This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระสุตตันตปิฎก ·

เล่ม ๒๕ · ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต

Other items in this volume

๑. สรณคมน์๒. สิกขาบท ๑๐๓. อาการ ๓๒๔. สามเณรปัญหา๕. มงคลสูตร๖. รัตนสูตร๗. ติโรกุฑฑกัณฑ์๘. นิธิกัณฑ์๙. กรณียเมตตสูตร๑. ยมกวรรค๒. อัปปมาทวรรค๓. จิตตวรรค๔. ปุปผวรรค๕. พาลวรรค๖. ปัณฑิตวรรค๗. อรหันตวรรค๘. สหัสสวรรค๙. ปาปวรรค๑๐. ทัณฑวรรค๑๑. ชราวรรค๑๒. อัตตวรรค๑๓. โลกวรรค๑๔. พุทธวรรค๑๕. สุขวรรค๑๖. ปิยวรรค๑๗. โกธวรรค๑๘. มลวรรค๑๙. ธัมมัฏฐวรรค๒๐. มรรควรรค๒๑. ปกิณณกวรรค๒๒. นิรยวรรค๒๓. นาควรรค๒๔. ตัณหาวรรค๒๕. ภิกขุวรรค๒๖. พราหมณวรรค๑. โพธิสูตร ที่ ๑๒. โพธิสูตร ที่ ๒๓. โพธิสูตร ที่ ๓๔. อชปาลนิโครธสูตร๕. เถรสูตร๖. มหากัสสปสูตร๗. ปาวาสูตร๘. สังคามชิสูตร๙. ชฎิลสูตร๑๐. พาหิยสูตร๑. มุจจลินทสูตร๒. ราชสูตร๓. ทัณฑสูตร๔. สักการสูตร๕. อุปาสกสูตร๖. คัพภินีสูตร๗. เอกปุตตสูตร๘. สุปปวาสาสูตร๙. วิสาขาสูตร๑๐. กาฬิโคธาภัททิยสูตร๑. กรรมสูตร๒. นันทสูตร๓. ยโสชสูตร๔. สารีปุตตสูตร๕. โกลิตสูตร๖. ปิลินทวัจฉสูตร๗. มหากัสสปสูตร๘. ปิณฑปาตสูตร๙. สิปปสูตร๑๐. โลกสูตร๑. เมฆิยสูตร๒. อุทธตสูตร๓. โคปาลสูตร๔. ชุณหสูตร๕. นาคสูตร๖. ปิณโฑลภารทวาชสูตร๗. สาริปุตตสูตร๘. สุนทรีสูตร๙. อุปเสนวังคันตปุตตสูตร๑๐. สาริปุตตสูตร๑. ราชสูตร๒. อัปปายุกาสูตร๓. สุปปพุทธกุฏฐิสูตร๔. กุมารกสูตร๕. อุโปสถสูตร๖. โสณสูตร๗. กังขาเรวตสูตร๘. อานันทสูตร๙. สัททายมานสูตร๑๐. จูฬปันถกสูตร๑. อายุสมโอสัชชนสูตร๒. ปฏิสัลลานสูตร๓. อาหุสูตร๔. กิรสูตร ที่ ๑๕. กิรสูตร ที่ ๒๖. ติตถสูตร๗. สุภูติสูตร๘. คณิกาสูตร๙. อุปาติสูตร๑๐. อุปปัชชันติสูตร๑. ภัททิยสูตร ที่ ๑๒. ภัททิยสูตร ที่ ๒๓. กามสูตร ที่ ๑๔. กามสูตร ที่ ๒๕. ลกุณฐกภัททิยสูตร๖. ตัณหักขยสูตร๗. ปปัญจขยสูตร๘. มหากัจจานสูตร๙. อุทปานสูตร๑๐. อุเทนสูตร๑. นิพพานสูตร ที่ ๑๒. นิพพานสูตร ที่ ๒๓. นิพพานสูตร ที่ ๓๔. นิพพานสูตร ที่ ๔๕. จุนทสูตร๖. ปาฏลิคามิยสูตร๗. ทวิธาปถสูตร๘. วิสาขาสูตร๙. ทัพพสูตร ที่ ๑๑๐. ทัพพสูตร ที่ ๒๑. โลภสูตร๒. โทสสูตร๓. โมหสูตร๔. โกธสูตร๕. มักขสูตร๖. มานสูตร๗. สัพพสูตร๘. มานสูตร๙. โลภสูตร๑๐. โทสสูตร๑. โมหสูตร๒. โกธสูตร๓. มักขสูตร๔. โมหสูตร๕. กามสูตร๖. เสขสูตร ที่ ๑๗. เสขสูตร ที่ ๒๘. เภทสูตร๙. โมทสูตร๑๐. ปุคคลสูตร๑. จิตตฌายีสูตร๒. ปุญญสูตร๓. อุโภอัตถสูตร๔. เวปุลลปัพพตสูตร๕. สัมปชานมุสาวาทสูตร๖. ทานสูตร๗. เมตตาภาวสูตร๑. ภิกขุสูตร ที่ ๑๒. ภิกขุสูตร ที่ ๒๓. ตปนียสูตร๔. อตปนียสูตร๕. สีลสูตร ที่ ๑๖. สีลสูตร ที่ ๒๗. อาตาปีสูตร๘. นกุหนาสูตร ที่ ๑๙. นกุหนาสูตร ที่ ๒๑๐. โสมนัสสสูตร๑. วิตักกสูตร๒. เทศนาสูตร๓. วิชชาสูตร๔. ปัญญาสูตร๕. ธรรมสูตร๖. อชาตสูตร๗. ธาตุสูตร๘. สัลลานสูตร๙. สิกขาสูตร๑๐. ชาคริยสูตร๑๑. อปายสูตร๑๒. ทิฏฐิสูตร๑. อกุศลมูลสูตร๒. ธาตุสูตร๓. เวทนาสูตร ที่ ๑๔. เวทนาสูตร ที่ ๒๕. เอสนาสูตร ที่ ๑๖. เอสนาสูตร ที่ ๒๗. อาสวสูตร ที่ ๑๘. อาสวสูตร ที่ ๒๙. ตัณหาสูตร๑๐. มารเธยยสูตร๑. ปุญญกิริยาวัตถุสูตร๒. จักขุสูตร๓. อินทรียสูตร๔. อัทธาสูตร๕. ทุจริตสูตร๖. สุจริตสูตร๗. สุจิสูตร๘. มุนีสูตร๙. ราคสูตร ที่ ๑๑๐. ราคสูตร ที่ ๒๑. มิจฉาทิฐิสูตร๒. สัมมาทิฐิสูตร๓. นิสสรณสูตร๔. รูปสูตร๕. ปุตตสูตร๖. อวุฏฐิกสูตร๗. สุขสูตร๘. ภินทนสูตร๙. ธาตุสูตร๑๐. ปริหานสูตร๑. วิตักกสูตร๒. สักการสูตร๓. สัททสูตร๔. จวมานสูตร๕. โลกสูตร๖. อสุภสูตร๗. ธรรมสูตร๘. อันธการสูตร๙. มลสูตร๑๐. เทวทัตตสูตร๑. ปสาทสูตร๒. ชีวิตสูตร๓. สังฆาฏิสูตร๔. อัคคิสูตร๕. อุปปริกขยสูตร๖. อุปปัตติสูตร๗. กามสูตร๘. กัลยาณสูตร๙. ทานสูตร๑๐. ธรรมสูตร๑. พราหมณสูตร๒. จัตตาริสูตร๓. ชานสูตร๔. สมณสูตร๕. สีลสูตร๖. ตัณหาสูตร๗. พรหมสูตร๘. พหุการสูตร๙. กุหนาสูตร๑๐. ปุริสสูตร๑๑. จรสูตร๑๒. สัมปันนสูตร๑๓. โลกสูตร๑. อุรคสูตร๒. ธนิยสูตร๓. ขัคควิสาณสูตร๔. กสิภารทวาชสูตร๕. จุนทสูตร๖. ปราภวสูตร๗. วสลสูตร๘. เมตตสูตร๙. เหมวตสูตร๑๐. อาฬวกสูตร๑๑. วิชยสูตร๑๒. มุนีสูตร๑. รตนสูตร๒. อามคันธสูตร๓. หิริสูตร๔. มงคลสูตร๕. สูจิโลมสูตร๖. ธรรมจริยสูตร๗. พราหมณธรรมิกสูตร๘. นาวาสูตร๙. กึสีลสูตร๑๐. อุฏฐานสูตร๑๑. ราหุลสูตร๑๒. วังคีสสูตร๑๓. สัมมาปริพพาชนิยสูตร๑๔. ธรรมิกสูตร๑. ปัพพชาสูตร๒. ปธานสูตร๓. สุภาษิตสูตร๔. สุนทริกสูตร๕. มาฆสูตร๖. สภิยสูตร๗. เสลสูตร๘. สัลลสูตร๙. วาเสฏฐสูตร๑๐. โกกาลิกสูตร๑๑. นาลกสูตร๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร๑. กามสูตร๒. คุหัฏฐกสูตร๓. ทุฏฐัฏฐกสูตร๔. สุทธัฏฐกสูตร๕. ปรมัฏฐกสูตร๖. ชราสูตร๗. ติสสเมตเตยยสูตร๘. ปสูรสูตร๙. มาคันทิยสูตร๑๐. ปุราเภทสูตร๑๑. กลหวิวาทสูตร๑๒. จูฬวิยูหสูตร๑๓. มหาวิยูหสูตร๑๔. ตุวฏกสูตร๑๕. อัตตทัณฑสูตร๑๖. สารีปุตตสูตรวัตถุกถา๑. อชิตปัญหา๒. ติสสเมตเตยยปัญหา๓. ปุณณกปัญหา๔. เมตตคูปัญหา๕. โธตกปัญหา๖. อุปสีวปัญหา๗. นันทปัญหา๘. เหมกปัญหา๙. โตเทยยปัญหา๑๐. กัปปปัญหา๑๑. ชตุกัณณีปัญหา๑๒. ภัทราวุธปัญหา๑๓. อุทยปัญหา๑๔. โปสาลปัญหา๑๕. โมฆราชปัญหา๑๖. ปิงคิยปัญหา

Scripture · พระสุตตันตปิฎก

๙. วาเสฏฐสูตร

Text only · no interpretationข้อ ๓๘๑–๓๘๓พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต3 items2 editions

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination

Pali and translation

Front matter of the printed edition

สุตฺตนิปาเต ตติยสฺส มหาวคฺคสฺส นวมํ วาเสฏฺฐสุตฺตํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต วาเสฏฐสูตรที่ ๙

Item ๓๘๑Commentary

๙ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา อิจฺฉานงฺคเล วิหรติ อิจฺฉานงฺคลวนสณฺเฑ ฯ เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา อภิญฺญาตา พฺราหฺมณมหาสาลา อิจฺฉานงฺคเล ปฏิวสนฺติ เสยฺยถีทํ จงฺกี พฺราหฺมโณ ตารุกฺโข พฺราหฺมโณ โปกฺขรสาติ พฺราหฺมโณ ชาณุสฺโสณิ พฺราหฺมโณ โตเทยฺยพฺราหฺมโณ อญฺเญ จ อภิญฺญาตา พฺราหฺมณมหาสาลา ฯ {๓๘๑.๑} อถ โข วาเสฏฺฐภารทฺวาชานํ มาณวานํ ชงฺฆาวิหารํ อนุจงฺกมนฺตานํ อนุวิจรนฺตานํ อยมนฺตรากถา อุทปาทิ กถํ โภ พฺราหฺมโณ โหตีติ ฯ ภารทฺวาโช มาณโว เอวมาห ยโต โข โภ อุภโต สุชาโต มาติโต จ ปิติโต จ สํสุทฺธคหณิโก ยาว สตฺตมา ปิตามหยุคา อกฺขิตฺโต อนุปกุฏฺโฐ ชาติวาเทน เอตฺตาวตา โภ พฺราหฺมโณ โหตีติ ฯ วาเสฏฺโฐ มาณโว เอวมาห ยโต โข โภ สีลวา จ โหติ วตฺตสมฺปนฺโน จ เอตฺตาวตา โข โภ พฺราหฺมโณ โหตีติ ฯ {๓๘๑.๒} เนว โข อสกฺขิ ภารทฺวาโช มาณโว วาเสฏฺฐํ มาณวํ สญฺญาเปตุํ น ปน อสกฺขิ วาเสฏฺโฐ มาณโว ภารทฺวาชํ มาณวํ สญฺญาเปตุํ ฯ อถ โข วาเสฏฺโฐ มาณโว ภารทฺวาชํ มาณวํ อามนฺเตสิ อยํ โภ ภารทฺวาช สมโณ โคตโม สกฺยปุตฺโต สกฺยกุลา ปพฺพชิโต อิจฺฉานงฺคเล วิหรติ อิจฺฉานงฺคลวนสณฺเฑ ตํ โข ปน ภวนฺตํ โคตมํ เอวํ กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต อิติปิ โส ภควา ฯเปฯ พุทฺโธ ภควาติ อายาม ภารทฺวาช เยน สมโณ โคตโม เตนุปสงฺกมิสฺสาม อุปสงฺกมิตฺวา เอตมตฺถํ ปุจฺฉิสฺสาม ยถา โน สมโณ โคตโม พฺยากริสฺสติ ตถา นํ ธาเรสฺสามาติ ฯ เอวํ โภติ โข ภารทฺวาโช มาณโว วาเสฏฺฐสฺส มาณวสฺส ปจฺจสฺโสสิ ฯ {๓๘๑.๓} อถ โข วาเสฏฺฐภารทฺวาชมาณวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทึสุ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข วาเสฏฺโฐ มาณโว ภควนฺตํ คาถาหิ อชฺฌภาสิ

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉานงคลวันใกล้ อิจฉานังคลคาม ก็สมัยนั้น พราหมณ์มหาศาลผู้มีชื่อเสียงเป็นอันมาก คือ จังกีพราหมณ์ ตารุกขพราหมณ์ โปกขรสาติพราหมณ์ ชาณุสโสณีพราหมณ์ โตเทยยพราหมณ์ และพราหมณ์มหาศาลผู้มีชื่อเสียงเหล่าอื่น อาศัยอยู่ใน อิจฉานังคลคาม ครั้งนั้นแล วาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพ เดินพักผ่อนอยู่ ได้สนทนากันในระหว่างว่า ท่านผู้เจริญ บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ด้วยเหตุ อย่างไร ภารทวาชมาณพกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญบุคคลผู้เป็นอุภโตสุชาต ทั้งฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา มีครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิหมดจดดีตลอด ๗ ชั่วบรรพ- *บุรุษ ไม่มีใครจะคัดค้านติเตียนได้ด้วยอ้างถึงชาติ บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ด้วย เหตุเพียงเท่านี้ ฯ วาเสฏฐมาณพกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ บุคคลเป็นผู้มีศีลและถึง พร้อมด้วยวัตร บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ฯ ภารทวาชมาณพไม่สามารถจะให้วาเสฏฐมาณพยินยอมได้เลย และวาเสฏฐ มาณพก็ไม่สามารถจะให้ภารทวาชมาณพยินยอมได้ ฯ ลำดับนั้นแล วาเสฏฐมาณพจึงกล่าวกะภารทวาชมาณพว่า ท่านภารทวาชะ พระสมณโคดมผู้ศากยบุตรนี้ เสด็จออกผนวชจากศากยสกุล ประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉานังคลวัน ใกล้อิจฉานังคลคาม ก็กิตติศัพท์อันงามของท่านพระโคดม พระองค์นั้นขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม ท่านภารทวาชะ เราทั้งสองจงไปเฝ้า พระสมณโคดมเถิด ครั้นแล้วจักทูลถามเนื้อความนี้ พระสมณโคดมจักตรัส พยากรณ์แก่เราด้วยประการใด เราจักทรงจำข้อความนั้นไว้ด้วยประการนั้น ฯ ภารทวาชมาณพ รับคำวาเสฏฐมาณพแล้ว ลำดับนั้น วาเสฏฐมาณพ และภารทวาชมาณพ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้สนทนา ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว วาเสฏฐมาณพได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า

Item ๓๘๒

|๓๘๒.๑๐๒๑| อนุญฺญาตปฏิญฺญาตา เตวิชฺชา มยมสฺสุ โภ อหํ โปกฺขรสาติสฺส ตารุกฺขสฺสาย มาณโว ฯ |๓๘๒.๑๐๒๒| เตวิชฺชานํ ยทกฺขาตํ ตตฺร เกวลิโนสฺมเส ปทกสฺมา เวยฺยากรณา จ ชปฺเป อาจริยสาทิสา ฯ |๓๘๒.๑๐๒๓| เตสนฺโน ชาติวาทมฺหิ วิวาโท อตฺถิ โคตม ชาติยา พฺราหฺมโณ โหติ ภารทฺวาโช อิติ ภาสติ อหญฺจ กมฺมุนา พฺรูหิ เอวํ ชานาหิ จกฺขุม ฯ |๓๘๒.๑๐๒๔| เต น สกฺโกม สญฺญาตุํ อญฺญมญฺญํ มยํ อุโภ ภวนฺตํ ปุฏฺฐุมาคมฺหา สมฺพุทฺธํ อิติ วิสฺสุตํ ฯ |๓๘๒.๑๐๒๕| จนฺทํ ยถา ขยาตีตํ เปจฺจ ปญฺชลิกา ชนา วนฺทมานา นมสฺสนฺติ เอวํ โลกสฺมิ โคตม ฯ |๓๘๒.๑๐๒๖| จกฺขุํ โลเก สมุปฺปนฺนํ มยํ ปุจฺฉาม โคตมํ ชาติโต พฺราหฺมโณ โหติ อุทาหุ ภวติ กมฺมุนา อชานตํ โน ปพฺรูหิ ยถา ชาเนมุ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๒๗| เตสํ โวหํ พฺยกฺขิสฺสํ (วาเสฏฺฐาติ ภควา) อนุปุพฺพํ ยถาตถํ ชาติวิภงฺคํ ปาณานํ อญฺญมญฺญา หิ ชาติโย ฯ |๓๘๒.๑๐๒๘| ติณรุกฺเขปิ ชานาถ น จาปิ ปฏิชานเร ลิงฺคํ ชาติมยํ เตสํ อญฺญมญฺญา หิ ชาติโย ฯ |๓๘๒.๑๐๒๙| ตโต กีเฏ ปฏงฺเค จ ยาว กุนฺถกิปิลฺลิเก ลิงฺคํ ชาติมยํ เตสํ อญฺญมญฺญา หิ ชาติโย ฯ |๓๘๒.๑๐๓๐| จตุปฺปเทปิ ชานาถ ขุทฺทเก จ มหลฺลเก ลิงฺคํ ชาติมยํ เตสํ อญฺญมญฺญา หิ ชาติโย ฯ |๓๘๒.๑๐๓๑| ปาทูทเรปิ ชานาถ อุรเค ทีฆปิฏฺฐิเก ลิงฺคํ ชาติมยํ เตสํ อญฺญมญฺญา หิ ชาติโย ฯ |๓๘๒.๑๐๓๒| ตโต มจฺเฉปิ ชานาถ อุทเก วาริโคจเร ลิงฺคํ ชาติมยํ เตสํ อญฺญมญฺญา หิ ชาติโย ฯ |๓๘๒.๑๐๓๓| ตโต ปกฺขีปิ ชานาถ ปตฺตยาเน วิหงฺคเม ลิงฺคํ ชาติมยํ เตสํ อญฺญมญฺญา หิ ชาติโย ฯ |๓๘๒.๑๐๓๔| ยถา เอตาสุ ชาตีสุ ลิงฺคํ ชาติมยํ ปุถุ เอวํ นตฺถิ มนุสฺเสสุ ลิงฺคํ ชาติมยํ ปุถุ ฯ |๓๘๒.๑๐๓๕| น เกเสหิ น สีเสหิ น กณฺเณหิ น อกฺขิหิ น มุเขน น นาสาย น โอฏฺเฐหิ ภมูหิ วา |๓๘๒.๑๐๓๖| น คีวาย น อํเสหิ น อุทเรน น ปิฏฺฐิยา น โสณิยา น อุรสา น สมฺพาธา น เมถุนา |๓๘๒.๑๐๓๗| น หตฺเถหิ น ปาเทหิ น องฺคุลีหิ นเขหิ วา น ชงฺฆาหิ น อูรูหิ น วณฺเณน สเรน วา ลิงฺคํ ชาติมยํ เนว ยถา อญฺญาสุ ชาติสุ ฯ |๓๘๒.๑๐๓๘| ปจฺจตฺตํ สสรีเรสุ มนุสฺเสเสฺวตํ น วิชฺชติ โวการญฺจ มนุสฺเสสุ สมญฺญาย ปวุจฺจติ ฯ |๓๘๒.๑๐๓๙| โย หิ โกจิ มนุสฺเสสุ โครกฺขํ อุปชีวติ เอวํ วาเสฏฺฐ ชานาหิ กสฺสโก โส น พฺราหฺมโณ ฯ |๓๘๒.๑๐๔๐| โย หิ โกจิ มนุสฺเสสุ ปุถุสิปฺเปน ชีวติ เอวํ วาเสฏฺฐ ชานาหิ สิปฺปิโก โส น พฺราหฺมโณ ฯ |๓๘๒.๑๐๔๑| โย หิ โกจิ มนุสฺเสสุ โวหารํ อุปชีวติ เอวํ วาเสฏฺฐ ชานาหิ วาณิโช โส น พฺราหฺมโณ ฯ |๓๘๒.๑๐๔๒| โย หิ โกจิ มนุสฺเสสุ ปรเปสฺเสน ชีวติ เอวํ วาเสฏฺฐ ชานาหิ เปสฺสิโก โส น พฺราหฺมโณ ฯ |๓๘๒.๑๐๔๓| โย หิ โกจิ มนุสฺเสสุ อทินฺนํ อุปชีวติ เอวํ วาเสฏฺฐ ชานาหิ โจโร เอโส น พฺราหฺมโณ ฯ |๓๘๒.๑๐๔๔| โย หิ โกจิ มนุสฺเสสุ อิสฺสตฺถํ อุปชีวติ เอวํ วาเสฏฺฐ ชานาหิ โยธาชีโว น พฺราหฺมโณ ฯ |๓๘๒.๑๐๔๕| โย หิ โกจิ มนุสฺเสสุ โปโรหิจฺเจน ชีวติ เอวํ วาเสฏฺฐ ชานาหิ ยาชโก โส น พฺราหฺมโณ ฯ |๓๘๒.๑๐๔๖| โย หิ โกจิ มนุสฺเสสุ คามํ รฏฺฐญฺจ ภุญฺชติ เอวํ วาเสฏฺฐ ชานาหิ ราชา เอโส น พฺราหฺมโณ ฯ |๓๘๒.๑๐๔๗| น จาหํ พฺราหฺมณํ พฺรูมิ โยนิชํ มตฺติกสมฺภวํ โภวาทิ นาม โส โหติ ส เว โหติ สกิญฺจโน อกิญฺจนํ อนาทานํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๔๘| สพฺพํ สํโยชนํ เฉตฺวา โย เว นปริตสฺสติ สงฺคาติคํ วิสํยุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๔๙| เฉตฺวา นทฺธึ วรตฺตญฺจ สนฺธานํ สหนุกฺกมํ อุกฺขิตฺตปลิฆํ พุทฺธํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๕๐| อกฺโกสํ วธพนฺธญฺจ อทุฏฺโฐ โย ติติกฺขติ ขนฺตี พลานีกํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๕๑| อกฺโกธนํ วตฺตวนฺตํ สีลวนฺตํ อนุสฺสทํ ทนฺตํ อนฺติมสารีรํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๕๒| วารี โปกฺขรปตฺเตว อารคฺเคริว สาสโป โย น ลิมฺปติ กาเมสุ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๕๓| โย ทุกฺขสฺส ปชานาติ อิเธว ขยมตฺตโน ปนฺนภารํ วิสํยุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๕๔| คมฺภีรปญฺญํ เมธาวึ มคฺคามคฺคสฺส โกวิทํ อุตฺตมตฺถํ อนุปฺปตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๕๕| อสํสฏฺฐํ คหฏฺเฐหิ อนาคาเรหิ จูภยํ อโนกสารึ อปฺปิจฺฉํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๕๖| นิธาย ทณฺฑํ ภูเตสุ ตเสสุ ถาวเรสุ จ โย น หนฺติ น ฆาเตติ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๕๗| อวิรุทฺธํ วิรุทฺเธสุ อตฺตทณฺเฑสุ นิพฺพุตํ สาทาเนสุ อนาทานํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๕๘| ยสฺส ราโค จ โทโส จ มาโน มกฺโข จ ปาติโต สาสโปริว อารคฺคา ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๕๙| อกกฺกสํ วิญฺญาปนึ คิรํ สจฺจํ อุทีรเย ยาย นาภิสเช กิญฺจิ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๖๐| โย จ ทีฆญฺจ รสฺสํ วา อณุํถูลํ สุภาสุภํ โลเก อทินฺนํ นาทิยติ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๖๑| อาสา ยสฺส น วิชฺชนฺติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ นิราสยํ วิสํยุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๖๒| ยสฺสาลยา น วิชฺชนฺติ อญฺญาย อกถงฺกถี อมโตคธํ อนุปฺปตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๖๓| โย จ ปุญฺญญฺจ ปาปญฺจ อุโภ สงฺคํ อุปจฺจคา อโสกํ วิรชํ สุทฺธํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๖๔| จนฺทํว วิมลํ สุทฺธํ วิปฺปสนฺนมนาวิลํ นนฺทิภวปริกฺขีณํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๖๕| โย อิมํ ปลิปถํ ทุคฺคํ สํสารํ โมหมจฺจคา ติณฺโณ ปารคโต ฌายี อเนโช อกถงฺกถี อนุปาทาย นิพฺพุโต ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๖๖| โยธ กาเม ปหนฺตฺวาน อนาคาโร ปริพฺพเช กามราคปริกฺขีณํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๖๗| โยธ ตณฺหํ ปหนฺตฺวาน อนาคาโร ปริพฺพเช ตณฺหาภวปริกฺขีณํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๖๘| หิตฺวา มานุสกํ โยคํ ทิพฺพํ โยคํ อุปจฺจคา สพฺพโยควิสํยุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๖๙| หิตฺวา รติญฺจ อรติญฺจ สีติภูตํ นิรูปธึ สพฺพโลกาภิภุํ วีรํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๗๐| จุตึ โย เวทิ สตฺตานํ อุปปตฺติญฺจ สพฺพโส อสตฺตํ สุคตํ พุทฺธํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๗๑| ยสฺส คตึ น ชานนฺติ เทวา คนฺธพฺพมานุสา ขีณาสวํ อรหนฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๗๒| ยสฺส ปุเร จ ปจฺฉา จ มชฺเฌ จ นตฺถิ กิญฺจนํ อกิญฺจนํ อนาทานํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๗๓| อุสภํ ปวรํ ธีรํ มเหสึ วิชิตาวินํ อเนชํ นฺหาตกํ พุทฺธํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๗๔| ปุพฺเพนิวาสํ โย เวทิ สคฺคาปายญฺจ ปสฺสติ อโถ ชาติกฺขยํ ปตฺโต ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๗๕| สมญฺญา เหสา โลกสฺมึ นามโคตฺตํ ปกปฺปิตํ สมฺมุจฺจา สมุทาคตํ ตตฺถ ตตฺถ ปกปฺปิตํ ฯ |๓๘๒.๑๐๗๖| ทีฆรตฺตมนุสยิตํ ทิฏฺฐิคตมชานตํ อชานนฺตา โน ปพฺรูหนฺติ ชาติยา โหติ พฺราหฺมโณ ฯ |๓๘๒.๑๐๗๗| น ชจฺจา พฺราหฺมโณ โหติ น ชจฺจา โหติ อพฺราหฺมโณ กมฺมุนา พฺราหฺมโณ โหติ กมฺมุนา โหติ อพฺราหฺมโณ ฯ |๓๘๒.๑๐๗๘| กสฺสโก กมฺมุนา โหติ สิปฺปิโก โหติ กมฺมุนา วาณิโช กมฺมุนา โหติ เปสฺสิโก โหติ กมฺมุนา |๓๘๒.๑๐๗๙| โจโรปิ กมฺมุนา โหติ โยธาชีโวปิ กมฺมุนา ยาชโก กมฺมุนา โหติ ราชาปิ โหติ กมฺมุนา ฯ |๓๘๒.๑๐๘๐| เอวเมตํ ยถาภูตํ กมฺมํ ปสฺสนฺติ ปณฺฑิตา ปฏิจฺจสมุปฺปาททสฺสา กมฺมวิปากโกวิทา ฯ |๓๘๒.๑๐๘๑| กมฺมุนา วตฺตตี โลโก กมฺมุนา วตฺตตี ปชา กมฺมนิพนฺธนา สตฺตา รถสฺสาณีว ยายโต ฯ |๓๘๒.๑๐๘๒| ตเปน พฺรหฺมจริเยน สญฺญเมน ทเมน จ เอเตน พฺราหฺมโณ โหติ เอตํ พฺราหฺมณมุตฺตมํ |๓๘๒.๑๐๘๓| ตีหิ วิชฺชาหิ สมฺปนฺโน สนฺโต ขีณปุนพฺภโว เอวํ วาเสฏฺฐ ชานาหิ พฺรหฺมา สกฺโก วิชานตนฺติ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งสองเป็นผู้มีไตรวิชชา อันอาจารย์ยกย่องและรับรอง ข้าพระองค์เป็นศิษย์ผู้ใหญ่ ของโปกขรสาติพราหมณ์ ภารทวาชมาณพนี้ เป็นศิษย์ผู้ใหญ่ ของตารุกขพราหมณ์ ข้าพระองค์ทั้งสองเป็นผู้ถึงความสำเร็จ ในเวทที่อาจารย์ผู้มีไตรวิชชาบอกแล้ว เป็นผู้เข้าใจตัวบท และเป็นผู้ชำนาญไวยากรณ์ ในเวท เช่นกับอาจารย์ ข้าแต่ พระโคดม ข้าพระองค์ทั้งสองมีการโต้เถียงกันเพราะการอ้าง ถึงชาติ ภารทวาชมาณพกล่าวว่า บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะ ชาติ ส่วนข้าพระองค์กล่าวว่า บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะ กรรม ข้าแต่พระโคดมผู้มีพระจักษุ ขอพระองค์จงทรงทราบ อย่างนี้ ข้าพระองค์ทั้งสองนั้นไม่สามารถจะให้กันและกัน ยินยอมได้ จึงพากันมาเพื่อจะทูลถามพระองค์ผู้ปรากฏว่า เป็น พระสัมพุทธะ ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ทั้งสอง ประนม อัญชลีเข้ามาถวายนมัสการพระองค์ผู้ปรากฏว่า เป็นพระ สัมพุทธะในโลก เหมือนชนทั้งหลาย ประนมอัญชลีเข้ามา ไหว้นมัสการพระจันทร์อันเต็มดวง ฉะนั้น ข้าพระองค์ทั้งสอง ขอทูลถามพระโคดมผู้มีพระจักษุ ผู้อุบัติขึ้นดีแล้วในโลกว่า บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติหรือเพราะกรรม ขอพระองค์ จงตรัสบอกแก่ข้าพระองค์ทั้งสองผู้ไม่รู้ ด้วยอาการที่ข้า พระองค์ทั้งสองจะพึงรู้จักพราหมณ์เถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรวาเสฏฐะ เราจักพยากรณ์แก่ท่านทั้งหลายตามลำดับตามสมควร สัตว์ ทั้งหลายมีความแตกต่างกันโดยชาติ เพราะชาติของสัตว์ เหล่านั้น มีประการต่างๆ กัน ท่านทั้งหลายย่อมรู้จัก หญ้าและต้นไม้ แต่หญ้าและต้นไม้ ก็ไม่ยอมรับว่าเป็น หญ้าเป็นต้นไม้ หญ้าและต้นไม้เหล่านั้นมีสัณฐานสำเร็จ มาแต่ชาติ เพราะชาติของมันต่างๆ กัน แต่นั้นท่าน ทั้งหลายจงรู้จัก หนอน ตั๊กแตน มดดำ และมดแดง สัตว์ เหล่านั้นมีสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติ เพราะชาติของมัน ต่างๆ กัน ท่านทั้งหลายจงรู้จักสัตว์ ๔ เท้า ทั้งตัวเล็ก ตัวใหญ่ สัตว์เหล่านั้นมีสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติ เพราะ ชาติของมันต่างๆ กัน ต่อแต่นั้น ท่านทั้งหลายจงรู้จัก ปลาที่เกิดในน้ำเที่ยวไปในน้ำ ปลาเหล่านั้นมีสัณฐานสำเร็จ มาแต่ชาติ เพราะชาติของมันมีต่างๆ กัน ถัดจากนั้น ท่านทั้งหลายจงรู้จักนกที่บินไปในเวหา นกเหล่านั้นมีสัณฐาน สำเร็จมาแต่ชาติ เพราะชาติของมันต่างๆ กัน เพศที่ สำเร็จมาแต่ชาติเป็นอันมาก ไม่มีในมนุษย์ทั้งหลาย เหมือน อย่างสัณฐานที่สำเร็จมาแต่ชาติเป็นอันมากในชาติเหล่านี้ ฉะนั้น การกำหนดด้วยผม ศีรษะ หู นัยน์ตา ปาก จมูก ริมฝีปาก คิ้ว คอ บ่า ท้อง หลัง ตะโพก อก ที่แคบ เมถุน มือ เท้า นิ้วมือ เล็บ แข้ง ขา วรรณะ หรือเสียง ว่าผมเป็นต้น ของพราหมณ์เป็นเช่นนี้ ของกษัตริย์ เป็นเช่นนี้ย่อมไม่มีเลย เพศที่สำเร็จมาแต่ชาติไม่มีใน มนุษย์ทั้งหลายเลย เหมือนอย่างสัณฐานที่สำเร็จมาแต่ ชาติในชาติเหล่าอื่น ฉะนั้น ความแตกต่างกันแห่งสัณฐาน มีผมเป็นต้นนี้ ที่สำเร็จมาแต่กำเนิด ย่อมไม่มีในสรีระ ของตนๆ เฉพาะในตัวมนุษย์ทั้งหลายเลย แต่ความต่าง กันในมนุษย์ทั้งหลาย บัณฑิตกล่าวไว้โดยสมัญญา ดูกร วาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ก็ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดผู้หนึ่ง อาศัยโครักขกรรมเลี้ยงชีพ ผู้นั้นเป็นชาวนา มิใช่ พราหมณ์ ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ก็ใน หมู่มนุษย์ ผู้ใดผู้หนึ่งเลี้ยงชีพด้วยศิลปะเป็นอันมาก ผู้ นั้นเป็นศิลปิน มิใช่พราหมณ์ ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจง รู้อย่างนี้ว่า ก็ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดผู้หนึ่ง อาศัยการค้า ขายเลี้ยงชีพ ผู้นั้นเป็นพ่อค้ามิใช่พราหมณ์ ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ก็ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดผู้หนึ่งเลี้ยงชีวิต ด้วยการรับใช้ผู้อื่น ผู้นั้นเป็นผู้รับใช้ มิใช่พราหมณ์ ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ก็ในหมู่มนุษย์ ผู้ ใดผู้หนึ่งอาศัยการลักทรัพย์เลี้ยงชีพ ผู้นั้นเป็นโจร มิใช่ พราหมณ์ ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ก็ใน หมู่มนุษย์ ผู้ใดผู้หนึ่งอาศัยลูกศรและศาตราเลี้ยงชีพ ผู้นั้น เป็นนักรบอาชีพ มิใช่พราหมณ์ ดูกรวาเสฏฐะ ท่าน จงรู้อย่างนี้ว่า ก็ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดผู้หนึ่งเลี้ยงชีพด้วยความ เป็นปุโรหิต ผู้นั้นเป็นผู้ยังบุคคลให้บูชา มิใช่เป็นพราหมณ์ ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ก็ในหมู่มนุษย์ ผู้ใด ผู้หนึ่งปกครองบ้านและแว่นแคว้น ผู้นั้นเป็นพระราชา มิใช่พราหมณ์ ก็เราหากล่าวผู้เกิดแต่กำเนิดในท้องมารดา ว่าเป็นพราหมณ์ไม่ ผู้นั้นเป็นผู้ชื่อว่าโภวาที ผู้นั้นแล ยังเป็นผู้มีเครื่องกังวล เรากล่าวบุคคลผู้ไม่มีเครื่องกังวล ผู้ไม่ถือมั่น ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ตัดสังโยชน์ได้ทั้ง หมด ไม่สะดุ้งเลย ล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องแล้ว พราก โยคะทั้ง ๔ ได้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ที่ตัด ชะเนาะคือความโกรธ เชือก คือ ตัณหา หัวเงื่อน คือ ทิฐิ ๖๒ พร้อมทั้งสายโยง คือ อนุสัยเสียได้ ผู้มีลิ่ม สลักอันถอดแล้ว ผู้ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรา กล่าวผู้ไม่ประทุษร้าย อดกลั้นได้ซึ่งคำด่าว่า การทุบตีและ การจองจำ ผู้มีกำลังคือขันติ ผู้มีหมู่พลคือขันตี ว่าเป็น พราหมณ์ เรากล่าวผู้ไม่โกรธ มีวัตร มีศีล ไม่มีกิเลส อันฟูขึ้น ฝึกตนแล้ว ทรงไว้ซึ่งร่างกายมีในที่สุด ว่าเป็น พราหมณ์ เรากล่าวผู้ไม่ติดอยู่ในกามทั้งหลาย ดุจน้ำไม่ ติดอยู่ในใบบัว ดุจเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ติดอยู่บนปลาย เหล็กแหลม ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้รู้ชัดความสิ้นไป แห่งทุกข์ของตน ในศาสนานี้แล ผู้ปลงภาระแล้ว พรากกิเลสได้หมดแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้มีปัญญา ลึกซึ้ง มีเมธา ผู้ฉลาดในทางและมิใช่ทาง ผู้บรรลุถึง ประโยชน์อันสูงสุด ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ไม่เกี่ยวข้อง ด้วยคน ๒ พวก คือ คฤหัสถ์และบรรพชิต ไม่มีความ อาลัยเที่ยวไป มีความปรารถนาน้อย ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้วางอาชญาในสัตว์ทั้งหลาย ทั้งผู้ที่สะดุ้งและ มั่นคง ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ผู้อื่นให้ฆ่า ว่าเป็นพราหมณ์ เรา กล่าวผู้ไม่ปองร้าย ผู้ดับเสียได้ในผู้ที่มีอาชญาในตน ผู้ไม่ ยึดถือในผู้ที่มีความยึดถือ ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ที่ทำ ราคะ โทสะ มานะ และมักขะ ให้ตกไปแล้ว ดุจเมล็ด พันธุ์ผักกาดตกไปจากปลายเหล็กแหลม ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้เปล่งถ้อยคำไม่หยาบ ให้รู้ความกันได้ เป็นคำจริง ซึ่งไม่เป็นเหตุทำใครๆ ให้ข้องอยู่ ว่าเป็นพราหมณ์ ก็เรา กล่าวผู้ไม่ถือเอาสิ่งของยาวหรือสั้น น้อยหรือใหญ่ งาม และไม่งาม ซึ่งเจ้าของมิได้ให้แล้วในโลก ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ไม่มีความหวังทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า ผู้สิ้น หวัง พรากกิเลสได้หมดแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าว ผู้ไม่มีความอาลัย รู้แล้วทั่วถึง ไม่มีความสงสัย หยั่งลงสู่ นิพพาน ได้บรรลุแล้วโดยลำดับ ว่าเป็นพราหมณ์ เรา กล่าวผู้ละทิ้งบุญและบาปทั้ง ๒ ล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องได้ แล้ว ไม่มีความเศร้าโศก ปราศจากธุลี บริสุทธิ์แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้มีความยินดีในภพหมดสิ้นแล้ว ผู้บริสุทธิ์ มีจิตผ่องใส ไม่ขุ่นมัวดุจพระจันทร์ที่ปราศจาก มลทิน ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ล่วงทางอ้อม หล่ม สงสาร โมหะเสียได้ เป็นผู้ข้ามถึงฝั่ง เพ่งฌาน ไม่หวั่น ไหว ไม่มีความสงสัย ดับกิเลสได้แล้วเพราะไม่ถือมั่น ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ละกามในโลกนี้ได้เด็ดขาด เป็นผู้ไม่มีเรือน บวชเสียได้ มีกามราคะหมดสิ้นแล้ว ว่า เป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ละตัณหาในโลกนี้ได้เด็ดขาด เป็น ผู้ไม่มีเรือน งดเว้น มีตัณหาและภพหมดสิ้นแล้ว ว่าเป็น พราหมณ์ เรากล่าวผู้ละโยคะที่เป็นของมนุษย์ แล้วล่วง โยคะที่เป็นของทิพย์เสียได้ ผู้พรากแล้วจากโยคะทั้งปวง ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ละความยินดีและความไม่ยินดี เป็นผู้เยือกเย็น หาอุปธิมิได้ ผู้ครอบงำโลกทั้งปวง มีความ เพียร ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้รู้จุติและอุปบัติของสัตว์ ทั้งหลาย โดยอาการทั้งปวง ผู้ไม่ข้อง ไปดี ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ที่เทวดา คนธรรพ์ และมนุษย์รู้ คติไม่ได้ ผู้สิ้นอาสวะแล้ว เป็นพระอรหันต์ ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ไม่มีเครื่องกังวลในขันธ์ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ไม่มีเครื่องกังวล ไม่ยึดถือ ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้องอาจ ประเสริฐ เป็นนักปราชญ์ แสวงหาคุณ ใหญ่ชนะมาร ไม่มีความหวั่นไหว ล้างกิเลสหมด ตรัสรู้ แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ระลึกชาติก่อนๆ ได้ เห็นสวรรค์และอบาย และถึงความสิ้นไปแห่งชาติแล้ว ว่า เป็นพราหมณ์ นามและโคตรที่เขากำหนดกัน เป็นบัญญัติใน โลก นามและโคตรมาแล้วเพราะการรู้ตามกันมา ญาติ สาโลหิตทั้งหลาย กำหนดไว้ในกาลที่บุคคลเกิดแล้วนั้นๆ นามและโคตรที่กำหนดกันแล้วนี้ เป็นความเห็นของพวก คนผู้ไม่รู้ ซึ่งสืบเนื่องกันมาสิ้นกาลนาน พวกคนผู้ไม่รู้ ย่อมกล่าวว่าบุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติ แต่บุคคลเป็น พราหมณ์เพราะชาติก็หามิได้ แต่เป็นพราหมณ์เพราะกรรม ไม่เป็นพราหมณ์ก็เพราะกรรม เป็นชาวนาก็เพราะกรรม เป็นศิลปิน เป็นพ่อค้า เป็นผู้รับใช้ เป็นโจร เป็นนักรบ อาชีพ เป็นปุโรหิต และแม้เป็นพระราชา ก็เพราะกรรม บัณฑิตทั้งหลายผู้มีปรกติเห็นปฏิจจสมุปบาท ฉลาดในกรรม และวิบาก ย่อมเห็นกรรมตามความเป็นจริงอย่างนี้ โลก ย่อมเป็นไปเพราะกรรม หมู่สัตว์ย่อมเป็นไปเพราะกรรม สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเครื่องผูกพัน เปรียบเหมือนหมุด แห่งรถที่แล่นไปอยู่ ฉะนั้น บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะกรรม อันประเสริฐนี้ คือ ตบะ สัญญมะ พรหมจรรย์ และ ทมะ กรรมนี้ นำความเป็นพราหมณ์ที่สูงสุดมาให้ บุคคล ผู้ถึงพร้อมด้วยไตรวิชชา เป็นคนสงบ มีภพใหม่สิ้นไปแล้ว เป็นพราหมณ์ผู้องอาจของบัณฑิตทั้งหลายผู้รู้แจ้งอยู่ ท่านจง รู้อย่างนี้เถิดวาเสฏฐะ ฯ

Item ๓๘๓

เอวํ วุตฺเต วาเสฏฺฐภารทฺวาชา มาณวา ภควนฺตํ เอตทโวจุํ อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม ฯเปฯ อุปาสเก โน ภวํ โคตโม ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปเต สรณงฺคเตติ ฯ วาเสฏฺฐสุตฺตํ นวมํ ฯ -----------

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว วาเสฏฐมาณพ และ ภารทวาชมาณพ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิต ของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯ ขอพระองค์โปรดทรงจำข้าพระองค์ทั้งสองว่าเป็น อุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ จบวาเสฏฐสูตรที่ ๙

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย