This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture ·

เล่ม ๓๒

Other items in this volume

๑. พุทธาปทาน๒. ปัจเจกพุทธาปทาน๑. สารีปุตตเถราปทาน๒. มหาโมคคัลลานเถราปทาน๓. มหากัสสปเถราปทาน๔. อนุรุทธเถราปทาน๕. ปุณณมันตานีปุตตเถราปทาน๖. อุปาลิเถราปทาน๗. อัญญาโกณฑัญญเถราปทาน๘. ปิณโฑลภารทวาชเถราปทาน๙. ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน๑๐. อานันทเถราปทาน๑. สีหาสนทายกเถราปทาน๒. เอกถัมภิกเถราปทาน๓. นันทเถราปทาน๔. จูฬปันถกเถราปทาน๕. ปิลินทวัจฉเถราปทาน๖. ราหุลเถราปทาน๗. อุปเสนวังคันตปุตตเถราปทาน๘. รัฏฐปาลเถราปทาน๙. โสปากเถราปทาน๑๐. สุมังคลเถราปทาน๑. สุภูติเถราปทาน๒. อุปวาณเถราปทาน๓. ติสรณคมนิยเถราปทาน๔. ปัญจสีลสมาทานิยเถราปทาน๕. อันนสังสาวกเถราปทาน๖. ธูปทายกเถราปทาน๗. ปุฬินปูชกเถราปทาน๘. อุตติยเถราปทาน๙. เอกัญชลิกเถราปทาน๑๐. โขมทายกเถราปทาน๑. กุณฑธานเถราปทาน๒. สาคตเถราปทาน๓. มหากัจจายนเถราปทาน๔. กาฬุทายีเถราปทาน๕. โมฆราชเถราปทาน๖. อธิมุตตเถราปทาน๗. ลสุณทายกเถราปทาน๘. อายาคทายกเถราปทาน๙. ธัมมจักกิกเถราปทาน๑๐. กัปปรุกขิยเถราปทาน๑. อุปาลิเถราปทาน๒. โสณโกฬิวิสเถราปทาน๓. ภัททิยกาฬิโคธายปุตตเถราปทาน๔. สันนิฏฐาปกเถราปทาน๕. ปัญจหัตถิยเถราปทาน๖. ปทุมฉทนิยเถราปทาน๗. สยนทายกเถราปทาน๘. จังกมทายกเถราปทาน๙. สุภัททเถราปทาน๑๐. จุนทเถราปทาน๑. วิธูปนทายกเถราปทาน๒. สตรังสิยเถราปทาน๓. สยนทายกเถราปทาน๔. คันโธทกทายกเถราปทาน๕. โอปวุยหเถราปทาน๖. สปริวาราสนเถราปทาน๗. ปัญจทีปกเถราปทาน๘. ธชทายกเถราปทาน๙. ปทุมเถราปทาน๑๐. อสนโพธิยเถราปทาน๑. สกจิตตนิยเถราปทาน๒. อาโปปุปผิยเถราปทาน๓. ปัจจาคมนิยเถราปทาน๔. ปรัปปสาทกเถราปทาน๕. ภิสทายกเถราปทาน๖. สุจินติตเถราปทาน๗. วัตถทายกเถราปทาน๘. อัมพทายกเถราปทาน๘. อัมพทายกเถราปทาน๑๐. ปุปผจังโกฏิยเถราปทาน๑. นาคสมาลเถราปทาน๒. ปทสัญญกเถราปทาน๓. สุสัญญกเถราปทาน๔. ภิสาลุวทายกเถราปทาน๕. เอกสัญญกเถราปทาน๖. ติณสันถารทายกเถราปทาน๗. สูจิทายกเถราปทาน๘. ปาฏลิปุปผิยเถราปทาน๙. ฐิตัญชลิยเถราปทาน๑๐. ติปทุมิยเถราปทาน๑. ติมิรปุปผิยเถราปทาน๒. คตสัญญกเถราปทาน๓. นิปันนัญชลิกเถราปทาน๔. อโธปุปผิยเถราปทาน๕. รังสิสัญญกเถราปทาน๖. ทุติยรังสิสัญญกเถราปทาน๗. ผลทายกเถราปทาน๘. สัททสัญญกเถราปทาน๙. โพธิสิญจกเถราปทาน๑๐. ปทุมปุปผิยเถราปทาน๑. สุธาปิณฑิยเถราปทาน๒. สุปีฐิยเถราปทาน๓. อัฑฒเจลกเถราปทาน๔. สูจิทายกเถราปทาน๕. คันธมาลิยเถราปทาน๖. ติปุปผิยเถราปทาน๗. มธุปิณฑิกเถราปทาน๘. เสนาสนทายกเถราปทาน๙. เวยยาวัจจกเถราปทาน๑๐. พุทธุปัฏฐากเถราปทาน๑. ภิกขทายกเถราปทาน๒. ญาณสัญญิกเถราปทาน๓. อุปปลหัตถิยเถราปทาน๔. ปทปูชกเถราปทาน๕. มุฏฐิปุปผิยเถราปทาน๖. อุทกปูชกเถราปทาน๗. นฬมาลิยเถราปทาน๘. อาสนุปัฏฐายกเถราปทาน๙. พิฬาลิทายกเถราปทาน๑๐. เรณุปูชกเถราปทาน๑. มหาปริวารเถราปทาน๒. สุมังคลเถราปทาน๓. สรณคมนิยเถราปทาน๔. เอกาสนิยเถราปทาน๕. สุวัณณปุปผิยเถราปทาน๖. จิตกปูชกเถราปทาน๗. พุทธสัญญกเถราปทาน๘. มัคคสัญญกเถราปทาน๙. ปัจจุปัฏฐานสัญญกเถราปทาน๑๐. ชาติปูชกเถราปทาน๑. เสเรยยกเถราปทาน๒. ปุปผถูปิยเถราปทาน๓. ปายาสทายกเถราปทาน๔. คันโธทกิยเถราปทาน๕. สัมมุขาถวิกเถราปทาน๖. กุสุมาสนิยเถราปทาน๗. ผลทายกเถราปทาน๘. ญาณสัญญิกเถราปทาน๙. คัณฐิปุปผิยเถราปทาน๑๐. ปทุมปูชกเถราปทาน๑. โสภิตเถราปทาน๒. สุทัสสนเถราปทาน๓. จันทนปูชกเถราปทาน๔. ปุปผฉทนิยเถราปทาน๕. รโหสัญญิกเถราปทาน๖. จัมปกปุปผิยเถราปทาน๗. อัตถสันทัสสกเถราปทาน๘. เอกรังสนิยเถราปทาน๙. สาลทายกเถราปทาน๑๐. ผลทายกเถราปทาน๑. อธิฉัตติยเถราปทาน๒. ถัมภาโรปกเถราปทาน๓. เวทิการกเถราปทาน๔. สปริวาริยเถราปทาน๕. อุมาปุปผิยเถราปทาน๖. อนุโลมทายกเถราปทาน๗. มัคคทายกเถราปทาน๘. ผลกทายกเถราปทาน๙. วฏังสกิยเถราปทาน๑๐. ปัลลังกทายกเถราปทาน๑. พันธุชีวกเถราปทาน๒. ตัมพปุปผิยเถราปทาน๓. วีถิสัมมัชชกเถราปทาน๔. กักการุปุปผปูชกเถราปทาน๕. มันทารวปุปผปูชกเถราปทาน๖. กทัมพปุปผิยเถราปทาน๗. ติณสูลกเถราปทาน๘. นาคปุปผิยเถราปทาน๙. ปุนนาคปุปผิยเถราปทาน๑๐. กุมุททายกเถราปทาน๑. สุปาริจริยเถราปทาน๒. กณเวรปุปผิยเถราปทาน๓. ขัชชกทายกเถราปทาน๔. เทสปูชกเถราปทาน๕. กณิการฉัตติยเถราปทาน๖. สัปปิทายกเถราปทาน๗. ยุธิกปุปผิยเถราปทาน๘. ทุสสทายกเถราปทาน๙. สมาทปกเถราปทาน๑๐. ปัญจังคุลิยเถราปทาน๑. กุมุทมาลิยเถราปทาน๒. นิสเสณิทายกเถราปทาน๓. รัตติปุปผิยเถราปทาน๔. อุทปานทายกเถราปทาน๕. สีหาสนทายกเถราปทาน๖. มัคคทัตติกเถราปทาน๗. เอกทีปิยเถราปทาน๘. มณิปูชกเถราปทาน๙. ติกิจฉกเถราปทาน๑๐. สังฆุปัฏฐากเถราปทาน๑. กุฏชปุปผิยเถราปทาน๒. พันธุชีวกเถราปทาน๓. โกฏุมพริยเถราปทาน๔. ปัญจหัตถิยเถราปทาน๕. อิสิมุคคทายกเถราปทาน๖. โพธิอุปัฏฐายกเถราปทาน๗. เอกจินติกเถราปทาน๘. ติกัณณิปุปผิยเถราปทาน๙. เอกจาริยเถราปทาน๑๐. ติวัณฏิปุปผิยเถราปทาน๑. ตมาลปุปผิยเถราปทาน๒. ติณสันถารทายกเถราปทาน๓. ขัณฑผุลลิยเถราปทาน๔. อโสกปูชกเถราปทาน๕. อังโกลกเถราปทาน๖. กิสลยปูชกเถราปทาน๗. ตินทุกทายกเถราปทาน๘. คิริเนลมุฏฐิปูชกเถราปทาน๙. ติกัณฑิปุปผิยเถราปทาน๑๐. ยูถิกปุปผิยเถราปทาน๑. กณิการปุปผิยเถราปทาน๒. มิเนลปุปผิยเถราปทาน๓. กิงกณิกปุปผิยเถราปทาน๔. ตรณิยเถราปทาน๕. นิคคุณฑิปุปผิยเถราปทาน๖. อุทกทายกเถราปทาน๗. สลฬมาลิยเถราปทาน๘. โกรัณฑปุปผิยเถราปทาน๙. อาธารทายกเถราปทาน๑๐. ปาปนิวาริยเถราปทาน๑. หัตถิทายกเถราปทาน๒. ปานธิทายกเถราปทาน๓. สัจจสัญญกเถราปทาน๔. เอกสัญญกเถราปทาน๕. รังสิสัญญกเถราปทาน๖. สันธิตเถราปทาน๗. ตาลวัณฏทายกเถราปทาน๘. อักกันตสัญญกเถราปทาน๙. สัปปิทายกเถราปทาน๑๐. ปาปนิวาริยเถราปทาน๑. อาลัมพนทายกเถราปทาน๒. อชินทายกเถราปทาน๓. ทเวรตนิยเถราปทาน๔. อารักขทายกเถราปทาน๕. อัพยาธิกเถราปทาน๖. วกุลปุปผิยเถราปทาน๗. โสวัณณวฏังสกิยเถราปทาน๘. มิญชวฏังสกิยเถราปทาน๙. สุกตาเวฬิยเถราปทาน๑๐. เอกวันทนิยเถราปทาน๑. อุทกาสนทายกเถราปทาน๒. ภาชนทายกเถราปทาน๓. สาลปุปผิยเถราปทาน๔. กิลัญชทายกเถราปทาน๕. เวทิทายกเถราปทาน๖. วัณณการกเถราปทาน๗. ปิยาลปุปผิยเถราปทาน๘. อัมพยาคทายกเถราปทาน๙. ชคติการกเถราปทาน๑๐. วาสิทายกเถราปทาน๑. ตุวรัฏฐิทายกเถราปทาน๒. นาคเกสริยเถราปทาน๓. นฬินเกสริยเถราปทาน๔. วิรวิปุปผิยเถราปทาน๕. กุฏิธูปกเถราปทาน๖. ปัตตทายกเถราปทาน๗. ธาตุปูชกเถราปทาน๘. สัตตสัตตลิปุปผปูชกเถราปทาน๙. พิมพิชาลิปุปผิยเถราปทาน๑๐. อุททาลทายกเถราปทาน๑. โถมกเถราปทาน๒. เอกาสนทายกเถราปทาน๓. จิตกปูชกเถราปทาน๔. จัมปกปุปผิยเถราปทาน๕. สัตตปาฏลิยเถราปทาน๖. อุปาหนทายกเถราปทาน๖. อุปาหนทายกเถราปทาน๘. ปัณณทายกเถราปทาน๙. กุฏิทายกเถราปทาน๑๐. อัคคปุปผิยเถราปทาน๑. อากาสุกขิปิยเถราปทาน๒. เตลมักขิยเถราปทาน๓. อัฑฒจันทิยเถราปทาน๔. ทีปทายกเถราปทาน๕. วิฬาลิทายกเถราปทาน๖. มัจฉทายกเถราปทาน๗. ชวหังสกเถราปทาน๘. สลฬปุปผิยเถราปทาน๙. อุปาคตหาสนิยเถราปทาน๑๐. ตรณิยเถราปทาน๑. สุวัณณพิพโพหนิยเถราปทาน๒. ติลมุฏฐิยเถราปทาน๓. จังโกฏกิยเถราปทาน๔. อัพภัญชนทายกเถราปทาน๕. เอกัญชลิยเถราปทาน๖. โปตถทายกเถราปทาน๗. จิตกปูชกเถราปทาน๘. อาลุวทายกเถราปทาน๙. ปุณฑรีกเถราปทาน๑๐. ตรณียเถราปทาน๑. ปัณณทายกเถราปทาน๒. ผลทายกเถราปทาน๓. ปัจจุคคมนิยเถราปทาน๔. เอกปุปผิยเถราปทาน๕. มฆวปุปผิยเถราปทาน๖. อุปัฏฐายิกเถราปทาน๗. อปทานิยเถราปทาน๘. สัตตาหปัพพชิตเถราปทาน๙. พุทธุปัฏฐายิกเถราปทาน๑๐. ปุพพังคมนิยเถราปทาน๑. จิตกปูชกเถราปทาน๒. ปุปผธารกเถราปทาน๓. ฉัตตทายกเถราปทาน๔. สัททสัญญกเถราปทาน๕. โคสีสนิกเขปกเถราปทาน๖. ปทปูชกเถราปทาน๗. เทสกิตตกเถราปทาน๘. สรณคมนิยเถราปทาน๙. อัมพปิณฑิยเถราปทาน๑๐. อนุสังสาวกเถราปทาน๑. ปทุมเกสริยเถราปทาน๒. สัพพคันธิยเถราปทาน๓. ปรมันนทายกเถราปทาน๔. ธัมมสัญญกเถราปทาน๕. ผลทายกเถราปทาน๖. สัมปสาทิกเถราปทาน๗. อารามทายกเถราปทาน๘. อนุเลปทายกเถราปทาน๙. พุทธสัญญิกเถราปทาน๑๐. ปัพภารทายกเถราปทาน๑. อารักขทายกเถราปทาน๒. โภชนทายกเถราปทาน๓. คตสัญญกเถราปทาน๔. สัตตปทุมิยเถราปทาน๕. ปุปผาสนทายกเถราปทาน๖. อาสนสันถวิกเถราปทาน๗. สัททสัญญกเถราปทาน๘. ติรังสิยเถราปทาน๙. นาลิปุปผิยเถราปทาน๑๐. กุมุทมาลิยเถราปทาน๑. อุมาปุปผิยเถราปทาน๒. ปุฬินปูชกเถราปทาน๓. หาสชนกเถราปทาน๔. ยัญญสามิกเถราปทาน๕. นิมิตตสัญญกเถราปทาน๖. อันนสังสาวกเถราปทาน๗. นิคคุณฑิปุปผิยเถราปทาน๘. สุมนาเวฬิยเถราปทาน๙. ปุปผฉัตติยเถราปทาน๑๐. สปริวารฉัตตทายกเถราปทาน๑. คันธธูปิยเถราปทาน๒. อุทกปูชกเถราปทาน๓. ปุนนาคปุปผิยเถราปทาน๔. เอกทุสสทายกเถราปทาน๕. ผุสิตกัมมิยเถราปทาน๖. ปภังกรเถราปทาน๗. ติณกุฏิทายกเถราปทาน๘. อุตตเรยยทายกเถราปทาน๙. ธัมมัสสวนิยเถราปทาน๑๐. อุกขิตตปทุมิยเถราปทาน๑. เอกปทุมิยเถราปทาน๒. ตีณุปปลมาลิยเถราปทาน๓. ธชทายกเถราปทาน๔. ตีณิกิงกณิปูชกเถราปทาน๕. นฬาคาริกเถราปทาน๖. จัมปกปุปผิยเถราปทาน๗. ปทุมปูชกเถราปทาน๘. ติณมุฏฐิทายกเถราปทาน๙. ตินทุกผลทายกเถราปทาน๑๐. เอกัญชลิยเถราปทาน๑. สัททสัญญิกเถราปทาน๒. ยวกลาปิยเถราปทาน๓. กิงสุกปูชกเถราปทาน๔. สโกสกโกรัณฑทายกเถราปทาน๕. ทัณฑทายกเถราปทาน๖. อัมพยาคุทายกเถราปทาน๗. สุปุฏกปูชกเถราปทาน๘. มัญจทายกเถราปทาน๙. สรณคมนิยเถราปทาน๑๐. ปิณฑปาติกเถราปทาน๑. มันทารวปุปผิยเถราปทาน๒. กักการุปุปผิยเถราปทาน๓. ภิสมุฬาลทายกเถราปทาน๔. เกสรปุปผิยเถราปทาน๕. อังโกลปุปผิยเถราปทาน๖. กทัมพปุปผิยเถราปทาน๗. อุททาลกปุปผิยเถราปทาน๘. เอกจัมปกปุปผิยเถราปทาน๙. ติมิรปุปผิยเถราปทาน๑๐. สลฬปุปผิยเถราปทาน๑. โพธิวันทกเถราปทาน๒. ปาฏลิปุปผิยเถราปทาน๓. ตีณุปปลมาลิยเถราปทาน๔. ปัตติปุปผิยเถราปทาน๕. สัตตปัณณิยเถราปทาน๖. คันธมุฏฐิยเถราปทาน๗. จิตกปูชกเถราปทาน๘. สุมนตาลวัณฏิยเถราปทาน๙. สุมนทามิยเถราปทาน๑๐. กาสุมาริผลทายกเถราปทาน๑. อัมพฏผลทายกเถราปทาน๒. ลพุชทายกเถราปทาน๓. อุทุมพรผลทายกเถราปทาน๔. ปิลักขผลทายกเถราปทาน๕. ผารุสผลทายกเถราปทาน๖. วัลลิผลทายกเถราปทาน๗. กทลิผลทายกเถราปทาน๘. ปนสผลทายกเถราปทาน๙. โสณโกฏิวีสเถราปทาน๑๐. พุทธาปทานชื่อปุพพกัมมปิโลติ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน๒. เสลเถราปทาน๓. สัพพกิตติกเถราปทาน๔. มธุทายกเถราปทาน๕. ปทุมกูฏาคาริกเถราปทาน๖. พักกุลเถราปทาน๗. คิริมานันทเถราปทาน๘. สลฬมัณฑปิยเถราปทาน๙. สัพพทายกเถราปทาน๑๐. อชิตเถราปทาน๑. ติสสเมตเตยยเถราปทาน๒. ปุณณกเถราปทาน๓. เมตตคูเถราปทาน๔. โธตกเถราปทาน๕. อุปสีวเถราปทาน๖. นันทกเถราปทาน๗. เหมกเถราปทาน๘. โตเทยยเถราปทาน๙. ชตุกัณณิกเถราปทาน๑๐. อุเทนเถราปทาน

Commentary

Scripture

๑. พุทธาปทาน

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

80 items1 editions

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

Front matter of the printed edition

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ _____________ ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ๑. พุทธวรรค หมวดว่าด้วยพระพุทธเจ้าเป็นต้น ๑. พุทธาปทาน พระประวัติในอดีตชาติของพระพุทธเจ้า

Item

พระอานนทเถระ ผู้เป็นมุนีชาวแคว้นวิเทหะ น้อมกายลงทูลถามพระตถาคตผู้ประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารว่า ได้ทราบว่า พระสัพพัญญูพุทธเจ้ามีอยู่ พระสัพพัญญูพุทธเจ้าเหล่านั้นผู้เป็นนักปราชญ์ ทรงอุบัติขึ้นเพราะเหตุอะไร

Item

ลำดับนั้น พระสัพพัญญูผู้ประเสริฐ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ได้ตรัสกับพระอานนท์ผู้เจริญด้วยพระสุรเสียงที่ไพเราะว่า ธีรชนเหล่าใดได้สั่งสมกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ยังไม่ได้ความหลุดพ้นจากกิเลสในศาสนาของพระชินเจ้าทั้งหลาย

Item

เพราะมุ่งหน้าต่อสัมโพธิญาณนั้นแล ธีรชนผู้มีปัญญาแก่กล้าดี จึงได้บรรลุความเป็นพระสัพพัญญู ด้วยอัธยาศัยที่เข้มแข็งและด้วยอำนาจแห่งปัญญา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๑. พุทธาปทาน

Item

ถึงเราก็ได้เป็นผู้มีใจปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า ในสำนักของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ หลายพระองค์ พระพุทธเจ้าเหล่านั้นทรงเป็นพระธรรมราชา นับไม่ถ้วน

Item

ต่อไปนี้ ขอให้เธอทั้งหลายผู้มีใจหมดจด จงฟังประวัติในอดีตชาติของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระธรรมราชา สมบูรณ์ด้วยบารมี ๓๐ ประการ นับไม่ถ้วน

Item

เรายกนิ้วมือทั้ง ๑๐ นิ้วขึ้น นอบน้อมพระโพธิญาณของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด อภิวาทพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก พร้อมด้วยพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า

Item

ในพุทธเขต มีรัตนะที่อยู่ในอากาศ ที่อยู่บนภาคพื้นดิน นับจำนวนไม่ถ้วนอยู่เท่าใด เราพึงนึกนำรัตนะเท่านั้นทั้งหมดมาได้

Item

ณ พื้นที่อันเป็นเงินนั้น เราได้เนรมิตปราสาทแก้วหลายร้อยชั้น สูงตระหง่านโชติช่วงในท้องฟ้า @เชิงอรรถ : @ บารมี ๓๐ ประการ คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา, @ทานอุปบารมี ฯลฯ อุเบกขาอุปบารมี, ทานปรมัตถบารมี ฯลฯ อุเบกขาปรมัตถบารมี ทานบารมี การ @บำเพ็ญทานตามปกติ ทานอุปบารมี การบำเพ็ญทานยิ่งกว่าปกติ ทานปรมัตถบารมี การบำเพ็ญทาน @ระดับสูงสุด เช่น สละทรัพย์ภายนอกเป็นทานบารมี สละอวัยวะเป็นทานอุปบารมี สละชีวิตเป็นทาน @เป็นปรมัตถบารมี (ขุ.พุทฺธ. ๓๓/๗๖/๔๔๖, ขุ.จริยา. (แปล) ๓๓/๗๗๖-๗๗๗) @ พุทธเขต (เขตแดนของพระพุทธเจ้า) มี ๓ คือ ชาติเขต อาณาเขต วิสัยเขต ชาติเขตมีขอบเขตหนึ่ง @หมื่นจักรวาลจะเกิดการหวั่นไหวทั่วถึงกันในคราวพระพุทธเจ้าถือปฏิสนธิเป็นต้น อาณาเขตมีขอบเขตถึง @หนึ่งแสนโกฏิจักรวาล เป็นสถานที่ที่อานุภาพแห่งพระปริตรแผ่ไปถึง วิสัยเขตไม่มีขอบเขตที่จะกำหนดได้ @(วิสุทฺธิ. ๒/๔๙-๕๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๑. พุทธาปทาน

Item

มีเสาวิจิตรงดงาม มีค่ามาก ตั้งอยู่เรียงราย มีขื่อทำด้วยทองคำ (ติดคู่ห่วงทองคำที่ขื่อหรือจันทัน) ประดับด้วยนกกระเรียนและฉัตร

Item ๑๐

พื้นชั้นแรกทำด้วยแก้วไพฑูรย์ งดงามดังก้อนเมฆปราศจากมลทิน มีภาพฝูงปลาและดอกบัวอยู่เกลื่อนกลาด ย่อมงามด้วยพื้นทองคำอย่างดี

Item ๑๑

(ที่ปราสาทนั้น) พื้นบางชั้นมีภาพกิ่งไม้อ่อนช้อย มีสีเหมือนสีแก้วประพาฬ บางชั้นมีสีแดงสด บางชั้นงดงามเปล่งรัศมีดังสีแมลงค่อมทอง บางชั้นสว่างไสวไปทั่วทิศ

Item ๑๒

(ที่ปราสาทนั้น) แบ่งพื้นที่เป็นหน้ามุข ระเบียง หน้าต่าง ไว้อย่างดี มีพวงอุบะหอม ที่น่ารื่นรมย์ใจ ห้อยย้อยจากวลัยไพที และบานประตูข่ายทั้ง ๔ ด้าน

Item ๑๓

(ที่ปราสาทนั้น) ประกอบด้วยเรือนยอดชั้นเยี่ยม ประดับด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว สีดำล้วน

Item ๑๔

(ที่ปราสาทนั้น) มีดอกปทุมชูก้านบานสะพรั่ง งดงามด้วยภาพหมู่เนื้อร้ายและฝูงนก @เชิงอรรถ : @ แมลงค่อมทอง หมายถึงแมลงปีกแข็ง ตัวเล็กกว่าแมลงทับปีกสีเขียวเหลืองทอง @ พวงอุบะหอม ในที่นี้หมายถึงพวงของหอม (ดอกไม้ร้อยเป็นพวงอย่างพู่สำหรับห้อยระหว่างเฟื่องเป็นต้น @(ขุ.อป.อ. ๑/๑๒/๑๒๕) @ ไพที ในที่นี้หมายถึงแท่นที่รองเครื่องบูชา (ขุ.อป.อ. ๑/๑๒/๑๒๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๑. พุทธาปทาน ดารดาษด้วยดวงดาวพราวพรายระยิบระยับ ประดับด้วยรูปดวงจันทร์และดวงอาทิตย์

Item ๑๕

(ปราสาทนั้น) ใช้ตาข่ายทองคำปกคลุม ติดข่ายกระดิ่งทองคำ พวงดอกไม้ทองคำ น่ารื่นรมย์ใจ ลมพัดมากระทบเข้าก็เกิดเสียงดังกังวาน

Item ๑๖

(ที่ปราสาทนั้น) ขึงธงทิวซึ่งย้อมด้วยสีนานาชนิด คือ ธงสีหงสบาท สีแดง สีเหลือง สีทองชมพูนุท

Item ๑๗

(ที่ปราสาทนั้น) มีที่นอนต่างๆ งดงาม มากมายหลายร้อยชนิด ทำด้วยแก้วผลึก เงิน แก้วมณี ทับทิม แก้วลาย ปูด้วยผ้าแคว้นกาสีเนื้อละเอียดอ่อน

Item ๑๘

ผ้าห่มสีเหลือง ทอด้วยด้ายขนสัตว์ ทอด้วยผ้าเปลือกไม้ ทอด้วยฝ้ายเมืองจีน ทอด้วยฝ้ายเมืองปัตตุณณะ เครื่องปูลาดต่างๆ ทั้งหมดเราอธิษฐานใจปูลาดไว้

Item ๑๙

แต่ละชั้นประดับด้วยช่อฟ้าซึ่งทำด้วยรัตนะ มีคนยืนถือประทีปดวงแก้วสว่างไสวอยู่เรียงราย

Item ๒๐

มีเสาระเนียด (เสาปักเรียงรายตลอดรั้ว) และเสาค่ายทองคำ เสาค่ายทองชมพูนุท เสาค่ายไม้แก่น (และ)เสาค่ายเงินที่งดงาม ย่อมทำปราสาทนั้นให้งดงาม

Item ๒๑

(ที่ปราสาทนั้น) มีที่ต่อ(ช่อง)หลายแห่งจัดไว้เรียบร้อยดี มีบานประตูและลูกดาลงดงาม มีกระถางบัวหลวง บัวขาบเรียงรายอยู่ทั้ง ๒ ด้าน

Item ๒๒

เราเนรมิตพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกในอดีตทุกพระองค์ พร้อมทั้งพระสงฆ์สาวกด้วยวรรณะและรูปตามปกติ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๑. พุทธาปทาน

Item ๒๓

พระพุทธเจ้าทุกพระองค์พร้อมด้วยสาวก เป็นหมู่พระอริยะ เสด็จเข้าไปทางประตูนั้น ประทับนั่งบนตั่งทองคำล้วน

Item ๒๔

พระพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยมในโลก ทั้งที่เป็นอดีตและปัจจุบันทุกพระองค์ ได้เสด็จขึ้นสู่ปราสาทของเราแล้ว

Item ๒๕

พระปัจเจกพุทธเจ้าหลายร้อยพระองค์ ผู้เป็นพระสยัมภู ผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้ ทั้งที่เป็นอดีตและปัจจุบันทั้งหมด ได้เสด็จขึ้นสู่ปราสาทของเราแล้ว

Item ๒๖

ต้นกัลปพฤกษ์ทิพย์ และต้นกัลปพฤกษ์มนุษย์ มีมากมาย เราได้นำผ้าทุกอย่างมาจากต้นกัลปพฤกษ์เหล่านั้น ตัดเย็บเป็นไตรจีวรถวายให้นุ่งห่ม

Item ๒๗

ของเคี้ยว ของฉัน ของลิ้ม น้ำปานะ รวมทั้งอาหารมีอยู่อย่างเพียบพร้อม เราถวายบรรจุจนเต็มบาตรแก้วมณีลูกงามทุกลูก

Item ๒๘

หมู่พระอริยะเหล่านั้น เป็นผู้หมดจดจากกิเลส ครองจีวรผ้าทิพย์เสมอกัน อันข้าพเจ้านิมนต์ฉันจนอิ่มหนำ ด้วยน้ำตาลกรวด น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย และข้าวอย่างดี

Item ๒๙

ทั้งหมดได้เข้าไปสู่ห้องแก้ว เหมือนไกรสรราชสีห์เข้าไปสู่ถ้ำ @เชิงอรรถ : @ พระสยัมภู ผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้ หมายถึง ไม่พ่ายแพ้แก่มาร คือ ขันธมาร กิเลสมาร อภิสังขารมาร มัจจุมาร @และเทวปุตตมาร (ขุ.อป.อ. ๑/๒๕/๑๒๗) @ ต้นกัลปพฤกษ์ทิพย์ หมายถึงต้นไม้ที่เกิดในเทวโลก (ขุ.อป.อ. ๑/๒๖/๑๒๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๑. พุทธาปทาน

Item ๓๐

สำเร็จสีหไสยาสน์บนที่นอนมีค่ามาก มีสติสัมปชัญญะ ลุกขึ้นแล้ว นั่งขัดสมาธิบนที่นอน

Item ๓๑

ซึ่งเป็นอารมณ์ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แนบแน่นด้วยความยินดีในฌาน หมู่หนึ่งแสดงธรรม หมู่หนึ่งยินดีด้วยฤทธิ์

Item ๓๒

หมู่หนึ่งเข้าอัปปนาฌาน หมู่หนึ่งเจริญอภิญญาวสี แสดงฤทธิ์ได้หลายร้อยหลายพันประการ

Item ๓๓

ฝ่ายพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ถามพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ถึงปัญหาอันเป็นวิสัยแห่งพระสัพพัญญุตญาณ พระพุทธเจ้าเหล่านั้นก็ทรงรู้แจ้งเหตุอันลึกซึ้งละเอียดอ่อนด้วยปัญญา

Item ๓๔

สาวกทั้งหลายก็ทูลถามพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ตรัสถามสาวกทั้งหลาย ทั้งพระพุทธเจ้าและสาวกเหล่านั้นต่างก็ถามตอบกันและกัน

Item ๓๕

พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และสาวกผู้ปรนนิบัติเหล่านั้น ต่างรื่นรมย์ยินดีในปราสาทด้วยความยินดีด้วยประการฉะนี้

Item ๓๖

(พระเจ้าติโลกวิชัยทรงดำริว่า) ฉัตรตั้งซ้อนกัน มีรัศมีเปล่งปลั่งดังแก้วไพฑูรย์ ขอให้ทุกคนจงกั้นฉัตร มีตาข่ายทองคำห้อยระย้า ประดับด้วยตาข่ายเงิน แวดล้อมด้วยตาข่ายแก้วมุกดาไว้เหนือศีรษะข้าพเจ้า

Item ๓๗

มีเพดานผ้าติดดวงดาวทองมีแสงแวววาว มีพวงมาลัยห้อยอยู่ทั่วงดงามตระการตา เพดานผ้าทั้งหมด จงดาดอยู่เหนือศีรษะ @เชิงอรรถ : @ อภิญญาวสี หมายถึงความชำนาญในอภิญญา ๕ ประการ คือ (๑) อาวัชชนวสี ชำนาญในการคำนึงถึง @(๒) สมาปัชชนวสี ชำนาญในการเข้า (๓) วุฏฐานวสี ชำนาญในการออก (๔) อธิฏฐานวสี ชำนาญ @ในการอธิษฐาน (๕) ปัจจเวกขณวสี ชำนาญในการ พิจารณา (ขุ.อป.อ. ๑/๓๒/๑๒๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๑. พุทธาปทาน

Item ๓๘

สระที่ดารดาษด้วยพวงมาลัย งดงามด้วยพวงของหอม มีพวงผ้าห้อยระย้า ประดับประดาด้วยพวงรัตนะ

Item ๓๙

มีดอกไม้เรียงราย งดงามนัก อบด้วยของหอมกลิ่นฟุ้งขจายไป ใช้นิ้วมือทั้ง ๕ เจิมด้วยของหอม มุงด้วยหลังคาทองคำ

Item ๔๐

ทั้ง ๔ ทิศ (แห่งปราสาท) ดารดาษด้วยดอกปทุมและดอกอุบล ปรากฏเป็นสีทอง หอมฟุ้งด้วยละอองเกสรดอกปทุม

Item ๔๑

รอบๆ ปราสาท ต้นไม้ทุกต้นจงออกดอกบานสะพรั่ง ดอกไม้หล่นเอง ปลิวไปโปรยปราสาท

Item ๔๒

ใกล้ๆ ปราสาทนั้น ขอฝูงนกยูงจงรำแพน (หาง) ฝูงหงส์ทิพย์จงส่งเสียงร้อง ฝูงนกการเวกจงร้องขับขาน วิหคก็จงส่งเสียงขับขานอยู่รอบๆ ปราสาท

Item ๔๓

กลองทุกชนิดจงดังขึ้น พิณทุกชนิดจงบรรเลง เครื่องสังคีตทุกชนิดจงบรรเลงขับกล่อมอยู่รอบๆ ปราสาท [๔๔-๔๕] ตลอดพุทธเขตและในจักรวาล ต่อจากนั้นจงมีบัลลังก์ทองขนาดใหญ่ เรืองรองด้วยรัศมี ไม่มีช่องว่าง ขลิบด้วยรัตนะ ตั้งอยู่ (รอบๆ ปราสาท) ขอต้นพฤกษาประทีป จงส่องสว่าง มีแสงโชติช่วงติดต่อเป็นอันเดียวกันทั้ง ๑๐,๐๐๐ ดวง @เชิงอรรถ : @ พวงของหอม หมายถึงจันทน์ ดอกบัวบก หรือหญ้าฝรั่นและกฤษณา เป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๑/๓๘/๑๓๐) @ พฤกษาประทีป หมายถึงต้นไม้ที่แขวนตะเกียง, โคมไฟ (ขุ.อป.อ. ๑/๔๕/๑๓๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๑. พุทธาปทาน

Item ๔๖

หญิงนักฟ้อนก็จงฟ้อน หญิงนักร้องก็จงขับร้อง หมู่นางอัปสรก็จงร่ายรำ สนามเต้นรำต่างๆ จงปรากฏอยู่รอบๆ ปราสาท

Item ๔๗

เรา(ผู้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีนามว่าติโลกวิชัยในครั้งนั้น) สั่งให้ยกธงทุกชนิด วิจิตรงดงาม ๕ สี ไว้บนยอดไม้ บนยอดภูเขา และบนยอดภูเขาสิเนรุ

Item ๔๘

หมู่มนุษย์ หมู่นาค หมู่คนธรรพ์ และหมู่เทวดา ทั้งหมดนั้น จงเข้ามาประนมมือนอบน้อมแวดล้อมปราสาทของเรา

Item ๔๙

กุศลกรรมใดๆ ควรเพื่อบังเกิดในสวรรค์ชั้นไตรทิพย์ ที่ข้าพเจ้าพึงกระทำด้วยกาย วาจา ใจ กุศลกรรมนั้นทั้งหมด ข้าพเจ้าได้กระทำแล้ว

Item ๕๐

สัตว์เหล่าใดมีสัญญาก็ตาม และสัตว์เหล่าใดไม่มีสัญญาก็ตามมีอยู่ ขอสัตว์เหล่านั้นทั้งหมดจงเป็นผู้มีส่วนเสวยผลบุญที่เราทำแล้ว

Item ๕๑

สัตว์เหล่าใดรู้ว่าเราทำบุญ ขอสัตว์เหล่านั้น จงมีส่วนเสวยผลบุญที่เราให้แล้ว ก็ในบรรดาสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดไม่รู้ ขอเทวดาจงไปประกาศให้สัตว์เหล่านั้นทราบ

Item ๕๒

เหล่าสัตว์ในโลกผู้อาศัยอาหารเลี้ยงชีวิตทุกจำพวก ขอจงได้โภชนาหารที่น่าพอใจ ตามเจตนาของเรา @เชิงอรรถ : @ วิจิตรงดงาม ๕ สี หมายถึงสีมีสีเขียวและสีแดงเป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๑/๔๗/๑๓๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๑. พุทธาปทาน

Item ๕๓

เราให้ทานด้วยใจ ยึดถือความเลื่อมใสด้วยใจ เรา ได้บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ พร้อมทั้งพระปัจเจกพุทธเจ้าและสาวกของพระชินเจ้าแล้ว

Item ๕๔

ด้วยกรรมที่เราทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตนาไว้มั่น เราละร่างกายมนุษย์แล้วจึงได้ไปเกิดยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

Item ๕๕

เรารู้จักแต่ภพทั้ง ๒ คือความเป็นเทวดาหรือความเป็นมนุษย์ มิได้รู้จักคติอื่นเลย นี้เป็นผลแห่งความปรารถนาด้วยใจ

Item ๕๖

(เมื่อเราเกิดเป็นเทวดา) เราก็ยิ่งใหญ่กว่าพวกเทวดา (เมื่อเราเกิดเป็นมนุษย์) เราก็ยิ่งใหญ่กว่าพวกมนุษย์ เราสมบูรณ์ด้วยรูปลักษณะ ไม่มีใครเสมอด้วยปัญญา

Item ๕๗

โภชนะมีรสอร่อยหลายชนิด รัตนะมิใช่น้อย ผ้าชนิดต่างๆ จากฟากฟ้า ย่อมเข้ามาหาเราเร็วพลัน

Item ๕๘

เราเหยียดมือไปในที่ใดๆ จะเป็นบนพื้นดิน ภูเขา อากาศ ในน้ำ และในป่า ก็ตาม ภักษาหารอันเป็นทิพย์ (อาหารทิพย์) จากที่นั้นๆ ย่อมเข้ามาหาเรา

Item ๕๙

เราเหยียดมือไปในที่ใดๆ จะเป็นบนพื้นดิน ภูเขา อากาศ ในน้ำ และในป่า ก็ตาม รัตนะทุกอย่างจากที่นั้นๆ ย่อมเข้ามาหาเรา

Item ๖๐

เราเหยียดมือไปในที่ใดๆ จะเป็นบนพื้นดิน ภูเขา อากาศ ในน้ำ และในป่า ก็ตาม ของหอมทุกอย่างจากที่นั้นๆ ย่อมเข้ามาหาเรา @เชิงอรรถ : @ เรา ในที่นี้หมายถึงพระเจ้าจักรพรรดิ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๓/๑๓๒) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๑. พุทธาปทาน

Item ๖๑

เราเหยียดมือไปในที่ใดๆ จะเป็นบนพื้นดิน ภูเขา อากาศ ในน้ำ และในป่า ก็ตาม ยานพาหนะทุกอย่างจากที่นั้นๆ ย่อมเข้ามาหาเรา

Item ๖๒

เราเหยียดมือไปในที่ใดๆ จะเป็นบนพื้นดิน ภูเขา อากาศ ในน้ำ และในป่า ก็ตาม ดอกไม้ทุกอย่างจากที่นั้นๆ ย่อมเข้ามาหาเรา

Item ๖๓

เราเหยียดมือไปในที่ใดๆ จะเป็นบนพื้นดิน ภูเขา อากาศ ในน้ำ และในป่า ก็ตาม เครื่องประดับทุกอย่างจากที่นั้นๆ ย่อมเข้ามาหาเรา

Item ๖๔

เราเหยียดมือไปในที่ใดๆ จะเป็นบนพื้นดิน ภูเขา อากาศ ในน้ำ และในป่า ก็ตาม หญิงสาวทั้งมวลจากที่นั้นๆ ย่อมเข้ามาหาเรา

Item ๖๕

เราเหยียดมือไปในที่ใดๆ จะเป็นบนพื้นดิน ภูเขา อากาศ ในน้ำ และในป่า ก็ตาม น้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดจากที่นั้นๆ ย่อมเข้ามาหาเรา

Item ๖๖

เราเหยียดมือไปในที่ใดๆ จะเป็นบนพื้นดิน ภูเขา อากาศ ในน้ำ และในป่า ก็ตาม ของขบเคี้ยวทุกอย่างจากที่นั้นๆ ย่อมเข้ามาหาเรา

Item ๖๗

เราให้ทานอย่างดีแก่คนไร้ทรัพย์ คนเดินทางไกล คนขอทาน และคนหลงทาง เพื่อต้องการจะบรรลุสัมโพธิญาณอันประเสริฐ

Item ๖๘

เราทำให้ภูเขาศิลาล้วนบันลือ ทำให้ภูเขาหนาทึบกระหึ่ม ทำให้มนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลกร่าเริง จะเป็นพระพุทธเจ้าในโลก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๑. พุทธาปทาน

Item ๖๙

ทิศทั้ง ๑๐ ในโลก เมื่อคนเดินไป ย่อมไม่มีที่สิ้นสุด ในส่วนแห่งทิศนั้น พุทธเขตก็นับจำนวนไม่ถ้วน(เหมือนกัน)

Item ๗๐

แสงสว่างตามปกติของเรา(ในสมัยเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ) ปรากฏเปล่งรังสีออกมาเป็นคู่ๆ ข่ายรัศมีมีอยู่ในระหว่างนี้ แสงสว่างมีอย่างไพบูลย์

Item ๗๑

ขอประชาชนทั้งหมดในโลกธาตุประมาณเท่านี้ จงมองเห็นเรา ทั้งหมดจงดีใจ ทั้งหมดจงคล้อยตามเรา

Item ๗๒

เราตีกลองอมฤต มีเสียงไพเราะกังวาน ขอประชาชนในระหว่างนี้ จงฟังเสียงที่ไพเราะ(ของเรา)

Item ๗๓

เมื่อตถาคตบันดาลเมฆฝนคือพระธรรมให้ตกลง ขอชนทั้งหมดจงเป็นผู้ไม่มีอาสวะ บรรดาผู้ที่ประชุมกันอยู่ในที่นี้ ผู้มีคุณต่ำสุด จงเป็นพระโสดาบัน

Item ๗๔

เราให้ทานที่ควรให้แล้ว บำเพ็ญศีลบารมีอย่างเต็มเปี่ยม สำเร็จเนกขัมมบารมีแล้วบรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด

Item ๗๕

เราสอบถามบัณฑิตทั้งหลาย (บำเพ็ญปัญญาบารมีแล้ว) บำเพ็ญวิริยบารมีแล้ว สำเร็จขันติบารมีแล้วบรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด

Item ๗๖

เราบำเพ็ญอธิษฐานบารมีแล้ว บำเพ็ญสัจจบารมีแล้ว สำเร็จเมตตาบารมีแล้ว บรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด

Item ๗๗

เรามีใจสม่ำเสมอในอารมณ์ทั้งปวง คือทั้งในลาภ ในความเสื่อมลาภ ในความสุข ในความทุกข์ @เชิงอรรถ : @ กลองอมฤต หมายถึงกลองสวรรค์ (ขุ.อป.อ. ๑/๗๒/๑๓๔) @ สัมโพธิญาณอันสูงสุด หมายถึงมรรคญาณ ๔ (ขุ.อป.อ. ๑/๗๔/๑๓๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๑. พุทธาปทาน ในการนับถือและในการถูกดูหมิ่น (บำเพ็ญอุเบกขาบารมีแล้ว) บรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด

Item ๗๘

ท่านทั้งหลาย จงเห็นความเกียจคร้านเป็นสิ่งน่ากลัว แต่จงเห็นความเพียรเป็นสิ่งปลอดภัย จงบำเพ็ญเพียรกันเถิด นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า

Item ๗๙

ท่านทั้งหลาย จงเห็นการวิวาทกันเป็นสิ่งน่ากลัว แต่จงเห็นการไม่วิวาทกันเป็นสิ่งปลอดภัย จงสมัครสมานสามัคคีกัน พูดจาไพเราะกันเถิด นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า

Item ๘๐

ท่านทั้งหลาย จงเห็นความประมาทเป็นสิ่งน่ากลัว แต่จงเห็นความไม่ประมาทเป็นสิ่งปลอดภัย จงเจริญมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เถิด นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า

Item ๘๑

พระพุทธเจ้าและเหล่าพระอรหันต์จำนวนมากมาประชุมพร้อมกัน ท่านทั้งหลายจงกราบไหว้พระพุทธเจ้าและเหล่าพระอรหันต์เถิด

Item ๘๒

ตามที่กล่าวมานี้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอจินไตย ธรรมของพระพุทธเจ้าก็เป็นอจินไตย สำหรับผู้ที่เลื่อมใสในอจินไตย ย่อมมีวิบากเป็นอจินไตย ดังนี้แล ได้ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเมื่อจะทรงให้พระอานนทเถระทราบพุทธจริตของ พระองค์จึงได้ตรัสธรรมบรรยายชื่อว่าพุทธาปทานิยะ (การประกาศประวัติในอดีต- ชาติของพระพุทธเจ้า) ด้วยประการฉะนี้ พุทธาปทานจบ @เชิงอรรถ : @ มรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ @สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ (ขุ.อป.อ. ๑/๘๐/๑๓๕) @ อจินไตย หมายถึงสภาวะที่พ้นความคิดของตนที่จะคิดได้ คือไม่อยู่ในวิสัยที่จะคิดได้ (ขุ.อป.อ. ๑/๘๒/๑๓๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๒}

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้