This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระสุตตันตปิฎก ·

เล่ม ๒๔ · อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต

Other items in this volume

กิมัตถิยสูตรเจตนาสูตรสีลสูตรอุปนิสาสูตรอานันทสูตรสมาธิสูตรสาริปุตตสูตรสัทธาสูตรสันตสูตรวิชชยสูตรเสนาสนสูตรอังคสูตรสังโยชนสูตรขีลสูตรอัปปมาทสูตรอาหุเนยยสูตรนาถสูตร ที่ ๑นาถสูตร ที่ ๒อริยวสสูตร ที่ ๑อริยวสสูตร ที่ ๒สีหสูตรอธิมุตติสูตรกายสูตรมหาจุนทสูตรกสิณสูตรกาลีสูตรมหาปัญหาสูตร ที่ ๑มหาปัญหาสูตร ที่ ๒โกศลสูตร ที่ ๑โกศลสูตร ที่ ๒อุปาลิสูตรที่ ๑อุพพาหสูตรอุปสัมปทาสูตรนิสสยสูตรอุปาลิสังฆเภทสูตรอุปาลิสามัคคีสูตรอานันทสังฆเภทสูตรอานันทสังฆสามัคคีสูตรวิวาทสูตรวิวาทมูลสูตร ที่ ๑วิวาทมูลสูตร ที่ ๒กุสินาราสูตรปเวสนสูตรสักกสูตรมหาลิสูตรอภิณหปัจจเวกขณธรรมสูตรสรีรัฏฐธรรมสูตรภัณฑนสูตรสจิตตสูตรสาริปุตตสูตรฐิติสูตรสมถสูตรปริหานสูตรสัญญาสูตร ที่ ๑สัญญาสูตร ที่ ๒มูลสูตรปัพพชิตสูตรอาพาธสูตรอวิชชาสูตรตัณหาสูตรนิฏฐาสูตรอเวจจสูตรสุขสูตร ที่ ๑สุขสูตร ที่ ๒นฬกปานสูตร ที่ ๑นฬกปานสูตร ที่ ๒วัตถุกถาสูตร ที่ ๑วัตถุกถาสูตร ที่ ๒อากังขสูตรกัณฏกสูตรอิฏฐสูตรวัฑฒิสูตรมิคสาลาสูตรอภัพพสูตรกากสูตรนิคันถสูตรอาฆาตวัตถุสูตรอาฆาตปฏิวินยสูตรวาหุนสูตรอานันทสูตรปุณณิยสูตรพยากรณสูตรกัตถีสูตรอัญญสูตรอธิกรณสูตรพยสนสูตรโกกาลิกสูตรพลสูตรกามโภคีสูตรเวรสูตรทิฏฐิสูตรวัชชิยสูตรอุตติยสูตรโกกนุทสูตรอาหุเนยยสูตรเถรสูตรอุปาลีสูตรอภัพพสูตรสมณสัญญาสูตรโพชฌงคสูตรมิจฉัตตสูตรสัมมัตตสูตรอวิชชาวิชชาสูตรนิชชรวัตถุสูตรโธวนสูตรติกิจฉสูตรวมนสูตรนิทธมสูตรอเสขสูตรอเสขธรรมสูตรอธรรมสูตร ที่ ๑อธรรมสูตร ที่ ๒อธรรมสูตร ที่ ๓อาชินสูตรสคารวสูตรโอริมสูตรปัจโจโรหณีสูตร ที่ ๑ปัจโจโรหณีสูตร ที่ ๒ปุพพังคสูตรอาสวสูตรปริสุทธิสูตรอุปปันนสูตรมหัปผลสูตรปริโยสานสูตรเอกันตสูตรภาวิตสูตร ที่ ๑ภาวิตสูตร ที่ ๒ภาวิตสูตร ที่ ๓ภาวิตสูตร ที่ ๔มิจฉัตตสูตรสัมมัตตสูตรสาธุสูตรอริยธรรมสูตรกุสลสูตรอรรถสูตรธรรมสูตรอาสวธรรมสูตรสาวัชชธรรมสูตรตปนิยธรรมสูตรอาจยคามิธรรมสูตรทุกขทรยธรรมสูตรทุกขวิปากธรรมสูตรอริยมรรคสูตรกัณหมรรคสูตรสัทธรรมสูตรสัปปุริสธรรมสูตรอุปปาเทตัพพธรรมสูตรอาเสวิตัพพธรรมสูตรภาเวตัพพธรรมสูตรพหุลีกาตัพพธรรมสูตรอนุสสริตัพพธรรมสูตรสัจฉิกาตัพพธรรมสูตร๑. ปุคคลวรรคปัจโจโรหณีสูตร ที่ ๑ปัจโจโรหณีสูตร ที่ ๒สคารวสูตรโอริมสูตรอธรรมสูตร ที่ ๑อธรรมสูตร ที่ ๒อธรรมสูตร ที่ ๓ติวิธสูตรสปริกกมนสูตรจุนทสูตรชาณุสโสณีสูตรสาธุอสาธุสูตรอริยานริยธรรมสูตรกุสลากุสลสูตรอัตถานัตถสูตรธรรมาธรรมสูตรสาสวานาสวสูตรสาวัชชานวัชชสูตรตปนิยาตปนิยธรรมสูตรอาจยคามยาปจยคามิธรรมสูตรทุกขุนทรยสุขุนทรยธรรมสูตรทุกขวิปากสุขวิปากธรรมสูตรอริยมรรคานริยมรรคสูตรกัณหมรรคสุกกมรรคสูตรสัทธรรมาสัทธรรมสูตรสัปปุริสธรรมาสัปปุริสธรรมสูตรอุปปาเทตัพพานุปาเทตัพพธรรมสูตรอาเสวิตัพพานาเสวิตัพพธรรมสูตรภาเวตัพพาภาเวตัพพธรรมสูตรพหุลีกาตัพพาพหุลีกาตัพพธรรมสูตรอนุสสริตัพพานนุสสริตัพพธรรมสูตรสัจฉิกาตัพพาสัจฉิกาตัพพธรรมสูตร๕. เสวิตัพพาเสวิตัพพวรรคยถาภตสูตรมาตุคามสูตรอุปาสิกาสูตร ที่ ๑อุปาสิกาสูตร ที่ ๒ธรรมปริยายสูตรกรรมสูตร ที่ ๑กรรมสูตร ที่ ๒กรรมสูตร ที่ ๓พราหมณสูตร๒. ทุติยวรรค ๓. ตติยวรรคกิมัตถิยสูตรเจตนาสูตรอุปนิสาสูตร ที่ ๑อุปนิสาสูตร ที่ ๒อุปนิสาสูตร ที่ ๓พยสนสูตรสัญญาสูตรมนสิการสูตรอเสขสูตรโมรนิวาปนสูตรมหานามสูตร ที่ ๑มหานามสูตร ที่ ๒นันทิยสูตรสุภูติสูตรเมตตาสูตรทสมสูตรโคปาลกสูตรสมาธิสูตร ที่ ๑สมาธิสูตร ที่ ๒สมาธิสูตร ที่ ๓สมาธิสูตร ที่ ๔พระสูตรที่ไม่สงเคราะห์ด้วยปัณณาสก์

Scripture · พระสุตตันตปิฎก

อาพาธสูตร

Text only · no interpretationข้อ ๖๐พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต1 items2 editions

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination

Pali and translation

Front matter of the printed edition

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต อาพาธสูตร

Item ๖๐Commentary

เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา คิริมานนฺโท อาพาธิโก โหติ ทุกฺขิโต พาฬฺหคิลาโน ฯ อถโข อายสฺมา อานนฺโท เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ อายสฺมา ภนฺเต คิริมานนฺโท อาพาธิโก โหติ ทุกฺขิโต พาฬฺหคิลาโน สาธุ ภนฺเต ภควา เยนายสฺมา คิริมานนฺโท เตนุปสงฺกมตุ อนุกมฺปํ อุปาทายาติ ฯ สเจ โข ตฺวํ อานนฺท คิริมานนฺทสฺส ภิกฺขุโน อุปสงฺกมิตฺวา ทส สญฺญา ภาเสยฺยาสิ ฐานํ โข ปเนตํ วิชฺชติ ยํ คิริมานนฺทสฺส ภิกฺขุโน ทส สญฺญา สุตฺวา โส อาพาโธ ฐานโส ปฏิปสฺสมฺเภยฺย กตมา ทส อนิจฺจสญฺญา อนตฺตสญฺญา อสุภสญฺญา อาทีนวสญฺญา ปหานสญฺญา วิราคสญฺญา นิโรธสญฺญา สพฺพโลเก อนภิรตสญฺญา สพฺพสงฺขาเรสุ อนิจฺจสญฺญา อานาปานสติ ฯ {๖๐.๑} กตมา จานนฺท อนิจฺจสญฺญา อิธานนฺท ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ รูปํ อนิจฺจํ เวทนา อนิจฺจา สญฺญา อนิจฺจา สงฺขารา อนิจฺจา วิญฺญาณํ อนิจฺจนฺติ อิติ อิเมสุ ปญฺจสุ อุปาทานกฺขนฺเธสุ อนิจฺจานุปสฺสี วิหรติ อยํ วุจฺจตานนฺท อนิจฺจสญฺญา ฯ {๖๐.๒} กตมา จานนฺท อนตฺตสญฺญา อิธานนฺท ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ จกฺขุํ อนตฺตา รูปํ อนตฺตา โสตํ อนตฺตา สทฺทา อนตฺตา ฆานํ อนตฺตา คนฺธา อนตฺตา ชิวฺหา อนตฺตา รสา อนตฺตา กาโย อนตฺตา โผฏฺฐพฺพา อนตฺตา มโน อนตฺตา ธมฺมา อนตฺตาติ อิติ อิเมสุ ฉสุ อชฺฌตฺติกพาหิเรสุ อายตเนสุ อนตฺตานุปสฺสี วิหรติ อยํ วุจฺจตานนฺท อนตฺตสญฺญา ฯ {๖๐.๓} กตมา จานนฺท อสุภสญฺญา อิธานนฺท ภิกฺขุ อิมเมว กายํ อุทฺธํปาทตลา อโธเกสมตฺถกา ตจปริยนฺตํ ปูรนฺนานปฺปการสฺส อสุจิโน ปจฺจเวกฺขติ อตฺถิ อิมสฺมึ กาเย เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ มํสํ นฺหารู อฏฺฐี อฏฺฐิมิญฺชํ วกฺกํ หทยํ ยกนํ กิโลมกํ ปิหกํ ปปฺผาสํ อนฺตํ อนฺตคุณํ อุทริยํ กรีสํ ปิตฺตํ เสมฺหํ ปุพฺโพ โลหิตํ เสโท เมโท อสฺสุ วสา เขโฬ สิงฺฆาณิกา ลสิกา มุตฺตนฺติ อิติ อิมสฺมึ กาเย อสุภานุปสฺสี วิหรติ อยํ วุจฺจตานนฺท อสุภสญฺญา ฯ {๖๐.๔} กตมา จานนฺท อาทีนวสญฺญา อิธานนฺท ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ พหุทุกฺโข โข อยํ กาโย พหุอาทีนโวติ อิติ อิมสฺมึ กาเย วิวิธา อาพาธา อุปฺปชฺชนฺติ เสยฺยถีทํ จกฺขุโรโค โสตโรโค ฆานโรโค ชิวฺหาโรโค กายโรโค สีสโรโค กณฺณโรโค มุขโรโค ทนฺตโรโค กาโส สาโส ปินาโส ฑโห ชโร กุจฺฉิโรโค มุจฺฉา ปกฺขนฺทิกา สุลา วิสูจิกา กุฏฺฐํ คณฺโฑ กิลาโส โสโส อปมาโร ททฺทุ กณฺฑุ กจฺฉุ รขสา วิตจฺฉิกา โลหิตํ ปิตฺตํ มธุเมโห อํสา ปิฬกา ภคนฺทลา ปิตฺตสมุฏฺฐานา อาพาธา เสมฺหสมุฏฺฐานา อาพาธา วาตสมุฏฺฐานา อาพาธา สนฺนิปาติกา อาพาธา อุตุปริณามชา อาพาธา วิสมปริหารชา อาพาธา โอปกฺกมิกา อาพาธา กมฺมวิปากชา อาพาธา สีตํ อุณฺหํ ชิฆจฺฉา ปิปาสา อุจฺจาโร ปสฺสาโวติ อิติ อิมสฺมึ กาเย อาทีนวานุปสฺสี วิหรติ อยํ วุจฺจตานนฺท อาทีนวสญฺญา ฯ {๖๐.๕} กตมา จานนฺท ปหานสญฺญา อิธานนฺท ภิกฺขุ อุปฺปนฺนํ กามวิตกฺกํ นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวํ คเมติ อุปฺปนฺนํ พฺยาปาทวิตกฺกํ นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวํ คเมติ อุปฺปนฺนํ วิหึสาวิตกฺกํ นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวํ คเมติ อุปฺปนฺนุปฺปนฺเน ปาปเก อกุสเล ธมฺเม นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวํ คเมติ อยํ วุจฺจตานนฺท ปหานสญฺญา ฯ {๖๐.๖} กตมา จานนฺท วิราคสญฺญา อิธานนฺท ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยทิทํ สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิพฺพานนฺติ อยํ วุจฺจตานนฺท วิราคสญฺญา ฯ {๖๐.๗} กตมา จานนฺท นิโรธสญฺญา อิธานนฺท ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยทิทํ สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย นิโรโธ นิพฺพานนฺติ อยํ วุจฺจตานนฺท นิโรธสญฺญา ฯ {๖๐.๘} กตมา จานนฺท สพฺพโลเก อนภิรตสญฺญา อิธานนฺท ภิกฺขุ เย โลเก อุปายุปาทานา เจตโส อธิฏฺฐานาภินิเวสานุสยา เต ปชหนฺโต วิรมติ น อุปาทิยนฺโต อยํ วุจฺจตานนฺท สพฺพโลเก อนภิรตสญฺญา ฯ กตมา จานนฺท สพฺพสงฺขาเรสุ อนิจฺจสญฺญา อิธานนฺท ภิกฺขุ สพฺพสงฺขาเรหิ อฏฺฏิยติ หรายติ ชิคุจฺฉติ อยํ วุจฺจตานนฺท สพฺพสงฺขาเรสุ อนิจฺจสญฺญา ฯ {๖๐.๙} กตมา จานนฺท อานาปานสติ อิธานนฺท ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา นิสีทติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุํ กายํ ปณิธาย ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา โส สโตว อสฺสสติ สโต ปสฺสสติ ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต ทีฆํ อสฺสสามีติ ปชานาติ ทีฆํ วา ปสฺสสนฺโต ทีฆํ ปสฺสสามีติ ปชานาติ รสฺสํ วา อสฺสสนฺโต รสฺสํ อสฺสสามีติ ปชานาติ รสฺสํ วา ปสฺสสนฺโต รสฺสํ ปสฺสสามีติ ปชานาติ สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ สพฺพกายปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปีติปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปีติปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ สุขปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ สุขปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ จิตฺตปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ จิตฺตปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ ... สมาทหํ จิตฺตํ ... วิโมจยํ จิตฺตํ ... อนิจฺจานุปสฺสี ... วิราคานุปสฺสี ... นิโรธานุปสฺสี ... ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ อยํ วุจฺจตานนฺท อานาปานสติ ฯ สเจ โข ตฺวํ อานนฺท คิริมานนฺทสฺส ภิกฺขุโน อุปสงฺกมิตฺวา อิมา ทส สญฺญา ภาเสยฺยาสิ ฐานํ โข ปเนตํ วิชฺชติ ยํ คิริมานนฺทสฺส ภิกฺขุโน อิมา ทส สญฺญา สุตฺวา โส อาพาโธ ฐานโส ปฏิปสฺสมฺเภยฺยาติ ฯ อถโข อายสฺมา อานนฺโท ภควโต สนฺติเก อิมา ทส สญฺญา อุคฺคเหตฺวา เยนายสฺมา คิริมานนฺโท เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมโต คิริมานนฺทสฺส อิมา ทส สญฺญา อภาสิ ฯ อถโข อายสฺมโต คิริมานนฺทสฺส อิมา ทส สญฺญา สุตฺวา โส อาพาโธ ฐานโส ปฏิปสฺสมฺภิ วุฏฺฐหิ จายสฺมา คิริมานนฺโท ตมฺหา อาพาธา ตถา ปหีโน จ ปนายสฺมโต คิริมานนฺทสฺส โส อาพาโธ อโหสีติ ฯ สจิตฺตวคฺโค ปฐโม ฯ ตสฺสุทฺทานํ สจิตฺตสารีปุตฺตา จ ฐิติ จ สมเถน จ ปริหานา เทฺว สญฺญา มูลา ปพฺพชิตาพโธ ฯ -------------

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่านพระคิริมา- *นนท์อาพาธ ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนักครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้ มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระคิริมานนท์ อาพาธ ได้รับทุกข์เป็นไข้หนัก ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคได้ โปรดอนุเคราะห์เสด็จเยี่ยมท่าน พระคิริมานนท์ยังที่อยู่เถิด พระเจ้าข้า ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ถ้าเธอพึงเข้าไปหาแล้วกล่าวสัญญา ๑๐ ประการแก่คิริมานันทภิกษุไซร้ ข้อที่อาพาธของคิริมานันทภิกษุจะพึงสงบระงับ โดยพลัน เพราะได้ฟังสัญญา ๑๐ ประการนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ สัญญา ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ อนิจจสัญญา ๑ อนัตตสัญญา ๑ อสุภสัญญา ๑ อาทีนว สัญญา ๑ ปหานสัญญา ๑ วิราคสัญญา ๑ นิโรธสัญญา ๑ สัพพโลเกอนภิรต สัญญา ๑ สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา ๑ อานาปานัสสติ ๑ ฯ ดูกรอานนท์ ก็อนิจจสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างเปล่าก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง วิญญาณไม่ เที่ยง ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงในอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ด้วย ประการอย่างนี้ ดูกรอานนท์ นี้เรียกว่าอนิจจสัญญา ฯ ดูกรอานนท์ ก็อนัตตสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างเปล่าก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า จักษุเป็นอนัตตา รูปเป็นอนัตตา หูเป็นอนัตตา เสียงเป็นอนัตตา จมูกเป็น อนัตตา กลิ่นเป็นอนัตตา ลิ้นเป็นอนัตตา รสเป็นอนัตตา กายเป็นอนัตตา โผฏฐัพพะเป็นอนัตตา ใจเป็นอนัตตา ธรรมารมณ์เป็นอนัตตา ย่อมพิจารณาเห็น โดยความเป็นอนัตตาในอายตนะทั้งหลาย ทั้งภายในและภายนอก ๖ ประการ เหล่านี้ ด้วยประการอย่างนี้ ดูกรอานนท์ นี้เรียกว่า อนัตตสัญญา ฯ ดูกรอานนท์ ก็อสุภสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้นั่นแล เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นไป เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาด มีประการต่างๆ ว่า ในกายนี้ มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม เนื้อหัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่งามในกายนี้ ด้วยประการดังนี้ ดูกรอานนท์ นี้เรียกว่าอสุภสัญญา ฯ ดูกรอานนท์ ก็อาทีนวสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างเปล่าก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กายนี้มีทุกข์มาก มีโทษมาก เพราะฉะนั้น อาพาธต่างๆ จึงเกิดขึ้นในกายนี้ คือ โรคตา โรคหู โรคจมูก โรคลิ้น โรคกาย โรคศีรษะ โรคที่ใบหู โรคปาก โรคฟัน โรคไอ โรคหืด โรคไข้หวัด โรคไข้พิษ โรคไข้เซื่องซึม โรคในท้อง โรคลมสลบ โรคบิด โรคจุกเสียด โรคลงราก โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ โรคลมบ้าหมู โรคหิดเปื่อย โรคหิดด้าน โรคคุดทะราด หูด โรคละออง บวม โรคอาเจียนโลหิต โรคดีเดือด โรคเบาหวาน โรคเริม โรคพุพอง โรคริดสีดวง อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีไข้สันนิบาต อาพาธอันเกิดแต่ฤดูแปรปรวน อาพาธอันเกิดแต่การบริหารไม่สม่ำเสมอ อาพาธอันเกิดแต่ความเพียรเกินกำลัง อาพาธอันเกิดแต่วิบากของกรรม ความหนาว ความร้อน ความหิว ความระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นโทษในกายนี้ ด้วย ประการดังนี้ ดูกรอานนท์ นี้เรียกว่าอาทีนวสัญญา ฯ ดูกรอานนท์ ก็ปหานสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่ยินดี ย่อมละ ย่อมบรรเทา ย่อมทำให้หมดสิ้นไป ย่อมทำให้ถึงความ ไม่มี ซึ่งกามวิตกอันเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่ยินดี ย่อมละ ย่อมบรรเทา ย่อมทำให้ หมดสิ้นไป ย่อมทำให้ถึงความไม่มี ซึ่งพยาบาทวิตกอันเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่ยินดี ย่อมละ ย่อมบรรเทา ย่อมทำให้หมดสิ้นไป ย่อมทำให้ถึงความไม่มี ซึ่งวิหิงสาวิตก อันเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่ยินดี ย่อมละ ย่อมบรรเทา ย่อมทำให้หมดสิ้นไป ย่อม ทำให้ถึงความไม่มี ซึ่งอกุศลธรรมทั้งหลายอันชั่วช้า อันเกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นแล้ว ดูกรอานนท์ นี้เรียกว่าปหานสัญญา ฯ ดูกรอานนท์ ก็วิราคสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างเปล่าก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมชาตินั่นสงบ ธรรมชาตินั่นประณีต คือ ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง ธรรม เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง ธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา ธรรมเป็นที่สำรอกกิเลส ธรรมชาติเป็นที่ดับกิเลสและกองทุกข์ ดูกรอานนท์ นี้เรียกว่าวิราคสัญญา ฯ ดูกรอานนท์ นิโรธสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างเปล่าก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมชาตินั่นสงบ ธรรมชาตินั่นประณีต คือ ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง ธรรม เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง ธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา ธรรมเป็นที่ดับโดยไม่ เหลือ ธรรมชาติเป็นที่ดับกิเลสและกองทุกข์ ดูกรอานนท์ นี้เรียกว่านิโรธสัญญา ฯ ดูกรอานนท์ สัพพโลเกอนภิรตสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุใน ธรรมวินัยนี้ ละอุบาย และอุปาทานในโลก อันเป็นเหตุตั้งมั่น ถือมั่น และเป็น อนุสัยแห่งจิต ย่อมงดเว้น ไม่ถือมั่น ดูกรอานนท์ นี้เรียกว่าสัพพโลเกอนภิรต สัญญา ฯ ดูกรอานนท์ สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุ ในธรรมวินัยนี้ ย่อมอึดอัด ย่อมระอา ย่อมเกลียดชังแต่สังขารทั้งปวง ดูกรอานนท์ นี้เรียกว่าสัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา ฯ ดูกรอานนท์ อานาปานัสสติเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุใน ธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างเปล่าก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอเป็นผู้มีสติหายใจออก เป็นผู้มีสติ หายใจเข้า เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่า หายใจออกยาว หรือเมื่อหายใจเข้ายาวก็ รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่า หายใจออกสั้น หรือเมื่อ หายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้กำหนดรู้กายทั้งปวง @ อุบาย คือ ตัณหาและทิฐิ อุปาทาน คือ อุปาทาน ๔ (ลมหายใจ) หายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้กำหนดรู้กายทั้งปวงหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขาร (ลมหายใจ) หายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขาร หายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักกำหนดรู้ปีติหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักกำหนดรู้ปีติหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักกำหนดรู้สุขหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักกำหนดรู้สุขหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักกำหนดรู้จิตตสังขาร (เวทนา) หายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักกำหนดรู้จิตตสังขาร หายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักระงับจิตตสังขารหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักระงับจิตตสังขาร หายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักกำหนดรู้จิตหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักกำหนดรู้จิตหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักยังจิตให้บันเทิงหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักยังจิตให้บันเทิงหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตให้มั่นหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตให้มั่นหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้พิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้พิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้พิจารณาเห็นโดยความคลายกำหนัดหายใจออก ย่อมศึกษา ว่า จักเป็นผู้พิจารณาเห็นโดยความคลายกำหนัดหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักเป็น ผู้พิจารณาเห็นโดยความดับสนิทหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้พิจารณาเห็น โดยความดับสนิทหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้พิจารณาเห็นโดยความสลัด คืนหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้พิจารณาเห็นโดยความสลัดคืนหายใจเข้า ดูกรอานนท์ นี้เรียกว่าอานาปานัสสติ ฯ ดูกรอานนท์ ถ้าเธอพึงเข้าไปหาแล้ว กล่าวสัญญา ๑๐ ประการนี้แก่ คิริมานนทภิกษุไซร้ ข้อที่อาพาธของคิริมานนทภิกษุจะพึงสงบระงับโดยพลัน เพราะได้ฟังสัญญา ๑๐ ประการนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ ลำดับนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เรียนสัญญา ๑๐ ประการนี้ในสำนักของ พระผู้มีพระภาคแล้ว ได้เข้าไปหาท่านพระคิริมานนท์ยังที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าว สัญญา ๑๐ ประการแก่ท่านพระคิริมานนท์ ครั้งนั้นแล อาพาธนั้นของท่าน พระคิริมานนท์สงบระงับโดยพลัน เพราะได้ฟังสัญญา ๑๐ ประการนี้ ท่านพระ- *คิริมานนท์หายจากอาพาธนั้น ก็แลอาพาธนั้นเป็นโรคอันท่านพระคิริมานนท์ละได้ แล้วด้วยประการนั้นแล ฯ จบสูตรที่ ๑๐ จบสจิตตวรรคที่ ๑ ----------------------------------------------------- รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. สจิตตสูตร ๒. สาริปุตตสูตร ๓. ฐิติสูตร ๔. สมถสูตร ๕. ปริหานสูตร ๖. สัญญาสูตรที่ ๑ ๗. สัญญาสูตรที่ ๒ ๘. มูลสูตร ๙. ปัพพชิตสูตร ๑๐. อาพาธสูตร ฯ -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย