This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture ·

เล่ม ๓๒

Other items in this volume

๑. พุทธาปทาน๒. ปัจเจกพุทธาปทาน๑. สารีปุตตเถราปทาน๒. มหาโมคคัลลานเถราปทาน๓. มหากัสสปเถราปทาน๔. อนุรุทธเถราปทาน๕. ปุณณมันตานีปุตตเถราปทาน๖. อุปาลิเถราปทาน๗. อัญญาโกณฑัญญเถราปทาน๘. ปิณโฑลภารทวาชเถราปทาน๙. ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน๑๐. อานันทเถราปทาน๑. สีหาสนทายกเถราปทาน๒. เอกถัมภิกเถราปทาน๓. นันทเถราปทาน๔. จูฬปันถกเถราปทาน๕. ปิลินทวัจฉเถราปทาน๖. ราหุลเถราปทาน๗. อุปเสนวังคันตปุตตเถราปทาน๘. รัฏฐปาลเถราปทาน๙. โสปากเถราปทาน๑๐. สุมังคลเถราปทาน๑. สุภูติเถราปทาน๒. อุปวาณเถราปทาน๓. ติสรณคมนิยเถราปทาน๔. ปัญจสีลสมาทานิยเถราปทาน๕. อันนสังสาวกเถราปทาน๖. ธูปทายกเถราปทาน๗. ปุฬินปูชกเถราปทาน๘. อุตติยเถราปทาน๙. เอกัญชลิกเถราปทาน๑๐. โขมทายกเถราปทาน๑. กุณฑธานเถราปทาน๒. สาคตเถราปทาน๓. มหากัจจายนเถราปทาน๔. กาฬุทายีเถราปทาน๕. โมฆราชเถราปทาน๖. อธิมุตตเถราปทาน๗. ลสุณทายกเถราปทาน๘. อายาคทายกเถราปทาน๙. ธัมมจักกิกเถราปทาน๑๐. กัปปรุกขิยเถราปทาน๑. อุปาลิเถราปทาน๒. โสณโกฬิวิสเถราปทาน๓. ภัททิยกาฬิโคธายปุตตเถราปทาน๔. สันนิฏฐาปกเถราปทาน๕. ปัญจหัตถิยเถราปทาน๖. ปทุมฉทนิยเถราปทาน๗. สยนทายกเถราปทาน๘. จังกมทายกเถราปทาน๙. สุภัททเถราปทาน๑๐. จุนทเถราปทาน๑. วิธูปนทายกเถราปทาน๒. สตรังสิยเถราปทาน๓. สยนทายกเถราปทาน๔. คันโธทกทายกเถราปทาน๕. โอปวุยหเถราปทาน๖. สปริวาราสนเถราปทาน๗. ปัญจทีปกเถราปทาน๘. ธชทายกเถราปทาน๙. ปทุมเถราปทาน๑๐. อสนโพธิยเถราปทาน๑. สกจิตตนิยเถราปทาน๒. อาโปปุปผิยเถราปทาน๓. ปัจจาคมนิยเถราปทาน๔. ปรัปปสาทกเถราปทาน๕. ภิสทายกเถราปทาน๖. สุจินติตเถราปทาน๗. วัตถทายกเถราปทาน๘. อัมพทายกเถราปทาน๘. อัมพทายกเถราปทาน๑๐. ปุปผจังโกฏิยเถราปทาน๑. นาคสมาลเถราปทาน๒. ปทสัญญกเถราปทาน๓. สุสัญญกเถราปทาน๔. ภิสาลุวทายกเถราปทาน๕. เอกสัญญกเถราปทาน๖. ติณสันถารทายกเถราปทาน๗. สูจิทายกเถราปทาน๘. ปาฏลิปุปผิยเถราปทาน๙. ฐิตัญชลิยเถราปทาน๑๐. ติปทุมิยเถราปทาน๑. ติมิรปุปผิยเถราปทาน๒. คตสัญญกเถราปทาน๓. นิปันนัญชลิกเถราปทาน๔. อโธปุปผิยเถราปทาน๕. รังสิสัญญกเถราปทาน๖. ทุติยรังสิสัญญกเถราปทาน๗. ผลทายกเถราปทาน๘. สัททสัญญกเถราปทาน๙. โพธิสิญจกเถราปทาน๑๐. ปทุมปุปผิยเถราปทาน๑. สุธาปิณฑิยเถราปทาน๒. สุปีฐิยเถราปทาน๓. อัฑฒเจลกเถราปทาน๔. สูจิทายกเถราปทาน๕. คันธมาลิยเถราปทาน๖. ติปุปผิยเถราปทาน๗. มธุปิณฑิกเถราปทาน๘. เสนาสนทายกเถราปทาน๙. เวยยาวัจจกเถราปทาน๑๐. พุทธุปัฏฐากเถราปทาน๑. ภิกขทายกเถราปทาน๒. ญาณสัญญิกเถราปทาน๓. อุปปลหัตถิยเถราปทาน๔. ปทปูชกเถราปทาน๕. มุฏฐิปุปผิยเถราปทาน๖. อุทกปูชกเถราปทาน๗. นฬมาลิยเถราปทาน๘. อาสนุปัฏฐายกเถราปทาน๙. พิฬาลิทายกเถราปทาน๑๐. เรณุปูชกเถราปทาน๑. มหาปริวารเถราปทาน๒. สุมังคลเถราปทาน๓. สรณคมนิยเถราปทาน๔. เอกาสนิยเถราปทาน๕. สุวัณณปุปผิยเถราปทาน๖. จิตกปูชกเถราปทาน๗. พุทธสัญญกเถราปทาน๘. มัคคสัญญกเถราปทาน๙. ปัจจุปัฏฐานสัญญกเถราปทาน๑๐. ชาติปูชกเถราปทาน๑. เสเรยยกเถราปทาน๒. ปุปผถูปิยเถราปทาน๓. ปายาสทายกเถราปทาน๔. คันโธทกิยเถราปทาน๕. สัมมุขาถวิกเถราปทาน๖. กุสุมาสนิยเถราปทาน๗. ผลทายกเถราปทาน๘. ญาณสัญญิกเถราปทาน๙. คัณฐิปุปผิยเถราปทาน๑๐. ปทุมปูชกเถราปทาน๑. โสภิตเถราปทาน๒. สุทัสสนเถราปทาน๓. จันทนปูชกเถราปทาน๔. ปุปผฉทนิยเถราปทาน๕. รโหสัญญิกเถราปทาน๖. จัมปกปุปผิยเถราปทาน๗. อัตถสันทัสสกเถราปทาน๘. เอกรังสนิยเถราปทาน๙. สาลทายกเถราปทาน๑๐. ผลทายกเถราปทาน๑. อธิฉัตติยเถราปทาน๒. ถัมภาโรปกเถราปทาน๓. เวทิการกเถราปทาน๔. สปริวาริยเถราปทาน๕. อุมาปุปผิยเถราปทาน๖. อนุโลมทายกเถราปทาน๗. มัคคทายกเถราปทาน๘. ผลกทายกเถราปทาน๙. วฏังสกิยเถราปทาน๑๐. ปัลลังกทายกเถราปทาน๑. พันธุชีวกเถราปทาน๒. ตัมพปุปผิยเถราปทาน๓. วีถิสัมมัชชกเถราปทาน๔. กักการุปุปผปูชกเถราปทาน๕. มันทารวปุปผปูชกเถราปทาน๖. กทัมพปุปผิยเถราปทาน๗. ติณสูลกเถราปทาน๘. นาคปุปผิยเถราปทาน๙. ปุนนาคปุปผิยเถราปทาน๑๐. กุมุททายกเถราปทาน๑. สุปาริจริยเถราปทาน๒. กณเวรปุปผิยเถราปทาน๓. ขัชชกทายกเถราปทาน๔. เทสปูชกเถราปทาน๕. กณิการฉัตติยเถราปทาน๖. สัปปิทายกเถราปทาน๗. ยุธิกปุปผิยเถราปทาน๘. ทุสสทายกเถราปทาน๙. สมาทปกเถราปทาน๑๐. ปัญจังคุลิยเถราปทาน๑. กุมุทมาลิยเถราปทาน๒. นิสเสณิทายกเถราปทาน๓. รัตติปุปผิยเถราปทาน๔. อุทปานทายกเถราปทาน๕. สีหาสนทายกเถราปทาน๖. มัคคทัตติกเถราปทาน๗. เอกทีปิยเถราปทาน๘. มณิปูชกเถราปทาน๙. ติกิจฉกเถราปทาน๑๐. สังฆุปัฏฐากเถราปทาน๑. กุฏชปุปผิยเถราปทาน๒. พันธุชีวกเถราปทาน๓. โกฏุมพริยเถราปทาน๔. ปัญจหัตถิยเถราปทาน๕. อิสิมุคคทายกเถราปทาน๖. โพธิอุปัฏฐายกเถราปทาน๗. เอกจินติกเถราปทาน๘. ติกัณณิปุปผิยเถราปทาน๙. เอกจาริยเถราปทาน๑๐. ติวัณฏิปุปผิยเถราปทาน๑. ตมาลปุปผิยเถราปทาน๒. ติณสันถารทายกเถราปทาน๓. ขัณฑผุลลิยเถราปทาน๔. อโสกปูชกเถราปทาน๕. อังโกลกเถราปทาน๖. กิสลยปูชกเถราปทาน๗. ตินทุกทายกเถราปทาน๘. คิริเนลมุฏฐิปูชกเถราปทาน๙. ติกัณฑิปุปผิยเถราปทาน๑๐. ยูถิกปุปผิยเถราปทาน๑. กณิการปุปผิยเถราปทาน๒. มิเนลปุปผิยเถราปทาน๓. กิงกณิกปุปผิยเถราปทาน๔. ตรณิยเถราปทาน๕. นิคคุณฑิปุปผิยเถราปทาน๖. อุทกทายกเถราปทาน๗. สลฬมาลิยเถราปทาน๘. โกรัณฑปุปผิยเถราปทาน๙. อาธารทายกเถราปทาน๑๐. ปาปนิวาริยเถราปทาน๑. หัตถิทายกเถราปทาน๒. ปานธิทายกเถราปทาน๓. สัจจสัญญกเถราปทาน๔. เอกสัญญกเถราปทาน๕. รังสิสัญญกเถราปทาน๖. สันธิตเถราปทาน๗. ตาลวัณฏทายกเถราปทาน๘. อักกันตสัญญกเถราปทาน๙. สัปปิทายกเถราปทาน๑๐. ปาปนิวาริยเถราปทาน๑. อาลัมพนทายกเถราปทาน๒. อชินทายกเถราปทาน๓. ทเวรตนิยเถราปทาน๔. อารักขทายกเถราปทาน๕. อัพยาธิกเถราปทาน๖. วกุลปุปผิยเถราปทาน๗. โสวัณณวฏังสกิยเถราปทาน๘. มิญชวฏังสกิยเถราปทาน๙. สุกตาเวฬิยเถราปทาน๑๐. เอกวันทนิยเถราปทาน๑. อุทกาสนทายกเถราปทาน๒. ภาชนทายกเถราปทาน๓. สาลปุปผิยเถราปทาน๔. กิลัญชทายกเถราปทาน๕. เวทิทายกเถราปทาน๖. วัณณการกเถราปทาน๗. ปิยาลปุปผิยเถราปทาน๘. อัมพยาคทายกเถราปทาน๙. ชคติการกเถราปทาน๑๐. วาสิทายกเถราปทาน๑. ตุวรัฏฐิทายกเถราปทาน๒. นาคเกสริยเถราปทาน๓. นฬินเกสริยเถราปทาน๔. วิรวิปุปผิยเถราปทาน๕. กุฏิธูปกเถราปทาน๖. ปัตตทายกเถราปทาน๗. ธาตุปูชกเถราปทาน๘. สัตตสัตตลิปุปผปูชกเถราปทาน๙. พิมพิชาลิปุปผิยเถราปทาน๑๐. อุททาลทายกเถราปทาน๑. โถมกเถราปทาน๒. เอกาสนทายกเถราปทาน๓. จิตกปูชกเถราปทาน๔. จัมปกปุปผิยเถราปทาน๕. สัตตปาฏลิยเถราปทาน๖. อุปาหนทายกเถราปทาน๖. อุปาหนทายกเถราปทาน๘. ปัณณทายกเถราปทาน๙. กุฏิทายกเถราปทาน๑๐. อัคคปุปผิยเถราปทาน๑. อากาสุกขิปิยเถราปทาน๒. เตลมักขิยเถราปทาน๓. อัฑฒจันทิยเถราปทาน๔. ทีปทายกเถราปทาน๕. วิฬาลิทายกเถราปทาน๖. มัจฉทายกเถราปทาน๗. ชวหังสกเถราปทาน๘. สลฬปุปผิยเถราปทาน๙. อุปาคตหาสนิยเถราปทาน๑๐. ตรณิยเถราปทาน๑. สุวัณณพิพโพหนิยเถราปทาน๒. ติลมุฏฐิยเถราปทาน๓. จังโกฏกิยเถราปทาน๔. อัพภัญชนทายกเถราปทาน๕. เอกัญชลิยเถราปทาน๖. โปตถทายกเถราปทาน๗. จิตกปูชกเถราปทาน๘. อาลุวทายกเถราปทาน๙. ปุณฑรีกเถราปทาน๑๐. ตรณียเถราปทาน๑. ปัณณทายกเถราปทาน๒. ผลทายกเถราปทาน๓. ปัจจุคคมนิยเถราปทาน๔. เอกปุปผิยเถราปทาน๕. มฆวปุปผิยเถราปทาน๖. อุปัฏฐายิกเถราปทาน๗. อปทานิยเถราปทาน๘. สัตตาหปัพพชิตเถราปทาน๙. พุทธุปัฏฐายิกเถราปทาน๑๐. ปุพพังคมนิยเถราปทาน๑. จิตกปูชกเถราปทาน๒. ปุปผธารกเถราปทาน๓. ฉัตตทายกเถราปทาน๔. สัททสัญญกเถราปทาน๕. โคสีสนิกเขปกเถราปทาน๖. ปทปูชกเถราปทาน๗. เทสกิตตกเถราปทาน๘. สรณคมนิยเถราปทาน๙. อัมพปิณฑิยเถราปทาน๑๐. อนุสังสาวกเถราปทาน๑. ปทุมเกสริยเถราปทาน๒. สัพพคันธิยเถราปทาน๓. ปรมันนทายกเถราปทาน๔. ธัมมสัญญกเถราปทาน๕. ผลทายกเถราปทาน๖. สัมปสาทิกเถราปทาน๗. อารามทายกเถราปทาน๘. อนุเลปทายกเถราปทาน๙. พุทธสัญญิกเถราปทาน๑๐. ปัพภารทายกเถราปทาน๑. อารักขทายกเถราปทาน๒. โภชนทายกเถราปทาน๓. คตสัญญกเถราปทาน๔. สัตตปทุมิยเถราปทาน๕. ปุปผาสนทายกเถราปทาน๖. อาสนสันถวิกเถราปทาน๗. สัททสัญญกเถราปทาน๘. ติรังสิยเถราปทาน๙. นาลิปุปผิยเถราปทาน๑๐. กุมุทมาลิยเถราปทาน๑. อุมาปุปผิยเถราปทาน๒. ปุฬินปูชกเถราปทาน๓. หาสชนกเถราปทาน๔. ยัญญสามิกเถราปทาน๕. นิมิตตสัญญกเถราปทาน๖. อันนสังสาวกเถราปทาน๗. นิคคุณฑิปุปผิยเถราปทาน๘. สุมนาเวฬิยเถราปทาน๙. ปุปผฉัตติยเถราปทาน๑๐. สปริวารฉัตตทายกเถราปทาน๑. คันธธูปิยเถราปทาน๒. อุทกปูชกเถราปทาน๓. ปุนนาคปุปผิยเถราปทาน๔. เอกทุสสทายกเถราปทาน๕. ผุสิตกัมมิยเถราปทาน๖. ปภังกรเถราปทาน๗. ติณกุฏิทายกเถราปทาน๘. อุตตเรยยทายกเถราปทาน๙. ธัมมัสสวนิยเถราปทาน๑๐. อุกขิตตปทุมิยเถราปทาน๑. เอกปทุมิยเถราปทาน๒. ตีณุปปลมาลิยเถราปทาน๓. ธชทายกเถราปทาน๔. ตีณิกิงกณิปูชกเถราปทาน๕. นฬาคาริกเถราปทาน๖. จัมปกปุปผิยเถราปทาน๗. ปทุมปูชกเถราปทาน๘. ติณมุฏฐิทายกเถราปทาน๙. ตินทุกผลทายกเถราปทาน๑๐. เอกัญชลิยเถราปทาน๑. สัททสัญญิกเถราปทาน๒. ยวกลาปิยเถราปทาน๓. กิงสุกปูชกเถราปทาน๔. สโกสกโกรัณฑทายกเถราปทาน๕. ทัณฑทายกเถราปทาน๖. อัมพยาคุทายกเถราปทาน๗. สุปุฏกปูชกเถราปทาน๘. มัญจทายกเถราปทาน๙. สรณคมนิยเถราปทาน๑๐. ปิณฑปาติกเถราปทาน๑. มันทารวปุปผิยเถราปทาน๒. กักการุปุปผิยเถราปทาน๓. ภิสมุฬาลทายกเถราปทาน๔. เกสรปุปผิยเถราปทาน๕. อังโกลปุปผิยเถราปทาน๖. กทัมพปุปผิยเถราปทาน๗. อุททาลกปุปผิยเถราปทาน๘. เอกจัมปกปุปผิยเถราปทาน๙. ติมิรปุปผิยเถราปทาน๑๐. สลฬปุปผิยเถราปทาน๑. โพธิวันทกเถราปทาน๒. ปาฏลิปุปผิยเถราปทาน๓. ตีณุปปลมาลิยเถราปทาน๔. ปัตติปุปผิยเถราปทาน๕. สัตตปัณณิยเถราปทาน๖. คันธมุฏฐิยเถราปทาน๗. จิตกปูชกเถราปทาน๘. สุมนตาลวัณฏิยเถราปทาน๙. สุมนทามิยเถราปทาน๑๐. กาสุมาริผลทายกเถราปทาน๑. อัมพฏผลทายกเถราปทาน๒. ลพุชทายกเถราปทาน๓. อุทุมพรผลทายกเถราปทาน๔. ปิลักขผลทายกเถราปทาน๕. ผารุสผลทายกเถราปทาน๖. วัลลิผลทายกเถราปทาน๗. กทลิผลทายกเถราปทาน๘. ปนสผลทายกเถราปทาน๙. โสณโกฏิวีสเถราปทาน๑๐. พุทธาปทานชื่อปุพพกัมมปิโลติ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน๒. เสลเถราปทาน๓. สัพพกิตติกเถราปทาน๔. มธุทายกเถราปทาน๕. ปทุมกูฏาคาริกเถราปทาน๖. พักกุลเถราปทาน๗. คิริมานันทเถราปทาน๘. สลฬมัณฑปิยเถราปทาน๙. สัพพทายกเถราปทาน๑๐. อชิตเถราปทาน๑. ติสสเมตเตยยเถราปทาน๒. ปุณณกเถราปทาน๓. เมตตคูเถราปทาน๔. โธตกเถราปทาน๕. อุปสีวเถราปทาน๖. นันทกเถราปทาน๗. เหมกเถราปทาน๘. โตเทยยเถราปทาน๙. ชตุกัณณิกเถราปทาน๑๐. อุเทนเถราปทาน

