This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture ·

เล่ม ๒

Other items in this volume

๑. ปฐมกฐินสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยกฐินเดาะข้อที่ ๑]๒. อุทโทสิตสิกขาบท เรื่องภิกษุหลายรูป [ว่าด้วยกฐินเดาะข้อที่ ๒]๓. ตติยกฐินสิกขาบท เรื่องภิกษุรับอกาลจีวร [ว่าด้วยกฐินเดาะข้อที่ ๓]๔. ปุราณจีวรสิกขาบท เรื่องพระอุทายีกับอดีตภรรยา [ว่าด้วยการให้ซักจีวรเก่า]๕. จีวรปฏิคคหณสิกขาบท เรื่องภิกษุณีอุบลวรรณา [ว่าด้วยการรับจีวร]๖. อัญญาตกวิญญัตติสิกขาบท เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วยการออกปากขอคฤหัสถ์ผู้ไม่ใช่ญาติ]๗. ตตุตตริสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการออกปากขอจีวรเกิน]๘. อุปักขฏสิกขาบท เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วยคนตระเตรียมทรัพย์เป็นค่าจีวร]๙. ทุติยอุปักขฏสิกขาบท เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วยทรัพย์เป็นค่าจีวรที่พระราชาเป็นต้นให้ทูตนำมาถวาย]๑๐. ราชสิกขาบท เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วย มูลค่าจีวรที่เจ้าทรัพย์ส่งมาถวาย] รวมสิกขาบทที่มีในจีวรวรรค๑. โกสิยสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการทำสันถัตใยไหม]๒. สุทธกาฬกสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการทำสันถัตโดยใช้ขนเจียมดำล้วน]๓. เทฺวภาคสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการทำสันถัตโดยใช้ขนเจียมดำ ๒ ส่วน]๔. ฉัพพัสสสิกขาบท เรื่องภิกษุหลายรูป [ว่าด้วยการเก็บสันถัตไว้ ๖ ปี]๕. นิสีทนสันถตสิกขาบท เรื่องพระอุปเสนวังคันตบุตร [ว่าด้วยการทำสันถัตสำหรับรองนั่ง]๖. เอฬกโลมสิกขาบท เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่งรับขนเจียมระหว่างทาง [ว่าด้วยการรับขนเจียม]๗. เอฬกโลมโธวาปนสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการให้ซักขนเจียม]๘. รูปิยสิกขาบท เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วยการรับรูปิยะ]๙. รูปิยสังโวหารสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนรูปิยะ]๑๐. กยวิกกยสิกขาบท เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วยการซื้อขาย] รวมสิกขาบทที่มีในโกสิยวรรค๑. ปัตตสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยบาตร]๒. อูนปัญจพันธนสิกขาบท เรื่องภิกษุหลายรูป [ว่าด้วยบาตรมีรอยซ่อมหย่อนกว่า ๕ แห่ง]๓. เภสัชชสิกขาบท เรื่องพระปิลินทวัจฉะ [ว่าด้วยเภสัช]๔. วัสสิกสาฏิกสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยผ้าอาบน้ำฝน]๕. จีวรอัจฉินทนสิกขาบท เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วยการให้จีวรแล้วชิงเอาคืน]๖. สุตตวิญญัตติสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการออกปากขอด้าย]๗. มหาเปสการสิกขาบท เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วยการสั่งช่างหูกทอจีวร]๘. อัจเจกจีวรสิกขาบท เรื่องมหาอมาตย์ถวายผ้าจำนำพรรษา [ว่าด้วยอัจเจกจีวร]๙. สาสังกสิกขาบท เรื่องภิกษุหลายรูป [ว่าด้วยเสนาสนะป่าที่น่าหวาดระแวง]๑๐. ปริณตสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการน้อมลาภ] รวมสิกขาบทที่มีในปัตตวรรคบทสรุป๑. มุสาวาทสิกขาบท เรื่องพระหัตถกศากยบุตร [ว่าด้วยการกล่าวเท็จ]เรื่องพระฉัพพัคคีย์ เรื่องโคนันทิวิสาล พระบัญญัติ สิกขาบทวิภังค์ บทภาชนีย์อุปสัมบันกล่าวเสียดสีอุปสัมบันอุปสัมบันกล่าวเสียดสีอนุปสัมบัน๑. กล่าวเสียดสีด้วยชาติกำเนิดต่ำ เป็นต้นอุปสัมบันกล่าวเสียดสีอนุปสัมบันอนาปัตติวารเรื่องพระฉัพพัคคีย์ พระบัญญัติ สิกขาบทวิภังค์ บทภาชนีย์ อุปสัมบันกล่าวส่อเสียดอุปสัมบัน เป็นอาบัติตามวัตถุ อนาปัตติวาร๔. ปทโสธัมมสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการให้กล่าวธรรมเป็นบทๆ]เรื่องภิกษุบวชใหม่ พระบัญญัติ เรื่องสามเณรราหุล พระอนุบัญญัติ สิกขาบทวิภังค์ บทภาชนีย์ อนาปัตติวาร๖. ทุติยสหเสยยสิกขาบท เรื่องพระอนุรุทธะ [ว่าด้วยการนอนร่วมกันข้อที่ ๒]เรื่องพระอุทายี พระบัญญัติ เรื่องอุบาสิกา พระอนุบัญญัติ ๑ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ พระอนุบัญญัติ ๒ สิกขาบทวิภังค์ บทภาชนีย์ อนาปัตติวาร๘. ภูตาโรจนสิกขาบท เรื่องภิกษุชาวฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทา [ว่าด้วยการบอกอุตตริมนุสสธรรมที่มีจริง]๙. ทุฏฐุลลาโรจนสิกขาบท เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วยการบอกอาบัติชั่วหยาบ]๑๐. ปฐวีขณนสิกขาบท เรื่องภิกษุชาวเมืองอาฬวี [ว่าด้วยการขุดดิน] รวมสิกขาบทที่มีในมุสาวาทวรรค๑. ภูตคามสิกขาบท เรื่องภิกษุชาวเมืองอาฬวี [ว่าด้วยการพรากภูตคาม]๒. อัญญวาทกสิกขาบท เรื่องพระฉันนะ [ว่าด้วยการกล่าวกลบเกลื่อน]๓. อุชฌาปนกสิกขาบท เรื่องพระทัพพมัลลบุตร [ว่าด้วยการกล่าวให้เพ่งโทษ]๔. ปฐมเสนาสนสิกขาบท เรื่องภิกษุหลายรูป [ว่าด้วยเสนาสนะข้อที่ ๑]๕. ทุติยเสนาสนสิกขาบท เรื่องพระสัตตรสวัคคีย์ [ว่าด้วยเสนาสนะข้อที่ ๒]๖. อนุปขัชชสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการเข้าไปแทรกแซง]๗. นิกกัฑฒนสิกขาบท เรื่องพระสัตตรสวัคคีย์ [ว่าด้วยการฉุดลากออก]๘. เวหาสกุฏิสิกขาบท เรื่องภิกษุ ๒ รูป [ว่าด้วยกุฎีชั้นลอย]๙. มหัลลกวิหารสิกขาบท เรื่องพระฉันนะ [ว่าด้วยการสร้างวิหารใหญ่]๑๐. สัปปาณกสิกขาบท เรื่องภิกษุชาวเมืองอาฬวี [ว่าด้วยสิ่งมีชีวิต] รวมสิกขาบทที่มีในภูตคามวรรคเรื่องพระฉัพพัคคีย์ พระบัญญัติ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ (ต่อ) คุณสมบัติของภิกษุผู้สั่งสอนภิกษุณี ๘ อย่าง สิกขาบทวิภังค์ ครุธรรม ๘ ข้อ บทภาชนีย์ อนาปัตติวาร๒. อัตถังคตสิกขาบท เรื่องพระจูฬปันถก [ว่าด้วยการสั่งสอนภิกษุณีในเวลาที่ดวงอาทิตย์อัสดงแล้ว]เรื่องพระฉัพพัคคีย์ พระบัญญัติ เรื่องพระนางมหาปชาบดีโคตมีเป็นไข้ พระอนุบัญญัติ สิกขาบทวิภังค์ บทภาชนีย์ อนาปัตติวาร๔. อามิสสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการสั่งสอนภิกษุณีเพราะเห็นแก่อามิส]เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง พระบัญญัติ เรื่องภิกษุหลายรูป พระอนุบัญญัติ สิกขาบทวิภังค์ บทภาชนีย์ อนาปัตติวาร๖. จีวรสิพพนสิกขาบท เรื่องพระอุทายี [ว่าด้วยการเย็บจีวรให้ภิกษุณี]เรื่องพระฉัพพัคคีย์ พระบัญญัติ เรื่องภิกษุและภิกษุณีหลายรูป พระอนุบัญญัติ สิกขาบทวิภังค์ บทภาชนีย์ อนาปัตติวารเรื่องพระฉัพพัคคีย์ พระบัญญัติ เรื่องภิกษุและภิกษุณีหลายรูป พระอนุบัญญัติ สิกขาบทวิภังค์ บทภาชนีย์ อนาปัตติวารเรื่องภิกษุณีถุลลนันทา พระบัญญัติ เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง พระอนุบัญญัติ สิกขาบทวิภังค์ บทภาชนีย์ อนาปัตติวาร๑๐. รโหนิสัชชสิกขาบท เรื่องพระอุทายี [ว่าด้วยการนั่งในที่ลับ] รวมสิกขาบทที่มีในโอวาทวรรคเรื่องพระฉัพพัคคีย์ พระบัญญัติ เรื่องพระสารีบุตร พระอนุบัญญัติ สิกขาบทวิภังค์ บทภาชนีย์ อนาปัตติวารเรื่องพระเทวทัต พระบัญญัติ เรื่องภิกษุเป็นไข้ พระอนุบัญญัติ ๑ เรื่องทรงอนุญาตให้ฉันคณโภชนะได้ในสมัยที่ถวายจีวร พระอนุบัญญัติ ๒ เรื่องทรงอนุญาตให้ฉันคณโภชนะได้ในสมัยที่ทำจีวร พระอนุบัญญัติ ๓ เรื่องทรงอนุญาตให้ฉันคณโภชนะได้ในสมัยที่เดินทางไกล พระอนุบัญญัติ ๔ เรื่องทรงอนุญาตให้ฉันคณโภชนะได้ในสมัยที่โดยสารเรือ พระอนุบัญญัติ ๕ เรื่องทรงอนุญาตให้ฉันคณโภชนะได้ในมหาสมัย พระอนุบัญญัติ ๖ เรื่องทรงอนุญาตให้ฉันคณโภชนะได้ในสมัยที่เป็นภัตตาหารของสมณะ พระอนุบัญญัติ ๗ สิกขาบทวิภังค์ บทภาชนีย์ อนาปัตติวารเรื่องชายกรรมกรผู้ยากจน พระบัญญัติ เรื่องภิกษุเป็นไข้ พระอนุบัญญัติ ๑ เรื่องทรงอนุญาตให้ฉันปรัมปรโภชนะได้ในสมัยที่ถวายจีวร พระอนุบัญญัติ ๒ เรื่องทรงอนุญาตให้ฉันปรัมปรโภชนะได้ในสมัยที่ทำจีวร พระอนุบัญญัติ ๓ เรื่องวิกัปอาหารที่หวังว่าจะได้ สิกขาบทวิภังค์ บทภาชนีย์ อนาปัตติวารเรื่องอุบาสิกามารดาของนางกาณา เรื่องพ่อค้าเกวียน พระบัญญัติ สิกขาบทวิภังค์ บทภาชนีย์ อนาปัตติวารเรื่องภิกษุหลายรูป พระบัญญัติ เรื่องภัตตาหารที่เป็นเดน พระอนุบัญญัติ สิกขาบทวิภังค์ ลักษณะการบอกห้ามภัตตาหาร ของที่ไม่เป็นเดน ของที่เป็นเดน ของเคี้ยว ของฉัน บทภาชนีย์ อนาปัตติวาร๖. ทุติยปวารณาสิกขาบท เรื่องภิกษุ ๒ รูป [ว่าด้วยการบอกห้ามภัตตาหารข้อที่ ๒]๗. วิกาลโภชนสิกขาบท เรื่องพระสัตตรสวัคคีย์ [ว่าด้วยการฉันโภชนะในเวลาวิกาล]๘. สันนิธิการกสิกขาบท เรื่องพระเวฬัฏฐสีสะ [ว่าด้วยการสะสมโภชนะ]เรื่องพระฉัพพัคคีย์ พระบัญญัติ เรื่องภิกษุเป็นไข้ พระอนุบัญญัติ สิกขาบทวิภังค์ บทภาชนีย์ อนาปัตติวารเรื่องภิกษุรูปหนึ่ง พระบัญญัติ ทรงอนุญาตน้ำและไม้ชำระฟัน พระอนุบัญญัติ สิกขาบทวิภังค์ บทภาชนีย์ อนาปัตติวาร รวมสิกขาบทที่มีในโภชนวรรค๑. อเจลกสิกขาบท เรื่องพระอานนท์ [ว่าด้วยนักบวชเปลือย]๒. อุยโยชนสิกขาบท เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วยการส่งกลับ]๓. สโภชนสิกขาบท เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วยการเข้าไปแทรกแซงในที่ที่มีคน ๒ คน]๔. รโหปฏิจฉันนสิกขาบท เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วยการนั่งในที่ลับมีสิ่งกำบัง]๕. รโหนิสัชชสิกขาบท เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วยการนั่งในที่ลับ]๖. จาริตตสิกขาบท เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วยการเที่ยวสัญจรไป]๗. มหานามสิกขาบท เรื่องมหานามศากยะ [ว่าด้วยพระเจ้ามหานามศากยะ]๘. อุยยุตตเสนาสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยกองทัพที่เคลื่อนขบวนออกรบ]๙. เสนาวาสสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการพักอยู่ในกองทัพ]๑๐. อุยโยธิกสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการไปดูสนามรบ] รวมสิกขาบทที่มีในอเจลกวรรค๑. สุราปานสิกขาบท เรื่องพระสาคตะ [ว่าด้วยการดื่มสุราและเมรัย]๒. อังคุลิปโตทกสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการใช้นิ้วมือจี้กันและกัน]๓. หัสสธัมมสิกขาบท เรื่องพระสัตตรสวัคคีย์ [ว่าด้วยการเล่นนํ้า]๔. อนาทริยสิกขาบท เรื่องพระฉันนะ [ว่าด้วยความไม่เอื้อเฟื้อต่อคำตักเตือน]๕. ภิงสาปนสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการทำให้ตกใจ]๖. โชติกสิกขาบท เรื่องภิกษุหลายรูป [ว่าด้วยการก่อไฟผิง]๗. นหานสิกขาบท เรื่องพระเจ้าพิมพิสาร [ว่าด้วยการสรงน้ำนอกสมัย]๘. ทุพพัณณกรณสิกขาบท เรื่องภิกษุหลายรูป [ว่าด้วยการทำจีวรใหม่ให้เสียสี]๙. วิกัปปนสิกขาบท เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วยการวิกัปปจีวร]๑๐. จีวรอปนิธานสิกขาบท เรื่องพระสัตตรสวัคคีย์ [ว่าด้วยการซ่อนจีวร] รวมสิกขาบทที่มีในสุราปานวรรค๑. สัญจิจจสิกขาบท เรื่องพระอุทายี [ว่าด้วยความจงใจปลงชีวิตสัตว์]๒. สัปปาณกสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการบริโภคน้ำที่มีสัตว์มีชีวิต]๓. อุกโกฏนสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการรื้อฟื้นอธิกรณ์ขึ้นมาพิจารณาใหม่]๔. ทุฏฐุลลสิกขาบท เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วยการปกปิดอาบัติชั่วหยาบ]๕. อูนวีสติวัสสสิกขาบท เรื่องเด็กชายอุบาลี [ว่าด้วยการอุปสมบทให้บุคคลมีอายุหย่อนกว่า ๒๐ ปี]๖. เถยยสัตถสิกขาบท เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง [ว่าด้วยการเดินทางไกลร่วมกับพ่อค้าเกวียนผู้เป็นโจร]๗. สังวิธานสิกขาบท เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง [ว่าด้วยการชักชวนเดินทางไกลร่วมกับมาตุคาม]๘. อริฏฐสิกขาบท เรื่องพระอริฏฐะ [ว่าด้วยพระอริฏฐะกล่าวตู่พระผู้มีพระภาค]๙. อุกขิตตสัมโภคสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการคบหาภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม]๑๐. กัณฏกสิกขาบท เรื่องสมณุทเทสชื่อกัณฏกะ [ว่าด้วยสมณุทเทสชื่อกัณฏกะถูกสงฆ์นาสนะ] รวมสิกขาบทที่มีในสัปปาณกวรรค๑. สหธรรมิกสิกขาบท เรื่องพระฉันนะ [ว่าด้วยการกล่าวตักเตือนผู้ร่วมประพฤติธรรมโดยชอบธรรม]๒. วิเลขนสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การก่นสิกขาบท]๓. โมหนสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการทำให้ผู้อื่นหลง]๔. ปหารสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการทำร้ายเพื่อนภิกษุ]๕. ตลสัตติกสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการเงื้อหอกคือฝ่ามือขึ้นทำทีว่าจะทำร้าย]๖. อมูลกสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการใส่ความด้วยอาบัติสังฆาทิเสสที่ไม่มีมูล]๗. สัญจิจจสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการจงใจก่อความรำคาญ]๘. อุปัสสุติสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการแอบฟังภิกษุทะเลาะกัน]๙. กัมมปฏิพาหนสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการคัดค้านกรรมที่ถูกต้อง]๑๐. ฉันทอทัตวาคมนสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการไม่ให้ฉันทะแล้วไปเสีย]๑๑. ทัพพสิกขาบท เรื่องพระทัพพมัลลบุตร [ว่าด้วยการถวายจีวรแก่พระทัพพมัลลบุตร]๑๒. ปริณามนสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการน้อมลาภที่เป็นของสงฆ์ไปเพื่อบุคคล] รวมสิกขาบทที่มีในสหธรรมิกวรรคเรื่องพระเจ้าปเสนทิโกศล การเข้าเขตพระราชฐานชั้นในมีโทษ ๑๐ อย่าง๒. รตนสิกขาบท เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง [ว่าด้วยการเก็บรัตนะที่เจ้าของลืมไว้]๓. วิกาลคามปเวสนสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการเข้าหมู่บ้านในเวลาวิกาล]๔. สูจิฆรสิกขาบท เรื่องภิกษุหลายรูป [ว่าด้วยการทำกล่องเข็มด้วยกระดูกเป็นต้น]๕. มัญจปีฐสิกขาบท เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วยการทำเตียงและตั่ง]๖. ตูโลนัทธสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการทำเตียงตั่งหุ้มนุ่น]๗. นิสีทนสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการทำผ้ารองนั่ง]๘. กัณฑุปฏิจฉาทิสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการทำผ้าปิดฝี]๙. วัสสิกสาฏิกาสิกขาบท เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วยการทำผ้าอาบนํ้าฝน]๑๐. นันทสิกขาบท เรื่องพระนันทะ [ว่าด้วยพระนันทะ] รวมสิกขาบทที่มีในรตนวรรคบทสรุป๑. ปฐมปาฏิเทสนียสิกขาบท ว่าด้วยการรับของเคี้ยวของฉันจากมือภิกษุณีผู้ไม่ใช่ญาติ เรื่องภิกษุณีรูปหนึ่ง๒. ทุติยปาฏิเทสนียสิกขาบท ว่าด้วยการไม่ห้ามภิกษุณีผู้คอยบงการ เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์๓. ตติยปาฏิเทสนียสิกขาบท ว่าด้วยการรับของเคี้ยวของฉันในที่ที่ไม่ได้รับนิมนต์ไว้ก่อน เรื่องตระกูลหนึ่ง๔. จตุตถปาฏิเทสนียสิกขาบท ว่าด้วยการรับของเคี้ยวของฉันจากทายกที่ไม่ได้แจ้งไว้ก่อน เรื่องคนรับใช้ของเจ้าศากยะบทสรุป๑. ปริมัณฑลวรรค หมวดว่าด้วยการนุ่งห่มเรียบร้อย๒. อุชชัคฆิกวรรค หมวดว่าด้วยการหัวเราะ๓. ขัมภตกวรรค หมวดว่าด้วยการเท้าสะเอว๔. สักกัจจวรรค หมวดว่าด้วยความเคารพ๕. กพฬวรรค หมวดว่าด้วยคำข้าว๖. สุรุสุรุวรรค หมวดว่าด้วยการฉันดังซู้ดๆ๗. ปาทุกาวรรค หมวดว่าด้วยเขียงเท้า บทสรุป๘. อธิกรณสมถะคำนิคม

