This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระสุตตันตปิฎก ·

เล่ม ๑๗ · สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค

Other items in this volume

๑. นกุลปิตาสูตร๒. เทวทหสูตร๓. หลิททิกานิสูตร ที่ ๑๔. หลิททิกานิสูตร ที่ ๒๕. สมาธิสูตร๖. ปฏิสัลลานสูตร๗. อุปาทานปริตัสสนาสูตร ที่ ๑๘. อุปาทานปริตัสสนาสูตร ที่ ๒๙. อตีตานาคตปัจจุปันนสูตร ที่ ๑๑๐. อตีตานาคตปัจจุปันนสูตร ที่ ๒๑๑. อตีตานาคตปัจจุปันนสูตร ที่ ๓๑. อนิจจสูตร๒. ทุกขสูตร ที่ ๑๓. อนัตตสูตร ที่ ๑๔. อนิจจสูตร ที่ ๒๕. ทุกขสูตร ที่ ๒๖. อนัตตสูตร ที่ ๒๗. อนิจจเหตุสูตร๘. ทุกขเหตุสูตร๙. อนัตตเหตุสูตร๑๐. อานันทสูตร๑. ภารสูตร๒. ปริญญาสูตร๓. ปริชานสูตร๔. ฉันทราคสูตร๕. อัสสาทสูตร ที่ ๑๖. อัสสาทสูตร ที่ ๒๗. อัสสาทสูตร ที่ ๓๘. อภินันทนสูตร๙. อุปปาทสูตร๑๐. อฆมูลสูตร๑๑. ปภังคสูตร๑. นตุมหากสูตร ที่ ๑๒. นตุมหากสูตร ที่ ๒๓. ภิกขุสูตร ที่ ๑๔. ภิกขุสูตร ที่ ๒๕. อานันทสูตร ที่ ๑๖. อานันทสูตร ที่ ๒๗. อนุธัมมสูตร ที่ ๑๘. อนุธัมมสูตร ที่ ๒๙. อนุธัมมสูตร ที่ ๓๑๐. อนุธัมมสูตร ที่ ๔๑. อัตตทีปสูตร๒. ปฏิปทาสูตร๓. อนิจจสูตร ที่ ๑๔. อนิจจสูตร ที่ ๒๕. สมนุปัสสนาสูตร๖. ปัญจขันธสูตร๗. โสณสูตร ที่ ๑๘. โสณสูตร ที่ ๒๙. นันทิขยสูตร ที่ ๑๑๐. นันทิขยสูตร ที่ ๒๑. อุปายสูตร๒. พีชสูตร๓. อุทานสูตร๔. ปริวัฏฏสูตร๕. สัตตัฏฐานสูตร๖. พุทธสูตร๗. ปัญจวัคคิยสูตร๘. มหาลิสูตร๙. อาทิตตสูตร๑๐. นิรุตติปถสูตร๑. อุปาทิยสูตร๒. มัญญมานสูตร๓. อภินันทมานสูตร๔. อนิจจสูตร๕. ทุกขสูตร๖. อนัตตสูตร๗. อนัตตนิยสูตร๘. รชนิยสัณฐิตสูตร๙. ราธสูตร๑๐. สุราธสูตร๑. อัสสาทสูตร๒. สมุทยสูตร ที่ ๑๓. สมุทยสูตร ที่ ๒๔. อรหันตสูตร ที่ ๑๕. อรหันตสูตร ที่ ๒๖. สีหสูตร๗. ขัชชนิยสูตร๘. ปิณโฑลยสูตร๙. ปาลิเลยยสูตร๑๐. ปุณณมสูตร๑. อานันทสูตร๒. ติสสสูตร๓. ยมกสูตร๔. อนุราธสูตร๕. วักกลิสูตร๖. อัสสชิสูตร๗. เขมกสูตร๘. ฉันนสูตร๙. ราหุลสูตร ที่ ๑๑๐. ราหุลสูตร ที่ ๒๑. นทีสูตร๒. ปุปผสูตร๓. เผณปิณฑสูตร๔. โคมยสูตร๕. นขสิขสูตร๖. สามุททกสูตร๗. คัททูลสูตร ที่ ๑๘. คัททูลสูตร ที่ ๒๙. นาวาสูตร๑๐. สัญญาสูตร๑. อันตสูตร๒. ทุกขสูตร๓. สักกายสูตร๔. ปริญเญยยสูตร๕. สมณสูตร ที่ ๑๖. สมณสูตร ที่ ๒๗. โสตาปันนสูตร๘. อรหันตสูตร๙. ฉันทปหีนสูตร ที่ ๑๑๐. ฉันทปหีนสูตร ที่ ๒๑. อวิชชาสูตร๒. วิชชาสูตร๓. ธัมมกถิกสูตร ที่ ๑๔. ธัมมกถิกสูตร ที่ ๒๕. พันธนสูตร๖. ปริมุจจิตสูตร ที่ ๑๗. ปริมุจจิตสูตร ที่ ๒๘. สังโยชนสูตร๙. อุปาทานสูตร๑๐. สีลสูตร๑๑. สุตวาสูตร๑๒. กัปปสูตร ที่ ๑๑๓. กัปปสูตร ที่ ๒๑. สมุทยธัมมสูตร ที่ ๑๒. สมุทยธัมมสูตร ที่ ๒๓. สมุทยธัมมสูตร ที่ ๓๔. อัสสาทสูตร ที่ ๑๕. อัสสาทสูตร ที่ ๒๖. สมุทยธัมมสูตร ที่ ๑๗. สมุทยธัมมสูตร ที่ ๒๘. โกฏฐิตสูตร ที่ ๑๙. โกฏฐิตสูตร ที่ ๒๑๐. โกฏฐิตสูตร ที่ ๓๑. กุกกุฬสูตร๒. อนิจจสูตร ที่ ๑๓. อนิจจสูตร ที่ ๒๔. อนิจจสูตร ที่ ๓๕. ทุกขสูตร ที่ ๑ ๖. ทุกขสูตร ที่ ๒ ๗. ทุกขสูตร ที่ ๓๘. อนัตตสูตร ที่ ๑๙. อนัตตสูตร ที่ ๒๑๐. อนัตตสูตร ที่ ๓๑๑. กุลปุตตสูตร ที่ ๑๑๒. กุลปุตตสูตร ที่ ๒๑๓. กุลปุตตสูตร ที่ ๓๑๔. กุลปุตตสูตร ที่ ๔๑. อัชฌัตติกสูตร๒. เอตังมมสูตร๓. เอโสอัตตาสูตร๔. โนจเมสิยาสูตร๕. มิจฉาทิฏฐิสูตร๖. สักกายทิฏฐิสูตร๗. อัตตานุทิฏฐิสูตร๘. อภินิเวสสูตร ที่ ๑๙. อภินิเวสสูตร ที่ ๒๑๐. อานันทสูตร๑. มารสูตร๒. สัตตสูตร๓. ภวเนตติสูตร๔. ปริญเญยยสูตร๕. สมณพราหมณสูตร ที่ ๑๖. สมณพราหมณสูตร ที่ ๒๗. โสตาปันนสูตร๘. อรหันตสูตร๙. ฉันทราคสูตร ที่ ๑๑๐. ฉันทราคสูตร ที่ ๒๑. มารสูตร๒. มารธัมมสูตร๓. อนิจจสูตร๔. อนิจจธัมมสูตร๕. ทุกขสูตร๖. ทุกขธัมมสูตร๗. อนัตตาสูตร๘. อนัตตธัมมสูตร๙. ขยธัมมสูตร๑๐. วยธัมมสูตร๑๑. สมุทยธัมมสูตร๑๒. นิโรธธัมมสูตร๑. มารสูตร๒. มารธัมมสูตร๓. อนิจจสูตร๔. อนิจจธัมมสูตร๕. ทุกขสูตร๖. ทุกขธัมมสูตร๗. อนัตตาสูตร๘. อนัตตธัมมสูตร๙. ขยธัมมสูตร๑๐. วยธัมมสูตร๑๑. สมุทยธัมมสูตร๑๒. นิโรธธัมมสูตร๑. มารสูตร๒. มารธัมมสูตร๓. อนิจจสูตร๔. อนิจจธัมมสูตร๕. ทุกขสูตร๖. ทุกขธัมมสูตร๗. อนัตตาสูตร๘. อนัตตธัมมสูตร๙. ขยธัมมสูตร๑๐. วยธัมมสูตร๑๑. สมุทยธัมมสูตร๑๒. นิโรธธัมมสูตร๑. นวาตสูตร๒. เอตังมมสูตร๓. โสอัตตาสูตร๔. โนจเมสิยาสูตร๕. นัตถิทินนสูตร๖. กโรโตสูตร๗. เหตุสูตร๘. มหาทิฏฐิสูตร๙. สัสสตทิฏฐิสูตร๑๐. อสัสสตทิฏฐิสูตร๑๑. อันตวาสูตร๑๒. อนันตวาสูตร๑๓. ตังชีวังตังสรีรังสูตร๑๔. อัญญังชีวังอัญญังสรีรังสูตร๑๕. โหติตถาคตสูตร๑๖. นโหติตถาคตสูตร๑๗. โหติจนโหติตถาคตสูตร๑๘. เนวโหตินนโหติตถาคตสูตร๑. นวาตสูตร๑๘. เนวโหตินนโหติตถาคตสูตร๑๙. รูปีอัตตาสูตร๒๐. อรูปีอัตตาสูตร๒๑. รูปีจอรูปีจอัตตาสูตร๒๒. เนวรูปีนารูปีอัตตาสูตร๒๓. เอกันตสุขีอัตตาสูตร๒๔. เอกันตทุกขีอัตตาสูตร๒๕. สุขทุกขีอัตตาสูตร๒๖. อทุกขมสุขีอัตตาสูตร๑. นวาตสูตร๒๖. อทุกขมสุขีอัตตาสูตร๑. นวาตสูตร๒๖. อทุกขมสุขีอัตตาสูตร๑. จักขุสูตร๒. รูปสูตร๓. วิญญาณสูตร๔. ผัสสสูตร๕. เวทนาสูตร๖. สัญญาสูตร๗. เจตนาสูตร๘. ตัณหาสูตร๙. ธาตุสูตร๑๐. ขันธสูตร๑. จักขุสูตร๒. รูปสูตร๓. วิญญาณสูตร๔. ผัสสสูตร๕. เวทนาสูตร๖. สัญญาสูตร๗. เจตนาสูตร๘. ตัณหาสูตร๙. ธาตุสูตร๑๐. ขันธสูตร๑. จักขุสูตร๒. รูปสูตร๓. วิญญาณสูตร๕. เวทนาสูตร๖. สัญญาสูตร๗. เจตนาสูตร๘. ตัณหาสูตร๙. ธาตุสูตร๑๐. ขันธสูตร๑. วิเวกสูตร๒. อวิตักกสูตร๓. ปีติสูตร๔. อุเปกขาสูตร๕. อากาสสูตร๖. วิญญาณสูตร๗. อากิญจัญญายตนสูตร๘. เนวสัญญานาสัญญายตนสูตร๙. นิโรธสูตร๑๐. สูจิมุขีสูตร๑. สุทธกสูตร๒. ปณีตตรสูตร๓. อุโปสถสูตร ที่ ๑๔. อุโปสถสูตร ที่ ๒๕. อุโปสถสูตร ที่ ๓๖. อุโปสถสูตร ที่ ๔๗. สุตสูตร ที่ ๑๘. สุตสูตร ที่ ๒๙. สุตสูตร ที่ ๓๑๐. สุตสูตร ที่ ๔๑๑-๒๐. อัณฑชทานูปการสูตร ที่ ๑-๑๐๒๑-๕๐. ชลาพุชาทิทานูปการสูตร ที่ ๑-๓๐๑. สุทธกสูตร๒. หรติสูตร๓. ทวยการีสูตร ที่ ๑๔-๖. ทวยการีสูตร ที่ ๒-๔๗-๑๖. อัณฑชทานูปการสูตร ที่ ๑-๑๐๑๗-๔๖. ชลาพุชาทิทานูปการสูตร ที่ ๑-๓๐๑. สุทธกสูตร๒. สุจริตสูตร๓. มูลคันธทาตาสูตร๔-๑๒. สารคันธาทิทาตาสูตร ที่ ๑-๙๑๓-๒๒. มูลคันธทานูปการสูตร ที่ ๑-๑๐๒๓-๑๑๒. สารคันธาทิทานูปการสูตร ที่ ๑-๙๐๑. เทสนาสูตร๒. สุจริตสูตร๓-๑๒. สีตวลาหกทานูปการสูตร ที่ ๑-๑๐๑๓-๕๒. อุณหวลาหกทานูปการาทิสูตร ที่ ๑-๕๐๕๓. สีตวลาหกสูตร๕๔. อุณหวลาหกสูตร๕๕. อัพภวลาหกสูตร๕๖. วาตวลาหกสูตร๕๗. วัสสวลาหกสูตร๑. รูปอัญญาณสูตร๒. เวทนาอัญญาณสูตร๓. สัญญาณอัญญาณสูตร๔. สังขารอัญญาณสูตร๕. วิญญาณอัญญาณสูตร๖-๑๐. รูป-วิญญาณ อทัสสนาทิสูตร๑๑-๑๕. รูป-วิญญาณ อนภิสมยาทิสูตร๑๖-๒๐. รูป-วิญญาณ อนนุโพธาทิสูตร๒๑-๒๕. รูป-วิญญาณ อัปปฏิเวธาทิสูตร๒๖-๓๐. รูป-วิญญาณ อสัลลักขณาทิสูตร๓๑-๓๕. รูป-วิญญาณ อนุปลักขณาทิสูตร๓๖-๔๐. รูป-วิญญาณ อสมเปกขณาทิสูตร๔๑-๔๕. รูป-วิญญาณ อัปปัจจเวกขณาทิสูตร๔๖-๕๐. รูป-วิญญาณ อัปปัจจุปลักขณาทิสูตร๕๑-๕๔. รูป-สังขาร อัปปัจจักขกัมมาทิสูตร๕๕. วิญญาณอัปปัจจักขกัมมสูตร๑. สมาธิสมาปัตติสูตร๒. ฐิติสูตร๓. วุฏฐานสูตร๔. กัลลิตสูตร๕. อารัมมณสูตร๖. โคจรสูตร๗. อภินีหารสูตร๘. สักกัจจการีสูตร๙. สาตัจจการีสูตร๑๐. สัปปายการีสูตร

