This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture ·

เล่ม ๓๗

Other items in this volume

กถาวัตถุปกรณ์ ปุคคลกถา นิคหะ ๘ นิคหะที่ ๑กถาวัตถุปกรณ์ ปุคคลกถา นิคหะ ๘ นิคหะที่ ๒กถาวัตถุปกรณ์ ปุคคลกถา นิคหะ ๘ นิคหะที่ ๓กถาวัตถุปกรณ์ ปุคคลกถา นิคหะ ๘ นิคหะที่ ๔กถาวัตถุปกรณ์ ปุคคลกถา นิคหะ ๘ นิคหะที่ ๕กถาวัตถุปกรณ์ ปุคคลกถา นิคหะ ๘ นิคหะที่ ๖กถาวัตถุปกรณ์ ปุคคลกถา สุทธิกสังสันทนากถาวัตถุปกรณ์ ปุคคลกถา โอปัมมสังสันทนากถาวัตถุปกรณ์ ปุคคลกถา จตุกกนยสังสันทนากถาวัตถุปกรณ์ ปุคคลกถา ลักขณยุตติกตากถาวัตถุปกรณ์ ปุคคลกถา วจนโสธนะกถาวัตถุปกรณ์ ปุคคลกถา ปัญญัตตานุโยคกถาวัตถุปกรณ์ ปุคคลกถา คติอนุโยคกถาวัตถุปกรณ์ ปุคคลกถา อุปาทาปัญญัตตานุโยคกถาวัตถุปกรณ์ ปุคคลกถา กัลยาณวรรคกถาวัตถุปกรณ์ ปุคคลกถา อภิญญานุโยคกถาวัตถุปกรณ์ ปุคคลกถา ญาตกานุโยคกถาวัตถุปกรณ์ ปุคคลกถา ปกิณณกะกถาวัตถุปกรณ์ ปริหานิกถากถาวัตถุปกรณ์ พรหมจริยกถากถาวัตถุปกรณ์ โอธิโสกถากถาวัตถุปกรณ์ ชหติกถากถาวัตถุปกรณ์ สัพพมัตถีติกถากถาวัตถุปกรณ์ อดีตขันธาติกถากถาวัตถุปกรณ์ เอกัจจมัตถีติกถากถาวัตถุปกรณ์ สติปัฏฐานกถากถาวัตถุปกรณ์ เหวัตถีติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒ ปรูปหารกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒ อัญญาณกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒ วจีเภทกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒ ทุกขาหารกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒ จิตตฐิติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒ กุกกุฬกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒ อนุปุพพาภิสมยกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒ โวหารกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒ นิโรธกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๓ พลกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๓ อริยันติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๓ วิมุจจติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๓ วิมุจจมานกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๓ อัฏฐมกกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๓ อัฏฐมกัสส อินทริยกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๓ ทิพพจักขุกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๓ ทิพพโสตกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๓ ยถากัมมูปคตญาณกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๓ สังวรกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๓ อสัญญกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๓ เนวสัญญานาสัญญายตนกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๔ คิหิสส อรหาติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๔ อุปปัตติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๔ อนาสวกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๔ สมันนาคตกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๔ อุเบกขาสมันนาคตกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๔ โพธิยา พุทโธติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๔ ลักษณกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๔ นิยาโมกกันติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๔ สมันนาคตกถา อีกกถาหนึ่งกถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๔ สัพพสัญโญชนปหานกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๕ วิมุตตกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๕ อเสกขญาณกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๕ วิปรีตกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๕ นิยามกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๕ ปฏิสัมภิทากถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๕ สัมมติญาณกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๕ จิตตารัมมณกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๕ อนาคตญาณกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๕ ปัจจุปปันนญาณกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๕ ผลญาณกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๖ นิยามกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๖ ปฏิจจสมุปปาทกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๖ สัจจกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๖ อารุปปกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๖ นิโรธสมาปัตติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๖ อากาสกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๖ อากาโสสนิทัสสโนติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๖ อากาโสสนิทัสสโนติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๗ สังคหิตกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๗ สัมปยุตตกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๗ เจตสิกกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๗ ทานกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๗ ปริโภคมยปุญญกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๗ อิโตทินนกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๗ ปฐวีกัมมวิปาโกติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๗ ชรามรณวิปาโกติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๗ อริยธัมมวิปากกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๗ วิปาโก วิปากธัมมธัมโมติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๘ ฉคติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๘ อันตราภวกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๘ กามคุณกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๘ กามกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๘ รูปธาตุกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๘ อรูปธาตุกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๘ รูปธาตุยา อายตนะกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๘ อรูเป รูปกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๘ รูปังกัมมันติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๘ ชีวิตินทริยกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๘ กัมมเหตุกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๙ อานิสังสกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๙ อมตารัมมณกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๙ รูปังสารัมมณันติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๙ อนุสยา อนารัมมณาติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๙ ญาณัง อนารัมมณันติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๙ อตีตารัมมณกถาากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๙ วิตักกานุปติตกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๙ วิตักกวิปผารสัททกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๙ นยถาจิตตัสสวาจาติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๙ นยถาจิตตัสสกายกัมมันติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๙ อตีตานาคตปัจจุปปันนกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๐ นิโรธกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๐ รูปังมัคโคติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๐ ปัญจวิญญาณสมังคิมัคคภาวนากถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๐ ปัญจวิญญาณา กุสลาปีติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๐ ปัญจวิญญาณา สาโภคาติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๐ ทวีหิ สีเลหิ สมันนาคโตติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๐ สีลัง อเจตสิกันติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๐ สีลัง นจิตตานุปริวัตตีติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๐ สมาทานเหตุกกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๐ วิญญัตติสีลันติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๐ อวิญญัตติ ทุสสีลยันติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๑ ติสโสปิ อนุสยกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๑ ญาณกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๑ ญาณังจิตตวิปปยุตตันติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๑ อิทังทุกขันติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๑ อิทธิพลกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๑ สมาธิกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๑ ธัมมัฏฐิตตากถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๑ อนิจจตากถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๒ สังวโรกัมมันติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๒ กัมมกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๒ สัทโทวิปาโกติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๒ สฬายตนกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๒ สัตตักขัตตุปรมกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๒ โกลังโกลเอกวีชีกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๒ ชีวิตาโวโรปนกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๒ ทุคคติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๒ สัตตมภวิกกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๓ กัปปัฏฐกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๓ กุสลจิตตปฏิลาภกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๓ อนันตราปยุตตกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๓ นิยตัสสนิยามกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๓ นีวุตกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๓ สัมมุขีภูตกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๓ สมาปันโน อัสสาเทติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๓ อสาตราคกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๓ ธัมมตัณหา อัพยากตาติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๓ ธัมมตัณหา นทุกขสมุทโยติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๔ กุสลากุสลปฏิสันทหนกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๔ สฬายตนุปปัตติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๔ อนันตรปัจจยกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๔ อริยรูปกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๔ อัญโญ อนุสโยติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๔ ปริยุฏฐาน จิตตวิปปยุตตันติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๔ ปริยาปันนกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๔ อัพยากตกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๔ อปริยาปันนกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๕ ปัจจยตากถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๕ อัญญมัญญปัจจยกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๕ อัทธากถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๕ ขณลยมุหุตตกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๕ อาสวกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๕ ชรามรณกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๕ สัญญาเวทยิตกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๕ สัญญาเวทยิตกถาที่ ๒กถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๕ สัญญาเวทยิตกถาที่ ๓กถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๕ อสัญญสัตตูปิกากถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๕ กัมมูปจยกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๖ นิคคหกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๖ ปัคคหกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๖ สุขานุปปทานกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๖ อธิคัยหมนสิการกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๖ รูปังเหตูติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๖ รูปังสเหตุกันติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๖ รูปังกุสลากุสลันติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๖ รูปังกุสลากุสลันติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๖ รูปังรูปาวจรารูปาวจรันติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๖ รูปราโค รูปธาตุปริยาปันโนติอาทิกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๗ อัตถิ อรหโต ปุญญูปจโยติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๗ นัตถิ อรหโต อกาลมัจจูติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๗ สัพพมิทัง กัมมโตติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๗ อินทริยพัทธกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๗ ฐเปตวา อริยมัคคันติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๗ นวัตตัพพัง สังโฆ ทักขิณัง ปฏิคคัณหาตีติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๗ นวัตตัพพัง สังโฆ ทักขิณัง วิโสเธตีติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๗ นวัตตัพพัง สังโฆ ภุญชตีติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๗ นวัตตัพพัง สังฆัสส ทินนัง มหัปผลันติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๗ นวัตตัพพัง พุทธัสส ทินนัง มหัปผลันติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๗ ทักขิณาวิสุทธิกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๘ มนุสสโลกกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๘ ธัมมเทสนากถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๘ กรุณากถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๘ คันธชาติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๘ เอกมัคคกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๘ ฌานสังกันติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๘ ฌานันตริกกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๘ สมาปันโน สัททัง สุณาตีติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๘ จักขุนา รูปัง ปัสสตีติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๙ กิเลสชหนกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๙ สุญญตากถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๙ สามัญญผลกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๙ ปัตติกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๙ ตถตากถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๙ กุสลกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๙ อัจจันตนิยามกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๙ อินทริยกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒๐ อสัญจิจจกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒๐ ญาณกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒๐ นิรยปาลกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒๐ ติรัจฉานกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒๐ มัคคกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒๐ ญาณกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒๑ สาสนกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒๑ อวิวิตตกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒๑ สัญโญชนกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒๑ อิทธิกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒๑ พุทธกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒๑ สัพพทิสากถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒๑ ธรรมกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒๑ กรรมกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒๒ ปรินิพพานกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒๒ กุสลจิตตกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒๒ อาเนญชกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒๒ ธัมมาภิสมยกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒๒ กถาทั้ง ๓กถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒๒ อัพยากตกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒๒ อาเสวนปัจจยตากถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒๒ ขณิกกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒๓ เอกาธิปปายกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒๓ อรหันตวัณณกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒๓ อิสสริยกามการิกากถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒๓ ราคปฏิรูปกาทิกถากถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๒๓ อปรินิปผันนกถา

Scripture

กถาวัตถุปกรณ์ ปุคคลกถา อุปาทาปัญญัตตานุโยค

อรรถกถาแปลไทย

Text only · no interpretation36 lines1 editions

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

Front matter of the printed edition

อรรถกถาอุปาทาปัญญัตตานุโยค ว่าด้วยการซักถามอุปาทาบัญญัติ

บัดนี้ เป็นการซักถามอุปาทาบัญญัติ คือบัญญัติเพราะอาศัยในเรื่องนั้น คำถามเป็นของพระสกวาที คำรับรองเป็นของพระปรวาที.

จริงอยู่ เพราะอาศัยจักขุรูปเป็นต้น จึงบัญญัติบุคคล เหมือนการบัญญัติเงาไม้เพราะอาศัยต้นไม้ เหมือนการบัญญัติไฟเพราะอาศัยเชื้อไฟ ฉะนั้น ท่านต้องการประกาศให้รู้ให้เข้าใจถึงบัญญัติ เพราะฉะนั้นเมื่อถูกสกวาทีถามว่า เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้นหรือ ปรวาทีจึงตอบรับรอง.

ถูกถามเนื้อความนี้อีกว่า ถึงบุคคลก็ไม่เที่ยงเป็นราวกะรูป เป็นต้น เปรียบเหมือนเงาอาศัยต้นไม้ทั้งต้นไม้ด้วย ไฟที่อาศัยเชื้อไฟและเชื้อไฟด้วย มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดาฉันใด บุคคลของท่าน อาศัยรูปเป็นต้น มีความไม่เที่ยงดุจธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้น ฉะนั้น หรือ ดังนี้ ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะตั้งอยู่ในลัทธิของตน.

ในคำทั้งหลายมีคำว่า เพราะอาศัยรูปเขียวจึงบัญญัติบุคคลเขียวหรือ เป็นต้น ปรวาที เมื่อไม่ปรารถนาซึ่งความที่บุคคลเป็นอันเดียวกันกับรูปเขียวด้วยซึ่งความมีมากมายแห่งบุคคลด้วยสามารถแห่งรูปเขียวเป็นต้นในสรีระหนึ่งด้วย จึงตอบปฏิเสธ.

แม้ในปัญหานี้ว่า เพราะอาศัยเวทนาอันเป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นกุศลหรือ เป็นต้น ปรวาที เมื่อไม่ปรารถนาซึ่งความที่บุคคลกับเวทนาเป็นอันเดียวกันและความมีมากมายแห่งบุคคลด้วยสามารถแห่งกุศลเวทนาอันมากมายในสันดานหนึ่ง จึงตอบปฏิเสธ.

ในนัยที่ ๒ ปรวาทีตอบรับรองเพราะหมายเอาบุคคลผู้ตั้งอยู่ในความฉลาดโดยสภาพแห่งคำว่า มัคคกุศล เป็นต้น.

ถูกถามว่า ถึงบุคคลเป็นกุศลมีผลเป็นต้น ก็ตอบปฏิเสธเพราะไม่มีโวหารเช่นนั้น.

ในฝ่ายอกุศล ปรวาทีตอบรับรองหมายเอาผู้ดำรงอยู่ในความไม่ฉลาด.

ในฝ่ายอัพยากตะ ท่านก็ตอบรับรองหมายเอาความเป็นแห่งอัพยากตะ คือความไม่พยากรณ์ ด้วยสามารถแห่งคำว่า โลกเที่ยงเป็นต้น.

คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบโดยนัยแห่งคำที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นเทียว.

ในคำถามทั้งหลายว่า เพราะอาศัยจักขุพึงกล่าวว่าบุคคลมีจักขุหรือ เป็นต้น ปรวาทีย่อมตอบรับรองเพราะสภาพแห่งโวหารว่า ผู้มีจักขุพึงเว้นบาปต่างๆ เป็นต้นเมื่อไม่ปรารถนาความดับของบุคคล เพราะการดับแห่งธรรมสักว่ามีจักขุเป็นต้น จึงปฏิเสธ.

ในคำถามนี้ว่า เพราะอาศัยรูปอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลหรือ นี้บัณฑิตพึงทราบธรรมแม้เหล่าอื่นที่มีรูปเป็นมูลอันเป็นหมวด ๒ หมวด ๓ และหมวด ๔.

ก็การบัญญัติบุคคลเพราะอาศัยขันธ์ทั้งหลายเหตุใด เพราะเหตุนั้น ปรวาทีจึงตอบรับรองซึ่งบัญญัติเพราะอาศัยขันธ์ ๒ บ้าง ขันธ์ ๓ บ้าง ขันธ์ ๔ บ้าง ขันธ์ ๕ บ้าง. แต่ย่อมตอบปฏิเสธ เพราะความไม่มีบุคคล ๒ หรือบุคคล ๕ ในสันดานหนึ่งแม้ในอายตนะทั้งหลาย ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บัดนี้เพื่อแสดงว่า การบัญญัติบุคคลใด เพราะอาศัยขันธ์ใด ความไม่เที่ยงแม้ของบุคคลนั้นเพราะความไม่เที่ยงของขันธ์นั้น และความสำเร็จอย่างหนึ่งเพราะอาศัยสิ่งหนึ่งฉันใด ความสำเร็จแห่งบุคคลนั้นย่อมปรากฏฉันนั้นหรือ ดังนี้ จึงกล่าวว่า เพราะอาศัยต้นไม้ จึงบัญญัติเงาไม้ขึ้นฉันใด เป็นต้น.

บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า เพราะอาศัย ได้แก่ อาศัย คือการไม่เว้นจากสิ่งนั้น.

ก็ปรวาทีเมื่อไม่ปรารถนา คำว่า เพราะอาศัยต้นไม้ จึงบัญญัติเงา เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคล ดังนี้ เพราะความตั้งมั่นอยู่ในลัทธิของตน จึงตอบปฏิเสธ.

คำว่า ตรวน ได้แก่ เครื่องจองจำอันมั่นคง.

คำว่า ผู้ถูกจำตรวน ได้แก่ ผู้ถูกจองจำด้วยเครื่องจองจำนั้น.

คำว่า รูปมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นต่างหาก ชื่อว่าผู้มีรูป อธิบายว่า รูปมีแก่บุคคลใด บุคคลนั้นต่างหากชื่อว่าผู้มีรูป เหมือนตรวนไม่ใช่ผู้ถูกจำตรวน ตรวนก็อย่างหนึ่ง ผู้ถูกจำตรวนก็อย่างหนึ่ง ฉันใด ฉันนั้นนั่นแหละ รูปก็อย่างหนึ่ง ผู้มีรูปก็อย่างหนึ่ง.

ในคำถามว่า บัญญัติบุคคลในเพราะจิตแต่ละดวงหรือ ปรวาทีหมายเอาจิตมีราคะเป็นต้นด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้มีราคะเป็นต้น จึงตอบรับรองด้วยสามารถแห่งจิตตานุปัสสนา.

ถูกสกวาทีถามโดยนัยว่า ย่อมเกิดแก่ตาย เป็นต้น เมื่อปรวาทีไม่ปรารถนาซึ่งความที่บุคคลเกิดเป็นขณะเหมือนจิต จึงปฏิเสธ. ถูกถามว่า บุคคลนั้น หรือว่า บุคคลอื่น เพราะกลัวเป็นสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ จึงปฏิเสธ. ถูกสกวาทีถามว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้นไม่พึงกล่าวว่า กุมารหรือว่ากุมารี อีก เพราะกลัวแต่การถูกตัดขาดจากโวหารของชาวโลก จึงรับว่า พึงกล่าวได้.

คำที่เหลือในที่นี้ปรากฏชัดแจ้งแล้วทั้งนั้น.

บัดนี้ ปรวาทีเป็นผู้ใคร่เพื่อจะให้ลัทธิของตนตั้งอยู่โดยอาการอื่น จึงกล่าวคำว่า ไม่พึงกล่าวว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคล เป็นต้น.

ในคำเหล่านั้น คำว่า ไม่พึงกล่าว อธิบายว่า ปรวาทีกล่าวคำนี้ก่อนว่า ไม่พึงกล่าวว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือโดยการซักถามถึงอุปาทาบัญญัติอันมากมายอย่างนี้. ต่อจากนั้น เมื่อคำว่าใช่ อันสกวาทีตอบรับรองแล้ว ปรวาทีจึงกล่าวว่า บุคคลใดเห็นเห็นรูปใด...มิใช่หรือ เป็นต้น.

บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า โย ได้แก่ บุคคลใด คำว่า ยํ ได้แก่ รูปใด คำว่า เยน ได้แก่ ด้วยจักขุใด คำว่า โส ได้แก่ บุคคลนั้น คำว่า ตํ ได้แก่รูปนั้น คำว่า เตน ได้แก่ ด้วยจักขุนั้น.

