เล่ม ๒๗
Other items in this volume
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ อปัณณกชาดกเอกกนิบาตชาดก อปัณณกวรรค วัณณุปถชาดก ว่าด้วยผู้ไม่เกียจคร้านThis collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability
Other items in this volume
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ อปัณณกชาดกเอกกนิบาตชาดก อปัณณกวรรค วัณณุปถชาดก ว่าด้วยผู้ไม่เกียจคร้านอรรถกถาแปลไทย
อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร ทรงปรารภพระเทวทัต จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า วนฺทามิ ตํ กุญฺชรํ สฏฺฐิหายํ ดังนี้ :-
ได้ยินว่า วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายประชุมสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตเป็นคนกักขฬะหยาบช้าสาหัส พระเทวทัตนั้นไม่มีแม้แต่ความกรุณาในหมู่สัตว์.
พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบว่า เรื่องชื่อนี้ พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตนี้ก็เป็นผู้ไม่มีความกรุณาเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดช้าง เจริญวัยแล้ว มีร่างกายใหญ่น่าเลื่อมใส เป็นจ่าโขลงมีช้างแปดหมื่นเป็นบริวาร อยู่ในหิมวันตประเทศ.
ครั้งนั้น นางนกไส้ตัวหนึ่งตกฟองไว้ในที่เป็นที่เที่ยวไปของพวกช้าง. ลูกนกทั้งหลายทำลายฟองไข่ที่แก่ๆ ออกมา เมื่อลูกนกเหล่านั้น ปีกยังไม่งอกไม่สามารถจะบินได้เลย พระมหาสัตว์อันช้างแปดหมื่นห้อมล้อม เที่ยวหาอาหารไปถึงประเทศถิ่นนั้น.
นางนกไส้เห็นดังนั้น จึงคิดว่า พระยาช้างนี้จักเหยียบย่ำลูกทั้งหลายของเราตาย เอาเถอะ เราจักขอการอารักขาอันประกอบด้วยธรรมกะพระยาช้างนั้น เพื่อจะป้องกันลูกน้อยทั้งหลายของเรา.
ครั้นคิดแล้ว นางนกนั้นจึงประคองปีกทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน แล้วยืนอยู่ข้างหน้าพระยาช้างนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ข้าพเจ้าขอทำอัญชลีท่านด้วยปีกทั้งสอง ขอท่านอย่าได้ฆ่าลูกน้อยๆ ของข้าพเจ้าผู้ยังมีกำลังทุรพลอยู่เลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สฏฺฐิหายนํ ได้แก่ ผู้มีกำลังกายเสื่อมโดยเวลามีอายุ ๖๐ ปี.
บทว่า ยสสฺสึ ได้แก่ ผู้เพียบพร้อมด้วยบริวาร.
บทว่า ปกฺเขหิ ตํ อญฺชลิกํ ความว่า ข้าพเจ้าขอกระทำอัญชลีท่านด้วยปีกทั้งสอง.
พระมหาสัตว์กล่าวว่า ดูก่อนนางนกไส้ เจ้าอย่าได้คิดเสียใจเลย เราจักรักษาบุตรน้อยๆ ของเจ้า แล้วจึงยืนคร่อมอยู่เบื้องบนลูกนกทั้งหลาย เมื่อช้างแปดหมื่นเชือกผ่านไปแล้วจึงเรียกนางนกไส้มาพูดว่า ดูก่อนนางนกไส้ มีช้างเชือกหนึ่งซึ่งมีปกติเที่ยวไปผู้เดียว จะมาข้างหลังพวกเรา ช้างนั้นจักไม่กระทำตามคำของเราทั้งหลาย เมื่อช้างนั้นมาถึง เจ้าพึงอ้อนวอนช้างแม้นั้น กระทำความปลอดภัยแก่ลูกน้อยทั้งหลาย ดังนี้แล้วหลีกไป.
ฝ่ายนางนกไส้นั้นก็กระทำการต้อนรับช้างนั้น เอาปีกทั้งสองกระทำอัญชลี
แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ข้าพเจ้าขอไหว้พระยาช้างผู้เที่ยวไปผู้เดียว ผู้อยู่ในป่า เที่ยวหาอาหารกินตามเชิงเขา ข้าพเจ้าขอทำอัญชลีท่านด้วยปีกทั้งสอง ขอท่านอย่าได้ฆ่าลูกน้อยๆ ของข้าพเจ้า ซึ่งยังมีกำลังทุรพลอยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺพตสานุโคจรํ ความว่า ผู้หาอาหารที่ภูเขาหินทึบและที่ภูเขาดินร่วน.
พระยาช้างนั้นได้ฟังคำของนางนกไส้นั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
แน่ะนางนกไส้ เราจะฆ่าลูกน้อยของเจ้าเสีย เจ้ามีกำลังน้อยจักทำอะไรเราได้ เราจะขยี้นกไส้อย่างเจ้าตั้งแสนตัวให้ละเอียดด้วยเท้าข้างซ้าย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วธิสฺสามิ เต ความว่า พระยาช้างกล่าวว่า เพราะเหตุไร เจ้าจึงวางลูกน้อยทั้งหลายไว้ในทางเป็นที่เที่ยวไปของเรา เพราะเหตุที่เจ้าวางไว้ ฉะนั้น เราจึงจักฆ่าลูกน้อยทั้งหลายของเจ้า.
บทว่า กึ เม ตุวํ กาหสิ ความว่า เจ้าเป็นผู้ทุรพลจักกระทำอะไรแก่เราผู้มีเรี่ยวแรงมากมาย.
บทว่า โปถเปยฺยํ ความว่า แม้เราจะพึงทำนางนกไส้เช่นเจ้าตั้งแสนตัวให้แหลกละเอียดด้วยเท้าซ้าย ก็จะป่วยกล่าวไปใยถึงเท้าขวา.
____________________________
บาลีเป็น โปถเยยฺยํ.
ก็แล ครั้นช้างนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ทำลูกน้อยของนางนกไส้นั้นให้แหลกละเอียดด้วยเท้า แล้วทำให้ลอยไปด้วยน้ำมูตร ร้องบันลือเสียงแล้วก็หลีกไป.
นางนกไส้จับอยู่ที่กิ่งไม้จึงกล่าวว่า แน่ะช้าง บัดนี้ เจ้าจงบันลือไปก่อน ต่อล่วงไป ๒-๓ วัน เจ้าจักเห็นการกระทำของเรา เจ้าย่อมไม่รู้ว่ากำลังความรู้ยิ่งใหญ่กว่ากำลังกาย ข้อนั้นจงยกให้เรา เราจักให้เจ้ารู้กำลังความรู้นั้น
เมื่อจะคุกคามช้างนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
กิจที่จะพึงทำด้วยกำลังกายย่อมสำเร็จไม่ได้ในที่ทั้งปวง เพราะกำลังกายของคนพาล ย่อมมีเพื่อฆ่าคนอื่น แน่ะพระยาช้าง ท่านผู้ใดฆ่าลูกน้อยๆ ของเราผู้มีกำลังทุรพล เราจักทำสิ่งที่ไม่ใช่ความเจริญให้แก่ท่านผู้นั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พเลน ได้แก่ กำลังกาย.
บทว่า อนตฺถํ ได้แก่ ความไม่เจริญ.
บทว่า โย เม ความว่า ท่านผู้ใดฆ่า คือพิฆาตลูกน้อยๆ ผู้ยังทุรพลของเรา.
นางนกไส้นั้นครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงอุปัฏฐากกาตัวหนึ่งอยู่ ๒-๓ วัน อันกานั้นยินดีแล้วจึงกล่าวว่า เราจะกระทำอะไรให้แก่ท่าน จึงกล่าวว่า นาย กิจอย่างอื่นที่ท่านจะพึงทำแก่ข้าพเจ้าไม่มี แต่ข้าพเจ้าหวังให้ ท่านเอาจะงอยปากประหารนัยน์ตาทั้งสองข้างของช้างที่มีปกติเที่ยวไปผู้เดียวเชือกหนึ่งให้แตก.
นางนกไส้นั้นอันกานั้นรับคำว่า ได้ จึงไปอุปัฏฐากแมลงวันหัวเขียวตัวหนึ่ง อันแมลงวันหัวเขียวแม้นั้นก็กล่าวว่า เราจะทำอะไรให้แก่ท่าน จึงกล่าวว่า เมื่อนัยน์ตาทั้งสองข้างของช้างที่มีปกติเที่ยวไปผู้เดียว แตกไปเพราะเหตุนี้แล้ว ข้าพเจ้าปรารถนาให้ท่านหยอดไข่ขังลงในนัยน์ตาทั้งสองข้างนั้น
เมื่อแมลงวันหัวเขียวแม้นั้นกล่าวว่า ได้ จึงไปอุปัฏฐากกบตัวหนึ่ง อันกบนั้นกล่าวว่า เราจะทำอะไรให้แก่ท่าน จึงกล่าวว่า ในกาลใด ช้างตัวหนึ่งที่มีปกติเที่ยวไปผู้เดียว เป็นช้างตาบอดแล้วเที่ยวแสวงหาน้ำดื่ม ในกาลนั้น ท่านพึงเกาะอยู่ที่ยอดเขาแล้วส่งเสียงร้อง เมื่อช้างนั้นขึ้นถึงยอดเขา พึงลงมาส่งเสียงร้องอยู่ที่เหว ข้าพเจ้าหวังการกระทำมีประมาณเท่านี้จากสำนักของท่าน. กบนั้นได้ฟังคำของนางนกไส้นั้นแล้ว จึงรับคำว่า ได้.
อยู่มาวันหนึ่ง กาเอาจะงอยปากทำลายตาทั้งสองข้างของช้างแตกแล้ว. แมลงวันจึงหยอดไข่ขังลงไปที่นัยน์ตา. ช้างนั้นถูกตัวหนอนทั้งหลายชอนไชอยู่ ได้รับทุกขเวทนา อยากจะดื่มน้ำเป็นกำลัง จึงเที่ยวแสวงหาน้ำดื่ม. ในกาลนั้น กบจึงเกาะอยู่บนยอดเขาส่งเสียงร้อง ช้างคิดว่า น้ำดื่มจักมี ณ ที่นี้ จึงขึ้นไปยังภูเขา ลำดับนั้น กบจึงลงมาเกาะอยู่ที่เหวส่งเสียงร้อง ช้างคิดว่า น้ำดื่มจักมี จึงบ่ายหน้าไปทางเหว ได้ลื่นพลัดตกลงไปที่เชิงเขา ถึงสิ้นชีวิต.
นางนกไส้รู้ว่าช้างนั้นตายแล้ว จึงร่าเริงดีใจว่า เราเห็นหลังปัจจามิตรแล้ว จึงเดินไปๆ มาๆ บนร่างของช้างนั้น แล้วก็ตามยถากรรม.
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าเวร ไม่ควรทำกับใครๆ สัตว์ทั้ง ๔ เหล่านี้ร่วมกันแล้ว ทำช้างผู้ถึงพร้อมด้วยกำลังให้ถึงสิ้นชีวิตได้ แล้วตรัสอภิสัมพุทธคาถานี้ว่า :-
ท่านจงดูกา นางนกไส้ กบ และแมลงวันหัวเขียว สัตว์ทั้ง ๔ เหล่านี้ได้ร่วมใจกันฆ่าช้างเสียได้ ท่านทั้งหลายจงเห็นคติแห่งเวรของคนผู้มีเวรทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล ท่านทั้งหลายอย่าพึงกระทำเวรกับใครๆ แม้ผู้ไม่เป็นที่รักใคร่เลย.
ครั้นตรัสแล้ว จึงทรงประชุมชาดก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสฺส นี้ เป็นคำเรียกซึ่งไม่กำหนดแน่นอนลงไป. แต่เพราะตรัสหมายเอาภิกษุทั้งหลาย จึงเป็นอันตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงเห็น.
บทว่า เอเต ได้แก่ สัตว์ทั้ง ๔ ได้รวมกัน.
บทว่า อฆาเตสุํ ได้แก่ ฆ่าช้างนั้น.
บทว่า ปสฺส เวรสฺส เวรินํ ความว่า ท่านทั้งหลายจงเห็นคติแห่งเวรของคนที่มีเวรกัน.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
ช้างตัวที่มีปกติเที่ยวไปผู้เดียวในกาลนั้น ได้เป็น พระเทวทัต
ส่วนช้างจ่าโขลงในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาลฏุกิกชาดกที่ ๗ -----------------------------------------------------