Commentary

Scripture · พระสุตตันตปิฎก

๙. ปาลิเลยยสูตร

ข้อ ๑๗๐–๑๘๑พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค12 items2 editions

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination

Pali and translation

Front matter of the printed edition

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๙. ปาลิเลยยสูตร ว่าด้วยการรู้เห็นที่ทำให้สิ้นอาสวะ

Item ๑๗๐

เอกํ สมยํ ภควา โกสมฺพิยํ วิหรติ โฆสิตาราเม ฯ อถ โข ภควา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย โกสมฺพึ ปิณฺฑาย ปาวิสิ โกสมฺพิยํ ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต สามํ เสนาสนํ สํสาเมตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย อนามนฺเตตฺวา อุปฏฺฐาเก อนปโลเกตฺวา ภิกฺขุสงฺฆํ เอโก อทุติโย จาริกํ ปกฺกามิ ฯ

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้พระนครโกสัมพี. ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาค ทรงผ้าอันตรวาสก ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้า ไปยังพระนครโกสัมพีเพื่อบิณฑบาต ครั้นเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในพระนครโกสัมพีแล้ว ในเวลา ปัจฉาภัต เสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว ทรงเก็บงำเสนาสนะด้วยพระองค์เอง ทรงถือบาตรและ จีวร มิได้รับสั่งเรียกพวกภิกษุที่เป็นอุปัฏฐาก มิได้ตรัสอำลาพระภิกษุสงฆ์ พระองค์เดียวไม่มี เพื่อนเสด็จหลีกไปสู่ที่จาริก.

Item ๑๗๑

อถ โข อญฺญตโร ภิกฺขุ อจิรปกฺกนฺตสฺส ภควโต เยนายสฺมา อานนฺโท เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ เอตทโวจ เอหาวุโส อานนฺท ภควา สามํ เสนาสนํ สํสาเมตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย อนามนฺเตตฺวา อุปฏฺฐาเก อนปโลเกตฺวา ภิกฺขุสงฺฆํ เอโก อทุติโย จาริกํ ปกฺกนฺโตติ ฯ ยสฺมึ อาวุโส สมเย ภควา สามํ เสนาสนํ สํสาเมตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย อนามนฺเตตฺวา อุปฏฺฐาเก อนปโลเกตฺวา ภิกฺขุสงฺฆํ เอโก อทุติโย จาริกํ ปกฺกมติ เอโกว ภควา ตสฺมึ สมเย วิหริตุกาโม โหติ น ภควา ตสฺมึ สมเย เกนจิ อนุพนฺธิตพฺโพ โหตีติ ฯ

ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จไปแล้วไม่นาน ได้เข้าไป หาท่านพระอานนท์จนถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า มาเถอะท่านพระอานนท์ พระผู้มีพระภาคทรงเก็บงำเสนาสนะด้วยพระองค์เอง ทรงถือบาตรและจีวร มิได้ทรงรับสั่งเรียก พวกภิกษุที่เป็นอุปัฏฐาก มิได้ตรัสอำลาพระภิกษุสงฆ์ พระองค์เดียว ไม่มีเพื่อน เสด็จไปสู่ที่ จาริก. ท่านพระอานนท์ได้ตอบว่า อาวุโส สมัยใด พระผู้มีพระภาค ทรงเก็บงำเสนาสนะ ด้วยพระองค์เอง ทรงถือบาตรและจีวร มิได้ทรงรับสั่งเรียกพวกภิกษุที่เป็นอุปัฏฐาก มิได้ตรัส อำลาภิกษุสงฆ์ พระองค์เดียว ไม่มีเพื่อน เสด็จหลีกไปสู่ที่จาริก สมัยนั้น พระผู้มีพระภาค ย่อมทรงพระประสงค์ ที่จะประทับแต่พระองค์เดียว สมัยนั้น พระผู้มีพระภาค ย่อมเป็นผู้อัน ใครๆ ไม่พึงติดตาม.

Item ๑๗๒

อถ โข ภควา อนุปุพฺเพน จาริกํ จรมาโน เยน ปาลิเลยฺยกํ ตทวสริ ฯ ตตฺร สุทํ ภควา ปาลิเลยฺยเก วิหรติ ภทฺทสาลมูเล ฯ อถ โข สมฺพหุลา ภิกฺขู เยนายสฺมา อานนฺโท เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมตา อานนฺเทน สทฺธึ สมฺโมทึสุ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต ภิกฺขู อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ เอตทโวจุํ จิรสฺสุตา โข โน อาวุโส อานนฺท ภควโต สมฺมุขา ธมฺมี กถา อิจฺฉาม มยํ อาวุโส อานนฺท ภควโต สมฺมุขา ธมฺมึ กถํ โสตุนฺติ ฯ อถ โข อายสฺมา อานนฺโท เตหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ เยน ปาลิเลยฺยกํ ภทฺทสาลมูลํ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺเน โข เต ภิกฺขู ภควา ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺเสสิ สมาทเปสิ สมุตฺเตเชสิ สมฺปหํเสสิ ฯ

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค เสด็จเที่ยวจาริกไปโดยลำดับ เสด็จถึงป่าปาลิ- *เลยยกะ. ข่าวว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โคนไม้รังอันเจริญ ในป่าปาลิเลยยกะนั้น. ครั้งนั้นแล ภิกษุมากรูปด้วยกัน ได้เข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ครั้นแล้วต่างก็สนทนา ปราศรัยกับท่านพระอานนท์ ครั้นผ่านการปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว ได้พากันกล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า ท่านอานนท์ นานแล้ว ที่พวก ผมได้สดับธรรมีกถาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ท่านอานนท์ พวกผมปรารถนาที่จะสดับธรรมี- *กถาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค. ลำดับนั้นแล ท่านพระอานนท์พร้อมกับภิกษุเหล่านั้น พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ณ โคนไม้รังอันเจริญ ในป่าปาลิเลยยกะ ครั้นแล้ว ต่างถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคทรง ยังภิกษุเหล่านั้น ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา.

Item ๑๗๓

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺส ภิกฺขุโน เอวญฺเจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ กถํ นุ โข ชานโต กถํ ปสฺสโต อนนฺตรา อาสวานํ ขโย โหตีติ ฯ อถ โข ภควา ตสฺส ภิกฺขุโน เจตสา เจโตปริวิวิตกฺกมญฺญาย ภิกฺขู อามนฺเตสิ วิจยโส เทสิโต ภิกฺขเว มยา ธมฺโม วิจยโส เทสิตา จตฺตาโร สติปฏฺฐานา วิจยโส เทสิตา จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา วิจยโส เทสิตา จตฺตาโร อิทฺธิปาทา วิจยโส เทสิตานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ วิจยโส เทสิตานิ ปญฺจ พลานิ วิจยโส เทสิตา สตฺต โพชฺฌงฺคา วิจยโส เทสิโต อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ฯ เอวํ วิจยโส เทสิโต ภิกฺขเว มยา ธมฺโม เอวํ วิจยโส เทสิโต โข ภิกฺขเว มยา ธมฺโม ฯ อถ จ ปนิเธกจฺจสฺส ภิกฺขุโน เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ กถํ นุ โข ชานโต กถํ ปสฺสโต อนนฺตรา อาสวานํ ขโย โหตีติ ฯ

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง ได้เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นว่า เมื่อบุคคล รู้อย่างไร เห็นอย่างไรหนอ อาสวะทั้งหลาย จึงสิ้นไปโดยลำดับ? พระผู้มีพระภาค ทรงทราบ ความปริวิตกแห่งใจของภิกษุนั้น ด้วยพระทัย จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เราแสดงธรรมด้วยการเลือกเฟ้น แสดงสติปัฏฐาน ๔ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดง สัมมัปปธาน ๔ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดงอิทธิบาท ๔ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดงอินทรีย์ ๕ ด้วย การเลือกเฟ้น แสดงพละ ๕ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดงโพชฌงค์ ๗ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดง อริยมรรคมีองค์ ๘ ด้วยการเลือกเฟ้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้แสดงธรรม ด้วยการเลือกเฟ้น เช่นนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันเราแสดงแล้ว ด้วยการเลือกเฟ้นเช่นนี้ เออก็มีภิกษุบางรูป ในธรรมวินัยนี้ ยังเกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นว่า เมื่อบุคคลรู้ได้อย่างไร เห็นอย่างไรหนอ อาสวะทั้งหลาย จึงสิ้นไปโดยลำดับ.

Item ๑๗๔

กถญฺจ ภิกฺขเว ชานโต กถํ ปสฺสโต อนนฺตรา อาสวานํ ขโย โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี ฯเปฯ สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ ยา โข ปน สา ภิกฺขเว สมนุปสฺสนา สงฺขาโร โส ฯ โส ปน สงฺขาโร กึนิทาโน กึสมุทโย กึชาติโก กึปภโว ฯ อวิชฺชาสมฺผสฺสเชน ภิกฺขเว เวทยิเตน ผุฏฺฐสฺส อสฺสุตวโต ปุถุชฺชนสฺส อุปฺปนฺนา ตณฺหา ตโตโช โส สงฺขาโร ฯ อิติ โข ภิกฺขเว โสปิ สงฺขาโร อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน สาปิ ตณฺหา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา สาปิ เวทนา ฯ โสปิ ผสฺโส ฯ สาปิ อวิชฺชา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ฯ เอวํปิ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อนนฺตรา อาสวานํ ขโย โหติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้ได้อย่างไร เห็นอย่างไร อาสวะทั้งหลาย จึงสิ้นไปโดยลำดับ? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า ทั้งหลาย ไม่ฉลาดในอริยธรรม มิได้รับแนะนำในอริยธรรม ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาด ในสัปปุริสธรรม ไม่ได้รับแนะนำในสัปปุริสธรรม ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแล เป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไร เป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขาร นั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชา สัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง ปัจจัยปรุง แต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่ แม้อย่างนี้ เห็นอยู่ อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.

Item ๑๗๕

น เหว โข รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ อปิจ โข รูปวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ ยา โข ปน สา ภิกฺขเว สมนุปสฺสนา สงฺขาโร โส ฯ โส ปน สงฺขาโร กึนิทาโน กึสมุทโย กึชาติโก กึปภโว ฯ อวิชฺชาสมฺผสฺสเชน ภิกฺขเว เวทยิเตน ผุฏฺฐสฺส อสฺสุตวโต ปุถุชฺชนสฺส อุปฺปนฺนา ตณฺหา ตโตโช โส สงฺขาโร ฯ อิติ โข ภิกฺขเว โสปิ สงฺขาโร อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน สาปิ ตณฺหา ฯ สาปิ เวทนา ฯ โสปิ ผสฺโส ฯ สาปิ อวิชฺชา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ฯ เอวํปิ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อนนฺตรา อาสวานํ ขโย โหติ ฯ

ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย แต่ว่าตามเห็นตนมีรูป ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นเป็นสังขาร. ก็สังขารนั้นมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็น เครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชา สัมผัส ถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุง แต่ง อันอาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่ แม้อย่างนี้ เห็นอยู่ อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.

Item ๑๗๖

น เหว โข รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ น รูปวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อปิจ โข อตฺตนิ รูปํ สมนุปสฺสติ ฯ ยา โข ปน สา ภิกฺขเว สมนุปสฺสนา สงฺขาโร โส ฯ โส ปน สงฺขาโร กึนิทาโน กึสมุทโย กึชาติโก กึปภโว ฯ อวิชฺชาสมฺผสฺสเชน ภิกฺขเว เวทยิเตน ผุฏฺฐสฺส อสฺสุตวโต ปุถุชฺชนสฺส อุปฺปนฺนา ตณฺหา ตโตโช โส สงฺขาโร ฯ อิติ โข ภิกฺขเว โสปิ สงฺขาโร อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน สาปิ ตณฺหา ฯ สาปิ เวทนา ฯ โสปิ ผสฺโส ฯ สาปิ อวิชฺชา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ฯ เอวํปิ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อนนฺตรา อาสวานํ ขโย โหติ ฯ

ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ย่อมไม่ตามเห็นตนมีรูป แต่ว่าตามเห็นรูปในตน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแลเป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มี อะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกร ภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์ ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้ แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่แม้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.

Item ๑๗๗

น เหว โข รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ น รูปวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ น อตฺตนิ รูปํ สมนุปสฺสติ อปิจ โข รูปสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ ยา โข ปน สา ภิกฺขเว สมนุปสฺสนา สงฺขาโร โส ฯ โส ปน สงฺขาโร กึนิทาโน กึสมุทโย กึชาติโก กึปภโว ฯ อวิชฺชาสมฺผสฺสเชน ภิกฺขเว เวทยิเตน ผุฏฺฐสฺส อสฺสุตวโต ปุถุชฺชนสฺส อุปฺปนฺนา ตณฺหา ตโตโช โส สงฺขาโร ฯ อิติ โข ภิกฺขเว โสปิ สงฺขาโร อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน สาปิ ตณฺหา ฯ สาปิ เวทนา ฯ โสปิ ผสฺโส ฯ สาปิ อวิชฺชา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ฯ เอวํปิ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อนนฺตรา อาสวานํ ขโย โหติ ฯ

ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ย่อมไม่ตามเห็นตนมีรูป ย่อมไม่ตามเห็นรูปในตน แต่ว่าตามเห็นตนในรูป. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแล เป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้นเกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้ แล แม้สังขารนั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนา นั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่แม้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.

Item ๑๗๘

น เหว โข รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ น รูปวนฺตํ อตฺตานํ น อตฺตนิ รูปํ น รูปสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อปิจ โข เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อปิจ โข เวทนาวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อปิจ โข อตฺตนิ เวทนํ สมนุปสฺสติ ฯ อปิจ โข เวทนาย อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อปิจ โข สญฺญํ อตฺตโต ฯ อปิจ โข สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อปิจ โข สงฺขารวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อปิจ โข อตฺตนิ สงฺขาเร สมนุปสฺสติ ฯ อปิจ โข สงฺขาเรสุ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อปิจ โข วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อปิจ โข วิญฺญาณวนฺตํ อตฺตานํ ฯ อปิจ โข อตฺตนิ วิญฺญาณํ ฯ อปิจ โข วิญฺญาณสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ {๑๗๘.๑} ยา โข ปน สา ภิกฺขเว สมนุปสฺสนา สงฺขาโร โส ฯ โส ปน สงฺขาโร กึนิทาโน ฯเปฯ กึปภโว ฯ อวิชฺชาสมฺผสฺสเชน ภิกฺขเว เวทยิเตน ผุฏฺฐสฺส อสฺสุตวโต ปุถุชฺชนสฺส อุปฺปนฺนา ตณฺหา ตโตโช โส สงฺขาโร ฯ อิติ โข ภิกฺขเว โสปิ สงฺขาโร อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ฯ สาปิ ตณฺหา ฯ สาปิ เวทนา ฯ โสปิ ผสฺโส ฯ สาปิ อวิชฺชา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ฯ เอวํปิ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อนนฺตรา อาสวานํ ขโย โหติ ฯ

ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ย่อมไม่ตามเห็นตนมีรูป ย่อมไม่ตามเห็นรูปในตน ย่อมไม่ตามเห็นตนในรูป แต่ว่าตามเห็นเวทนา โดยความเป็นตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนมีเวทนา ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นเวทนาตนใน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนใน เวทนา ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนมีสัญญา ฯลฯ แต่ว่า ตามเห็นสัญญาในตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนในสัญญา ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นสังขาร โดยความ เป็นตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนมีสังขาร ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นสังขารในตน ฯลฯ แต่ว่าตาม เห็นตนในสังขาร ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนมี วิญญาณ ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นวิญญาณในตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนในวิญญาณ. ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแล เป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่อง ก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้สัมผัสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่แม้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดย ลำดับ.

Item ๑๗๙

น เหว โข รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ น เวทนํ ฯ น สญฺญํ ฯ น สงฺขาเร ฯ น วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ อปิจ โข เอวํทิฏฺฐี โหติ โส อตฺตา โส โลโก โส เปจฺจ ภวิสฺสามิ นิจฺโจ ธุโว สสฺสโต อวิปริณามธมฺโมติ ฯ ยา โข ปน สา ภิกฺขเว สสฺสตทิฏฺฐิ สงฺขาโร โส ฯ โส ปน สงฺขาโร กึนิทาโน ฯเปฯ เอวํปิ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อนนฺตรา อาสวานํ ขโย โหติ ฯ

ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นเวทนา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสังขาร โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ฯลฯ แต่ว่าเป็นผู้มี ทิฏฐิ เช่นนี้ ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละโลกนี้ไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความไม่เปลี่ยนแปลงเป็นธรรม. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทิฏฐิความเห็นว่าเที่ยงเช่นนั้น เป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่แม้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.