ท่านอธิบายไว้ว่า บุคคลใดเห็น เห็นรูปใด เห็นด้วยจักขุใด ผู้นั้นเมื่อเห็นรูปนั้นย่อมเห็นด้วยจักขุนั้น มิใช่หรือ? สกวาทีก็ตอบรับรองว่าใช่ ด้วยสามารถแห่งคำสมมติเป็นต้นด้วยคำว่า จักขุอันถึงความเป็นนิสสยปัจจัยแก่จักขุวิญญาณแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น บุคคลนั้นก็ชื่อว่าย่อมเห็นซึ่งรูปนั้น โสตะก็เช่นเดียวกัน บุคคลนั้นชื่อว่าย่อมฟังเสียง ฯลฯ มโนวิญญาณก็เช่นเดียวกัน บุคคลนั้นย่อมชื่อว่ารู้แจ้งซึ่งธรรม จักขุของพระอรหันต์มีอยู่ พระอรหันต์ย่อมเห็นรูปนั้นด้วยจักขุนั้น ดังนี้

ลำดับนั้น ปรวาทีอาศัยวาทะอันมีเลศนัย จึงเปลี่ยนวาทะนั้นนั่นแหละแล้วกล่าวคำเป็นต้นว่า ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านพึงกล่าวว่าหยั่งเห็นบุคคล เพราะความที่บุคคลอันท่านให้สำเร็จแล้วด้วยความเป็นคำอันบุคคลพึงกล่าว.

ในคำเหล่านั้น คำว่า บุคคลใดมิได้เห็น อธิบายว่า เป็นบุคคลผู้บอด อสัญญีสัตว์ ผู้เกิดในอรูปภพ แม้เป็นผู้ไม่บอดเข้าสมาบัติแล้วก็ชื่อว่าย่อมไม่เห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่งขณะนั้น.

แม้ในวาระที่เหลือก็นัยนี้นั่นแหละ.

ว่าโดยอรรถ บัณฑิตพึงทราบคำที่เหลือด้วยสามารถแห่งพระบาลี.

ในการเทียบเคียงพระสูตร ปรวาทีกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นรูปเพราะรูปเป็นอารมณ์แก่ทิพยจักขุ. ในวาระที่ ๒ กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นบุคคลเพราะพระบาลีว่า เราตถาคต ย่อมเห็นสัตว์ทั้งหลาย ดังนี้ ในวาระที่ ๓ กล่าวว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นทั้ง ๒ อย่าง เพราะลัทธิว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นรูปแล้วจึงรู้แจ้งซึ่งบุคคล.

ก็รูปายตนะนั่นแหละท่านรวบรวมไว้ในรูปสังคหะ ๔ คือ ทิฏฺฐํ ๑. สุตํ ๑. มุตํ ๑. วิญฺญาตํ ๑. ชื่อว่าเป็นธรรมพึงเห็น เหตุใด เพราะเหตุนั้น สกวาทีจึงซักว่า รูปคือบุคคล บุคคลคือรูป ทั้ง ๒ อย่างคือรูป คือรูปปายตนะ เป็นต้น.

____________________________

ในวิภังคปกรณ์กล่าวไว้ว่า รูปายตนะเป็น ทิฏฺฐํ เป็น วิญฺญาตํ สัททายตนะเป็น สุตํ เป็น วิญฺญาตํ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะเป็น มุตํ เป็น วิญฺญาตํ อายตนะ ๗ ที่เหลือ คือจักขายตนะ โสตา ฆานา ชิวหา กายา ธัมมา มนายตนะ เป็น วิญฺญาตํ ทิฏฺฐํ ได้แก่ ธรรมที่เขาเห็นแล้ว ฯลฯ วิญฺญาตํ ได้แก่ธรรมที่เขารู้แล้ว.

อรรถกถาอุปาทาปัญญัตตานุโยค จบ. -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

Commentary on กถาวัตถุปกรณ์ ปุคคลกถา อุปาทาปัญญัตตานุโยค · Volume 37