This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture ·

เล่ม ๓๑

Other items in this volume

ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา สุตมยญาณกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ญาณกถา อภิญเญยยนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ปฐมภาณวาร - สัจนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ญาณกถา ทุติยภาณวารขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ญาณกถา ตติยภาณวาร - ปริญเญยยนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ตติยภาณวาร - ปหาตัพพนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค จตุตถภาณวาร - ภาเวตัพพนิเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค สัจฉิกาตัพพนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ลักขณัตติกนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ทุกขสัจนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา สมุทยสัจนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา นิโรธสัจนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค มัคคสัจนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค สีลมยญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค สมาธิภาวนามยญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ธรรมฐิติญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค สัมมสนญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา อุทยัพพยญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ภังคานุปัสสนาญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา อาทีนวญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา สังขารุเปกขาญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค โคตรภูญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค มรรคญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ผลญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา วิมุตติญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ปัจจเวกขณญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา วัตถุนานัตตญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา โคจรนานัตตญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค จริยานานัตตญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ภูมินานัตตญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ธรรมนานัตตญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ญาณปัญจกนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ปฏิสัมภิทาญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ญาณัตตยานิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา อานันตริกสมาธิญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา อรณวิหารญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา นิโรธสมาปัตติญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ปรินิพพานญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา สมสีสัฏฐญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา สัลเลขัฏฐญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา วีริยารัมภญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา อัตถสันทัสนญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ทัสนวิสุทธิญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ขันติญาณปริโยคาหณญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ปเทสวิหารญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา วิวัฏฏญาณฉักกนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา อิทธิวิธญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา โสตธาตุวิสุทธิญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา เจโตปริยญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา บุพเพนิวาสานุสติญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ทิพจักขุญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา อาสวักขยญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา สัจญาณจตุกทวยนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา สุทธิกปฏิสัมภิทาญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อินทริยปโรปริยัตตญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อาสยานุสยญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ยมกปาฏิหาริยญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา มหากรุณาสมาปัตติญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา สัพพัญญุตญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ทิฐิกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อานาปาณกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อินทรียกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค วิโมกขกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๖. คติกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๗. กรรมกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๘. วิปัลลาสกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๙. มรรคกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑๐. มัณฑเปยยกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค ยุคนัทธกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค สัจจกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค โพชฌงคกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค เมตตากถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค ๕. วิราคกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค ปฏิสัมภิทากถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค ๗. ธรรมจักรกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค ๘. โลกุตรกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค พลกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค สุญญกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค มหาปัญญากถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค อิทธิกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค ๓. อภิสมยกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค วิเวกกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค ๕. จริยากถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค ๖. ปาฏิหาริยกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค ๗. สมสีสกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค ๘. สติปัฏฐานกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค ๙. วิปัสสนากถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค ๑๐. มาติกากถา

Scripture

ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ภูมินานัตตญาณนิทเทส

อรรถกถาแปลไทย

124 lines1 editions

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

Front matter of the printed edition

อรรถกถาภูมินานัตตญาณนิทเทส

[๑๗๑-๑๗๒] พึงทราบวินิจฉัยในภูมินานัตตญาณนิทเทสดังต่อไปนี้.

บทว่า ภูมิโย - ภูมิทั้งหลาย ได้แก่ ภาคหรือปริจเฉท.

ในบทว่า กามาวจรา นี้ได้แก่ กาม ๒ อย่างคือ กิเลสกาม ๑ วัตถุกาม ๑. ฉันทราคะเป็นกิเลสกาม. วัฏฏะเป็นไปในภูมิ ๓ เป็นวัตถุกาม.

กิเลสกามชื่อว่ากาม เพราะอรรถว่าให้ใคร่. วัตถุกามชื่อว่ากาม เพราะอรรถว่าอันบุคคลใคร่.

กาม ๒ อย่างนั้นเคลื่อนไปในประเทศใดด้วยความเป็นไป. ประเทศนั้นชื่อว่ากามาวจร เพราะอรรถว่าเป็นที่เคลื่อนไปแห่งกาม.

อนึ่ง ประเทศนั้นเป็นกามาวจร ๑๑ คือ อบาย ๔ มนุษยโลก ๑ และเทวโลก ๖. เหมือนอย่างว่า บุรุษพร้อมด้วยพ่อค้าเกวียนท่องเที่ยวไปในประเทศใด ประเทศนั้นแม้เมื่อมีสัตว์ ๒ เท้า ๔ เท้าเหล่าอื่นท่องเที่ยวไป ท่านก็เรียกว่า สสัตถาวจร - เป็นที่เที่ยวไปขอพ่อค้าเกวียน เพราะกำหนดพ่อค้าเกวียนเหล่านั้นไว้ฉันใด แม้เมื่อมีรูปาวจรเป็นต้นเหล่าอื่นเคลื่อนไปในประเทศนั้น ประเทศนั้น ท่านก็เรียกว่ากามาวจรอยู่นั่นแหละ เพราะกำหนดรูปาวจรเป็นต้นเหล่านั้นไว้ฉันนั้น.

ท่านกล่าวว่ากาม เพราะลบบทหลัง เหมือนรูปภพท่านกล่าวว่ารูปฉะนั้น.

ธรรมอย่างหนึ่งๆ อันเนื่องด้วยกามนั้น ชื่อว่ากามาวจร เพราะเคลื่อนไปในกามอันได้แก่ประเทศ ๑ อย่างนี้.

แม้ว่า ธรรมบางอย่างในกามาวจรนี้เคลื่อนไปในรูปภพและอรูปภพก็จริง ถึงดังนั้น แม้ธรรมเหล่านั้นเคลื่อนไปในที่อื่น ก็พึงทราบว่าเป็นกามาวจรโดยแท้ เหมือนอย่างว่า ช้างได้ชื่อว่าสังคามาวจร เพราะท่องเที่ยวไปในสงคราม แม้เที่ยวไปในนครท่านก็กล่าวว่าสังคามาวจร - ท่องเที่ยวไปในสงครามเหมือนกัน. สัตว์ทั้งหลายเที่ยวไปบนบกในน้ำ แม้อยู่ในที่มิใช่บกและมิใช่น้ำ ท่านกล่าวว่า สัตว์บก สัตว์น้ำ เหมือนกัน ฉะนั้น.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ากามาวจร เพราะอรรถว่ากามเคลื่อนไปในธรรมทั้งหลายมีประการดังกล่าวแล้วเหล่านี้ ด้วยการทำเป็นอารมณ์.

อนึ่ง กามนั้นแม้เคลื่อนไปในรูปาวจรธรรมและอรูปาวจรธรรมก็จริง ถึงดังนั้น พึงทราบข้อเปรียบเทียบดังนี้.

เหมือนอย่างว่า เมื่อกล่าวว่า ชื่อว่าลูกวัว เพราะร้อง. ชื่อว่าควาย เพราะนอนบนแผ่นดิน. สัตว์จำพวกไม่ร้อง หรือจำพวกนอนบนแผ่นดิน ชื่อนั้นย่อมมีแก่สัตว์ทั้งปวง ฉะนั้น.

[๑๗๓] ในบทนี้ท่านเพ่งถึงภูมิศัพท์ กล่าวทำธรรมเหล่านั้นทั้งหมดให้เป็นหมวดเดียวกันแล้ว จึงทำให้เป็นอิตถีลิงค์ว่า กามาวจรา. รูปภพเป็นรูปในบทมีอาทิว่า รูปาวจรา. ชื่อว่ารูปาวจร เพราะท่องเที่ยวไปในรูปนั้น.

[๑๗๔] อรูปภพเป็นอรูป. ชื่อว่า อรูปาวจรา เพราะท่องเที่ยวไปในอรูปภูมินั้น.

[๑๗๕] ชื่อว่า ปริยาปนฺนา เพราะอรรถว่านับเนื่องคือหยั่งลงภายใน ในเตภูมิกวัฏ. ชื่อว่า อปริยาปนฺนา เพราะอรรถว่าไม่นับเนื่องในเตภูมิกวัฏนั้น.

พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งภูมิมีกามาวจรภูมิเป็นต้นดังต่อไปนี้.

บทว่า เหฏฺฐโต - ข้างล่าง คือโดยส่วนล่าง.

บทว่า อวีจินิรยํ - อเวจีนรก ชื่ออวีจิ เพราะอรรถว่าคลื่นแห่งเปลวไฟแห่งสัตว์แห่งเวทนา คือช่องว่างในระหว่างไม่มีในอเวจีนี้. ชื่อว่านิรยะ เพราะอรรถว่าความเจริญ คือความสุข ไม่มีในนรกนี้.

อนึ่ง ชื่อว่านิรยะ เพราะอรรถว่าไม่มีความยินดี.

บทว่า ปริยนฺตํ กริตฺวา - กระทำเป็นที่สุด คือกระทำนรกกล่าวคืออเวจีนั้นให้เป็นที่สุด.

บทว่า อุปริโต - ข้างบน คือ โดยส่วนบน.

บทว่า ปรนิมฺมิตวสวตฺตี เทเว - เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี คือ เทวดาที่ได้ชื่ออย่างนี้ เพราะยังอำนาจให้เป็นไปในกามที่ผู้อื่นเนรมิตให้.

บทว่า อนฺโต กริตฺวา - กระทำในภายใน คือใส่ไว้ในภายใน.

บทว่า ยํ เอตสฺมึ อนฺตเร - ในระหว่างนี้ คือในโอกาสนี้.

อนึ่ง บทว่า ยํ เป็นลิงควิปลาส.

บทว่า เอตฺถาวจรา - ท่องเที่ยวไปในโอกาสนี้.

ความว่า ด้วยบทนี้ เพราะแม้ขันธ์เป็นต้นเหล่าอื่นเที่ยวไปในโอกาสนี้บางครั้ง โดยเกิดขึ้นในที่บางแห่ง ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า อวจรา เพื่อไม่สงเคราะห์ขันธ์เป็นต้นเหล่านั้น. ด้วยเหตุนั้น ขันธ์เป็นต้นเหล่าใดหยั่งลงในโอกาสนี้ เที่ยวไปโดยเกิดในที่ทุกหนทุกแห่งและในกาลทุกเมื่อ.

อนึ่ง เที่ยวไปในส่วนเบื้องล่าง โดยความเป็นไปหมายถึงเกิดภายใต้อเวจีนรก. ย่อมเป็นอันทำการสงเคราะห์ขันธ์เป็นต้นเหล่านั้น. เพราะขันธ์เป็นต้นเหล่านั้นชื่อว่าอวจรา เพราะหยั่งลงเที่ยวไป. และเที่ยวไปในส่วนเบื้องล่าง.

บทว่า เอตฺถ ปริยาปนฺนา - อันนับเนื่องในโอกาสนี้.

ก็ด้วยบทนี้ เพราะขันธ์เป็นต้นเหล่านี้ท่องเที่ยวไปในโอกาสนี้ ชื่อว่าย่อมท่องเที่ยวไปแม้ในโอกาสอื่น. แต่ไม่นับเนื่องในโอกาสนั้น. ฉะนั้น เมื่อขันธ์เป็นต้นเหล่านั้นท่องเที่ยวไปแม้ในที่อื่น ย่อมเป็นอันท่านกำหนดเอา.

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงธรรมอันนับเนื่องในโอกาสนี้ โดยความเป็นปัจจัยแห่งความว่างจากกอง และโดยความเป็นจริง จึงกล่าวว่า ขนฺธธาตุอายตนา เป็นอาทิ.

บทว่า พฺรหฺมโลกํ - พรหมโลก คือ ฐานของพรหมอันได้แก่ภูมิของปฐมฌาน.

บทว่า อกนิฏฺเฐ - เทพชั้นอกนิฏฐะ คือ มิใช่กนิฏฐะ เพราะอรรถว่าสูงสุด.

บทว่า สมาปนฺนสฺส คือ เข้าสมาบัติ. ด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึงกุศลฌาน.

บทว่า อุปฺปนฺนสฺส คือ เกิดในพรหมโลกด้วยอำนาจวิบาก.

ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวถึง วิปากฌาน.

บทว่า ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหาริสฺส - ของท่านผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ได้แก่ ธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน คือในอัตภาพที่ประจักษ์ ชื่อว่า ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหาโร. ชื่อว่า ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารี เพราะอรรถว่ามีทิฏฐธรรมสุขวิหารธรรมนั้น. ได้แก่พระอรหันต์. ของท่านผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันนั้น.

ด้วยบทนั้น ท่านกล่าวถึง กิริยาญาณ.

บทว่า เจตสิกา ได้แก่ ธรรมที่เกิดในจิต. อธิบายว่า ธรรมสัมปยุตด้วยจิต.

บทว่า อากาสานญฺจายตนูปเค ได้แก่ เทวดาผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนภพ.

แม้ในบทที่สองก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า มคฺคา ได้แก่ อริยมรรค ๔.

บทว่า มคฺคผลานิ ได้แก่ ผลของอริยมรรค ๔.

บทว่า อสงฺขตา จ ธาตุ - อสังขตธาตุ คือ นิพพานธาตุที่ปัจจัยมิได้ตกแต่ง.

[๑๗๖] บทว่า อปราปิ จตสฺโส ภูมิโย - ภูมิ ๔ อีกประการหนึ่ง พึงทราบด้วยสามารถจตุกะหนึ่งๆ.

บทว่า จตฺตาโร สติปฏฺฐานา - สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน.

มีอธิบายดังนี้ ชื่อว่า ปฏฺฐานํ เพราะอรรถว่าตั้งไว้.

ความว่า เข้าไปตั้งไว้ คือหลั่งไหลแล่นเป็นไป.

สตินั่นแหละตั้งไว้ ชื่อว่าสติปัฏฐาน.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สติ เพราะอรรถว่าความระลึก. ชื่อว่า ปฏฺฐานํ เพราะอรรถว่าเข้าไปตั้งไว้. สตินั้นด้วยเป็นปัฏฐาน คือการเข้าไปตั้งไว้ด้วย ชื่อว่าสติปัฏฐาน. ชื่อว่าสติปัฏฐานทั้งหลาย เพราะสติเหล่านั้นมากด้วยอารมณ์.

บทว่า จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา - สัมมัปปธาน ๔ คือ ทำความเพียรเพื่อไม่ให้อกุศลที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น ๑ ทำความเพียรเพื่อละอกุศลที่เกิดขึ้น ๑ ทำความเพียรเพื่อให้กุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ๑ ทำความเพียรเพื่อความตั้งอยู่แห่งกุศลที่เกิดขึ้น ๑.

ชื่อว่าปธาน เพราะอรรถว่าเป็นเหตุตั้งไว้ คือพยายาม.

บทนี้เป็นชื่อของความเพียร.

บทว่า สมฺมปฺปธานํ คือ เพียรไม่วิปริต เพียรตามเหตุ เพียรด้วยอุบาย เพียรโดยแยบคาย, ความเพียรอย่างเดียวเท่านั้นท่านทำเป็น ๔ ส่วน ด้วยสามารถแห่งกิจจึงกล่าวว่า สมฺมปฺปธานา.

บทว่า จตฺตาโร อิทฺธิปาทา - อิทธิบาท ๔ ได้แก่ ฉันทะ วีริยะ จิตตะ วีมังสา. ความของบทนั้นได้กล่าวไว้แล้ว.

บทว่า จตฺตาริ ฌานานิ - ฌาน ๔ ได้แก่ ปฐมฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา. ทุติยฌานมีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข เอกัคคตา. ตติยฌานมีองค์ ๒ คือ สุข เอกัคคตา. จตุตถฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา เอกัคคตา.

องค์เหล่านี้ ท่านกล่าวว่าฌาน เพราะอรรถว่าเข้าไปเพ่งอารมณ์.

บทว่า จตสฺโส อปฺปมญฺญาโย - อัปปมัญญา ๔ ได้แก่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา. ชื่อว่าอัปปมัญญา ด้วยการแผ่ไปไม่มีประมาณ.

จริงอยู่ อัปปมัญญาเหล่านั้น ย่อมแผ่ไปยังสัตว์ทั้งหลายหาประมาณมิได้ด้วยอำนาจแห่งอารมณ์. หรือว่าแผ่ไปด้วยอำนาจการ แผ่ไปโดยไม่มีเหลือแม้สัตว์ผู้เดียว เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อปฺปมญฺญาโย ด้วยอำนาจการแผ่ไปไม่มีประมาณ.

บทว่า จตสฺโส อรูปสมาปตฺติโย - อรูปสมาบัติ ๔ ได้แก่ อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ.

บทว่า จตสฺโส ปฏิสมฺภิทา - ปฏิสัมภิทา ๔ มีความดังได้กล่าวไว้แล้ว.

บทว่า จตสฺโส ปฏิปทา - ปฏิปทา ๔ ได้แก่ ปฏิปทา ๔ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ทุกฺขาปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา - ปฏิบัติลำบาก รู้ช้า.

ทุกฺขาปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา - ปฏิบัติลำบาก รู้เร็ว.

สุขาปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา - ปฏิบัติสบาย รู้ช้า.

สุขาปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา - ปฏิบัติสบาย รู้เร็ว.

____________________________

ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๘๒

บทว่า จตฺตาริ อารมฺมณานิ - อารมณ์ ๔ ได้แก่ อารมณ์ ๔ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ปริตฺตํ ปริตฺตารมฺมณํ - มีกำลังน้อย มีอารมณ์เล็กน้อย ๑

ปริตฺตํ อปฺปมาณารมฺมณํ - มีกำลังน้อย มีอารมณ์ไพบูลย์ ๑

อปฺปมาณํ ปริตฺตารมฺมณํ - มีกำลังมาก มีอารมณ์เล็กน้อย ๑

อปฺปมาณํ อปฺปมาณารมฺมณํ - มีกำลังมาก มีอารมณ์ไพบูลย์ ๑.

____________________________

มีกำลังน้อย ได้แก่ฌานที่ไม่คล่องแคล่ว ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดฌานที่สูงขึ้นไป

มีกำลังมาก ได้แก่ฌานที่คล่องแคล่ว เป็นปัจจัยให้เกิดฌานสูงขึ้นไป

อารมณ์เล็กน้อย ได้แก่ฌานที่มีอารมณ์ที่ขยายไม่ได้

อารมณ์ไพบูลย์ ได้แก่ฌานที่มีอารมณ์ที่ขยายได้

ใน อภิ. สํ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๑๖๗-๑๗๑.

____________________________

พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงฌานมีอารมณ์ด้วยอารมณ์ทั้งหลาย โดยไม่ตั้งใจแน่วแน่ กำหนดอารมณ์มีกสิณเป็นต้น.

บทว่า จตฺตาโร อริยวํสา - อริยวงศ์ ๔.

ความว่า พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสาวกของพระพุทธเจ้า ท่านกล่าวว่าเป็นพระอริยะ. วงศ์เชื้อสาย ประเพณีของพระอริยะเหล่านั้น ชื่อว่าวงศ์ของพระอริยะ.

วงศ์ของพระอริยะเหล่านั้นเป็นอย่างไร?

ธรรม ๔ เหล่านี้ คือ สันโดษด้วยจีวร ๑. สันโดษด้วยบิณฑบาต ๑. สันโดษด้วยเสนาสนะ ๑. ความยินดีในภาวนา ๑.

เมื่อกล่าวถึงสันโดษด้วยบิณฑบาต ท่านกล่าวถึงสันโดษด้วยคิลานปัจจัย เพราะภิกษุใดสันโดษในบิณฑบาต. ภิกษุนั้นจักไม่สันโดษในคิลานปัจจัยได้อย่างไร.

บทว่า จตฺตาริ สงฺคหวตฺถูนิ - สังคหวัตถุ ๔ ได้แก่ สังคหวัตถุ ๔ เหล่านี้ คือ ทาน ๑. เปยยวัชชะ ๑. อัตถจริยะ ๑. สมานัตตตา ๑. เป็นเหตุสงเคราะห์ชน ๔ เหล่านี้.

____________________________

องฺ. จตุกฺก เล่ม ๒๑/ข้อ ๓๒

บทว่า ทานํ ได้แก่ การให้ตามสมควร.

บทว่า เปยฺยวชฺชํ ได้แก่ พูดน่ารักตามสมควร.

บทว่า อตฺถจริยา ได้แก่ การทำความเจริญ ด้วยทำกิจที่ควรทำในที่นั้นๆ และด้วยการสั่งสอนสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ.

บทว่า สมานตฺตตา - ความเป็นผู้มีตนเสมอ คือมีความเสมอไม่ถือตัว.

อธิบายว่า มีประมาณตน คิดประมาณตน. ชื่อว่า สมานตฺโต เพราะอรรถว่ามีตนเสมอคนอื่น. ความเป็นผู้มีตนเสมอ ชื่อว่าสมานัตตตา.

อธิบายว่า การคิดประมาณตนว่า ผู้นี้เลวกว่าเรา ผู้นี้เสมอเรา. ผู้นี้ดีกว่าเราแล้วประพฤติ คือทำตามสมควรแก่บุคคลนั้น.

อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ความเป็นผู้ร่วมสุขร่วมทุกข์ ชื่อว่าสมานัตตตา.

ในบทว่า จตฺตาริ จกฺกานิ - จักร ๔ นี้ ได้แก่ ชื่อว่าจักรมี ๕ อย่าง คือ จักรทำด้วยไม้ ๑ จักรทำด้วยแก้ว ๑ จักรคือธรรม ๑ จักรคืออิริยาบถ ๑ จักรคือสมบัติ ๑.

จักรทำด้วยไม้ ในบทว่า ข้าแต่เทวะ จักรนั้นสำเร็จแล้ว ๖ เดือนหย่อน ๖ คืน.

จักรทำด้วยแก้ว ในบทว่า กำหนดเอาโดยยังจักรให้หมุนไป.

จักรคือธรรม ในบทว่า จักรอันเราให้เป็นไปแล้ว.

จักรคืออิริยาบถ ในบทว่า สรีรยนต์มีจักร ๔ มีทวาร ๙.

คำว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักร ๔ อย่างเหล่านี้, จักร ๔ ย่อมเป็นไปแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ผู้มาประชุมพร้อมกันแล้ว,

จักร ๔ อย่างคืออะไร? คือ ปฏิรูปเทสวาสะ ๑ สัปปุริสาปัสสยะ ๑ อัตตสัมมาปณิธิ ๑ บุพเพกตปุญญตา ๑.

นี้ชื่อว่าจักรคือสมบัติ.

ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาจักรคือสมบัตินั่นเอง.

____________________________

องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๔๕๔ ขุ. ชา. ๒๗/๑๗๙๑

ขุ. สุ. ๒๕/๓๗๗ สํ. ส. ๑๕/๗๔ องฺ. จตฺตก. ๒๑/๓๑

ในบทเหล่านั้นบทว่า ปฏิรูปเทสวาโส - อยู่ในประเทศอันสมควร ได้แก่ บริษัท ๔ ปรากฏในประเทศใด. อยู่ในประเทศอันสมควรเห็นปานนั้น.

บทว่า สปฺปุริสาปสฺสโย - อาศัยสัตบุรุษ ได้แก่ พึง เสพ คบสัตบุรุษมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น.

บทว่า อตฺตสมฺมาปณิธิ - ตั้งตนไว้ชอบ การตั้งตนไว้ชอบ. หากว่าครั้งก่อนเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้น ละความไม่มีศรัทธาเป็นต้นนั้น แล้วตั้งอยู่ในศรัทธาเป็นต้น.

บทว่า ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา - ความเป็นผู้ทำบุญไว้ในกาลก่อน ได้แก่ ความเป็นผู้สะสมกุศลไว้ในกาลก่อน.

นี้เป็นข้อกำหนดในบทนี้.

กุศลกรรมที่ทำด้วยจิตสัมปยุตด้วยญาณ กุศลนั้นนั่นแหละย่อมนำบุรุษนั้นเข้าไปในประเทศอันสมควร ให้คบสัตบุรุษ บุคคลนั้นนั่นแหละ ย่อมตั้งตนไว้ชอบ.

บทว่า จตฺตาริ ธมฺมปทานิ - ธรรมบท ๔ ได้แก่ ส่วนแห่งธรรม ๔.

ธรรมบท ๔ คืออะไร? คือ อนภิชฌา ๑ อัพยาปาทะ ๑ สัมมาสติ ๑ สัมมาสมาธิ ๑

ความไม่โลภก็ดี การบรรลุฌาน วิปัสสนา มรรค ผล นิพพาน ด้วยอำนาจแห่งอนภิชฌาก็ดี ชื่อว่าธรรมบทคืออนภิชฌา.

ความไม่โกรธก็ดี การบรรลุฌานเป็นต้น ด้วยเมตตาเป็นหลักก็ดี ชื่อว่าธรรมบทคืออัพยาปาทะ.

การตั้งสติไว้ชอบก็ดี การบรรลุฌานเป็นต้น ด้วยสติเป็นหลักก็ดี ชื่อว่าธรรมบทคือสัมมาสติ.

สมาบัติ ๘ ก็ดี การบรรลุฌานเป็นต้น ด้วยสมาบัติ ๘ เป็นหลักก็ดี ชื่อว่าธรรมบทคือสัมมาสมาธิ.

อีกอย่างหนึ่ง การบรรลุเป็นต้น ด้วยอำนาจอสุภะ ๑๐ ชื่อว่าธรรมบทคืออนภิชฌา. บรรลุฌานด้วยอำนาจพรหมวิหาร ๔ ชื่อว่าธรรมบทคืออัพยาปาทะ. บรรลุฌานด้วยอำนาจอนุสติ ๑๐ และอาหาเรปฏิกูลสัญญา ชื่อว่าธรรมบทคือสัมมาสติ. บรรลุฌานด้วยอำนาจกสิณ ๑๐ และอานาปานสติ ชื่อว่าธรรมบทคือสัมมาสมาธิ ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า อิมา จตสฺโส ภูมิโย- ภูมิ ๔ เหล่านี้พึงประกอบบทหนึ่งๆ ด้วยสามารถจตุกะนั่นแล.

จบอรรถกถาภูมินานัตตญาณนิทเทส -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร