฺญวา ปุคฺคโล ติกฺขินฺทฺริโย ทุปฺปญฺโญ ปุคฺคโล มุทินฺทฺริโย ฯ {๔๖๘.๒} สฺวากาเร ทฺวากาเรติ สทฺโธ ปุคฺคโล สฺวากาโร ฯเปฯ ปญฺญวา ปุคฺคโล สฺวากาโร ทุปฺปญฺโญ ปุคฺคโล ทฺวากาโร ฯ {๔๖๘.๓} สุวิญฺญาปเย ทุวิญฺญาปเยติ สทฺโธ ปุคฺคโล สุวิญฺญาปโย อสฺสทฺโธ ปุคฺคโล ทุวิญฺญาปโย ฯเปฯ ปญฺญวา ปุคฺคโล สุวิญฺญาปโย ทุปฺปญฺโญ ปุคฺคโล ทุวิญฺญาปโย ฯ {๔๖๘.๔} อปฺเปกจฺเจ ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวิโน อปฺเปกจฺเจ นปรโลกวชฺชภยทสฺสาวิโนติ สทฺโธ ปุคฺคโล ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี อสฺสทฺโธ ปุคฺคโล นปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี อารทฺธวิริโย ปุคฺคโล ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี กุสีโต ปุคฺคโล นปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี ฯเปฯ ปญฺญวา ปุคฺคโล ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี ทุปฺปญฺโญ ปุคฺคโล นปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี ฯ {๔๖๘.๕} โลโกติ ขนฺธโลโก ธาตุโลโก อายตนโลโก วิปตฺติภวโลโก วิปตฺติสมฺภวโลโก สมฺปตฺติภวโลโก สมฺปตฺติสมฺภวโลโก ฯ เอโก โลโก สพฺเพ สตฺตา อาหารฏฺฐิติกา ฯ เทฺว โลกา นามญฺจ รูปญฺจ ฯ ตโย โลกา ติสฺโส เวทนา ฯ จตฺตาโร โลกา จตฺตาโร อาหารา ฯ ปญฺจ โลกา ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ฯ ฉ โลกา ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ ฯ สตฺต โลกา สตฺต วิญฺญาณฏฺฐิติโย ฯ อฏฺฐ โลกา อฏฺฐ โลกธมฺมา ฯ นว โลกา นว สตฺตาวาสา ฯ ทส โลกา ทสายตนานิ ฯ ทฺวาทส โลกา ทฺวาทสายตนานิ ฯ อฏฺฐารส โลกา อฏฺฐารส ธาตุโย ฯ {๔๖๘.๖} วชฺชนฺติ สพฺเพ กิเลสา วชฺชา สพฺเพ ทุจฺจริตา วชฺชา สพฺเพ อภิสงฺขารา วชฺชา สพฺเพ ภวคามิกมฺมา วชฺชา อิติ อิมสฺมิญฺจ โลเก อิมสฺมิญฺจ วชฺเช ติพฺพา ภยสญฺญา ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ เสยฺยถาปิ อุกฺขิตฺตาสิเก วธเก อิเมหิ ปญฺญาสาย อากาเรหิ อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ชานาติ ปสฺสติ อญฺญาติ ปฏิวิชฺฌติ ฯ ตติยภาณวารํ นิฏฺฐิตํ ฯ อินฺทฺริยกถา นิฏฺฐิตา ฯ