Commentary

Scripture

๖. อุปาลิเถราปทาน

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

155 items1 editions

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

Front matter of the printed edition

๖. อุปาลิเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระอุบาลีเถระ (พระอุบาลีเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

ข้าพเจ้าเป็นพราหมณ์มีนามว่าสุชาตะ ในกรุงหงสวดี มีกองทรัพย์ ๘๐ โกฏิ มีทรัพย์และข้าวเปลือกเป็นอันมาก

เป็นผู้คงแก่เรียน ทรงมนตร์ จบไตรเพท สำเร็จในคัมภีร์พยากรณ์ลักษณะ คัมภีร์อิติหาสะ และไตรเพท อันเป็นธรรมของตน

ครั้งนั้น เหล่าปริพาชกผู้มีผมปอยเดียว สาวกของพระพุทธเจ้าผู้เป็นเชื้อสายพระอาทิตย์ และเหล่าดาบสผู้เที่ยวสัญจร พากันท่องเที่ยวไปบนพื้นแผ่นดิน

แม้พวกเขาก็พากันห้อมล้อมข้าพเจ้า ด้วยสำคัญว่า เป็นพราหมณ์ มีชื่อเสียง ชนจำนวนมากพากันบูชาข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าไม่บูชาใครๆ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าไม่เห็นใครว่าเป็นผู้ที่ควรบูชา จึงถือตัวจัด พระชินเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้นมาตราบใด คำว่า พุทธะ ก็ยังไม่มีตราบนั้น

เมื่อวันคืนล่วงไป พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงเป็นผู้นำ ผู้มีพระจักษุ เสด็จอุบัติขึ้นมาบรรเทาความมืดทั้งปวงในโลก

เมื่อศาสนาแผ่ไปกว้างขวาง มีท่านผู้รู้มากและเป็นปึกแผ่น ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าได้เสด็จเข้าไปยังกรุงหงสวดี

ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุพระองค์นั้น ได้ทรงแสดงธรรมเป็นประโยชน์แก่พระบิดา มีชุมนุมชนอยู่โดยรอบตลอดหนึ่งโยชน์ ตามเวลานั้น

ครั้งนั้น สุนันทดาบสได้รับสมมติจากหมู่ชน(ว่าเป็นเลิศ) ได้ใช้ดอกไม้บังแดดทั่วพุทธบริษัท

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศสัจจะ ๔ ณ มณฑปดอกไม้ที่งดงาม เหล่าสัตว์ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิได้บรรลุธรรม

พระพุทธเจ้าทรงบันดาลหยาดฝนคือพระธรรม ให้ตกลงตลอดทั้ง ๗ คืน ๗ วัน พอถึงวันที่ ๘ พระชินเจ้าก็ได้ทรงพยากรณ์สุนันทดาบสว่า

ท่านผู้นี้ เมื่อเวียนว่ายตายเกิดในเทวโลกหรือมนุษยโลก ก็จักเป็นผู้ประเสริฐกว่าใครทั้งหมด จักเวียนว่ายตายเกิดในภพทั้งหลาย

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป) พระศาสดาทรงพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ท่านผู้นี้จักเป็นบุตรของนางมันตานี มีนามว่าปุณณะ เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต จักเป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น

ครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพยากรณ์สุนันทดาบสอย่างนี้แล้ว ทำให้ประชาชนทั้งปวงร่าเริง ทรงแสดงกำลังของพระองค์

ครั้งนั้น ประชาชนประนมมือไหว้สุนันทดาบส แต่สุนันทดาบสครั้นทำสักการะในพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ได้ชำระคติ(กำเนิด)ของตนให้บริสุทธิ์หมดจด

เพราะข้าพเจ้าได้ฟังพระดำรัสของพระมุนี ณ ที่นั้น จึงได้มีความดำริว่า เราจักสั่งสมบุญ โดยประการที่จะได้พบพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม

ครั้นข้าพเจ้าคิดอย่างนี้แล้ว ก็คิดถึงกิจที่เราควรทำว่า เราจะบำเพ็ญบุญกรรมเช่นไร ในเนื้อนาบุญที่ยอดเยี่ยม

บรรดาภิกษุผู้เป็นนักสวดทั้งหมดในศาสนา ภิกษุรูปนี้เป็นนักสวดรูปหนึ่ง ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้เลิศในทางวินัย ตำแหน่งนั้นข้าพเจ้าปรารถนา แล้ว

โภคสมบัติของข้าพเจ้านี้นับประมาณมิได้ เปรียบดังห้วงน้ำที่ไม่มีอะไรๆ ทำให้กระเพื่อมได้ (นับไม่ได้) ข้าพเจ้าได้จ่ายโภคสมบัตินั้นสร้างอารามถวายพระพุทธเจ้า @เชิงอรรถ : @ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในที่นี้หมายถึงพระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตตระ (ขุ.อป.อ. ๑/๔๕๕/๓๓๓) @ ครั้งนั้น ในที่นี้หมายถึงก่อนที่พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระจะเสด็จอุบัติขึ้นมา (ขุ.อป.อ. ๑/๔๕๖/๓๓๓) @ ท่านได้เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระแต่งตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งพระวินัยธรผู้เลิศกว่าพระ @วินัยธรทุกรูป จึงได้สักการะพระศาสดาแล้วปรารถนาตำแหน่งนั้นบ้าง (ขุ.อป.อ. ๑/๔๕๙/๓๓๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ข้าพเจ้าจ่ายทรัพย์หนึ่งแสนซื้อสวนชื่อว่าโสภณะ ด้านทิศตะวันออกนคร สร้างให้เป็นสังฆาราม

ข้าพเจ้าได้สร้างเรือนยอด ปราสาท มณฑป เรือนโล้น ถ้ำ และที่จงกรมไว้ในสังฆารามอย่างดี

ข้าพเจ้าได้สร้างเรือนไฟ โรงไฟ โรงน้ำ และห้องอาบน้ำ ถวายแด่หมู่ภิกษุ

ข้าพเจ้าได้ถวายเก้าอี้นอน ตั่ง ภาชนะสำหรับใช้สอย คนวัด และเภสัชนั้นครบทุกอย่าง

ข้าพเจ้าได้จัดตั้งอารักขาไว้ ให้สร้างกำแพงอย่างมั่นคง ด้วยหวังว่า ใครๆ อย่าได้รบกวนอารามแห่งนั้น ของท่านผู้มีจิตสงบ ผู้คงที่เลย

ข้าพเจ้าได้จ่ายทรัพย์หนึ่งแสนสร้างที่อยู่ไว้ในสังฆาราม ครั้นให้สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงน้อมถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า

ข้าแต่พระมุนี ข้าพระองค์สร้างอารามเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอพระองค์ทรงรับเถิด ข้าแต่พระธีรเจ้าผู้มีพระจักษุ ข้าพระองค์ขอมอบถวายแด่พระองค์ ขอพระองค์ทรงรับเถิด

พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ทรงเป็นผู้นำ ทราบความดำริของข้าพเจ้าแล้ว จึงทรงรับไว้

ข้าพเจ้าทราบการรับของพระสัพพัญญู ผู้แสวงหาพระคุณอันยิ่งใหญ่ จึงตระเตรียมโภชนาหารแล้ว ไปกราบทูลภัตตกาล

เมื่อข้าพเจ้ากราบทูลภัตตกาลแล้ว พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงเป็นผู้นำ พร้อมด้วยพระขีณาสพ ๑,๐๐๐ รูป ได้เสด็จมาสู่อารามของข้าพเจ้า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ข้าพเจ้าทราบเวลาที่พระองค์ประทับนั่งเรียบร้อยแล้ว จึงอังคาสให้อิ่มหนำ ทราบเวลาที่เสวยเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้กราบทูลคำนี้ว่า

อารามชื่อโสภณะข้าพระองค์จ่ายทรัพย์หนึ่งแสนซื้อมา ได้สร้างจนเสร็จเรียบร้อยด้วยทรัพย์จำนวนเท่านั้นเช่นกัน ข้าแต่พระมุนี ขอพระองค์ทรงรับเถิด

ด้วยการถวายพระอารามแห่งนี้และด้วยการตั้งเจตนาไว้มั่น เมื่อข้าพระองค์บังเกิดในภพ ขอจงได้สิ่งที่ข้าพระองค์ปรารถนาเถิด

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรับสังฆาราม ที่ข้าพเจ้าสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ประทับนั่งท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า

เราจักพยากรณ์ผู้ที่ได้ถวายสังฆาราม ซึ่งสร้าง(กุฏิ ที่เร้น มณฑป ปราสาท เรือนโล้น และกำแพงเป็นต้น) เสร็จเรียบร้อยแล้วแด่พระพุทธเจ้า ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด

กองทัพ ๔ เหล่า คือ พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า จะแวดล้อมผู้นี้เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม

เครื่องดนตรี ๖๐,๐๐๐ ชิ้น กลองที่ประดับตกแต่งสวยงาม จะแวดล้อมผู้นี้เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม

สาวรุ่น ๘๖,๐๐๐ นาง ผู้ประดับตกแต่งสวยงาม สวมใส่ผ้าอาภรณ์อย่างงดงาม ห้อยตุ้มหูแก้วมณี {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

มีหน้ากลมโต มีปกติร่าเริง รูปร่างงาม เอวเล็กเอวบาง จักแวดล้อมผู้นี้เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม

ผู้นี้จักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๓๐,๐๐๐ กัป จักเป็นจอมเทพครองเทวสมบัติ ๑,๐๐๐ ชาติ

จักได้สิ่งของทุกอย่างที่ท้าวเทวราชจะพึงได้ เป็นผู้มีโภคทรัพย์ไม่รู้จักพร่อง ครองเทวสมบัติ

จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในแว่นแคว้น ๑,๐๐๐ ชาติ เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ กัป พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

ท่านผู้นี้จักมีนามว่าอุบาลี เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต เป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น

จักถึงความสำเร็จในวินัย เป็นผู้ฉลาดในฐานะและมิใช่ฐานะ ดำรงศาสนาของพระชินเจ้าไว้ได้ อยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

พระผู้มีพระภาคผู้โคดมศากยะผู้ประเสริฐ ทรงทราบความนั้นทั้งหมดแล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุ จักทรงตั้ง(อุบาลี)ไว้ในเอตทัคคะ @เชิงอรรถ : @ มีหน้ากลมโต ในที่นี้แปลตามบาลี อาฬารมุขา แต่อรรถกถาเป็น อาฬารปมฺหา (ขุ.อป.อ. ๑/๔๗๙/๓๓๕) @และข้ออื่นๆ ในเล่มเดียวกัน เช่นข้อ ๙๕/๑๐๕, ๗๖/๔๒๙ เป็น อาฬารปมฺหา เหมือนกันแปลว่า มีตากลมโต @ ฐานะและมิใช่ฐานะ หมายถึงเหตุและมิใช่เหตุ (ขุ.อป.อ. ๑/๔๘๕/๓๓๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ข้าพระองค์ปรารถนาศาสนาของพระองค์ เริ่มต้นตั้งแต่(หลายแสน)กัปที่นับมิได้ ข้าพระองค์ได้บรรลุประโยชน์นั้น ทั้งได้บรรลุความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวงตามลำดับ

คนถูกคุกคามด้วยพระราชอาญา ถูกเสียบไว้ที่หลาวแล้ว ไม่ได้ความสำราญที่หลาว ต้องการแต่จะหลุดพ้นไปอย่างเดียว ฉันใด

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถูกคุกคามด้วยอาชญาคือภพ ถูกเสียบไว้ที่หลาวคือกรรม ถูกเวทนาคือความกระหายบีบคั้นแล้ว

ไม่ประสบความสำราญในภพ ถูกไฟ ๓ กอง แผดเผาอยู่ แสวงหาอุบายรอดพ้น ดุจคนแสวงหาอุบายรอดพ้นจากพระราชอาญา ฉะนั้น

คนดื่มยาพิษ ถูกยาพิษบีบคั้น เขาจึงแสวงหายากำจัดยาพิษ

เมื่อแสวงหา จึงได้พบยากำจัดยาพิษ ดื่มยานั้นแล้วก็มีความสุข เพราะรอดพ้นจากยาพิษ ฉันใด

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ข้าพระองค์ก็เป็นเหมือนคนถูกยาพิษทำร้าย ถูกอวิชชาบีบคั้น จึงแสวงหายาคือพระสัทธรรม @เชิงอรรถ : @ ข้าพระองค์ปรารถนาศาสนาของพระองค์ คือข้าพเจ้าปรารถนาจะเป็นผู้เลิศกว่าใครๆ ในทางทรงจำวินัย @ในศาสนาของพระโคดมผู้มีพระภาค (ขุ.อป.อ. ๑/๔๘๗/๓๓๖) @ ไฟ ๓ กอง ได้แก่ ไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ หรือไฟในนรก ไฟที่เกิดขึ้นในกัป ไฟคือทุกข์ @(ขุ.อป.อ. ๑/๔๘๙-๔๙๐/๓๓๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

เมื่อแสวงหายาคือพระธรรมก็ได้พบศาสนาของพระศากยะ ศาสนานั้นเป็นยาชั้นเลิศกว่ายาทุกขนาน สำหรับบรรเทาลูกศรทุกชนิด

ข้าพระองค์ดื่มธรรมโอสถแล้วก็ถอนพิษได้ทั้งหมด ข้าพระองค์ได้สัมผัสพระนิพพาน ซึ่งไม่แก่ ไม่ตาย เป็นภาวะเย็นสนิท

คนถูกผีคุกคาม ถูกผีสิงบีบคั้น พึงแสวงหาหมอผี เพื่อรอดพ้นจากผี

เมื่อแสวงหา ก็ได้พบหมอผีผู้ฉลาดในวิชาไล่ผี หมอผีนั้นจึงขับไล่ผีให้คนนั้น และทำผีพร้อมทั้งต้นเหตุให้พินาศ ฉันใด

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถูกผีคือความมืด(คือกิเลส)เบียดเบียน จึงแสวงหาแสงสว่างคือญาณเพื่อรอดพ้นจากความมืด

ต่อมา ข้าพระองค์ได้พบพระศากยมุนีผู้ชำระความมืดคือกิเลส พระศากยมุนีนั้น ทรงบรรเทาความมืดให้ข้าพระองค์ ดุจหมอผีขับไล่ผีไป ฉะนั้น

ข้าพระองค์ได้ตัดกระแสการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว ห้ามกระแสแห่งตัณหาได้ ถอนภพขึ้นได้หมดสิ้น ดุจหมอผีขับไล่ผีไปพร้อมทั้งต้นเหตุ ฉะนั้น

พญาครุฑโฉบลงจับนาคซึ่งเป็นภักษาของตน ย่อมทำน้ำในสระใหญ่ให้กระเพื่อมถึง ๑๐๐ โยชน์ โดยรอบ @เชิงอรรถ : @ ลูกศรทุกชนิด ในที่นี้หมายถึงกิเลสมีราคะเป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๑/๔๙๔/๓๓๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ครั้นพญาครุฑนั้นจับนาคได้แล้ว เบียดเบียนนาค ให้ห้อยหัวลง มันจับนาคพาบินไปได้ตามความปรารถนา ฉันใด

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ข้าพระองค์ก็เหมือนพญาครุฑที่มีพลัง แสวงหาอสังขตธรรม ได้ชำระโทษทั้งหลายแล้ว

ข้าพระองค์ได้เห็นธรรมอันประเสริฐ จึงยึดถือเอาสันติบท อันยอดเยี่ยมนี้อยู่ ดุจพญาครุฑจับนาคไป ฉะนั้น

เถาวัลย์ชื่ออาสาวดี เกิดในสวนจิตรลดาแล้ว ล่วงไป ๑,๐๐๐ ปี เถาวัลย์นั้นจึงจะเกิดผลผลหนึ่ง

เทพทั้งหลาย เข้าไปนั่งเฝ้าเถาวัลย์ชื่ออาสาวดีนั้น เมื่อกาลนานๆ จะมีผลสักคราว เถาวัลย์ชื่ออาสาวดีนั้นเป็นเถาวัลย์ชั้นสูงสุด เป็นที่รักใคร่ของเหล่าเทวดาอย่างนี้

นับได้ ๑๐๐,๐๐๐ ปี (นับจากกัปนี้ไป) ข้าพระองค์จึงจะได้ปรนนิบัติพระมุนีนั้นนอบน้อมทั้งเช้าเย็น ดุจเหล่าเทวดาได้เข้าไปเฝ้าเถาวัลย์ชื่ออาสาวดีทั้งเช้าเย็น ฉะนั้น

การปรนนิบัติ(พระพุทธเจ้า)ไม่เป็นหมัน(เปล่าประโยชน์) และการนอบน้อมก็ไม่เปล่าประโยชน์ ถึงข้าพระองค์จะมาจากที่ไกล ขณะ ก็มิได้ล่วงเลยข้าพระองค์ไป @เชิงอรรถ : @ อสังขตธรรม หมายถึงธรรมที่ปัจจัยมิได้ปรุงแต่ง ธรรมที่ไม่ได้เกิดจากปัจจัย ได้แก่ พระนิพพาน @(ขุ.อป.อ. ๑/๕๐๓/๓๓๘) @ สันติบท หมายถึงนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๕๐๔/๓๓๘) @ อาสาวดี เป็นชื่อของผิวพรรณที่ได้ยาก ท่านก็กล่าวถึงเถาวัลย์อาสาวดีที่หายากมากในหมู่เทพยดา @เป็นเถาวัลย์ที่เหล่าเทวดาต้องการ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๐๕/๓๓๙) @ ขณะ ในที่นี้หมายถึงขณะการเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า (ขุ.อป.อ. ๑/๕๐๘/๓๓๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ข้าพระองค์ค้นหาการถือปฏิสนธิในภพก็ไม่เห็น เพราะข้าพระองค์ไม่มีอุปธิ หลุดพ้นแล้ว(จากกิเลสทั้งปวง) มีจิตสงบระงับเที่ยวไป

ธรรมดาดอกปทุมพอได้สัมผัสแสงดวงอาทิตย์ ก็แย้มบานทุกเมื่อ ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงมีความเพียรมาก ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นบานแล้ว(คือสำเร็จมรรคผลนิพพาน) เพราะรัศมีแห่งพระพุทธเจ้า

ในกำเนิดนกยาง ย่อมไม่มีนกยางตัวผู้ในกาลทุกเมื่อ เมื่อเมฆฝนคำรน(เมื่อฟ้าร้อง) นกยางตัวเมียจึงจะตั้งครรภ์ได้ ในกาลทั้งปวง

นกยางตัวเมียเหล่านั้นจะตั้งครรภ์อยู่นาน ตราบเท่าที่เมฆฝนยังไม่คำราม พวกมันจะพ้นจากภาระ(จะออกไข่) ได้ก็ต่อเมื่อเมฆฝนตกลงมา ฉันใด

ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงคำรนด้วยเมฆฝนคือพระธรรม ก็ได้ตั้งครรภ์คือธรรม ด้วยเสียงแห่งเมฆฝนคือธรรม

ใช้เวลาตั้ง ๑๐๐,๐๐๐ กัป ข้าพระองค์ จึงจะได้ตั้งครรภ์คือบุญ ข้าพระองค์ยังไม่พ้นจากภาระ ตราบเท่าที่เมฆฝนคือพระธรรมยังไม่คำรน

ข้าแต่พระศากยมุนี พระองค์ทรงคำรน ด้วยเมฆฝนคือพระธรรมในกรุงกบิลพัสดุ์ที่น่ารื่นรมย์ในกาลใด ในกาลนั้นข้าพระองค์ก็จะพ้นจากภาระ @เชิงอรรถ : @ ภาระ ในที่นี้หมายถึงภาระคือการเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในสังสารวัฏ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๑๕/๓๔๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ธรรมแม้นั้น คือ สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ และผล ๔ ทั้งปวง ข้าพระองค์ก็ได้บรรลุแล้ว ภาณวารที่ ๒ จบ

ข้าพระองค์ปรารถนาคำสอนของพระองค์นานจนนับกัปไม่ได้ ข้าพระองค์ได้บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว ทั้งได้สันติบท อันยอดเยี่ยมตามลำดับ

ข้าพระองค์ถึงความสำเร็จในวินัย เป็นเหมือนภิกษุผู้แสวงคุณผู้มีชื่อเสียง ไม่มีภิกษุรูปอื่นจะเสมอเหมือนข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทรงจำคำสั่งสอนไว้ได้

ในวินัยปิฎกทั้งสิ้นนี้ คือ ในวินัย ในขันธกะ ในปริจเฉท ๓ (คือ ในสังฆาทิเสส ๓ หมวด และปาจิตตีย์ ๓ หมวด) @เชิงอรรถ : @ สันติบท หมายถึงพระนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๕๑๗/๓๔๑) @ วินัย หมายถึงอุภโตวิภังค์, ขันธกะ หมายถึงมหาวรรคและจุลวรรค (ขุ.อป.อ. ๑/๕๑๙/๓๔๑) @ ติกสังฆาทิเสส อาบัติสังฆาทิเสส ๓ หมวด เป็นข้อกำหนด ๓ ประการของพระวินัยธร ผู้จะตัดสินอธิกรณ์ @จะต้องตรวจดูว่าต้องอาบัติสังฆาทิเสส ในข้อกำหนดไหน ใน ๓ ประการนั้น เช่น นางภิกษุณี เรียกนาง @ภิกษุณีอื่นที่ถูกภิกษุณีสงฆ์ยกออกจากหมู่โดยชอบธรรม ชอบด้วยวินัย ชอบด้วยสัตถุศาสน์ กลับเข้าหมู่ @เช่นนี้ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสส โดยสถานใดสถานหนึ่ง ในข้อกำหนด ๓ ประการ คือ (๑) มีความเข้าใจ @กรรมที่ภิกษุณีสงฆ์ทำโดยชอบธรรมว่าเป็นกรรมที่ภิกษุณีสงฆ์ทำโดยชอบธรรมเรียกนางภิกษุณี ที่ถูกลงโทษ @กลับเข้าหมู่ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส (๒) มีความสงสัยในกรรมที่ภิกษุณีสงฆ์ทำโดยชอบธรรม เรียกนาง @ภิกษุณีที่ถูกลงโทษกลับเข้าหมู่ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส (๓) มีความเข้าใจกรรมที่ภิกษุณีสงฆ์ทำโดยชอบ @ธรรมว่า เป็นกรรมที่ภิกษุณีสงฆ์ทำโดยไม่ชอบธรรม เรียกนางภิกษุณีที่ถูกลงโทษกลับเข้าหมู่ ต้องอาบัติ @สังฆาทิเสส ติกปาจิตตีย์ อาบัติปาจิตตีย์ ๓ หมวด คือภิกษุต้องอาบัติปาจิตตีย์ โดยสถานใดสถานหนึ่ง @ในข้อกำหนด ๓ ประการ เช่น ภิกษุเก็บอดิเรกจีวรไว้เกิน ๑๐ วันแล้ว (๑) มีความสำคัญว่าเกิน ๑๐ @วันแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ (๒) มีความสงสัยว่าเกิน ๑๐ วันแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ (๓) มีความสำคัญว่า @ยังไม่เกิน ๑๐ วัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ (ดู วิ.มหา. (แปล) ๒/๔๖๘/๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน ในหมวดที่ ๕ ข้าพระองค์ไม่มีความสงสัยอักขระ(คือสระ) หรือแม้ในพยัญชนะเลย

ข้าพระองค์ฉลาดในวิธีข่ม ในการกระทำคืน ในฐานะที่ควรและฐานะที่ไม่ควร ในการเรียกภิกษุผู้ถูกลงโทษกลับเข้าหมู่ และในการช่วยให้ภิกษุออกจากอาบัติ ถึงความสำเร็จในการกระทำทางวินัยกรรมทุกอย่าง

ข้าพระองค์ตั้งบทไว้ในวินัยและขันธกะ และขยายอุภโตวิภังค์ เรียก(ภิกษุผู้ถูกลงโทษ)กลับเข้าหมู่โดยกิจ(หน้าที่)

ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในนิรุตติศาสตร์ และฉลาดในประโยชน์และสิ่งมิใช่ประโยชน์ สิ่งที่ข้าพระองค์ไม่รู้ไม่มี ข้าพระองค์เป็นผู้เลิศผู้หนึ่งในศาสนาของพระศาสดา

ในวันนี้ ข้าพระองค์มองเห็นรูปคดี บรรเทาความสงสัยได้ทุกอย่าง ในศาสนาของพระศากยบุตร ตัดความลังเลได้หมดสิ้น

ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในฐานะทั้งปวง คือ บทหน้า บทหลัง อักขระ พยัญชนะ คำเริ่มต้น และคำลงท้าย

เหมือนอย่างพระราชาผู้มีพลัง ทรงจับไพร่พลของพระราชาผู้เป็นปฏิปักษ์ ให้เดือดร้อน ชนะสงครามแล้ว รับสั่งให้สร้างนครไว้ในที่นั้น

พึงรับสั่งให้สร้างกำแพง รับสั่งให้ขุดคูรอบ ตั้งเสาระเนียด สร้างซุ้มประตู สร้างป้อมต่างๆ ไว้ในนคร เป็นอันมาก @เชิงอรรถ : @ ในหมวดที่ ๕ ในที่นี้ หมายถึงปริวาร (ชื่อคัมภีร์พระวินัยปิฎก หมวดสุดท้ายใน ๕ หมวด คือ อาทิกัมมิกะ @ปาจิตตีย์ มหาวรรค จูฬวรรค ปริวาร) (ขุ.อป.อ. ๑/๕๑๙/๓๔๑) @ ข้าพระองค์มองเห็นรูปคดี ในอรรถกถาเป็น รูปทกฺเข แก้ว่า ในคราวมองเห็นรูปก็คือในการวินิจฉัยวินัย @(ขุ.อป.อ. ๑/๕๒๓/๓๔๒) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

พึงรับสั่งให้สร้างถนนสี่แยก ทางแยก ร้านตลาด จัดสรรไว้เป็นอย่างดี สร้างศาลสถิตยุติธรรมเป็นที่ตัดสินคดีความไว้ในนครนั้น

เพื่อป้องกันอริราชศัตรู เพื่อจะรู้ช่องทาง(ดีร้าย) เพื่อดูแลรักษากำลังพล พระราชาเจ้านครนั้น จึงทรงแต่งตั้งแม่ทัพไว้

เพื่อรักษาสิ่งของ พระองค์จึงทรงแต่งตั้งคนที่ฉลาด ในการเก็บรักษาสิ่งของ ให้เป็นผู้รักษาสิ่งของ ด้วยตั้งพระทัยว่า สิ่งของของเราอย่าเสียหายไปเลย

ผู้ใดสมัครสมานกับพระราชา และปรารถนาความเจริญรุ่งเรืองแก่พระราชา พระราชาย่อมมอบหน้าที่แก่ผู้นั้น เพื่อปฏิบัติตอบแทนต่อมิตร

พระราชาพระองค์นั้น ย่อมทรงแต่งตั้งผู้ที่ฉลาดในลางบอกเหตุ ในนิมิตและในลักษณะ ผู้คงแก่เรียน ผู้ทรงมนตร์ ไว้ในตำแหน่งปุโรหิต @เชิงอรรถ : @ บาทคาถาว่า สมคฺโค โหติ โส รญฺโญ ฉบับพม่าและอรรถกถาเป็น มมตฺโต โหติ โย รญฺโญ เดิมแปลว่า @เขาเป็นผู้พร้อมเพรียงกับพระราชา ปรารถนาความเจริญรุ่งเรืองแก่ผู้ใด ย่อมมอบหน้าที่ คือความเป็นใหญ่ @ในการวินิจฉัยแก่ผู้นั้นเพื่อปฏิบัติเพื่อความเป็นมิตร โส เขาสามัคคีกับพระราชาพอฟังได้ แต่ถ้าจะตั้งคน @ที่ตนชอบพอให้เป็นคนตัดสินคดีความ คงไม่ได้ เพราะ โส คงแทนนามนามที่กล่าวชื่อมาแล้ว คือ คนที่ดูแล @รักษาสิ่งของ ถ้าจะว่า โส แทนบทว่า ราชา ก็ฟังไม่ขึ้น ราชาที่ไหนมาสามัคคีกับราชานี้ จึงแปลตามแนว @ฉบับพม่าและอรรถกถา (มมตฺโต โหติ โย รญฺโญติ โย ปณฺฑิโต รญฺโญ มมตฺโต มามโก ปกฺขปาโต @โหติ. วุทฺธึ ยสฺส จ อิจฺฉตีติ อสฺส รญฺโญ วุฑฺฒึ จ วิรุฬฺหึ โย อิจฺฉติ กาเมติ, ตสฺส อิตฺถมฺภูตสฺส ราชา @อธิกรณํ วินิจฺฉยาธิปจฺจํ เทติ มิตฺตสฺส มิตฺตภาวสฺส ปฏิปชฺชิตุนฺติ สมฺพนฺโธ ขุ.อป.อ. ๑/๕๓๐/๓๔๔) @ ผู้ที่ฉลาดลางบอกเหตุ หมายถึงผู้บอกคัมภีร์ไวยากรณ์แก่ศิษย์จำนวนมาก ผู้ทรงจำมนต์ ได้แก่ ผู้ทรง @จำไตรเพท (พระเวท ๓ เป็นคัมภีร์สูงสุดของศาสนาพราหมณ์ ได้แก่ (๑) ฤคเวท ประมวลบทความ @สรรเสริญ เทพเจ้า (๒) ยชุรเวท ประกอบด้วยบทสวดอ้อนวอนในพิธีบูชายัญต่างๆ (๓) สามเวท @ประมวลบทเพลงขับ สำหรับสวดแล้วร้องเป็นทำนองในพิธีบูชายัญ @ต่อมาเพิ่มอาถรรพเวท ว่าด้วยคาถาอาคมทางไสยศาสตร์เข้ามาอีกเป็น ๔ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๓๑/๓๔๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

พระราชาพระองค์นั้นทรงสมบูรณ์ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ พสกนิกรจึงขนานพระนามว่ากษัตริย์ เหล่าอำมาตย์จึงถวายการอารักขาพระราชาทุกเมื่อ ดุจนกจักรพากเฝ้ารักษานกผู้ประสบทุกข์

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นดุจกษัตริย์ ผู้ขจัดข้าศึกศัตรูได้แล้ว ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลกจึงขนานพระนามว่าธรรมราชา

พระองค์ทรงปราบเหล่าเดียรถีย์ ทรงกำจัดมารพร้อมทั้งเสนามาร ทรงขจัดความมืดมนอนธการแล้ว ได้ทรงสร้างนครคือพระธรรมไว้

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร ในนครคือพระธรรมนั้น พระองค์มีศีลเป็นปราการ มีพระญาณเป็นซุ้มประตู มีศรัทธาเป็นเสาระเนียด และมีความสังวรเป็นนายประตู

ข้าแต่พระมุนี พระองค์มีสติปัฏฐานเป็นป้อม มีพระปัญญาเป็นชุมทาง มีอิทธิบาทเป็นถนนสี่แยก ธรรมวิถี พระองค์ก็ทรงสร้างไว้ดีแล้ว

พระองค์มีพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม และพระพุทธพจน์มีองค์ ๙ แม้ทั้งมวล นี้เป็นธรรมสภา @เชิงอรรถ : @ พระพุทธพจน์มีองค์ ๙ คือ (๑) สุตตะ พระสูตรทั้งหลาย รวมทั้งพระวินัยปิฎกและนิทเทส (๒) เคยยะ @ข้อความ ที่มีร้อยแก้วและร้อยกรองผสมกัน คือพระสูตรที่มีคาถารวมอยู่ด้วยทั้งหมด (๓) เวยยากรณะ @ไวยากรณ์ คือความร้อยแก้วล้วน ได้แก่ พระอภิธรรมปิฎกทั้งหมด และพระสูตรที่ไม่มีคาถา (๔) คาถา @ความร้อยกรองล้วน เช่น ธรรมบท เถรีคาถา (๕) อุทาน พระคาถาพุทธอุทาน (๖) อิติวุตตกะ พระสูตร @ที่เรียกว่าอิติวุตตกะ มี ๑๑๒ สูตร (๗) ชาตกะ ชาดก ๕๐๐ เรื่อง (๘) อัพภูตธรรม เรื่องอัศจรรย์ @คือ พระสูตรที่กล่าวถึง ข้ออัศจรรย์ต่างๆ (๙) เวทัลละ พระสูตรแบบถามตอบ เช่นจูฬเวทัลลสูตร @มหาเวทัลลสูตร) (ขุ.อะ-ปะ.อ. ๑/๕๓๗/๓๔๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

พระองค์มีสุญญตวิหารธรรม(ธรรมเป็นเครื่องอยู่อันว่าง) อนิมิตตวิหารธรรม(ธรรมเป็นเครื่องอยู่ไม่มีนิมิต) อัปปณิหิตวิหารธรรม(ธรรมเป็นเครื่องอยู่ไม่มีความตั้งปรารถนา) อาเนญชวิหารธรรม (ธรรมเป็นเครื่องอยู่ไม่หวั่นไหว) นิโรธวิหารธรรม (ธรรมเป็นเครื่องอยู่คือความดับ) นี้เป็นธรรมกุฎี

พระเถระผู้เลิศด้วยปัญญา ที่ทรงแต่งตั้งไว้ ฉลาดในปฏิภาณ มีนามว่าสารีบุตร เป็นจอมทัพธรรมของพระองค์

ข้าแต่พระมุนี พระเถระผู้ฉลาดในจุติและปฏิสนธิ ถึงความสำเร็จแห่งฤทธิ์ มีนามว่าโกลิตะ (โมคคัลลานะ) เป็นปุโรหิตของพระองค์

ข้าแต่พระมุนี พระเถระผู้ดำรงวงศ์เก่าแก่ มีเดชแผ่ไป หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก เป็นผู้เลิศด้วยธุดงค์คุณ(มีนามว่ากัสสปะ)เป็นผู้พิพากษาของพระองค์

ข้าแต่พระมุนี พระเถระผู้เป็นพหูสูต ผู้ทรงธรรม เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้สวดสาธยายทุกรูป ในศาสนา มีนามว่าอานนท์ เป็นผู้รักษาธรรมของพระองค์

พระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงละพระเถระเหล่านี้ทุกรูป ทรงมุ่งเฉพาะข้าพระองค์ แล้วทรงประทานการวินิจฉัยวินัย ซึ่งบัณฑิตผู้รู้แสดงไว้แล้วแก่ข้าพระองค์ @เชิงอรรถ : @ อาเนญชวิหารธรรม หมายถึงสามัญผล (ผลแห่งความเป็นสมณะ) ๔ ที่ไม่เปลี่ยนแปลง (คือโสดาปัตติผล @สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล (ขุ.อป.อ. ๑/๕๓๘/๓๔๖), ที.ปา. ๑๑/๓๕๔/๒๔๖ @ นิโรธ ในที่นี้หมายถึงพระนิพพานเป็นที่ดับทุกข์ทั้งปวง (ขุ.อป.อ. ๑/๕๓๘/๓๔๖) @ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้สวดสาธยายทุกรูป แปลมาจากศัพท์ สพฺพปาฐิ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๔๒/๓๔๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

สาวกของพระพุทธองค์ บางรูปไต่ถามปัญหาในวินัย ในปัญหาที่ถามมานั้น ข้าพระองค์ไม่ต้องคิด(ลังเล) ย่อมอธิบายปัญหานั้นได้เลย

ข้าแต่พระมหามุนีตลอดพุทธเขต ยกเว้นพระองค์ ในพระวินัยไม่มีใครผู้เช่นกับข้าพระองค์ ผู้ที่ยิ่งกว่าจักมีแต่ที่ไหน

พระผู้มีพระภาคผู้โคดม ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว บันลืออย่างนี้ว่า ผู้เสมอกับอุบาลีในพระวินัย และในขันธกะ(คือในมหาวรรค จูฬวรรคและปริวาร)ไม่มี

สำหรับท่านผู้เห็นพระวินัยเป็นหลักสำคัญ นวังคสัตถุศาสตร์ เท่าที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ทั้งหมดพระศาสดาตรัสไว้ในวินัย

พระผู้มีพระภาคผู้โคดมศากยะผู้ประเสริฐ ทรงระลึกถึงกรรมของข้าพระองค์ ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว ทรงแต่งตั้งข้าพระองค์ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ

ข้าพระองค์ได้ปรารถนาตำแหน่งนี้นานนับได้ ๑๐๐,๐๐๐ กัป ข้าพระองค์ได้บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว ถึงความสำเร็จในวินัย @เชิงอรรถ : @ วินัย หมายถึงอุภโตวิภังค์ วินัยทั้งฝ่ายภิกษุและฝ่ายภิกษุณี @ คำว่า วินเย กถิตํ สพฺพํ ฉบับพม่าเป็น วินโยคธํ ตํ สพฺพํ ในอรรถกถาก็มีนัยเช่นนี้ โดยพระอรรถ- @กถาจารย์แก้เป็น สพฺพํ วินโยคธํ ตํ วินเย อนฺโตปวิฏฺฐํ วินยมูลกํ อิจฺเจวํ ปสฺสิโน ปสฺสนฺตสฺส @(ขุ.อป.อ. ๑/๕๔๗/๓๔๗) @คาถานี้ เดิมแปลว่า เรากล่าวสัตถุศาสน์มีองค์ ๙ ตลอดถึงที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วทั้งหมดไว้ใน @พระวินัยแก่บุคคลผู้เห็นมูลพระวินัย (ฉบับสังคายนา) @ข้อความตามนัยเดิมนั้น ดูกระไรอยู่ เพราะทำให้สงสัยว่าพระอุบาลีจะเป็นผู้จัดนวังคสัตถุศาสน์ไว้ @ในพระวินัยหรือ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

เมื่อก่อน ข้าพระองค์เป็นช่างกัลบก (ช่างตัดผม) เป็นผู้ทำให้เจ้าศากยะทั้งหลายเกิดความเพลิดเพลิน ได้ละชาติกำเนิดนั้นแล้วมาเป็นบุตร ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

ในกัปที่ ๒ นับจากภัทรกัปนี้ไป ได้มีกษัตริย์พระนามว่าอัญชสะ ทรงเดชานุภาพหาที่สุดมิได้ ทรงยศหาประมาณมิได้ เป็นพระเจ้าแผ่นดินมีพระราชทรัพย์มาก

ข้าพระองค์ได้เป็นขัตติยกุมารมีนามว่าจันทนะ เป็นโอรสของพระราชาพระองค์นั้น เป็นคนมีกิริยาแข็งกระด้าง เพราะความมัวเมาในชาติตระกูล ในยศ และในโภคะ

ช้างตระกูลมาตังคะ ๑๐๐,๐๐๐ เชือก ตกมัน ๓ แห่งประดับด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง แวดล้อมข้าพระองค์อยู่ทุกเมื่อ

ครั้งนั้น ข้าพระองค์มีกำลังพลของตนห้อมล้อม ต้องการจะประพาสอุทยาน จึงทรงช้างชื่อสิริกะออกจากนครไป

พระสัมพุทธเจ้า พระนามว่าเทวละ ผู้เพียบพร้อมด้วยจรณะ คุ้มครองทวาร สำรวมด้วยดี เสด็จมาข้างหน้าของข้าพระองค์ @เชิงอรรถ : @ พระสัมพุทธเจ้า ในที่นี้หมายถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า (ขุ.อป.อ. ๑/๕๕๕/๓๔๙) @ จรณะ หมายถึงจรณธรรม ๑๕ มีสีลสังวรเป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๑/๕๕๕/๓๔๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ครั้งนั้น ข้าพระองค์ได้ไสช้างสิริกะไป จะให้ทำร้ายพระพุทธเจ้า เพราะเหตุนั้น ช้างนั้นเหมือนเกิดความโกรธยกเท้าไม่ขึ้น

ข้าพระองค์เห็นช้างเสียใจ จึงโกรธพระพุทธเจ้า เบียดเบียนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วได้ไปอุทยาน

เพราะการจะให้ช้างทำร้ายนั้นเป็นเหตุ ข้าพระองค์จึงมิได้ประสบความสำราญ ศีรษะเป็นเหมือนมีไฟลุกโพลงอยู่ ข้าพระองค์ถูกความเร่าร้อนเผาไหม้อยู่ เหมือนปลาติดเบ็ด

แผ่นดินซึ่งมีสมุทรสาครเป็นที่สุด ย่อมปรากฏแก่ข้าพระองค์เป็นดุจไฟลุกท่วม ข้าพระองค์ได้เข้าเฝ้าพระราชบิดาแล้วกราบทูลคำนี้ว่า

หม่อมฉันได้ทำร้ายพระพุทธเจ้า ผู้เป็นพระสยัมภูพระองค์ใด ผู้เป็นดังอสรพิษที่ถูกทำให้โกรธ ดังกองไฟที่ลามมา ดังช้างพลายตัวตกมัน

พระพุทธชินเจ้า ผู้มีตบะแก่กล้า ถูกข้าพระองค์รุกราน พวกเราชาวเมืองทั้งปวงจักพินาศ พวกเราจักขอขมาพระมุนีนั้น @เชิงอรรถ : @ แปลตามอรรถกถา (ขุ.อป.อ. ๑/๕๖๐/๓๕๐) ท่านเปรียบพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าว่า @เป็นดังอสรพิษร้ายบ้าง ดังกองไฟบ้าง ดังราชสีห์ชาติไกรสรบ้าง ดังช้างตกมันบ้าง คนที่เข้าใกล้อสรพิษ @กองไฟลุกโชติช่วง ราชสีห์ดุร้าย ช้างตกมัน ย่อมได้รับอันตราย ฉันใด ผู้ที่ทำร้ายพระพุทธเจ้า @พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ย่อมประสบบาปกรรมใหญ่หลวง ก็ฉันนั้น @ดังบาลีว่า @อาสีวิโส ยถา โฆโร มิคราชาว เกสรี @มตฺโตว กุญฺชโร ทนฺโต เอวํ พุทฺธา ทุราสทา. @(ขุ.อป. ๓๒/๒๗๐/๔๔๙) @คาถาที่ ๕๖๐ นี้ เดิมแปลอสรพิษร้าย และกองไฟเป็นอุปมาของช้าง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

หากพวกเราจักไม่ขอขมาพระองค์(พระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ผู้ฝึกตนแล้ว ผู้มีจิตตั้งมั่น แว่นแคว้นของเราจักพินาศภายในวันที่ ๗

พระเจ้าสุเมขลราช พระเจ้าโกสิยราช พระเจ้าสิคควราช พระเจ้าสัตตกราชเหล่านั้นพร้อมเสนา ได้รุกรานท่านฤๅษีทั้งหลายแล้ว ได้ถึงความทุกข์ยาก

ท่านฤๅษีทั้งหลาย ผู้สำรวมแล้ว ประพฤติประเสริฐ ย่อมโกรธในกาลใด ในกาลนั้นย่อมทำมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลก ท้องทะเล และภูเขา ให้พินาศไป

ข้าพระองค์จึงสั่งให้ประชาชนมาประชุมกันในพื้นที่ ประมาณ ๓,๐๐๐ โยชน์ เพื่อต้องการจะแสดงโทษ จึงเข้าไปหาพระสยัมภูพุทธเจ้า

ประชาชน(พร้อมทั้งข้าพระองค์)ทั้งหมด มีผ้าเปียก ศีรษะเปียก ประนมมือ พากันหมอบลงแทบพระยุคลบาทของพระสยัมภูพุทธเจ้า แล้วได้กราบเรียนคำนี้ว่า

ข้าแต่ท่านผู้มีความเพียรมาก ขอพระคุณเจ้าโปรดยกโทษเถิด ประชาชนอ้อนวอนพระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าโปรดช่วยบรรเทาความเร่าร้อน และขอพระคุณเจ้าอย่าได้ทำแว่นแคว้นให้พินาศเลย

มวลมนุษย์พร้อมทั้งเทวดา ทานพ และรากษส จะพึงเอาค้อนเหล็กทุบศีรษะของข้าพระองค์ ในกาลทุกเมื่อ @เชิงอรรถ : @ ทานพ หมายถึงอสูรจำพวกหนึ่ง รากษส หมายถึงยักษ์ร้าย, ผีเสื้อน้ำ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๖๘/๓๕๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

(พระพุทธเจ้าตรัสว่า) ไฟย่อมไม่เกิดในน้ำ พืชย่อมไม่งอกบนแผ่นหิน กิมิชาติ ย่อมไม่เกิดในยาพิษ ฉันใด ความโกรธย่อมไม่เกิดในพระพุทธเจ้า ฉันนั้น

แผ่นดินไม่หวั่นไหว ฉันใด พระพุทธเจ้าใครๆ ก็ให้กำเริบไม่ได้ ฉันนั้น ทะเลประมาณมิได้ ฉันใด พระพุทธเจ้ามีพระคุณประมาณมิได้ ฉันนั้น และอากาศไม่มีที่สุด ฉันใด พระพุทธเจ้ามีพระคุณไม่มีที่สุด ฉันนั้น

พระพุทธเจ้าทั้งหลายฝึกฝนตนแล้ว มีความเพียรมาก มีการงดโทษให้แก่ผู้อื่นและมีตบะ ท่านผู้มีความอดทนและมีการอดโทษให้ แก่ผู้อื่น จะไม่มีการลุอำนาจอคติ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้นกล่าวดังนี้แล้วได้บรรเทาความเร่าร้อน เหาะขึ้นไปบนท้องฟ้าต่อหน้ามหาชน ในครั้งนั้น

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร เพราะกรรมนั้น ข้าพระองค์จึงได้เข้าถึงภาวะที่เลวทราม ล่วงเลยชาตินั้นมาเข้าสู่นคร(คือนิพพาน)ซึ่งไม่มีภัย

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก แม้ในครั้งนั้น พระสยัมภูพุทธเจ้าเห็นข้าพระองค์ถูกไฟแผดเผาอยู่ @เชิงอรรถ : @ กิมิชาติ หมายถึงสัตว์จำพวกหนอน @ อรรถกถาเป็น ธีราติ ธีร ธิติสมฺปนฺน (ขุ.อป.อ. ๑/๕๗๓/๓๕๒) ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นปราชญ์ (เป็นคำร้อง @เรียกที่พระอุบาลีเรียกพระพุทธเจ้าอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ได้เล่าประวัติในอดีตของตนมาแล้ว) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน (แต่)ดำรงอยู่ด้วยดี จึงทรงบรรเทาความเร่าร้อนให้ ข้าพเจ้าจึงทูลขอพระสยัมภูงดโทษให้

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก แม้ในวันนี้ พระผู้มีพระภาคทรงช่วยข้าพระองค์ผู้ถูกไฟ ๓ กอง แผดเผาอยู่ ให้ถึงภาวะสงบเย็น และทรงช่วยดับไฟ ๓ กองให้แล้ว

ขอให้ท่านทั้งหลายผู้เงี่ยโสตสดับ จงตั้งใจฟังข้าพเจ้ากล่าว ข้าพเจ้าจะบอกประโยชน์แก่ท่านทั้งหลาย โดยประการที่ข้าพเจ้าได้เห็นบท แล้ว

ข้าพเจ้าดูหมิ่นพระสยัมภูพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีจิตสงบ มีจิตตั้งมั่น เพราะกรรมนั้น ในปัจจุบันนี้ จึงมาเกิดในชาติตระกูลต่ำ

ท่านทั้งหลายอย่าได้พลาดขณะ ไปเลย เพราะเหล่าสัตว์ผู้ล่วงเลยขณะไปย่อมเศร้าโศก ขอท่านทั้งหลายพึงพยายามในประโยชน์ตนเถิด ขณะท่านทั้งหลายให้สำเร็จแล้ว

พระผู้มีพระภาคตรัสบอกยาสำรอกแก่บุคคลบางพวก ยาถ่ายแก่บุคคลบางพวก ยาพิษร้ายแรงแก่บุคคลบางพวก และยารักษาแก่บุคคลบางพวก @เชิงอรรถ : @ ฉบับเก่าประธานของประโยคคือ ตฺวํ (คือ สัพพนาม แทน คำว่า ภควา ซึ่งพระอุบาลี กำลังกราบทูลอยู่) @ดูตามความแล้ว หมายถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าในอดีต และอรรถกถาก็ขึ้น ปจฺเจกพุทฺโธ เป็นประธาน @ ไฟ ๓ กอง หมายถึงไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ หรือไฟนรก ไฟในเปรตวิสัยและไฟในสังสารวัฏ @(ขุ.อป.อ. ๑/๕๗๕/๓๕๓) @ บท ในที่นี้หมายถึงพระนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๕๗๖/๓๕๓) @ ขณะในที่นี้ หมายถึงขณะเป็นที่พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น (ขุ.อป.อ. ๑/๕๗๘/๓๕๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

คือพระผู้มีพระภาค ตรัสบอกยาสำรอกแก่บุคคลผู้ปฏิบัติ ตรัสบอกยาถ่ายแก่บุคคลผู้ดำรงอยู่ในผล ตรัสบอกยารักษาโรคแก่บุคคลผู้ได้ผลแล้ว ตรัสบอกบุญเขตแก่บุคคลผู้แสวงบุญ

ตรัสบอกยาพิษร้ายแรง(คือบาปอกุศล) แก่บุคคลผู้เป็นข้าศึกต่อศาสนา ยาพิษร้ายแรงย่อมแผดเผานรชนนั้น เหมือนอสรพิษร้าย ฉะนั้น

ยาพิษร้ายแรงที่บุคคลดื่มแล้วเพียงครั้งเดียว ก็ย่อมทำให้เสียชีวิตได้ บุคคลทำผิดต่อศาสนาแล้ว ย่อมถูกแผดเผานับเป็นโกฏิกัป

พระองค์ทรงช่วยสัตว์โลกพร้อมทั้งเทวโลกให้ข้ามพ้น(สังสารวัฏ) ด้วยขันติ ด้วยความไม่เบียดเบียน และด้วยจิตประกอบด้วยเมตตา เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น เป็นผู้อันท่านทั้งหลายให้พิโรธไม่ได้

พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงเป็นเช่นพื้นปฐพี ไม่ทรงติดข้องในลาภ ในความเสื่อมลาภ ในความสรรเสริญ ในความถูกดูหมิ่น เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น เป็นผู้อันท่านทั้งหลายให้พิโรธไม่ได้

พระมุนีทรงมีพระทัยสม่ำเสมอในสัตว์ทั้งปวง คือ ในพระเทวทัต นายขมังธนู โจรองคุลีมาล พระราหุล และช้างธนบาล

พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น ไม่มีความแค้นเคือง ไม่มีความกำหนัด เหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงมีพระทัยสม่ำเสมอในชนทั้งหมด คือในนายขมังธนู และในพระโอรส {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ท่านทั้งหลายได้พบผ้ากาสาวะอันเป็นธงชัยของพระฤๅษี ซึ่งเปื้อนคูถ ถูกทิ้งไว้ที่หนทาง ก็พึงประนมมือเหนือศีรษะแล้วไหว้เถิด

พระพุทธเจ้าเหล่าใดทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยธงชัยนี้ เพราะเหตุนั้น จึงควรนอบน้อมพระพุทธเจ้าเหล่านั้น

ข้าพเจ้าทรงจำวินัยที่ดีงาม เช่นกับองค์แทนพระศาสดาไว้ด้วยหทัย ข้าพเจ้านมัสการวินัยอยู่ในกาลทั้งปวง

วินัยเป็นที่อาศัยของข้าพเจ้า เป็นที่ยืนเดินของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสำเร็จการอยู่ในวินัย วินัยเป็นอารมณ์ของข้าพเจ้า

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ภิกษุชื่ออุบาลีถึงความสำเร็จในวินัย เป็นผู้ฉลาดในวิธีระงับอธิกรณ์ ขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระศาสดา

ข้าพเจ้านั้น เที่ยวไปจากหมู่บ้านสู่หมู่บ้าน จากเมืองสู่เมือง นมัสการอยู่ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระธรรมซึ่งเป็นธรรมดี

กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าถอนได้แล้ว อาสวะทั้งปวงก็สิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก

การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๙๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๗. อัญญาโกณฑัญญเถราปทาน

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระอุบาลีเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ อุปาลิเถราปทานที่ ๖ จบ

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้