This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระสุตตันตปิฎก ·

เล่ม ๒๕ · ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต

Other items in this volume

๑. สรณคมน์๒. สิกขาบท ๑๐๓. อาการ ๓๒๔. สามเณรปัญหา๕. มงคลสูตร๖. รัตนสูตร๗. ติโรกุฑฑกัณฑ์๘. นิธิกัณฑ์๙. กรณียเมตตสูตร๑. ยมกวรรค๒. อัปปมาทวรรค๓. จิตตวรรค๔. ปุปผวรรค๕. พาลวรรค๖. ปัณฑิตวรรค๗. อรหันตวรรค๘. สหัสสวรรค๙. ปาปวรรค๑๐. ทัณฑวรรค๑๑. ชราวรรค๑๒. อัตตวรรค๑๓. โลกวรรค๑๔. พุทธวรรค๑๕. สุขวรรค๑๖. ปิยวรรค๑๗. โกธวรรค๑๘. มลวรรค๑๙. ธัมมัฏฐวรรค๒๐. มรรควรรค๒๑. ปกิณณกวรรค๒๒. นิรยวรรค๒๓. นาควรรค๒๔. ตัณหาวรรค๒๕. ภิกขุวรรค๒๖. พราหมณวรรค๑. โพธิสูตร ที่ ๑๒. โพธิสูตร ที่ ๒๓. โพธิสูตร ที่ ๓๔. อชปาลนิโครธสูตร๕. เถรสูตร๖. มหากัสสปสูตร๗. ปาวาสูตร๘. สังคามชิสูตร๙. ชฎิลสูตร๑๐. พาหิยสูตร๑. มุจจลินทสูตร๒. ราชสูตร๓. ทัณฑสูตร๔. สักการสูตร๕. อุปาสกสูตร๖. คัพภินีสูตร๗. เอกปุตตสูตร๘. สุปปวาสาสูตร๙. วิสาขาสูตร๑๐. กาฬิโคธาภัททิยสูตร๑. กรรมสูตร๒. นันทสูตร๓. ยโสชสูตร๔. สารีปุตตสูตร๕. โกลิตสูตร๖. ปิลินทวัจฉสูตร๗. มหากัสสปสูตร๘. ปิณฑปาตสูตร๙. สิปปสูตร๑๐. โลกสูตร๑. เมฆิยสูตร๒. อุทธตสูตร๓. โคปาลสูตร๔. ชุณหสูตร๕. นาคสูตร๖. ปิณโฑลภารทวาชสูตร๗. สาริปุตตสูตร๘. สุนทรีสูตร๙. อุปเสนวังคันตปุตตสูตร๑๐. สาริปุตตสูตร๑. ราชสูตร๒. อัปปายุกาสูตร๓. สุปปพุทธกุฏฐิสูตร๔. กุมารกสูตร๕. อุโปสถสูตร๖. โสณสูตร๗. กังขาเรวตสูตร๘. อานันทสูตร๙. สัททายมานสูตร๑๐. จูฬปันถกสูตร๑. อายุสมโอสัชชนสูตร๒. ปฏิสัลลานสูตร๓. อาหุสูตร๔. กิรสูตร ที่ ๑๕. กิรสูตร ที่ ๒๖. ติตถสูตร๗. สุภูติสูตร๘. คณิกาสูตร๙. อุปาติสูตร๑๐. อุปปัชชันติสูตร๑. ภัททิยสูตร ที่ ๑๒. ภัททิยสูตร ที่ ๒๓. กามสูตร ที่ ๑๔. กามสูตร ที่ ๒๕. ลกุณฐกภัททิยสูตร๖. ตัณหักขยสูตร๗. ปปัญจขยสูตร๘. มหากัจจานสูตร๙. อุทปานสูตร๑๐. อุเทนสูตร๑. นิพพานสูตร ที่ ๑๒. นิพพานสูตร ที่ ๒๓. นิพพานสูตร ที่ ๓๔. นิพพานสูตร ที่ ๔๕. จุนทสูตร๖. ปาฏลิคามิยสูตร๗. ทวิธาปถสูตร๘. วิสาขาสูตร๙. ทัพพสูตร ที่ ๑๑๐. ทัพพสูตร ที่ ๒๑. โลภสูตร๒. โทสสูตร๓. โมหสูตร๔. โกธสูตร๕. มักขสูตร๖. มานสูตร๗. สัพพสูตร๘. มานสูตร๙. โลภสูตร๑๐. โทสสูตร๑. โมหสูตร๒. โกธสูตร๓. มักขสูตร๔. โมหสูตร๕. กามสูตร๖. เสขสูตร ที่ ๑๗. เสขสูตร ที่ ๒๘. เภทสูตร๙. โมทสูตร๑๐. ปุคคลสูตร๑. จิตตฌายีสูตร๒. ปุญญสูตร๓. อุโภอัตถสูตร๔. เวปุลลปัพพตสูตร๕. สัมปชานมุสาวาทสูตร๖. ทานสูตร๗. เมตตาภาวสูตร๑. ภิกขุสูตร ที่ ๑๒. ภิกขุสูตร ที่ ๒๓. ตปนียสูตร๔. อตปนียสูตร๕. สีลสูตร ที่ ๑๖. สีลสูตร ที่ ๒๗. อาตาปีสูตร๘. นกุหนาสูตร ที่ ๑๙. นกุหนาสูตร ที่ ๒๑๐. โสมนัสสสูตร๑. วิตักกสูตร๒. เทศนาสูตร๓. วิชชาสูตร๔. ปัญญาสูตร๕. ธรรมสูตร๖. อชาตสูตร๗. ธาตุสูตร๘. สัลลานสูตร๙. สิกขาสูตร๑๐. ชาคริยสูตร๑๑. อปายสูตร๑๒. ทิฏฐิสูตร๑. อกุศลมูลสูตร๒. ธาตุสูตร๓. เวทนาสูตร ที่ ๑๔. เวทนาสูตร ที่ ๒๕. เอสนาสูตร ที่ ๑๖. เอสนาสูตร ที่ ๒๗. อาสวสูตร ที่ ๑๘. อาสวสูตร ที่ ๒๙. ตัณหาสูตร๑๐. มารเธยยสูตร๑. ปุญญกิริยาวัตถุสูตร๒. จักขุสูตร๓. อินทรียสูตร๔. อัทธาสูตร๕. ทุจริตสูตร๖. สุจริตสูตร๗. สุจิสูตร๘. มุนีสูตร๙. ราคสูตร ที่ ๑๑๐. ราคสูตร ที่ ๒๑. มิจฉาทิฐิสูตร๒. สัมมาทิฐิสูตร๓. นิสสรณสูตร๔. รูปสูตร๕. ปุตตสูตร๖. อวุฏฐิกสูตร๗. สุขสูตร๘. ภินทนสูตร๙. ธาตุสูตร๑๐. ปริหานสูตร๑. วิตักกสูตร๒. สักการสูตร๓. สัททสูตร๔. จวมานสูตร๕. โลกสูตร๖. อสุภสูตร๗. ธรรมสูตร๘. อันธการสูตร๙. มลสูตร๑๐. เทวทัตตสูตร๑. ปสาทสูตร๒. ชีวิตสูตร๓. สังฆาฏิสูตร๔. อัคคิสูตร๕. อุปปริกขยสูตร๖. อุปปัตติสูตร๗. กามสูตร๘. กัลยาณสูตร๙. ทานสูตร๑๐. ธรรมสูตร๑. พราหมณสูตร๒. จัตตาริสูตร๓. ชานสูตร๔. สมณสูตร๕. สีลสูตร๖. ตัณหาสูตร๗. พรหมสูตร๘. พหุการสูตร๙. กุหนาสูตร๑๐. ปุริสสูตร๑๑. จรสูตร๑๒. สัมปันนสูตร๑๓. โลกสูตร๑. อุรคสูตร๒. ธนิยสูตร๓. ขัคควิสาณสูตร๔. กสิภารทวาชสูตร๕. จุนทสูตร๖. ปราภวสูตร๗. วสลสูตร๘. เมตตสูตร๙. เหมวตสูตร๑๐. อาฬวกสูตร๑๑. วิชยสูตร๑๒. มุนีสูตร๑. รตนสูตร๒. อามคันธสูตร๓. หิริสูตร๔. มงคลสูตร๕. สูจิโลมสูตร๖. ธรรมจริยสูตร๗. พราหมณธรรมิกสูตร๘. นาวาสูตร๙. กึสีลสูตร๑๐. อุฏฐานสูตร๑๑. ราหุลสูตร๑๒. วังคีสสูตร๑๓. สัมมาปริพพาชนิยสูตร๑๔. ธรรมิกสูตร๑. ปัพพชาสูตร๒. ปธานสูตร๓. สุภาษิตสูตร๔. สุนทริกสูตร๕. มาฆสูตร๖. สภิยสูตร๗. เสลสูตร๘. สัลลสูตร๙. วาเสฏฐสูตร๑๐. โกกาลิกสูตร๑๑. นาลกสูตร๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร๑. กามสูตร๒. คุหัฏฐกสูตร๓. ทุฏฐัฏฐกสูตร๔. สุทธัฏฐกสูตร๕. ปรมัฏฐกสูตร๖. ชราสูตร๗. ติสสเมตเตยยสูตร๘. ปสูรสูตร๙. มาคันทิยสูตร๑๐. ปุราเภทสูตร๑๑. กลหวิวาทสูตร๑๒. จูฬวิยูหสูตร๑๓. มหาวิยูหสูตร๑๔. ตุวฏกสูตร๑๕. อัตตทัณฑสูตร๑๖. สารีปุตตสูตรวัตถุกถา๑. อชิตปัญหา๒. ติสสเมตเตยยปัญหา๓. ปุณณกปัญหา๔. เมตตคูปัญหา๕. โธตกปัญหา๖. อุปสีวปัญหา๗. นันทปัญหา๘. เหมกปัญหา๙. โตเทยยปัญหา๑๐. กัปปปัญหา๑๑. ชตุกัณณีปัญหา๑๒. ภัทราวุธปัญหา๑๓. อุทยปัญหา๑๔. โปสาลปัญหา๑๕. โมฆราชปัญหา๑๖. ปิงคิยปัญหา

Scripture · พระสุตตันตปิฎก

๘. สุปปวาสาสูตร

Text only · no interpretationข้อ ๕๙–๖๒พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต4 items2 editions

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination

Pali and translation

Front matter of the printed edition

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๘. สุปปวาสาสูตร

Item ๕๙Commentary

๘ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา กุณฺฑิยายํ วิหรติ กุณฺฑิฏฺฐานวเน ฯ เตน โข ปน สมเยน สุปฺปวาสา โกลิยธีตา สตฺต วสฺสานิ คพฺภํ ธาเรติ สตฺตาหํ มูฬฺหคพฺภา ฯ สา ทุกฺขาหิ ติปฺปาหิ กฏุกาหิ เวทนาหิ ผุฏฺฐา ตีหิ วิตกฺเกหิ อธิวาเสติ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วต โส ภควา โย อิมสฺส เอวรูปสฺส ทุกฺขสฺส ปหานาย ธมฺมํ เทเสติ สุปฏิปนฺโน วต ตสฺส ภควโต สาวกสงฺโฆ โย อิมสฺส เอวรูปสฺส ทุกฺขสฺส ปหานาย ปฏิปนฺโน สุสุขํ วต นิพฺพานํ ยตฺถิทํ เอวรูปํ ทุกฺขํ น สํวิชฺชตีติ ฯ

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่ากุณฑิฐานวัน ใกล้พระนคร กุณฑิยา ก็สมัยนั้นแล พระนางสุปปวาสาพระธิดาของพระเจ้าโกลิยะทรงครรภ์ อยู่ถึง ๗ ปี มีครรภ์หลงอยู่ถึง ๗ วัน พระนางสุปปวาสานั้น ผู้อันทุกขเวทนา กล้าเผ็ดร้อนถูกต้องแล้วทรงอดกลั้นได้ด้วยการตรึก ๓ ข้อว่า พระผู้มีพระภาค พระองค์นั้นตรัสรู้ด้วยพระองค์โดยชอบหนอ ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อละทุกข์ เห็นปานนี้ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ปฏิบัติดีแล้วหนอ ปฏิบัติเพื่อละทุกข์เห็นปานนี้ นิพพานซึ่งเป็นที่ไม่มีทุกข์เห็นปานนี้เป็นสุขดีหนอ ฯ

Item ๖๐

อถ โข สุปฺปวาสา โกลิยธีตา สามิกํ อามนฺเตสิ เอหิ ตฺวํ อยฺยปุตฺต เยน ภควา เตนุปสงฺกม อุปสงฺกมิตฺวา มม วจเนน ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทาหิ อปฺปาพาธํ อปฺปาตงฺกํ ลหุฏฺฐานํ พลํ ผาสุวิหารํ ปุจฺฉ สุปฺปวาสา ภนฺเต โกลิยธีตา ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทติ อปฺปาพาธํ อปฺปาตงฺกํ ลหุฏฺฐานํ พลํ ผาสุวิหารํ ปุจฺฉตีติ เอวญฺจ วเทหิ สุปฺปวาสา ภนฺเต โกลิยธีตา สตฺต วสฺสานิ คพฺภํ ธาเรติ สตฺตาหํ มูฬฺหคพฺภา สา ทุกฺขาหิ ติปฺปาหิ กฏุกาหิ เวทนาหิ ผุฏฺฐา ตีหิ วิตกฺเกหิ อธิวาเสติ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วต โส ภควา โย อิมสฺส เอวรูปสฺส ทุกฺขสฺส ปหานาย ธมฺมํ เทเสติ สุปฏิปนฺโน วต ตสฺส ภควโต สาวกสงฺโฆ โย อิมสฺส เอวรูปสฺส ทุกฺขสฺส ปหานาย ปฏิปนฺโน สุสุขํ วต นิพฺพานํ ยตฺถิทํ เอวรูปํ ทุกฺขํ น สํวิชฺชตีติ ฯ {๖๐.๑} ปรมนฺติ โข โส โกลิยปุตฺโต สุปฺปวาสาย โกลิยธีตาย ปฏิสฺสุตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โกลิยปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ สุปฺปวาสา ภนฺเต โกลิยธีตา ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทติ อปฺปาพาธํ อปฺปาตงฺกํ ลหุฏฺฐานํ พลํ ผาสุวิหารํ ปุจฺฉติ เอวญฺจ วเทติ สุปฺปวาสา โกลิยธีตา สตฺต วสฺสานิ คพฺภํ ธาเรติ สตฺตาหํ มูฬฺหคพฺภา สา ทุกฺขาหิ ติปฺปาหิ กฏุกาหิ เวทนาหิ ผุฏฺฐา ตีหิ วิตกฺเกหิ อธิวาเสติ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วต โส ภควา โย อิมสฺส เอวรูปสฺส ทุกฺขสฺส ปหานาย ธมฺมํ เทเสติ สุปฏิปนฺโน วต ตสฺส ภควโต สาวกสงฺโฆ โย อิมสฺส เอวรูปสฺส ทุกฺขสฺส ปหานาย ปฏิปนฺโน สุสุขํ วต นิพฺพานํ ยตฺถิทํ เอวรูปํ ทุกฺขํ น สํวิชฺชตีติ ฯ สุขินี โหตุ สุปฺปวาสา โกลิยธีตา อโรคา อโรคํ ปุตฺตํ วิชายตูติ ฯ สห วจนา จ ปน ภควโต สุปฺปวาสา โกลิยธีตา สุขินี อโรคา อโรคํ ปุตฺตํ วิชายิ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข โส โกลิยปุตฺโต ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา เยน สกํ ฆรํ เตน ปจฺจายาสิ ฯ {๖๐.๒} อทฺทสา โข โส โกลิยปุตฺโต สุปฺปวาสํ โกลิยธีตรํ สุขินึ อโรคํ อโรคํ ปุตฺตํ วิชาตํ ทิสฺวานสฺส เอตทโหสิ อจฺฉริยํ วต โภ อพฺภูตํ วต โภ ตถาคตสฺส มหิทฺธิกตา มหานุภาวตา ยตฺร หิ นามายํ สุปฺปวาสา โกลิยธีตา สห วจนา จ ปน ภควโต สุขินี อโรคา อโรคํ ปุตฺตํ วิชายิสฺสตีติ อตฺตมโน ปมุทิโต ปิติโสมนสฺสชาโต อโหสิ ฯ

ครั้งนั้นแล พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาเชิญพระสวามีมาว่า เชิญมานี่เถิดพระลูกเจ้า ขอเชิญพระองค์เสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นแล้ว ทรง ถวายบังคมพระบาทของพระผู้มีพระภาค ด้วยเศียรเกล้าตามคำของหม่อมฉัน จงทูล ถามถึงความเป็นผู้มีพระอาพาธน้อย พระโรคเบาบาง กะปรี้กะเปร่ามีพระกำลัง ความอยู่สำราญว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางสุปปวาสาโกลิยธิดาถวายบังคม พระบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า และทูลถามความเป็นผู้มีพระอาพาธ น้อย พระโรคเบาบาง กะปรี้กะเปร่า มีพระกำลัง ความอยู่สำราญ อนึ่ง ขอพระองค์จงกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางสุปปวาสาโกลิยธิดา ทรงครรภ์ ๗ ปี มีครรภ์หลงอยู่ ๗ วัน นางสุปปวาสานั้นอันทุกขเวทนากล้าเผ็ดร้อน ถูกต้องแล้ว ย่อมอดกลั้นได้ด้วยการตรึก ๓ ข้อว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบหนอ ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อละทุกข์เห็นปานนี้ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ปฏิบัติดีหนอ ปฏิบัติเพื่อละทุกข์ เห็นปานนี้ นิพพานซึ่งเป็นที่ไม่มีทุกข์เห็นปานนี้ เป็นสุขดีหนอ พระราชบุตร พระเจ้าโกลิยะนั้น ทรงรับคำของพระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาแล้วเสด็จเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระนางสุปปวาสา โกลิยธิดา ถวายบังคมพระบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า และตรัส ถามถึงความเป็นผู้มีพระอาพาธน้อย พระโรคเบาบาง กะปรี้กะเปร่า ทรงพระ กำลัง ความอยู่สำราญ และรับสั่งอย่างนี้ว่า พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาทรง ครรภ์อยู่ถึง ๗ ปี มีครรภ์หลงอยู่ ๗ วัน พระนางสุปปวาสานั้นผู้อันทุกขเวทนา กล้าเผ็ดร้อนถูกต้องแล้ว ย่อมอดกลั้นได้ด้วยการตรึก ๓ ข้อว่า พระผู้มีพระภาค พระองค์นั้น ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบหนอ ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อละทุกข์ เห็นปานนี้ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ปฏิบัติดีหนอ ปฏิบัติ เพื่อละทุกข์เห็นปานนี้ นิพพานซึ่งเป็นที่ไม่มีทุกข์เห็นปานนี้ เป็นสุขดีหนอ ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาจงเป็นผู้มีสุข หาโรค มิได้ คลอดบุตรหาโรคมิได้เถิด ก็แลพระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาทรงมีสุข หาโรคมิได้ ประสูติพระโอรสผู้หาโรคมิได้ พร้อมกับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาค พระราชบุตรของพระเจ้าโกลิยะนั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ทรงชื่นชมยินดีพระภาษิต ของพระผู้มีพระภาค เสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายบังคมกระทำประทักษิณแล้ว เสด็จกลับไปสู่นิเวสน์ของตน ได้ทรงเห็นพระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาทรงมีสุข หาโรคมิได้ ประสูติพระโอรสผู้หาโรคมิได้ ครั้นแล้วได้ทรงดำริว่า น่าอัศจรรย์จริง หนอไม่เคยมีมา พระตถาคตมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ก็แลพระนางสุปปวาสา โกลิยธิดานี้ทรงมีสุข หาโรคมิได้ คงจักประสูติพระโอรสผู้หาโรคมิได้ พร้อม กับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาค ได้เป็นผู้ปลื้มใจ เบิกบาน มีปีติโสมนัส ฯ

Item ๖๑

อถ โข สุปฺปวาสา โกลิยธีตา สามิกํ อามนฺเตสิ เอหิ ตฺวํ อยฺยปุตฺต เยน ภควา เตนุปสงฺกม อุปสงฺกมิตฺวา มม วจเนน ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทาหิ สุปฺปวาสา ภนฺเต โกลิยธีตา ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทตีติ เอวญฺจ วเทหิ สุปฺปวาสา ภนฺเต โกลิยธีตา สตฺต วสฺสานิ คพฺภํ ธาเรติ สตฺตาหํ มูฬฺหคพฺภา สา เอตรหิ สุขินี อโรคา อโรคํ ปุตฺตํ วิชาตา สา สตฺตาหํ พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ ภตฺเตน นิมนฺเตติ อธิวาเสตุ กิร ภนฺเต ภควา สุปฺปวาสาย โกลิยธีตาย สตฺต ภตฺตานิ สทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆนาติ ฯ ปรมนฺติ โข โส โกลิยปุตฺโต สุปฺปวาสาย โกลิยธีตาย ปฏิสฺสุตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส โกลิยปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ สุปฺปวาสา ภนฺเต โกลิยธีตา ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทติ เอวญฺจ วเทติ สุปฺปวาสา ภนฺเต โกลิยธีตา สตฺต วสฺสานิ คพฺภํ ธาเรสิ สตฺตาหํ มูฬฺหคพฺภา สา เอตรหิ สุขินี อโรคา อโรคํ ปุตฺตํ วิชาตา สา สตฺตาหํ พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ ภตฺเตน นิมนฺเตติ อธิวาเสตุ กิร ภนฺเต ภควา สุปฺปวาสาย โกลิยธีตาย สตฺต ภตฺตานิ สทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆนาติ ฯ

ครั้งนั้นแล พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาทูลเชิญพระสวามีมาว่า ข้าแต่พระลูกเจ้า ขอเชิญพระองค์เสด็จมานี่เถิด เชิญพระองค์เสด็จไปเฝ้าพระผู้มี พระภาค แล้วจงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้าตามคำของหม่อมฉันว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางสุปปวาสาโกลิยธิดา ถวายบังคมพระบาทของพระผู้มี พระภาคด้วยเศียรเกล้า อนึ่ง ขอพระองค์จงทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางสุปปวาสาโกลิยธิดาทรงครรภ์อยู่ถึง ๗ ปี มีครรภ์หลงถึง ๗ วัน บัดนี้ พระ นางมีสุข หาโรคมิได้ คลอดบุตรผู้หาโรคมิได้ นางนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้า เป็นประมุขด้วยภัตตาหารสิ้น ๗ วัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาค กับภิกษุสงฆ์ จงทรงรับภัตตาหารของนางสุปปวาสาโกลิยธิดา ๗ วันเถิด พระราช บุตรของพระเจ้าโกลิยะนั้นทรงรับคำพระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาแล้ว เสด็จไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคมแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระนางสุปปวาสา โกลิยธิดาถวายบังคมพระบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า อนึ่ง พระนาง รับสั่งมาอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาทรงครรภ์ อยู่ถึง ๗ ปี มีครรภ์หลงถึง ๗ วัน บัดนี้ พระนางทรงมีสุข หาโรคมิได้ ประสูติพระโอรสผู้หาโรคมิได้ พระนางนิมนต์พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น ประมุขด้วยภัตตาหารสิ้น ๗ วัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคกับ ภิกษุสงฆ์โปรดทรงรับภัตตาหารของนางสุปปวาสาโกลิยธิดาสิ้น ๗ วันเถิด ฯ

Item ๖๒

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตเรน อุปาสเกน พุทฺธปฺปมุโข ภิกฺขุสงฺโฆ สฺวาตนาย ภตฺเตน นิมนฺติโต โหติ ฯ โส จ อุปาสโก อายสฺมโต มหาโมคฺคลฺลานสฺส อุปฏฺฐาโก โหติ ฯ อถ โข ภควา อายสฺมนฺตํ มหาโมคฺคลฺลานํ อามนฺเตสิ เอหิ ตฺวํ โมคฺคลฺลาน เยน โส อุปาสโก เตนุปสงฺกม อุปสงฺกมิตฺวา ตํ อุปาสกํ เอวํ วเทหิ สุปฺปวาสา อาวุโส โกลิยธีตา สตฺต วสฺสานิ คพฺภํ ธาเรสิ สตฺตาหํ มูฬฺหคพฺภา สา เอตรหิ สุขินี อโรคา อโรคํ ปุตฺตํ วิชาตา สา สตฺตาหํ พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ ภตฺเตน นิมนฺเตติ กโรตุ สุปฺปวาสา โกลิยธีตา สตฺต ภตฺตานิ ปจฺฉา โส กริสฺสติ ตุยฺหํ โส อุปฏฺฐาโกติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ภควโต ปฏิสฺสุตฺวา เยน โส อุปาสโก เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ อุปาสกํ เอตทโวจ สุปฺปวาสา อาวุโส โกลิยธีตา สตฺต วสฺสานิ คพฺภํ ธาเรสิ สตฺตาหํ มูฬฺหคพฺภา ฯ สา เอตรหิ สุขินี อโรคา อโรคํ ปุตฺตํ วิชาตา สา สตฺตาหํ พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ ภตฺเตน นิมนฺเตติ กโรตุ สุปฺปวาสา โกลิยธีตา สตฺต ภตฺตานิ ปจฺฉา ตฺวํ กริสฺสสีติ ฯ {๖๒.๑} สเจ เม ภนฺเต อยฺโย มหาโมคฺคลฺลาโน ติณฺณํ ธมฺมานํ ปาฏิโภโค โภคานญฺจ ชีวิตสฺส จ สทฺธาย จ กโรตุ สุปฺปวาสา โกลิยธีตา สตฺต ภตฺตานิ ปจฺฉา กริสฺสามีติ ฯ ทฺวินฺนํ โข เต อหํ อาวุโส ธมฺมานํ ปาฏิโภโค โภคานญฺจ ชีวิตสฺส จ สทฺธาย ปน ตฺวํ เยว ปาฏิโภโคติ ฯ สเจ ภนฺเต อยฺโย มหาโมคฺคลฺลาโน ทฺวินฺนํ ธมฺมานํ ปาฏิโภโค โภคานญฺจ ชีวิตสฺส จ กโรตุ สุปฺปวาสา โกลิยธีตา สตฺต ภตฺตานิ ปจฺฉา กริสฺสามีติ ฯ {๖๒.๒} อถ โข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ตํ อุปาสกํ สญฺญาเปตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ สญฺญาโต ภนฺเต โส อุปาสโก กโรตุ สุปฺปวาสา โกลิยธีตา สตฺต ภตฺตานิ ปจฺฉา โส กริสฺสตีติ ฯ อถ โข สุปฺปวาสา โกลิยธีตา สตฺตาหํ พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ ปณีเตน ขาทนีเยน โภชนีเยน สหตฺถา สนฺตปฺเปสิ สมฺปวาเรสิ ตญฺจ ทารกํ ภควนฺตํ วนฺทาเปสิ ภิกฺขุสงฺฆํ ฯ อถ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ตํ ทารกํ เอตทโวจ กจฺจิ โว ทารก ขมนียํ กจฺจิ ยาปนียํ กจฺจิ น กิญฺจิ ทุกฺขนฺติ ฯ กุโต เม ภนฺเต สารีปุตฺต ขมนียํ กุโต ยาปนียํ สตฺต เม วสฺสานิ โลหิตกุจฺฉิยา วุตฺถานีติ ฯ {๖๒.๓} อถ โข สุปฺปวาสา โกลิยธีตา ปุตฺโต เม ธมฺมเสนาปตินา สทฺธึ มนฺเตตีติ อตฺตมนา ปมุทิตา ปีติโสมนสฺสชาตา อโหสิ ฯ อถ โข ภควา สุปฺปวาสํ โกลิยธีตรํ อตฺตมนํ ปมุทิตํ ปีติโสมนสฺสชาตํ วิทิตฺวา สุปฺปวาสํ โกลิยธีตรํ เอตทโวจ อิจฺเฉยฺยาสิ ตฺวํ สุปฺปวาเส อญฺญมฺปิ เอวรูปํ ปุตฺตนฺติ ฯ อิจฺเฉยฺยาหํ ภนฺเต ภควา อญฺญานิปิ เอวรูปานิ สตฺต ปุตฺตานีติ ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ อสาตํ สาตรูเปน ปิยรูเปน อปฺปิยํ ทุกฺขํ สุขสฺส รูเปน ปมตฺตมติวตฺตตีติ ฯ อฏฺฐมํ ฯ