Item ๑๘๐

น เหว โข รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ น เวทนํ ฯ น สญฺญํ ฯ น สงฺขาเร ฯ น วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ นาปิ เอวํทิฏฺฐี โหติ โส อตฺตา โส โลโก โส เปจฺจ ภวิสฺสามิ นิจฺโจ ธุโว สสฺสโต อวิปริณามธมฺโมติ อปิจ โข เอวํทิฏฺฐี โหติ โน จสฺสํ โน จ เม สิยา น ภวิสฺสามิ น เม ภวิสฺสตีติ ฯ ยา โข ปน สา ภิกฺขเว อุจฺเฉททิฏฺฐิ สงฺขาโร โส ฯ โส ปน สงฺขาโร กึนิทาโน กึสมุทโย กึชาติโก กึปภโว ฯ อวิชฺชา- สมฺผสฺสเชน ภิกฺขเว เวทยิเตน ผุฏฺฐสฺส อสฺสุตวโต ปุถุชฺชนสฺส อุปฺปนฺนา ตณฺหา ตโตโช โส สงฺขาโร ฯ อิติ โข ภิกฺขเว โสปิ สงฺขาโร อนิจฺโจ ฯเปฯ เอวํปิ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อนนฺตรา อาสวานํ ขโย โหติ ฯ

ปุถุชนย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นเวทนา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสังขาร โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีทิฏฐิ เช่นนี้ ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละโลกนี้ไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความ ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา แต่ว่าเป็นผู้มีทิฏฐิ เช่นนี้ว่า เราไม่พึงมี และบริขารของเราไม่พึงมี เราจักไม่มี บริขารของเราจักไม่มี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มีทิฏฐิความเห็นว่าขาดสูญเช่นนั้นเป็น สังขาร. ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลแม้รู้อยู่อย่างนี้ เห็น อยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.

Item ๑๘๑

น เหว โข รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ น เวทนํ ฯ น สญฺญํ ฯ น สงฺขาเร ฯ น วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯเปฯ น วิญฺญาณสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ นาปิ เอวํทิฏฺฐี โหติ โส อตฺตา โส โลโก โส เปจฺจ ภวิสฺสามิ นิจฺโจ ธุโว สสฺสโต อวิปริณามธมฺโมติ นาปิ เอวํทิฏฺฐี โหติ โน จสฺสํ โน จ เม สิยา น ภวิสฺสามิ น เม ภวิสฺสตีติ อปิจ โข กงฺขี โหติ วิจิกิจฺฉี อนิฏฺฐงฺคโต สทฺธมฺเม ฯ ยา โข ปน สา ภิกฺขเว กงฺขิตา วิจิกิจฺฉิตา อนิฏฺฐงฺคตตา สทฺธมฺเม สงฺขาโร โส ฯ {๑๘๑.๑} โส ปน สงฺขาโร กึนิทาโน กึสมุทโย กึชาติโก กึปภโว ฯ อวิชฺชาสมฺผสฺสเชน ภิกฺขเว เวทยิเตน ผุฏฺฐสฺส อสฺสุตวโต ปุถุชฺชนสฺส อุปฺปนฺนา ตณฺหา ตโตโช โส สงฺขาโร ฯ อิติ โข ภิกฺขเว โสปิ สงฺขาโร อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน สาปิ ตณฺหา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา สาปิ เวทนา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา โสปิ ผสฺโส อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน สาปิ อวิชฺชา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ฯ เอวํปิ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อนนฺตรา อาสวานํ ขโย โหตีติ ฯ

ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่เห็นเวทนา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสังขาร โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีทิฏฐิ เช่นนี้ ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละโลกนี้ไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความ ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา และเป็นผู้ไม่มีทิฏฐิ เช่นนี้ว่า เราไม่พึงมี และบริขารของเราไม่พึง มี เราจักไม่มี บริขารของเราจักไม่มี แต่ว่ายังเป็นผู้มีความสงสัย เคลือบแคลง ไม่แน่ใจใน สัทธรรม. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความเป็นผู้มีความสงสัย เคลือบแคลง ไม่แน่ใจในสัทธรรม เช่นนั้นเป็นสังขาร. ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็น กำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชน ผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้อง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วย ประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดนั้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลแม้รู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดย ลำดับ. จบ สูตรที่ ๙.

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย