๑๐. อุทกทายิกาเถริยาปทาน
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก อุทกทายิกาเถริยาปทานที่ ๑๐ ว่าด้วยผลแห่งการถวายน้ำ
ทสมํ อุทกทายิกาเถริยาปทานํ (๑๐)
ดิฉันเป็นหญิงหาบน้ำขายอยู่ในพระนครพันธุมดี เลี้ยงชีพด้วยการ หาบน้ำ เลี้ยงดูเด็กๆ ก็ด้วยการหาบน้ำนั้น ดิฉันไม่มีไทยธรรม ดิฉันเข้าไปยังซุ้มน้ำแล้ว ตั้งน้ำไว้ถวายในบุญเขตอันยอดเยี่ยม เพราะกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ดิฉันจึงได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ วิมานที่บุญกรรมสร้างให้แก่ดิฉันอยู่สวยงาม ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นั้น ถูกนิรมิตขึ้นก็เพราะการหาบน้ำ ก็ครั้งนั้น ดิฉันประเสริฐกว่า พวกนางอัปสรตั้งพัน ดิฉันครอบงำนางอัปสรเหล่านั้นทั้งหมดด้วย ฐานะ ๑๐ ประการ ดิฉันได้เป็นพระอัครมเหสีของท้าวสักรินทเทวราช ๕๐ พระองค์ ได้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๐ พระองค์ ดิฉันท่องเที่ยวอยู่แต่ในสองภพ คือ เทวดาและมนุษย์ ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายน้ำ บนยอดเขา ยอดไม้ ในอากาศ หรือพื้นดินก็ตาม ดิฉันต้องการน้ำเมื่อใด ดิฉันย่อมได้ โดยเร็วพลันเมื่อนั้น ทิศที่ไม่มีฝนมีอยู่ ก็เพราะดิฉันเร่าร้อนระหาย น้ำแล้ว มหาเมฆรู้ความดำริของดิฉันย่อมยังฝนให้ตกลง ในบางครั้ง เมื่อดิฉันถูกหมู่ญาตินำเอาออกไป มหาเมฆได้ยังฝนให้ตกลง ใน คราวที่ดิฉันปรารถนาฝน ในสรีระของดิฉัน ไม่มีความเร่าร้อนหรือ ความกระวนกระวายเลย และละอองธุลีก็ไม่มีในกายของดิฉัน นี้เป็นผลแห่งการให้น้ำเป็นทาน ทุกวันนี้ ดิฉันมีใจบริสุทธิ์ ปราศจากใจที่ชั่วช้า มีอาสวะสิ้นไปหมดแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ ดิฉันได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น ดิฉันไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการให้น้ำเป็นทาน ดิฉันเผากิเลส ทั้งหลายหมดแล้ว ... พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว. ทราบว่า ท่านพระอุทกทายิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ อุทกทายิกาเถริยาปทาน. รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. สุเมธาเถริยาปทาน ๒. เมขลทายิกาเถริยาปทาน ๓. มัณฑปทายิกาเถริยาปทาน ๔. สังกมนทาเถริยาปทาน ๕. นฬมาลิกาเถริยาปทาน ๖. เอกปิณฑปาตทายิกาเถริยาปทาน ๗. กฏัจฉุภิกขาทายิกาเถริยาปทาน ๘. สัตตอุปลทายิกาเถริยาปทาน ๙. ปัญจทีปิกาเถริยาปทาน ๑๐. อุทกทายิกาเถริยาปทาน และในวรรคนี้ บัณฑิตคำนวณคาถาได้ ๑๓๐ คาถากึ่ง. จบ สุเมธาวรรคที่ ๑ -----------------------------------------------------
|๑๕๐.๑๑๖| นคเร พนฺธุมติยา อาสึ อุทกหาริกา อุทหาเรน ชีวามิ เตน โปเสมิ ทารเก ฯ |๑๕๐.๑๑๗| เทยฺยธมฺโม จ เม นตฺถิ ปุญฺญกฺเขตฺเต อนุตฺตเร โกฏฺฐกํ อุปสงฺกมฺม อุทกํ ปฏฺฐเปสหํ ฯ |๑๕๐.๑๑๘| เตน กมฺเมน สุกเตน ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ตตฺถ เม สุกตํ พฺยมฺหํ อุทหาเรน นิมฺมิตํ ฯ |๑๕๐.๑๑๙| อจฺฉรานํ สหสฺสสฺส อหํ หิ ปวรา ตทา ทสฏฺฐาเนหิ ตา สพฺพา อภิโภมิ ตทา อหํ ฯ |๑๕๐.๑๒๐| ปญฺญาสํ เทวราชูนํ มเหสิตฺตมการยึ วีสติจกฺกวตฺตีนํ มเหสิตฺตมการยึ ฯ |๑๕๐.๑๒๑| ทุเว ภเว สํสรามิ เทวตฺเต อถ มานุเส ทุคฺคตึ นาภิชานามิ อุทกทานสฺสิทํ ผลํ ฯ |๑๕๐.๑๒๒| ปพฺพตคฺเค ทุมคฺเค วา อนฺตลิกฺเข จ ภูมิยํ ยทา อุทกมิจฺฉามิ ขิปฺปํ ปฏิลภามหํ ฯ |๑๕๐.๑๒๓| อวุฏฺฐิกา ทิสา อตฺถิ สนฺตตฺตา ขุปฺปิตา หิ เม มม สงฺกปฺปมญฺญาย มหาเมโฆ ปวสฺสติ ฯ |๑๕๐.๑๒๔| กทาจิ นียมานาย ญาติสงฺเฆน เม ตทา ยทา อิจฺฉามหํ วสฺสํ มหาเมโฆ อชายถ ฯ |๑๕๐.๑๒๕| อุณฺหํ วา ปริฬาโห วา สรีเร เม น วิชฺชติ กาเย จ เม รโช นตฺถิ อุทกทานสฺสิทํ ผลํ ฯ |๑๕๐.๑๒๖| วิสุทฺธมนสา อชฺช อเปตมนปาปิกา สพฺพาสวปริกฺขีณา นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ |๑๕๐.๑๒๗| เอกนวุเต อิโต กปฺเป ยํ กมฺมมกรึ ตทา ทุคฺคตึ นาภิชานามิ อุทกทานสฺสิทํ ผลํ ฯ |๑๕๐.๑๒๘| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสวา ฯ |๑๕๐.๑๒๙| สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๑๕๐.๑๓๐| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อุทกทายิกา ภิกฺขุนี อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ อุทกทายิกาเถริยา อปทานํ สมตฺตํ ฯ อุทฺทานํ สุเมธา เมขลททา มณฺฑปสงฺกมนฺตถา นฬมาลินี ปิณฺฑททา กฏจฺฉุอุปฺปลปฺปทา ฯ ทีปอุทกทายี จ คาถาโย คณิตาวิห เอกคาถา สตญฺเจว สตฺตรสํ ตทุตฺตริ ฯ สุเมธาวคฺโค ปฐโม ฯ ----------------