Law collection

พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551

Consolidated edition — not the text as first promulgated2551163 sections21 chaptersสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับรวมการแก้ไข)Source PDF · 46 pages
What edition is this?

This text has been consolidated by the Office of the Council of State: later amendments are already merged in, so it is not the wording of any single Royal Gazette issue. Repealed sections are absent entirely and inserted sections carry ทวิ/ตรี suffixes — the date this consolidation was last updated has not been verified.

Contents of this text

  1. หมวด ๑ การจัดตั้งและการขอรับใบอนุญาตมาตรา ๙–๑๔ · 6
  2. หมวด ๒ โครงสร้างสถาบันการเงินมาตรา ๑๕–๒๘ · 14
  3. ส่วนที่ ๑ หุ้นและผู้ถือหุ้นมาตรา ๑๕–๒๓ · 9
  4. ส่วนที่ ๒ กรรมการผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการมาตรา ๒๔–๒๘ · 5
  5. หมวด ๓ การกำกับสถาบันการเงินมาตรา ๒๙–๘๓ · 55
  6. ส่วนที่ ๑ การดำรงเงินกองทุนและสินทรัพย์มาตรา ๒๙–๓๒ · 4
  7. ส่วนที่ ๒ การลงทุนของสถาบันการเงินมาตรา ๓๓–๓๕ · 3
  8. ส่วนที่ ๓ การประกอบธุรกิจมาตรา ๓๖–๔๗ · 12
  9. ส่วนที่ ๔ ข้อห้ามในการให้สิ เชื่อมาตรา ๔๘–๕๒ · 5
  10. ส่วนที่ ๕ กลุ่มธุรกิจทางการเงินมาตรา ๕๓–๕๙ · 7
  11. ส่วนที่ ๖ การจัดชั้นสินทรัพย์และการกันเงินสำรองมาตรา ๖๐–๖๒ · 3
  12. ส่วนที่ ๗ การบริหารสินทรัพย์และการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องมาตรา ๖๓–๖๕ · 3
  13. ส่วนที่ ๘ การจัดทำบัญชี การรายงานและผู้สอบบัญชีมาตรา ๖๖–๗๑ · 6
  14. ส่วนที่ ๙ การควบโอนและเลิ กิจ - -มาตรา ๗๒–๗๙ · 8
  15. ส่วนที่ ๑๐ การกำกับทั่วไป - -มาตรา ๘๐–๘๓ · 4
  16. หมวด ๔ การตรวจสอบสถาบันการเงิมาตรา ๘๔–๘๘ · 5
  17. หมวด ๕ การแก้ไขฐานะหรือการดำเนินงานของสถาบันการเงินมาตรา ๘๙–๙๙ · 11
  18. หมวด ๖ การเข้าควบคุมสถาบันการเงินมาตรา ๑๐๐–๑๑๘ · 19
  19. หมวด ๗ การกำกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจมาตรา ๑๑๙–๑๒๐ · 2
  20. หมวด ๘ บทกำหนดโทษมาตรา ๑๒๑–๑๕๖ · 36
  21. บทเฉพาะกาลมาตรา ๑๕๗–๑๖๓ · 7

Preamble

พระราชบัญญัติ ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑ ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณวันที่ ๒๗มกราคมพ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นปีที่ ๖๓ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์และกฎหมายว่า ด้วยการประกอบธุ กิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ รวมเข้าเป็ฉบับเดียวกัน พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของ บุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ประกอบกับมาตรา ๓๑มาตรา ๓๓มาตรา ๓๖มาตรา ๓๙มาตรา ๔๑และ มาตรา ๔๓ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตาม บทบัญญัติแห่งกฎหมาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอม ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้

All sections

Show as list
  1. พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑”

  2. พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่ วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

  3. ให้ยกเลิก (๑) พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์พ.ศ. ๒๕๐๕ (๒) พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒)พ.ศ. ๒๕๒๒ (๓) พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ พ.ศ. ๒๕๒๘ (๔) พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์(ฉบับที่ ๓)พ.ศ. ๒๕๓๕ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕/ตอนที่๒๗ก/หน้า ๑/๕กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ - - (๕) พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ (ฉบับที่ ๒)พ.ศ. ๒๕๔๐ (๖) พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ (ฉบับที่ ๓)พ.ศ. ๒๕๔๐ (๗) พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ (ฉบับที่ ๔)พ.ศ. ๒๕๔๑ (๘) พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจ เครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ (๙) พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจ หลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒พ.ศ. ๒๕๒๖ (๑๐) พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจ หลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒(ฉบับที่ ๒)พ.ศ. ๒๕๒๘ (๑๑) พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจ เครดิตฟองซิเอร์ (ฉบับที่ ๒)พ.ศ. ๒๕๓๕ (๑๒) พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจ เครดิตฟองซิเอร์ (ฉบับที่ ๓)พ.ศ. ๒๕๓๕ (๑๓) พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจ หลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒(ฉบับที่ ๓)พ.ศ. ๒๕๔๐ (๑๔) พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจ หลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒(ฉบับที่ ๔)พ.ศ. ๒๕๔๐ (๑๕) พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจ หลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒(ฉบับที่ ๕)พ.ศ. ๒๕๔๑

  4. ในพระราชบัญญัตินี้ “ธุรกิจสถาบันการเงิน”หมายความว่ ธุ กิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน และ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และให้หมายความรวมถึงการประกอบธุรกิจของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ “ธุรกิจธนาคารพาณิชย์”หมายความว่า การประกอบธุรกิจรับฝากเงินหรือรับเงิน จากประชาชนที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม หรือเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ และใช้ประโยชน์จากเงิน นั้นโดยวิธีหนึ่ วิธีใด เช่ ให้สินเชื่อ ซื้อขายตั๋ วแลกเงิ หรือตราสารเปลี่ยนมืออื่นใด ซื้อขายเงิน ปริวรรตต่างประเทศ “ธุรกิจเงินทุน” หมายความว่า การประกอบธุรกิจรับฝากเงินหรือรับเงินจาก ประชาชนที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม หรือเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ ซึ่งมิใช่การรับฝากเงินหรือรับ เงินไว้ในบัญชีที่จะเบิกถอนโดยใช้เช็ค และใช้ประโยชน์จากเงินนั้นโดยวิธีหนึ่งวิธีใด เช่น ให้สินเชื่อ ซื้อ ขายตั๋วแลกเงินหรือตราสารเปลี่ยนมืออื่นใด “ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์”หมายความว่า การประกอบธุรกิจรับฝากเงินหรือรับเงิน จากประชาชนที่จะจ่ายคืนเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ และใช้ประโยชน์จากเงินนั้นอย่างหนึ่งอย่าง ใดดังต่อไปนี้ (๑) การให้กู้ยืมเงินโดยวิธีรับจำนองอสังหาริมทรัพย์ - - (๒) การรับซื้ออสังหาริมทรัพย์โดยวิธีขายฝาก “ธุรกิจทางการเงิน” หมายความว่า ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจ เครดิตฟองซิเอร์ ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขาย ล่วงหน้า ธุรกิจประกันชีวิตตามกฎหมายว่าด้วยประกันชีวิต หรือธุรกิจอื่นตามที่ธนาคารแห่งประเทศ ไทยประกาศกำหนด “การให้สินเชื่อ”หมายความว่าการให้กู้ยืมเงิน หรือซื้อ ซื้อลด รับช่วงซื้อลดตั๋วเงิน เป็นเจ้าหนี้เนื่องจากได้จ่ายหรือสั่งให้จ่ายเงินเพื่อประโยชน์ของผู้เคยค้า หรือเป็นเจ้าหนี้เนื่องจากได้ จ่ายเงินตามภาระผูกพันตามเล็ตเตอร์ออฟเครดิตหรือภาระผูกพันอื่น “ธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ” หมายความว่า ธุรกรรมแฟ็กเตอริง ธุรกรรมการให้เช่าซื้อ ธุรกรรมการให้เช่าแบบลีสซิ่ง และธุรกรรมอื่นที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด “หลักทรัพย์”หมายความว่ หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ “สถาบันการเงิน”หมายความว่า (๑) ธนาคารพาณิชย์ (๒) บริษัทเงินทุน (๓) บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ “ธนาคารพาณิชย์”หมายความว่า บริษัทมหาชนจำกัดที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ และให้หมายความรวมถึงธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย ธนาคารพาณิชย์ที่เป็น บริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ และสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศที่ได้รับอนุญาต ให้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ “ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย” หมายความว่า บริษัทมหาชนจำกัดที่ได้รับอนุญาต ให้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการให้บริการแก่ประชาชนรายย่อยและ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมโดยมีข้อจำกัดการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศ ตรา สารอนุพันธ์และธุ กรรมอื่นที่มีความเสี่ยงสู ทั้งนี้ ตามหลัเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ กำหนด “ธนาคารพาณิชย์ที่เป็บริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ” หมายความว่า บริษัทมหาชนจำกัดที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ซึ่งมีธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ แห่งใดแห่งหนึ่งถือหุ้นโดยทางตรงหรือทางอ้อมไม่ต่ำกว่ ร้อยละเก้าสิบห้าของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้ว ทั้งหมดของบริษัทนั้น “สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ”หมายความว่าสาขาของธนาคารพาณิชย์ ต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย “บริษัทเงินทุน”หมายความว่าบริษัทมหาชนจำกัดที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ เงินทุน “บริษัทเครดิตฟองซิเอร์” หมายความว่า บริษัทมหาชนจำกัดที่ได้รับอนุญาตให้ ประกอบธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ “เงินกองทุน”หมายความว่าเงินในลักษณะดังต่อไปนี้ - - (๑) ทุนชำระแล้วซึ่ รวมทั้งส่วนล้ำมูลค่าหุ้นที่ ถาบันการเงินได้รับและเงินที่สถาบัน การเงินได้รับจากการออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของสถาบันการเงินนั้น (๒) ทุนสำรอง (๓) เงินสำรองที่ได้จัดสรรจากกำไรสุทธิเมื่อสิ้นงวดการบัญชีตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น หรือตามข้อบังคับของสถาบันการเงิ แต่ไม่รวมถึงเงินสำรองสำหรับการลดค่าของสิ ทรัพย์และเงิน สำรองเพื่อการชำระหนี้ (๔) กำไรสุทธิคงเหลือหลังจากการจัดสรร (๕) เงินสำรองจากการตีราคาสินทรัพย์ เงินสำรองอื่น หรือ (๖) เงินที่สถาบันการเงินได้รับเนื่องจากการออกตราสารแสดงสิทธิในหนี้ หรือตรา สารหรือเงินอื่นใด ทั้งนี้ ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด “บริษัท”หมายความว่า บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้าง หุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่ “บริษัทแม่”หมายความว่าบริษัทที่มีอำนาจควบคุมกิจการของบริษัทอื่นไม่ว่าโดย ทางตรงหรือทางอ้อ ในลักษณะดังต่อไปนี้ (๑) มีหุ้นในบริษัทหนึ่งเกินกว่าร้อยละห้าสิบของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด (๒) มีอำนาจควบคุ คะแนนเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทหนึ่ง (๓) มีอำนาจควบคุมการแต่งตั้งหรือถอดถอนผู้มีอำนาจในการจัดการหรือกรรมการ ตั้งแต่กึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดในบริษัทหนึ่ง หรือ (๔) มีอำนาจควบคุมกิจการในลักษณะอื่นใดตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศ ไทยประกาศกำหนด การมีหุ้นในบริษัทหนึ่งตั้งแต่ร้อยละยี่สิบขึ้นไปของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดไม่ว่า โดยทางตรงหรือทางอ้อม ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีอำนาจควบคุมกิจการ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามิได้มี อำนาจควบคุมกิจการ “บริษัทลูก”หมายความว่า (๑) บริษัทที่มีบริษัทอื่นเป็นบริษัทแม่ หรือ (๒) บริษัทลูกของบริษัทตาม (๑) ต่อไปทุกทอด “บริษัทร่วม” หมายความว่ บริษัทลูกที่มีบริษัทแม่ร่วมกัน “ผู้มีอำนาจในการจัดการ” หมายความว่า (๑) ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัด กรรมการที่เป็นผู้บริหารของสถาบัน การเงินหรือบริษัท แล้วแต่กรณี หรือผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น (๒) บุคคลซึ่งสถาบันการเงินหรือบริษัททำสัญญาให้มีอำนาจในการบริหารงาน ทั้งหมดหรือบางส่วนหรือ (๓) บุคคลที่ตามพฤติการณ์มีอำนาจควบคุมหรือครอบงำผู้จัดการหรือกรรมการ หรือการจัดการของสถาบันการเงินหรือบริษัท ให้ปฏิบัติตามคำสั่งของตนในการกำหนดนโยบายหรือ การดำเนินงานของสถาบันการเงินหรือบริษัท “กรรมการที่ เป็ผู้บริหาร” หมายความว่ กรรมการที่ ทำหน้ ที่บริหารงานใน สถาบันการเงินหรือบริษัทตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด - - “ผู้ที่เกี่ยวข้อง” หมายความว่า บุคคลที่มีความสัมพันธ์กับอีกบุ คลหนึ่งในลักษณะ ดังต่อไปนี้ (๑) เป็นคู่สมรส (๒) เป็นบุตรหรือบุตรบุญธรรมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ (๓) เป็นบริษัทที่บุคคลนั้นหรือบุคคลตาม (๑) หรือ(๒) มีอำนาจในการจัดการ (๔) เป็นบริษัทที่บุคคลนั้นหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) มีอำนาจควบคุมคะแนนเสียง ส่วนใหญ่ในที่ประชุมผู้ถือหุ้น (๕) เป็นบริษัทที่บุคคลนั้นหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) มีอำนาจควบคุมการแต่งตั้ง หรือถอดถอนกรรมการ (๖) เป็นบริษัทลูกของบริษัทตาม (๓) หรือ(๔) หรือ (๕) (๗) เป็นบริษัทร่วมของบริษัทตาม (๓) หรือ (๔) หรือ (๕) (๘) เป็นตัวการ ตัวแทนหรือ (๙) บุคคลอื่นที่มีลักษณะตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ในกรณีที่บุคคลใดถือหุ้นในบริษัทใดตั้งแต่้อยละยี่สิบขึ้นไปของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้ว ทั้งหมดไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริษัทนั้นเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคล ดังกล่าวเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามิได้เป็ผู้ที่เกี่ยวข้อง “ผู้ถือหุ้นรายใหญ่”หมายความว่าบุคคลที่ถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของสถาบันการเงิน เกินร้อยละห้าของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด และให้นับรวมหุ้นที่ถือโดยผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย “รัฐมนตรี”หมายความว่ารัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

  5. การประกอบกิจการใดที่มีลักษณะเป็นการระดมเงินจากประชาชนโดย การรับฝากเงินหรือโดยวิธีอื่นใด ให้สินเชื่อ หรือธุรกิจทางการเงิน หากกิจการนั้นมีผลกระทบต่อระบบ เศรษฐกิจของประเทศโดยรวมและมิได้มีกฎหมายที่ควบคุมการประกอบกิจการดังกล่าวเป็นการเฉพาะ แล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจเสนอให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อกำหนดให้การประกอบ กิจการประเภทนั้ อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัตินี้ทั้งหมดหรือบางส่วนรวมทั้งบทกำหนดโทษที่ เกี่ยวข้อง โดยจะกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลการประกอบกิจการดังกล่าวด้วยก็ได้

  6. การระดมเงินจากประชาชนโดยการขายหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ที่เป็นไป ตามกฎหมายว่ ด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ มิให้อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัตินี้

  7. ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้เมื่อได้ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

  8. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และ ให้มีอำนาจออกประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ประกาศตามวรรคหนึ่งเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ - - รัฐมนตรีอาจกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยยื่นรายงานข้อมูลที่ได้รับจากการ ดำเนินการตามรายการที่รัฐมนตรีกำหนด ทั้งนี้ จะให้ยื่นตามระยะเวลาหรือเป็นครั้งคราวและจะให้ ทำคำชี้แจงข้อความเพื่ออธิบายหรือขยายความแห่งรายงานนั้นก็ได้

  9. หมวด ๑ การจัดตั้งและการขอรับใบอนุญาต

    6 sections
  10. การประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน หรือธุรกิจ เครดิตฟองซิเอร์จะกระทำได้เฉพาะนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด โดยได้รับใบอนุญาตจาก รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ในการอนุญาตดังกล่าวรัฐมนตรีจะกำหนด หลักเกณฑ์ตามที่เห็นสมควรก็ได้ การยื่นคำขอจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัดเพื่อ ประกอบธุรกิจตามวรรคหนึ่ง ต้องได้รับความเห็นชอบในการจัดตั้งจากรัฐมนตรี่อน เมื่อได้จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจำกัดแล้ว ให้บริษัทมหาชนจำกัดนั้นยื่นคำ ขอรับใบอนุญาตตามแบบที่ธนาคารแห่ ประเทศไทยประกาศกำหนดต่อรัฐมนตรีโดยผ่านธนาคารแห่ง ประเทศไทย การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ตลอดจนเสีย ค่าธรรมเนียมตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย

  11. ๑๐

    ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศจะตั้งสาขาเพื่อประกอบธุรกิจธนาคาร พาณิชย์ในประเทศไทยตามพระราชบัญญัตินี้ได้ เมื่อได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ในการอนุญาตดังกล่าว รัฐมนตรีจะกำหนดหลักเกณฑ์ตามที่ เห็นสมควรก็ได้ ในการขอรับใบอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศแสดงหนังสือ ยินยอมให้ยื่นคำขอจัดตั้งสาขาจากหน่วยงานผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการกำกับและตรวจสอบ ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศนั้นต่อรัฐมนตรีโดยผ่านธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ตลอดจนเสียค่าธรรมเนียมตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย

  12. ๑๑

    สถาบันการเงินต้องใช้ชื่อซึ่งมีคำว่า “ธนาคาร”“บริษัทเงินทุน”หรือ “บริษัทเครดิตฟองซิเอร์”นำหน้า ตามที่ระบุในใบอนุญาตแล้วแต่กรณี

  13. ๑๒

    ห้ามผู้ ใดนอกจากสถาบันการเงินใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจทาง การเงินว่า “ธนาคาร”“เงินทุน”“การเงิน”“การลงทุน”“เครดิต”“ทรัสต์”“ไฟแนนซ์”“บริษัท เครดิตฟองซิเอร์”หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกัน บทบัญญัติในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ผู้ที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศ ไทยหรือผู้ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายอื่น - -

  14. ๑๓

    การจัดตั้ง หรือย้ายสำนักงานใหญ่หรือสาขา หรือการเลิกสาขาของ สถาบันการเงิ ต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

  15. ๑๔

    การตั้งสำนักงานผู้แทนของสถาบันการเงินในต่างประเทศ และการตั้ง สำนักงานผู้แทนของสถาบันการเงินต่างประเทศในประเทศ จะกระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจกำหนดหลักเกณฑ์ให้ต้องปฏิบัติด้วยก็ได้ สำนักงานผู้แทนตามวรรคหนึ่ง จะรับฝากเงินหรือรับเงินจากประชาชนที่ต้องจ่ายคืน เมื่อทวงถามหรือเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ไม่ได้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

  16. หมวด ๒ โครงสร้างสถาบันการเงิน

  17. ส่วนที่ ๑ หุ้นและผู้ถือหุ้น

    9 sections
  18. ๑๕

    หุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิของสถาบันการเงินต้องเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อผู้ ถือมีมูลค่าของหุ้นไม่เกินหุ้นละหนึ่งร้อยบาท และข้อบังคับของสถาบันการเงินต้องไม่มีข้อจำกัดในการ โอนหุ้น เว้นแต่จะเป็นข้อจำกัดเพื่อการปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ สถาบันการเงินอาจออกหุ้นบุริมสิทธิที่ไม่มีสิทธิออกเสียง หรือหุ้นบุริมสิทธิอื่นได้เมื่อ ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดหลักเกณฑ์ที่ สถาบันการเงินต้องปฏิบัติก็ได้

  19. ๑๖

    สถาบันการเงินต้องมีจำนวนหุ้นที่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยถืออยู่ไม่ต่ำกว่า ร้อยละเจ็ดสิบห้าของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมด และต้องมีกรรมการเป็น บุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นสมควรธนาคารแห่งประเทศไทยอาจอนุญาต ให้บุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยถือหุ้นได้ถึงร้อยละสี่สิบเก้าของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงและจำหน่ายได้ แล้วทั้งหมด และให้มีกรรมการที่เป็นบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยได้เกินกว่าหนึ่งในสี่แต่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของ จำนวนกรรมการทั้งหมด ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องแก้ไขฐานะการดำเนินการหรือเพื่อเสริมสร้างความมั่นคง ของสถาบันการเงินใด หรือเพื่อความมั่นคงของระบบสถาบันการเงินรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของ ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจผ่อนผันให้มีจำนวนหุ้นหรือกรรมการแตกต่างไปจากที่กำหนดตาม วรรคสองได้ ในการผ่อนผันนั้นจะกำหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนเวลาไว้ด้วยก็ได้ - -

  20. ๑๗

    บุคคลใดถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของสถาบันการเงิ แห่งใดแห่งหนึ่งไม่ว่า โดยทางตรงหรือทางอ้อม ตั้งแต่ร้อยละห้าขึ้นไปของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด บุคคลนั้นต้อง รายงานการถือหุ้ หรือมีไว้ซึ่งหุ้นดังกล่าวให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบตามหลัเกณฑ์ที่ธนาคาร แห่งประเทศไทยประกาศกำหนด จำนวนหุ้นตามวรรคหนึ่ง ให้รวมถึงหุ้นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุ คลตามวรรคหนึ่งถือ อยู่หรือมีไว้ด้วย หุ้นตามวรรคหนึ่งไม่รวมถึงหุ้นบุริมสิทธิที่ไม่มีสิทธิออกเสียง ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งไม่รายงานตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศกำหนดให้นำความในมาตรา ๑๙มาใช้บังคับแก่หุ้นที่ไม่รายงานนั้น โดยอนุโลม

  21. ๑๘

    ห้ามมิให้บุคคลใดถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของสถาบันการเงินแห่งใดแห่ง หนึ่งไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมเกิ ร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดเว้นแต่ได้รับ อนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยหรือเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ กำหนด จำนวนหุ้นตามวรรคหนึ่ง ให้รวมถึงหุ้นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลตามวรรคหนึ่งถือ อยู่หรือมีไว้ด้วย หุ้นตามวรรคหนึ่งไม่รวมถึงหุ้นบุริมสิทธิที่ไม่มีสิทธิออกเสียง

  22. ๑๙

    บุคคลใดได้มาซึ่งหุ้นของสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่งจนเป็นเหตุให้ จำนวนหุ้นที่ตนถืออยู่หรือมีไว้เป็นไปโดยฝ่าฝืนมาตรา ๑๘บุคคลนั้นจะต้องนำหุ้นในส่วนที่เกิน ออกจำหน่ายแก่บุคคลอื่นภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหุ้นนั้นมา เว้นแต่จะได้รับการผ่อนผันจาก ธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งจะผ่อนผันได้อีกไม่เกินเก้าสิบวัน ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งไม่จำหน่ายหุ้นในส่วนที่เกินภายในเวลาที่กำหนดตาม วรรคหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้ขายหุ้นในส่วนที่เกินดังกล่าวได้ และถ้าศาลเห็ว่ การถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นนั้นเป็นการฝ่ ฝืนมาตรา ๑๘ให้ศาลมีอ นาจสั่งให้ขาย ทอดตลาดหรือขายโดยวิธีอื่นก็ได้

  23. ๒๐

    ห้ามมิให้สถาบันการเงินจำหน่ายหุ้นของตนแก่บุคคลใดจนเป็นเหตุให้ จำนวนหุ้นที่บุคคลนั้นถืออยู่หรือมีไว้เป็นไปโดยฝ่าฝืนมาตรา ๑๘ การนับจำนวนหุ้นตามวรรคหนึ่ง ให้นับรวมถึงหุ้นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลตาม วรรคหนึ่งถืออยู่หรือมีไว้ด้วย ทุกครั้งที่มีการชี้ชวนให้เข้าชื่อซื้อหุ้นของสถาบันการเงินใด ให้สถาบันการเงินนั้นระบุ หลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามมาตรา ๑๗มาตรา ๑๘และมาตรา ๑๙ไว้ในคำชี้ชวนด้วย

  24. ๒๑

    บุคคลใดถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของสถาบันการเงินใดโดยฝ่าฝืนมาตรา ๑๘บุคคลนั้นจะยกเอาการถือหุ้นในส่วนที่ เกินนั้นใช้ยันต่อสถาบันการเงินดังกล่าวมิได้ และสถาบัน การเงินนั้นจะจ่ายเงินปันผลหรือผลตอบแทนอื่นใดให้แก่บุคคลนั้นหรือให้บุคคลนั้นออกเสียง ลงคะแนนในที่ประชุ ผู้ถือหุ้นตามจำนวนหุ้นในส่วนที่เกินมิได้ - - ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งได้รับหุ้นมาโดยสุจริตจากการรับมรดกหากสถาบัการเงินนั้นได้ประกาศจ่ายเงินปันผลในช่วงระยะเวลาเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหุ้นมาหรือภายใน ระยะเวลาที่ได้รับการผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทยตามมาตรา ๑๙วรรคหนึ่ง ให้มีสิทธิรับเงิน ปันผลในหุ้นส่วนที่เกินร้อยละสิบตามมาตรา ๑๘ได้ แต่บุคคลนั้นจะออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมผู้ ถือหุ้นตามจำนวนหุ้นในส่วนที่เกินมิได้

  25. ๒๒

    เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามมาตรา ๑๖มาตรา ๑๗มาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๙ให้สถาบันการเงินตรวจสอบทะเบียนผู้ถือหุ้นทุกครั้งก่อนการประชุมผู้ถือหุ้นหรือก่อน จ่ายเงินปันผลหรือผลตอบแทนอื่นใดแก่ผู้ถือหุ้น แล้วให้แจ้งผลการตรวจสอบต่อธนาคารแห่งประเทศ ไทยตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้ถือหุ้นรายใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๘ให้สถาบันการเงินมีหนังสือแจ้ง ให้ผู้นั้นดำเนินการจำหน่ายหุ้นในส่วนที่เกินภายในเวลาที่กำหนดตามมาตรา ๑๙พร้อมกับแจ้งให้ ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบด้วย

  26. ๒๓

    มิให้นำมาตรา ๑๕ถึงมาตรา ๒๒มาใช้บังคับกับสาขาของธนาคาร พาณิชย์ต่างประเทศที่ จัดตั้งขึ้นในประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์ที่เป็นบริ ทลูกของธนาคาร พาณิชย์ต่างประเทศ

  27. ส่วนที่ ๒ กรรมการผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการ

    5 sections
  28. ๒๔

    ห้ามมิให้สถาบันการเงินแต่งตั้งหรือยอมให้บุคคลซึ่งมีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นหรือทำหน้าที่กรรมการ ผู้จัดการ ผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของสถาบันการเงิน (๑) เป็นบุคคลล้มละลายหรือพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายมาแล้วไม่ถึงห้าปี (๒) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดย ทุจริต ไม่ว่าจะมีการรอการลงโทษหรือไม่ก็ตาม (๓) เคยถูกลงโทษไล่ออกหรือปลดออกจากราชการ องค์การ หรือหน่วยงานของรัฐ ฐานทุจริตต่อหน้าที่ (๔) เคยเป็นผู้มีอำนาจในการจัดการซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะที่สถาบันการเงินถูก เพิกถอนใบอนุญาตเว้นแต่จะได้รับยกเว้นจากธนาคารแห่งประเทศไทย (๕) เคยถูกถอดถอนจากการเป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการ ของสถาบันการเงิน ตามมาตรา ๘๙(๓) หรือมาตรา ๙๐(๔) หรือตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และ ตลาดหลักทรัพย์ เว้นแต่จะได้รับยกเว้นจากธนาคารแห่งประเทศไทย (๖) เป็นกรรมการ ผู้จัดการ พนักงาน หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบัน การเงินแห่งอื่นอี ในเวลาเดียวกัน เว้นแต่ได้รับยกเว้นจากธนาคารแห่ ประเทศไทย - - (๗) เป็นผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการนอกเหนือจากตำแหน่งกรรมการของ บริษัทที่ได้รับสินเชื่อหรือได้รับการค้ำประกันหรืออาวัลหรือมีภาระผูกพันอยู่กับสถาบันการเงินนั้น เว้นแต่ (ก) เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของสถาบันการเงินซึ่งไม่ใช่กรรมการที่เป็น ผู้บริหาร (ข) เป็นกรณีที่ได้รับยกเว้นตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ กำหนด (๘) เป็นข้าราชการการเมืองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภา ท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นใดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศกำหนด (๙) เป็นพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยหรือเป็นผู้ที่พ้นจากการเป็นพนักงานของ ธนาคารแห่ ประเทศไทยตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่ ประเทศไทยประกาศกำหนดเว้นแต่ได้รับ แต่งตั้งจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้เข้าไปแก้ไขฐานะการเงินหรือการดำเนินการของสถาบัน การเงิน หรือเป็การดำรงตำแหน่งในสถาบันการเงินที่เป็รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการ งบประมาณ ทั้งนี้ พนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย หรือผู้ที่พ้นจากการเป็นพนักงานธนาคารแห่ง ประเทศไทยแต่ยังต้องห้ามไม่ให้รับตำแหน่งตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดดังกล่าว ไม่มีสิทธิที่จะได้รับสิทธิในการซื้อหุ้นของสถาบันการเงินนั้น (๑๐) เป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามหรือขาดคุณสมบัติอื่นใด ทั้งนี้ ตามที่ธนาคาร แห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

  29. ๒๕

    การแต่งตั้งกรรมการผู้จัดการผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษา ของสถาบันการเงิน จะต้องได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อน ไม่ว่าจะเป็นการ แต่งตั้งบุคคลใหม่หรือแต่งตั้งบุคคลเดิมให้ดำรงตำแหน่งต่อไป ในการให้ความเห็นชอบตามวรรคหนึ่ง ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาให้แล้ว เสร็จภายในสิบห้ วันทำการนับแต่วันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้รับคำขอและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ครบถ้วนตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดหากธนาคารแห่งประเทศไทยมิได้แจ้งผลการ พิจารณาให้ความเห็ชอบภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้ถือว่ ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความ เห็นชอบในการแต่งตั้งนั้นแล้ว ในกรณีที่ปรากฏในภายหลังว่าบุคคลซึ่งได้ับความเห็นชอบตามวรรคหนึ่งมีลักษณะ ต้องห้ามตามมาตรา ๒๔ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเพิกถอนการให้ความเห็นชอบที่ได้ให้ไว้แล้ว

  30. ๒๖

    ในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี สถาบันการเงินมีหน้าที่แจ้งหรือแสดงให้ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นทราบเกี่ยวกับผลประโยชน์และค่าตอบแทนที่กรรมการ ผู้จัดการ และผู้มีอำนาจใน การจัดการได้รับจากสถาบันการเงิน และมีหน้าที่แจ้งให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นทราบถึงการเป็นกรรมการใน ธุรกิจอื่นด้วย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ให้กรรมการมีหน้ ที่แจ้งการเป็นกรรมการ ในธุรกิจอื่นแก่สถาบันการเงิน - -

  31. ๒๗

    ในการดำเนิ กิจการของสถาบันการเงิน กรรมการต้องปฏิบัติ เช่นเดียวกับบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวัง และต้องรับผิดชอบร่วมกันในการ บริหารงานสถาบัการเงินนั้น ซึ่งรวมถึงเรื่องดังต่อไปนี้ (๑) การให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ (๒) การจัดทำและเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อแสดงฐานะการเงินและ ผลการดำเนินงานที่แท้จริงของสถาบันการเงิน โดยต้องเปิดเผยให้ผู้ถือหุ้น ผู้ฝากเงิน และประชาชน ได้รับทราบและสามารถตรวจสอบได้ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด (๓) การให้สถาบันการเงินเรียกประชุมผู้ถือหุ้นภายในสี่ เดือนนับแต่สิ้นรอบ ระยะเวลาบัญชีหกเดือน เมื่อปรากฏว่าสถาบันการเงินนั้นประสบการขาดทุนจนทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้น เมื่อสิ้นรอบระยะเวลาหกเดือนตามมาตรา ๖๗ลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละห้าสิบของทุนที่ชำระแล้ว และให้เรียกประชุมผู้ถือหุ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละยี่สิบห้าของทุนที่ ชำระแล้ว เพื่อแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบถึ ฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของสถาบันการเงินตาม ความเป็นจริง

  32. ๒๘

    กรรมการต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อผู้ถือหุ้น หรือผู้ฝากเงิน หรือผู้ถือตั๋ว สัญญาใช้เงินที่เกิดจากการระดมเงินจากประชาชนของสถาบันการเงินเพื่อความเสียหายใดๆอันเกิด จากการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือผู้ตรวจการสถาบันการเงินสั่งการตาม พระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้ทุจริตหรือมี่วนในการไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว

  33. หมวด ๓ การกำกับสถาบันการเงิน

  34. ส่วนที่ ๑ การดำรงเงินกองทุนและสินทรัพย์

    4 sections
  35. ๒๙

    สถาบัการเงินต้องดำรงเงินกองทุนตามหลัเกณฑ์ที่ธนาคารแห่ ประเทศไทยประกาศกำหนด ให้ธนาคารแห่ ประเทศไทยมีอำนาจประกาศกำหนดประเภทและชนิดของ เงินกองทุนรวมทั้งหลักเกณฑ์ในการคำนวณเงินกองทุนของสถาบันการเงิน

  36. ๓๐

    สถาบันการเงินต้องดำรงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์ หนี้สิน ภาระผูกพัน หรือตัวแปรและความเสี่ยงอื่นใดตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ กำหนด การประกาศกำหนดตามวรรคหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจประกาศกำหนด เป็นการทั่วไปให้ ถาบันการเงินดำรงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์ หนี้สิน ภาระผูกพัน หรือ ตัวแปรและความเสี่ยงอื่นใด ตามขนาดหรือประเภทของสินทรัพย์ หนี้สิน ภาระผูกพัน หรือตัวแปร และความเสี่ยงรวมทุ ประเภทหรือแต่ละประเภทได้หรือในกรณีที่ปรากฏว่าสถาบันการเงินใดมีความ - - เสี่ยงสูง ธนาคารแห่ ประเทศไทยจะสั่ งการให้สถาบันการเงินนั้นดำเนินการใด ๆที่เกี่ยวข้องตามที่ เห็นสมควรก็ได้

  37. ๓๑

    ให้สถาบันการเงินเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดำรงเงินกองทุนและข้อมูล เกี่ยวกับความเสี่ยงของสถาบันการเงิ หรือกลุ่ ธุรกิจทางการเงินตามหลัเกณฑ์ที่ธนาคารแห่ ประเทศไทยประกาศกำหนด

  38. ๓๒

    สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบ ธุรกิจตามความในพระราชบัญญัตินี้ ต้องดำรงสินทรัพย์ไว้ในประเทศไทยหรือมีหลักทรัพย์ใน ต่างประเทศตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดและให้ถือว่าสินทรัพย์หรือ หลักทรัพย์ดังกล่าวเป็นเงินกองทุนตามพระราชบัญญัตินี้ สินทรัพย์หรือหลักทรัพย์ตามวรรคหนึ่ง ประกอบด้วย (๑) เงินที่นำเข้ามาจากสำนักงานใหญ่หรือสาขาอื่นของสถาบันการเงินต่างประเทศ ซึ่งตั้งอยู่นอกประเทศไทย (๒) เงินสำรองต่าง ๆแต่ไม่รวมถึงเงินสำรองสำหรับการลดค่าของสินทรัพย์และเงิน สำรองเพื่อการชำระหนี้ หรือ (๓) เงินกำไรสุทธิแต่ละรอบปีบัญชีของสาขาหลังจากหักผลขาดทุนที่เกิดขึ้นในทุก รอบปีบัญชีแล้ว และให้รวมถึงเงินกำไรที่ได้โอนไปเป็นส่วนของสำนักงานใหญ่ในทางบัญชีแล้วแต่ยัง ไม่ได้จำหน่ายออกนอกราชอาณาจักร

  39. ส่วนที่ ๒ การลงทุนของสถาบันการเงิน

    3 sections
  40. ๓๓

    ภายใต้บังคับมาตรา ๓๔และมาตรา ๓๕ให้สถาบันการเงินลงทุนใน หลักทรัพย์เพื่อเป็นกรรมสิทธิ์ของตนได้ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

  41. ๓๔

    ห้ามมิให้สถาบันการเงินถือหรือมีหุ้นโดยทางตรงหรือทางอ้อมในบริษัท ใดเกินอัตราดังต่อไปนี้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่ ประเทศไทยประกาศกำหนด (๑) ร้อยละยี่สิบของเงินกองทุนทั้งหมดของสถาบันการเงินนั้น สำหรับการถือหรือมี หุ้นในทุกบริษัทรวมกัน (๒) ร้อยละห้าของเงินกองทุนทั้งหมดของสถาบันการเงินนั้น สำหรับการถือหรือมี หุ้นในบริษัทแต่ละราย หรือ (๓) ร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้น ในกรณีที่มีเหตุจำเป็น ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจประกาศกำหนดอัตราขั้นสูง ในการถือหรือมีหุ้ นให้ต่ำกว่าที่กำหนดตามวรรคหนึ่งได้ แต่ต้องประกาศล่วงหน้าก่อนวันใช้บังคับไม่ น้อยกว่าสิบห้าวัน - - ในกรณีที่สถาบันการเงิ จำเป็ต้องถือหรือมีหุ้นในบริษัทใดอัเนื่องจากการ ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ การชำระหนี้ การบังคับชำระหนี้ การประกันการให้สินเชื่อ หรือเพื่อดำเนิน ธุรกิจอันเป็นการสนับสนุนกิจการของสถาบันการเงิน ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจผ่อนผันการ ถือหรือมีหุ้นเกินกว่าอัตราที่กำหนดตามวรรคหนึ่งได้ โดยจะกำหนดหลักเกณฑ์ในการผ่อนผันไว้ด้วยก็ได้ ให้นำหุ้นที่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินถืออยู่นับรวมเป็นหุ้นที่สถาบันการเงินถือ หรือมีหุ้นตามบทบัญญัตินี้ด้วย ความในมาตรานี้มิให้ใช้บังคับกับกรณีตามมาตรา ๕๘วรรคสาม

  42. ๓๕

    ห้ามมิให้สถาบันการเงินถือหรือมีไว้ซึ่งหลักทรัพย์ ดังต่อไปนี้ (๑) หุ้นหรือหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับหุ้นของสถาบันการเงินอื่นที่ประกอบธุรกิจ ประเภทเดียวกัน เว้นแต่เป็นการได้าจากการชำระหนี้หรือการประกันการให้สิ เชื่อซึ่งต้องจำหน่าย ภายในเวลาหกเดือนนับแต่วันที่ได้มา หรือเป็นการซื้อหรือได้มาโดยได้รับการผ่อนผันจากธนาคารแห่ง ประเทศไทย ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดหลัเกณฑ์ในการผ่อนผันไว้ด้วยก็ได้ (๒) หลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับหุ้นของสถาบันการเงินนั้นตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคาร แห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

  43. ส่วนที่ ๓ การประกอบธุรกิจ

    12 sections
  44. ๓๖

    ให้ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ประกอบ ธุรกิจได้เฉพาะธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ แล้วแต่กรณี และธุรกิจ ที่เกี่ยวเนื่อง หรือจำเป็นต่อการประกอบธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน หรือธุรกิจ เครดิตฟองซิเอร์ตามที่ธนาคารแห่ ประเทศไทยประกาศกำหนด ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะ ประกาศกำหนดธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องหรือจำเป็นโดยแยกตามประเภทสถาบันการเงินและธนาคาร พาณิชย์แต่ละชนิดก็ได้ และจะกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องหรือจำเป็นนั้น ด้วยก็ได้

  45. ๓๗

    ให้สถาบันการเงินเปิดทำการ ณสำนักงานของสถาบันการเงินนั้นอย่าง น้อยตามวันและเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติเป็น ประการอื่นจากธนาคารแห่งประเทศไทยในการอนุญาตดังกล่าวธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนด หลักเกณฑ์ให้ปฏิบัติด้วยก็ได้ ในปีหนึ่ง ๆให้สถาบันการเงินมีวันหยุดตามประเพณีตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศกำหนด ให้ ถาบัการเงิ ประกาศวันและเวลาเปิดและหยุดทำการไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานของสถาบันการเงินนั้น - -

  46. ๓๘

    ให้สถาบันการเงินประกาศข้อมูลในเรื่องอัตราดอกเบี้ย อัตราส่วนลด และค่าบริการต่าง ๆไม่ว่าจะเรียกชื่อเป็นอย่างอื่น รวมทั้งข้อมูลอื่นใดเกี่ยวกับสถาบันการเงินนั้นไว้ใน ที่เปิดเผย ณ กงานของสถาบันการเงิ เพื่อให้ประชาชนและลูกค้าที่มาติดต่อหรือใช้บริการใน สถานที่นั้นทราบข้อมูลดังกล่าว และให้รายงานพร้อมส่งสำเนาประกาศหรือข้อมูลนั้นให้แก่ธนาคาร แห่งประเทศไทยด้วย ทั้งนี้ ตามหลัเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ให้สถาบันการเงินประกาศข้อมูลตามวรรคหนึ่งในสื่อใด ๆตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคาร แห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

  47. ๓๙

    เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองผู้บริโภค ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมี อำนาจประกาศกำหนดให้สถาบันการเงินประเภทหนึ่งประเภทใดถือปฏิบัติในเรื่องดังต่อไปนี้ (๑) การรับฝากเงิน การรับเงินจากประชาชน การกู้ยืมเงิน การลงทุนการให้สินเชื่อ การก่อภาระผูกพัน และการประกอบธุ กิจอื่นที่สถาบันการเงินนั้นดำเนินการได้ (๒) การทำนิติกรรมหรือสัญญากับประชาชน ผู้บริโภค หรือลูกค้ารายย่อยในการ ประกอบธุรกิจของสถาบันการเงิน ซึ่งมีทุนทรัพย์หรือมูลค่ ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไม่ ว่าจะเป็นในเนื้อหาสาระ วิธีการคำนวณผลประโยชน์หรือแบบสัญญา (๓) การทำสัญญาค้ ประกันด้วยบุคคล โดยให้มีการระบุวงเงิ ของต้นเงินในสัญญา หรือมิให้มีการทำข้อตกลงให้ผู้ค้ำประกันทำสัญญาค้ำประกันแบบไม่จำกัดจำนวน ในกรณีที่เป็นการค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ เวลาที่มีกำหนดแน่นอน และ สถาบันการเงินยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ชั้นต้น แต่ไม่สามารถจะตกลงกันได้ภายในเวลาหกเดือน ให้ สถาบันการเงินแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบ (๔) ข้อที่ต้องปฏิบัติหากนิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นนั้นให้สิทธิแก่สถาบันการเงินที่ จะเปลี่ยนแปลงสัญญาได้ฝ่ายเดียว (๕) การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันการเงิน

  48. ๔๐

    ให้สถาบันการเงินแจ้งและแสดงวิธีการและรายละเอียดในการคำนวณ อัตราค่าบริการรายปีให้ประชาชนและลูกค้าผู้มาขอสินเชื่อทราบ อัตราค่าบริการรายปีตามวรรคหนึ่ง ได้แก่ ค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นที่สถาบัการเงินเรียกเก็บ จากประชาชนและลูกค้าต่อปีในการให้สินเชื่อ ซึ่งรวมถึงดอกเบี้ย ส่วนลดและค่าบริการ ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจประกาศกำหนดวิธีการคำนวณอัตราค่าบริการราย ปีให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติได้

  49. ๔๑

    ในการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการรับฝากเงิน รับเงินจากประชาชน ให้ สินเชื่อ กู้ยืมเงิน ลงทุน ก่อภาระผูกพัน ซื้อขายตั๋วแลกเงินหรือตราสารเปลี่ยนมืออื่นใด หรือซื้อขาย เงินปริวรรตต่างประเทศ ให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ กำหนด การกำหนดตามวรรคหนึ่ จะกำหนดตามประเภทของเงินฝากหรือเงินกู้ยืมประเภท ของบุคคลประเภทของเอกสารการรับฝากเงินหรือการกู้ยืม หรือประเภทของตราสารก็ได้ - - ในกรณีที่มีเหตุจำเป็เพื่อความมั่นคงของสถาบันการเงินและเพื่อการตรวจสอบของ ผู้ตรวจการสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติใน เรื่องดังต่อไปนี้ได้ (๑) การทำนิติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของสถาบันการเงิน (๒) การตรวจสอบและการควบคุมภายในสถาบันการเงิน (๓) การบริหารและการจัดการของสถาบันการเงิน

  50. ๔๒

    เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขภาวะเศรษฐกิจ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย มีอำนาจประกาศกำหนดในเรื่องดังต่อไปนี้ (๑) กำหนดวงเงินที่สถาบันการเงินจะให้สินเชื่อ ทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้ สินเชื่อ รับรอง หรือรับอาวัลตั๋วเงินสำหรับกิจการประเภทหนึ่งประเภทใด ทั้งนี้ จะกำหนดเป็น อัตราส่วนกับยอดเงิ ทั้งหมดที่สถาบัการเงินให้สินเชื่อ ทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ รับรอง รับอาวัลตั๋วเงิน หรือเป็นอัตราส่วนกับเงินกองทุนของสถาบันการเงินหรือยอดเงินที่ได้กู้ยืมและ รับจากประชาชน ขณะหนึ่งขณะใดก็ได้ (๒) ห้ามมิให้สถาบันการเงินให้สินเชื่อ หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้ สินเชื่อในกิจการประเภทใด ๆเพิ่มขึ้นหรือสูงกว่าอัตราที่กำหนด ทั้งนี้ จะกำหนดเป็นอัตราส่วนกับ ยอดเงินทั้งหมดที่สถาบันการเงินให้สินเชื่อ หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อในแต่ละ กิจการ ณขณะหนึ่งขณะใดก็ได้

  51. ๔๓

    การดำเนินการต่อไปนี้ สถาบันการเงินจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก ธนาคารแห่งประเทศไทยก่อน (๑) ขายหรือโอนกิจการของสถาบันการเงินทั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญให้แก่บุคคล อื่นตามมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นซึ่งมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือ หุ้นซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน (๒) ซื้อหรือรับโอนกิจการบริษัทอื่นทั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญมาเป็นของสถาบัน การเงินตามมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นซึ่งมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของ ผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน (๓) ทำสัญญา ยินยอม หรือมอบหมายให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่กรรมการ ผู้จัดการ หรือ พนักงานของสถาบัการเงิน มีอำนาจทั้งหมดหรือบางส่วนในการบริหารงานของสถาบันการเงิน หรือ รวมกิจการกับบุคคลอื่น โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะแบ่งกำไรขาดทุนกัน การให้ความเห็นชอบตามวรรคหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดหลักเกณฑ์ ให้สถาบันการเงินปฏิบัติด้วยก็ได้ และให้รายงานต่อรัฐมนตรีทราบโดยไม่ชักช้า

  52. ๔๔

    สถาบันการเงินนอกจากบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ จะรับฝากเงินที่ต้องจ่าย เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้โดยวิธีออกบัตรเงินฝากก็ได้ บัตรเงินฝากต้องมีรายการดังต่อไปนี้ (๑) คำบอกชื่อว่าเป็นบัตรเงินฝาก (๒) ชื่อสถาบันการเงิ ผู้ออกบัตรเงินฝาก - - (๓) จังหวัดที่ตั้งของผู้ออกบัตรเงินฝาก (๔) วันที่ออกบัตรเงินฝาก (๕) ข้อตกลงอันปราศจากเงื่ อนไขว่าจะจ่ายเงินเป็นจำนวนที่แน่ อนพร้อมด้วย ดอกเบี้ย (ถ้ามี) (๖) วันถึงกำหนดจ่ ยเงิ (๗) สถานที่จ่ายเงิน (๘) ชื่อของผู้ฝากเงิน หรือคำจดแจ้งว่าให้จ่ายเงินแก่ผู้ถือ (๙) ลายมือชื่อผู้มีอำนาจลงนามแทนสถาบันการเงินผู้ออกบัตรเงินฝาก

  53. ๔๕

    ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๖๔ ถึงมาตรา ๗๖๖มาตรา ๘๙๙ถึงมาตรา ๙๐๗มาตรา ๙๑๑มาตรา ๙๑๓(๑) และ(๒) มาตรา ๙๑๔ ถึงมาตรา ๙๑๖มาตรา ๙๑๗วรรคหนึ่งและวรรคสาม มาตรา ๙๑๘ถึงมาตรา ๙๒๒มาตรา ๙๒๕ มาตรา ๙๒๖มาตรา ๙๓๘ถึงมาตรา ๙๔๒มาตรา ๙๔๕มาตรา ๙๔๖มาตรา ๙๔๘มาตรา ๙๔๙ มาตรา ๙๕๙มาตรา ๙๖๗มาตรา ๙๗๑มาตรา ๙๗๓มาตรา ๙๘๖มาตรา ๙๙๔ถึ มาตรา ๑๐๐๐ มาตรา ๑๐๐๖ถึงมาตรา ๑๐๐๘มาตรา ๑๐๑๐และมาตรา ๑๐๑๑มาใช้บังคับกับบัตรเงินฝากโดย อนุโลม

  54. ๔๖

    ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ธนาคารแห่ ประเทศไทยอาจประกาศ กำหนดให้สถาบันการเงินปฏิบัติในเรื่องดังต่อไปนี้ (๑) ดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่อาจเรียกได้ (๒) ดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่อาจจ่ายได้ (๓) ค่าบริการที่อาจเรียกได้ (๔) เงินมัดจำที่อาจเรียกได้ (๕) หลักประกันเป็นทรัพย์สินที่ต้องเรียก (๖) ผลประโยชน์ที่อาจเรียกได้จากการทำธุ กรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ (๗) เบี้ยปรับที่อาจเรียกได้ บรรดาเงินทรัพย์ิน หรือสิ่งอื่นที่อาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน ซึ่งผู้ฝากเงินหรือบุคคล ใดได้รับจากสถาบันการเงิน พนักงานหรือลูกจ้างของสถาบันการเงิน เนื่องจากการรับฝากเงิน กู้ยืมเงิน หรือรับเงินหรือที่สถาบันการเงิน พนักงานหรือลูกจ้างของสถาบันการเงินนั้นได้รับเนื่องจากการ ประกอบธุรกิจของสถาบันการเงิน ให้ถือว่าเป็นดอกเบี้ย ส่วนลด หรือค่าบริการ แล้วแต่กรณี เว้นแต่ ค่าบริการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตาม (๓) มิให้ถือว่าเป็นดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่สถาบัน การเงินอาจเรียกได้ตาม(๑) การกำหนดตามวรรคหนึ่งอาจกำหนดตามประเภทของธุรกิจ การกู้ยืมเงิน การรับ เงินจากประชาชน หรือกิจการที่สถาบันการเงินอาจจ่ายหรือเรียกหรือกำหนดวิธีการคำนวณและ ระยะเวลาการจ่ายหรือเรียกเก็บก็ได้

  55. ๔๗

    สถาบันการเงินอาจใช้บริการจากบุคคลภายนอกในการประกอบธุรกิจ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด - -

  56. ส่วนที่ ๔ ข้อห้ามในการให้สิ เชื่อ

    5 sections
  57. ๔๘

    ภายใต้บังคับมาตรา ๕๙ห้ามมิให้สถาบันการเงินไม่ว่าโดยทางตรงหรือ ทางอ้อม (๑) ให้สินเชื่อ ทำธุรกรรมที่ มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่ อ หรือประกันหนี้แก่ กรรมการผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ผู้มี อำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว เว้นแต่การให้สินเชื่อในรูป ของบัตรเครดิตตามอัตราขั้นสูงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดหรือการให้สินเชื่อเพื่อเป็น สวัสดิการแก่บุคคลดักล่าวตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่ ประเทศไทยประกาศกำหนด (๒) รับรอง รับอาวัล หรือสอดเข้าแก้หน้าในตั๋วเงินที่กรรมการ ผู้จัดการ รอง ผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัด หรือผู้ซึ่งมีตำแหน่ เทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ผู้มีอำนาจในการจัดการของ สถาบันการเงินหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว เป็นผู้สั่งจ่าย ผู้ออกตั๋ว หรือผู้สลักหลัง (๓) จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นแก่กรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จด ผู้ช่วยผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินหรือผู้ที่ เกี่ยวข้องกับบุ คลดังกล่าว เป็นค่าตอบแทนสำหรับหรือเนื่องจากการกระทำหรือการประกอบธุรกิจ ใด ๆของสถาบันการเงินนั้น ซึ่งมิใช่บำเหน็จ เงินเดือน รางวัล และเงินเพิ่มอย่างอื่นบรรดาที่พึงจ่าย ตามปกติ (๔) ขายให้ หรือให้เช่าทรัพย์สินใด ๆแก่กรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วย ผู้จัดการ ผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน ผู้ถือ หุ้นรายใหญ่หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว หรือรับซื้อ หรือเช่าทรัพย์สินใด ๆจากบุคคลดังกล่าว มีมูลค่ารวมกันสูงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากธนาคาร แห่งประเทศไทย (๕) ให้ผลประโยชน์อื่นใดแก่กรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ หรือผู้ ซึ่ มีตำแหน่ เทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่ งอื่ ผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบัการเงิ หรือผู้ที่ เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

  58. ๔๙

    ภายใต้บังคับมาตรา ๕๙ห้ามมิให้สถาบันการเงินให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อ ภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือแก่กิจการที่มี ผลประโยชน์เกี่ยวข้องอย่างใดอย่างหนึ่งหรือรวมกันเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆในแต่ละรายเกินร้อยละห้าของ เงินกองทุนชนิดหนึ่งชนิดใดของสถาบันการเงินนั้น หรือเกินร้อยละยี่สิบห้าของหนี้สินทั้งหมดของผู้ถือ หุ้นรายใหญ่ หรือของกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องนั้น แล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า ทั้งนี้ ให้นับการ ให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ ถือหุ้นรายใหญ่ เป็นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่นั้ ด้วย ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดอัตราขั้นสูงใน การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัหรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้ิ เชื่อแก่ผู้ถือหุ้นราย - - ใหญ่หรือแก่กิจการที่ มีผลประโยชน์เกี่ ยวข้องให้สูงกว่าอัตราที่ กำหนดในวรรคหนึ่ งได้ ทั้ นี้ ตาม หลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลัษณะคล้ ยการให้สินเชื่อ ตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด กิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องตามวรรคหนึ่งและวรรคสองหมายความว่ บริษัท ที่สถาบันการเงิน กรรมการของสถาบันการเงิน ผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน หรือผู้ที่ เกี่ยวข้องกับบุคคลเหล่านี้ ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ บริษัทนั้น

  59. ๕๐

    ห้ามมิให้สถาบันการเงินให้สิ นเชื่อ ลงทุนก่อภาระผูกพันหรือทำ ธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือแก่บุคคลหลายคนรวมกันใน โครงการหนึ่งโครงการใด หรือเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์อย่างเดียวกันเมื่อสิ้นวันหนึ่ ๆเกินร้อยละยี่สิบ ห้าของเงินกองทุนชนิดหนึ่งชนิดใด ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด การกำหนดตามวรรคหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจกำหนดเป็นจำนวนเงินหรือ อัตราส่วนต่ำกว่าอัตราที่กำหนดไว้ก็ได้ ในกรณีที่สถาบันการเงินใดควบรวมกิจการ ปรับปรุงโครงสร้ งหนี้ หรือจำหน่าย จ่ายโอนสินทรัพย์ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือกรณีมีเหตุอันสมควรอื่นใด ธนาคารแห่งประเทศ ไทยอาจผ่อนผัให้สถาบันการเงินนั้นไม่ต้องปฏิบัติตามวรรคหนึ่งเป็นการชั่วคราวได้ ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งเป็นบริษัท จำนวนเงินที่ให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระ ผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ ต้องไม่เกินอัตราส่วนกับทุน หรือเงินกองทุน ของบริษัทนั้นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดเว้นแต่ได้รับผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศ ไทย ในกรณีที่มีการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพันหรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้าย การให้สินเชื่อแก่นิติบุคคลใด ให้นับรวมการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มี ลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่บริษัทแม่ บริษัทลูก และบริัทร่วม เป็นของนิติบุคคลนั้นด้วย ในกรณีที่มีการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้าย การให้สินเชื่อแก่บุคคลใด ให้นับรวมการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุ กรรมที่มีลักษณะ คล้ายการให้สินเชื่อแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลนั้น เป็นของบุคคลนั้นด้วย การให้สินเชื่อโดยรับซื้อ ซื้อลด หรือรับช่วงซื้อลดตั๋วเงินตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นการ ให้สินเชื่อแก่ผู้ทรงซึ่งขายตั๋วเงินและบุคคลซึ่งต้องรับผิดตามตั๋วเงินทุกทอดด้วย เว้นแต่เป็นตั๋วเงินตาม หลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ในกรณีที่สถาบันการเงินใดได้รับการประกันความเสี่ยงในการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อ ภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อจากสถาบันการเงินหรือบริษัทอื่นตาม หลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดให้ถือว่าสถาบันการเงินนั้นให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อ ภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่สถาบันการเงินหรือบริษัทผู้ประกัน ความเสี่ยงดังกล่ วตามวรรคหนึ่งด้วย - -

  60. ๕๑

    ห้ามมิให้ ถาบัการเงินให้สิ เชื่อ ลงทุนก่อภาระผูกพัหรือทำ ธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ธุรกิจแต่ละประเภทเกินอัตราส่วนกับเงินกองทุนหรือ สินทรัพย์ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

  61. ๕๒

    มิให้าความในมาตรา ๕๐และมาตรา ๕๑มาใช้บังคับกับสถาบัน การเงินในกรณีดังต่อไปนี้ (๑) ให้สินเชื่อหรือก่อภาระผูกพันที่กระทรวงการคลังค้ำประกันต้นเงินและดอกเบี้ย ทั้งนี้ เท่าที่ไม่เกินจำนวนที่ได้รับการค้ำประกัน (๒) ให้สินเชื่อหรือก่อภาระผูกพันแก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบัน การเงินหรือธนาคารแห่งประเทศไทย (๓) ลงทุนโดยการซื้อหลักทรัพย์รัฐบาลไทย หลักทรัพย์ธนาคารแห่งประเทศไทย หลักทรัพย์ องทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิ หรือหลักทรัพย์ ถาบันคุ้มครองเงิน ฝากหลักทรัพย์ที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น หรือหลักทรัพย์ที่ค้ำประกันต้นเงิน และดอกเบี้ยโดยกระทรวงการคลัธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงินหรือสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ทั้งนี้ เท่าที่ไม่เกินราคาที่ตราไว้ (๔) ให้สินเชื่อโดยมีเงิ ฝากของสถาบัการเงินนั้น หลัทรัพย์รัฐบาลไทย หลักทรัพย์ธนาคารแห่งประเทศไทย หลักทรัพย์กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือหลักทรัพย์ ถาบันคุ้มครองเงินฝาก หลักทรัพย์ที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น หรือหลักทรัพย์ที่ค้ำประกันต้นเงินและดอกเบี้ยโดยกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เป็นประกัน ทั้งนี้ เท่าที่ไม่เกินจำนวนเงินฝากที่เป็นประกันหรือราคาหลักทรัพย์ที่ตราไว้ (๕) ค้ำประกันการขายหลักทรัพย์ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ กำหนด (๖) ให้กู้ยืมระหว่างสถาบันการเงินตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศกำหนด (๗) ให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ ที่มีความเสี่ยงน้อยหรือมีความเสี่ยงเทียบเท่าหลักทรัพย์รัฐบาล ทั้งนี้ ตามหลัเกณฑ์ที่ธนาคารแห่ง ประเทศไทยประกาศกำหนด (๘) ออกเล็ตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อการค้า

  62. ส่วนที่ ๕ กลุ่มธุรกิจทางการเงิน

    7 sections
  63. ๕๓

    กลุ่มธุรกิจทางการเงิน ประกอบด้วยสถาบันการเงินและบริษัทอื่นที่ ประกอบธุรกิจทางการเงิน หรือธุรกิจที่เป็นการสนับสนุนธุ กิจทางการเงินที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ (๑) กลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ประกอบด้วยสถาบันการเงินเป็นบริษัทแม่และมีบริษัท อื่นเป็นบริษัทลูกบริษัทเดียวหรือหลายบริษัท หรือ - - (๒) กลุ่มธุรกิจทางการเงิ ที่ประกอบด้วยบริษัทแม่ที่ไม่ใช่ ถาบัการเงิ แต่มี สถาบันการเงินเป็นบริษัทลูก โดยจะมีบริษัทลูกเพียงบริษัทเดียวหรือหลายบริษัทเป็นบริษัทร่วมก็ได้

  64. ๕๔

    ห้ามมิให้จัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากธนาคาร แห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

  65. ๕๕

    ให้นำความในมาตรา ๑๖ถึงมาตรา ๒๒มาใช้บังคับกับการถือหุ้นหรือ มีไว้ซึ่งหุ้นในบริษัทแม่ของสถาบันการเงินโดยอนุโลม ให้นำความในมาตรา ๒๕มาใช้บังคับกับการแต่งตั้งกรรมการ ผู้จัดการ ผู้มีอำนาจใน การจัดการ หรือที่ปรึกษาของบริษัทแม่ของสถาบันการเงินและบริษัทลูกที่ประกอบธุรกิจทางการเงิน ของสถาบันการเงิน โดยอนุโลม มิให้นำความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับกับบริษัทแม่หรือบริษัทลูกของ สถาบันการเงินในกรณีที่มีกฎหมายที่ควบคุมการประกอบธุรกิจของบริษัทแม่หรือบริษัทลูกของ สถาบันการเงินกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องนั้นไว้เป็นการเฉพาะแล้ว

  66. ๕๖

    บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินจะประกอบธุรกิจได้แต่เฉพาะธุ กิจทาง การเงินหรือธุรกิจที่เป็นการสนับสนุนตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดเท่านั้นแต่จะ ประกอบการค้ หรือธุรกิจอื่นมิได้ ในการประกอบธุรกิจทางการเงินหรือธุรกิจที่เป็นการสนับสนุนตามวรรคหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจดังกล่าวไว้ด้วยก็ได้ เว้นแต่ กฎหมายที่ควบคุมการประกอบธุรกิจนั้นจะได้กำหนดหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจในเรื่องนั้นไว้เป็น การเฉพาะแล้ว

  67. ๕๗

    เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบความมั่นคงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ให้ธนาคารแห่ ประเทศไทยมีอำนาจกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิ บริษัทแม่ บริษัทลูก และ บริษัทร่วมของสถาบันการเงินนั้นในลักษณะเหมือนกับเป็นนิติบุคคลเดียวกัน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดเว้นแต่กฎหมายที่ควบคุมการประกอบธุ กิจนั้นจะได้ กำหนดหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจในเรื่องนั้นไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ในการดำเนิ การตามวรรคหนึ่ ง ให้ธนาคารแห่ ประเทศไทยมีอำนาจกำหนด อัตราส่วนเงินกองทุนหรือทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงินนั้นเป็นอัตราส่วนกับ สินทรัพย์ หนี้สิน ภาระผูกพัน หรือตัวแปรและความเสี่ยงอื่นใด หรือกำหนดอัตราส่วนอื่น ๆของกลุ่ม ธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงินนั้นได้ รวมทั้งมีอำนาจกำหนดให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินเปิดเผย ข้อมูลระหว่างกันได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

  68. ๕๘

    ห้ามมิให้สถาบันการเงินจัดตั้งหรือมีบริษัทลูก เว้นแต่ได้รับอนุญาตจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย การอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขอื่นใดให้ สถาบันการเงินหรือบริษัทลูกต้องปฏิบัติด้วยก็ได้ - - ห้ามมิให้สถาบันการเงินซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทลูกโดยมีมูลค่ ของหุ้นรวมกันทั้งสิ้น เกินอัตราส่วนกับเงินกองทุนทั้งหมดหรือเงินกองทุนชนิดหนึ่งชนิดใด ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคาร แห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

  69. ๕๙

    สถาบัการเงินอาจให้สินเชื่อหรือทำธุรกรรมกับบริษัทแม่ บริษัทลูก หรือบริษัทร่วมของสถาบันการเงินได้ แต่จะให้สินเชื่อหรือทำธุรกรรมเกินกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศ ไทยประกาศกำหนดมิได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย การทำธุรกรรมตามวรรคหนึ่ง หมายความรวมถึง (๑) การซื้อหรือขายสินทรัพย์ และรวมถึงสินทรัพย์ที่มีสัญญาซื้อคืนจากบริษัทแม่ บริษัทลูก หรือบริษัทร่วม (๒) การรับหลักทรัพย์ที่ออกโดยบริษัทแม่ บริษัทลูก หรือบริษัทร่วมเป็นหลักประกัน การให้สินเชื่อ หรือการออกหนังสือค้ำประกัน หรือเล็ตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อบริ ทแม่ บริษัทลู หรือ บริษัทร่วม (๓) การทำธุ กรรมใด ๆ ที่เป็นผลให้บริัทแม่ บริษัทลูก หรือบริษัทร่วมได้รับ ประโยชน์ การให้สินเชื่อหรือการทำธุรกรรมกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทแม่ บริัทลูก หรือบริษัท ร่วม ให้ถือว่าเป็นการให้สินเชื่อหรือการทำธุรกรรมกับบริษัทดังกล่าวด้วย

  70. ส่วนที่ ๖ การจัดชั้นสินทรัพย์และการกันเงินสำรอง

    3 sections
  71. ๖๐

    ให้สถาบันการเงินจัดชั้นสินทรัพย์และภาระผูกพันที่เสียหายหรืออาจ เสียหายและให้ตัดออกจากบัญชีหรือกันเงินสำรองไว้สำหรับสินทรัพย์และภาระผูกพันดังกล่าวตาม หลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ในกรณีที่ปรากฏว่า เมื่อนำสินทรัพย์จัดชั้นหรือภาระผูกพันในส่วนที่ยังมิได้ตัดออก จากบัญชีหรือกันเงินารองไว้มาหักออกจากเงินกองทุนแล้ว เงินกองทุนมีจำนวนต่ กว่าที่ต้องดำรงไว้ ตามมาตรา ๓๐ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดมาตรการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สถาบัน การเงินนั้นถือปฏิบัติจนกว่าจะได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ตามวรรคหนึ่ง หากหลักเกณฑ์ที่ประกาศกำหนดตามวรรคหนึ่งมีผลให้สถาบันการเงินต้องเพิ่มการ ตัดสินทรัพย์ออกจากบัญชีหรือเพิ่มการกันเงินสำรอง จะต้องประกาศล่วงหน้าก่อนวันใช้บังคับไม่น้อย กว่าสามสิบวัน

  72. ๖๑

    ให้สถาบันการเงินกันเงินสำรองสำหรับสินทรัพย์และภาระผูกพันอื่นที่ ไม่เสียหายตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด แต่ทั้งนี้จะกำหนดอัตราเกินร้อย ละห้าของสินทรัพย์และภาระผูกพันอื่นที่ไม่เสียหายมิได้ - -

  73. ๖๒

    ให้สถาบันการเงินระงับการรับรู้และยกเลิกรายการดอกเบี้ยค้างรับที่ เคยรับรู้เป็นรายได้สำหรับสินทรัพย์ที่ถูกจัดชั้นตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ กำหนด

  74. ส่วนที่ ๗ การบริหารสินทรัพย์และการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง

    3 sections
  75. ๖๓

    ให้สถาบันการเงินบริหารสินทรัพย์ หนี้สินและภาระผูกพันให้มี ความสัมพันธ์กับการรับฝากเงิน การกู้ยืมเงินหรือการรับเงินจากประชาชนตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคาร แห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

  76. ๖๔

    ให้สถาบันการเงินดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องเป็นอัตราส่วนกับยอดเงิน รับฝากหรือยอดเงิ กู้ยืมทั้งหมดหรือแต่ละประเภทในอัตราที่ไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศ ไทยประกาศกำหนด ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจประกาศกำหนดให้สถาบันการเงิ ดำรงสินทรัพย์สภาพ คล่องแต่เพียงบางประเภทหรือทุกประเภท หรือประกาศกำหนดอัตราส่วนของแต่ละประเภทในอัตรา ใดเป็นการทั่วไป หรือในกรณีที่มีเหตุอันสมควรจะกำหนดเป็นการเฉพาะรายก็ได้ การประกาศกำหนดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หากมีผลให้สถาบันการเงินต้อง เพิ่มอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง จะต้องประกาศล่วงหน้าก่อนวันใช้บังคับไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน

  77. ๖๕

    สินทรัพย์สภาพคล่อง ได้แก่ (๑) เงินสด (๒) เงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (๓) เงินฝากสุทธิที่สถาบันการเงินอื่น (๔) บัตรเงินฝากที่ปราศจากภาระผูกพัน (๕) หลักทรัพย์รัฐบาลไทยหลักทรัพย์ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือหลักทรัพย์ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่ปราศจากภาระผูกพัน (๖) หุ้นกู้หรือพันธบัตรที่กระทรวงการคลัธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ค้ำประกันเฉพาะต้นเงินหรือรวมทั้งดอกเบี้ย และ ปราศจากภาระผูกพัน (๗) สินทรัพย์อื่นใดที่กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือกองทุนเพื่อ การฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน รับภาระสุดท้ายที่จะชดใช้ความเสียหาย ทั้งนี้ ตามที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด (๘) สินทรัพย์อื่นที่มีสภาพคล่องและความน่าเชื่อถือตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่ง ประเทศไทยประกาศกำหนด สินทรัพย์สภาพคล่องตาม (๔) (๕) (๖) และ(๘) ต้องสามารถโอนเปลี่ยนมือได้ - -

  78. ส่วนที่ ๘ การจัดทำบัญชี การรายงานและผู้สอบบัญชี

    6 sections
  79. ๖๖

    ให้สถาบัการเงินจัดทำบัญชีเพื่อแสดงผลการดำเนินงานและฐานะ การเงินที่เป็นอยู่ตามความเป็นจริง โดยถือปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีที่กำหนดโดยสถาบันวิชาชีพ ที่หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องให้ความเห็นชอบและตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ กำหนด

  80. ๖๗

    ให้สถาบันการเงินจัดทำงบการเงินทุกรอบระยะเวลาหกเดือนและรอบ ระยะเวลาสิบสองเดือนอันเป็นรอบปีบัญชีของสถาบันการเงินนั้น ตามแบบที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศกำหนดและต้องมีการตรวจสอบและแสดงความเห็โดยผู้สอบบัญชีที่ธนาคารแห่งประเทศ ไทยให้ความเห็นชอบเป็นผู้สอบบัญชีในรอบปีบัญชีนั้นด้วย ให้สถาบันการเงินประกาศงบการเงินที่จัดทำขึ้ ตามวรรคหนึ่ง ที่ผ่านการตรวจสอบ ของผู้สอบบัญชีและรับรองความถูกต้องโดยกรรมการของสถาบันการเงินไว้ในที่เปิดเผย ณสำนักงาน ใหญ่และสำนักงานสาขาของสถาบัการเงินนั้น รวมทั้งในสื่อใด ๆตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่ง ประเทศไทยประกาศกำหนดและให้เสนอต่อธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย การจัดทำงบการเงินสำหรับงวดบัญชีในรอบระยะเวลาหกเดือนแรกของปีบัญชีตาม วรรคหนึ่ง การตรวจสอบและการแสดงความเห็นตามวรรคหนึ่ง และการประกาศและการเสนอต่อ ธนาคารแห่งประเทศไทยตามวรรคสอง ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสามเดือนนับแต่วันสิ้นงวด บัญชี การจัดทำงบการเงินสำหรับงวดประจำปีบัญชีตามวรรคหนึ่ง การตรวจสอบและการ แสดงความเห็นตามวรรคหนึ่ง ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนเสนอที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น และการ ประกาศและการเสนอต่อธนาคารแห่งประเทศไทยตามวรรคสอง ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ยี่สิบเอ็ดวันนับแต่วัที่ที่ประชุ ใหญ่ผู้ถือหุ้นอนุมัติงบการเงิ แล้ว ทั้ นี้ ระยะเวลาที่ ใช้ในการ ดำเนินการทั้งหมดต้องไม่เกินสี่เดือนนับแต่วันสิ้นปีบัญชีนั้น บทบัญญัติตามมาตรานี้มิให้ใช้บังคับกับสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ

  81. ๖๘

    ให้าขาของธนาคารพาณิชย์ต่ งประเทศประกาศงบการเงินของ ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศประกาศงบ การเงินไว้ในที่เปิดเผย ณสำนักงานสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศนั้นด้วย ให้สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศจัดทำงบการเงินทุกรอบระยะเวลาสิบสอง เดือนอันเป็นรอบปีบัญชีของสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศนั้นตามแบบที่ธนาคารแห่ง ประเทศไทยประกาศกำหนด ให้สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศประกาศงบการเงินที่จัดทำขึ้นตามวรรค สองที่ผ่านการตรวจสอบและแสดงความเห็นของผู้สอบบัญชีไว้ในที่เปิดเผย กงานสาขาของ ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศนั้น รวมทั้งในสื่อใด ๆตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ กำหนดและให้เสนอต่อธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย - -

  82. ๖๙

    ผู้สอบบัญชีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๖๗ ต้องรักษามารยาทและปฏิบัติงานสอบบัญชีเพื่อแสดงความเห็นต่องบการเงินให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชี รวมทั้งข้อกำหนดเพิ่มเติมตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศกำหนดและให้แสดงความเห็ในงบการเงินให้แล้วเสร็จในระยะเวลาที่สถาบันการเงินนั้น สามารถที่จะปฏิบัติตามกำหนดระยะเวลาตามมาตรา ๖๗ได้ ในกรณีที่สถาบันการเงินได้ทำเอกสารประกอบการลงบัญชีหรือลงบัญชีไม่ตรงกับ ความเป็นจริงให้ผู้สอบบัญชีเปิดเผยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญของบัญชีที่ มี ผลกระทบต่องบ การเงินไว้ในรายงานการสอบบัญชีที่ตนจะต้องลงลายมือชื่อเพื่อแสดงความเห็น รวมทั้งรายงาน พฤติการณ์นั้นให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบ ผู้สอบบัญชีผู้ใดไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจ เพิกถอนการให้ความเห็นชอบเป็นผู้ อบบัญชีตามมาตรา ๖๗ได้

  83. ๗๐

    ในกรณีที่ผู้สอบบัญชีมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นในสถาบัน การเงินใด ให้ผู้สอบบัญชีแจ้งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบ พร้อมทั้งส่งเอกสารหรือ พยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทยในทันที

  84. ๗๑

    ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจกำหนดให้สถาบันการเงิน บริษัทแม่ บริษัทลูก บริษัทร่วม หรือบริษัทที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงินนั้น ส่งรายงานหรือ ข้อมูลไม่ว่าในรูปสื่อใด ๆหรือแสดงเอกสารใดตามระยะเวลาหรือเป็นครั้งคราวตามที่ธนาคารแห่ง ประเทศไทยกำหนดรวมทั้งให้ชี้แจงเพื่ออธิบายหรือขยายความรายงานหรือข้อมูล หรือเอกสารนั้น ด้วยก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจมีคำสั่งให้สถาบันการเงินต้องจัดให้กรรมการผู้จัดการ พนักงาน ลูกจ้าง ผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน หรือผู้สอบบัญชีของสถาบันการเงิน มา ให้ถ้อยคำ แสดงข้อมูล บัญชี เอกสารและหลักฐานอื่นอัเกี่ ยวกับกิจการของสถาบัการเงินภายใน ระยะเวลาที่กำหนดได้ งบการเงินรายงานข้อมูล เอกสาร หรือคำชี้แจงที่ส่งหรือแสดงตามวรรคหนึ่งและ วรรคสองสถาบันการเงินต้องทำให้ครบถ้วนและตรงต่อความเป็นจริง ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศ ไทยเห็นว่างบการเงิ รายงาน ข้อมูล เอกสารหรือคำชี้แจงที่สถาบันการเงินส่งหรือแสดงตามวรรค หนึ่ง มีข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือมีข้อความคลุมเครือไม่ชัดเจน หรือในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เห็นว่าจำเป็นหรือสมควร ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจแต่งตั้งผู้สอบบัญชีหรือผู้ชำนาญการ เฉพาะด้านเพื่อดำเนินการตรวจสอบและรายงานผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบโดยให้สถาบัน การเงินนั้นเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย

  85. ส่วนที่ ๙ การควบโอนและเลิ กิจ - -

    8 sections
  86. ๗๒

    ในกรณีที่สถาบันการเงินใดควบกิจการเข้ากับสถาบัการเงินอื่นให้มีผล เป็นการยกเลิกใบอนุญาตของสถาบันการเงินนั้น

  87. ๗๓

    ในกรณีที่สถาบันการเงินใดประสงค์จะควบกิจการกับสถาบันการเงินอื่น หรือโอนหรือรับโอนกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญให้แก่หรือจากสถาบันการเงินอื่น หรือในกรณี ที่สถาบันการเงินใดหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของสถาบันการเงินใดประสงค์จะซื้อหรือมีไว้ซึ่งหุ้นในสถาบัน การเงินอื่น ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินประเภทเดียวกันหรือต่างประเภท เพื่อควบหรือโอนหรือรับ โอนกิจการอันจะเป็นผลให้สถาบันการเงินมีฐานะหรือดำเนินกิจการมั่นคงยิ่งขึ้น ให้สถาบันการเงิน หรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของสถาบันการเงิน แล้วแต่กรณี ยื่นโครงการแสดงรายละเอียดการดำเนินงาน เสนอต่อธนาคารแห่งประเทศไทยถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นชอบให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศการให้ความเห็นชอบดังกล่าว ทั้งนี้ จะกำหนดระยะเวลาดำเนินการและหลักเกณฑ์ใด ๆไว้ ด้วยก็ได้ ในการดำเนินการตามโครงการที่ได้รับความเห็นชอบตามวรรคหนึ่ง ถ้าสถาบัน การเงินที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติดังต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นมิให้นำ บทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับ แล้วแต่กรณี (๑) มาตรา ๒๓๗มาตรา ๑๑๑๗มาตรา ๑๑๑๙มาตรา ๑๑๔๕มาตรา ๑๑๘๕ มาตรา ๑๒๒๐มาตรา ๑๒๒๒มาตรา ๑๒๒๔มาตรา ๑๒๒๕มาตรา ๑๒๒๖มาตรา ๑๒๓๘และ มาตรา ๑๒๔๐แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (๒) มาตรา ๓๑มาตรา ๓๓วรรคสองมาตรา ๕๒มาตรา ๕๔วรรคสองมาตรา ๑๐๒มาตรา ๑๐๗มาตรา ๑๓๖(๒) มาตรา ๑๓๗มาตรา ๑๓๙มาตรา ๑๔๐มาตรา ๑๔๑มาตรา ๑๔๖มาตรา ๑๔๗และมาตรา ๑๔๘แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕ (๓) มาตรา ๑๑๔และมาตรา ๑๑๕แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ ทั้งนี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับการโอนทรัพย์สินหรือการกระทำใด ๆเกี่ยวกับทรัพย์สิน เนื่องจากการ ควบหรือรับโอนกิจการ ในการดำเนิ การตามวรรคสอง ถ้ามี วามเสียหายเกิดขึ้นแก่บุ คลใด สถาบัน การเงินที่ควบกันหรือที่รับโอนกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น

  88. ๗๔

    เมื่อได้มีประกาศการให้ความเห็นชอบของธนาคารแห่งประเทศไทยตาม มาตรา ๗๓แล้วให้สถาบันการเงินที่จะควบ โอนหรือรับโอนกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนจัดให้มีการ ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาการควบ โอนหรือรับโอนกิจการ ในการนี้ มิให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับการ ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อการควบ โอนหรือรับโอนกิจการ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือ กฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด แล้วแต่กรณีมาใช้บังคับ การประชุมผู้ถือหุ้นตามวรรคหนึ่ง ให้สถาบันการเงินงดรับลงทะเบียนการโอนหุ้น เมื่อพ้นเจ็ดวันนับแต่วันที่มีประกาศการให้ความเห็นชอบของธนาคารแห่งประเทศไทยตามมาตรา ๗๓ จนถึงวันประชุมผู้ถือหุ้นและเรียกประชุมผู้ถือหุ้น โดยจัดส่งหนังสือนัดให้ผู้ถือหุ้นทราบล่วงหน้าไม่น้อย กว่าเจ็ดวันแต่ต้องไม่เกินสิบสี่วัน ทั้งนี้ ให้โฆษณาคำบอกกล่าวนัดประชุ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคาร แห่งประเทศไทยประกาศกำหนด - - ในการประชุม ถ้ามีะแนนเสียงเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียง ของผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุม ให้ถือว่าการควบ โอนหรือรับโอนกิจการนั้นเป็นการชอบด้วยกฎหมาย ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจมีหุ้นในสถาบันการเงินใดตั้งแต่ร้อยละเก้า สิบขึ้นไป เมื่อได้มีประกาศการให้ความเห็นชอบของธนาคารแห่งประเทศไทยตามมาตรา ๗๓แล้ว ให้ ถือว่าการให้ความเห็ชอบของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นมติของที่ประชุมผู้ ถือหุ้ และการควบ โอนหรือรับโอนกิจการนั้นเป็นการชอบด้วยกฎหมายโดยไม่ต้องจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นตามวรรค หนึ่ง ห้ามมิให้บุคคลใดฟ้องสถาบันการเงินตามมาตรา ๗๓เป็นคดีล้มละลายในระหว่าง การดำเนินการเพื่อควบ โอนหรือรับโอนกิจการตามที่ได้มีประกาศการให้ความเห็นชอบของธนาคาร แห่งประเทศไทยตามมาตรา ๗๓

  89. ๗๕

    สถาบัการเงินที่ดำเนินการตามมาตรา ๗๓วรรคหนึ่ง หากมีการโอน สินทรัพย์ที่มีหลักประกันอย่างอื่นที่มิใช่สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันซึ่ง ย่อมตกไปได้แก่ผู้รับโอนตามมาตรา ๓๐๕แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้วให้หลักประกัน อย่างอื่นนั้นตกแก่สถาบันการเงินที่ควบกันหรือที่รับโอนกิจการ แล้วแต่กรณี

  90. ๗๖

    สถาบันการเงินที่ดำเนินการตามมาตรา ๗๓วรรคหนึ่ง ถ้ามีการ ฟ้องร้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้สถาบันการเงินที่ควบกันหรือที่รับโอนกิจการ แล้วแต่ กรณีเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว และอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงคัดค้าน เอกสารที่ได้ยื่นไว้แล้ว ถามค้านพยานที่สืบมาแล้ว และคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้วได้ และใน กรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้วก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ตาม คำพิพากษานั้น

  91. ๗๗

    ในการโอนกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งได้รับความเห็นชอบจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ดำเนินการได้ตามที่บัญญัติ ไว้ในส่วนนี้ และการโอนสิทธิเรียกร้องที่ เกี่ยวเนื่องกับการโอนกิจการดังกล่าว ไม่จำต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตามมาตรา ๓๐๖แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ไม่ตัดสิทธิของลูกหนี้ที่จะยกข้อต่อสู้ตามมาตรา ๓๐๘วรรค สองแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

  92. ๗๘

    สถาบันการเงินใดประสงค์จะเลิกประกอบกิจการ หรือหยุดประกอบ กิจการเป็นการชั่วคราว สถาบันการเงินนั้นต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

  93. ๗๙

    เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความเห็นชอบตามที่บัญญัติไว้ในส่วนนี้ แล้วให้รายงานต่อรัฐมนตรีทราบโดยไม่ชักช้า

  94. ส่วนที่ ๑๐ การกำกับทั่วไป - -

    4 sections
  95. ๘๐

    ห้ามมิให้สถาบันการเงินกระทำการดังต่อไปนี้ (๑) ลดทุนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ในการอนุญาต ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจกำหนดหลักเกณฑ์ในการลดทุนไว้ด้วยก็ได้ และมิให้ำมาตรา ๑๑๑๗ มาตรา ๑๒๒๕และมาตรา ๑๒๒๖แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมาตรา ๑๓๙วรรค หนึ่ง และมาตรา ๑๔๑แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับ (๒) ซื้อหรือมีไว้ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ เว้นแต่ (ก) เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับการประกอบธุรกิจ หรือเป็นที่พัก หรือเพื่อ สวัสดิการของพนักงานและลูกจ้างของสถาบันการเงินนั้นตามสมควรโดยได้รับอนุญาตจากธนาคาร แห่งประเทศไทยในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยอาจกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ด้วยก็ได้ (ข) เป็นการได้าจากการชำระหนี้ การประกันการให้สิ เชื่อ การซื้อ อสังหาริมทรัพย์ที่สถาบันการเงินนั้นรับจำนองไว้จากการขายทอดตลาดโดยคำสั่งศาลหรือเจ้า พนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แต่ต้องจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่ วภายในห้าปีนับแต่วันที่อสังหาริมทรัพย์ นั้นตกเป็นของสถาบันการเงิน ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นธนาคารแห่งประเทศไทยจะขยายเวลาการ จำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว โดยธนาคารแห่งประเทศไทยอาจกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ด้วยก็ได้ (ค) เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเงินทุนที่ประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการเคหะ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ซื้อหรือมีไว้เพื่อประกอบธุรกิจ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนด (๓) รับหุ้นของสถาบันการเงินนั้นเป็นประกัน หรือรับหุ้นของสถาบันการเงินประเภท เดียวกันจากสถาบันการเงินอื่นที่เป็นสถาบันการเงินประเภทเดียวกันเป็นประกัน

  96. ๘๑

    ในกรณีที่มีการดำเนินการดังต่อไปนี้ ให้สถาบันการเงินแจ้งเป็นหนังสือ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีการดำเนินการดังกล่าว (๑) แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ หรือข้อบังคับของสถาบันการเงิน (๒) เปลี่ยนแปลงกรรมการ กรรมการบริหาร ผู้จัดการ หรือบุคคลผู้มีอำนาจในการ จัดการของสถาบันการเงิน

  97. ๘๒

    เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศ ไทย ให้สถาบันการเงินจัดเก็บข้อมูล บัญชี เอกสาร ดวงตรา หรือหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับกิจการ สินทรัพย์และหนี้สิน ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

  98. ๘๓

    สถาบันการเงินใดไม่ประกอบธุรกิจสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาตใน ปริมาณที่สถาบันการเงินพึงประกอบตามปกติตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ กำหนดธนาคารแห่งประเทศไทยอาจสั่งให้สถาบันการเงินนั้นประกอบกิจการตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ได้ ในการนี้ จะกำหนดหลักเกณฑ์และระยะเวลาไว้ด้วยก็ได้ และหากสถาบันการเงินไม่ดำเนินการ ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยสั่งการ ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจสั่งปิดกิจการสถาบันการเงินนั้นก็ได้ - - เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งปิดกิจการตามวรรคหนึ่งแล้วให้เสนอรัฐมนตรี เพิกถอนใบอนุญาตของสถาบันการเงินและให้ชำระบัญชีสถาบันการเงินนั้น

  99. หมวด ๔ การตรวจสอบสถาบันการเงิ

    5 sections
  100. ๘๔

    เพื่อให้สถาบันการเงินมีระบบการบริหารจัดการที่ ดี ธนาคารแห่ง ประเทศไทยมีอำนาจประกาศกำหนดให้สถาบันการเงินจัดตั้งคณะกรรมการชุดต่าง ๆตลอดจนมี อำนาจกำหนดองค์ประกอบคุณสมบัติ และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ

  101. ๘๕

    ให้ธนาคารแห่ ประเทศไทยมีอำนาจแต่งตั้งพนังานธนาคารแห่ ประเทศไทยหรือบุคคลภายนอกเป็นผู้ตรวจการสถาบันการเงิน เพื่อตรวจสอบกิจการ สินทรัพย์ และ หนี้สินของสถาบัการเงิ บริษัทแม่ บริัทลูก หรือบริัทร่วม และบริษัทที่อยู่ในกลุ่ มธุรกิจทาง การเงิน ตลอดจนลูกหนี้และผู้ที่เกี่ยวข้องของสถาบันการเงินนั้น เป็นการทั่วไปหรือเป็นการเฉพาะก็ได้ ให้ผู้ตรวจการสถาบัการเงินมีอำนาจหน้าที่ ดัต่อไปนี้ (๑) สั่งให้กรรมการ พนักงานหรือลูกจ้างของสถาบันการเงิน ผู้สอบบัญชีของสถาบัน การเงิน และผู้รวบรวมหรือประมวลข้อมูลของสถาบันการเงินด้วยระบบคอมพิวเตอร์หรือด้วยอุปกรณ์ อื่นใด มาให้ถ้อยคำเกี่ยวกับกิจการ สินทรัพย์และหนี้สินของสถาบันการเงิน ส่งสำเนาหรือแสดงข้อมูล บัญชี เอกสารดวงตราหรือหลักฐานอื่น (๒) เข้าไปในสถานที่ประกอบธุรกิจของสถาบันการเงิน หรือในสถานที่ประกอบ ธุรกิจของผู้ให้บริการธุรกิจที่เป็นการสนับสนุนแก่สถาบันการเงิน เพื่อตรวจสอบเกี่ยวกับการปฏิบัติ ของสถาบันการเงินให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ (๓) เข้าไปในสถานที่ใด ๆ เพื่อตรวจสอบในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการ ประกอบธุรกิจอัเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ หรือมีหลักฐานหรือเอกสารที่เกี่ยวกับการกระทำ ดังกล่าวในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก หรือในระหว่างเวลาทำการของสถานที่ นั้น และเมื่อได้เข้าไปและลงมือทำการตรวจสอบดังกล่าวแล้ว ถ้ ยังดำเนินการไม่เสร็จจะกระทำต่อไป ในเวลากลางคืนหรือนอกเวลาทำการของสถานที่นั้นได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศ ไทย (๔) ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน เอกสารหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ตามพระราชบัญญัตินี้เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบหรือดำเนินคดี ในการออกคำสั่งยึดหรืออายัด ดังกล่าวจะต้องระบุเหตุผล ความจำเป็น และสิทธิของผู้ถูกยึดหรืออายัดนั้น (๕) เข้าไปตรวจสอบฐานะหรือการดำเนินงานในสถานที่ประกอบธุรกิจของบริษัทแม่ บริษัทลูก บริษัทร่วม และบริษัทที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงินนั้น รวมทั้งสั่งให้ บุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ ส่งสำเนาหรือแสดงข้อมูล บัญชี เอกสาร ดวงตราหรือหลักฐานอื่นอัน เกี่ยวกับกิจการ สิ ทรัพย์ และหนี้สินก็ได้ (๖) เข้าไปตรวจสอบฐานะหรือการดำเนินงานในสถานที่ประกอบการของลูกหนี้หรือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน รวมทั้ งสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำหรือแสดงข้อมูล บัญชี - - เอกสารดวงตราหรือหลักฐานอื่นอัเกี่ยวกับกิจการ สินทรัพย์ และหนี้สิน ในกรณีมีเหตุอันควรสงสัย ว่าสถาบันการเงินกระทำการฝ่าฝืนมาตรา ๔๘มาตรา ๔๙มาตรา ๕๐มาตรา ๖๖หรือมีเหตุอันควร เชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดโดยทุจริตในการประกอบธุ กิจของสถาบันการเงิน ในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตรวจการสถาบันการเงินตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ตรวจการ สถาบันการเงินมีอำนาจมอบหมายให้บุคคลใดทำหน้ ที่เพื่อช่วยเหลือตนในการปฏิบัติหน้าที่ของ ผู้ตรวจการสถาบันการเงินได้ ให้ผู้ตรวจการสถาบันการเงินรายงานการตรวจสอบตามวรรคหนึ่งต่อธนาคารแห่ง ประเทศไทยตามแบบที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

  102. ๘๖

    ในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ ตรวจการสถาบันการเงินและบุคคลตาม มาตรา ๘๕วรรคสามให้บุคคลที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกตามสมควร

  103. ๘๗

    ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๘๕ผู้ตรวจการสถาบันการเงินต้อง แสดงบัตรประจำตัวที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ออกแก่บุคคลที่เกี่ยวข้อง บัตรประจำตัวผู้ตรวจการสถาบันการเงินให้เป็นไปตามแบบที่ธนาคารแห่งประเทศ ไทยประกาศกำหนด

  104. ๘๘

    ให้ผู้ตรวจการสถาบันการเงินเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมาย อาญา

  105. หมวด ๕ การแก้ไขฐานะหรือการดำเนินงานของสถาบันการเงิน

    11 sections
  106. ๘๙

    ในกรณีที่สถาบันการเงิน ผู้จัด หรือผู้ีอำนาจในการ จัดการได้กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือข้อกำหนดหรือประกาศที่ออกโดย อาศัยอำนาจแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตให้ธนาคารแห่งประเทศ ไทยมีอำนาจดำเนินการดังต่อไปนี้ (๑) มีหนังสือเตือนไปยังสถาบันการเงินหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องให้ระงับการกระทำอัน เป็นการฝ่าฝืนหรือให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ (๒) มีคำสั่งห้ามการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้หรือ ข้อกำหนดหรือประกาศที่ออกโดยอาศัยอำนาจแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน ใบอนุญาต (๓) มีคำสั่งถอดถอนกรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการคนหนึ่งคนใด หรือทุกคน โดยให้ถือว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นมติที่ประชุมของผู้ถือหุ้น ในกรณีที่ก ผู้จัด หรือผู้มีอำนาจในการจัดการถูกถอดถอนตาม(๓) หาก บุคคลดังกล่าวพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรับผิดชอบในการกระทำดังกล่าว ธนาคารแห่ง ประเทศไทยอาจแต่งตั้งบุคคลนั้นเข้าดำรงตำแหน่งเดิมได้ - -

  107. ๙๐

    ในกรณีที่สถาบันการเงินมีฐานะหรือการดำเนินงานอยู่ในลักษณะอัน อาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชนให้ธนาคารแห่ ประเทศไทยมีอำนาจ ดำเนินการดังต่อไปนี้ (๑) มีคำสั่งให้สถาบัการเงินแก้ไขฐานะหรือการดำเนินงาน (๒) มีคำสั่งให้สถาบันการเงินลดทุน เพิ่มทุน หรือทั้งลดทุนและเพิ่มทุนภายในเวลาที่ กำหนดแต่ต้องไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่วันที่สถาบันการเงินได้รับแจ้งคำสั่ง ถ้าสถาบันการเงินไม่ ดำเนินการหรือดำเนินการไม่ได้ตามกำหนดให้ถือว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นนับแต่วันที่ ครบกำหนดในคำสั่ง เว้นแต่กรณีมีความจำเป็นรีบด่วนเพื่อพยุงฐานะและการดำเนินงานของสถาบัน การเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจมีคำสั่งให้สถาบันการเงินลดทุนเพิ่มทุน หรือทั้งลดทุนและเพิ่ม ทุนทันทีได้ โดยให้ถือว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ มิให้นำมาตรา ๑๑๑๗มาตรา ๑๒๒๐มาตรา ๑๒๒๒มาตรา ๑๒๒๔มาตรา ๑๒๒๕มาตรา ๑๒๒๖แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ และมาตรา ๑๓๖วรรคสอง (๒) มาตรา ๑๓๗มาตรา ๑๓๙และมาตรา ๑๔๑แห่ง พระราชบัญญัติบริัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕มาใช้บังคับกับการลดทุนหรือเพิ่มทุ หรือการเสนอ ขายหุ้นเพิ่มทุน (๓) มีคำสั่งให้สถาบัการเงินระงับการดำเนินการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการ ชั่วคราวภายในระยะเวลาที่กำหนด (๔) มีคำสั่งให้สถาบันการเงินถอดถอนกรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการ จัดการคนใดคนหนึ่งหรือทุกคน และแต่งตั้งบุคคลอื่นเข้าไปดำรงตำแหน่งแทนในทันทีตามที่ เห็นสมควรโดยให้ถือว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น (๕) มีคำสั่งควบคุมสถาบันการเงิน หรือมีคำสั่งปิดกิจการของสถาบันการเงินนั้น ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานการดำเนินการตามวรรคหนึ่งต่อรัฐมนตรีเพื่อ ทราบโดยไม่ชักช้า และหากธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งปิดกิจการตามวรรคหนึ่ง (๕) ให้เสนอ รัฐมนตรีเพิกถอนใบอนุญาตของสถาบันการเงินนั้นด้วย

  108. ๙๑

    ผู้ซึ่งพ้นจากการเป็นลูกจ้าง เพราะถูกถอดถอนจากการเป็นกรรมการ ผู้จัดการหรือผู้มีอำนาจในการจัดการตามมาตรา ๘๙(๓) หรือมาตรา ๙๐(๔) ไม่ีสิทธิได้รับค่าชดเชย ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ รวมทั้งสิทธิ ประโยชน์อื่นใดตามสัญญาจ้างอันเนื่องมาจากการออกจากงาน เว้นแต่สิทธิประโยชน์อันพึงได้รับตาม ข้อตกลงภายใต้กฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

  109. ๙๒

    กรณีดังต่อไปนี้ให้ถือว่าสถาบันการเงินมีฐานะหรือการดำเนินงานใน ลักษณะที่อาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชน (๑) สถาบันการเงิน กรรมการผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการฝ่าฝืนคำสั่งตาม มาตรา ๘๙(๒) (๒) สถาบันการเงิน ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการกระทำการฝ่า ฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๓๐มาตรา ๓๓มาตรา ๓๔มาตรา ๔๘มาตรา ๔๙มาตรา ๕๐มาตรา ๕๑มาตรา ๕๗มาตรา ๕๘มาตรา ๕๙มาตรา ๖๐มาตรา ๖๑มาตรา ๖๓หรือมาตรา ๖๔ - - (๓) สถาบันการเงิ ผู้จัดการหรือผู้มีอำนาจในการจัด ไม่จัดทำบัญชี เพื่อแสดงผลการดำเนินงานและฐานะการเงินที่เป็นอยู่ตามความเป็นจริงตามมาตรา ๖๖หรือลง ข้อความเท็จหรือปลอมบัญชี เอกสาร ซึ่งทำให้ไม่สามารถประเมินได้ว่าสถาบันการเงินนั้นมีฐานะ การเงินและการดำเนินงานที่มั่นคงเป็นไปตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเงินกองทุน สินทรัพย์ สินทรัพย์ สภาพคล่องการกันเงิ สำรอง การจัดชั้นสิ ทรัพย์ และเรื่องอื่น ๆในพระราชบัญญัตินี้ (๔) สถาบันการเงินหยุดทำการจ่ายเงินตามที่มีหน้าที่จะต้องชำระคืน (๕) สถาบันการเงินมีผลประกอบการขาดทุนและธนาคารแห่งประเทศไทยมีเหตุอัน ควรคาดได้ว่าสถาบันการเงินนั้นไม่อาจดำรงเงินกองทุนได้ตามกฎหมาย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีตาม มาตรา ๙๖หรือไม่

  110. ๙๓

    สถาบันการเงินใดหยุดทำการจ่ายเงินตามที่มีหน้าที่ต้องชำระคืนให้ สถาบันการเงินนั้นแจ้งการหยุดทำการจ่ายเงินพร้อมเหตุผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบทันที และห้ามมิให้ดำเนินกิจการใด ๆเว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยแต่งตั้งผู้ตรวจการสถาบันการเงินเพื่อทำการสอบสวน กรณีตามวรรคหนึ่ง และเมื่อได้รับรายงานการสอบสวนจากผู้ตรวจการสถาบันการเงินแล้ว ให้ธนาคาร แห่งประเทศไทยมีอ นาจสั่งให้ควบคุ สถาบันการเงิน ปิดกิจการของสถาบัการเงิ หรือสั่งการ ตามที่เห็นสมควร เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งปิดกิจการตามวรรคสองแล้ว ให้เสนอรัฐมนตรี เพิกถอนใบอนุญาตของสถาบันการเงินนั้น

  111. ๙๔

    ห้ามมิให้สถาบันการเงินจ่ายเงินทรัพย์สินหรือค่าตอบแทนที่มีผลทำให้ เงินกองทุนเหลือต่ำกว่าเงินกองทุนที่ต้องดำรงไว้ตามมาตรา ๓๐ในกรณีดังต่อไปนี้ (๑) จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดแก่ผู้ถือหุ้นเป็นการคืนส่วนทุน (๒) จ่ายค่าตอบแทนในการบริหารหรือผลประโยชน์อื่นใดซึ่งมิใช่ค่าจ้างตามปกติแก่ กรรมการผู้จัด หรือผู้มีอำนาจในการจัดการสถาบันการเงิ ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจอนุญาตให้สถาบันการเงินซื้อคืน ไถ่ถอน สละหรือ ได้มาซึ่งหุ้นหรือผลประโยชน์ในฐานะเป็นผู้ถือหุ้น อันจะมีผลเป็นการลดภาระทางการเงินหรือแก้ไข ฐานะการเงินของสถาบันการเงินนั้นได้

  112. ๙๕

    ในกรณีที่สถาบันการเงินใดมีเงินกองทุนเหลือต่ำกว่าเงินกองทุนที่ต้อง ดำรงไว้ตามมาตรา ๓๐ให้สถาบันการเงินนั้นเสนอโครงการเพื่อแก้ไขฐานะและการดำเนินงานต่อ ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อขอความเห็นชอบตามหลักเกณฑ์ดังนี้ (๑) การเสนอโครงการต้องกระทำภายในหกสิบวันนับแต่วันที่สถาบันการเงินทราบ (๒) โครงการตาม(๑) อย่างน้อยต้องประกอบด้วยรายการดังต่อไปนี้ (ก) ขั้นตอนที่จะทำให้มีเงินกองทุนเพียงพอ (ข) ระดับเงินกองทุ ที่คาดว่าจะดำรงในแต่ละไตรมาสภายในระยะเวลาของ โครงการ (ค) แผนธุรกิจ - - (ง) ระยะเวลาการดำเนินการให้สำเร็จตามโครงการซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งปีนับแต่ วันที่สถาบันการเงินทราบว่ามีเงินกองทุนต่ำกว่าที่ต้องดำรงตามมาตรา ๓๐ เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยได้รับโครงการแล้ว จะต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบ หรือไม่ให้ความเห็นชอบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับโครงการ และให้แจ้งสถาบันการเงินทราบ ภายในเวลาดังกล่าว ในการนี้ จะกำหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนเวลาไว้ด้วยก็ได้ ในกรณีที่สถาบันการเงินไม่เสนอโครงการภายในกำหนดเวลาตาม (๑) หรือโครงการ ที่เสนอไม่ได้รับความเห็นชอบ หรือไม่ดำเนินการตามโครงการ หรือดำเนินการไม่เป็นไปตามโครงการ ที่ได้รับความเห็นชอบหรือตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามวรรค สอง ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งให้สถาบันการเงินดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่ เห็นสมควรหรือมีคำสั่งปิดกิจการของสถาบันการเงินนั้น เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งปิดกิจการตามวรรคสามแล้ว ให้เสนอรัฐมนตรี เพิกถอนใบอนุญาตของสถาบันการเงิ้น

  113. ๙๖

    ในกรณีที่สถาบันการเงินดำรงเงิ กองทุนต่ำกว่ ร้อยละหกสิบของอัตรา ตามที่กำหนดในมาตรา ๓๐ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งเข้าควบคุมสถาบันการเงินนั้น เว้นแต่ ในกรณีที่ธนาคารแห่ ประเทศไทยเห็ว่ การมีคำสั่งควบคุมดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลกระทบหรือความ เสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมอย่างรุนแรง หรือสถาบันการเงินนั้นจะดำเนินการเพื่อแก้ไขให้มี เงินกองทุนไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ธนาคารแห่งประเทศไทย อาจยังไม่สั่งควบคุมสถาบันการเงินก็ได้ นอกจากการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจมีคำสั่งให้ สถาบันการเงินนั้นเลิกกิจการบริษัทลูกและชำระบัญชี หากปรากฏว่าสินทรัพย์ของบริษัทลูกไม่พอกับ หนี้สิน หรือบริษัทลูกไม่สามารถชำระหนี้ได้เป็นปกติติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่าสามเดือนหรือมีคำสั่ง อื่นใดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นสมควร

  114. ๙๗

    ในกรณีที่สถาบันการเงินดำรงเงินกองทุนต่ำกว่าร้อยละสามสิบห้าของ อัตราตามที่กำหนดในมาตรา ๓๐ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งปิดกิจการของสถาบันการเงินนั้น เว้นแต่ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าการมีคำสั่งปิดกิจการจะก่อให้เกิดผลกระทบหรือ ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมอย่างรุนแรง ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจยังไม่สั่งปิดกิจการ ของสถาบันการเงิ ก็ได้ เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งปิดกิจการตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้เสนอรัฐมนตรี เพิกถอนใบอนุญาตของสถาบันการเงินนั้น

  115. ๙๘

    เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งปิดกิจการของสถาบันการเงินใด ตามมาตรา ๙๐(๕) มาตรา ๙๓มาตรา ๙๕หรือมาตรา ๙๗และรัฐมนตรีเพิกถอนใบอนุญาตแล้วให้ ชำระบัญชีสถาบันการเงินนั้น - -

  116. ๙๙

    เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งให้สถาบันการเงินดำเนินการอย่าง หนึ่งอย่างใดหรือได้รับรายงานเกี่ยวกับสถาบันการเงินตามความในหมวดนี้ ให้ธนาคารแห่งประเทศ ไทยรายงานต่อรัฐมนตรีเพื่อทราบโดยไม่ชักช้า

  117. หมวด ๖ การเข้าควบคุมสถาบันการเงิน

    19 sections
  118. ๑๐๐

    ในหมวดนี้ “สถาบันคุ้มครองเงินฝาก” หมายความว่า สถาบันคุ้มครองเงินฝากตามกฎหมายว่า ด้วยสถาบันคุ้มครองเงินฝาก

  119. ๑๐๑

    เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งควบคุมสถาบันการเงินใดแล้ว ให้ แจ้งคำสั่งเป็นหนัสือให้สถาบันคุ้มครองเงิ ฝากและสถาบัการเงินนั้นทราบ และปิดประกาศไว้ในที่ เปิดเผย ณสำนักงานของสถาบันการเงินนั้น รวมทั้งประกาศในราชกิจจานุเบกษาและในสื่อใด ๆตาม หลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ในกรณีที่สถาบันการเงินตามวรรคหนึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ให้ ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งคำสั่งเป็นหนังสือแก่ตลาดหลัทรัพย์ด้วย

  120. ๑๐๒

    เมื่อมีการออกคำสั่งควบคุมสถาบันการเงินใดแล้ว ให้ธนาคารแห่ง ประเทศไทยประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงินนั้นซึ่งประกอบด้วยประธาน กรรมการหนึ่งคนและกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่าสองคนแต่ไม่เกินสี่คน โดยให้มีกรรมการที่สถาบัน คุ้มครองเงินฝากเสนอชื่ออย่างน้อยหนึ่งคน ในกรณีที่ประธานกรรมการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศแต่งตั้ กรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน มติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

  121. ๑๐๓

    กรรมการควบคุมสถาบันการเงินจะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะ ต้องห้ามเช่นเดียวกับกรรมการของสถาบันการเงินตามมาตรา ๒๔และไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับ อำนาจหน้าที่ในฐานะกรรมการควบคุมสถาบันการเงิน ให้กรรมการควบคุมสถาบันการเงินมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับกรรมการของสถาบัน การเงิน

  122. ๑๐๔

    เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยได้แจ้งคำสั่งควบคุมแก่สถาบันการเงินใด ห้ามมิให้ก พนักงาน และลูกจ้าง ของสถาบันการเงินดำเนินกิจการของสถาบันการเงินนั้น ต่อไป เว้นแต่จะได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงิน - - ให้ ณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงินมีอำนาจแต่งตั้งพนังานควบคุมสถาบัน การเงินคนหนึ่งหรือหลายคนเพื่อปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งได้ คณะกรรมการควบคุมสถาบัน การเงินมีอำนาจและหน้าที่ดำเนินกิจการของสถาบันการเงิ ที่ถูกคำสั่งควบคุมได้ทุกประการและให้ ประธานกรรมการเป็นผู้แทนของสถาบันการเงินนั้น ให้กรรมการพนัก และลูกจ้าง ของสถาบันการเงินที่ถูกควบคุ (๑) จัดการเพื่อปกปักรักษาทรัพย์และประโยชน์ของสถาบันการเงินไว้ (๒) รายงานกิจการและมอบสินทรัพย์พร้อมด้วยข้อมูล บัญชี เอกสารดวงตราหรือ หลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับกิจการและสินทรัพย์ของสถาบันการเงินให้แก่คณะกรรมการควบคุมสถาบัน การเงินโดยไม่ชักช้า ให้ผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือเอกสารของสถาบันการเงินแจ้งการครอบครองให้ คณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงินทราบโดยไม่ชักช้า

  123. ๑๐๕

    ในกรณีที่คณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงินเห็นว่า เงินฝากของ สถาบันการเงิ ที่ถูกควบคุมมีภาระดอกเบี้ยสูงเกินสมควรและไม่เป็นธรรม คณะกรรมการควบคุม สถาบันการเงินโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝากมีอำนาจปรับลดอัตรา ดอกเบี้ยดังกล่าวได้ ทั้งนี้ ต้องประกาศให้ผู้ฝากเงินทราบก่อน และจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้เมื่อ พ้นระยะเวลาเจ็ดวันนับแต่วันประกาศ

  124. ๑๐๖

    ในกรณีที่คณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงินเห็นว่า ความผูกพัน ตามสัญญาของสถาบันการเงินที่ถูกควบคุมมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ คณะกรรมการ ควบคุมสถาบันการเงินอาจทำความตกลงกับเจ้าของทรัพย์สิน คู่สัญญา หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อลด ภาระดังกล่าวได้

  125. ๑๐๗

    ในกรณีที่คณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงินเห็นว่า สัญญาจ้าง ผู้บริหารของสถาบันการเงินที่ถูกควบคุมมีเงื่อนไขที่ไม่เหมาะสมหรือกำหนดค่าตอบแทนหรือสิทธิ ประโยชน์สูงเกินสมควร หรือสถาบันการเงินที่ถูกควบคุมได้รับความเสียหายจากการบริหารหรือการ ละเลยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้บริหารสถาบันการเงิน ให้คณะกรรมการควบคุ สถาบันการเงินมี อำนาจเลิกจ้าง ระงับหรือลดการจ่ายค่าตอบแทนหรือสิทธิประโยชน์ต่าง ๆแก่ผู้บริหารดังกล่าวได้

  126. ๑๐๘

    ในกรณีที่คณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงินเห็นสมควรให้มีการ ควบหรือโอนกิจการของสถาบันการเงิน ในการควบหรือโอนกิจการดังกล่าวให้นำบทบัญญัติในส่วนที่ ๙การควบ โอน และเลิกกิจการของหมวด ๓มาใช้บังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ ให้ถือว่ามติของ คณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงินเป็นมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น และให้คณะกรรมการควบคุม สถาบันการเงินมีอำนาจดำเนินการแทนคณะกรรมการของสถาบันการเงินนั้น

  127. ๑๐๙

    ให้คณะกรรมการควบคุ สถาบันการเงินรายงานต่อธนาคารแห่ง ประเทศไทยว่าสมควรจะให้สถาบันการเงินที่ถูกคำสั่งควบคุมดำเนินกิจการต่อไปหรือไม่ พร้อมทั้ง - - ข้อมูลทางการเงิ และเหตุผลประกอบ ภายในหนึ่ ร้อยยี่ สิบวันนับแต่ว ที่มีคำสั่ แต่ ตั้ คณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงินเว้นแต่ได้รับการผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในกรณีที่คณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงินเห็นสมควรให้สถาบัการเงินดำเนิน กิจการต่อไป ให้คณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงินเสนอโครงการแก้ไขฟื้นฟูสถาบันการเงิน ดังกล่าวต่อธนาคารแห่งประเทศไทยโครงการแก้ไขฟื้นฟูสถาบัการเงินอย่างน้อยต้องประกอบด้วย รายการดังต่อไปนี้ (๑) ขั้นตอนที่จะทำให้มีเงินกองทุนเพียงพอ (๒) ระดับเงินกองทุนที่คาดว่าจะดำรงในแต่ละไตรมาส (๓) แผนธุรกิจ (๔) ระยะเวลาการดำเนินการให้สำเร็จตามโครงการซึ่งจะต้องไม่เกินหนึ่งปีนับแต่ วันที่คณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงินรายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทยตามวรรคหนึ่ง (๕) แผนการควบรวมกิจการหรือโอนกิจการ (ถ้ามี) เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยได้รับรายงานจากคณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงิน ตามวรรคหนึ่งแล้วให้รายงานต่อรัฐมนตรีเพื่อทราบโดยไม่ช ช้

  128. ๑๑๐

    ในกรณีที่คณะกรรมการควบคุ สถาบันการเงิ รายงานว่าสมควรจะ ให้สถาบันการเงินที่ถูกคำสั่งควบคุมดำเนินกิจการต่อไปได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องมีคำสั่ง เห็นชอบหรือไม่เห็ชอบกับรายงานดักล่าวภายในสิบห้ วับแต่วัที่ได้รับรายงานจาก คณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงิน ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมการควบคุมสถาบัน การเงินตามวรรคหนึ่ง ให้ดำเนินการไปตามโครงการแก้ไขฟื้นฟูสถาบันการเงินตามที่คณะกรรมการ ควบคุมสถาบันการเงินเสนอ ในการนี้ จะมีคำสั่งเลิกควบคุมก็ได้ และให้ประกาศคำสั่งเลิกควบคุมใน ราชกิจจานุเบกษาและในสื่อใด ๆตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งไม่เห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมการ ควบคุมสถาบัการเงิน หรือโครงการแก้ไขฟื้นฟูสถาบันการเงินไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ไม่ว่าด้วย เหตุใด ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งปิดกิจการของสถาบันการเงินนั้น เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งปิดกิจการตามวรรคสามแล้วให้เสนอรัฐมนตรี เพิกถอนใบอนุญาตของสถาบันการเงินนั้น

  129. ๑๑๑

    กรณีที่คณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงินรายงานว่าสถาบัน การเงินที่ถูกควบคุมไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งปิดกิจการของ สถาบันการเงินนั้นและให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและในสื่อใด ๆตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่ง ประเทศไทยประกาศกำหนด เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งปิดกิจการตามวรรคหนึ่งแล้วให้เสนอรัฐมนตรี เพิกถอนใบอนุญาตของสถาบันการเงินนั้น - -

  130. ๑๑๒

    เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยมีำสั่งปิดกิจการของสถาบันการเงินใด ตามมาตรา ๑๑๐วรรคสาม หรือมาตรา ๑๑๑วรรคหนึ่ง และรัฐมนตรีเพิกถอนใบอนุญาตแล้วให้ ชำระบัญชีสถาบัการเงินนั้น

  131. ๑๑๓

    ในกรณีที่สถาบันการเงินถูกควบคุมหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตห้ามมิ ให้ผู้ที่ซื้อหุ้นกู้หรือตราสารหนี้อื่น หรือผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ของสถาบันการเงินนั้นในภายหลัง เหตุดังกล่าวนำหุ้นกู้ ตราสารหนี้ หรือสิทธิเรียกร้องที่ได้รับโอนมานั้น มาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่ผู้นั้นมี อยู่กับสถาบันการเงิน

  132. ๑๑๔

    เพื่อประโยชน์ในการเข้าควบคุมสถาบันการเงินตามหมวดนี้ ให้ คณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงินหรือพนักงานควบคุมสถาบันการเงินที่ได้รับมอบอำนาจมีอำนาจ สั่งให้บุคคลใดๆมาให้ถ้อยคำ หรือให้แสดงหรือส่งข้อมูล บัญชี เอกสารดวงตราหรือหลักฐานอื่นอัน เกี่ยวกับกิจการและสินทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ถูกควบคุมภายในเวลาที่คณะกรรมการควบคุม สถาบันการเงินหรือพนักงานควบคุมสถาบันการเงินกำหนด

  133. ๑๑๕

    ให้ รรมการควบคุมสถาบันการเงินและพนังานควบคุมสถาบัน การเงินได้รับเงินค่าตอบแทนตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

  134. ๑๑๖

    ค่าใช้จ่ายและเงินค่าตอบแทนในการควบคุมสถาบันการเงินใดให้จ่าย จากสินทรัพย์ของสถาบันการเงินนั้น

  135. ๑๑๗

    มิให้นำบทบัญญัติในหมวด ๓การกำกับสถาบันการเงิน เว้นแต่ส่วนที่ ๘การจัดทำบัญชี การรายงานและผู้สอบบัญชี มาใช้กับสถาบันการเงินในระหว่างที่ถูกควบคุมตาม หมวดนี้

  136. ๑๑๘

    เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งให้สถาบันการเงินดำเนินการ อย่างหนึ่งอย่างใด หรือได้รับรายงานเกี่ยวกับสถาบันการเงินตามความในหมวดนี้ ให้ธนาคารแห่ง ประเทศไทยรายงานต่อรัฐมนตรีเพื่อทราบโดยไม่ชักช้า

  137. หมวด ๗ การกำกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

    2 sections
  138. ๑๑๙

    สถาบันการเงินเฉพาะกิจได้แก่ (๑) สถาบันการเงินของรัฐที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น (๒) นิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด - -

  139. ๑๒๐

    เพื่ อประโยชน์ในการกำกับดูแลระบบสถาบัการเงิ ได้อย่ งมี ประสิทธิภาพ รัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายจัดตั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจ อาจมอบหมายให้ ธนาคารแห่งประเทศไทยทำหน้าที่ดังต่อไปนี้ทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วนตามที่กฎหมายได้กำหนดให้ เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีผู้รักษาการได้ (๑) กำกับดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ้น (๒) มีอำนาจสั่งให้ชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงความคิดเห็น รวมทั้งแต่งตั้งบุคคลเพื่อ ตรวจสอบและรายงานกิจการหรือทรัพย์สินของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (๓) มีอำนาจแต่งตั้งหรือถอดถอนบุคคลใดตามที่กฎหมายกำหนดไว้ รวมทั้งกำหนด ค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์อื่นใดให้แก่บุคคลดังกล่าว (๔) กำหนดแนวนโยบายเพื่อให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจดำเนินการหรือถือปฏิบัติ (๕) มีอำนาจสั่งให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องปฏิบัติหรือยับยั้งการกระทำของ สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ขัดต่อนโยบายของรัฐบาลหรือมติคณะรัฐมนตรี ในการกำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจตามวรรคหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี อาจประกาศกำหนดหลัเกณฑ์เพื่อให้สถาบันการเงิ เฉพาะกิจต้อง ปฏิบัติเพิ่มเติมหรือให้นำบทบัญญัติใดของพระราชบัญญัตินี้มาใช้บังคับกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจนั้น ได้

  140. หมวด ๘ บทกำหนดโทษ

    36 sections
  141. ๑๒๑

    ผู้ใดประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน หรือธุรกิจ เครดิตฟองซิเอร์โดยมิได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองแสน บาทถึงหนึ่งล้านบาท

  142. ๑๒๒

    สถาบันการเงินใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๑ต้องระวางโทษ ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท และปรับอี ไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

  143. ๑๒๓

    ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๒ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน หนึ่งปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับและปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่

  144. ๑๒๔

    สถาบันการเงินใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๓มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง มาตรา ๓๗มาตรา ๘๑หรือมาตรา ๘๒หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศ ข้อกำหนด หรือหลักเกณฑ์ที่กำหนดตามมาตรา ๑๕วรรคสอง มาตรา ๒๖วรรคหนึ่ง มาตรา ๓๗หรือมาตรา ๘๒ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามแสนบาทและปรับอีกไม่เกินวันละสามพับาทตลอดเวลาที่ยังฝ่า ฝืนอยู่หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง - -

  145. ๑๒๕

    สถาบันการเงินใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๐มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๒มาตรา ๓๘มาตรา ๔๐วรรคหนึ่ง มาตรา ๔๑มาตรา ๔๔มาตรา ๔๗หรือ มาตรา ๘๔หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศข้อกำหนดหรือหลักเกณฑ์ที่กำหนดตามมาตรา ๓๘ มาตรา ๓๙มาตรา ๔๐วรรคสองมาตรา ๔๑มาตรา ๔๖มาตรา ๔๗หรือมาตรา ๘๔ต้องระวาง โทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท และปรับอี ไม่เกินวันละห้าพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่ ฝืนอยู่หรือจนกว่า จะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

  146. ๑๒๖

    ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๔มาตรา ๕๔หรือมาตรา ๕๖ หรือบริษัทแม่ของสถาบันการเงินที่ปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา ๕๕ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสาม ปี หรือปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกไม่เกินวันละสามพัน บาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ แล้วแต่กรณี

  147. ๑๒๗

    ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๖วรรคสอง ต้องระวางโทษ ปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาทและปรับอีกไม่เกินวัละสามพันบาทจนกว่าจะได้มีการปฏิบัติ ให้ถูกต้อง

  148. ๑๒๘

    สถาบันการเงินใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๖มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๙มาตรา ๓๐มาตรา ๓๑มาตรา ๓๒มาตรา ๓๔มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖มาตรา ๔๓มาตรา ๔๘มาตรา ๔๙มาตรา ๕๐มาตรา ๕๑มาตรา ๕๘มาตรา ๕๙ มาตรา ๖๐มาตรา ๖๑มาตรา ๖๒มาตรา ๖๓มาตรา ๖๔มาตรา ๖๖มาตรา ๖๗มาตรา ๖๘ มาตรา ๗๑มาตรา ๗๓วรรคหนึ่ง มาตรา ๗๔มาตรา ๗๘มาตรา ๘๐มาตรา ๙๓มาตรา ๙๔หรือ มาตรา ๙๕หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศ ข้อกำหนด หลักเกณฑ์ เงื่อนไข หรือคำสั่งที่กำหนด ตามมาตรา ๙มาตรา ๑๐วรรคหนึ่ง มาตรา ๑๖มาตรา ๒๙มาตรา ๓๐มาตรา ๓๑มาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง มาตรา ๓๓มาตรา ๓๔มาตรา ๓๕มาตรา ๓๖มาตรา ๔๒มาตรา ๔๓มาตรา ๔๘ มาตรา ๔๙มาตรา ๕๐มาตรา ๕๑มาตรา ๕๘มาตรา ๕๙มาตรา ๖๐มาตรา ๖๑มาตรา ๖๒ มาตรา ๖๓มาตรา ๖๔มาตรา ๖๖มาตรา ๖๗มาตรา ๗๑มาตรา ๗๓วรรคหนึ่ง มาตรา ๗๔วรรค สองมาตรา ๗๘มาตรา ๘๐มาตรา ๘๙มาตรา ๙๐(๑) (๓) และ(๔) มาตรา ๙๕หรือมาตรา ๙๖ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน อยู่หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

  149. ๑๒๙

    ในกรณีที่มีการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๒๐มาตรา ๒๑มาตรา ๒๒มาตรา ๓๔มาตรา ๔๘มาตรา ๔๙มาตรา ๕๐หรือมาตรา ๕๙แล้วแต่กรณี โดยที่สถาบัน การเงินสามารถพิสูจน์ได้ว่าได้ใช้ความระมัดระวังด้วยความรอบคอบในการตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ไม่สามารถทราบและป้องกันมิให้เกิดการฝ่าฝืนดังกล่าวได้ ให้ถือว่าสถาบันการเงินมิได้กระทำ ความผิดตามมาตราดังกล่าว - -

  150. ๑๓๐

    ผู้ใดฝ่ ฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลัเกณฑ์ที่กำหนดตามมาตรา ๕๖หรือ มาตรา ๕๗ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลา ที่ยังฝ่าฝืนอยู่หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

  151. ๑๓๑

    ผู้ใดฝ่ ฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๐๔หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง คณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงินหรือพนักงานควบคุมสถาบันการเงินตามมาตรา ๑๑๔ต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกไม่เกินวัน ละสามพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่

  152. ๑๓๒

    ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๒๑หรือมาตรา ๑๒๓เป็น นิติบุคคล กรรมการผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่บัญญัติ ไว้สำหรับความผิดนั้น ๆด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดนั้น ภายใต้บังคับมาตรา ๑๓๙ในกรณีที่สถาบันการเงินกระทำความผิดตามมาตรา ๑๒๒มาตรา ๑๒๔มาตรา ๑๒๕หรือมาตรา ๑๒๘ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการ ของสถาบันการเงินนั้น ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า ตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิด้น

  153. ๑๓๓

    ความผิดตามมาตรา ๑๒๒มาตรา ๑๒๔มาตรา ๑๒๕มาตรา ๑๒๘ และมาตรา ๑๓๒วรรคสองถ้ามิได้ฟ้องต่อศาลหรือมิได้มีการเปรียบเทียบตามมาตรา ๑๕๖ภายใน สองปีนับแต่วันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจพบการกระทำความผิด หรือภายในห้าปีนับแต่วัน กระทำความผิดเป็นอันขาดอายุความ

  154. ๑๓๔

    ผู้ ใดให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อผู้ตรวจการสถาบันการเงินหรือ คณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงิน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหกหมื่ บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  155. ๑๓๕

    ผู้ใดขัดขวางหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ตรวจการสถาบันการเงิน คณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงิน หรือพนักงานควบคุมสถาบันการเงิน ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตาม พระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  156. ๑๓๖

    ผู้ใดไม่อำนวยความสะดวกแก่ผู้ตรวจการสถาบันการเงิน บุคคลตาม มาตรา ๘๕วรรคสามคณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงินหรือพนักงานควบคุมสถาบันการเงิน ซึ่ง ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  157. ๑๓๗

    ผู้ใดถอน ทำให้เสียหาย ทำลายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งตราหรือ เครื่องหมายซึ่งผู้ตรวจการสถาบันการเงิน คณะกรรมการควบคุมสถาบันการเงินหรือพนักงานควบคุม - - สถาบันการเงินได้ประทับหรือหมายไว้ที่สิ่งนั้น ๆต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน สามแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  158. ๑๓๘

    ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือ ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สินหรือเอกสารใด ๆอันผู้ตรวจการสถาบันการเงินคณะกรรมการควบคุ สถาบันการเงิน หรือพนักงานควบคุมสถาบันการเงินได้ยึด อายัด รักษาไว้ หรือสั่งให้ส่งเพื่อเป็น พยานหลักฐานหรือเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่ว่าพนักงานเจ้าหน้าที่จะรักษาทรัพย์สิน หรือเอกสารนั้นไว้เอง หรือสั่งให้ผู้นั้นหรือผู้อื่นส่งหรือรักษาไว้ก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หก เดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  159. ๑๓๙

    ในกรณีที่สถาบันการเงินใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๓๖ มาตรา ๕๐มาตรา ๖๖มาตรา ๘๐มาตรา ๙๓มาตรา ๙๔หรือมาตรา ๙๕หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามประกาศข้อกำหนด หลักเกณฑ์ หรือคำสั่งที่กำหนดตามมาตรา ๙วรรคหนึ่ง มาตรา ๑๐วรรค หนึ่ง มาตรา ๓๓มาตรา ๓๖มาตรา ๕๐มาตรา ๖๖มาตรา ๗๑มาตรา ๘๐มาตรา ๙๐หรือมาตรา ๙๕ ผู้จัดการหรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่ เกินหนึ่งปี หรือปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้ มีส่วนในการกระทำความผิดนั้น

  160. ๑๔๐

    ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่ประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริง ซึ่งควรบอกให้แก่ประชาชนทราบและโดยการหลอกลวงดังกล่าวนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากประชาชนผู้ ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ประชาชนผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอนหรือ ทำลายเอกสารสิทธิ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้าน บาท

  161. ๑๔๑

    ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน ผู้ใดซึ่งได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของสถาบันการเงินหรือทรัพย์สินที่สถาบันการเงินเป็น เจ้าของรวมอยู่ด้วย กระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆโดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความ เสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของสถาบัการเงิ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึง สิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท

  162. ๑๔๒

    ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของสถาบันการเงินหรือซึ่งสถาบันการเงินเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยเบียดบัง เอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่ สามโดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และ ปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท

  163. ๑๔๓

    ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน ผู้ใดเอาไปเสียทำให้เสียหาย ทำลายทำให้เสื่อมค่ หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สินอันสถาบัน - - การเงินมีหน้าที่ดูแลหรือที่อยู่ในความครอบครองของสถาบัการเงิน ถ้าได้กระทำเพื่อให้เกิดความ เสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินห้าแสนบาท

  164. ๑๔๔

    ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน ผู้ใดกระทำการดังต่อไปนี้ โดยรู้ว่าเจ้ หนี้ของสถาบันการเงินหรือเจ้าหนี้ของบุ คลอื่น ซึ่งจะใช้สิทธิ ของเจ้าหนี้สถาบันการเงินบังคับการชำระหนี้จากสถาบันการเงิน หรือใช้หรือน่าจะใช้สิทธิเรียกร้อง ทางศาลให้ชำระหนี้ เพื่อมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้า ปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท (๑) ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์สินของสถาบันการเงิน หรือ (๒) ลงบัญชีหรือกระทำการอื่นใดซึ่งทำให้ปรากฏว่าสถาบันการเงินเป็นหนี้ซึ่งไม่เป็น ความจริง

  165. ๑๔๕

    ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน ผู้ใดกระทำการหรือไม่กระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่ิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเอง หรือผู้อื่นอันเป็นการเสียหายแก่สถาบันการเงิน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้ นบาท

  166. ๑๔๖

    ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน ผู้ใดกระทำหรือยินยอมให้กระทำการดังต่อไปนี้เพื่อลวงให้สถาบันการเงินหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์ อันควรได้ หรือลวงบุคคลใด ๆต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึง หนึ่งล้านบาท (๑) ทำให้เสียหาย ทำลาย เปลี่ยนแปลง ตัดทอน หรือปลอมบัญชี เอกสารหรือ หลักประกันของสถาบันการเงินหรือที่เกี่ยวกับสถาบันการเงิน (๒) ลงข้อความเท็จหรือไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชี หรือเอกสารของสถาบัน การเงิน หรือ (๓) ทำบัญชีไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นปัจจุบัน หรือไม่ตรงต่อความเป็นจริง

  167. ๑๔๗

    ความผิดตามมาตรา ๑๔๐มาตรา ๑๔๑มาตรา ๑๔๒มาตรา ๑๔๓ มาตรา ๑๔๔มาตรา ๑๔๕หรือมาตรา ๑๔๖หากผู้กระทำเป็นพนักงานของสถาบันการเงินต้อง ระวางโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น

  168. ๑๔๘

    ผู้สอบบัญชี หรือผู้ประเมินราคา หรือผู้ชำนาญการเฉพาะด้านผู้ใด ปฏิบัติงานสอบบัญชีเพื่อแสดงความเห็นต่องบการเงินไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายว่าด้วย ผู้สอบบัญชีหรือข้อกำหนดเพิ่มเติมตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดหรือทำรายงาน เท็จหรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๖๙หรือมาตรา ๗๐หรือมาตรา ๗๑หรือประเมินราคา ทรัพย์สินโดยไม่สุจริต แล้วแต่กรณี ต้องระวางโทษจำคุ ไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ - -

  169. ๑๔๙

    ผู้ใดก่อให้กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบัการเงินหรือผู้ชำนาญการเฉพาะด้านของสถาบันการเงิน กระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔๐มาตรา ๑๔๑มาตรา ๑๔๒มาตรา ๑๔๓มาตรา ๑๔๔มาตรา ๑๔๕มาตรา ๑๔๖หรือมาตรา ๑๔๘ไม่ว่าด้วยการใช้ สั่ง ขู่เข็ญจ้าง หรือด้วยวิธีอื่นใด ต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับ ความผิดนั้น

  170. ๑๕๐

    ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆอันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความ สะดวกในการที่กรรมการ ผู้จัดการ ผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินผู้สอบบัญชี หรือ ผู้ชำนาญการเฉพาะด้านของสถาบันการเงิน กระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔๐มาตรา ๑๔๑มาตรา ๑๔๒มาตรา ๑๔๓มาตรา ๑๔๔มาตรา ๑๔๕มาตรา ๑๔๖หรือมาตรา ๑๔๘ไม่ว่า ก่อนหรือขณะกระทำความผิดต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆเว้นแต่ผู้นั้นมิได้รู้ ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้

  171. ๑๕๑

    ความผิดมาตรา ๑๔๐มาตรา ๑๔๑มาตรา ๑๔๒มาตรา ๑๔๓ มาตรา ๑๔๔มาตรา ๑๔๕มาตรา ๑๔๖หรือมาตรา ๑๔๘มาตรา ๑๔๙และมาตรา ๑๕๐เมื่อ พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญาให้พ งานอัยการมีอำนาจเรียกทรัพย์สิน หรือราคาหรือค่าสินไหม ทดแทนเพื่อความเสียหายแทนผู้เสียหายด้วย และให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล

  172. ๑๕๒

    ในกรณีที่ปรากฏว่าบุคคลใดกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔๐มาตรา ๑๔๑มาตรา ๑๔๒มาตรา ๑๔๓มาตรา ๑๔๔มาตรา ๑๔๕มาตรา ๑๔๖หรือมาตรา ๑๔๘มาตรา ๑๔๙และมาตรา ๑๕๐และธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าหากปล่อยเนิ่นช้าไว้อาจเกิดความ เสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชน ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ของบุคคลนั้นหรือทรัพย์สินซึ่งตามกฎหมายอาจถือได้ว่าเป็นของบุคคลนั้น หรือตามพฤติการณ์ที่มีเหตุ อันควรเชื่อได้ว่าเป็นของบุคคลนั้น แต่จะยึดหรืออายัดทรัพย์สินเกินกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันไม่ได้ เว้น แต่ในกรณีที่มีารฟ้องคดีต่อศาลให้คำสั่งยึดหรืออายัดดักล่าวยังคงมีผลต่อไปจนกว่าศาลจะสั่งเป็น อย่างอื่น ในกรณีมีเหตุจำเป็นทำให้ไม่สามารถฟ้องคดีภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันได้ ศาลที่มีเขตอำนาจ อาจสั่งขยายระยะเวลาออกไปอีกตามคำขอของธนาคารแห่งประเทศไทยได้ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยเป็น ผู้ดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง การกำหนดวิธีการในการดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินและการกำหนดจำนวน เงินที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีพและเลี้ยงดูครอบครัวของบุคคลที่ถูกยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามวรรค หนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ผู้ใดทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย ทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ โอนให้แก่ บุคคลอื่นหรือกระทำการใดๆให้เสียหายแก่ทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท - -

  173. ๑๕๓

    ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ บุคคลตามมาตรา ๑๕๒จะหลบหนี ออกนอกราชอาณาจักรศาลอาญาโดยคำร้องขอของธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งห้ามมิให้ บุคคลนั้นออกนอกราชอาณาจักรไว้ก่อนได้ ในกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติโดยคำร้องขอของผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือบุคคลที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมอบหมายมีอำนาจสั่งห้ามมิ ให้บุคคลตามมาตรา ๑๕๒ออกนอกราชอาณาจักรไว้ก่อนเป็นการชั่วคราวได้เป็นเวลาไม่เกินสิบห้าวัน จนกว่าศาลอาญาจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งของศาลอาญาตามวรรคหนึ่งหรือของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตามวรรคสองหรือผู้ให้ความช่วยเหลือบุคคลดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกิน หนึ่งล้านบาท

  174. ๑๕๔

    ผู้ใดล่วงรู้กิจการของสถาบันการเงินใดเนื่องจากการปฏิบัติตามอำนาจ หน้าที่ที่กำหนดในกฎหมายหรือเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในการช่วยเหลือผู้ที่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ ที่กำหนดในกฎหมาย อันเป็นกิจการที่ตามปกติวิสัยจะพึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย ถ้าผู้นั้นนำไปเปิดเผยแก่ บุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่การเปิดเผยในกรณี ดังต่อไปนี้ (๑) การเปิดเผยตามหน้าที่หรือเพื่อประโยชน์แก่การสอบสวนหรือการพิจารณาคดี (๒) การเปิดเผยเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ (๓) การเปิดเผยแก่ผู้สอบบัญชีของสถาบันการเงินนั้นหรือหน่วยงานในประเทศและ ต่างประเทศที่มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับสถาบันการเงินนั้น (๔) การเปิดเผยข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานในประเทศ และต่างประเทศที่มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับสถาบันการเงิน หรือธุรกิจทางการเงิน ตามข้อตกลงที่มี ระหว่างกัน (๕) การเปิดเผยเพื่อประโยชน์ในการแก้ไขฐานะการดำเนินงานของสถาบันการเงิน นั้น (๖) การเปิดเผยเพื่อประโยชน์ในการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน (๗) การเปิดเผยความลับของลูกค้าสถาบันการเงินที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนแล้ว (๘) การเปิดเผยความลับของลูกค้าของสถาบันการเงินซึ่งลูกค้าดังกล่าวให้ความ ยินยอมแล้ว (๙) การเปิดเผยให้แก่บริษัทที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจทางการเงินเดียวกัน (๑๐)การเปิดเผยเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้

  175. ๑๕๕

    ผู้ใดล่วงรู้หรือได้มาซึ่งความลับของสถาบันการเงินโดยเหตุที่เป็นผู้มี อำนาจในการจัดการหรือเป็นพนักงาน และเปิดเผยความลับนั้นในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความ เสียหายแก่บุคคลอื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับการเปิดเผยตามกรณีในมาตรา ๑๕๔วรรคสอง - -

  176. ๑๕๖

    ความผิดตามมาตรา ๑๒๒มาตรา ๑๒๔มาตรา ๑๒๕มาตรา ๑๒๘ มาตรา ๑๓๒วรรคสองและมาตรา ๑๓๙ให้คณะกรรมการที่รัฐมนตรีแต่งตั้งมีอำนาจเปรียบเทียบได้ คณะกรรมการที่รัฐมนตรีแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งให้มีจำนวนสามคนโดยอย่างน้อยต้อง เป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหนึ่งคน เมื่อคณะกรรมการได้ทำการเปรียบเทียบ และผู้ต้องหาได้ชำระค่ ปรับตามจำนวน และภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนดแล้ว ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา

  177. บทเฉพาะกาล

    7 sections
  178. ๑๕๗

    ให้ถือว่าธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน และบริัทเครดิตฟองซิเอร์ที่ ได้รับอนุญาตให้ประกอบการธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ แล้วแต่กรณี อยู่แล้วในวันก่อนวัที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นสถาบัการเงินที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ ประเภทนั้นตามพระราชบัญญัตินี้

  179. ๑๕๘

    บรรดากฎกระทรวง ประกาศกระทรวงการคลัง และประกาศ หนังสือเวียน คำสั่ง หรือข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทยที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจธนาคาร พาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ บรรดาที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับ ให้ใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ จนกว่าจะได้ มีการออกประกาศหรือคำสั่งตามพระราชบัญญัตินี้

  180. ๑๕๙

    สถาบันการเงินใดได้รับการผ่อนผันให้ลงทุน หรือซื้อ หรือมีหุ้นเกิน อัตราส่วนตามมาตรา ๓๔อยู่แล้วในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้สถาบันการเงินมีสิทธิ ถือหรือมีไว้ต่อไปตามหลัเกณฑ์ที่ได้ บการผ่อนผัแต่ต้องไม่เกิ กำหนดห้ ปีนับแต่วันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ในกรณีที่สถาบันการเงินใดได้รับผ่อนผันให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำ ธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ เกินอัตราส่วนตามมาตรา ๕๐อยู่แล้วในวันก่อนวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้สถาบันการเงิ นั้นคงให้สินเชื่อ ลงทุ ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่ มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ ตามสัญญาที่ผูกพันไว้แล้วต่อไปได้จนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลา ชำระหนี้ตามที่ระบุในสัญญาดังกล่าว สถาบันการเงินใดให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้าย การให้สินเชื่อ แก่บุคคลใดและผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าวรวมกันเกินอัตราที่กำหนดตามมาตรา ๔๙หรือมาตรา ๕๐ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยการให้สินเชื่อ ลงทุนก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ หรือกฎหมายว่ ด้วยการประกอบธุ กิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ที่ใช้บังคับ อยู่ในขณะนั้น สถาบันการเงินดังกล่าวจะให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะ คล้ายการให้สินเชื่อแก่บุคคลหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าวอีกไม่ได้ และต้องดำเนินการเพื่อทำให้ - - การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัหรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้ินเชื่อดังกล่าวเป็นไป ตามที่บัญญัติในมาตรา ๔๙ หรือมาตรา ๕๐ โดยเร็ว แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ พระราชบัญญัติี้ใช้บังคับ สถาบันการเงินใดได้รับผ่อนผันให้มีไว้ซึ่งอสังหาริมทรัพย์อยู่แล้วในวันก่อนวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้สถาบัการเงิ ดักล่ วมีไว้ซึ่ อสังหาริมทรัพย์นั้ ต่อไปได้ตาม หลักเกณฑ์ที่ได้รับการผ่อนผันนั้น

  181. ๑๖๐

    บริษัทเงินทุนใดที่ได้รับใบอนุญาตอยู่ แล้วในวันก่อนวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ประกอบธุรกิจได้ตามที่ได้รับอนุญาตไว้แล้ว

  182. ๑๖๑

    บริษัทที่มิได้ประกอบธุรกิจทางการเงิน แต่ได้รับการผ่อนผันให้ถือหุ้น ในสถาบันการเงินใดเกินอัตราที่กำหนดในมาตรา ๑๘อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ ถือหุ้นของสถาบันการเงินนั้นได้ต่อไป และอาจซื้อหุ้นเพิ่มทุนเพื่อรักษาสัดส่วนการถือหุ้นที่มีอยู่ก่อน วันที่พระราชบัญญัติี้ใช้บังคับได้ แต่ถ้าได้จำหน่ายหุ้น้นไปเท่าใดให้คงมีสิทธิถือหุ้นเกินอัตราที่ กำหนดได้เท่าจำนวนหุ้นที่เหลืออยู่นั้น ห้ามมิให้บริษัทตามวรรคหนึ่ งซื้อหุ้นของสถาบันการเงินที่ ตนถืออยู่เพิ่ม เมื่อพ้น กำหนดระยะเวลาที่ได้รับการผ่อนผันตามวรรคหนึ่ง

  183. ๑๖๒

    บุคคลใดถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่งเกิน อัตราที่กำหนดตามมาตรา ๑๘เนื่องจากการนับรวมหุ้นที่ผู้ที่เกี่ยวข้องถืออยู่หรือมีไว้อยู่ในวันก่อนวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยการถืออยู่หรือมีไว้ซึ่งหุ้นของสถาบันการเงินดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมาย ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ให้คงมีสิทธิถือหรือมีไว้ซึ่งหุ้นนั้นได้ต่อไป แต่ถ้าได้จำหน่ายหุ้นนั้นไปเท่าใด ก็ให้คงมีสิทธิถือหรือมีไว้ซึ่งหุ้นนั้นเกินอัตราที่กำหนดได้เท่าจำนวนหุ้นที่เหลือ และให้บุคคลดังกล่าวต้อง ดำเนินการเพื่อให้การถือหรือมีไว้ซึ่งหุ้นดังกล่าวเป็นไปตามที่บัญญัติในมาตรา ๑๘โดยเร็ว แต่ทั้งนี้ต้อง ไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บงคับ

  184. ๑๖๓

    ในขณะที่ยังมิได้จัดตั้งสถาบัคุ้มครองเงินฝาก หากมีบทบัญญัติ มาตราใดในพระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดให้เป็นภารกิจและอำนาจหน้าที่ของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ให้ภารกิจและอำนาจหน้าที่ดังกล่าวเป็นของกระทรวงการคลังจนกว่าจะมีการจัดตั้งสถาบันคุ้มครอง เงินฝากขึ้น ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี - - หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือเนื่องจากในปัจจุบันการกำกับดูแล การประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ อยู่ภายใต้บังคับแห่ง กฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุ กิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ แล้วแต่กรณี จึงทำให้การกำกับดูแลแตกต่างกัน แต่โดยที่การดำเนินกิจการ ของสถาบันการเงินควรมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัประกอบกับในช่วงที่ ผ่านมา ประเทศไทยได้ประสบปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงอันมีผลกระทบโดยตรงต่อ สถาบันการเงิน และกระทบกระเทือนความเชื่อมั่นของประชาชนและผู้ฝากเงินที่มีต่อระบบสถาบัน การเงินโดยรวม ดังนั้นสมควรปรับปรุงมาตรการในการกำกับดูแลสถาบันการเงินดังกล่าวให้มี ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น รวมทั้งปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์และกฎหมายว่าด้วยการ ประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และรวมเป็นฉบับเดียวกัน เพื่อให้ การควบคุมดูแลเป็นมาตรฐานเดียวกัน ตลอดจนแก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษสำหรับความผิดที่ เกี่ยวข้องให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงจำเป็ต้องตราพระราชบัญญัตินี้ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

Where this text comes from
File published by
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับรวมการแก้ไข)The responsible agency’s website
The agency’s publication page
https://www.fpo.go.th/ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — The licence is declared on this dataset record — it is the licence evidence for the whole text
Source file
https://www.fpo.go.th/main/getattachment/The-law-in-charge-of-FPO/Financial-Institutions-and-Financial-Benefits-Prot/704/CNT0008963-1.pdf.aspx46 pp.
File checksum
sha256:07bde558bd0dadacdb75b1da0cd100fdbe248f7d6c055448b389d44da5da470cPulled at 2026-08-24T07:53:27.641Z
Text extraction
pdftotext -layout บน ToUnicode ที่ซ่อม (repair-tounicode.py)Passed ai-law’s gates: ToUnicode repair · SARA AM restored · contiguous sections · OCR witness