ก็สมัยนั้นแล อุบาสกคนหนึ่งนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น ประมุขด้วยภัตเพื่อฉันในวันพรุ่ง ก็อุบาสกนั้นเป็นอุปัฏฐากของท่านพระมหา โมคคัลลานะ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า มานี่แน่ะโมคคัลลานะ ท่านจงเข้าไปหาอุบาสกนั้น ครั้นแล้วจงกล่าวกะอุบาสก นั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุ พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาทรงครรภ์อยู่ถึง ๗ ปี มีครรภ์หลงถึง ๗ วัน บัดนี้ พระนางทรงมีสุข หาโรคมิได้ ประสูติพระโอรส ผู้หาโรคมิได้ นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขด้วยภัตตาหารสิ้น ๗ วัน พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาจงทำภัตตาหารสิ้น ๗ วันเถิด อุปัฏฐากของท่านนั้น จักทำภายหลัง ท่านพระมหาโมคคัลลานะทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว เข้าไปหา อุบาสกนั้น ครั้นแล้วได้กล่าวกะอุบาสกนั้นว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ พระนางสุปปวาสา โกลิยธิดา ทรงครรภ์อยู่ถึง ๗ ปี มีครรภ์หลงถึง ๗ วัน บัดนี้ พระนางทรงมีสุข หาโรคมิได้ ประสูติพระโอรสผู้หาโรคมิได้ นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้า เป็นประมุขด้วยภัตตาหารสิ้น ๗ วัน พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาจงทำภัตสิ้น ๗ วัน ท่านจักทำในภายหลัง อุบาสกนั้นกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าว่าพระ มหาโมคคัลลานะผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ประกันธรรม ๓ อย่าง คือ โภคสมบัติ ชีวิต และศรัทธา ของกระผมได้ไซร้ พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาจงทำภัตตาหารสิ้น ๗ วันเถิด กระผมจักทำในภายหลัง ฯ โม. ดูกรท่านผู้มีอายุ ฉันจะเป็นผู้ประกันธรรม ๒ อย่าง คือโภคสมบัติ และชีวิตของท่าน ส่วนท่านเองเป็นผู้ประกันศรัทธา ฯ อุ. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าว่าพระมหาโมคคัลลานะผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ประกัน ธรรม ๒ อย่าง คือ โภคสมบัติและชีวิตได้ไซร้ พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดา จงทำภัตตาหารสิ้น ๗ วันเถิด กระผมจักทำในภายหลัง ฯ ครั้งนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ยังอุบาสกนั้นให้ยินยอมแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ข้าพระองค์ให้อุบาสกนั้นยินยอมแล้ว พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาจงทรง ทำภัตตาหารตลอด ๗ วัน อุบาสกนั้นจะทำในภายหลัง พระเจ้าข้า ฯ ครั้งนั้นแล พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดา ทรงอังคาสภิกษุสงฆ์มี พระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยพระหัตถ์ของ พระนาง สิ้น ๗ วัน ให้ทารกนั้นถวายบังคมพระผู้มีพระภาคและให้ไหว้ภิกษุสงฆ์ แล้ว ลำดับนั้นแล ท่านพระสารีบุตรได้ถามทารกนั้นว่า พ่อหนู เธอสบายดีหรือ พอเป็นไปหรอก หรือทุกข์อะไรๆ ไม่มีหรือ ทารกนั้นตอบว่า ข้าแต่พระสารีบุตร ผู้เจริญ กระผมจักสบายแต่ไหนได้ พอเป็นไปแต่ไหน กระผมอยู่ในท้องเปื้อน ด้วยโลหิตถึง ๗ ปี ลำดับนั้นแล พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดา ทรงมีพระทัย ชื่นชมเบิกบานเกิดปีติโสมนัสว่า บุตรของเราได้สนทนากับพระธรรมเสนาบดี ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดา ทรงมีพระทัยชื่นชม เบิกบานเกิดปีติโสมนัสแล้ว จึงตรัสถามพระนางสุปปวาสา- *โกลิยธิดาว่า ดูกรพระนาง พึงปรารถนาพระโอรสเห็นปานนี้แม้อื่นหรือ พระนาง สุปปวาสากราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ หม่อมฉันพึงปรารถนาบุตร เห็นปานนี้แม้อื่นอีก ๗ คนเจ้าค่ะ ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทาน นี้ในเวลานั้นว่า ทุกข์อันไม่น่ายินดี ย่อมครอบงำคนผู้ประมาท โดยความเป็น ของน่ายินดี ทุกข์อันไม่น่ารักย่อมครอบงำคนผู้ประมาท โดยความเป็นของน่ารัก ทุกข์ย่อมครอบงำบุคคลผู้ประมาท โดยความเป็นสุข ฯ จบสูตรที่ ๘

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย