๒. ปุณณกเถราปทาน (๔๐๒)
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ปุณณกเถราปทานที่ ๒ (๔๐๒) ว่าด้วยผลแห่งการถวายพระเพลิงพุทธสรีระ
ทุติยํ ปุณฺณกตฺเถราปทานํ (๔๐๒)
พระพุทธเจ้าผู้สยัมภู ไม่ทรงแพ้อะไรๆ ทรงพระประชวร ทรงอาศัย ยอดเงื้อมประทับอยู่ในระหว่างภูเขา ขณะนั้นได้มีเสียงบันลือลั่นโดยรอบ อาศรมของเรา เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จนิพพาน ได้มีแสงสว่างในขณะนั้น หมี หมาป่า เสือดาว เนื้อร้าย และราชสีห์ มีอยู่ในไพรสณฑ์ประมาณ เท่าใด ทั้งหมดนั้นได้พากันส่งเสียงร้องขึ้น ในขณะนั้น เราเห็นความ อัศจรรย์นั้นแล้ว ได้ไปสู่เงื้อม ณ ที่นั้น เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่แพ้ อะไรๆ นิพพานแล้ว เหมือนพระยารังมีดอกบานสะพรั่ง เช่นพระ- อาทิตย์อุทัย ดังถ่านเพลิงปราศจากเปลวไฟ ผู้ดับสนิทแล้ว ไม่แพ้อะไรๆ เรานำเอาหญ้าและไม้มากองให้เต็มแล้ว ได้ทำเชิงตะกอนขึ้นบนนั้น ครั้น ทำเชิงตะกอนดีแล้ว ได้ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ครั้นถวายพระเพลิง พระพุทธสรีระแล้วได้เอาน้ำอบปะพรม ในขณะนั้น เทวดายืนอยู่ในอากาศ ได้ระบุชื่อว่า ท่านผู้เป็นมุนี ในกาลใด ท่านมีนามชื่อว่าปุณณกะ ในกาล นั้น ท่านบำเพ็ญกิจนั้นแก่พระพุทธเจ้าผู้สยัมภูแล้ว เราจุติจากกายนั้น แล้ว ได้ไปสู่เทวโลก ในเทวโลกนั้น กลิ่นอันสำเร็จด้วยทิพย์ย่อมตกลง จากอากาศ แม้ในเทวโลกนั้น เราก็มีชื่อว่าปุณณกะ ในกาลนั้น เรา เป็นเทวดาหรือมนุษย์ย่อมยังความดำริให้บริบูรณ์ ภพนี้เป็นภพที่สุดของ เรา ภพที่สุดย่อมเป็นไป แม้ในภพนี้ นามของเราก็ยังปรากฏชื่อว่า ปุณณกะ เรายังพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า โคดมศากยบุตรให้ทรงโปรด แล้ว กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัลปที่ ๙๑ แต่ กัลปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายพระเพลิงพุทธสรีระ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอน ภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มี อาสวะอยู่ การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้ว หนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จ แล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระปุณณกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ ปุณณกเถราปทาน.
|๔๐๔.๒๙| ปพฺภารกูฏํ นิสฺสาย สยมฺภู อปราชิโต อาพาธิโก จ โส พุทฺโธ วสติ ปพฺพตนฺตเร ฯ |๔๐๔.๓๐| มม อสฺสมสามนฺตา ปนาโท อาสิ ตาวเท พุทฺเธ นิพฺพายมานมฺหิ อาโลโก อาสิ ตาวเท ฯ |๔๐๔.๓๑| ยาวตา วนสณฺฑสฺมึ อจฺฉโกกตรจฺฉโย พาลา จ เกสรี สพฺเพ อภิกุชฺชึสุ ตาวเท ฯ |๔๐๔.๓๒| อุปฺปาทํ ตมหํ ทิสฺวา ปพฺภารํ อคมาสหํ ตตฺถทฺทสาสึ สมฺพุทฺธํ นิพฺพุตํ อปราชิตํ ฯ |๔๐๔.๓๓| สุผุลฺลํ สาลราชํว สตรํสีว อุคฺคตํ วีตจฺจิตํว องฺคารํ นิพฺพุตํ อปราชิตํ ฯ |๔๐๔.๓๔| ติณํ กฏฺฐญฺจ ปูเรตฺวา จิตกํ ตตฺถกาสหํ จิตกํ สุกตํ กตฺวา สรีรํ ฌาปยึ อหํ ฯ |๔๐๔.๓๕| สรีรํ ฌาปยิตฺวาน คนฺธโตยํ สโมกิรึ อนฺตลิกฺเข ฐิโต ยกฺโข นามํ อคฺคหิ ตาวเท ฯ |๔๐๔.๓๖| ตํ ปูริตํ ตยา กิจฺจํ สยมฺภุสฺส มเหสิโน ปุณฺณโก นาม นาเมน ยทา โหสิ ตุวํ มุเน ฯ |๔๐๔.๓๗| ตมฺหา กายา จวิตฺวาน เทวโลกํ อคญฺฉหํ ตตฺถ ทิพฺพมโย คนฺโธ อนฺตลิกฺขา ปวสฺสติ ฯ |๔๐๔.๓๘| ตตฺราปิ นามเธยฺยํ เม ปุณฺณโกติ อหุ ตทา เทวภูโต มนุสฺโส วา สงฺกปฺปํ ปูรยามหํ ฯ |๔๐๔.๓๙| อิทํ ปจฺฉิมกํ มยฺหํ จริโม วตฺตตี ภโว อิธาปิ ปุณฺณโก นาม นามเธยฺยํ ปกาสติ ฯ |๔๐๔.๔๐| โตสยิตฺวาน สมฺพุทฺธํ โคตมํ สกฺยปุงฺควํ สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหรามิ อนาสโว ฯ |๔๐๔.๔๑| เอกนวุเต อิโต กปฺเป ยํ กมฺมมกรึ ตทา ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ตนุกิจฺจสฺสิทํ ผลํ ฯ |๔๐๔.๔๒| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๔๐๔.๔๓| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๔๐๔.๔๔| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ปุณฺณโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ ปุณฺณกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