Commentary

Scripture

๑. มุสาวาทสิกขาบท เรื่องพระหัตถกศากยบุตร [ว่าด้วยการกล่าวเท็จ]

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

11 items1 editions

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

Front matter of the printed edition

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท นิทานวัตถุ ๕. ปาจิตติยกัณฑ์ ท่านทั้งหลาย ธรรมคือปาจิตตีย์ ๙๒ สิกขาบทเหล่านี้ มาถึงวาระที่จะยกขึ้น แสดงเป็นข้อๆ ตามลำดับ ๑. มุสาวาทวรรค หมวดว่าด้วยการกล่าวเท็จ ๑. มุสาวาทสิกขาบท ว่าด้วยการกล่าวเท็จ เรื่องพระหัตถกศากยบุตร

Item

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น พระหัตถกศากยบุตรเป็นนักโต้ วาทะ เมื่อท่านเจรจากับพวกเดียรถีย์ ปฏิเสธแล้วรับ รับแล้วปฏิเสธ เอาเรื่องหนึ่ง มากล่าวกลบเกลื่อนอีกเรื่องหนึ่ง กล่าวเท็จทั้งที่รู้ นัดหมายแล้วทำให้คลาดเคลื่อน พวกเดียรถีย์จึงพากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพระหัตถกศากยบุตร เมื่อเจรจากับพวกเรา จึงปฏิเสธแล้วรับ รับแล้วปฏิเสธ เอาเรื่องหนึ่งมากล่าวกลบ เกลื่อนอีกเรื่องหนึ่ง กล่าวเท็จทั้งที่รู้ นัดหมายแล้วทำให้คลาดเคลื่อนเล่า” พวกภิกษุได้ยินพวกเดียรถีย์ตำหนิ ประณาม โพนทะนา จึงเข้าไปหาพระ หัตถกศากยบุตรถึงที่อยู่ ครั้นถึงแล้วได้กล่าวกับพระหัตถกศากยบุตรดังนี้ว่า “ท่าน @เชิงอรรถ : @ วาทกฺขิตฺต ที่แปลว่า “เป็นนักโต้วาทะ” นั้น ตามอธิบายแห่งอรรถกถาว่า “วาทํ กริสฺสามี”ติ เอวํ @ปริวิตกฺกิเตน วาเทน ปรวาทีสนฺติกํ ขิตฺโต ปกฺขิตฺโต, ปหิโต เปสิโตติ อตฺโถ วาทมฺหิ วา สเกน จิตฺเตน @ขิตฺโต, ยตฺร ยตฺร วาโท ตตฺร ตตฺเรว สนฺทิสฺสตีติปิ วาทกฺขิตฺโต ถูกวาทะที่กำหนดไว้ว่า เราจักโต้วาทะ @เหวี่ยงไป ไสไป ส่งไปยังสำนักปรวาที อีกประการหนึ่ง คือถูกจิตของตนส่งไปในสถานที่โต้วาทะ คือในที่ใดๆ @มีการโต้วาทะกัน ย่อมไปปรากฏตัวในที่นั้นๆ (วิ.อ. ๒/๑/๒๕๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๘๕} พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท พระบัญญัติ หัตถกะ ได้ทราบว่า เมื่อท่านเจรจากับพวกเดียรถีย์ ปฏิเสธแล้วรับ รับแล้วปฏิเสธ เอาเรื่องหนึ่งมากล่าวกลบเกลื่อนอีกเรื่องหนึ่ง กล่าวเท็จทั้งที่รู้ นัดหมายแล้วทำให้ คลาดเคลื่อน จริงหรือ” พระหัตถกศากยบุตรตอบว่า “เราต้องเอาชนะพวกเดียรถีย์เหล่านั้นด้วยวิธีใด วิธีหนึ่ง พวกเราไม่ควรให้ชัยชนะแก่พวกเดียรถีย์เหล่านั้น” บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ฯลฯ พากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉน พระหัตถกศากยบุตรเมื่อเจรจากับพวกเดียรถีย์ จึงปฏิเสธแล้วรับ รับแล้วปฏิเสธ เอาเรื่องหนึ่งมากล่าวกลบเกลื่อนอีกเรื่องหนึ่ง กล่าวเท็จทั้งที่รู้ นัดหมายแล้วทำให้ คลาดเคลื่อนเล่า” ครั้นภิกษุเหล่านั้นตำหนิพระหัตถกศากยบุตรโดยประการต่างๆ แล้วจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ ทรง สอบถามพระหัตถกศากยบุตรว่า “หัตถกะ ทราบว่า เมื่อเธอเจรจากับพวกเดียรถีย์ ปฏิเสธแล้วรับ รับแล้วปฏิเสธ เอาเรื่องหนึ่งมากล่าวกลบเกลื่อนอีกเรื่องหนึ่ง กล่าว เท็จทั้งที่รู้ นัดหมายแล้วทำให้คลาดเคลื่อน จริงหรือ” พระหัตถกศากยบุตรทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “โมฆบุรุษ ไฉนเธอ เมื่อเจรจากับพวกเดียรถีย์ จึงปฏิเสธแล้วรับ รับแล้วปฏิเสธ เอาเรื่องหนึ่งมากล่าว กลบเกลื่อนอีกเรื่องหนึ่ง กล่าวเท็จทั้งที่รู้ นัดหมายแล้วทำให้คลาดเคลื่อนเล่า โมฆ บุรุษ การกระทำอย่างนี้ มิได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส หรือทำคนที่เลื่อมใส อยู่แล้วให้เลื่อมใสยิ่งขึ้นได้เลย ฯลฯ” แล้วจึงรับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายยกสิกขาบทนี้ ขึ้นแสดงดังนี้ พระบัญญัติ

Item

ภิกษุต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะกล่าวเท็จทั้งที่รู้ เรื่องพระหัตถกศากยบุตร จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๘๖} พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท บทภาชนีย์ สิกขาบทวิภังค์

Item

ที่ชื่อว่า กล่าวเท็จทั้งที่รู้ ได้แก่ วาจา เสียงที่เปล่งออก คำเป็นทาง วจีเภท เจตนาที่ให้รู้ทางวาจาของผู้มุ่งจะกล่าวให้คลาดความจริง ได้แก่ ถ้อยคำ ของอนารยชน ๘ อย่าง คือ ๑. ไม่ได้เห็น แต่กล่าวว่า ข้าพเจ้าได้เห็น ๒. ไม่ได้ยิน แต่กล่าวว่า ข้าพเจ้าได้ยิน ๓. ไม่ทราบ แต่กล่าวว่า ข้าพเจ้าทราบ ๔. ไม่รู้ แต่กล่าวว่า ข้าพเจ้ารู้ ๕. ได้เห็น แต่กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ได้เห็น ๖. ได้ยิน แต่กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ยิน ๗. ทราบ แต่กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ทราบ ๘. รู้ แต่กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่รู้ บทภาชนีย์ ๑. ที่ชื่อว่า ไม่ได้เห็น คือ ไม่ได้เห็นด้วยตา ๒. ที่ชื่อว่า ไม่ได้ยิน คือ ไม่ได้ยินด้วยหู ๓. ที่ชื่อว่า ไม่ทราบ คือ ไม่ได้สูดดมด้วยจมูก ไม่ได้ลิ้มด้วยลิ้น ไม่ได้ สัมผัสด้วยกาย ๔. ที่ชื่อว่า ไม่รู้ คือ ไม่รู้ด้วยใจ ๕. ที่ชื่อว่า ได้เห็น คือ ได้เห็นด้วยตา ๖. ที่ชื่อว่า ได้ยิน คือ ได้ยินด้วยหู ๗. ที่ชื่อว่า ทราบ คือ ได้สูดดมด้วยจมูก ได้ลิ้มด้วยลิ้น ได้สัมผัสด้วยกาย ๘. ที่ชื่อว่า รู้ คือ รู้ด้วยใจ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๘๗} พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท บทภาชนีย์ อาการกล่าวเท็จทั้งที่รู้ ๑. ไม่ได้เห็น แต่กล่าวว่าได้เห็น

Item

ไม่ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ (๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าวก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล้วก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ไม่ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๔ อย่าง คือ (๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าวก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้น กล่าวแล้วก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว (๔) อำพรางความเห็น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ไม่ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๕ อย่าง คือ (๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าวก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้น กล่าวแล้วก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว (๔) อำพรางความเห็น (๕) อำพรางความเห็นชอบ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ไม่ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๖ อย่าง คือ (๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าวก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล้วก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว (๔) อำพรางความเห็น (๕) อำพรางความ เห็นชอบ (๖) อำพรางความพอใจ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ไม่ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๗ อย่าง คือ (๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าวก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล้วก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว (๔) อำพรางความเห็น (๕) อำพรางความเห็น ชอบ (๖) อำพรางความพอใจ (๗) อำพรางความประสงค์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๒. ไม่ได้ยิน แต่กล่าวว่าได้ยิน

Item

ไม่ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๘๘} พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท บทภาชนีย์ ๓. ไม่ทราบ แต่กล่าวว่าทราบ ไม่ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ๔. ไม่รู้ แต่กล่าวว่ารู้ ไม่รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ (๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าวก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้น กล่าวแล้วก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ไม่รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้ว” ด้วยอาการ ๔ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๕ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๖ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๗ อย่าง คือ (๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าวก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้น กล่าวแล้วก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว (๔) อำพรางความเห็น (๕) อำพรางความเห็นชอบ (๖) อำพรางความพอใจ (๗) อำพรางความประสงค์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ไม่ได้เห็น แต่กล่าวว่าได้เห็นและได้ยิน

Item

ไม่ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้วและได้ยินแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ได้เห็น แต่กล่าวว่าได้เห็นและทราบ ไม่ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้วและทราบแล้ว” ด้วย อาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ได้เห็น แต่กล่าวว่าได้เห็นและรู้ ไม่ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้วและรู้แล้ว” ด้วย อาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๘๙} พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท บทภาชนีย์ ไม่ได้เห็น แต่กล่าวว่าได้เห็น ได้ยิน และทราบ ไม่ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว และทราบ แล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ได้เห็น แต่กล่าวว่าได้เห็น ได้ยิน และรู้ ไม่ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว และรู้แล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ได้เห็น แต่กล่าวว่าได้เห็น ได้ยิน ทราบ และรู้ ไม่ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว ทราบแล้ว และรู้แล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ได้ยิน แต่กล่าวว่าได้ยินและทราบ ไม่ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินแล้วและทราบแล้ว” ด้วย อาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ได้ยิน แต่กล่าวว่าได้ยินและรู้ ไม่ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินแล้วและรู้แล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ได้ยิน แต่กล่าวว่าได้ยินและได้เห็น ไม่ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินแล้วและได้เห็นแล้ว” ด้วย อาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ได้ยิน แต่กล่าวว่าได้ยิน ทราบ และรู้ ไม่ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินแล้ว ทราบแล้ว และรู้แล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๙๐} พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท บทภาชนีย์ ไม่ได้ยิน แต่กล่าวว่าได้ยิน ทราบ และได้เห็น ไม่ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินแล้ว ทราบแล้ว และได้ เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ได้ยิน แต่กล่าวว่าได้ยิน ทราบ รู้ และได้เห็น ไม่ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยิน ทราบแล้ว รู้แล้ว และได้ เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ทราบ แต่กล่าวว่าทราบและรู้ ไม่ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้วและรู้แล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ทราบ แต่กล่าวว่าทราบและได้เห็น ไม่ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้วและได้เห็นแล้ว” ด้วย อาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ทราบ แต่กล่าวว่าทราบและได้ยิน ไม่ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้วและได้ยินแล้ว” ด้วย อาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ทราบ แต่กล่าวว่าทราบ รู้ และได้เห็น ไม่ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้ว รู้แล้ว และได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ทราบ แต่กล่าวว่าทราบ รู้ และได้ยิน ไม่ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้ว รู้แล้ว และได้ยินแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๙๑} พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท บทภาชนีย์ ไม่ทราบ แต่กล่าวว่าทราบ รู้ เห็น และได้ยิน ไม่ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้ว รู้แล้ว ได้เห็นแล้ว และ ได้ยินแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่รู้ แต่กล่าวว่ารู้และได้เห็น ไม่รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้วและได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่รู้ แต่กล่าวว่ารู้และได้ยิน ไม่รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้วและได้ยินแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่รู้ แต่กล่าวว่ารู้และทราบ ไม่รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้วและทราบแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่รู้ แต่กล่าวว่ารู้ ได้เห็น และได้ยิน ไม่รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้ว ได้เห็นแล้ว และได้ยินแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่รู้ แต่กล่าวว่ารู้ ได้เห็น และทราบ ไม่รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้ว ได้เห็นแล้ว และทราบแล้ว” ด้วย อาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่รู้ แต่กล่าวว่ารู้ ได้เห็น ได้ยินและทราบ ไม่รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้ว ได้เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว และทราบ แล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๙๒} พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท บทภาชนีย์ ๕. ได้เห็น แต่กล่าวว่าไม่ได้เห็น

Item

ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ (๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าวก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล้วก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๔ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๕ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๖ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๗ อย่าง คือ (๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าวก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้น กล่าวแล้วก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว (๔) อำพรางความเห็น (๕) อำพรางความเห็นชอบ (๖) อำพรางความพอใจ (๗) อำพรางความประสงค์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๖. ได้ยิน แต่กล่าวว่าไม่ได้ยิน ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้ยินแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ๗. ทราบ แต่กล่าวว่าไม่ทราบ ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าไม่ทราบแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ๘. รู้ แต่กล่าวว่าไม่รู้ รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าไม่รู้แล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ (๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าวก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้น กล่าวแล้วก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าไม่รู้แล้ว” ด้วยอาการ ๔ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๕ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๖ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๗ อย่าง คือ (๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าวก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้น กล่าวแล้วก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว (๔) อำพรางความเห็น (๕) อำพรางความเห็นชอบ (๖) อำพรางความพอใจ (๗) อำพรางความประสงค์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๙๓} พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท บทภาชนีย์ ได้เห็น แต่กล่าวว่าได้ยิน

Item

ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ได้เห็น แต่กล่าวว่าทราบ ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ได้เห็น แต่กล่าวว่ารู้ ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้อง อาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ได้เห็น แต่กล่าวว่าได้ยินและทราบ ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินแล้วและทราบแล้ว” ด้วย อาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ได้เห็น แต่กล่าวว่าได้ยินและรู้ ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินแล้วและรู้แล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ได้เห็น แต่กล่าวว่าได้ยิน ทราบและรู้ ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินแล้ว” ทราบแล้วและรู้แล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ได้ยิน แต่กล่าวว่าทราบ ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๙๔} พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท บทภาชนีย์ ได้ยิน แต่กล่าวว่ารู้ ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้อง อาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ได้ยิน แต่กล่าวว่าได้เห็น ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ได้ยิน แต่กล่าวว่าทราบและรู้ ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้วและรู้แล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ได้ยิน แต่กล่าวว่าทราบและได้เห็น ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้วและได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ได้ยิน แต่กล่าวว่าทราบ รู้ และได้เห็น ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้ว รู้แล้วและได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ทราบ แต่กล่าวว่ารู้ ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้อง อาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ทราบ แต่กล่าวว่าได้เห็น ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๙๕} พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท บทภาชนีย์ ทราบ แต่กล่าวว่าได้ยิน ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ทราบ แต่กล่าวว่ารู้และได้เห็น ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้วและได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ทราบ แต่กล่าวว่ารู้และได้ยิน ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้วและได้ยินแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ทราบ แต่กล่าวว่ารู้ ได้เห็น และได้ยิน ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้ว ได้เห็นแล้วและได้ยินแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ รู้ แต่กล่าวว่าได้เห็น รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้อง อาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ รู้ แต่กล่าวว่าได้ยิน รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้อง อาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ รู้ แต่กล่าวว่าทราบ รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้อง อาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๙๖} พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท บทภาชนีย์ รู้ แต่กล่าวว่าได้เห็นและได้ยิน รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้วและได้ยินแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ รู้ แต่กล่าวว่าได้เห็นและทราบ รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้วและทราบแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ รู้ แต่กล่าวว่าได้เห็น ได้ยินและทราบ รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว ได้ยินแล้วและทราบแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ได้เห็น - แต่ไม่แน่ใจ

Item

ภิกษุไม่แน่ใจสิ่งที่ได้เห็น กำหนดสิ่งที่ได้เห็นไม่ได้ จำสิ่งที่ได้เห็นไม่ได้ หลงลืมสิ่งที่ได้เห็น กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้วและได้ยินแล้ว” ด้วย อาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว ทราบแล้ว และรู้แล้ว” ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ได้ยิน - แต่ไม่แน่ใจ ภิกษุไม่แน่ใจสิ่งที่ได้ยิน กำหนดสิ่งที่ได้ยินไม่ได้ จำสิ่งที่ได้ยินไม่ได้ หลงลืมสิ่ง ที่ได้ยิน ฯลฯ ทราบ - แต่ไม่แน่ใจ ภิกษุไม่แน่ใจสิ่งที่ได้ทราบ กำหนดสิ่งที่ได้ทราบไม่ได้ จำสิ่งที่ได้ทราบไม่ได้ หลงลืมสิ่งที่ได้ทราบ ฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๙๗} พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท อนาปัตติวาร รู้ - แต่ไม่แน่ใจ เป็นต้น ภิกษุไม่แน่ใจสิ่งที่ได้รู้ กำหนดสิ่งที่ได้รู้ไม่ได้ จำสิ่งที่ได้รู้ไม่ได้ หลงลืมสิ่งที่ได้รู้ กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้วและได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ หลง ลืมสิ่งที่ได้รู้ กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้วและได้ยินแล้ว” ฯลฯ หลงลืมสิ่งที่ได้รู้ กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้วและทราบแล้ว” ฯลฯ หลงลืมสิ่งที่ได้รู้ กล่าวเท็จ ทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้ว ได้เห็นแล้ว และได้ยินแล้ว” ฯลฯ หลงลืมสิ่งที่ได้รู้ กล่าว เท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้ว ได้เห็นแล้ว และทราบแล้ว” ฯลฯ หลงลืมสิ่งที่ได้รู้ กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้ว ได้เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว และทราบแล้ว” ด้วย อาการ ๓ อย่าง คือ (๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าวก็รู้ว่ากำลัง กล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล้วก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

Item ๑๐

ภิกษุไม่แน่ใจสิ่งที่ได้รู้ กำหนดสิ่งที่ได้รู้ไม่ได้ จำสิ่งที่ได้รู้ไม่ได้ หลงลืม สิ่งที่ได้รู้ กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้ว ได้เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว และทราบแล้ว” ด้วยอาการ ๔ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๕ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๖ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๗ อย่าง คือ (๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าวก็รู้ ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล้วก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว (๔) อำพรางความเห็น (๕) อำพรางความเห็นชอบ (๖) อำพรางความพอใจ (๗) อำพรางความประสงค์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ อนาปัตติวาร ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ

Item ๑๑

๑. ภิกษุกล่าวพลั้ง ๒. ภิกษุกล่าวพลาด ๓. ภิกษุวิกลจริต ๔. ภิกษุต้นบัญญัติ มุสาวาทสิกขาบทที่ ๑ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๙๘}

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้