Law collection

พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535

Consolidated edition — not the text as first promulgated2535198 sections12 chaptersสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับรวมการแก้ไข)Source PDF · 47 pages
What edition is this?

This text has been consolidated by the Office of the Council of State: later amendments are already merged in, so it is not the wording of any single Royal Gazette issue. Repealed sections are absent entirely and inserted sections carry ทวิ/ตรี suffixes — the date this consolidation was last updated has not been verified.

Contents of this text

Preamble

พระราชบัญญัติ บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕ ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ณวันที่ ๒๙มีนาคมพ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นปีที่ ๔๗ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภา นิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้

Sections in this chapter

Show as list
  1. หมวด ๑๕ การแปรสภาพบริษัทเอกชนเป็นบริษัท40 sections
  2. Section ๑๘๐

    บริษัทเอกชนอาจแปรสภาพเป็นบริษัทได้เมื่อมีมติพิเศษตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ให้กระทำได้

  3. Section ๑๘๑

    ในการประชุมผู้ถือหุ้นตามมาตรา ๑๘๐หากที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติให้แปรสภาพ เป็นบริษัทตามพระราชบัญญัตินี้ คณะกรรมการต้องจัดให้มีการพิจารณาเรื่องดังต่อไปนี้ด้วย (๑) หนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทเอกชนที่จำเป็นต้องแก้ไข ทั้งนี้ จะมีการแก้ไขเพิ่มทุนของ บริษัทเอกชนภายหลังการแปรสภาพแล้วด้วยก็ได้ (๒) ข้อบังคับของบริษัท (๓) เลือกตั้งกรรมการ (๔) เลือกตั้งผู้สอบบัญชีบริษัท (๕) เรื่องอื่น ๆที่จำเป็นในการแปรสภาพ ในการพิจารณาเรื่องตามวรรคหนึ่ง ให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับบริษัทว่าด้วยการนั้น ๆมาใช้บังคับ โดยอนุโลม

  4. Section ๑๘๒

    คณะกรรมการบริษัทเอกชนต้องส่งมอบกิจการ ทรัพย์สิน บัญชี เอกสารและ หลักฐานต่างๆของบริษัทเอกชนให้แก่คณะกรรมการที่ได้รับเลือกตั้งใหม่ภายในเจ็ดวันนับแต่วันเสร็จสิ้น การประชุมตามมาตรา ๑๘๑

  5. Section ๑๘๓

    คณะกรรมการที่ได้รับเลือกตั้งใหม่ต้องขอจดทะเบียนการแปรสภาพบริษัทเอกชน พร้อมกับยื่นรายงานการประชุม หนังสือบริคณห์สนธิ และข้อบังคับที่ที่ประชุมตามมาตรา ๑๘๑ได้อนุมัติแล้ว ต่อนายทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการประชุมตามมาตรา ๑๗๙และให้นำมาตรา ๓๙มาใช้บังคับ โดยอนุโลม

  6. Section ๑๘๔

    เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนการแปรสภาพเป็นบริษัทตามพระราชบัญญัตินี้แล้ว ให้บริษัทเอกชนเดิมหมดสภาพจากการเป็นบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้นายทะเบียน หมายเหตุไว้ในทะเบียน

  7. Section ๑๘๕

    บริษัทเอกชนที่จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทแล้วย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิดของบริษัทเอกชนเดิมทั้งหมด หมวด ๑๖ นายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่

  8. Section ๑๘๖

    ในการดำเนินการรับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นายทะเบียนและ พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสอบถามข้อเท็จจริง และให้ผู้ขอจดทะเบียนส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องหรือ นำบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำได้ตามความจำเป็น

  9. Section ๑๘๗

    ในกรณีที่คำขอจดทะเบียนถูกต้องและครบถ้วนแล้วให้นายทะเบียนรับจดทะเบียน แต่ถ้าปรากฏว่าคำขอจดทะเบียนมีรายการไม่ถูกต้อง หรือแนบเอกสารไม่ครบถ้วน หรือรายการใดในคำขอ จดทะเบียนหรือเอกสารมีข้อความขัดต่อกฎหมาย ให้นายทะเบียนแจ้งให้ผู้ขอจดทะเบียนจัดการแก้ไขให้ถูกต้อง หรือจัดให้มีครบถ้วน หรือทำให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อน เมื่อผู้ขอจดทะเบียนจัดการตามที่ได้รับแจ้งแล้ว ให้นายทะเบียนรับจดทะเบียน เมื่อรับจดทะเบียนแล้ว ให้นายทะเบียนประกาศรายการย่อแสดงข้อความที่รับจดทะเบียนไว้ใน ราชกิจจานุเบกษา เมื่อมีการประกาศข้อความตามวรรคสองแล้ว ให้ถือว่าบุคคลทั่วไปได้ทราบข้อความที่ประกาศ นับแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป ในกรณีที่นายทะเบียนมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน ให้แจ้งคำสั่งพร้อมด้วยเหตุผลที่ไม่รับจดทะเบียน เป็นหนังสือให้ผู้ขอจดทะเบียนทราบโดยเร็ว ในการนี้ผู้ขอจดทะเบียนจะอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนต่อ รัฐมนตรีภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันได้รับแจ้งคำสั่งก็ได้ คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด

  10. Section ๑๘๘

    ในกรณีที่นายทะเบียนตรวจพบว่าบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นซึ่งบริษัทยื่นตามมาตรา ๖๔ ไม่ถูกต้อง ให้มีอำนาจสั่งเป็นหนังสือให้บริษัทแก้ไขให้ถูกต้องภายในเวลาอันสมควรตามที่นายทะเบียนกำหนด

  11. Section ๑๘๙

    เมื่อความปรากฏต่อนายทะเบียนว่ามีกรณีตามมาตรา ๑๕๕(๑) หรือ (๒) เกิดขึ้นกับ บริษัทใด ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งให้บริษัทแก้ไขหรือปฏิบัติให้ถูกต้องภายในเวลาที่นายทะเบียนกำหนด

  12. Section ๑๙๐

    เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจเข้าไปในสำนักงานและสถานที่ใดๆของบริษัทในระหว่างเวลาทำการของบริษัทเพื่อตรวจสอบเอกสารและ หลักฐานต่างๆที่บริษัทต้องจัดทำขึ้นตามพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งมีอำนาจเรียกบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำด้วย ในการนี้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลดังกล่าว และให้บุคคลเหล่านั้นช่วยเหลือและอำนวย ความสะดวกให้ตามสมควร บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนด หมวด ๑๗ บทกำหนดโทษ

  13. Section ๑๙๑

    ** บริษัทใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๑มาตรา ๒๕มาตรา ๓๑วรรคสองมาตรา ๔๐ มาตรา ๔๘มาตรา ๕๑มาตรา ๕๕วรรคหนึ่งมาตรา ๕๘มาตรา ๕๙มาตรา ๖๒วรรคสองมาตรา ๖๓วรรคสอง มาตรา ๖๔มาตรา ๖๕วรรคสามมาตรา ๑๐๘วรรคสองมาตรา ๑๒๗มาตรา ๑๓๓มาตรา ๑๓๘วรรคสอง มาตรา ๑๔๒มาตรา ๑๔๓มาตรา ๑๔๕วรรคสองมาตรา ๑๘๘หรือมาตรา ๑๘๙มีความผิดทางพินัยต้อง ชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสองหมื่นบาท

  14. Section ๑๙๒

    ** ผู้เริ่มจัดตั้งบริษัทคนใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๐วรรคสาม มาตรา ๒๘ หรือมาตรา ๓๗วรรคหนึ่ง มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสองหมื่นบาท

  15. Section ๑๙๓

    ผู้เริ่มจัดตั้งบริษัทคนใดฝ่าฝืนมาตรา ๒๖ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือ ปรับไม่เกินหกแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  16. Section ๑๙๔

    ** ผู้เริ่มจัดตั้งบริษัทคนใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๗มีความผิดทางพินัยต้องชำระ ค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินหนึ่งแสนบาท

  17. Section ๑๙๕

    ** คณะกรรมการบริษัทใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๓๗วรรคสองมาตรา ๗๔มาตรา ๗๙ มาตรา ๘๓วรรคสองมาตรา ๙๖วรรคสามมาตรา ๙๘วรรคหนึ่ง มาตรา ๑๐๐มาตรา ๑๐๑มาตรา ๑๐๕ วรรคสามมาตรา ๑๑๒มาตรา ๑๑๓มาตรา ๑๑๕วรรคสี่ มาตรา ๑๕๑หรือมาตรา ๑๘๓มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสองหมื่นบาท

  18. Section ๑๙๖

    ** คณะกรรมการบริษัทใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๓๙มาตรา ๔๐มาตรา ๑๕๐ มาตรา ๑๕๗หรือมาตรา ๑๘๒มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสี่หมื่นบาท

  19. Section ๑๙๗

    คณะกรรมการบริษัทใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๓ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือ ปรับไม่เกินหกแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  20. Section ๑๙๘

    ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๕๕วรรคสองต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี และปรับไม่เกิน สองแสนบาท

  21. Section ๑๙๙

    ** ผู้เริ่มจัดตั้งบริษัทคนใดฝ่าฝืนมาตรา ๕๗วรรคสอง มีความผิดทางพินัยต้อง ชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสองหมื่นบาทหรือสองเท่าของมูลค่าหุ้นที่โอน สุดแต่จำนวนใดจะมากกว่า

  22. Section ๒๐๐

    ** บริษัทใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๖๑มาตรา ๖๒วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๙๖วรรคหนึ่ง มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินห้าหมื่นบาท มาตรา ๒๐๑** บริษัทใดฝ่าฝืนมาตรา ๖๖ มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน ห้าหมื่นบาทหรือสองเท่าของมูลค่าหุ้นที่ถือหรือรับจำนำไว้ สุดแต่จำนวนใดจะมากกว่า

  23. Section ๒๐๒

    ** ประธานคณะกรรมการบริษัทหรือผู้ได้รับมอบหมายผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๘๑ วรรคสองหรือมาตรา ๘๒มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

  24. Section ๒๐๓

    ** กรรมการบริษัทคนใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๘๘หรือปฏิบัติตามแต่ไม่ครบถ้วนหรือ ไม่ตรงกับความจริง มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสองหมื่นบาท

  25. Section ๒๐๔

    ** กรรมการกรรมการผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งมีอำนาจกระทำการแทนบริษัทผู้ใด กระทำการใดๆอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๘๙มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสองหมื่นบาท หรือสองเท่าของจำนวนเงินที่ให้กู้ยืม สุดแต่จำนวนใดจะมากกว่า

  26. Section ๒๐๕

    ** บริษัทใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๐๙มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัย ไม่เกินสองแสนบาทและชำระค่าปรับเป็นพินัยรายวันอีกวันละสองพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติถูกต้อง

  27. Section ๒๐๖

    ** บริษัทใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๑๐มาตรา ๑๑๑หรือมาตรา ๑๓๗มีความผิด ทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสองหมื่นบาท

  28. Section ๒๐๗

    ** คณะกรรมการบริษัทใดแสดงรายการตามมาตรา ๑๑๔(๓) (๔)หรือ(๕)ไม่ครบถ้วน หรือไม่ตรงกับความจริง มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสองหมื่นบาท

  29. Section ๒๐๘

    ** บริษัทใดไม่ดำเนินการให้ถูกต้องตามคำสั่งของนายทะเบียนซึ่งสั่งตามมาตรา ๑๓๒(๓) มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินห้าหมื่นบาท

  30. Section ๒๐๙

    ** ผู้ชำระบัญชีผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๖๐(๗)หรือมาตรา ๑๖๑มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

  31. Section ๒๑๐

    ** ผู้ชำระบัญชีผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๖๕มาตรา ๑๖๖มาตรา ๑๗๐วรรคหนึ่ง มาตรา ๑๗๔วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง มาตรา ๑๗๕มาตรา ๑๗๖วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หรือไม่ปฏิบัติตาม คำสั่งของนายทะเบียนตามมาตรา ๑๗๔วรรคสาม มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน สองหมื่นบาท

  32. Section ๒๑๑

    ** ผู้ชำระบัญชีผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๗๗มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับ เป็นพินัยไม่เกินห้าหมื่นบาท

  33. Section ๒๑๒

    ผู้ใดขัดขวาง หรือไม่อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ตรวจสอบซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตาม มาตรา ๑๓๐หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๙๐ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา ๒๑๓** ผู้ใดใช้ชื่อหรือยี่ห้อซึ่งมีอักษรไทยว่า “บริษัทมหาชนจำกัด”“บริษัท”หรือ“จำกัด (มหาชน)”หรือ“บมจ.”หรืออักษรต่างประเทศซึ่งมีความหมายดังกล่าวประกอบในจดหมายประกาศใบแจ้งความ ใบส่งของใบเสร็จรับเงินหรือเอกสารอย่างอื่นเกี่ยวกับธุรกิจของบริษัทโดยมิได้เป็นบริษัท เว้นแต่เป็นการใช้ในการ ขอจดทะเบียนเกี่ยวกับการจัดตั้งบริษัท หรือในแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนหรือ ในหนังสือชี้ชวนให้ซื้อหุ้น มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสองหมื่นบาท และชำระค่าปรับ เป็นพินัยอีกวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะเลิกใช้

  34. Section ๒๑๔

    ** กรรมการหรือผู้ชำระบัญชีของบริษัทใด โดยทุจริต แสดงออกซึ่งความเท็จหรือ ปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นในเรื่องฐานะการเงินของบริษัทนั้น มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินห้าหมื่นบาท

  35. Section ๒๑๕

    ** บุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทใดกระทำการหรือไม่กระทำการ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองหรือผู้อื่นอันเป็นการเสียหายแก่บริษัทนั้น มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินห้าหมื่นบาท

  36. Section ๒๑๖

    บุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทใดกระทำหรือยินยอมให้กระทำการ ดังต่อไปนี้ (๑)ทำให้เสียหายทำลายเปลี่ยนแปลงตัดทอนหรือปลอมบัญชีเอกสารหรือหลักประกันของบริษัท หรือที่เกี่ยวกับบริษัท หรือ (๒) ลงข้อความเท็จหรือไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชีหรือเอกสารของบริษัทหรือที่เกี่ยวกับบริษัท ถ้ากระทำหรือยินยอมให้กระทำเพื่อลวงให้บริษัทหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  37. Section ๒๑๗

    ผู้ใดโฆษณาโดยอ้างถึงบุคคลตำแหน่งหน้าที่ บัญชี รายงานหรือกิจการอันเกี่ยวกับ บริษัทอันเป็นเท็จในสาระสำคัญ หรือปกปิดข้อความอันเป็นสาระสำคัญ เพื่อ (๑) ลวงผู้มีส่วนได้เสียในบริษัทนั้นให้ขาดประโยชน์อันควรได้จากบริษัทนั้น หรือ (๒) จูงใจบุคคลให้เข้าเป็นผู้ถือหุ้นหรือหุ้นกู้ ให้มอบหมายหรือให้ส่งทรัพย์สินให้แก่บริษัทนั้น หรือ ให้เข้าเป็นผู้ค้าประกันหรือให้ทรัพย์สินเป็นประกันบริษัทนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  38. Section ๒๑๘

    ** ผู้ใดเข้าร่วมในที่ประชุมจัดตั้งบริษัทหรือในที่ประชุมผู้ถือหุ้น และลงคะแนนออก เสียงหรืองดลงคะแนนเสียงโดยลวงว่าตนเป็นผู้จองหุ้น ผู้ถือหุ้น หรือผู้มีสิทธิออกเสียงแทนผู้จองหุ้น หรือผู้ถือหุ้น มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสองหมื่นบาท ผู้ใดให้อุปการะแก่การกระทำความผิดในวรรคหนึ่ง โดยส่งมอบเอกสารแสดงการจองหุ้นหรือ ใบหุ้นซึ่งได้ใช้เพื่อการดังกล่าวแล้ว มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยเช่นเดียวกัน มาตรา ๒๑๙** ผู้ใดโดยทุจริตกำหนดค่าทรัพย์สินหรือสิ่งที่นำมาชำระเป็นค่าหุ้นสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสองเท่าของจำนวนที่สูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงนั้น

  39. Section ๒๒๐

    ผู้ใดได้ล่วงรู้กิจการของบริษัทใดเนื่องจากการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ใน พระราชบัญญัตินี้ อันเป็นกิจการที่ตามปกติวิสัยของบริษัทจะพึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย ถ้าผู้นั้นนำไปเปิดเผย นอกจากตามอำนาจหน้าที่หรือเพื่อประโยชน์แก่การสอบสวนหรือการพิจารณาคดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  40. Section ๒๒๑

    ในกรณีที่นิติบุคคลเป็นผู้กระทำความผิดและถูกลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้ ผู้แทนนิติบุคคลซึ่งรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำความผิดนั้นหรือซึ่งมิได้จัดการตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้เกิดความผิดนั้น ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆด้วย

  41. Section ๒๒๒

    ในกรณีที่บริษัทเป็นผู้กระทำความผิดและถูกลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้กรรมการ ซึ่งรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำความผิดนั้น หรือซึ่งมิได้จัดการตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้เกิดความผิดนั้น ต้องรับโทษ ตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆด้วย ๐ มาตรา ๒๒๒/๑๒ บรรดาความผิ ดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษปรับสถานเดียว ให้อธิบดี กรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามอบหมายมีอำนาจเปรียบเทียบได้ เมื่อผู้กระทำความผิด ได้ชำระเงินค่าปรับตามจำนวนที่เปรียบเทียบภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้วให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา*** ถ้าผู้กระทำความผิดไม่ยินยอมตามที่เปรียบเทียบหรือเมื่อยินยอมแล้วไม่ชำระเงินค่าปรับภายใน เวลาที่กำหนดให้ดำเนินคดีต่อไป

Where this text comes from
File published by
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับรวมการแก้ไข)The responsible agency’s website
The agency’s publication page
https://www.dbd.go.th/lawตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — The licence is declared on this dataset record — it is the licence evidence for the whole text
Source file
https://www.dbd.go.th/storage/law/2df579cf-c01c-4d2a-9b61-9be7f0cd5e66.pdf47 pp.
File checksum
sha256:3b2428fa726aa60bbed8c8fb2188226cc7c75bcdb56a0493ee6ee8827fe4861bPulled at 2026-08-24T07:45:27.357Z
Text extraction
pdftotext -layoutPassed ai-law’s gates: ToUnicode repair · SARA AM restored · contiguous sections · OCR witness
พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535