This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระสุตตันตปิฎก ·

เล่ม ๒๔ · อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต

Other items in this volume

กิมัตถิยสูตรเจตนาสูตรสีลสูตรอุปนิสาสูตรอานันทสูตรสมาธิสูตรสาริปุตตสูตรสัทธาสูตรสันตสูตรวิชชยสูตรเสนาสนสูตรอังคสูตรสังโยชนสูตรขีลสูตรอัปปมาทสูตรอาหุเนยยสูตรนาถสูตร ที่ ๑นาถสูตร ที่ ๒อริยวสสูตร ที่ ๑อริยวสสูตร ที่ ๒สีหสูตรอธิมุตติสูตรกายสูตรมหาจุนทสูตรกสิณสูตรกาลีสูตรมหาปัญหาสูตร ที่ ๑มหาปัญหาสูตร ที่ ๒โกศลสูตร ที่ ๑โกศลสูตร ที่ ๒อุปาลิสูตรที่ ๑อุพพาหสูตรอุปสัมปทาสูตรนิสสยสูตรอุปาลิสังฆเภทสูตรอุปาลิสามัคคีสูตรอานันทสังฆเภทสูตรอานันทสังฆสามัคคีสูตรวิวาทสูตรวิวาทมูลสูตร ที่ ๑วิวาทมูลสูตร ที่ ๒กุสินาราสูตรปเวสนสูตรสักกสูตรมหาลิสูตรอภิณหปัจจเวกขณธรรมสูตรสรีรัฏฐธรรมสูตรภัณฑนสูตรสจิตตสูตรสาริปุตตสูตรฐิติสูตรสมถสูตรปริหานสูตรสัญญาสูตร ที่ ๑สัญญาสูตร ที่ ๒มูลสูตรปัพพชิตสูตรอาพาธสูตรอวิชชาสูตรตัณหาสูตรนิฏฐาสูตรอเวจจสูตรสุขสูตร ที่ ๑สุขสูตร ที่ ๒นฬกปานสูตร ที่ ๑นฬกปานสูตร ที่ ๒วัตถุกถาสูตร ที่ ๑วัตถุกถาสูตร ที่ ๒อากังขสูตรกัณฏกสูตรอิฏฐสูตรวัฑฒิสูตรมิคสาลาสูตรอภัพพสูตรกากสูตรนิคันถสูตรอาฆาตวัตถุสูตรอาฆาตปฏิวินยสูตรวาหุนสูตรอานันทสูตรปุณณิยสูตรพยากรณสูตรกัตถีสูตรอัญญสูตรอธิกรณสูตรพยสนสูตรโกกาลิกสูตรพลสูตรกามโภคีสูตรเวรสูตรทิฏฐิสูตรวัชชิยสูตรอุตติยสูตรโกกนุทสูตรอาหุเนยยสูตรเถรสูตรอุปาลีสูตรอภัพพสูตรสมณสัญญาสูตรโพชฌงคสูตรมิจฉัตตสูตรสัมมัตตสูตรอวิชชาวิชชาสูตรนิชชรวัตถุสูตรโธวนสูตรติกิจฉสูตรวมนสูตรนิทธมสูตรอเสขสูตรอเสขธรรมสูตรอธรรมสูตร ที่ ๑อธรรมสูตร ที่ ๒อธรรมสูตร ที่ ๓อาชินสูตรสคารวสูตรโอริมสูตรปัจโจโรหณีสูตร ที่ ๑ปัจโจโรหณีสูตร ที่ ๒ปุพพังคสูตรอาสวสูตรปริสุทธิสูตรอุปปันนสูตรมหัปผลสูตรปริโยสานสูตรเอกันตสูตรภาวิตสูตร ที่ ๑ภาวิตสูตร ที่ ๒ภาวิตสูตร ที่ ๓ภาวิตสูตร ที่ ๔มิจฉัตตสูตรสัมมัตตสูตรสาธุสูตรอริยธรรมสูตรกุสลสูตรอรรถสูตรธรรมสูตรอาสวธรรมสูตรสาวัชชธรรมสูตรตปนิยธรรมสูตรอาจยคามิธรรมสูตรทุกขทรยธรรมสูตรทุกขวิปากธรรมสูตรอริยมรรคสูตรกัณหมรรคสูตรสัทธรรมสูตรสัปปุริสธรรมสูตรอุปปาเทตัพพธรรมสูตรอาเสวิตัพพธรรมสูตรภาเวตัพพธรรมสูตรพหุลีกาตัพพธรรมสูตรอนุสสริตัพพธรรมสูตรสัจฉิกาตัพพธรรมสูตร๑. ปุคคลวรรคปัจโจโรหณีสูตร ที่ ๑ปัจโจโรหณีสูตร ที่ ๒สคารวสูตรโอริมสูตรอธรรมสูตร ที่ ๑อธรรมสูตร ที่ ๒อธรรมสูตร ที่ ๓ติวิธสูตรสปริกกมนสูตรจุนทสูตรชาณุสโสณีสูตรสาธุอสาธุสูตรอริยานริยธรรมสูตรกุสลากุสลสูตรอัตถานัตถสูตรธรรมาธรรมสูตรสาสวานาสวสูตรสาวัชชานวัชชสูตรตปนิยาตปนิยธรรมสูตรอาจยคามยาปจยคามิธรรมสูตรทุกขุนทรยสุขุนทรยธรรมสูตรทุกขวิปากสุขวิปากธรรมสูตรอริยมรรคานริยมรรคสูตรกัณหมรรคสุกกมรรคสูตรสัทธรรมาสัทธรรมสูตรสัปปุริสธรรมาสัปปุริสธรรมสูตรอุปปาเทตัพพานุปาเทตัพพธรรมสูตรอาเสวิตัพพานาเสวิตัพพธรรมสูตรภาเวตัพพาภาเวตัพพธรรมสูตรพหุลีกาตัพพาพหุลีกาตัพพธรรมสูตรอนุสสริตัพพานนุสสริตัพพธรรมสูตรสัจฉิกาตัพพาสัจฉิกาตัพพธรรมสูตร๕. เสวิตัพพาเสวิตัพพวรรคยถาภตสูตรมาตุคามสูตรอุปาสิกาสูตร ที่ ๑อุปาสิกาสูตร ที่ ๒ธรรมปริยายสูตรกรรมสูตร ที่ ๑กรรมสูตร ที่ ๒กรรมสูตร ที่ ๓พราหมณสูตร๒. ทุติยวรรค ๓. ตติยวรรคกิมัตถิยสูตรเจตนาสูตรอุปนิสาสูตร ที่ ๑อุปนิสาสูตร ที่ ๒อุปนิสาสูตร ที่ ๓พยสนสูตรสัญญาสูตรมนสิการสูตรอเสขสูตรโมรนิวาปนสูตรมหานามสูตร ที่ ๑มหานามสูตร ที่ ๒นันทิยสูตรสุภูติสูตรเมตตาสูตรทสมสูตรโคปาลกสูตรสมาธิสูตร ที่ ๑สมาธิสูตร ที่ ๒สมาธิสูตร ที่ ๓สมาธิสูตร ที่ ๔พระสูตรที่ไม่สงเคราะห์ด้วยปัณณาสก์

Scripture · พระสุตตันตปิฎก

มหาจุนทสูตร

Text only · no interpretationข้อ ๒๔พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต1 items2 editions

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination

Pali and translation

Front matter of the printed edition

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต มหาจุนทสูตร

Item ๒๔Commentary

เอกํ สมยํ อายสฺมา มหาจุนฺโท เจตีสุ วิหรติ สหชาติยํ ตตฺร โข อายสฺมา มหาจุนฺโท ภิกฺขู อามนฺเตสิ อาวุโส ภิกฺขโวติ ฯ อาวุโสติ โข ภิกฺขู อายสฺมโต มหาจุนฺทสฺส ปจฺจสฺโสสุํ ฯ อายสฺมา มหาจุนฺโท เอตทโวจ ญาณวาทํ อาวุโส ภิกฺขุ วทมาโน ชานามีมํ ธมฺมํ ปสฺสามีมํ ธมฺมนฺติ ตญฺเจ อาวุโส ภิกฺขุํ โลโภ อภิภุยฺย ติฏฺฐติ โทโส โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส มจฺฉริยํ ปาปิกา อิสฺสา ปาปิกา อิจฺฉา อภิภุยฺย ติฏฺฐติ โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ น อยมายสฺมา ตถา ปชานาติ ยถา ปชานโต โลโภ น โหติ ตถาหีมํ อายสฺมนฺตํ โลโภ อภิภุยฺย ติฏฺฐติ น อยมายสฺมา ตถา ปชานาติ ยถา ปชานโต โทโส น โหติ โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส มจฺฉริยํ ปาปิกา อิสฺสา ปาปิกา อิจฺฉา น โหติ ตถาหีมํ อายสฺมนฺตํ ปาปิกา อิจฺฉา อภิภุยฺย ติฏฺฐติ ฯ {๒๔.๑} ภาวนาวาทํ อาวุโส ภิกฺขุ วทมาโน ภาวิตกาโยมฺหิ ภาวิตสีโล ภาวิตจิตฺโต ภาวิตปญฺโญติ ตญฺเจ อาวุโส ภิกฺขุํ โลโภ อภิภุยฺย ติฏฺฐติ โทโส โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส มจฺฉริยํ ปาปิกา อิสฺสา ปาปิกา อิจฺฉา อภิภุยฺย ติฏฺฐติ โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ น อยมายสฺมา ตถา ปชานาติ ยถา ปชานโต โลโภ น โหติ ตถาหีมํ อายสฺมนฺตํ โลโภ อภิภุยฺย ติฏฺฐติ น อยมายสฺมา ตถา ปชานาติ ยถา ปชานโต โทโส น โหติ โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส มจฺฉริยํ ปาปิกา อิสฺสา ปาปิกา อิจฺฉา น โหติ ตถาหีมํ อายสฺมนฺตํ ปาปิกา อิจฺฉา อภิภุยฺย ติฏฺฐติ ฯ {๒๔.๒} ญาณวาทญฺจ อาวุโส ภิกฺขุ วทมาโน ภาวนาวาทญฺจ ชานามีมํ ธมฺมํ ปสฺสามีมํ ธมฺมํ ภาวิตกาโยมฺหิ ภาวิตสีโล ภาวิตจิตฺโต ภาวิตปญฺโญติ ตญฺเจ อาวุโส ภิกฺขุํ โลโภ อภิภุยฺย ติฏฺฐติ โทโส โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส มจฺฉริยํ ปาปิกา อิสฺสา ปาปิกา อิจฺฉา อภิภุยฺย ติฏฺฐติ โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ น อยมายสฺมา ตถา ปชานาติ ตถา ปชานโต โลโภ น โหติ ตถาหีมํ อายสฺมนฺตํ โลโภ อภิภุยฺย ติฏฺฐติ น อยมายสฺมา ตถา ปชานาติ ยถา ปชานโต โทโส น โหติ โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส มจฺฉริยํ ปาปิกา อิสฺสา ปาปิกา อิจฺฉา น โหติ ตถาหีมํ อายสฺมนฺตํ ปาปิกา อิจฺฉา อภิภุยฺย ติฏฺฐติ {๒๔.๓} เสยฺยถาปิ อาวุโส ปุริโส ทฬิทฺโทว สมาโน อฑฺฒวาทํ วเทยฺย อธโนว สมาโน ธนวาทํ วเทยฺย อโภควาว สมาโน โภควาทํ วเทยฺย โส กิสฺมิญฺจิเทว ธนกรณีเย สมุปฺปนฺเน น สกฺกุเณยฺย อุปนีหาตุํ ธนํ วา ธญฺญํ วา รชตํ วา ชาตรูปํ วา ตเมนํ เอวํ ชาเนยฺยุํ ทฬิทฺโทว อยมายสฺมา สมาโน อฑฺฒวาทํ วเทติ อธโนว อยมายสฺมา สมาโน ธนวาทํ วเทติ อโภควาว อยมายสฺมา สมาโน โภควาทํ วเทติ ตํ กิสฺส เหตุ ตถา หิ อยมายสฺมา กิสฺมิญฺจิเทว ธนกรณีเย สมุปฺปนฺเน น สกฺโกติ อุปนีหาตุํ ธนํ วา ธญฺญํ วา รชตํ วา ชาตรูปํ วาติ เอวเมว โข อาวุโส ญาณวาทญฺจ ภิกฺขุ วทมาโน ภาวนาวาทญฺจ ชานามีมํ ธมฺมํ ปสฺสามีมํ ธมฺมํ ภาวิตกาโยมฺหิ ภาวิตสีโล ภาวิตจิตฺโต ภาวิตปญฺโญติ ตญฺเจ อาวุโส ภิกฺขุํ โลโภ อภิภุยฺย ติฏฺฐติ โทโส โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส มจฺฉริยํ ปาปิกา อิสฺสา ปาปิกา อิจฺฉา อภิภุยฺย ติฏฺฐติ โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ น อยมายสฺมา ตถา ปชานาติ ยถา ปชานโต โลโภ น โหติ ตถาหีมํ อายสฺมนฺตํ โลโภ อภิภุยฺย ติฏฺฐติ น อยมายสฺมา ตถา ปชานาติ ยถา ปชานโต โทโส น โหติ โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส มจฺฉริยํ ปาปิกา อิสฺสา ปาปิกา อิจฺฉา น โหติ ตถาหีมํ อายสฺมนฺตํ ปาปิกา อิจฺฉา อภิภุยฺย ติฏฺฐติ ฯ {๒๔.๔} ญาณวาทํ อาวุโส ภิกฺขุ วทมาโน ชานามีมํ ธมฺมํ ปสฺสามีมํ ธมฺมนฺติ ตญฺเจ อาวุโส ภิกฺขุํ โลโภ นาภิภุยฺย ติฏฺฐติ โทโส โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส มจฺฉริยํ ปาปิกา อิสฺสา ปาปิกา อิจฺฉา นาภิภุยฺย ติฏฺฐติ โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ ตถา อยมายสฺมา ปชานาติ ยถา ปชานโต โลโภ น โหติ ตถาหีมํ อายสฺมนฺตํ โลโภ นาภิภุยฺย ติฏฺฐติ ตถา อยมายสฺมา ปชานาติ ยถา ปชานโต โทโส น โหติ โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส มจฺฉริยํ ปาปิกา อิสฺสา ปาปิกา อิจฺฉา น โหติ ตถาหีมํ อายสฺมนฺตํ ปาปิกา อิจฺฉา นาภิภุยฺย ติฏฺฐติ ฯ {๒๔.๕} ภาวนาวาทํ อาวุโส ภิกฺขุ วทมาโน ภาวิตกาโยมฺหิ ภาวิตสีโล ภาวิตจิตฺโต ภาวิตปญฺโญติ ตญฺเจ อาวุโส ภิกฺขุํ โลโภ นาภิภุยฺย ติฏฺฐติ โทโส โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส มจฺฉริยํ ปาปิกา อิสฺสา ปาปิกา อิจฺฉา นาภิภุยฺย ติฏฺฐติ โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ ตถา อยมายสฺมา ปชานาติ ยถา ปชานโต โลโภ น โหติ ตถาหีมํ อายสฺมนฺตํ โลโภ นาภิภุยฺย ติฏฺฐติ ตถา อยมายสฺมา ปชานาติ ยถา ปชานโต โทโส น โหติ โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส มจฺฉริยํ ปาปิกา อิสฺสา ปาปิกา อิจฺฉา น โหติ ตถาหีมํ อายสฺมนฺตํ ปาปิกา อิจฺฉา นาภิภุยฺย ติฏฺฐติ ฯ {๒๔.๖} ญาณวาทญฺจ อาวุโส ภิกฺขุ วทมาโน ภาวนาวาทญฺจ ชานามีมํ ธมฺมํ ปสฺสามีมํ ธมฺมํ ภาวิตกาโยมฺหิ ภาวิตสีโล ภาวิตจิตฺโต ภาวิตปญฺโญติ ตญฺเจ อาวุโส ภิกฺขุํ โลโภ นาภิภุยฺย ติฏฺฐติ โทโส โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส มจฺฉริยํ ปาปิกา อิสฺสา ปาปิกา อิจฺฉา นาภิภุยฺย ติฏฺฐติ โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ ตถา อยมายสฺมา ปชานาติ ยถา ปชานโต โลโภ น โหติ ตถาหีมํ อายสฺมนฺตํ โลโภ นาภิภุยฺย ติฏฺฐติ ตถา อยมายสฺมา ปชานาติ ยถา ปชานโต โทโส น โหติ โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส มจฺฉริยํ ปาปิกา อิสฺสา ปาปิกา อิจฺฉา น โหติ ตถาหีมํ อายสฺมนฺตํ ปาปิกา อิจฺฉา นาภิภุยฺย ติฏฺฐติ เสยฺยถาปิ อาวุโส ปุริโส อฑฺโฒว สมาโน อฑฺฒวาทํ วเทยฺย ธนวาว สมาโน ธนวาทํ วเทยฺย โภควาว สมาโน โภควาทํ วเทยฺย โส กิสฺมิญฺจิเทว ธนกรณีเย สมุปฺปนฺเน สกฺกุเณยฺย อุปนีหาตุํ ธนํ วา ธญฺญํ วา รชตํ วา ชาตรูปํ วา ตเมนํ เอวํ ชาเนยฺยุํ อฑฺโฒว อยมายสฺมา สมาโน อฑฺฒวาทํ วเทติ ธนวาว อยมายสฺมา สมาโน ธนวาทํ วเทติ โภควาว อยมายสฺมา สมาโน โภควาทํ วเทติ ตํ กิสฺส เหตุ ตถา หิ อยมายสฺมา กิสฺมิญฺจิเทว ธนกรณีเย สมุปฺปนฺเน สกฺโกติ อุปนีหาตุํ ธนํ วา ธญฺญํ วา รชตํ วา ชาตรูปํ วาติ เอวเมว โข อาวุโส ญาณวาทญฺจ ภิกฺขุ วทมาโน ภาวนาวาทญฺจ ชานามีมํ ธมฺมํ ปสฺสามีมํ ธมฺมํ ภาวิตกาโยมฺหิ ภาวิตสีโล ภาวิตจิตฺโต ภาวิตปญฺโญติ ตญฺเจ อาวุโส ภิกฺขุํ โลโภ นาภิภุยฺย ติฏฺฐติ โทโส โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส มจฺฉริยํ ปาปิกา อิสฺสา ปาปิกา อิจฺฉา นาภิภุยฺย ติฏฺฐติ โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ ตถา อยมายสฺมา ปชานาติ ยถา ปชานโต โลโภ น โหติ ตถาหีมํ อายสฺมนฺตํ โลโภ นาภิภุยฺย ติฏฺฐติ ตถา อยมายสฺมา ปชานาติ ยถา ปชานโต โทโส น โหติ โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส มจฺฉริยํ ปาปิกา อิสฺสา ปาปิกา อิจฺฉา น โหติ ตถาหีมํ อายสฺมนฺตํ ปาปิกา อิจฺฉา นาภิภุยฺย ติฏฺฐตีติ ฯ

สมัยหนึ่ง ท่านพระมหาจุนทะอยู่ที่ชาติวันในแคว้นเจตี ณ ที่ นั้นแล ท่านพระมหาจุนทะเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโส ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ทั้งหลายรับคำท่านพระมหาจุนทะแล้ว ท่านพระมหาจุนทะได้กล่าวว่า ดูกรอาวุโส ทั้งหลาย ภิกษุเมื่อกล่าวอวดความรู้ ย่อมกล่าวว่า เรารู้ธรรมนี้ เราเห็นธรรมนี้ ดังนี้ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย หากว่าโลภะย่อมครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ มัจฉริยะ ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนา อันชั่วช้า ย่อมครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ ภิกษุนั้นอันบุคคลพึงรู้อย่างนี้ว่า โลภะย่อม ไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้หารู้ฉันนั้นไม่ เพราะฉะนั้น โลภะจึง ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความ ปรารถนาอันชั่วช้า ย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้หารู้ฉันนั้นไม่ เพราะฉะนั้น โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า จึงครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ ฯ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเมื่อกล่าวอวดภาวนา การอบรม ย่อมกล่าวว่า เรา เป็นผู้มีกายอบรมแล้ว มีศีลอบรมแล้ว มีจิตอบรมแล้ว มีปัญญาอบรมแล้ว ดัง นี้ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย หากว่าโลภะย่อมครอบงำ ภิกษุนั้นตั้งอยู่ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ มัจฉริยะ ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้าครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ ภิกษุนั้นอันบุคคลพึงรู้อย่างนี้ว่า โลภะย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้หารู้ฉันนั้นไม่ เพราะฉะนั้น โลภะ จึงครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความ ปรารถนาอันชั่วช้า ย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้หารู้ฉันนั้นไม่ โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า จึงครอบงำผู้นี้ ตั้งอยู่ ฯ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเมื่อกล่าวอวดความรู้และอวดภาวนา ย่อม กล่าวว่า เรารู้ธรรมนี้ เราเห็นธรรมนี้ เราเป็นผู้มีกายอบรมแล้ว มีศีลอันอบรม แล้ว มีจิตอันอบรมแล้ว มีปัญญาอันอบรมแล้ว ดังนี้ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย หากว่า โลภะครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความ ปรารถนาอันชั่วช้า ครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ ภิกษุนั้นอันบุคคลพึงรู้อย่างนี้ว่า โลภะ ย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้หารู้ฉันนั้นไม่ เพราะฉะนั้น โลภะจึง ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความ ปรารถนาอันชั่วช้า ย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้หารู้ฉันนั้นไม่ เพราะฉะนั้น โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า จึงครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ ฯ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษเป็นคนยากจน พึงกล่าวอวด ความมั่งมี เป็นคนไม่มีทรัพย์ พึงกล่าวอวดทรัพย์ เป็นคนไม่มีโภคะ พึงกล่าว อวดโภคะ บุรุษนั้น เมื่อกิจอันจำต้องทำด้วยทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ไม่ อาจจะนำทรัพย์ ข้าวเปลือก เงินหรือทองออกใช้จ่ายได้ คนทั้งหลายพึงรู้บุรุษนั้น อย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้เป็นคนยากจน ย่อมกล่าวอวดความมั่งมี เป็นคนไม่มีทรัพย์ ย่อมกล่าวอวดทรัพย์ เป็นคนไม่มีโภคะ ย่อมกล่าวอวดโภคะ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะท่านผู้นี้ เมื่อกิจอันจำต้องทำด้วยทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ไม่อาจจะนำ ทรัพย์ข้าวเปลือก เงินหรือทองออกใช้จ่ายได้ ฉันใด ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุก็ ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อกล่าวอวดความรู้และอวดภาวนา ย่อมกล่าวว่า เรารู้ธรรม นี้ เราเห็นธรรมนี้ เราเป็นผู้มีกายอันอบรมแล้ว มีศีลอันอบรมแล้ว มีจิตอัน อบรมแล้ว มีปัญญาอันอบรมแล้ว ดังนี้ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย หากว่าโลภะ ครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนา อันชั่วช้า ครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ ภิกษุนั้นอันบุคคลพึงรู้อย่างนี้ว่า โลภะย่อมไม่ มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้หารู้ฉันนั้นไม่ เพราะฉะนั้น โลภะจึงครอบงำ ท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอัน ชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า ไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้หารู้ฉันนั้น ไม่ เพราะฉะนั้น โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอัน ชั่วช้า จึงครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ ฯ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเมื่อกล่าวอวดความรู้ ย่อมกล่าวว่า เรารู้ธรรม นี้ เราเห็นธรรมนี้ ดังนี้ หากว่าโลภะไม่ครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า ไม่ครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ ภิกษุ นั้นอันบุคคลพึงรู้อย่างนี้ว่า โลภะย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้รู้ชัด ฉันนั้น เพราะฉะนั้น โลภะจึงไม่ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า ย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มี อายุนี้ย่อมรู้ชัด ฉันนั้น เพราะฉะนั้น โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า จึงไม่ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ ฯ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเมื่อกล่าวอวดภาวนา ย่อมกล่าวว่า เราเป็น ผู้มีกายอันอบรมแล้ว มีศีลอันอบรมแล้ว มีจิตอันอบรมแล้ว มีปัญญาอันอบรม แล้ว ดังนี้ หากว่าโลภะไม่พึงครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ โทสะ โมหะ ... ความ ริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า ไม่ครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ ภิกษุนั้นอัน บุคคลพึงรู้อย่างนี้ว่า โลภะไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ย่อมรู้ชัด ฉันนั้น เพราะฉะนั้น โลภะจึงไม่ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ โทสะ โมหะ ... ความ ริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า ไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ ย่อมรู้ชัด ฉันนั้น เพราะฉะนั้น โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความ ปรารถนาอันชั่วช้า จึงไม่ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ ฯ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเมื่อกล่าวอวดความรู้และอวดภาวนา ย่อม กล่าวว่า เรารู้ธรรมนี้ เราเห็นธรรมนี้ เราเป็นผู้มีกายอันอบรมแล้ว มีศีลอัน อบรมแล้ว มีจิตอันอบรมแล้ว มีปัญญาอันอบรมแล้ว ดังนี้ หากว่าโลภะไม่ ครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนา อันชั่วช้า ไม่ครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ ภิกษุนั้นอันบุคคลพึงรู้อย่างนี้ว่า โลภะไม่มี แก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ย่อมรู้ชัด ฉันนั้น เพราะฉะนั้น โลภะจึงไม่ครอบงำ ท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอัน ชั่วช้า ไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ย่อมรู้ชัด ฉันนั้น เพราะ ฉะนั้น โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า จึงไม่ ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษเป็นคนมั่งคั่ง พึงกล่าวอวดความ มั่งคั่ง เป็นคนมีทรัพย์ พึงกล่าวอวดทรัพย์ เป็นคนมีโภคะ พึงกล่าวอวดโภคะ บุรุษนั้น เมื่อกิจที่จำต้องทำด้วยทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น พึงอาจนำเอา ทรัพย์ ข้าวเปลือก เงิน หรือทอง ใช้จ่ายได้ คนทั้งหลายพึงรู้บุรุษนั้นว่า ท่านผู้นี้ เป็นคนมั่งคั่ง จึงกล่าวความมั่งคั่ง เป็นคนมีทรัพย์ จึงกล่าวอวดทรัพย์ เป็นคนมี โภคะ จึงกล่าวอวดโภคะ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะท่านผู้มีอายุนี้ เมื่อกิจที่จำ ต้องทำด้วยทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ย่อมอาจนำเอาทรัพย์ ข้าวเปลือก เงิน หรือทองออกใช้จ่ายได้ ฉันใด ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อกล่าวอวดความรู้และอวดภาวนา ย่อมกล่าวว่า เรารู้ธรรมนี้ เราเห็นธรรมนี้ เราเป็นผู้มีกายอันอบรมแล้ว มีศีลอันอบรมแล้ว มีจิตอันอบรมแล้ว มีปัญญาอัน อบรมแล้ว ดังนี้ หากว่าโลภะไม่ครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ โทสะ โมหะ ... ความ ริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า ไม่ครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ ภิกษุนั้นอัน บุคคลพึงรู้อย่างนี้ว่า โลภะไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ย่อมรู้ชัด ฉัน นั้น เพราะฉะนั้น โลภะจึงไม่ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า ไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มี อายุนี้ย่อมรู้ชัด ฉันนั้น เพราะฉะนั้น โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า จึงไม่ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ ฯ จบสูตรที่ ๔

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย