Scripture · Other items in this volumeเล่ม ๒๕
๙. วาเสฏฐสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ
Front matter of the printed edition
๙. วาเสฏฐสูตร ว่าด้วยวาเสฏฐมาณพทูลถามปัญหา ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนื้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉานังคละ ใกล้หมู่บ้าน อิจฉานังคละ สมัยนั้น พราหมณ์มหาศาลมีชื่อเสียงเป็นจำนวนมาก คือ จังกีพราหมณ์ ตารุกขพราหมณ์ โปกขรสาติพราหมณ์ ชาณุสโสณิพราหมณ์ โตเทยยพราหมณ์ และพราหมณ์มหาศาลมีชื่อเสียงอื่นๆ อาศัยอยู่ในหมู่บ้านอิจฉานังคละ ครั้งนั้น วาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพกำลังเดินเล่นพักผ่อน ระหว่างนั้น ได้สนทนาถึงข้อความนี้ว่า “เพื่อนเอ๋ย บุคคลชื่อว่าพราหมณ์ โดยวิธีอย่างไร” ภารทวาชมาณพกล่าวอย่างนี้ว่า “เพื่อนเอ๋ย บุคคลที่เกิดมาดีทั้ง ๒ ฝ่าย คือ ทั้งฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา ถือปฏิสนธิบริสุทธิ์ดีตลอดเจ็ดชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใคร {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๔๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๙. วาเสฏฐสูตร จะคัดค้านตำหนิได้เพราะอ้างถึงชาติตระกูล เพื่อนเอ๋ย เพราะเหตุดังกล่าวมานี้ บุคคลนั้นจึงชื่อว่า พราหมณ์” วาเสฏฐมาณพกล่าวอย่างนี้ว่า “เพื่อนเอ๋ย บุคคลเป็นผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยวัตร เพราะเหตุดังกล่าวมานี้จึงชื่อว่า พราหมณ์” ภารทวาชมาณพไม่สามารถให้วาเสฏฐมาณพยอมรับเหตุผลของตนได้ ฝ่าย วาเสฏฐมาณพก็ไม่สามารถให้ภารทวาชมาณพยอมรับเหตุผลของตนได้เช่นกัน ลำดับนั้น วาเสฏฐมาณพได้กล่าวเชิงปรึกษากับภารทวาชมาณพว่า “ภารทวาชะ เพื่อนรัก พระสมณโคดมศากยบุตรพระองค์นี้เสด็จออกผนวชจากศากยตระกูล ประทับ อยู่ที่ราวป่าอิจฉานังคละ ใกล้หมู่บ้านอิจฉานังคละ ก็ท่านพระโคดมนั้นมีกิตติศัพท์ อันงามขจรไปอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็น พระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค’ ภารทวาชะเพื่อนรัก เราทั้งสองเข้าไปเฝ้าพระ สมณโคดม ณ ที่ประทับกันเถิด แล้วเราจะทูลถามถึงเรื่องนี้กับพระองค์ จะได้จดจำ ข้อความที่พระองค์ทรงพยากรณ์แก่เรา” ภารทวาชมาณพรับคำวาเสฏฐมาณพว่า “อย่างนั้นก็ได้เพื่อน” ต่อจากนั้น วาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพได้พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคถึงที่ประทับ ได้สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควร วาเสฏฐมาณพได้กราบทูลพระผู้มี พระภาคด้วยคาถาว่า
๖๐๐ข้าพระองค์ทั้งสองเป็นผู้ได้รับยกย่อง และรับรองจากอาจารย์ว่า เป็นผู้ได้ศึกษาจบไตรเพท ข้าพระองค์เป็นหัวหน้าศิษย์ของโปกขรสาติพราหมณ์ ส่วนภารทวาชมาณพนี้เป็นหัวหน้าศิษย์ของตารุกขพราหมณ์
๖๐๑ข้าพระองค์ทั้งสอง ศึกษาจบไตรเพท ตามที่อาจารย์ผู้แตกฉานอบรมสั่งสอน เป็นผู้เข้าใจตัวบท ชำนาญไวยากรณ์ ในพระเวทเทียบเท่าอาจารย์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๔๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๙. วาเสฏฐสูตร
๖๐๒ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ทั้งสองนั้นเกิดโต้เถียงกัน ในเรื่องเหตุที่ทำให้บุคคลเป็นพราหมณ์ ภารทวาชมาณพกล่าวว่า บุคคลเป็นพราหมณ์ เพราะชาติกำเนิด ส่วนข้าพระองค์กล่าวว่า บุคคลเป็นพราหมณ์ เพราะกรรม ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ ขอพระองค์ทรงทราบอย่างนี้เถิด
๖๐๓ข้าพระองค์ทั้งสองนั้นไม่สามารถตกลงกันได้ จึงพากันมาทูลถามพระองค์ผู้ทรงปรากฏพระนามว่า เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๖๐๔ข้าพระองค์ทั้งสองประนมมือถวายนมัสการพระองค์ ผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในโลก เหมือนชนทั้งหลายประนมมือ น้อมไหว้พระจันทร์วันเพ็ญโดยทั่วถึงกัน
๖๐๕ข้าพระองค์ทั้งสองขอทูลถามพระโคดมผู้มีพระจักษุ ผู้เสด็จอุบัติดีแล้วในโลกว่า บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิด หรือเพราะกรรมหนอ ขอพระองค์โปรดตรัสบอกข้าพระองค์ทั้งสอง ผู้ไม่รู้ให้รู้จักพราหมณ์ที่แท้จริงด้วยเถิด (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)
๖๐๖วาเสฏฐะ เราจะพยากรณ์ถึงความพิสดาร แห่งชาติกำเนิดของสัตว์ทั้งหลาย ตามลำดับความเหมาะสมแก่เธอ เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายมีชาติกำเนิดแตกต่างกันหลายเผ่าพันธุ์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๔๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๙. วาเสฏฐสูตร
๖๐๗เธอทั้งหลายย่อมรู้จักหญ้าและต้นไม้ แต่หญ้าและต้นไม้ก็ไม่ยอมรับว่าเป็นหญ้าเป็นต้นไม้ หญ้าและต้นไม้นั้นมีสัณฐานสำเร็จมาแต่กำเนิด เพราะธรรมชาติของมันต่างกัน
๖๐๘ต่อไป เธอทั้งหลายจงรู้จักแมลง ตั๊กแตน ตลอดจนถึงมดดำ มดแดง สัตว์เหล่านั้นต่างมีรูปร่างสัณฐานไปตามกำเนิด เพราะกำเนิดของสัตว์เหล่านั้นต่างกัน
๖๐๙เธอทั้งหลายจงรู้จักสัตว์สี่เท้า ทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ สัตว์เหล่านั้นมีรูปร่างสัณฐานไปตามกำเนิด เพราะกำเนิดของสัตว์เหล่านั้นต่างกัน
๖๑๐เธอทั้งหลายจงรู้จักสัตว์เลื้อยคลาน ที่ใช้ท้องแทนเท้า มีสันหลังยาว สัตว์เหล่านั้นมีรูปร่างสัณฐานไปตามกำเนิด เพราะกำเนิดของสัตว์เหล่านั้นต่างกัน
๖๑๑ต่อไป เธอทั้งหลายจงรู้จักปลา และสัตว์น้ำประเภทอื่นที่เกิดเที่ยวหากินอยู่ในน้ำ สัตว์เหล่านั้นมีรูปร่างสัณฐานไปตามกำเนิด เพราะกำเนิดของสัตว์เหล่านั้นต่างกัน
๖๑๒ต่อไป เธอทั้งหลายจงรู้จักสัตว์ปีกที่บินไปในอากาศ สัตว์เหล่านั้นมีรูปร่างสัณฐานไปตามกำเนิด เพราะกำเนิดของสัตว์เหล่านั้นต่างกัน
๖๑๓ในหมู่มนุษย์ ไม่มีรูปร่างสัณฐานแตกต่างกันไป ตามกำเนิดมากมาย เหมือนกำเนิดของสัตว์เหล่านี้เลย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๔๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๙. วาเสฏฐสูตร
๖๑๔คือ ไม่มีการกำหนดว่า เป็นพราหมณ์ เป็นกษัตริย์เป็นต้น ด้วยผม ศีรษะ ใบหู นัยน์ตา ใบหน้า จมูก ริมฝีปาก คิ้ว
๖๑๕คอ บ่า ท้อง หลัง สะโพก อก ซอกอวัยวะ อวัยวะสืบพันธุ์
๖๑๖มือ เท้า นิ้วมือ เล็บ แข้ง ขาอ่อน ผิวพรรณ หรือเสียง ในหมู่มนุษย์จึงไม่มีรูปร่างสัณฐาน แตกต่างกันตามกำเนิดมากมาย เหมือนในกำเนิดอื่นๆ เลย
๖๑๗ในหมู่มนุษย์ไม่มีลักษณะเฉพาะตัวในสรีระของแต่ละคน และในหมู่มนุษย์ การเรียกชื่อต่างกันว่า พราหมณ์ กษัตริย์ เป็นต้น ท่านบัญญัติเรียกเพียงโวหาร
๖๑๘ในหมู่มนุษย์ ใครก็ตามอาศัยโครักขกรรมเลี้ยงชีพ วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเรียกว่า ชาวนา ไม่เรียกว่า พราหมณ์
๖๑๙ในหมู่มนุษย์ ใครก็ตามเลี้ยงชีพ ด้วยการช่างฝีมืออันเป็นศิลปะต่างๆ วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเรียกว่า ช่างศิลป์ ไม่เรียกว่า พราหมณ์
๖๒๐ในหมู่มนุษย์ ใครก็ตามอาศัยการค้าขายเลี้ยงชีพ วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเรียกว่า พ่อค้า ไม่เรียกว่า พราหมณ์
๖๒๑ในหมู่มนุษย์ ใครก็ตามเลี้ยงชีพด้วยการรับใช้ผู้อื่น วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเรียกว่า คนรับใช้ ไม่เรียกว่า พราหมณ์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๔๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๙. วาเสฏฐสูตร
๖๒๒ในหมู่มนุษย์ ใครก็ตามอาศัยการลักทรัพย์ผู้อื่นเลี้ยงชีพ วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเรียกว่า โจร ไม่เรียกว่า พราหมณ์
๖๒๓ในหมู่มนุษย์ ใครก็ตามอาศัยลูกศรและศัสตราเลี้ยงชีพ วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเรียกว่า ทหารอาชีพ ไม่เรียกว่า พราหมณ์
๖๒๔ในหมู่มนุษย์ ใครก็ตามเลี้ยงชีพด้วยการเป็นปุโรหิต วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเรียกว่า ผู้เป็นที่เคารพบูชา ไม่เรียกว่า พราหมณ์
๖๒๕ในหมู่มนุษย์ ใครก็ตามปกครองท้องถิ่นและแว่นแคว้น วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเรียกว่า พระราชา ไม่เรียกว่า พราหมณ์
๖๒๖ผู้ถือกำเนิดจากมารดา (ที่เป็นพราหมณ์) เราไม่เรียกว่า พราหมณ์ เขาเป็นเพียงผู้ชื่อว่า โภวาที เท่านั้น เขายังมีกิเลสเครื่องกังวล แต่เราเรียกผู้ที่ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่ถือมั่นเท่านั้นว่า พราหมณ์
๖๒๗ผู้ตัดสังโยชน์ได้หมดสิ้น ไม่สะดุ้ง ผู้ล่วงพ้นกิเลสเครื่องข้องได้ ผู้ปราศจากโยคะ เราเรียกว่า พราหมณ์
๖๒๘ผู้ตัดชะเนาะ เชือกหนัง และเงื่อน พร้อมทั้งสายรัดได้ ถอดลิ่มสลัก เป็นผู้ตรัสรู้แล้ว เราเรียกว่า พราหมณ์ @เชิงอรรถ : @ ดูธรรมบทข้อ ๓๙๖-๔๒๓ หน้า ๑๕๘ ในเล่มนี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๔๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๙. วาเสฏฐสูตร
๖๒๙ผู้ไม่ประทุษร้าย อดกลั้นคำด่า การฆ่า และการจองจำได้ มีขันติเป็นพลัง มีขันติเป็นกำลังพล เราเรียกว่า พราหมณ์
๖๓๐ผู้ไม่มักโกรธ มีศีล มีวัตร ไม่มีตัณหาเครื่องฟูขึ้น ฝึกตนได้แล้ว มีสรีระเป็นร่างกายสุดท้าย เราเรียกว่า พราหมณ์
๖๓๑ผู้ใดไม่ติดในกามทั้งหลาย เหมือนน้ำไม่ติดอยู่บนใบบัว เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ติดอยู่บนปลายเหล็กแหลม เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
๖๓๒ผู้ใดในธรรมวินัยนี้ รู้ชัดความสิ้นทุกข์ของตน ปลงภาระได้แล้ว ปราศจากโยคะ เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
๖๓๓ผู้มีปัญญาลึกซึ้ง เป็นนักปราชญ์ ฉลาดในทางและมิใช่ทาง บรรลุประโยชน์สูงสุด เราเรียกว่า พราหมณ์
๖๓๔ผู้ไม่คลุกคลีกับคน ๒ จำพวก คือ คฤหัสถ์ และบรรพชิต ไม่มีความอาลัยเที่ยวไป มีความปรารถนาน้อย เราเรียกว่า พราหมณ์
๖๓๕ผู้ใดละวางโทษทัณฑ์ในสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่ยังหวาดสะดุ้ง และสัตว์ที่มั่นคง ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ให้คนอื่นฆ่า เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๕๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๙. วาเสฏฐสูตร
๖๓๖ผู้ไม่มุ่งร้ายในหมู่คนผู้มุ่งร้าย ผู้สงบในหมู่คนผู้ชอบหาเรื่องใส่ตน ผู้ไม่ถือมั่นในหมู่คนผู้ถือมั่น เราเรียกว่า พราหมณ์
๖๓๗ผู้ใดทำราคะ โทสะ โมหะ มานะ และมักขะให้ตกไป เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดตกไปจากปลายเหล็กแหลม เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
๖๓๘ผู้กล่าวคำที่ไม่หยาบคาย สื่อความหมายได้ เป็นคำจริง ไม่เป็นเหตุให้ใครๆ ขัดเคือง เราเรียกว่า พราหมณ์
๖๓๙ผู้ใดในโลกนี้ ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ ไม่ว่ายาวหรือสั้น เล็กหรือใหญ่ งามหรือไม่งาม เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
๖๔๐ผู้ใดไม่มีความหวังในโลกนี้และโลกหน้า ปราศจากความหวัง ปราศจากโยคะ เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
๖๔๑ผู้ใดไม่มีความอาลัย หมดความสงสัยเพราะรู้ชัด หยั่งลงสู่อมตะ บรรลุแล้ว เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
๖๔๒ผู้ใดในโลกนี้ละบุญและบาปทั้งสองได้ พ้นจากกิเลสเครื่องข้องได้ ไม่เศร้าหมอง ปราศจากกิเลสดุจธุลี เป็นผู้บริสุทธิ์ เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
๖๔๓ผู้บริสุทธิ์ดุจจันทร์แจ่ม มีจิตผ่องใส ไม่ขุ่นมัว เป็นผู้สิ้นความยินดีในภพ เราเรียกว่า พราหมณ์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๕๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๙. วาเสฏฐสูตร
๖๔๔ผู้ใดก้าวพ้นทางอ้อม ทางหล่ม สงสาร และโมหะได้แล้ว ข้ามไปถึงฝั่งแล้ว เจริญฌาน ไม่หวั่นไหว หมดความสงสัย ดับเย็น เพราะไม่ถือมั่น เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
๖๔๕ผู้ใดในโลกนี้ละกามได้แล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้สิ้นกามและภพ เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
๖๔๖ผู้ใดในโลกนี้ละตัณหาได้เด็ดขาด ออกบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้สิ้นตัณหาและภพ เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
๖๔๗ผู้ละกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นของมนุษย์ได้ ล่วงพ้นกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นทิพย์ได้แล้ว เป็นผู้ปราศจากโยคะทั้งปวง เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
๖๔๘ผู้ละทั้งความยินดี และความไม่ยินดี เป็นผู้เยือกเย็น หมดอุปธิกิเลส @เชิงอรรถ : @ ทางอ้อม ในที่นี้หมายถึงราคะ (ขุ.สุ.อ. ๒/๖๔๔/๒๙๙) @ ทางหล่ม ในที่นี้หมายถึงกิเลส (ขุ.สุ.อ. ๒/๖๔๔/๒๙๙) @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ หน้า ๑๖๖ ในเล่มนี้ @ ดูเชิงอรรถที่ ๓ หน้า ๑๖๖ ในเล่มนี้ @ ดูเชิงอรรถที่ ๔ หน้า ๑๖๖ ในเล่มนี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๕๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๙. วาเสฏฐสูตร ครอบงำโลกทั้งหมด เป็นผู้แกล้วกล้า เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
๖๔๙ผู้ใดรู้การจุติและการอุบัติ ของสัตว์ทั้งหลายโดยประการทั้งปวง เราเรียกผู้นั้นซึ่งเป็นผู้ไม่ติดข้อง ไปดีแล้ว และตรัสรู้แล้วว่า พราหมณ์
๖๕๐ผู้ใดมีคติที่เทวดา คนธรรพ์ และมนุษย์ก็รู้ไม่ได้ เราเรียกผู้นั้นซึ่งเป็นอรหันตขีณาสพว่า พราหมณ์
๖๕๑ผู้ใดไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เราเรียกผู้นั้นซึ่งเป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล หมดความยึดมั่นถือมั่นว่า พราหมณ์
๖๕๒ผู้องอาจ ผู้ประเสริฐ ผู้แกล้วกล้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้ชำนะแล้ว ผู้ไม่หวั่นไหว ผู้ชำระแล้ว และผู้ตรัสรู้แล้ว เราเรียกว่า พราหมณ์
๖๕๓ผู้ใดระลึกอดีตชาติได้ เห็นสวรรค์และอบาย บรรลุภาวะที่สิ้นสุดการเกิด เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
๖๕๔อันที่จริง ชื่อและโคตรที่เขากำหนดให้กันนั้น เป็นเพียงสมมติบัญญัติในโลก ชื่อและโคตรปรากฏอยู่ได้เพราะรู้ตามกันมา ญาติสาโลหิตกำหนดไว้ในการเกิดนั้นๆ
๖๕๕ชื่อและโคตรที่กำหนดเรียกกันนี้ เป็นความเห็นที่ฝังแน่นอยู่ในใจมานานของคนผู้ไม่รู้ความจริง เมื่อไม่รู้จึงกล่าวว่า บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิด {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๕๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๙. วาเสฏฐสูตร
๖๕๖บุคคลจะชื่อว่า เป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิดก็หามิได้ จะชื่อว่ามิใช่พราหมณ์เพราะชาติกำเนิดก็หามิได้ แต่ชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะกรรม ชื่อว่ามิใช่พราหมณ์เพราะกรรม
๖๕๗บุคคลชื่อว่าเป็นชาวนาเพราะกรรม ชื่อว่าเป็นช่างศิลป์ เป็นพ่อค้า เป็นคนรับใช้ ก็เพราะกรรม
๖๕๘ชื่อว่าเป็นโจร เป็นทหารอาชีพ เป็นปุโรหิต แม้กระทั่งเป็นพระราชา ก็เพราะกรรมทั้งนั้น
๖๕๙บัณฑิตผู้มีปกติเห็นปฏิจจสมุปบาท ฉลาดในกรรมและวิบาก ย่อมเห็นกรรมตามความเป็นจริงอย่างนี้
๖๖๐สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม หมู่สัตว์เป็นไปตามกรรม สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเครื่องผูกพัน เปรียบเหมือนรถที่แล่นไปมีหมุดเป็นเครื่องตรึงไว้ ฉะนั้น
๖๖๑บุคคลจะเป็นพราหมณ์ ก็เพราะกรรมอันประเสริฐนี้ คือ ตบะ พรหมจรรย์ สัญญมะ ทมะ กรรมอันประเสริฐนี้นำความเป็นพราหมณ์ที่สูงสุดมาให้
๖๖๒บุคคลสมบูรณ์ด้วยวิชชา ๓ มีความสงบ สิ้นภพใหม่แล้ว @เชิงอรรถ : @ ตบะ หมายถึงการสำรวมอินทรีย์ พรหมจรรย์ หมายถึงการประพฤติธรรมอันประเสริฐ สัญญมะ @หมายถึงมีศีล ทมะ หมายถึงมีปัญญา (ขุ.สุ.อ. ๒/๖๖๑/๓๐๒) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๕๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๐. โกกาลิกสูตร วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า บุคคลนั้นเป็นทั้งพรหม และท้าวสักกะของบัณฑิตผู้รู้แจ้งอยู่ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว วาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพได้ กราบทูลดังนี้ว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดม พระภาษิตของท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะ ยิ่งนัก ฯลฯ ขอท่านพระโคดมจงทรงจำพวกข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต” วาเสฏฐสูตรที่ ๙ จบ