This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture ·

เล่ม ๓๑

Other items in this volume

ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา สุตมยญาณกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ญาณกถา อภิญเญยยนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ปฐมภาณวาร - สัจนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ญาณกถา ทุติยภาณวารขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ญาณกถา ตติยภาณวาร - ปริญเญยยนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ตติยภาณวาร - ปหาตัพพนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค จตุตถภาณวาร - ภาเวตัพพนิเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค สัจฉิกาตัพพนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ลักขณัตติกนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ทุกขสัจนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา สมุทยสัจนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา นิโรธสัจนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค มัคคสัจนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค สีลมยญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค สมาธิภาวนามยญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ธรรมฐิติญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค สัมมสนญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา อุทยัพพยญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ภังคานุปัสสนาญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา อาทีนวญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา สังขารุเปกขาญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค โคตรภูญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค มรรคญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ผลญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา วิมุตติญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ปัจจเวกขณญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา วัตถุนานัตตญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา โคจรนานัตตญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค จริยานานัตตญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ภูมินานัตตญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ธรรมนานัตตญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ญาณปัญจกนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ปฏิสัมภิทาญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ญาณัตตยานิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา อานันตริกสมาธิญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา อรณวิหารญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา นิโรธสมาปัตติญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ปรินิพพานญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา สมสีสัฏฐญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา สัลเลขัฏฐญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา วีริยารัมภญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา อัตถสันทัสนญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ทัสนวิสุทธิญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ขันติญาณปริโยคาหณญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ปเทสวิหารญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา วิวัฏฏญาณฉักกนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา อิทธิวิธญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา โสตธาตุวิสุทธิญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา เจโตปริยญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา บุพเพนิวาสานุสติญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ทิพจักขุญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา อาสวักขยญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา สัจญาณจตุกทวยนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา สุทธิกปฏิสัมภิทาญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อินทริยปโรปริยัตตญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อาสยานุสยญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ยมกปาฏิหาริยญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา มหากรุณาสมาปัตติญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา สัพพัญญุตญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ทิฐิกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อานาปาณกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อินทรียกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค วิโมกขกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๖. คติกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๗. กรรมกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๘. วิปัลลาสกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๙. มรรคกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑๐. มัณฑเปยยกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค ยุคนัทธกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค สัจจกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค โพชฌงคกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค เมตตากถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค ๕. วิราคกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค ปฏิสัมภิทากถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค ๗. ธรรมจักรกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค ๘. โลกุตรกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค พลกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค สุญญกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค มหาปัญญากถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค อิทธิกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค ๓. อภิสมยกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค วิเวกกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค ๕. จริยากถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค ๖. ปาฏิหาริยกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค ๗. สมสีสกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค ๘. สติปัฏฐานกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค ๙. วิปัสสนากถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค ๑๐. มาติกากถา

Scripture

ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค ๓. อภิสมยกถา

อรรถกถาแปลไทย

Text only · no interpretation80 lines1 editions

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

Front matter of the printed edition

อรรถกถาอภิสมยกถา

บัดนี้จะพรรณนาตามความที่ยังมิได้พรรณาแห่งอภิสมยกถา อันพระสารีบุตรเถระผู้แสดงอภิสมัยอันเป็นฤทธิ์อย่างยิ่งในลำดับแห่งอิทธิกถากล่าวแล้ว.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อภิสมโย ความตรัสรู้ คือถึงพร้อมด้วยธรรมเป็นประธานแห่งสัจจะทั้งหลาย. อธิบายว่าแทงตลอด. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ความตรัสรู้อรรถ.

บทว่า เกน อภิสเมติ ย่อมตรัสรู้ด้วยอะไร.

ท่านอธิบายไว้อย่างไร.

ท่านกล่าวความตรัสรู้ว่า ความตรัสรู้เป็นรสนั้นใดในบทแห่งสูตรมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การตรัสรู้ธรรมให้สำเร็จประโยชน์ใหญ่อย่างนี้แล เมื่อความตรัสรู้นั้นเป็นไปอยู่ บุคคลผู้ตรัสรู้ย่อมตรัสรู้สัจจะด้วยธรรมอะไรเป็นผู้มีธรรมเป็นประธาน ย่อมถึงพร้อม.

____________________________

สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๓๑๒

อธิบายว่า แทงตลอดนี้เป็นคำถามของผู้ท้วงก่อน.

บทว่า จิตฺเตน อภิสเมติ ย่อมตรัสรู้ด้วยจิต คือแก้อย่างนั้นเพราะเว้นจิตเสียแล้วไม่มีความตรัสรู้.

บทมีอาทิว่า หญฺจิ เป็นการท้วงอีก หญจิ แปลว่า ถ้าว่า. เพราะท่านกล่าวว่า ด้วยจิตผู้ท้วงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นบุคคลผู้ไม่มีญาณก็ตรัสรู้ได้ซิ.

บทว่า น อญฺญาณี อภิสเมติ บุคคลไม่มีญาณตรัสรู้ไม่ได้ คือปฏิเสธเพราะไม่มีความตรัสรู้โดยเพียงจิตเท่านั้น.

บทว่า ญาเณน อภิสเมติ ย่อมตรัสรู้ด้วยญาณเป็นการรับรอง.

บทมีอาทิว่า หญฺจิ อีกครั้งเป็นการท้วงว่า ผู้ไม่มีความรู้ ย่อมตรัสรู้เพราะไม่มีจิตได้ซิ เพราะท่านกล่าวว่า ญาเณน ด้วยญาณ.

บทว่า น อจิตฺตโก อภิเสเมติ บุคคลผู้ไม่มีจิตก็ตรัสรู้ไม่ได้ เป็นการปฏิเสธเพราะผู้ไม่มีจิตตรัสรู้ไม่ได้.

บทมีอาทิว่า จิตฺเตน จ เป็นการรับรอง.

บทมีอาทิว่า หญฺจิ อีกครั้งเป็นการท้วงอำนาจทั่วไปแห่งจิตและญาณทั้งหมด.

แม้ในการท้วงและการแก้ที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า กมฺมสฺสกตาจิตฺเตน จ ญาเณน จ ด้วยกัมมัสสกตาจิตและด้วยญาณ คือด้วยจิตอันเป็นไปแล้วด้วยกัมมัสสกตาอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน.

บท สจฺจานุโลมิกจิตฺเตน จ ญาเณน จ ด้วยสัจจานุโลมิกจิต และด้วยญาณคือด้วยจิตสัมปยุตด้วยวิปัสสนากล่าวคือสัจจานุโลมิกญาณ เพราะช่วยการแทงตลอดสัจจะและด้วยวิปัสสนาญาณ.

บทว่า กถํ อย่างไร เป็นกเถตุกัมยตาปุจฉา (ถามเองตอบเอง) เหมือนอภิสมัย.

บทว่า อุปฺปาทาธิปเตยฺยํ จิตเป็นใหญ่ในการให้เกิดขึ้น ได้แก่ เพราะเมื่อไม่มีจิตเกิด เจตสิกก็ไม่เกิด เพราะจิตยึดอารมณ์ เจตสิกก็เกิด พร้อมกับจิตนั้น เมื่อไม่มีอารมณ์จะยึดจักเกิดได้อย่างไรเล่า แม้ในอภิธรรม ท่านก็จำแนกเจตสิกไว้ด้วยการเกิดขึ้นแห่งจิตนั่นแหละ ฉะนั้นจิตจึงเป็นใหญ่ในการเกิดขึ้นแห่งมรรคญาณ.

บทว่า ญาณสฺส คือ แห่งมรรคญาณ.

บทว่า เหตุ ปจฺจโย จ เป็นเหตุเป็นปัจจัย คือเป็นผู้ให้เกิดและเป็นผู้อุปถัมภ์.

บทว่า ตํสมฺปยุตฺตํ คือ จิตสัมปยุตด้วยญาณนั้น.

บทว่า นิโรธโคจรํ มีนิโรธ เป็นโคจร คือมีนิพพานเป็นอารมณ์.

บทว่า ทสฺสนาธิปเตยฺยํ ญาณเป็นใหญ่ในการเห็น คือเป็นใหญ่ในการเห็นนิพพาน เพราะไม่มีกิจที่จะเห็นสิ่งที่เหลือ.

บทว่า จิตฺตสฺส แห่งจิต คือแห่งจิตสัมปยุตด้วยมรรค.

บทว่า ตํสมฺปยุตฺตํ คือ ญาณอันสัมปยุตด้วยจิตนั้น.

เพราะปริยายแม้นี้มิใช่ความตรัสรู้ด้วยจิตและญาณเท่านั้น ที่แท้ธรรมคือจิตและเจตสิกอันสัมปยุตด้วยมรรค แม้ทั้งหมดชื่อว่า เป็นความตรัสรู้ด้วย ยังกิจคือความตรัสรู้สัจจะให้สำเร็จ ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงปริยายแม้นั้นจึงถามว่าความตรัสรู้มีเท่านั้นหรือ ปฏิเสธว่า นหิ ไม่ใช่มีเท่านั้นแล้วกล่าวคำมีอาทิว่า โลกุตฺตรมคฺคกฺขเณ ในขณะแห่งโลกุตรมรรค.

บทว่า ทสฺสนาภิสมโย ความตรัสรู้ด้วยความเห็น คือความตรัสรู้อันเป็นความเห็น. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้.

บทว่า สจฺจา คือ สัจจญาณ มรรคญาณนั่นแลชื่อว่าวิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นพระนิพพาน.

บทว่า วิโมกฺโข คือ มรรควิโมกข์.

บทว่า วิชฺชา คือ มรรคญาณนั้นแหละ.

บทว่า วิมุตฺติ คือ สมุจเฉทวิมุตติ.

นิพพานชื่อว่า อภิสมโย เพราะตรัสรู้ ที่เหลือชื่อว่า อภิสมยา เพราะเป็นเหตุตรัสรู้.

พระสารีบุตรเถระเพื่อแสดงจำแนกอภิสมัยด้วยมรรคและผล จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กินฺนุ ดังนี้.

อนึ่ง ในที่นี้ เพราะญาณย่อมไม่ได้ในความสิ้นไป ด้วยอรรถว่าตัดขาดในขณะผล ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า อนุปฺปาเท ญาณํ ญาณในนิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น.

พึงทราบบทที่เหลือตามสมควร.

บัดนี้ เพราะเมื่อมีการละกิเลส ความตรัสรู้ก็ย่อมมีได้ และเมื่อมีความตรัสรู้การละกิเลสก็ย่อมมีได้ ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงถึงการละกิเลสอันมีการท้วงเป็นเบื้องต้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สฺวายํ บุคคลนี้นั้น ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า สฺวายํ คือ พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรคนี้นั้น.

คำ ๔ คำในบทนี้มีบทว่า เอวํ เป็นอาทิ เป็นการถามของผู้ท้วง.

บทนี้ว่า อตีเต กิเลเส ปชหติ ละกิเลสที่เป็นอดีต เป็นคำแก้เพื่อให้โอกาสแก่การท้วง.

บทว่า ขีณํ คือ สิ้นไปแล้วด้วยความดับ.

บทว่า นิรุทฺธํ ดับแล้ว คือดับด้วยไม่เกิดขึ้นบ่อยๆ โดยสันดาน.

บทว่า วิคตํ ปราศไป คือปราศไปจากขณะที่กำลังเป็นไปอยู่.

บทว่า วิคเมติ คือ ให้ปราศไป.

บทว่า อตฺถงฺคตํ ถึงการดับไป คือถึงความไม่มี.

บทว่า อตฺถงฺคเมติ คือ ให้ถึงความไม่มี.

ครั้นแสดงโทษในข้อนั้นแล้วจึงกล่าวปฏิเสธว่า บุคคลละกิเลสอันเป็นอดีตหาได้ไม่.

บทว่า อชาตํ ที่ไม่เกิดขึ้น คือยังไม่เกิดขึ้นจากการท้วงอันเป็นอนาคต.

บทว่า อนิพฺพตฺตํ กิเลสที่ยังไม่เกิด คือกิเลสที่ยังไม่ถึงสภาวะ.

บทว่า อนุปฺปนฺนํ กิเลสที่ยังไม่เกิด คือยังไม่ปฏิบัติในอนาคตจำเดิมแต่เกิด.

บทว่า อปาตุภูตํ ไม่ปรากฏ คือไม่ปรากฏแห่งจิตโดยความเป็นปัจจุบัน.

เมื่อผู้ละในอดีตและอนาคต ความพยายามไม่มีผลย่อมได้รับเพราะไม่มีสิ่งที่ควรละ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงปฏิเสธแม้ทั้งสองอย่าง.

บทว่า รตฺโต ราคํ ปชหติ บุคคลผู้กำหนัดย่อมละราคะได้ คือบุคคลผู้กำหนัดย่อมละราคะนั้นได้ด้วยราคะที่กำลังเป็นไปอยู่. แม้ในกิเลสที่กำลังเป็นไปอยู่ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า ถามคโต ผู้มีกิเลสเรี่ยวแรง คือ ผู้ถึงสภาพมั่นคง.

บทว่า กณฺหสุกฺกา ธรรมฝ่ายดำและธรรมฝ่ายขาว คือธรรมที่เป็นอกุศลและกุศลซึ่งเป็นคู่กันกำลังเป็นไป คือย่อมถึงเสมอกัน.

บทว่า สงฺกิเลสิกา มรรคภาวนาอันมีความหม่นหมองด้วยกิเลส คือเมื่อความที่ความหม่นหมองสัมปยุตกันมีอยู่ มรรคภาวนาประกอบด้วยความหม่นหมอง ก็ย่อมเกิดขึ้นได้ เมื่อละในปัจจุบันอย่างนี้ มรรคภาวนาอันเป็นความหม่นหมองย่อมมีได้ และความพยายามก็ไม่มีผล เพราะมีสิ่งที่ควรละกับความพยายาม เพราะยังไม่มีการแยกจิตออกจากกิเลสอันเป็นปัจจุบัน.

บทว่า น หิ ไม่มี คือปฏิเสธคำที่ท่านกล่าวไว้แล้ว ๔ ส่วน.

บทว่า อตฺถิ มีอยู่ คือรับรอง.

บทว่า ยถา กถํ วิย เหมือนอะไร เป็นการถาม เพื่อชี้ให้เห็นอุทาหรณ์แห่งความมี คือมีเหมือนโดยประการไร มีเหมือนอะไร.

บทว่า ยถาปิ แม้ฉันใด.

บทว่า ตรุโณ รุกฺโข ต้นไม้รุ่น คือถือเอาต้นไม้รุ่นเพื่อจะได้ให้ผล.

บทว่า อชาตผโล ผลที่ยังไม่เกิด คือแม้เมื่อยังมีการให้ผลอยู่ก็ฉวยเอาก่อนเวลาจากการได้ผล.

บทว่า ตเมนํ คือ ต้นไม้นั้น.

บทว่า เอนํ เป็นเพียงนิบาต หรือคือ ตํ เอตํ.

บทว่า มูลํ ฉินฺเทยฺย พึงตัดราก คือพึงตัดตั้งแต่ราก.

บทว่า อชาตผลา คือ ผลยังไม่เกิด.

บทว่า เอวเมวํ ตัดบทเป็น เอวํ เอวํ.

ท่านกล่าวถึงการสืบต่อขันธ์อันเป็นปัจจุบัน แม้ด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ การเกิด ๑ ความเป็นไป ๑ นิมิต ๑ การประมวล ๑.

ขันธสันดานอันไม่เป็นพืชของกิเลสที่ควรละได้ด้วยมรรคญาณ เพราะขันธสันดานนั้นไม่เป็นพืช กิเลสนั้นมีขันธสันดานนั้นเป็นปัจจัยยังไม่เกิดขึ้น ย่อมไม่เกิดขึ้น.

บทว่า อาทีนวํ ทิสฺวา เห็นโทษ คือเห็นโทษโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น. ท่านกล่าวถึงนิพพานเท่านั้นด้วยบท ๔ บท มีอาทิว่า อนุปฺปาโท การไม่เกิดขึ้น.

บทว่า จิตฺตํ ปกฺจนฺทติ จิตแล่นไป คือจิตสัมปยุตด้วยมรรค ย่อมแล่นไป.

บทว่า เหตุนิโรธา ทุกฺขนิโรโธ เพราะเหตุดับ ทุกข์ก็ดับ คือเพราะความไม่เกิดสันดานอันเป็นพืชของกิเลสทั้งหลายดับ ก็เป็นอันดับความไม่เกิดกิเลสอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ อันเป็นขันธ์ในอนาคต. เพราะความไม่เกิดกิเลสอันเป็นเหตุแห่งทุกข์อย่างนี้ดับ จึงเป็นอันดับความไม่เกิดแห่งทุกข์ด้วย.

พระสารีบุตรเถระกล่าวคำมีอาทิว่า อตฺถิ มคฺคภาวนา มรรคภาวนามีอยู่ เพราะมีข้อยุติในการละกิเลส.

แต่ในอรรถกถากล่าวไว้ว่า ด้วยบทนี้ท่านแสดงไว้อย่างไร. ท่านแสดงถึงการละกิเลสอันได้ภูมิแล้ว ก็ภูมิที่ได้นั้นเป็นอดีต อนาคตหรือเป็นปัจจุบัน.

พึงทราบกถาพิสดารแห่งการละกิเลสที่ท่านกล่าวแล้วว่า กิเลสอันได้ภูมิเกิดขึ้นแล้วโดยนัยดังกล่าวแล้วในอรรถกถามรรคสัจจนิเทศแห่งสุตมยญาณกถา.

แต่ในที่นี้ท่านประสงค์เอากิเลสที่ควรละได้ด้วยมรรคญาณเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.

จบอรรถกถาอภิสมยกถา -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

Commentary on ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค ๓. อภิสมยกถา · Volume 31