This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture ·

เล่ม ๓๒

Other items in this volume

๑. พุทธาปทาน๒. ปัจเจกพุทธาปทาน๑. สารีปุตตเถราปทาน๒. มหาโมคคัลลานเถราปทาน๓. มหากัสสปเถราปทาน๔. อนุรุทธเถราปทาน๕. ปุณณมันตานีปุตตเถราปทาน๖. อุปาลิเถราปทาน๗. อัญญาโกณฑัญญเถราปทาน๘. ปิณโฑลภารทวาชเถราปทาน๙. ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน๑๐. อานันทเถราปทาน๑. สีหาสนทายกเถราปทาน๒. เอกถัมภิกเถราปทาน๓. นันทเถราปทาน๔. จูฬปันถกเถราปทาน๕. ปิลินทวัจฉเถราปทาน๖. ราหุลเถราปทาน๗. อุปเสนวังคันตปุตตเถราปทาน๘. รัฏฐปาลเถราปทาน๙. โสปากเถราปทาน๑๐. สุมังคลเถราปทาน๑. สุภูติเถราปทาน๒. อุปวาณเถราปทาน๓. ติสรณคมนิยเถราปทาน๔. ปัญจสีลสมาทานิยเถราปทาน๕. อันนสังสาวกเถราปทาน๖. ธูปทายกเถราปทาน๗. ปุฬินปูชกเถราปทาน๘. อุตติยเถราปทาน๙. เอกัญชลิกเถราปทาน๑๐. โขมทายกเถราปทาน๑. กุณฑธานเถราปทาน๒. สาคตเถราปทาน๓. มหากัจจายนเถราปทาน๔. กาฬุทายีเถราปทาน๕. โมฆราชเถราปทาน๖. อธิมุตตเถราปทาน๗. ลสุณทายกเถราปทาน๘. อายาคทายกเถราปทาน๙. ธัมมจักกิกเถราปทาน๑๐. กัปปรุกขิยเถราปทาน๑. อุปาลิเถราปทาน๒. โสณโกฬิวิสเถราปทาน๓. ภัททิยกาฬิโคธายปุตตเถราปทาน๔. สันนิฏฐาปกเถราปทาน๕. ปัญจหัตถิยเถราปทาน๖. ปทุมฉทนิยเถราปทาน๗. สยนทายกเถราปทาน๘. จังกมทายกเถราปทาน๙. สุภัททเถราปทาน๑๐. จุนทเถราปทาน๑. วิธูปนทายกเถราปทาน๒. สตรังสิยเถราปทาน๓. สยนทายกเถราปทาน๔. คันโธทกทายกเถราปทาน๕. โอปวุยหเถราปทาน๖. สปริวาราสนเถราปทาน๗. ปัญจทีปกเถราปทาน๘. ธชทายกเถราปทาน๙. ปทุมเถราปทาน๑๐. อสนโพธิยเถราปทาน๑. สกจิตตนิยเถราปทาน๒. อาโปปุปผิยเถราปทาน๓. ปัจจาคมนิยเถราปทาน๔. ปรัปปสาทกเถราปทาน๕. ภิสทายกเถราปทาน๖. สุจินติตเถราปทาน๗. วัตถทายกเถราปทาน๘. อัมพทายกเถราปทาน๘. อัมพทายกเถราปทาน๑๐. ปุปผจังโกฏิยเถราปทาน๑. นาคสมาลเถราปทาน๒. ปทสัญญกเถราปทาน๓. สุสัญญกเถราปทาน๔. ภิสาลุวทายกเถราปทาน๕. เอกสัญญกเถราปทาน๖. ติณสันถารทายกเถราปทาน๗. สูจิทายกเถราปทาน๘. ปาฏลิปุปผิยเถราปทาน๙. ฐิตัญชลิยเถราปทาน๑๐. ติปทุมิยเถราปทาน๑. ติมิรปุปผิยเถราปทาน๒. คตสัญญกเถราปทาน๓. นิปันนัญชลิกเถราปทาน๔. อโธปุปผิยเถราปทาน๕. รังสิสัญญกเถราปทาน๖. ทุติยรังสิสัญญกเถราปทาน๗. ผลทายกเถราปทาน๘. สัททสัญญกเถราปทาน๙. โพธิสิญจกเถราปทาน๑๐. ปทุมปุปผิยเถราปทาน๑. สุธาปิณฑิยเถราปทาน๒. สุปีฐิยเถราปทาน๓. อัฑฒเจลกเถราปทาน๔. สูจิทายกเถราปทาน๕. คันธมาลิยเถราปทาน๖. ติปุปผิยเถราปทาน๗. มธุปิณฑิกเถราปทาน๘. เสนาสนทายกเถราปทาน๙. เวยยาวัจจกเถราปทาน๑๐. พุทธุปัฏฐากเถราปทาน๑. ภิกขทายกเถราปทาน๒. ญาณสัญญิกเถราปทาน๓. อุปปลหัตถิยเถราปทาน๔. ปทปูชกเถราปทาน๕. มุฏฐิปุปผิยเถราปทาน๖. อุทกปูชกเถราปทาน๗. นฬมาลิยเถราปทาน๘. อาสนุปัฏฐายกเถราปทาน๙. พิฬาลิทายกเถราปทาน๑๐. เรณุปูชกเถราปทาน๑. มหาปริวารเถราปทาน๒. สุมังคลเถราปทาน๓. สรณคมนิยเถราปทาน๔. เอกาสนิยเถราปทาน๕. สุวัณณปุปผิยเถราปทาน๖. จิตกปูชกเถราปทาน๗. พุทธสัญญกเถราปทาน๘. มัคคสัญญกเถราปทาน๙. ปัจจุปัฏฐานสัญญกเถราปทาน๑๐. ชาติปูชกเถราปทาน๑. เสเรยยกเถราปทาน๒. ปุปผถูปิยเถราปทาน๓. ปายาสทายกเถราปทาน๔. คันโธทกิยเถราปทาน๕. สัมมุขาถวิกเถราปทาน๖. กุสุมาสนิยเถราปทาน๗. ผลทายกเถราปทาน๘. ญาณสัญญิกเถราปทาน๙. คัณฐิปุปผิยเถราปทาน๑๐. ปทุมปูชกเถราปทาน๑. โสภิตเถราปทาน๒. สุทัสสนเถราปทาน๓. จันทนปูชกเถราปทาน๔. ปุปผฉทนิยเถราปทาน๕. รโหสัญญิกเถราปทาน๖. จัมปกปุปผิยเถราปทาน๗. อัตถสันทัสสกเถราปทาน๘. เอกรังสนิยเถราปทาน๙. สาลทายกเถราปทาน๑๐. ผลทายกเถราปทาน๑. อธิฉัตติยเถราปทาน๒. ถัมภาโรปกเถราปทาน๓. เวทิการกเถราปทาน๔. สปริวาริยเถราปทาน๕. อุมาปุปผิยเถราปทาน๖. อนุโลมทายกเถราปทาน๗. มัคคทายกเถราปทาน๘. ผลกทายกเถราปทาน๙. วฏังสกิยเถราปทาน๑๐. ปัลลังกทายกเถราปทาน๑. พันธุชีวกเถราปทาน๒. ตัมพปุปผิยเถราปทาน๓. วีถิสัมมัชชกเถราปทาน๔. กักการุปุปผปูชกเถราปทาน๕. มันทารวปุปผปูชกเถราปทาน๖. กทัมพปุปผิยเถราปทาน๗. ติณสูลกเถราปทาน๘. นาคปุปผิยเถราปทาน๙. ปุนนาคปุปผิยเถราปทาน๑๐. กุมุททายกเถราปทาน๑. สุปาริจริยเถราปทาน๒. กณเวรปุปผิยเถราปทาน๓. ขัชชกทายกเถราปทาน๔. เทสปูชกเถราปทาน๕. กณิการฉัตติยเถราปทาน๖. สัปปิทายกเถราปทาน๗. ยุธิกปุปผิยเถราปทาน๘. ทุสสทายกเถราปทาน๙. สมาทปกเถราปทาน๑๐. ปัญจังคุลิยเถราปทาน๑. กุมุทมาลิยเถราปทาน๒. นิสเสณิทายกเถราปทาน๓. รัตติปุปผิยเถราปทาน๔. อุทปานทายกเถราปทาน๕. สีหาสนทายกเถราปทาน๖. มัคคทัตติกเถราปทาน๗. เอกทีปิยเถราปทาน๘. มณิปูชกเถราปทาน๙. ติกิจฉกเถราปทาน๑๐. สังฆุปัฏฐากเถราปทาน๑. กุฏชปุปผิยเถราปทาน๒. พันธุชีวกเถราปทาน๓. โกฏุมพริยเถราปทาน๔. ปัญจหัตถิยเถราปทาน๕. อิสิมุคคทายกเถราปทาน๖. โพธิอุปัฏฐายกเถราปทาน๗. เอกจินติกเถราปทาน๘. ติกัณณิปุปผิยเถราปทาน๙. เอกจาริยเถราปทาน๑๐. ติวัณฏิปุปผิยเถราปทาน๑. ตมาลปุปผิยเถราปทาน๒. ติณสันถารทายกเถราปทาน๓. ขัณฑผุลลิยเถราปทาน๔. อโสกปูชกเถราปทาน๕. อังโกลกเถราปทาน๖. กิสลยปูชกเถราปทาน๗. ตินทุกทายกเถราปทาน๘. คิริเนลมุฏฐิปูชกเถราปทาน๙. ติกัณฑิปุปผิยเถราปทาน๑๐. ยูถิกปุปผิยเถราปทาน๑. กณิการปุปผิยเถราปทาน๒. มิเนลปุปผิยเถราปทาน๓. กิงกณิกปุปผิยเถราปทาน๔. ตรณิยเถราปทาน๕. นิคคุณฑิปุปผิยเถราปทาน๖. อุทกทายกเถราปทาน๗. สลฬมาลิยเถราปทาน๘. โกรัณฑปุปผิยเถราปทาน๙. อาธารทายกเถราปทาน๑๐. ปาปนิวาริยเถราปทาน๑. หัตถิทายกเถราปทาน๒. ปานธิทายกเถราปทาน๓. สัจจสัญญกเถราปทาน๔. เอกสัญญกเถราปทาน๕. รังสิสัญญกเถราปทาน๖. สันธิตเถราปทาน๗. ตาลวัณฏทายกเถราปทาน๘. อักกันตสัญญกเถราปทาน๙. สัปปิทายกเถราปทาน๑๐. ปาปนิวาริยเถราปทาน๑. อาลัมพนทายกเถราปทาน๒. อชินทายกเถราปทาน๓. ทเวรตนิยเถราปทาน๔. อารักขทายกเถราปทาน๕. อัพยาธิกเถราปทาน๖. วกุลปุปผิยเถราปทาน๗. โสวัณณวฏังสกิยเถราปทาน๘. มิญชวฏังสกิยเถราปทาน๙. สุกตาเวฬิยเถราปทาน๑๐. เอกวันทนิยเถราปทาน๑. อุทกาสนทายกเถราปทาน๒. ภาชนทายกเถราปทาน๓. สาลปุปผิยเถราปทาน๔. กิลัญชทายกเถราปทาน๕. เวทิทายกเถราปทาน๖. วัณณการกเถราปทาน๗. ปิยาลปุปผิยเถราปทาน๘. อัมพยาคทายกเถราปทาน๙. ชคติการกเถราปทาน๑๐. วาสิทายกเถราปทาน๑. ตุวรัฏฐิทายกเถราปทาน๒. นาคเกสริยเถราปทาน๓. นฬินเกสริยเถราปทาน๔. วิรวิปุปผิยเถราปทาน๕. กุฏิธูปกเถราปทาน๖. ปัตตทายกเถราปทาน๗. ธาตุปูชกเถราปทาน๘. สัตตสัตตลิปุปผปูชกเถราปทาน๙. พิมพิชาลิปุปผิยเถราปทาน๑๐. อุททาลทายกเถราปทาน๑. โถมกเถราปทาน๒. เอกาสนทายกเถราปทาน๓. จิตกปูชกเถราปทาน๔. จัมปกปุปผิยเถราปทาน๕. สัตตปาฏลิยเถราปทาน๖. อุปาหนทายกเถราปทาน๖. อุปาหนทายกเถราปทาน๘. ปัณณทายกเถราปทาน๙. กุฏิทายกเถราปทาน๑๐. อัคคปุปผิยเถราปทาน๑. อากาสุกขิปิยเถราปทาน๒. เตลมักขิยเถราปทาน๓. อัฑฒจันทิยเถราปทาน๔. ทีปทายกเถราปทาน๕. วิฬาลิทายกเถราปทาน๖. มัจฉทายกเถราปทาน๗. ชวหังสกเถราปทาน๘. สลฬปุปผิยเถราปทาน๙. อุปาคตหาสนิยเถราปทาน๑๐. ตรณิยเถราปทาน๑. สุวัณณพิพโพหนิยเถราปทาน๒. ติลมุฏฐิยเถราปทาน๓. จังโกฏกิยเถราปทาน๔. อัพภัญชนทายกเถราปทาน๕. เอกัญชลิยเถราปทาน๖. โปตถทายกเถราปทาน๗. จิตกปูชกเถราปทาน๘. อาลุวทายกเถราปทาน๙. ปุณฑรีกเถราปทาน๑๐. ตรณียเถราปทาน๑. ปัณณทายกเถราปทาน๒. ผลทายกเถราปทาน๓. ปัจจุคคมนิยเถราปทาน๔. เอกปุปผิยเถราปทาน๕. มฆวปุปผิยเถราปทาน๖. อุปัฏฐายิกเถราปทาน๗. อปทานิยเถราปทาน๘. สัตตาหปัพพชิตเถราปทาน๙. พุทธุปัฏฐายิกเถราปทาน๑๐. ปุพพังคมนิยเถราปทาน๑. จิตกปูชกเถราปทาน๒. ปุปผธารกเถราปทาน๓. ฉัตตทายกเถราปทาน๔. สัททสัญญกเถราปทาน๕. โคสีสนิกเขปกเถราปทาน๖. ปทปูชกเถราปทาน๗. เทสกิตตกเถราปทาน๘. สรณคมนิยเถราปทาน๙. อัมพปิณฑิยเถราปทาน๑๐. อนุสังสาวกเถราปทาน๑. ปทุมเกสริยเถราปทาน๒. สัพพคันธิยเถราปทาน๓. ปรมันนทายกเถราปทาน๔. ธัมมสัญญกเถราปทาน๕. ผลทายกเถราปทาน๖. สัมปสาทิกเถราปทาน๗. อารามทายกเถราปทาน๘. อนุเลปทายกเถราปทาน๙. พุทธสัญญิกเถราปทาน๑๐. ปัพภารทายกเถราปทาน๑. อารักขทายกเถราปทาน๒. โภชนทายกเถราปทาน๓. คตสัญญกเถราปทาน๔. สัตตปทุมิยเถราปทาน๕. ปุปผาสนทายกเถราปทาน๖. อาสนสันถวิกเถราปทาน๗. สัททสัญญกเถราปทาน๘. ติรังสิยเถราปทาน๙. นาลิปุปผิยเถราปทาน๑๐. กุมุทมาลิยเถราปทาน๑. อุมาปุปผิยเถราปทาน๒. ปุฬินปูชกเถราปทาน๓. หาสชนกเถราปทาน๔. ยัญญสามิกเถราปทาน๕. นิมิตตสัญญกเถราปทาน๖. อันนสังสาวกเถราปทาน๗. นิคคุณฑิปุปผิยเถราปทาน๘. สุมนาเวฬิยเถราปทาน๙. ปุปผฉัตติยเถราปทาน๑๐. สปริวารฉัตตทายกเถราปทาน๑. คันธธูปิยเถราปทาน๒. อุทกปูชกเถราปทาน๓. ปุนนาคปุปผิยเถราปทาน๔. เอกทุสสทายกเถราปทาน๕. ผุสิตกัมมิยเถราปทาน๖. ปภังกรเถราปทาน๗. ติณกุฏิทายกเถราปทาน๘. อุตตเรยยทายกเถราปทาน๙. ธัมมัสสวนิยเถราปทาน๑๐. อุกขิตตปทุมิยเถราปทาน๑. เอกปทุมิยเถราปทาน๒. ตีณุปปลมาลิยเถราปทาน๓. ธชทายกเถราปทาน๔. ตีณิกิงกณิปูชกเถราปทาน๕. นฬาคาริกเถราปทาน๖. จัมปกปุปผิยเถราปทาน๗. ปทุมปูชกเถราปทาน๘. ติณมุฏฐิทายกเถราปทาน๙. ตินทุกผลทายกเถราปทาน๑๐. เอกัญชลิยเถราปทาน๑. สัททสัญญิกเถราปทาน๒. ยวกลาปิยเถราปทาน๓. กิงสุกปูชกเถราปทาน๔. สโกสกโกรัณฑทายกเถราปทาน๕. ทัณฑทายกเถราปทาน๖. อัมพยาคุทายกเถราปทาน๗. สุปุฏกปูชกเถราปทาน๘. มัญจทายกเถราปทาน๙. สรณคมนิยเถราปทาน๑๐. ปิณฑปาติกเถราปทาน๑. มันทารวปุปผิยเถราปทาน๒. กักการุปุปผิยเถราปทาน๓. ภิสมุฬาลทายกเถราปทาน๔. เกสรปุปผิยเถราปทาน๕. อังโกลปุปผิยเถราปทาน๖. กทัมพปุปผิยเถราปทาน๗. อุททาลกปุปผิยเถราปทาน๘. เอกจัมปกปุปผิยเถราปทาน๙. ติมิรปุปผิยเถราปทาน๑๐. สลฬปุปผิยเถราปทาน๑. โพธิวันทกเถราปทาน๒. ปาฏลิปุปผิยเถราปทาน๓. ตีณุปปลมาลิยเถราปทาน๔. ปัตติปุปผิยเถราปทาน๕. สัตตปัณณิยเถราปทาน๖. คันธมุฏฐิยเถราปทาน๗. จิตกปูชกเถราปทาน๘. สุมนตาลวัณฏิยเถราปทาน๙. สุมนทามิยเถราปทาน๑๐. กาสุมาริผลทายกเถราปทาน๑. อัมพฏผลทายกเถราปทาน๒. ลพุชทายกเถราปทาน๓. อุทุมพรผลทายกเถราปทาน๔. ปิลักขผลทายกเถราปทาน๕. ผารุสผลทายกเถราปทาน๖. วัลลิผลทายกเถราปทาน๗. กทลิผลทายกเถราปทาน๘. ปนสผลทายกเถราปทาน๙. โสณโกฏิวีสเถราปทาน๑๐. พุทธาปทานชื่อปุพพกัมมปิโลติ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน๒. เสลเถราปทาน๓. สัพพกิตติกเถราปทาน๔. มธุทายกเถราปทาน๕. ปทุมกูฏาคาริกเถราปทาน๖. พักกุลเถราปทาน๗. คิริมานันทเถราปทาน๘. สลฬมัณฑปิยเถราปทาน๙. สัพพทายกเถราปทาน๑๐. อชิตเถราปทาน๑. ติสสเมตเตยยเถราปทาน๒. ปุณณกเถราปทาน๓. เมตตคูเถราปทาน๔. โธตกเถราปทาน๕. อุปสีวเถราปทาน๖. นันทกเถราปทาน๗. เหมกเถราปทาน๘. โตเทยยเถราปทาน๙. ชตุกัณณิกเถราปทาน๑๐. อุเทนเถราปทาน

Scripture

๒. ปัจเจกพุทธาปทาน

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

Text only · no interpretation58 items1 editions

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

Front matter of the printed edition

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๒. ปัจเจกพุทธาปทาน ๒. ปัจเจกพุทธาปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระปัจเจกพุทธเจ้า (ต่อไปนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายจงฟังประวัติในอดีตชาติของพระปัจเจกพุทธเจ้า)

Item ๘๓Commentary

พระอานนทเถระ ผู้เป็นมุนีชาวแคว้นวิเทหะ น้อมกายลง ทูลถามพระตถาคตผู้ประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารว่า ข้าแต่พระธีรเจ้า ได้ทราบว่า พระปัจเจกพุทธเจ้ามีอยู่ พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ผู้เป็นนักปราชญ์ อุบัติขึ้นเพราะเหตุอะไร

Item ๘๔Commentary

ลำดับนั้น พระสัพพัญญูผู้ประเสริฐ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ได้ตรัสกับพระอานนท์ผู้เจริญด้วยพระสุรเสียงที่ไพเราะว่า ธีรชนเหล่าใดได้สั่งสมกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ยังไม่ได้ความหลุดพ้นจากกิเลสในศาสนาของพระชินเจ้าทั้งหลาย

Item ๘๕Commentary

เพราะมีความสลดใจนั้นแลเป็นตัวนำ ธีรชนเหล่านั้นผู้มีปัญญาแก่กล้าดี ถึงจะเว้นจากพระพุทธเจ้า ก็ย่อมบรรลุปัจเจกโพธิญาณได้ แม้ด้วยอารมณ์เพียงนิดหน่อย

Item ๘๖Commentary

ในโลกทั้งปวง ยกเว้นเราเสียแล้ว ไม่มีใครเสมอกับพระปัจเจกพุทธเจ้าได้เลย เราจักบอกคุณเพียงสังเขปนี้ของพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้เป็นมหามุนีเหล่านั้นอย่างชัดเจน

Item ๘๗Commentary

เธอทุกรูปเมื่อปรารถนาพระนิพพานอันเป็นโอสถวิเศษ มีใจผ่องใสดีแล้ว ก็จงตั้งใจฟังถ้อยคำที่ไพเราะ ดุจน้ำผึ้งหยาดน้อยๆ (เกี่ยวกับประวัติ) @เชิงอรรถ : @ เว้นจากพระพุทธเจ้า ในที่นี้หมายถึงเว้นจากคำกล่าวสอนและคำพร่ำสอนของพระพุทธเจ้า @(ขุ.อป.อ. ๑/๘๕/๑๕๒) @ โลกทั้งปวง ในที่นี้หมายถึงโลกทั้ง ๓ คือมนุษยโลก เทวโลก และพรหมโลก (ขุ.อป.อ. ๑/๘๖/๑๕๒) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๒. ปัจเจกพุทธาปทาน ของพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้เป็นมหาฤๅษี ผู้ตรัสรู้ได้เองเถิด

Item ๘๘Commentary

ประวัติในอดีต การพยากรณ์ โทษ เหตุปราศจากความกำหนัดอันใด ของพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้อุบัติขึ้นแต่ละองค์ๆ และพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายได้บรรลุพระโพธิญาณด้วยเหตุอันใด

Item ๘๙Commentary

พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายมีการกำหนดหมาย ในวัตถุที่น่ารักใคร่ ว่าปราศจากความน่ารักใคร่ มีจิตคลายกำหนัดในโลกที่มีสภาวะน่ากำหนัด ละกิเลสที่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า ชนะทิฏฐิ ที่เป็นเหตุให้ดิ้นรนแล้ว ได้บรรลุพระโพธิญาณเพราะเหตุอันนั้นนั่นเอง

Item ๙๐Commentary

บุคคลยกโทษในสัตว์ทุกจำพวก ไม่เบียดเบียนสัตว์หนึ่งสัตว์ใดในบรรดาสัตว์เหล่านั้น มีจิตเมตตา หวังประโยชน์เกื้อกูล จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๙๑Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวว่า) บุคคลยกโทษในสัตว์ทุกจำพวก ไม่เบียดเบียนสัตว์หนึ่งสัตว์ใดในบรรดาสัตว์เหล่านั้น ก็ไม่ต้องการบุตร(แล้ว) จะพึงต้องการสหายจากไหนเล่า พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๙๒Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) ความรักย่อมมีแก่ผู้มีความเกี่ยวข้อง ทุกข์นี้ย่อมเป็นไปตามความรัก @เชิงอรรถ : @ วัตถุที่น่าใคร่ ในที่นี้หมายถึงวัตถุกามและกิเลสกาม (ขุ.อป.อ. ๑/๘๙/๑๕๓) @ ทิฏฐิ ในที่นี้หมายถึงทิฏฐิ ๖๒ (ขุ.อป.อ. ๑/๘๙/๑๕๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๒. ปัจเจกพุทธาปทาน บุคคลเมื่อเพ่งเห็นโทษอันเกิดจากความรัก จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๙๓Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) บุคคลเมื่ออนุเคราะห์มิตร สหายผู้ใจดี มีใจผูกพัน ย่อมทำประโยชน์ให้เสื่อมประโยชน์ไปได้ บุคคลเมื่อเพ่งเห็นภัยในความเชยชิด จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๙๔Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) กอไผ่กว้างใหญ่เกาะเกี่ยวกันไว้ฉันใด ความห่วงใยในบุตรและทาระ ก็กว้างใหญ่เกาะเกี่ยวกันไว้ฉันนั้น บุคคลเมื่อไม่เกี่ยวข้องเหมือนหน่อไผ่ จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๙๕Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) เนื้อในป่า มิได้ถูกผูกมัดไว้ย่อมเที่ยวหาอาหารได้ ตามความพอใจฉันใด วิญญูชนเมื่อเพ่งเห็นธรรมที่ให้ถึงความเสรี จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๙๖Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) ในท่ามกลางสหาย ย่อมมีการปรึกษากัน ในเรื่องที่อยู่ เรื่องการดำรงตน เรื่องการไป เรื่องการเที่ยวจาริก บุคคลเมื่อเพ่งการบวชที่ให้ถึงความเสรี ที่พวกคนพาลไม่มุ่งหวัง จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด @เชิงอรรถ : @ การบวชที่ให้ถึงความเสรี ในที่นี้หมายถึงเจริญวิปัสสนาแล้วบรรลุปัจเจกโพธิญาณ (ขุ.อป.อ. ๑/๙๖/๑๙๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๒. ปัจเจกพุทธาปทาน

Item ๙๗Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) ในท่ามกลางสหายย่อมมีการเล่น มีความยินดี และในบุตรก็ย่อมมีความรักอันไพบูลย์ บุคคลเมื่อรังเกียจความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๙๘Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งเปล่งอุทานว่า) พระปัจเจกพุทธเจ้าแผ่เมตตาไปทั้ง ๔ ทิศ ไม่ขัดเคือง ยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ ครอบงำอันตรายทั้งหลายและไม่หวาดเสียว จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๙๙Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) แม้บรรพชิตพวกหนึ่งและคฤหัสถ์ที่กำลังครองเรือน ก็สงเคราะห์ยาก บุคคลพึงเป็นผู้ขวนขวายน้อยทั้งในผู้อื่นและในบุตร จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๑๐๐Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้กล้าหาญ ปลงเครื่องหมายคฤหัสถ์แล้ว ตัดเครื่องผูกพันของคฤหัสถ์แล้ว เหมือนต้นทองหลางที่ใบร่วงหล่นแล้ว จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๑๐๑Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) ถ้าบุคคลพึงได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน เที่ยวไปด้วยกัน เป็นสาธุวิหารี เป็นนักปราชญ์ ครอบงำอันตรายทั้งปวงได้แล้ว พึงมีใจแช่มชื่น มีสติ เที่ยวไปกับสหายนั้นเถิด {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๒. ปัจเจกพุทธาปทาน

Item ๑๐๒Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) ถ้าบุคคลไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน เที่ยวไปด้วยกัน เป็นสาธุวิหารี เป็นนักปราชญ์ ก็พึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเถิด เหมือนพระราชาทรงละทิ้งแคว้นที่ทรงชนะแล้ว ทรงประพฤติอยู่พระองค์เดียว เหมือนช้างมาตังคะละทิ้งโขลงอยู่ตัวเดียวในป่า ฉะนั้น

Item ๑๐๓Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) เราสรรเสริญสหายสัมปทาโดยแท้ บุคคลควรคบหาสหายผู้ประเสริฐสุด (หรือ) ผู้เสมอกัน ถ้าบุคคลไม่ได้สหายเหล่านี้ พึงเป็นผู้บริโภคปัจจัยอันไม่มีโทษ จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๑๐๔Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) บุคคลเห็นกำไลทอง ๒ วง อันสุกปลั่ง ที่ช่างทองทำสำเร็จอย่างดี กระทบกันอยู่ที่ข้อมือแล้ว จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๑๐๕Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งเปล่งอุทานว่า) ด้วยอาการอย่างนี้ การกล่าววาจา หรือความเกี่ยวข้องกับเพื่อน พึงมีแก่เรา บุคคลเมื่อเพ่งเห็นภัยนี้ต่อไป จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๑๐๖Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) เพราะกามทั้งหลาย สวยงาม มีรสอร่อย น่ารื่นเริงใจ ยั่วยวนจิตด่วยอารมณ์หลายรูปแบบ @เชิงอรรถ : @ กามทั้งหลาย หมายถึงกาม ๒ อย่าง คือ วัตถุกามและกิเลสกาม วัตถุกาม ได้แก่ วัตถุภายนอกที่ @มองเห็นได้มีรูปสวยๆ งามๆ เป็นต้น กิเลสกาม ได้แก่ ความปรารถนาแห่งกิเลสมีราคะเป็นต้น @(ขุ.อป.อ. ๑/๑๐๖/๒๑๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๒. ปัจเจกพุทธาปทาน บุคคลเห็นโทษในกามคุณแล้ว จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๑๐๗Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) คำว่า กาม นี้ เป็นอันตราย เป็นดุจฝี เป็นอุปัททวะ เป็นโรค เป็นดุจลูกศร เป็นภัย บุคคลเห็นภัยในกามคุณแล้ว จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๑๐๘Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) บุคคลพึงครอบงำภัยทั้งปวงแม้เหล่านี้ คือ ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย ลม แดด เหลือบ และสัตว์เลื้อยคลาน จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๑๐๙Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) พระปัจเจกพุทธเจ้าละทิ้งหมู่ มีขันธ์เกิดดีแล้ว มีดอกบัว (คือธรรม) เป็นผู้ยิ่งใหญ่อยู่ในป่าตามความชอบใจได้ เหมือนนาคะละทิ้งโขลงแล้วอยู่ในป่าได้ตามความชอบใจ จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๑๑๐Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) บุคคลใคร่ครวญถ้อยคำของพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ว่า @เชิงอรรถ : @ คำว่า กาม ชื่อว่าเป็นอันตราย เพราะนำมาซึ่งความฉิบหาย ชื่อว่าเป็นดุจฝี เพราะหลั่งกิเลสออกมา ชื่อ @ว่าเป็นอุปัททวะ เพราะรบกวน ชื่อว่าเป็นโรค เพราะปล้นเอาความไม่มีโรคไป ชื่อว่าเป็นดุจลูกศร เพราะเสียดแทง @จิตใจและถอนยาก ชื่อว่าเป็นภัย เพราะนำมาซึ่งภัยในภพนี้และภพหน้า (ขุ.อป.อ. ๑/๑๐๗/๒๑๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๒. ปัจเจกพุทธาปทาน บุคคลสัมผัสวิมุตติใด ซึ่งเกิดขึ้นตามสมัย วิมุตตินั้น เป็นไปไม่ได้สำหรับบุคคล ผู้ยินดีการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ดังนี้แล้ว จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๑๑๑Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) (พระปัจเจกพุทธเจ้า) ประพฤติล่วงทิฎฐิอันเป็นเสี้ยนหนาม ถึงนิยาม ได้เฉพาะมรรคแล้ว เป็นผู้มีญาณอันเกิดขึ้นแล้ว ไม่ต้องให้ผู้อื่นแนะนำ จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๑๑๒Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) (พระปัจเจกพุทธเจ้า) เป็นผู้ไม่โลภ ไม่หลอกลวง ไม่กระหาย ไม่มีความลบหลู่ กำจัดสภาวะ (กิเลสดุจน้ำย้อม) และโมหะได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีความหวังในโลกทั้งปวง จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด @เชิงอรรถ : @ หมายถึง สามยิกวิมุตติ ความหลุดพ้นเฉพาะสมัยที่จิตแน่วแน่ สา หิ (โลกิยสมาปตฺติ) เอว ปจฺจตฺถิเกหิ @วิมุจฺจนโต สามยิกา วิมุตฺตีติ วุจฺจติ ขุ.อป.อ. ๑/๑๑๐/๒๑๘-๒๑๙, สามยิกํ เจโตวิมุตฺตินฺติ @อปฺปิตปฺปิตกฺขเณ ปจฺจนีกธมฺเมหิ วิมุจฺจติ.... โลกิยสมาปตฺติ สามยิกา เจโตวิมุตฺติ นาม สํ.ส.อ. ๑/๑๕๙/ @๑๗๔, ลทฺธตฺตา สามยิกํ ชื่อว่าสามยิกะ เพราะได้เฉพาะสมัย), เป็นคุณที่เสื่อมได้ (อายสฺมา โคธิโก @อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต สามยิกํ เจโตวิมุตฺตึ ผุสิ... สามยิกาย เจโตวิมุตฺติยา หริหายิ @ท่านโคธิกะ ไม่ประมาท มีความเพียรในความหลุดพ้น ๖๘ อย่าง (ดู ขุ.ป. (แปล) ๓๑/๒๐๙/๓๔๖) @เป็นโลกิยสมาบัติ พระอรรถกถาจารย์กล่าวตามภาษิตของพระสารีบุตรเถระ (กตโม สามยิโก วิโมกฺโข @จตฺตาริ จ ฌานานิ จตสฺโส จ อรูปสมาปตฺติโย อยฺ สามยิโก วิโมกฺโข) ความหลุดพ้นเฉพาะสมัย คือ @รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ (สมาบัติ ๘ ก็เรียก) @ ทิฏฐิอันเป็นเสี้ยนหนาม ในที่นี้หมายถึงทิฏฐิ ๖๒ (ขุ.อป.อ. ๑/๑๑๑/๒๑๙) @ ถึงนิยาม ในที่นี้หมายถึงบรรลุโสดาปัตติมรรค (ขุ.อป.อ. ๑/๑๑๑/๒๑๙) @ ได้มรรคแล้ว หมายถึงได้มรรคที่เหลือ (คือ สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค) @(ขุ.อป.อ. ๑/๑๑๑/๒๑๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๒. ปัจเจกพุทธาปทาน

Item ๑๑๓Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) บุคคลพึงละเว้นสหายชั่ว ผู้ไม่เห็นประโยชน์ ผู้ตั้งอยู่ในธรรมที่ผิด ไม่พึงคบผู้ขวนขวาย และผู้ประมาทด้วยตนเอง จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๑๑๔Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) บุคคลพึงคบมิตรผู้ได้ศึกษามาก ทรงธรรม ผู้ยิ่งใหญ่ มีปฏิภาณ รู้จักประโยชน์แล้ว พึงกำจัดความสงสัยได้ จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๑๑๕Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) (พระปัจเจกพุทธเจ้า ไม่ชื่นชมการเล่น ความยินดีและความสุขในโลก ไม่ใส่ใจ งดเว้นจากฐานะแห่งการประดับตกแต่ง พูดคำจริง จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๑๑๖Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) (พระปัจเจกพุทธเจ้า) ละทิ้งบุตร ภรรยา บิดา มารดา ทรัพย์ ธัญชาติ พวกพ้องและกามตามส่วนแล้ว จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๑๑๗Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) กามนี้เป็นเครื่องข้อง มีความสุขน้อย @เชิงอรรถ : @ ศึกษามาก หมายถึงศึกษา ๒ อย่าง คือ ศึกษาในปริยัติอันมั่นคงคือพระไตรปิฎก และศึกษาในปฏิเวธ @อันเป็นเครื่องรู้แจ้งมรรค ผล วิชชา และอภิญญา (ขุ.อป.อ. ๑/๑๑๔/๒๒๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๒. ปัจเจกพุทธาปทาน ในกามนี้ มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก ผู้มีปัญญารู้ว่า กามนี้เป็นดุจขอเหล็กแล้ว จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๑๑๘Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) (พระปัจเจกพุทธเจ้า) ทำลายสังโยชน์แล้ว เหมือนสัตว์นำทำลายข่าย และเหมือนไฟไหม้เชื้อมอดหมดไปไม่กลับมา จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๑๑๙Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) ภิกษุเป็นผู้ไม่สอดส่ายจักษุ และไม่เป็นผู้มีเท้าอยู่ไม่สุข คุ้มครองอินทรีย์ รักษาใจได้แล้ว ไม่ชุ่มด้วยกิเลส ไฟกิเลสมิได้เผา จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๑๒๐Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) (พระปัจเจกพุทธเจ้า) ปลงเครื่องหมายคฤหัสถ์แล้ว ครองผ้ากาสาวะออกบวช เหมือนต้นทองหลางมีใบทึบ จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๑๒๑Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) (พระปัจเจกพุทธเจ้า) ไม่ทำความยินดีในรส ไม่โลเล ไม่ต้องเลี้ยงคนอื่น เที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับตรอก มีใจไม่ผูกพันในตระกูลต่างๆ จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด @เชิงอรรถ : @ อินทรีย์ หมายถึงอินทรีย์ ๖ (คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) (ขุ.อป.อ. ๑/๑๑๙/๒๒๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๒. ปัจเจกพุทธาปทาน

Item ๑๒๒Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) (พระปัจเจกพุทธเจ้า) ละเครื่องกั้นทางใจ ๕ ประการ ขจัดอุปกิเลส แห่งจิตทั้งปวงได้แล้ว ไม่อิงอาศัยเครื่องอาศัยคือทิฏฐิ ตัดความรักและความชังได้แล้ว จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๑๒๓Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) (พระปัจเจกพุทธเจ้า) ละสุข และทุกข์ โสมนัส โทมนัส ก่อนๆ ได้แล้ว ได้อุเบกขาและสมถะอันสะอาดแล้ว จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๑๒๔Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) (พระปัจเจกพุทธเจ้า) ตั้งความเพียรเพื่อบรรลุประโยชน์อย่างยิ่ง มีจิตไม่ย่อหย่อน ไม่ประพฤติเกียจคร้าน มีความบากบั่นมั่นคง เข้าถึงเรี่ยวแรงและกำลังแล้ว จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๑๒๕Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) (พระปัจเจกพุทธเจ้า) ผู้ไม่ละการหลีกเร้น และฌาน ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมเป็นนิตย์ พิจารณาเห็นโทษในภพแล้ว จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด @เชิงอรรถ : @ เครื่องกั้นทางใจ ๕ ประการ ในที่นี้หมายถึงนิวรณ์ ๕ (ขุ.อป.อ. ๑/๑๒๒/๒๓๒) @ อุปกิเลส หมายถึงอกุศลธรรมที่เข้าไปเบียดเบียนจิต (มี ๑๖ คือ อภิชฌาวิสมโลภะ พยาบาท โกธะ @อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ) @(ขุ.อป.อ. ๑/๑๒๒/๒๓๒) @ การหลีกเร้น ในที่นี้หมายถึงกายวิเวก สงัดกาย (ขุ.อป.อ. ๑/๑๒๕/๒๓๖) @ ฌาน ในที่นี้หมายถึงจิตตวิเวก สงัดจิต (ขุ.อป.อ. ๑/๑๒๕/๒๓๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๒. ปัจเจกพุทธาปทาน

Item ๑๒๖Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) (พระปัจเจกพุทธเจ้า) เมื่อปรารถนาความสิ้นตัณหา ไม่ประมาท ไม่โง่เขลา คงแก่เรียน มีสติ ผู้มีสังขตธรรม ผู้แน่นอน มีความมุ่งมั่น จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๑๒๗Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) (พระปัจเจกพุทธเจ้า) ไม่สะดุ้งในเพราะเสียงเหมือนราชสีห์ ไม่ติดข่ายเหมือนลม ไม่เปียกน้ำเหมือนบัว จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๑๒๘Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) พญาสีหราชมีเขี้ยวเป็นกำลัง ข่มขี่ ครอบงำเนื้อทั้งหลายเที่ยวไป ฉันใด พระปัจเจกพุทธเจ้าก็มีปัญญาเป็นกำลัง ครอบงำบุคคลทั้งหลายด้วยปัญญา ใช้สอยเสนาสนะอันสงัด จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๑๒๙Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) (พระปัจเจกพุทธเจ้า) เสพอาศัยเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา อันเป็นวิมุตติตามกาล สัตว์โลกทั้งปวงมิได้เกลียดชัง จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๑๓๐Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) (พระปัจเจกพุทธเจ้า) ละราคะ โทสะ และโมหะ ทำลายสังโยชน์ได้เสีย ไม่สะดุ้งในเวลาสิ้นชีวิต จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๒. ปัจเจกพุทธาปทาน

Item ๑๓๑Commentary

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) ทุกวันนี้ มิตรทั้งหลายมีประโยชน์เป็นเหตุ จงคบและเสพด้วย มิตรที่ไม่มุ่งประโยชน์หาได้ยาก มนุษย์ทั้งหลายมีปัญญามุ่งประโยชน์ตน ไม่สะอาด พระปัจเจกพุทธเจ้า จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

Item ๑๓๒Commentary

พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย มีศีลบริสุทธิ์ (ด้วยปาริสุทธิศีล ๔) มีปัญญาหมดจดดี มีจิตตั้งมั่น หมั่นประกอบธรรมเป็นเครื่องตื่น เห็นแจ้ง(ไตรลักษณ์) เห็นธรรมวิเศษ รู้อยู่โดยพิเศษซึ่งอริยธรรมที่ประกอบด้วยองค์มรรคและโพชฌงค์

Item ๑๓๓Commentary

ธีรชนเหล่าใดเจริญสุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ และอัปปณิหิตวิโมกข์แล้ว ยังไม่บรรลุความเป็นสาวกในศาสนาพระชินเจ้า ธีรชนเหล่านั้นย่อมเป็นพระสยัมภูปัจเจกชินเจ้า

Item ๑๓๔Commentary

พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายมีธรรมยิ่งใหญ่ มีธรรมกายมาก มีจิตเป็นอิสระ ข้ามห้วงแห่งทุกข์ทั้งมวลได้แล้ว มีจิตเบิกบาน มีปกติเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง เหมือนราชสีห์ เหมือนนอแรด

Item ๑๓๕Commentary

พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้มีอินทรีย์สงบแล้ว มีจิตสงบแล้ว มีจิตเป็นสมาธิ ประพฤติตอบแทน(ด้วยความเอ็นดูและความกรุณา) @เชิงอรรถ : @ ไม่สะอาด ในที่นี้หมายถึงประกอบด้วยการกระทำทางกาย วาจา และใจ ในทางไม่ดี @(ขุ.อป.อ. ๑/๑๓๑/๒๔๔) @ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวคาถาเฉพาะคาถาที่ ๙๑-๑๓๑ (ขุ.อป.อ. ๑/๑๕๘-๑๖๕) ตั้งแต่คาถาที่ @๑๓๒ นี้เป็นต้นไป พระผู้มีพระภาคตรัสเล่าคุณของพระปัจเจกพุทธเจ้าให้พระอานนทเถระฟังต่อ @ เห็นธรรมวิเศษ หมายถึงมีปกติเห็นกุศลธรรม ๑๐ สัจจธรรม ๔ หรือโลกุตตรธรรม ๙ (คือ มรรค ๔ @ผล ๔ นิพพาน ๑) โดยวิเศษ (ขุ.อป.อ. ๑/๑๓๒/๒๔๔) @ มีธรรมกายมาก ในที่นี้หมายถึงมีกายคือสภาวธรรมมาก (ขุ.อป.อ. ๑/๑๓๔/๒๔๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๒. ปัจเจกพุทธาปทาน ในเหล่าสัตว์ที่อยู่ตามชายแดน เหมือนดวงประทีปส่องสว่างอยู่ในโลกนี้ และในโลกหน้า เกื้อกูลสัตว์โลกเป็นนิตย์

Item ๑๓๖Commentary

พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้เป็นผู้สูงสุดในหมู่ชน ละเครื่องกั้นทั้งปวงได้แล้ว เป็นดวงประทีปของโลก มีรัศมีเช่นกับประกายแสงแห่งทองแท่ง เป็นผู้สมควรรับทักษิณาอย่างดีของชาวโลกอย่างแน่นอน พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้เป็นผู้แนบแน่นอยู่เป็นนิตย์

Item ๑๓๗Commentary

ถ้อยคำที่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวไว้ดีแล้ว ย่อมแผ่ไปในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ชนพาลเหล่าใดได้ฟังแล้ว ไม่ใส่ใจถึงคำที่พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนั้น ชนพาลเหล่านั้นย่อมแล่นไปในกองทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำอีก

Item ๑๓๘Commentary

ถ้อยคำที่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวไว้ดีแล้ว เป็นถ้อยคำไพเราะ ดุจน้ำผึ้งหยาดน้อยๆ ไหลหยดลงฉะนั้น ชนเหล่าใดได้ฟังแล้วปฏิบัติตามอย่างนั้น ชนเหล่านั้น เป็นผู้เห็นสัจจะ มีปัญญา

Item ๑๓๙Commentary

คาถาที่พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวไว้แล้ว เป็นคาถาที่โอฬาร ถ้อยคำเหล่านั้นเป็นคำที่พระศากยสีหะผู้สูงสุดในนรชน เสด็จออกผนวชประกาศไว้แล้วเพื่อให้เวไนยสัตว์ได้รู้ธรรม

Item ๑๔๐Commentary

ถ้อยคำเหล่านี้ ที่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น กล่าวไว้แล้วเพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก ซึ่งพระสยัมภูผู้สีหะ(นำมา) ประกาศไว้เพื่อเพิ่มพูนความสลดสังเวช ความไม่คลุกคลี และปัญญา ปัจเจกพุทธาปทาน จบ @เชิงอรรถ : @ แนบแน่นอยู่เป็นนิตย์ ในที่นี้หมายถึงอิ่มหนำบริบูรณ์เป็นนิตย์ แม้ต้องอดอาหารถึง ๗ วัน ก็บริบูรณ์ @อยู่ได้ด้วยอำนาจสมาบัติ (ขุ.อป.อ. ๑/๑๓๖/๒๔๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๕}

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้