This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระอภิธรรมปิฎก ·

เล่ม ๓๗ · กถาวัตถุปกรณ์

Other items in this volume

นิคหะ ที่ ๑นิคหะ ที่ ๒นิคหะ ที่ ๓นิคหะ ที่ ๔นิคหะ ที่ ๕นิคหะ ที่ ๖นิคหะ ที่ ๗นิคหะ ที่ ๘สุทธิกสังสันทนาโอปัมมสังสันทนาจตุกกนยสังสันทนาลักขณยุตติกตาวจนโสธนะปัญญัตตานุโยคคติอนุโยคอุปาทาปัญญัตตานุโยคกัลยาณวรรคอภิญญานุโยคญาตกานุโยคปกิณณกะปริหานิกถาพรหมจริยกถาโอธิโสกถาชหติกถาสัพพมัตถีติกถาอดีตขันธาติกถาเอกัจจมัตถีติกถาสติปัฏฐานกถาเหวัตถีติกถาปรูปหารกถาอัญญาณกถากังขากถาปรวิตารณากถาวจีเภทกถาทุกขาหารกถาจิตตฐิติกถากุกกุฬกถาอนุปุพพาภิสมยกถาโวหารกถานิโรธกถาพลกถาอริยันติกถาวิมุจจติกถาวิมุจจมานกถาอัฏฐมกกถาอัฏฐมกัสส อินทริยกถาทิพพจักขุกถาทิพพโสตกถายถากัมมูปคตญาณกถาสังวรกถาอสัญญกถาเนวสัญญานาสัญญายตนกถาคิหิสส อรหาติกถาอุปปัตติกถาอนาสวกถาสมันนาคตกถาอุเบกขาสมันนาคตกถาโพธิยา พุทโธติกถาลักษณกถานิยาโมกกันติกถาสมันนาคตกถา อีกกถาหนึ่งสัพพสัญโญชนปหานกถาวิมุตตกถาอเสกขญาณกถาวิปรีตกถานิยามกถาปฏิสัมภิทากถาสัมมติญาณกถาจิตตารัมมณกถาอนาคตญาณกถาปัจจุปปันนญาณกถาผลญาณกถานิยามกถาปฏิจจสมุปปาทกถาสัจจกถาอารุปปกถานิโรธสมาปัตติกถาอากาสกถาอากาโสสนิทัสสโนติกถาปฐวีธาตุ สนิทัสสนาตยาทิกถาจักขุนทริยสนิทัสสนันติอาทิกถากายกัมมสนิทัสสนันติกถาสังคหิตกถาสัมปยุตตกถาเจตสิกกถาทานกถาปริโภคมยปุญญกถาอิโตทินนกถาปฐวีกัมมวิปาโกติกถาชรามรณวิปาโกติกถาอริยธัมมวิปากกถาวิปาโก วิปากธัมมธัมโมติกถาฉคติกถาอันตราภวกถากามคุณกถากามกถารูปธาตุกถาอรูปธาตุกถารูปธาตุยา อายตนะกถาอรูเป รูปกถารูปังกัมมันติกถาชีวิตินทริยกถากัมมเหตุกถาอานิสังสกถาอมตารัมมณกถารูปังสารัมมณันติกถาอนุสยา อนารัมมณาติกถาญาณัง อนารัมมณันติกถาอตีตารัมมณกถาอนาคตารัมมณกถาวิตักกานุปติตกถาวิตักกวิปผารสัททกถานยถาจิตตัสสวาจาติกถานยถาจิตตัสสกายกัมมันติกถาอตีตานาคตปัจจุปปันนกถานิโรธกถารูปังมัคโคติกถาปัญจวิญญาณสมังคิมัคคภาวนากถาปัญจวิญญาณา กุสลาปีติกถาปัญจวิญญาณา สาโภคาติกถาทวีหิ สีเลหิ สมันนาคโตติกถาสิลัง อเจตสิกันติกถาสีลัง นจิตตานุปริวัตตีติกถาสมาทานเหตุกกถาวิญญัตติสีลันติกถาอวิญญัตติ ทุสสีลยันติกถาติสโสปิ อนุสยกถาญาณกถาญาณังจิตตวิปปยุตตันติกถาอิทังทุกขันติกถาอิทธิพลกถาสมาธิกถาธัมมัฏฐิตตากถาอนิจจตากถาสังวโรกัมมันติกถากัมมกถาสัทโทวิปาโกติกถาสฬายตนกถาสัตตักขัตตุปรมกถาโกลังโกลเอกวีชีกถาชีวิตาโวโรปนกถาทุคคติกถาสัตตมภวิกกถากัปปัฏฐกถากุสลจิตตปฏิลาภกถาอนันตราปยุตตกถานิยตัสสนิยามกถานีวุตกถาสัมมุขีภูตกถาสมาปันโน อัสสาเทติกถาอสาตราคกถาธัมมตัณหา อัพยากตาติกถาธัมมตัณหา นทุกขสมุทโยติกถากุสลากุสลปฏิสันทหนกถาสฬายตนุปปัตติกถาอนันตรปัจจยกถาอริยรูปกถาอัญโญ อนุสโยติกถาปริยุฏฐาน จิตตวิปปยุตตันติกถาปริยาปันนกถาอัพยากตกถาอปริยาปันนกถาปัจจยตากถาอัญญมัญญปัจจยกถาอัทธากถาขณลยมุหุตตกถาอาสวกถาชรามรณกถาสัญญาเวทยิตกถาสัญญาเวทยิตกถา ที่ ๒สัญญาเวทยิตกถา ที่ ๓อสัญญสัตตูปิกากถากัมมูปจยกถานิคคหกถาปัคคหกถาสุขานุปปทานกถาอธิคัยหมนสิการกถารูปังเหตูติกถารูปังสเหตุกันติกถารูปังกุสลากุสลันติกถารูปังวิปาโกติกถารูปังรูปาวจรารูปาวจรันติกถารูปราโค รูปธาตุปริยาปันโนติอาทิกถาอัตถิ อรหโต ปุญญูปจโยติกถานัตถิ อรหโต อกาลมัจจูติกถาสัพพมิทัง กัมมโตติกถาอินทริยพัทธกถาฐเปตวา อริยมัคคันติกถานวัตตัพพัง สังโฆ ทักขิณัง ปฏิคคัณหาตีติกถานวัตตัพพัง สังโฆ ทักขิณัง วิโสเธตีติกถานวัตตัพพัง สังโฆ ภุญชตีติกถานวัตตัพพัง สังฆัสส ทินนัง มหัปผลันติกถานวัตตัพพัง พุทธัสส ทินนัง มหัปผลันติกถาทักขิณาวิสุทธิกถามนุสสโลกกถาธัมมเทสนากถากรุณากถาคันธชาติกถาเอกมัคคกถาฌานสังกันติกถาฌานันตริกกถาสมาปันโน สัททัง สุณาตีติกถาจักขุนา รูปัง ปัสสตีติกถากิเลสชหนกถาสุญญตากถาสามัญญผลกถาปัตติกถาตถตากถากุสลกถาอัจจันตนิยามกถาอินทริยกถาอสัญจิจจกถาญาณกถานิรยปาลกถาติรัจฉานกถามัคคกถาญาณกถาสาสนกถาอวิวิตตกถาสัญโญชนกถาอิทธิกถาพุทธกถาสัพพทิสากถาธรรมกถากรรมกถาปรินิพพานกถากุสลจิตตกถาอาเนญชกถาธัมมาภิสมยกถากถาทั้ง ๓อัพยากตกถาอาเสวนปัจจยตากถาขณิกกถาเอกาธิปปายกถาอรหันตวัณณกถาอิสสริยกามการิกากถาราคปฏิรูปกาทิกถาอปรินิปผันนกถาอุทาน

Scripture · พระอภิธรรมปิฎก

สมันนาคตกถา

ข้อ ๙๐๓–๙๓๒พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์30 items2 editions

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination

Front matter of the printed edition

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ สมันนาคตกถา

สกวาที พระอรหันต์ประกอบด้วยผล ๔ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยผัสสะ ๔ ด้วยเวทนา ๔ ด้วยสัญญา ๔ ด้วย เจตนา ๔ ด้วยจิต ๔ ด้วยศรัทธา ๔ ด้วยวิริยะ ๔ ด้วยสติ ๔ ด้วย สมาธิ ๔ ด้วยปัญญา ๔ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. พระอนาคามีประกอบด้วยผล ๓ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีประกอบด้วยผัสสะ ๓ ฯลฯ ด้วยปัญญา ๓ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. พระสกทาคามีประกอบด้วยผล ๒ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีประกอบด้วยผัสสะ ๒ ฯลฯ ด้วยปัญญา ๒ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยโสดาปัตติผลหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์เป็นพระโสดาบันผู้สัตตขัตตุปรมะ ผู้โกลังโกละ ผู้เอกพีชี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยสกทาคามิผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์เป็นพระสกทาคามี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยอนาคามิผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ผู้อุปหัจจปรินิพพายี ผู้ อสังขารปรินิพพายี ผู้สสังขารปรินิพพายี ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. พระอนาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผลหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีเป็นพระโสดาบันผู้สัตตขัตตุปรมะ ผู้โกลังโกละ ผู้เอกพีชี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอนาคามีประกอบด้วยสกทาคามิผลหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีเป็นพระสกทาคามีหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. พระสกทาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผลหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีเป็นพระโสดาบันผู้สัตตขัตตุปรมะ ผู้โกลังโกละ ผู้เอกพีชี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. ผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล พึงกล่าวว่า โสดาบัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยโสดาปัตติผลหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์องค์นั้น พระโสดาบันก็องค์นั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. ผู้ประกอบด้วยสกทาคามิผล พึงกล่าวว่า สกทาคามี หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยสกทาคามิผลหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์องค์นั้น พระสกทาคามีก็องค์นั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. ผู้ประกอบด้วยอนาคามิผล พึงกล่าวว่า อนาคามี หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยอนาคามิผลหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์องค์นั้น พระอนาคามีก็องค์นั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. ผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล พึงกล่าวว่า โสดาบัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผลหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีองค์นั้น พระโสดาบันก็องค์นั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. ผู้ประกอบด้วยสกทาคามิผล พึงกล่าวว่า สกทาคามี หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีประกอบด้วยสกทาคามิผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีองค์นั้น พระสกทาคามีก็องค์นั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. ผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล พึงกล่าวว่า โสดาบัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีองค์นั้น พระโสดาบันก็องค์นั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยโสดาปัตติผลหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์เลยโสดาปัตติผลไปแล้ว มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พระอรหันต์เลยโสดาปัตติผลไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระ อรหันต์ประกอบด้วยโสดาปัตติผล

ส. พระอรหันต์เลยโสดาปัตติผลไปแล้ว ยังชื่อว่าประกอบด้วยโสดาปัตติผล นั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์เลยโสดาปัตติมรรคไปแล้ว เลยสักกายทิฏฐิวิจิกิจฉา สีลัพ- พตปรามาส ราคะที่เป็นอปายคามี โทสะที่เป็นอปายคามี โมหะที่เป็น อปายคามี ไปแล้ว ยังชื่อว่าประกอบด้วยโมหะที่เป็นอปายคามีนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยสกทาคามิผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์เลยสกทาคามิผลไปแล้ว มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พระอรหันต์เลยสกทาคามิผลไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระ อรหันต์ประกอบด้วยสกทาคามิผล

ส. พระอรหันต์เลยสกทาคามิผลไปแล้ว ยังชื่อว่าประกอบด้วยสกทาคามิผล นั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์เลยสกทาคามิมรรคไปแล้ว เลยกามราคะอย่างหยาบ พยาบาท อย่างหยาบไปแล้ว ยังชื่อว่า ประกอบด้วยพยาบาทอย่างหยาบนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยอนาคามิผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์เลยอนาคามิผลไปแล้ว มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พระอรหันต์เลยอนาคามิผลไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระ อรหันต์ประกอบด้วยอนาคามิผล

ส. พระอรหันต์เลยอนาคามิผลไปแล้ว ยังชื่อว่าประกอบด้วยอนาคามิผลนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์เลยอนาคามิมรรคไปแล้ว เลยกามราคะอย่างละเอียด พยาบาท อย่างละเอียดไปแล้ว ยังชื่อว่า ประกอบด้วยพยาบาทอย่างละเอียดนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. พระอนาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีเลยโสดาปัตติผลไปแล้ว มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พระอนาคามีเลยโสดาปัตติผลไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระ- อนาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผล

ส. พระอนาคามีเลยโสดาปัตติผลไปแล้ว ยังชื่อว่าประกอบด้วยโสดาปัตติผล นั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีเลยโสดาปัตติมรรคไปแล้ว เลยสักกายทิฏฐิ ฯลฯ โมหะ ที่เป็นอปายคามีไปแล้ว ยังชื่อว่า ประกอบด้วยโมหะที่เป็นอปายคามีนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. พระอนาคามีประกอบด้วยสกทาคามิผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีเลยสกทาคามิผลไปแล้ว มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พระอนาคามีเลยสกทาคามิผลไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระ- อนาคามีประกอบด้วยสกทาคามิผล

ส. พระอนาคามีเลยสกทาคามิผลไปแล้ว ยังชื่อว่าประกอบด้วยสกทาคามิผล นั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีเลยสกทาคามิมรรคไปแล้ว เลยกามราคะอย่างหยาบ พยาบาท อย่างหยาบไปแล้ว ยังชื่อว่าประกอบด้วยพยาบาทอย่างหยาบนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. พระสกทาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีเลยโสดาปัตติผลไปแล้ว มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พระสกทาคามีเลยโสดาปัตติผลไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระ สกทาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผล

ส. พระสกทาคามีเลยโสดาปัตติผลไปแล้ว ยังชื่อว่าประกอบด้วยโสดาปัตติผล นั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีเลยโสดาปัตติมรรคไปแล้ว เลยสักกายทิฏฐิ ฯลฯ โมหะ ที่เป็นอปายคามีไปแล้ว ยังชื่อว่าประกอบด้วยโมหะที่เป็นอปายคามีนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระอรหันต์ประกอบด้วยผล ๔ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระอรหันต์ได้ผล ๔ แล้ว และไม่เสื่อมจากผล ๔ นั้น มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า พระอรหันต์ได้ผล ๔ และไม่เสื่อมจากผล ๔ นั้น ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านจึงต้องกล่าวว่า พระอรหันต์ประกอบด้วยผล ๔

ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระอนาคามีประกอบด้วยผล ๓ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระอนาคามีได้ผล ๓ แล้ว และไม่เสื่อมจากผล ๓ นั้น มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า พระอนาคามี ได้ผล ๓ และไม่เสื่อมจากผล ๓ นั้น ด้วยเหตุนั้น นะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระอนาคามีประกอบด้วยผล ๓

ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระสกทาคามีประกอบด้วยผล ๒ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระสกทาคามี ได้ผล ๒ แล้ว และไม่เสื่อมจากผล ๒ นั้น มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า พระสกทาคามี ได้ผล ๒ แล้ว และไม่เสื่อมจากผล ๒ นั้น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระสกทาคามีประกอบด้วยผล ๒

ส. พระอรหันต์ ได้ผล ๔ แล้ว และไม่เสื่อมจากผล ๔ นั้น เพราะเหตุนั้น พระอรหันต์จึงชื่อว่า ประกอบด้วยผล ๔ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ได้มรรค ๔ แล้วไม่เสื่อมจากมรรค ๔ นั้น เพราะเหตุนั้น พระอรหันต์จึงชื่อว่า ประกอบด้วยมรรค ๔ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. พระอนาคามี ได้ผล ๓ แล้ว และไม่เสื่อมจากผล ๓ นั้น เพราะเหตุนั้น พระอนาคามีจึงชื่อว่า ประกอบด้วยผล ๓ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีได้มรรค ๓ แล้ว และไม่เสื่อมจากมรรค ๓ นั้น เพราะเหตุ นั้น พระอนาคามีจึงชื่อว่า ประกอบด้วยมรรค ๓ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. พระสกทาคามี ได้ผล ๒ แล้ว และไม่เสื่อมจากผล ๒ นั้น เพราะเหตุนั้น พระสกทาคามีจึงชื่อว่า ประกอบด้วยผล ๒ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีได้มรรค ๒ แล้ว และไม่เสื่อมจากมรรค ๒ นั้น เพราะ เหตุนั้น พระสกทาคามีจึงชื่อว่า ประกอบด้วยมรรค ๒ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สมันนาคตกถา จบ -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย