ปัญหาวาร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปญฺหาวาโร
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๑ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๘ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๒ ปัจฉิมอนุโลมติกปัฏฐาน ปัญหาวาร
อาจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส ธมฺมสฺส เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย อาจยคามี เหตู สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดยเหตุปัจจัย คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย โดยเหตุปัจจัย
อาจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย อาจยคามี เหตู จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดยเหตุ-*ปัจจัย คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย โดยเหตุปัจจัย
อาจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส จ เนวาจยคามิ- นาปจยคามิสฺส จ ธมฺมสฺส เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย อาจยคามี เหตู สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม และเนวาจยคามินาปจย-*คามิธรรม โดยเหตุปัจจัย คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏ-*ฐานรูปทั้งหลาย โดยเหตุปัจจัย
อปจยคามิ ธมฺโม อปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ตีณิ ฯ
อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อปจยคามิธรรม โดยเหตุปัจจัย มี ๓ นัย
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย เนวาจยคามินาปจยคามี เหตู สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ปฏิสนฺธิกฺขเณ เนวาจยคามินาปจยคามี เหตู สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ กฏตฺตา จ รูปานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรมโดยเหตุปัจจัย คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย โดยเหตุปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ เหตุทั้งหลายที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และกฏัตตารูปทั้งหลาย โดยเหตุปัจจัย
อาจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ทานํ ทตฺวา สีลํ สมาทิยิตฺวา อุโปสถกมฺมํ กตฺวา ตํ ปจฺจเวกฺขติ ปุพฺเพ สุจิณฺณานิ ปจฺจเวกฺขติ ฌานา วุฏฺฐหิตฺวา ฌานํ ปจฺจเวกฺขติ เสกฺขา ปหีเน กิเลเส ปจฺจเวกฺขนฺติ วิกฺขมฺภิเต กิเลเส ปจฺจเวกฺขนฺติ ปุพฺเพ สมุทาจิณฺเณ กิเลเส ชานนฺติ เสกฺขา วา ปุถุชฺชนา วา อาจยคามี ขนฺเธ อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสนฺติ อสฺสาเทนฺติ อภินนฺทนฺติ ตํ อารพฺภ ราโค อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิ ... วิจิกิจฺฉา ... อุทฺธจฺจํ ... โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชติ เจโตปริยญาเณน อาจยคามิจิตฺตสมงฺคิสฺส จิตฺตํ ชานนฺติ อากาสานญฺจายตนกุสลํ วิญฺญาณญฺจายตนกุสลสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย อากิญฺจญฺญายตนกุสลํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนกุสลสฺส อาจยคามี ขนฺธา อิทฺธิวิธญาณสฺส เจโตปริยญาณสฺส ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณสฺส ยถากมฺมูปคญาณสฺส อนาคตํสญาณสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดยอารัมมณปัจจัย คือ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรมแล้ว พิจารณากุศลกรรมนั้นบุคคลพิจารณากุศลกรรมทั้งหลายที่เคยสั่งสมไว้แล้วในกาลก่อน บุคคลออกจากฌานแล้ว พิจารณาฌาน พระเสกขบุคคลทั้งหลายพิจารณากิเลสที่ละแล้ว พิจารณากิเลสที่ข่มแล้ว รู้ซึ่งกิเลสทั้งหลายที่เคยเกิดขึ้นแล้วในกาลก่อน พระเสกขบุคคล หรือ ปุถุชน พิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่งเพราะปรารภขันธ์นั้น ราคะเกิดขึ้น ทิฏฐิ ฯลฯ วิจิกิจฉา ฯลฯ อุทธัจจะ ฯลฯ โทมนัสเกิดขึ้น บุคคลรู้จิตของบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยจิตที่เป็นอาจยคามิธรรม โดยเจโตปริยญาณ อากาสานัญจายตนกุศล เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณัญจายตนกุศล โดยอารัมมณปัจจัยอากิญจัญญายตนกุศล เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนกุศล ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ แก่เจโตปริยญาณ แก่บุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่ยถากัมมุปคญาณ แก่อนาคตังสญาณ โดยอารัมมณปัจจัย
อาจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย อรหา ปหีเน กิเลเส ปจฺจเวกฺขติ ปุพฺเพ สมุทาจิณฺเณ กิเลเส ชานาติ อาจยคามี ขนฺเธ อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสติ เจโตปริยญาเณน อาจยคามิจิตฺตสมงฺคิสฺส จิตฺตํ ชานาติ เสกฺขา วา ปุถุชฺชนา วา อาจยคามี ขนฺเธ อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสนฺติ กุสเล นิรุทฺเธ วิปาโก ตทารมฺมณตา อุปฺปชฺชติ อาจยคามี ขนฺเธ อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ อารพฺภ ราโค อุปฺปชฺชติ โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชติ อกุสเล นิรุทฺเธ วิปาโก ตทารมฺมณตา อุปฺปชฺชติ อากาสานญฺจายตนกุสลํ วิญฺญาณญฺจายตนวิปากสฺส จ กิริยสฺส จ อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย อากิญฺจญฺญายตนกุสลํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนวิปากสฺส จ กิริยสฺส จ อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย อาจยคามี ขนฺธา เจโตปริยญาณสฺส ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณสฺส ยถากมฺมูปคญาณสฺส อนาคตํสญาณสฺส อาวชฺชนาย อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดย อารัมมณปัจจัย คือ พระอรหันต์พิจารณากิเลสที่ละแล้ว รู้ซึ่งกิเลสทั้งหลายที่เคยเกิดขึ้นแล้วในกาล-*ก่อน บุคคลพิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา บุคคลรู้จิตของบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยจิตที่เป็นอาจยคามิธรรม โดยเจโตปริยญาณ พระเสกขบุคคล หรือ ปุถุชน พิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา เมื่ออกุศลดับไปแล้ว ตทารัมมณจิตที่เป็นวิบากเกิดขึ้น บุคคลย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง ซึ่งขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม เพราะปรารภขันธ์นั้น ราคะเกิดขึ้น โทมนัสเกิดขึ้น เมื่อกุศลดับไปแล้ว ตทารัมมณจิตที่เป็นวิบากเกิดขึ้น อากาสานัญจายตนกุศล เป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนวิบาก และกิริยา โดยอารัมมณปัจจัย อากิญจัญญายตนกุศล เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนวิบาก และกิริยาโดยอารัมมณปัจจัย ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ แก่ปุพเพนิวาสานุส-*สติญาณ แก่ยถากัมมุปคญาณ แก่อนาคตังสญาณ แก่อาวัชชนะ โดยอารัมมณปัจจัย
อปจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย เสกฺขา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ปจฺจเวกฺขนฺติ เจโตปริยญาเณน อปจยคามิจิตฺตสมงฺคิสฺส จิตฺตํ ชานนฺติ อปจยคามี ขนฺธา เจโตปริยญาณสฺส ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณสฺส อนาคตํสญาณสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดยอารัมมณปัจจัย คือ พระเสกขบุคคลทั้งหลายออกจากมรรคแล้ว พิจารณามรรค รู้จิตของบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยจิตที่เป็นอปจยคามิธรรม โดยเจโตปริยญาณ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ แก่ปุพเพนิวาสานุส-*สติญาณ แก่อนาคตังสญาณ โดยอารัมมณปัจจัย
อปจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย อรหา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ปจฺจเวกฺขติ เจโตปริยญาเณน อปจยคามิจิตฺตสมงฺคิสฺส จิตฺตํ ชานาติ อปจยคามี ขนฺธา เจโตปริยญาณสฺส ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณสฺส อนาคตํสญาณสฺส อาวชฺชนาย อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดย อารัมมณปัจจัย คือ พระอรหันต์ออกจากมรรคแล้ว พิจารณามรรค รู้จิตของบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยจิตที่เป็นอปจยคามิธรรม โดยเจโตปริยญาณ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ แก่ปุพเพนิวาสานุส-*สติญาณ แก่อนาคตังสญาณ แก่อาวัชชนะ โดยอารัมมณปัจจัย
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย อรหา ผลํ ปจฺจเวกฺขติ นิพฺพานํ ปจฺจเวกฺขติ นิพฺพานํ ผลสฺส อาวชฺชนาย อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย อรหา จกฺขุํ อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสติ โสตํ ... วตฺถุํ ... เนวาจยคามินาปจยคามี ขนฺเธ อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสติ ทิพฺเพน จกฺขุนา รูปํ ปสฺสติ ทิพฺพาย โสตธาตุยา สทฺทํ สุณาติ เจโตปริยญาเณน เนวาจยคามินาปจยคามิจิตฺตสมงฺคิสฺส จิตฺตํ ชานาติ อากาสานญฺจายตนกิริยํ วิญฺญาณญฺจายตนกิริยสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย อากิญฺจญฺญายตนกิริยํ เนวสญฺญา- นาสญฺญายตนกิริยสฺส รูปายตนํ จกฺขุวิญฺญาณสฺส โผฏฺฐพฺพายตนํ กายวิญฺญาณสฺส เนวาจยคามินาปจยคามี ขนฺธา อิทฺธิวิธญาณสฺส เจโตปริยญาณสฺส ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณสฺส อนาคตํสญาณสฺส อาวชฺชนาย อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิ- *ธรรม โดยอารัมมณปัจจัย คือ พระอรหันต์พิจารณาผล พิจารณานิพพาน นิพพาน เป็นปัจจัยแก่ผล แก่อาวัชชนะ โดยอารัมมณปัจจัย พระอรหันต์พิจารณาเห็นจักขุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา โสตะ ฯลฯ หทัยวัตถุ ฯลฯ พิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิ-*ธรรม โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา เห็นรูปด้วยทิพพจักขุ ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุ รู้จิตของบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยจิต ที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดยเจโตปริยญาณ อากาสานัญจายตนกิริยา เป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนกิริยา โดยอารัมมณปัจจัยอากิญจัญญายตนกิริยา เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนกิริยา รูปายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ โผฏฐัพพาตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ แก่เจโต-*ปริยญาณ แก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่อนาคตังสญาณ แก่อาวัชชนะ โดยอารัมมณปัจจัย
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย เสกฺขา ผลํ ปจฺจเวกฺขนฺติ นิพฺพานํ ปจฺจเวกฺขนฺติ นิพฺพานํ โคตฺรภุสฺส โวทานสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย เสกฺขา วา ปุถุชฺชนา วา จกฺขุํ อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสนฺติ อสฺสาเทนฺติ อภินนฺทนฺติ ตํ อารพฺภ ราโค อุปฺปชฺชติ โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชติ โสตํ ... วตฺถุํ ... เนวาจยคามินาปจยคามี ขนฺเธ อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสนฺติ อสฺสาเทนฺติ อภินนฺทนฺติ ตํ อารพฺภ ราโค อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ วิจิกิจฺฉา ... โทมนสฺสํ ... ทิพฺเพน จกฺขุนา รูปํ ปสฺสนฺติ ทิพฺพาย โสตธาตุยา สทฺทํ สุณนฺติ เจโตปริยญาเณน เนวาจยคามินาปจยคามิ- จิตฺตสมงฺคิสฺส จิตฺตํ ชานาติ เนวาจยคามินาปจยคามี ขนฺธา อิทฺธิวิธญาณสฺส เจโตปริยญาณสฺส ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณสฺส อนาคตํสญาณสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดย อารัมมณปัจจัย คือ พระเสกขบุคคลทั้งหลายพิจารณาผล พิจารณานิพพาน นิพพาน เป็นปัจจัยแก่โคตรภู แก่โวทาน โดยอารัมมณปัจจัย พระเสกขบุคคล หรือ ปุถุชน พิจารณาเห็นจักขุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภจักขุนั้น ราคะเกิดขึ้น โทมนัสเกิดขึ้น โสตะ ฯลฯ หทัยวัตถุ ฯลฯ พิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิ-*ธรรม โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภโสตะเป็นต้นนั้น ราคะเกิดขึ้น ทิฏฐิเกิดขึ้น วิจิกิจฉา ฯลฯ โทมนัสฯลฯ เห็นรูปด้วยทิพพจักขุ ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุ รู้จิตของบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยจิต ที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดยเจโตปริยญาณ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ แก่เจโตปริยญาณ แก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่อนาคตังสญาณ โดยอารัมมณปัจจัย
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโม อปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย นิพฺพานํ มคฺคสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อปจยคามิธรรม โดยอารัมมณปัจจัย คือ นิพพาน เป็นปัจจัยแก่มรรค โดยอารัมมณปัจจัย
อาจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณาธิปติ สหชาตาธิปติ ฯ อารมฺมณาธิปติ: ทานํ ทตฺวา สีลํ สมาทิยิตฺวา อุโปสถกมฺมํ กตฺวา ตํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขติ ปุพฺเพ สมุทาจิณฺณานิ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขติ ฌานา วุฏฺฐหิตฺวา ฌานํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขติ อาจยคามี ขนฺเธ ครุํ กตฺวา อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ ครุํ กตฺวา ราโค อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ ฯ สหชาตาธิปติ: อาจยคามิ อธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดยอธิปติปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรมแล้วกระทำกุศลกรรมนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้วพิจารณา บุคคลกระทำกุศลกรรมทั้งหลายที่เคยสั่งสมไว้แล้วในกาลก่อน ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้วพิจารณา บุคคลออกจากฌาน กระทำฌานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้วพิจารณา บุคคลกระทำขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้วย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะกระทำขันธ์นั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะเกิดขึ้นทิฏฐิเกิดขึ้น ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่อธิปติธรรมที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตต-*ขันธ์ทั้งหลาย โดยอธิปติปัจจัย
อาจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ สหชาตาธิปติ: อาจยคามิ อธิปติ จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดยอธิปติ- *ปัจจัย มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่อธิปติธรรมที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย โดยอธิปติปัจจัย
อาจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส จ เนวาจยคามิ- นาปจยคามิสฺส จ ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ สหชาตาธิปติ: อาจยคามิ อธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม และเนวาจยคามินาปจย-*คามิธรรม โดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่อธิปติธรรมที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย โดยอธิปติปัจจัย
อปจยคามิ ธมฺโม อปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ สหชาตาธิปติ: อาจยคามิ อธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อปจยคามิธรรม โดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่อธิปติธรรมที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย โดยอธิปติปัจจัย
อปจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อารมฺมณาธิปติ: เสกฺขา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ ฯ
อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่พระเสกขบุคคลทั้งหลายออกจากมรรคกระทำมรรคให้หนักแน่นแล้ว พิจารณา
อปจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณาธิปติ สหชาตาธิปติ ฯ อารมฺมณาธิปติ: อรหา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขติ ฯ สหชาตาธิปติ: อปจยคามิ อธิปติ จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ ฯเปฯ
อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดยอธิปติปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่พระอรหันต์ออกจากมรรค กระทำมรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว พิจารณา ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่อธิปติธรรมที่เป็นอปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตต-*สมุฏฐานรูปทั้งหลาย ฯลฯ
อปจยคามิ ธมฺโม อปจยคามิสฺส จ เนวาจยคามิ- นาปจยคามิสฺส จ ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ สหชาตาธิปติ: อปจยคามิ อธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อปจยคามิธรรม และเนวาจยคามินา- *ปจยคามิธรรม โดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่อธิปติธรรมที่เป็นอปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย โดยอธิปติปัจจัย
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณาธิปติ สหชาตาธิปติ ฯ อารมฺมณาธิปติ: อรหา ผลํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขติ นิพฺพานํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขติ นิพฺพานํ ผลสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ สหชาตาธิปติ: เนวาจยคามินาปจยคามิ อธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรมโดยอธิปติปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่ พระอรหันต์กระทำผลให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว พิจารณา กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้วพิจารณา นิพพาน เป็นปัจจัยแก่ผล โดยอธิปติปัจจัย ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิปติธรรมที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย โดยอธิปติปัจจัย
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อารมฺมณาธิปติ: เสกฺขา ผลํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ นิพฺพานํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ นิพฺพานํ โคตฺรภุสฺส โวทานสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย จกฺขุํ ครุํ กตฺวา อสฺสาเทติ วตฺถุํ ... เนวาจยคามินาปจยคามี ขนฺเธ ครุํ กตฺวา อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ ครุํ กตฺวา ราโค อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิ ... ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดยอธิปติ-*ปัจจัย มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ พระเสกขบุคคลทั้งหลายกระทำผลให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว พิจารณา กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว พิจารณา นิพพาน เป็นปัจจัยแก่โคตรภู แก่โวทาน โดยอธิปติปัจจัย บุคคลกระทำจักขุให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว ย่อมยินดี หทัยวัตถุ ฯลฯ บุคคลกระทำขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรมให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะกระทำจักขุเป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะ เกิดขึ้น ทิฏฐิ ฯลฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโม อปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อารมฺมณาธิปติ: นิพฺพานํ มคฺคสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯเปฯ ปจฺจโย ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อปจยคามิธรรม โดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ นิพพาน เป็นปัจจัยแก่มรรค โดยอธิปติ-*ปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัย
อาจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ปุริมา ปุริมา อาจยคามี ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ อาจยคามีนํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย อนุโลมํ โคตฺรภุสฺส อนุโลมํ โวทานสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดยอนันตรปัจจัย คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม ที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม ที่เกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย อนุโลม เป็นปัจจัยแก่โคตรภู อนุโลม เป็นปัจจัยแก่โวทาน โดยอนันตรปัจจัย
อาจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส ธมฺมสฺส ... โคตฺรภุ มคฺคสฺส โวทานํ มคฺคสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม ฯลฯ คือ โคตรภู เป็นปัจจัยแก่มรรค โวทาน เป็นปัจจัยแก่มรรค โดยอนันตรปัจจัย
อาจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย อาจยคามี ขนฺธา วุฏฺฐานสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย เสกฺขานํ อนุโลมํ ผลสมาปตฺติยา นิโรธา วุฏฺฐหนฺตสฺส เนวสญฺญานาสญฺญายตนกุสลํ ผลสมาปตฺติยา อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดย อนันตรปัจจัย คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ โดยอนันตรปัจจัยอนุโลมของพระเสกขบุคคล เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนะของบุคคลผู้ออกจากนิโรธ เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ โดยอนันตรปัจจัย
อปจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย มคฺโค ผลสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดยอนันตรปัจจัย คือ มรรค เป็นปัจจัยแก่ผล โดยอนันตรปัจจัย
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ปุริมา ปุริมา เนวาจยคามินาปจยคามี ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ ขนฺธานํ ภวงฺคํ อาวชฺชนาย กิริยํ วุฏฺฐานสฺส อรหโต อนุโลมํ ผลสมาปตฺติยา นิโรธา วุฏฺฐหนฺตสฺส เนวสญฺญา- นาสญฺญายตนกิริยํ ผลสมาปตฺติยา อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิ- *ธรรม โดยอนันตรปัจจัย คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม ที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดหลังๆ ภวังค์ เป็นปัจจัยแก่อาวัชชนะ กิริยา เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ อนุโลมของพระอรหันต์ เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนกิริยาของบุคคลผู้ออกจากนิโรธเป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ โดยอนันตรปัจจัย
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโมอาจยคามิสฺสธมฺมสฺส ... อาวชฺชนา อาจยคามีนํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม ฯลฯ คือ อาวัชชนะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม โดยอนันตรปัจจัย
อาจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส ธมฺมสฺส สมนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจเยน ปจฺจโย อนนฺตรสทิสํ ฯ สหชาตปจฺจเย ปฏิจฺจวาเร สหชาตสทิสา นว ปญฺหา ฯ อญฺญมญฺญปจฺจเย ปฏิจฺจวาเร อญฺญมญฺญสทิสํ ตีณิ ฯ นิสฺสยปจฺจเย ปจฺจยวาเร นิสฺสยสทิสํ ฯ จตฺตาริปิ หิ วิสุํ ฆฏนา นตฺถิ ฯ เตรส ปญฺหา ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดยสมนันตรปัจจัยเหมือนกับอนันตรปัจจัย ในสหชาตปัจจัย เหมือนกับสหชาตปัจจัยในปฏิจจวาร มีหัวข้อปัจจัย ๙ ในอัญญมัญญปัจจัย เหมือนกับอัญญมัญญปัจจัยในปฏิจจวาร มีหัวข้อปัจจัย ๓ ในนิสสยปัจจัย เหมือนกับนิสสยปัจจัยในปัจจยวาร แม้ทั้ง ๔ ปัจจัย ปัจจัยสงเคราะห์ที่ต่างกันไม่มี มีหัวข้อปัจจัย ๑๓
อาจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: อาจยคามึ สทฺธํ อุปนิสฺสาย ทานํ เทติ สีลํ ... อุโปสถกมฺมํ ... ฌานํ ... วิปสฺสนํ ... อภิญฺญํ ... สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ มานํ ชปฺเปติ ทิฏฺฐึ คณฺหาติ อาจยคามึ สีลํ ... สุตํ จาคํ ปญฺญํ ราคํ โทสํ โมหํ มานํ ทิฏฺฐึ ... ปตฺถนํ อุปนิสฺสาย ทานํ เทติ สีลํ ... อุโปสถกมฺมํ ... ฌานํ ... วิปสฺสนํ ... อภิญฺญํ ... สมาปตฺตึ ... ปาณํ หนติ สงฺฆํ ภินฺทติ อาจยคามิ สทฺธา ... ปญฺญา ราโค ... ปตฺถนา อาจยคามิยา สทฺธาย ปญฺญาย ราคสฺส ปตฺถนาย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ปฐมสฺส ฌานสฺส ปริกมฺมํ ปฐมสฺส ฌานสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯเปฯ เนวสญฺญา- นาสญฺญายตนสฺส ปริกมฺมํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ปฐมํ ฌานํ ทุติยสฺส ฌานสฺส ฯเปฯ อากิญฺจญฺญายตนํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธาที่เป็นอาจยคามิธรรมแล้วให้ทาน ศีล ฯลฯ อุโบสถกรรม ฯลฯ ฌาน ฯลฯ วิปัสสนา ฯลฯ อภิญญา ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น ก่อนมานะ ถือทิฏฐิ บุคคลเข้าไปอาศัยศีลที่เป็นอาจยคามิธรรม ฯลฯ สุตะ จาคะ ปัญญา ราคะ โทสะโมหะ มานะ ทิฏฐิ ฯลฯ ความปรารถนาแล้ว ให้ทาน ศีล ฯลฯ อุโบสถกรรม ฯลฯ ฌานฯลฯ วิปัสสนา ฯลฯ อภิญญา ฯลฯ สมาบัติ ฯลฯ ฆ่าสัตว์ ทำลายสงฆ์ ศรัทธาที่เป็นอาจยคามิธรรม ฯลฯ ปัญญา ราคะ ฯลฯ ความปรารถนา เป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่เป็นอาจยคามิธรรม แก่ปัญญา แก่ราคะ แก่ความปรารถนา โดยอุปนิสสยปัจจัย บริกรรมแห่งปฐมฌาน เป็นปัจจัยแก่ปฐมฌาน โดยอุปนิสสยปัจจัย ฯลฯ บริกรรมแห่งเนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยอุปนิสสยปัจจัยปฐมฌาน เป็นปัจจัยแก่ทุติยฌาน ฯลฯ อากิญจัญญายตนะ เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญา-*ยตนะ โดยอุปนิสสยปัจจัย
อาจยคามิ ธมฺโม อปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: ปฐมสฺส มคฺคสฺส ปริกมฺมํ ปฐมสฺส มคฺคสฺส จตุตฺถสฺส มคฺคสฺส ปริกมฺมํ จตุตฺถสฺส มคฺคสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อปจยคามิธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อันัตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บริกรรมแห่งปฐมมรรค เป็นปัจจัยแก่ปฐมมรรคบริกรรมแห่งจตุตถมรรค เป็นปัจจัยแก่จตุถมรรค โดยอุปนิสสยปัจจัย
อาจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: อาจยคามึ สทฺธํ อุปนิสฺสาย อตฺตานํ อาตาเปติ ปริตาเปติ ปริยิฏฺฐิมูลกํ ทุกฺขํ ปจฺจนุโภติ อาจยคามึ สีลํ ... ปญฺญํ ราคํ ... ปตฺถนํ อุปนิสฺสาย อตฺตานํ อาตาเปติ ปริตาเปติ ปริยิฏฺฐิมูลกํ ทุกฺขํ ปจฺจนุโภติ อาจยคามิ สทฺธา ... ปญฺญา ราโค ... ปตฺถนา กายิกสฺส สุขสฺส กายิกสฺส ทุกฺขสฺส ผลสมาปตฺติยา อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย กุสลากุสลํ กมฺมํ วิปากสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดย อุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธา ที่เป็นอาจยคามิธรรมแล้วกระทำตนให้เดือดร้อน ให้เร่าร้อน ย่อมได้ทุกข์ มีการแสวงหาเป็นมูล บุคคลเข้าไปอาศัยศีลที่เป็นอาจยคามิธรรม ปัญญา ราคะ ฯลฯ ความปรารถนา แล้วกระทำตนให้เดือนร้อน ให้เร่าร้อน ย่อมได้รับทุกข์ มีการแสวงหาเป็นมูล ศรัทธาที่เป็นอาจยคามิธรรม ฯลฯ ปัญญา ฯลฯ ราคะ ฯลฯ ความปรารถนา เป็นปัจจัยแค่สุขกาย แก่ทุกข์ทางกาย แก่ผลสมาบัติ โดยอุปนิสสยปัจจัย กุศล อกุศลกรรม เป็นปัจจัยแก่วิบาก โดยอุปนิสสยปัจจัย
อปจยคามิ ธมฺโม อปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: ปฐโม มคฺโค ทุติยสฺส มคฺคสฺส ตติโย มคฺโค จตุตฺถสฺส มคฺคสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อปจยคามิธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ปฐมมรรค เป็นปัจจัยแก่ทุติยมรรค ตติยมรรคเป็นปัจจัยแก่จตุตถมรรค โดยอุปนิสสยปัจจัย
อปจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส ธมฺมสฺส ... อารมฺมณูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: เสกฺขา มคฺคํ อุปนิสฺสาย อนุปฺปนฺนํ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทนฺติ อุปฺปนฺนํ สมาปชฺชนฺติ สงฺขาเร อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสนฺติ มคฺโค เสกฺขานํ อตฺถปฏิสมฺภิทาย ธมฺมปฏิสมฺภิทาย นิรุตฺติปฏิสมฺภิทาย ปฏิภาณปฏิสมฺภิทาย ฐานาฐานโกสลฺลสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม ฯลฯ มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ที่เป็นปกตูปนิสสยะ ได้แก่ พระเสกขบุคคลทั้งหลาย เข้าไปอาศัยมรรคแล้วยังสมาบัติที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น เข้าสมาบัติที่เกิดขึ้นแล้ว บุคคลพิจารณาเห็นสังขาร โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา มรรคของพระเสกขบุคคล เป็นปัจจัยแก่อัตถปฏิสัมภิทา แก่ธัมมปฏิสัมภิทา แก่นิรุตติ-*ปฏิสัมภิทา แก่ปฏภาณปฏิสัมภิทา โดยอุปนิสสยปัจจัย
อปจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส ... อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: อรหา มคฺคํ อุปนิสฺสาย อนุปฺปนฺนํ กิริยสมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ อุปฺปนฺนํ สมาปชฺชติ ... ฐานาฐานโกสลฺลสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย มคฺโค ผลสมาปตฺติยา อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม ฯลฯ มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ พระอรหันต์เข้าไปอาศศัยมรรคแล้ว ยังกิริยาสมาบัติที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น เข้าสมาบัติที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ เป็นปัจจัยแก่ฐานาฐานโกสัลละ โดยอุปนิสสยปัจจัย มรรค เป็นปัจจัยแก่ผลสมบัติ โดยอุปนิสสยปัจจัย
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: กายิกํ สุขํ อุปนิสฺสาย อตฺตานํ อาตาเปติ ปริตาเปติ ปริยิฏฺฐิมูลกํ ทุกฺขํ ปจฺจนุโภติ กายิกํ ทุกฺขํ ... อุตุํ ... โภชนํ ... เสนาสนํ อุปนิสฺสาย อตฺตานํ อาตาเปติ ปริตาเปติ กายิกํ สุขํ ... กายิกํ ทุกฺขํ ... อุตุ ... โภชนํ ... เสนาสนํ กายิกสฺส สุขสฺส กายิกสฺส ทุกฺขสฺส ผลสมาปตฺติยา อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อรหา กายิกํ สุขํ อุปนิสฺสาย อนุปฺปนฺนํ กิริยสมาปตฺตึ ฯเปฯ วิปสฺสติ กายิกํ ทุกฺขํ ... อุตุํ ... โภชนํ ... เสนาสนํ อุปนิสฺสาย ฯเปฯ วิปสฺสติ ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิ- *ธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ที่เป็ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลเข้าไปอาศัยสุขทางกาย แล้วกระทำตนให้เดือดร้อน ให้เร่าร้อน ย่อมได้ทุกข์ มีการแสวงหาเป็นมูล บุคคลเข้าไปอาศัยทุกข์ทางกาย ฯลฯ ฤดู ฯลฯ โภชนะ ฯลฯ เสนาสนะ แล้วกระทำตนให้เดือดร้อน ให้เร่าร้อน สุขทางกาย ฯลฯ ทุกข์ทางกาย ฯลฯ ฤดู ฯลฯ โภชนะ ฯลฯ เสนาสนะ เป็นปัจจัยแก่สุขทางกาย แก่ทุกข์ทางกาย แก่ผลสมาบัติ โดยอุปนิสสยปัจจัย พระอรหันต์เข้าไปอาศัยสุขทางกายแล้ว ยังกิริยาสมาบัติที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น ฯลฯ พิจารณาเห็นแจ้ง เข้าไปอาศัยทุกข์ทางกาย ฯลฯ ฤดู ฯลฯ โภชนะ ฯลฯ เสนาสนะ ฯลฯ พิจารณาเห็นแจ้ง
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: กายิกํ สุขํ อุปนิสฺสาย ทานํ เทติ ... สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ ปาณํ หนติ สงฺฆํ ภินฺทติ กายิกํ ทุกฺขํ ... อุตุํ โภชนํ ... เสนาสนํ อุปนิสฺสาย ทานํ เทติ ... สงฺฆํ ภินฺทติ กายิกํ สุขํ ... เสนาสนํ อาจยคามิยา สทฺธาย ปญฺญาย ราคสฺส ปตฺถนาย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดย อุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลเข้าไปอาศัยสุขทางกาย ให้ทาน ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น ฆ่าสัตว์ ทำลายสงฆ์ บุคคลเข้าไปอาศัยทุกข์ทางกาย ฯลฯ ฤดู ฯลฯ โภชนะ ฯลฯ เสนาสนะแล้ว ให้ทานฯลฯ ทำลายสงฆ์ สุขทางกาย ฯลฯ เสนาสนะ เป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่เป็นอาจยคามิธรรม แก่ปัญญา แก่ราคะ แก่ความปรารถนา โดยอุปนิสสยปัจจัย
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโม อปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: กายิกํ สุขํ อุปนิสฺสาย มคฺคํ อุปฺปาเทติ กายิกํ ทุกฺขํ ... เสนาสนํ อุปนิสฺสาย มคฺคํ อุปฺปาเทติ กายิกํ สุขํ ... กายิกํ ทุกฺขํ ... เสนาสนํ มคฺคสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อปจยคามิธรรม โดย อุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่บุคคลเข้าไปอาศัยสุขทางกายแล้วยังมรรคให้เกิดขึ้น บุคคลเข้าไปอาศัยทุกข์ทางกาย ฯลฯ เสนาสนะ ยังมรรคให้เกิดขึ้น สุขทางกาย ฯลฯ ทุกข์ทางกาย ฯลฯ เสนาสนะ เป็นปัจจัยแก่มรรค โดยอุปนิสสย-*ปัจจัย
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณปุเรชาตํ วตฺถุปุเรชาตํ ฯ อารมฺมณปุเรชาตํ: อรหา จกฺขุํ ... วตฺถุํ อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสติ ทิพฺเพน จกฺขุนา รูปํ ปสฺสติ ทิพฺพาย โสตธาตุยา สทฺทํ สุณาติ รูปายตนํ จกฺขุวิญฺญาณสฺส โผฏฺฐพฺพายตนํ กายวิญฺญาณสฺส ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ วตฺถุ ปุเรชาตํ: จกฺขายตนํ จกฺขุวิญฺญาณสฺส กายายตนํ กายวิญฺญาณสฺส วตฺถุ เนวาจยคามินาปจยคามีนํ ขนฺธานํ ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิ- *ธรรม โดยปุเรชาตปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาต วัตถุปุเรชาต ที่เป็น อารัมมณปุเรชาต ได้แก่ พระอรหันต์พิจารณาเห็นจักขุ ฯลฯ หทัยวัตถุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา เห็นรูปด้วยทิพพจักขุ ฟังเสียงด้วยทิพพโสธาตุ รูปายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณโดยปุเรชาตปัจจัย ที่เป็น วัตถุปุเรชาต ได้แก่ จักขายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ กายายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ หทัยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรมโดยปุเรชาตปัจจัย
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส ธมฺมสฺส ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณปุเรชาตํ วตฺถุปุเรชาตํ ฯ อารมฺมณปุเรชาตํ: เสกฺขา วา ปุถุชฺชนา วา จกฺขุํ ... วตฺถุํ อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสนฺติ อสฺสาเทนฺติ อภินนฺทนฺติ ตํ อารพฺภ ราโค อุปฺปชฺชติ โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชติ ทิพฺเพน จกฺขุนา รูปํ ปสฺสติ ทิพฺพาย โสตธาตุยา สทฺทํ สุณาติ ฯ วตฺถุปุเรชาตํ: วตฺถุ อาจยคามีนํ ขนฺธานํ ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดย ปุเรชาตปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาต วัตถุปุเรชาต ที่เป็น อารัมมณปุเรชาต ได้แก่พระเสกขบุคคล หรือปุถุชนพิจารณาเห็นจักขุ ฯลฯ หทัยวัตถุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภจักขุเป็นต้นนั้น ราคะเกิดขึ้น โทมนัสเกิดขึ้น บุคคลเห็นรูปด้วยทิพพจักขุ ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุ ที่เป็น วัตถุปุเรชาต ได้แก่หทัยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรมโดยปุเรชาตปัจจัย
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโม อปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ วตฺถุปุเรชาตํ: วตฺถุ อปจยคามีนํ ขนฺธานํ ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อปจยคามิธรรม โดย ปุเรชาตปัจจัย มีอย่างเดียว คือ วัตถุปุเรชาต ได้แก่หทัยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอปจยคามิธรรม โดยปุเรชาติปัจจัย
อาจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส ปจฺฉาชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปจฺฉาชาตา: อาจยคามี ขนฺธา ปุเรชาตสฺส อิมสฺส กายสฺส ปจฺฉาชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดย ปัจฉาชาตปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปัจฉาชาต ได้แก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อน โดยปัจฉาชาตปัจจัย
อปจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส ปจฺฉาชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปจฺฉาชาตา: อาจยคามี ขนฺธา ปุเรชาตสฺส อิมสฺส กายสฺส ปจฺฉาชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดย ปัจฉาชาตปัจจัย คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรมที่เกิดขึ้นภายหลัง เป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยปัจฉาชาตปัจจัย
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส ปจฺฉาชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปจฺฉาชาตา: เนวาจยคามินาปจยคามี ขนฺธา ปุเรชาตสฺส อิมสฺส กายสฺส ปจฺฉาชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิ- *ธรรม โดยปัจฉาชาตปัจจัย คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรมที่เกิดภายหลัง เป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อน โดยปัจฉาชาตปัจจัย
อาจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย ปุริมา ปุริมา อาจยคามี ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ อาจยคามีนํ ขนฺธานํ อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย อนุโลมํ โคตฺรภุสฺส อนุโลมํ โวทานสฺส อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดยอาเสวนปัจจัย คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรมที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรมที่เกิดหลังๆ โดยอาเสวนปัจจัย อนุโลม เป็นปัจจัยแก่โคตรภู อนุโลม เป็นปัจจัยแก่โวทาน โดยอาเสวนปัจจัย
อปจยคามิ ธมฺโม อปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย โคตฺรภุ มคฺคสฺส โวทานํ มคฺคสฺส อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อปจยคามิธรรม โดยอาเสวนปัจจัย คือ โคตรภู เป็นปัจจัยแก่มรรค โวทานเป็นปัจจัยแก่มรรค โดยอาเสวนปัจจัย
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส ... ปุริมา ปุริมา เนวาจยคามินาปจยคามี ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ เนวาจยคามินาปจยคามีนํ ขนฺธานํ อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิ- *ธรรม ฯลฯ คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวาจายคามินาปจยคามิธรรมที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรมที่เกิดหลังๆ โดยอาเสวนปัจจัย
อาจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส ธมฺมสฺส กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย อาจยคามิ เจตนา สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดยกัมมปัจจัย คือ เจตนาที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย โดยกัมมปัจจัย
อาจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตา นานาขณิกา ฯ สหชาตา: อาจยคามิ เจตนา จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ นานาขณิกา: อาจยคามิ เจตนา วิปากานํ ขนฺธานํ กฏตฺตา จ รูปานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจคามินาปจยคามิธรรม โดย กัมมปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาต นานาขณิก ที่เป็น สหชาต ได้แก่เจตนาที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลายโดยกัมมปัจจัย ที่เป็น นานาขณิก ได้แก่เจตนาที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์ และกฏัตตารูปทั้งหลาย โดยกัมมปัจจัย
อาจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส จ เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส จ ธมฺมสฺส ... อาจยคามิ เจตนา สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม และเนวาจยคามินา- *ปจยคามิธรรม ฯลฯ คือ เจตนาที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย โดยกัมมปัจจัย
อปจยคามิ ธมฺโม อปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย อปจยคามิ เจตนา สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อปจยคามิธรรม โดยกัมมปัจจัย คือ เจตนาที่เป็นอปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย โดยกัมมปัจจัย
อปจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตา นานาขณิกา ฯ สหชาตา: อปจยคามิ เจตนา จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ ฯ นานาขณิกา: อปจยคามิ เจตนา วิปากานํ ขนฺธานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดย กัมมปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาต นานาขณิก ที่เป็น สหชาต ได้แก่เจตนาที่เป็นอปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ที่เป็น นานาขณิก ได้แก่เจตนาที่เป็นอปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์ทั้งหลายโดยกัมมปัจจัย
อปจยคามิ ธมฺโม อปจยคามิสฺส จ เนวาจยคามิ- นาปจยคามิสฺส จ ธมฺมสฺส กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย อปจยคามิ เจตนา สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อปจยคามิธรรม และเนวาจยคามินา- *ปจยคามิธรรม โดยกัมมปัจจัย คือ เจตนาที่เป็นอปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย โดยกัมมปัจจัย
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย เนวาจยคามินาปจยคามิ เจตนา สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ปฏิสนฺธิกฺขเณ เนวาจยคามินาปจยคามิ เจตนา สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ กฏตฺตา จ รูปานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิ- *ธรรม โดยกัมมปัจจัย คือ เจตนาที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตต-*สมุฏฐานรูปทั้งหลาย โดยกัมมปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ เจตนาที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และกฏัตารูปทั้งหลาย โดยกัมมปัจจัย
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส วิปากปจฺจเยน ปจฺจโย วิปาโก เนวาจยคามินาปจยคามิ เอโก ขนฺโธ ติณฺณนฺนํ ขนฺธานํ ปฏิสนฺธิกฺขเณ ขนฺธา วตฺถุสฺส วิปากปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิ- *ธรรม โดยวิปากปัจจัย คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม ซึ่งเป็นวิบาก เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ทั้งหลาย เป็นปัจจัยแก่หทัยวัตถุ โดยวิปากปัจจัย
อาจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อาหารปจฺจเยน ปจฺจโย อินฺทฺริยปจฺจเยน ปจฺจโย ฌานปจฺจเยน ปจฺจโย มคฺคปจฺจเยน ปจฺจโย สมฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดยอาหารปัจจัย เป็นปัจจัย โดยอินทริยปัจจัย เป็นปัจจัย โดยฌานปัจจัย เป็นปัจจัย โดยมัคคปัจจัย เป็นปัจจัย โดยสัมปยุตตปัจจัย
อาจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตํ ปจฺฉาชาตํ ฯ สหชาตา: อาจยคามี ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปจฺฉาชาตา: อาจยคามี ขนฺธา ปุเรชาตสฺส อิมสฺส กายสฺส วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดย วิปปยุตตปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาต ปัจฉาชาต ที่เป็น สหชาต ได้แก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย โดยวิปปยุตตปัจจัย ที่เป็นปัจฉาชาต ได้แก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อน โดยวิปปยุตตปัจจัย
อปจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตํ ปจฺฉาชาตํ ฯ สหชาตา: อปจยคามี ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปจฺฉาชาตา: อปจยคามี ขนฺธา ปุเรชาตสฺส อิมสฺส กายสฺส วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดย วิปปยุตตปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาต ปัจฉาชาต ที่เป็น สหชาต ได้แก่ขันทธ์ทั้งหลายที่เป็นอปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย โดยวิปปยุตตปัจจัย ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อน โดยวิปปยุตตปัจจัย
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตํ ปุเรชาตํ ปจฺฉาชาตํ ฯ สหชาตา: เนวาจยคามินาปจยคามี ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ปฏิสนฺธิกฺขเณ เนวาจยคามิ- นาปจยคามี ขนฺธา กฏตฺตารูปานํ วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ขนฺธา วตฺถุสฺส วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย วตฺถุ ขนฺธานํ วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปุเรชาตํ: จกฺขายตนํ ... กายายตนํ กายวิญฺญาณสฺส วตฺถุ เนวาจยคามินาปจยคามีนํ ขนฺธานํ วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปจฺฉาชาตา: เนวาจยคามินาปจยคามี ขนฺธา ปุเรชาตสฺส อิมสฺส กายสฺส ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิ- *ธรรม โดยวิปปยุตตปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ สหชาต ปุเรชาต ปัจฉาชาต ที่เป็น สหชาต ได้แก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย โดยวิปปยุตตปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่กฏัตตา-*รูปทั้งหลาย โดยวิปปยุตตปัจจัย ขันธ์ทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่หทัยวัตถุ โดยวิปปยุตตปัจจัยหทัยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลาย โดยวิปปยุตตปัจจัย ที่เป็น ปุเรชาต ได้แก่จักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณหทัยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดยวิปปยุตตปัจจัย ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อน
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส ธมฺมสฺส วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปุเรชาตํ: วตฺถุ อาจยคามีนํ ขนฺธานํ วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดย วิปปยุตตปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปุเรชาต ได้แก่หทัยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิ-*ธรรม โดยวิปปยุตตปัจจัย
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโม อปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปุเรชาตํ: วตฺถุ อปจยคามีนํ ขนฺธานํ วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อปจยคามิธรรม โดย วิปปยุตตปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปุเรชาต ได้แก่หทัยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอปจยคามิ-*ธรรม โดยวิปปยุตตปัจจัย
อาจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย อาจยคามิ เอโก ขนฺโธ ติณฺณนฺนํ ขนฺธานํ ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดยอัตถิปัจจัย คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓
อาจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตํ ปจฺฉาชาตํ ฯ สหชาตา: อาจยคามี ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปจฺฉาชาตา: อาจยคามี ขนฺธา ปุเรชาตสฺส อิมสฺส กายสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดยอัตถิ- *ปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาต ปัจฉาชาต ที่เป็น สหชาต ได้แก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย โดยอัตถิปัจจัย ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อน โดยอัตถิปัจจัย
อาจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส จ เนวาจยคามิ- นาปจยคามิสฺส จ ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย อาจยคามิ เอโก ขนฺโธ ติณฺณนฺนํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย เทฺว ขนฺธา ... ฯ อปจยคามิ ธมฺโม ... ตีณิ ฯ อาจยคามินเยน กาตพฺพํ ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม และเนวาจยคามินาปจย- *คามิธรรม โดยอัตถิปัจจัย คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลายโดยอัตถิปัจจัย ขันธ์ ๒ ฯลฯ อปจยคามิธรรม ฯลฯ มี ๓ นัย พึงกระทำโดยนัยแห่งอาจยคามิธรรม
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตํ ปุเรชาตํ ปจฺฉาชาตํ อาหารํ อินฺทฺริยํ ฯ สหชาโต: เนวาจยคามินาปจยคามิ เอโก ขนฺโธ ติณฺณนฺนํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย เทฺว ขนฺธา ... ปฏิสนฺธิกฺขเณ ขนฺธา วตฺถุสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย วตฺถุ ขนฺธานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย เอกํ มหาภูตํ ... พาหิรํ ... อาหาร ... อุตุ ... อสญฺญสตฺตานํ ... ฯ {๑๑๔๘.๑} ปุเรชาตํ: อรหา จกฺขุํ ... วตฺถุํ อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสติ ทิพฺเพน จกฺขุนา รูปํ ... ทิพฺพาย โสตธาตุยา สทฺทํ สุณาติ รูปายตนํ จกฺขุวิญฺญาณสฺส โผฏฺฐพฺพายตนํ กายวิญฺญาณสฺส จกฺขายตนํ จกฺขุวิญฺญาณสฺส กายายตนํ กายวิญฺญาณสฺส วตฺถุ เนวาจยคามินาปจยคามีนํ ขนฺธานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปจฺฉาชาตา: เนวาจยคามินาปจยคามี ขนฺธา ปุเรชาตสฺส อิมสฺส กายสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิมสฺส กายสฺส รูปชีวิตินฺทฺริยํ กฏตฺตารูปานํ ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิ- *ธรรม โดยอัตถิปัจจัย มี ๕ อย่าง คือ สหชาต ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาหาร อินทริยะ ที่เป็น สหชาต ได้แก่ขันธ์ ๑ ที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์๓ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย โดยอัตถิปัจจัย ขันธ์ ๒ ฯลฯ ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ทั้งหลาย เป็นปัจจัยแก่หทัยวัตถุ โดยอัตถิปัจจัย หทัยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลาย โดยอัตถิปัจจัย มหาภูตรูป ๑ ฯลฯ พาหิรรูป ฯลฯ อาหารสมุฏฐานรูปฯลฯ อุตุสมุฏฐานรูป ฯลฯ ส่วนพวกอสัญญสัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ ที่เป็น ปุเรชาต ได้แก่พระอรหันต์พิจารณาเห็นจักขุ ฯลฯ หทัยวัตถุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา เห็นรูปด้วยทิพพจักขุ ฯลน ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุ รูปายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ โผฏฐัพายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณจักขาจตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ กายายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ หทัยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดยอัตถิปัจจัย ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อน โดยอัตถิปัจจัย กวฬิงการาหาร เป็นปัจจัยแก่กายนี้ รูปชีวิตินทรีย์ เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูปทั้งหลาย
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปุเรชาตํ: เสกฺขา วา ปุถุชฺชนา วา จกฺขุํ อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสนฺติ อสฺสาเทนฺติ อภินนฺทนฺติ ตํ อารพฺภ ราโค ... โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชติ โสตํ ... วตฺถุํ อนิจฺจโต ... วิปสฺสนฺติ อสฺสาเทนฺติ อภินนฺทนฺติ ตํ อารพฺภ ราโค ... โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชติ ทิพฺเพน จกฺขุนา รูปํ ... ทิพฺพาย โสตธาตุยา สทฺทํ สุณาติ วตฺถุ อาจยคามีนํ ขนฺธานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดยอัตถิ- *ปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปุเรชาต ได้แก่ พระเสกขบุคคล หรือปุถุชนพิจารณาเห็นจักขุโดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่งเพราะปรารภจักขุนั้น ราคะ ฯลฯ โทมนัส เกิดขึ้น โสตะ ฯลฯ บุคคลพิจารณาเห็นหทัยวัตถุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ ย่อมยินดีย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภโสตะเป็นต้นนั้น ราคะ ฯลฯ โทมนัส เกิดขึ้น บุคคลเห็นรูปด้วยวทิพพจักขุ ฯลฯ ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุ หทัยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม โดยอัตถิปัจจัย
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโม อปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปุเรชาตํ: วตฺถุ อปจยคามีนํ ขนฺธานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อปจยคามิธรรม โดยอัตถิปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปุเรชาต ได้แห่ หทัยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอปจยคามิธรรม โดยอัตถิปัจจัย
อาจยคามิ จ เนวาจยคามินาปจยคามิ จ ธมฺมา อาจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตํ ปุเรชาตํ ฯ สหชาโต: อาจยคามิ เอโก ขนฺโธ จ วตฺถุ จ ติณฺณนฺนํ ขนฺธานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย เทฺว ขนฺธา ... ฯ
อาจยคามิธรรม และเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจย-*คามิธรรม โดยอัตถิปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาต ปุเรชาต ที่เป็น สหชาต ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอาจยคามิธรรม และหทัยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดยอัตถิปัจจัย ขันธ์ ๒ ฯลฯ
อาจยคามิ จ เนวาจยคามินาปจยคามิ จ ธมฺมา เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตํ ปจฺฉาชาตํ อาหารํ อินฺทฺริยํ ฯ สหชาตา: อาจยคามี ขนฺธา จ มหาภูตา จ จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปจฺฉาชาตา: อาจยคามี ขนฺธา จ กพฬึกาโร อาหาโร จ อิมสฺส กายสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปจฺฉาชาตา: อาจยคามี ขนฺธา จ รูปชีวิตินฺทฺริยญฺจ กฏตฺตารูปานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อาจยคามิธรรม และเนวาจยคมินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่ เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดยอัตถิปัจจัย มี ๔ อย่าง คือ สหชาต ปัจฉาชาต อาหาร อินทริยะ ที่เป็น สหชาต ได้แก่ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม และมหาภูตรูปทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย โดยอัตถิปัจจัย ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรมและกวฬิงการาหาร เป็นปัจจัยแก่กายนี้ โดยอัตถิปัจจัย ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม และรูปชีวิตินทรีย์ เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูปทั้งหลาย โดยอัตถิปัจจัย
อปจยคามิ จ เนวาจยคามินาปจยคามิ จ ธมฺมา อปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ เทฺว กาตพฺพา ทสฺสิตนเยน ฯ นตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย วิคตปจฺจเยน ปจฺจโย อวิคตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อปจยคามิธรรม และเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่ อปจยคามิธรรม โดยอัตถิปัจจัย พึงกระทำเป็นหัวข้อปัจจัย ๒ ตามนัยที่ได้แสดงมาแล้ว เป็นปัจจัยโดย นัตถิปัจจัย เป็นปัจจัยโดย วิคตปัจจัย เป็นปัจจัยโดย อวิคตปัจจัย
เหตุยา สตฺต อารมฺมเณ สตฺต อธิปติยา ทส อนนฺตเร ฉ สมนนฺตเร ฉ สหชาเต นว อญฺญมญฺเญ ตีณิ นิสฺสเย เตรส อุปนิสฺสเย นว ปุเรชาเต ตีณิ ปจฺฉาชาเต ตีณิ อาเสวเน ตีณิ กมฺเม สตฺต วิปาเก เอกํ อาหาเร สตฺต อินฺทฺริเย สตฺต ฌาเน สตฺต มคฺเค สตฺต สมฺปยุตฺเต ตีณิ วิปฺปยุตฺเต ปญฺจ อตฺถิยา เตรส นตฺถิยา ฉ วิคเต ฉ อวิคเต เตรส ฯ อนุโลมํ ฯ
ในเหตุปัจจัย มีวาระ ๗ ในอารัมมณปัจจัย มี " ๗ ในอธิปติปัจจัย มี " ๑๐ ในอนันตรปัจจัย มี " ๖ ในสมนันตรปัจจัย มี " ๖ ในสหชาตปัจจัย มี " ๙ ในอัญญมัญญปัจจัย มี " ๓ ในนิสสยปัจจัย มี " ๑๓ ในอุปนิสสยปัจจัย มี " ๙ ในปุเรชาตปัจจัย มี " ๓ ในปัจฉาชาตปัจจัย มี " ๓ ในอาเสวนปัจจัย มี " ๓ ในกัมมปัจจัย มี " ๗ ในวิปากปัจจัย มี " ๑ ในอาหารปัจจัย มี " ๗ ในอินทริยปัจจัย มี " ๗ ในฌานปัจจัย มี " ๗ ในมัคคปัจจัย มี " ๗ ในสัมปยุตตปัจจัย มี " ๓ ในวิปปยุตตปัจจัย มีวาระ ๕ ในอัตถิปัจจัย มี " ๑๓ ในนัตถิปัจจัย มี " ๖ ในวิคตปัจจัย มี " ๖ ในอวิคตปัจจัย มี " ๑๓อนุโลม จบ
อาจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ฯเปฯ สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดยอารัมมณปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย สหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดย อุปนิสสยปัจจัย
อาจยคามิ ธมฺโม อปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อปจยคามิธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย
อาจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ปจฺฉาชาตปจฺจเยน ปจฺจโย กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดย สหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดย อุปนิสสยปัจจัย เป็นปัจจัยโดย ปัจฉาชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดย กัมมปัจจัย
อาจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส จ เนวาจยคามิ- นาปจยคามิสฺส จ ธมฺมสฺส สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม และเนวาจยคามินา- *ปจยคามิธรรม โดยสหชาตปัจจัย
อปจยคามิ ธมฺโม อปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อปจยคามิธรรม โดยสหชาตปัจจัย เป็น ปัจจัยโดย อุปนิสสยปัจจัย
อปจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดย อุปนิสสยปัจจัย
อปจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ปจฺฉาชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดย สหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดย อุปนิสสยปัจจัย เป็นปัจจัยโดย ปัจฉาชาตปัจจัย
อปจยคามิ ธมฺโม อปจยคามิสฺส จ เนวาจยคามินา- ปจยคามิสฺส จ ธมฺมสฺส สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อปจยคามิธรรม และเนวาจยคามินา- *ปจยคามิธรรม โดยสหชาตปัจจัย
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโม เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ปจฺฉาชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อาหารปจฺจเยน ปจฺจโย อินฺทฺริยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิ-*ธรรม โดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดย สหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดย อุปนิสสยปัจจัยเป็นปัจจัยโดย ปุเรชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดย ปัจฉาชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดย อาหารปัจจัยเป็นปัจจัยโดย อินทริยปัจจัย
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโม อาจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดย อารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดย อุปนิสสยปัจจัย เป็นปัจจัยโดย ปุเรชาตปัจจัย
เนวาจยคามินาปจยคามิ ธมฺโม อปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ
เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อปจยคามิธรรม โดย อุปนิสสยปัจจัย เป็นปัจจัยโดย ปุเรชาตปัจจัย
อาจยคามิ จ เนวาจยคามินาปจยคามิ จ ธมฺมา อาจยคามิสฺส ธมฺมสฺส ... สหชาตํ ปุเรชาตํ ฯ
อาจยคามิธรรม และเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจย-*คามิธรรม ฯลฯ มี ๒ อย่าง คือ สหชาต ปุเรชาต
อาจยคามิ จ เนวาจยคามินาปจยคามิ จ ธมฺมา เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส ... สหชาตํ ปจฺฉาชาตํ อาหารํ อินฺทฺริยํ ฯ
อาจยคามิธรรม และเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม ฯลฯ มี ๔ อย่าง คือ สหชาต ปัจฉาชาต อาหาร อินทริยะ
อปจยคามิ จ เนวาจยคามินาปจยคามิ จ ธมฺมา อปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส ... สหชาตํ ปุเรชาตํ ฯ
อปจยคามิธรรม และเนวจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อปจยคามิธรรม ฯลฯ มี ๒ อย่าง คือ สหชาต ปุเรชาต
อปจยคามิ จ เนวาจยคามินาปจยคามิ จ ธมฺมา เนวาจยคามินาปจยคามิสฺส ธมฺมสฺส ... สหชาตํ ปจฺฉาชาตํ อาหารํ อินฺทฺริยํ ฯ
อปจยคามิธรรม และเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม ฯลฯ มี ๔ อย่าง คือ สหชาต ปัจฉาชาต อาหาร อินทริยะ
นเหตุยา ปณฺณรส นอารมฺมเณ นอธิปติยา นอนนฺตเร นสมนนฺตเร ปณฺณรส นสหชาเต เอกาทส นอญฺญมญฺเญ เอกาทส นนิสฺสเย เอกาทส นอุปนิสฺสเย จุทฺทส นปุเรชาเต เตรส นปจฺฉาชาเต ปณฺณรส นอาเสวเน นกมฺเม นวิปาเก นอาหาเร นอินฺทฺริเย นฌาเน นมคฺเค ปณฺณรส นสมฺปยุตฺเต เอกาทส นวิปฺปยุตฺเต นว โนอตฺถิยา นว โนนตฺถิยา ปณฺณรส โนวิคเต ปณฺณรส โนอวิคเต นว ฯ เอวํ คเณตพฺพํ ฯ ปจฺจนียํ ฯ
ในปัจจัยที่ไม่ใช่เหตุปัจจัย มีวาระ ๑๕ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อารัมมณปัจจัย ในปัจจัยที่ไม่ใช่อธิปติปัจจัย ในปัจจัยที่ไม่ใช่อนันตรปัจจัย ในปัจจัยที่ไม่ใช่สมนันตรปัจจัย มีวาระ ๑๕ ในปัจจัยที่ไม่ใช่สหชาตปัจจัย มี " ๑๑ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อัญญมัญญปัจจัย มี " ๑๑ ในปัจจัยที่ไม่ใช่นิสสยปัจจัย มี " ๑๑ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อุปนิสสยปัจจัย มี " ๑๔ ในปัจจัยที่ไม่ใช่ปุเรชาตปัจจัย มี " ๑๓ ในปัจจัยที่ไม่ใช่ปัจฉาชาตปัจจัย มี " ๑๕ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อาเสวนปัจจัย ในปัจจัยที่ไม่ใช่กัมมปัจจัย ในปัจจัยที่ไม่ใช่วิปากปัจจัย ในปัจจัยที่ไม่ใช่อาหารปัจจัย ในปัจจัยที่ไม่ใช่อินทริยปัจจัย ในปัจจัยที่ไม่ใช่ฌานปัจจัย ในปัจจัยที่ไม่ใช่มัคคปัจจัย มีวาระ ๑๕ ในปัจจัยที่ไม่ใช่สัมปยุตตปัจจัย มี " ๑๑ ในปัจจัยที่ไม่ใช่วิปปยุตตปัจจัย มี " ๙ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อัตถิปัจจัย มี " ๕ ในปัจจัยที่ไม่ใช่นัตถิปัจจัย มี " ๑๙ ในปัจจัยที่ไม่ใช่วิคตปัจจัย มี " ๑๕ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อวิคตปัจจัย มี " ๙พึงนับอย่างนี้ ปัจจนียะ จบ
เหตุปจฺจยา นอารมฺมเณ สตฺต ... นอธิปติยา นอนนฺตเร นสมนนฺตเร สตฺต นอญฺญมญฺเญ ตีณิ นอุปนิสฺสเย สตฺต นปุเรชาเต นปจฺฉาชาเต นอาเสวเน นกมฺเม นวิปาเก นอาหาเร นอินฺทฺริเย นฌาเน นมคฺเค สตฺต นสมฺปยุตฺเต ตีณิ นวิปฺปยุตฺเต ตีณิ โนนตฺถิยา สตฺต โนวิคเต สตฺต ฯ เอวํ คเณตพฺพํ ฯ อนุโลมปจฺจนียํ ฯ
ในปัจจัยที่ไม่ใช่อารัมมณปัจจัย กับเหตุปัจจัย มีวาระ ๗ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อธิปติปัจจัย กับ ฯลฯ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ ในปัจจัยที่ไม่ใช่สมนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๗ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อัญญมัญญปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อุปนิสสยปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗ ในปัจจัยที่ไม่ใช่ปุเรชาตปัจจัย กับ ฯลฯ ในปัจจัยที่ไม่ใช่ปัจฉาชาตปัจจัย กับ ฯลฯ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อาเสวนปัจจัย กับ ฯลฯ ในปัจจัยที่ไม่ใช่กัมมปัจจัย กับ ฯลฯ ในปัจจัยที่ไม่ใช่วิปากปัจจัย กับ ฯลฯ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อาหารปัจจัย กับ ฯลฯ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อินทริยปัจจัย กับ ฯลฯ ในปัจจัยที่ไม่ใช่ฌานปัจจัย กับ ฯลฯ ในปัจจัยที่ไม่ใช่มัคคปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๗ ในปัจจัยที่ไม่ใช่สัมปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในปัจจัยที่ไม่ใช่วิปปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในปัจจัยที่ไม่ใช่นัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗ ในปัจจัยที่ไม่ใช่วิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗พึงนับอย่างนี้ อนุโลมปัจจนียะ จบ
นเหตุปจฺจยา อารมฺมเณ สตฺต ... อธิปติยา ทส อนนฺตเร ฉ สมนนฺตเร ฉ สหชาเต นว อญฺญมญฺเญ ตีณิ นิสฺสเย เตรส อุปนิสฺสเย นว ปุเรชาเต ตีณิ ปจฺฉาชาเต ตีณิ อาเสวเน ตีณิ กมฺเม สตฺต วิปาเก เอกํ อาหาเร สตฺต อินฺทฺริเย ฌาเน มคฺเค สตฺต สมฺปยุตฺเต ตีณิ วิปฺปยุตฺเต ปญฺจ อตฺถิยา เตรส นตฺถิยา ฉ วิคเต ฉ อวิคเต เตรส ฯ เอวํ คเณตพฺพํ ฯ ปจฺจนียานุโลมํ ฯ อาจยคามิตฺติกํ ทสมํ นิฏฺฐิตํ ฯ --------
ในอารัมมณปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่เหตุปัจจัย มีวาระ ๗ ในอธิปติปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๑๐ ในอนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๖ ในสมนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๖ ในสหชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๙ ในอัญญมัญญปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในนิสสยปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๑๓ ในอุปนิสสยปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๙ ในปุเรชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในปัจฉาชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในอาเสวนปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในกัมมปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗ ในวิปากปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๑ ในอาหารปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗ ในอินทริยปัจจัย กับ ฯลฯ ในฌานปัจจัย กับ ฯลฯ ในมัคคปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗ ในสัมปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในวิปปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๕ ในอัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๑๓ ในนัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๖ ในวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๖ ในอวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๑๓พึงนับอย่างนี้ ปัจจนียานุโลม จบ อาจยคามิตติกะ ที่ ๑๐ จบ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. อาจยคามิติกะ ๗. ปัญหาวาร ๑. ปัจจยานุโลม ๑. วิภังควาร เหตุปัจจัย
สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็น เหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยเหตุปัจจัย ได้แก่ เหตุที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์โดยเหตุปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยเหตุปัจจัย ได้แก่ เหตุที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยเหตุปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติและที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยเหตุปัจจัยได้แก่ เหตุที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐาน-รูปโดยเหตุปัจจัย (๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๓๓๘}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๐. อาจยคามิติกะ ๗. ปัญหาวาร สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานโดยเหตุปัจจัย มี ๓ วาระ สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยเหตุปัจจัย ได้แก่ เหตุที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดยเหตุปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ เหตุที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และกฏัตตารูปโดยเหตุปัจจัย (๑) อารัมมณปัจจัย
สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็น เหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถแล้ว พิจารณากุศลนั้น พิจารณากุศลที่เคยสั่งสมไว้ดีแล้ว ออกจากฌานแล้วพิจารณาฌาน พระเสขะพิจารณากิเลสที่ละได้แล้ว พิจารณากิเลสที่ข่มได้แล้ว รู้กิเลสที่เคยเกิดขึ้น พระเสขะหรือปุถุชนเห็นแจ้งขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ยินดีเพลิดเพลิน เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินขันธ์นั้น ราคะจึงเกิดขึ้น ทิฏฐิ ... วิจิกิจฉา ... อุทธัจจะ ... โทมนัสจึงเกิดขึ้น บุคคลรู้จิตของบุคคลผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยจิตที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติด้วยเจโตปริยญาณ อากาสานัญจายตนกุศลเป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนกุศลโดยอารัมมณปัจจัย อากิญจัญญายตนกุศลเป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตน-กุศล ฯลฯ ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ เจโต-ปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ยถากัมมูปคญาณ และอนาคตังสญาณโดยอารัมมณปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ พระอรหันต์พิจารณากิเลสที่ละได้แล้ว รู้กิเลสที่เคยเกิดขึ้น บุคคลเห็นแจ้งขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา รู้จิตของบุคคลผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยจิตที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติด้วยเจโตปริยญาณ พระเสขะหรือปุถุชนเห็นแจ้ง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๓๓๙}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๐. อาจยคามิติกะ ๗. ปัญหาวาร ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เมื่อกุศลดับแล้ว จิตตุปบาทที่เป็นวิบากจึงเกิดขึ้นโดยเป็นตทารมณ์ บุคคลยินดีเพลิดเพลินขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติ เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินขันธ์นั้น ราคะจึงเกิดขึ้น ฯลฯ โทมนัสจึงเกิดขึ้น เมื่ออกุศลดับแล้ว จิตตุปบาทที่เป็นวิบากจึงเกิดขึ้นโดยเป็นตทารมณ์ อากาสานัญจายตนกุศลเป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนวิบากและกิริยาโดยอารัมมณปัจจัย อากิญจัญญายตนกุศลเป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานา-สัญญายตนวิบากและกิริยาโดยอารัมมณปัจจัย ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ยถากัมมูปคญาณ อนาคตังสญาณ และอาวัชชนจิตโดยอารัมมณปัจจัย (๒)
สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ พระเสขะออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรค รู้จิตของบุคคลผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยจิตที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานด้วยเจโต-ปริยญาณ ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสา-นุสสติญาณ และอนาคตังสญาณโดยอารัมมณปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ พระอรหันต์ออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรค รู้จิตของบุคคลผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยจิตที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานด้วยเจโตปริยญาณ ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ ปุพเพ-นิวาสานุสสติญาณ อนาคตังสญาณ และอาวัชชนจิตโดยอารัมมณปัจจัย (๒)
สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่พระอรหันต์พิจารณาผล พิจารณานิพพาน นิพพานเป็นปัจจัยแก่ผลและอาวัชชนจิตโดยอารัมมณปัจจัย พระอรหันต์เห็นแจ้งจักษุโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เห็นแจ้งโสตะ ... หทัยวัตถุ ... ขันธ์ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เห็นรูปด้วยทิพพจักขุ ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุ รู้จิตของบุคคลผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยจิตที่ไม่เป็นเหตุให้ถึง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๓๔๐}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๐. อาจยคามิติกะ ๗. ปัญหาวาร ปฏิสนธิ จุติ และนิพพานด้วยเจโตปริยญาณ อากาสานัญจายตนกิริยาเป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนกิริยาโดยอารัมมณปัจจัย อากิญจัญญายตนกิริยาเป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนกิริยา ฯลฯ รูปายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะเป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ ฯลฯ ขันธ์ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติและนิพพานเป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณอนาคตังสญาณ และอาวัชชนจิตโดยอารัมมณปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ พระเสขะพิจารณาผลพิจารณานิพพาน นิพพานเป็นปัจจัยแก่โคตรภูและโวทานโดยอารัมมณปัจจัย พระเสขะหรือปุถุชนเห็นแจ้งจักษุโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ยินดีเพลิดเพลิน เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินจักษุนั้น ราคะจึงเกิดขึ้น ฯลฯ โทมนัสจึงเกิดขึ้น เห็นแจ้งโสตะ ... หทัยวัตถุ ... ขันธ์ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติและนิพพานโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ยินดีเพลิดเพลิน เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินโสตะเป็นต้นนั้น ราคะจึงเกิดขึ้น ทิฏฐิจึงเกิดขึ้น วิจิกิจฉา ... อุทธัจจะ ... โทมนัส ... เห็นรูปด้วยทิพพจักขุฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุ รู้จิตของบุคคลผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยจิตที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานด้วยเจโตปริยญาณ ขันธ์ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ และอนาคตังสญาณโดยอารัมมณปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานโดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ นิพพานเป็นปัจจัยแก่มรรคโดยอารัมมณปัจจัย (๓) อธิปติปัจจัย
สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยอธิปติปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๓๔๑}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๐. อาจยคามิติกะ ๗. ปัญหาวาร อารัมมณาธิปติ ได้แก่ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถแล้ว พิจารณากุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น พิจารณากุศลที่เคยสั่งสมไว้ดีแล้วให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ออกจากฌานแล้วพิจารณาฌานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น บุคคลยินดีเพลิดเพลินขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น เพราะทำความยินดีเพลิดเพลินขันธ์นั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นราคะจึงเกิดขึ้น ทิฏฐิจึงเกิดขึ้น สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์โดยอธิปติปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติได้แก่ อธิบดีธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยอธิปติปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติและที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยอธิปติปัจจัยมีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดยอธิปติปัจจัย (๓)
สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ ถึงนิพพานโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์โดยอธิปติปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ พระเสขะออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น (๒) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยอธิปติปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๓๔๒}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๐. อาจยคามิติกะ ๗. ปัญหาวาร อารัมมณาธิปติ ได้แก่ พระอรหันต์ออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่ จิตต-สมุฏฐานรูปโดยอธิปติปัจจัย (๓) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานและที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดยอธิปติปัจจัย (๔)
สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยอธิปติปัจจัยมี ๒ อย่างคือ อารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ พระอรหันต์พิจารณาผลให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นพิจารณานิพพานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น นิพพานเป็นปัจจัยแก่ผลโดยอธิปติ-ปัจจัย สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดยอธิปติปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติได้แก่ พระเสขะพิจารณาผลให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น พิจารณานิพพานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นนิพพานเป็นปัจจัยแก่โคตรภูและโวทานโดยอธิปติปัจจัยบุคคลยินดีเพลิดเพลินจักษุให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ... ยินดีเพลิดเพลินหทัย-วัตถุ ... ขันธ์ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้วยินดีเพลิดเพลิน เพราะทำความยินดีเพลิดเพลินโสตะเป็นต้นนั้น ราคะจึงเกิดขึ้น ทิฏฐิจึงเกิดขึ้น (๒) สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่นิพพานเป็นปัจจัยแก่มรรคโดยอธิปติปัจจัย (๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๓๔๓}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๐. อาจยคามิติกะ ๗. ปัญหาวาร อนันตรปัจจัย
สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็น เหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติซึ่งเกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โคตรภู อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โวทานโดยอนันตร-ปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานโดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ โคตรภูเป็นปัจจัยแก่มรรค โวทานเป็นปัจจัยแก่มรรคโดยอนันตรปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะโดยอนันตรปัจจัย อนุโลมของพระเสขะเป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนกุศลของท่านผู้ออกจากนิโรธเป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติโดยอนันตรปัจจัย (๓) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ มรรคเป็นปัจจัยแก่ผลโดยอนันตรปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานซึ่งเกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย ภวังคจิตเป็นปัจจัยแก่อาวัชชนจิต กิริยาเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ อนุโลมของพระอรหันต์เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนกิริยาของท่านผู้ออกจากนิโรธเป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติโดยอนันตรปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ อาวัชชนจิตเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยอนันตรปัจจัย (๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๓๔๔}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๐. อาจยคามิติกะ ๗. ปัญหาวาร สมนันตรปัจจัยเป็นต้น
สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยสมนันตรปัจจัย ฯลฯ (ปัจจัยนี้เหมือนกับอนันตรปัจจัย)(ในปฏิจจวาร สหชาตปัจจัย มี ๙ วาระ เหมือนกับสหชาตวาร ในปฏิจจวารอัญญมัญญปัจจัยเหมือนกับอัญญมัญญปัจจัย มี ๓ วาระ ในปัจจยวาร นิสสย-ปัจจัยเหมือนกับนิสสยวาร แม้ทั้ง ๔ ปัจจัยไม่มีฆฏนาแผนกหนึ่ง มี ๑๓ วาระ)อุปนิสสยปัจจัย
สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะอนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธาที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติแล้วให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ ฯลฯ ทำฌาน ฯลฯ วิปัสสนา ฯลฯ อภิญญาฯลฯ สมาบัติให้เกิดขึ้น มีมานะ ถือทิฏฐิ บุคคลอาศัยศีลที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติ ฯลฯ สุตะ ฯลฯ จาคะ ฯลฯ ปัญญา ฯลฯ ราคะ ฯลฯ โทสะ ฯลฯ โมหะ ฯลฯ มานะ ฯลฯ ทิฏฐิ ฯลฯ ความปรารถนาแล้วให้ทาน สมาทานศีลรักษาอุโบสถ ทำฌาน ฯลฯ วิปัสสนา ฯลฯ อภิญญา ฯลฯ สมาบัติ ฯลฯ ฆ่าสัตว์ฯลฯ ทำลายสงฆ์ ศรัทธาที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติ ฯลฯ ปัญญา ฯลฯ ราคะฯลฯ ความปรารถนาเป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติ ฯลฯ ปัญญาฯลฯ ราคะ ฯลฯ ความปรารถนาโดยอุปนิสสยปัจจัย บริกรรมปฐมฌานเป็นปัจจัยแก่ปฐมฌานโดยอุปนิสสยปัจจัย บริกรรมเนวสัญญานาสัญญายตนะเป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนะโดยอุปนิสสยปัจจัย ปฐมฌานเป็นปัจจัยแก่ทุติยฌาน ฯลฯ อากิญจัญญายตนะเป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนะโดยอุปนิสสยปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยะและปกตูป-นิสสยะ ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๓๔๕}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๐. อาจยคามิติกะ ๗. ปัญหาวาร ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บริกรรมปฐมมรรคเป็นปัจจัยแก่ปฐมมรรค ฯลฯ บริกรรมจตุตถมรรคเป็นปัจจัยแก่จตุตถมรรคโดยอุปนิสสยปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยะและปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธาที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติแล้วทำตนให้เดือดร้อนให้ร้อนรนเสวยทุกข์มีการแสวงหาเป็นมูลอาศัยศีลที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติ ฯลฯ ปัญญา ฯลฯ ราคะ ฯลฯ ความปรารถนาแล้วทำตนให้เดือดร้อนให้ร้อนรนเสวยทุกข์มีการแสวงหาเป็นมูลศรัทธาที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติ ฯลฯ ปัญญา ฯลฯ ราคะ ฯลฯ ความปรารถนา เป็นปัจจัยแก่สุขทางกายทุกข์ทางกาย และผลสมาบัติโดยอุปนิสสยปัจจัย กรรมที่เป็นกุศลและอกุศลเป็นปัจจัยแก่วิบากโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓)
สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุ ให้ถึงนิพพานโดยอุปนิสสยปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ปฐมมรรคเป็นปัจจัยแก่ทุติยมรรค ฯลฯ ตติยมรรคเป็นปัจจัยแก่จตุตถมรรคโดยอุปนิสสย-ปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ และปกตูป-นิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ พระเสขะอาศัยมรรคแล้วทำกุศลสมาบัติที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เข้ากุศลสมาบัติที่เกิดขึ้นแล้ว เห็นแจ้งสังขารโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา มรรคของพระเสขะเป็นปัจจัยแก่อัตถปฏิสัมภิทา ... ธัมมปฏิสัมภิทา ... นิรุตติปฏิสัมภิทา ... ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ... ความเป็นผู้ฉลาดในฐานะและมิใช่ฐานะโดยอุปนิสสยปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะอนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๓๔๖}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๐. อาจยคามิติกะ ๗. ปัญหาวาร ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ พระอรหันต์อาศัยมรรคแล้วทำกิริยาสมาบัติที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เข้ากิริยาสมาบัติที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ เป็นปัจจัยแก่ความเป็นผู้ฉลาดในฐานะและมิใช่ฐานะโดยอุปนิสสยปัจจัย มรรคเป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติโดยอุปนิสสย-ปัจจัย (๓)
สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยสุขทางกายแล้วทำตนให้เดือดร้อนให้ร้อนรนเสวยทุกข์มีการแสวงหาเป็นมูลอาศัยทุกข์ทางกาย ... อุตุ ... โภชนะ ... เสนาสนะแล้วทำตนให้เดือดร้อนให้ร้อนรน ฯลฯ สุขทางกาย ... ทุกข์ทางกาย ... อุตุ ... โภชนะ ... เสนาสนะเป็นปัจจัยแก่สุขทางกาย ทุกข์ทางกาย และผล-สมาบัติโดยอุปนิสสยปัจจัย พระอรหันต์อาศัยสุขทางกายแล้วทำกิริยาสมาบัติที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เห็นแจ้ง ฯลฯ อาศัยทุกข์ทางกาย ... อุตุ ... โภชนะ ... เสนาสนะเห็นแจ้ง ฯลฯ (๑) สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูป-นิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยสุขทางกายแล้วให้ทาน ฯลฯ ทำสมาบัติ ให้เกิดขึ้น ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ทำลายสงฆ์อาศัยทุกข์ทางกาย ... อุตุ ... โภชนะ ... เสนาสนะแล้วให้ทาน ฯลฯ ทำลายสงฆ์ สุขทางกาย ฯลฯ เสนาสนะเป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติ ฯลฯ ปัญญา ... ราคะ ... ความปรารถนาโดยอุปนิสสยปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะและปกตูปนิสสยะ ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๓๔๗}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๐. อาจยคามิติกะ ๗. ปัญหาวาร ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยสุขทางกายแล้วทำมรรคให้เกิดขึ้นอาศัย ทุกข์ทาง กาย ฯลฯ เสนาสนะแล้วทำมรรคให้เกิดขึ้น สุขทางกาย ทุกข์ทางกายฯลฯ เสนาสนะเป็นปัจจัยแก่มรรคโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓) ปุเรชาตปัจจัย
สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยปุเรชาตปัจจัย มี ๒อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาตะและวัตถุปุเรชาตะ อารัมมณปุเรชาตะ ได้แก่ พระอรหันต์เห็นแจ้งจักษุ ฯลฯ หทัยวัตถุโดย เป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เห็นรูปด้วยทิพพจักขุ ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุ รูปายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะเป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณโดยปุเรชาตปัจจัย วัตถุปุเรชาตะ ได้แก่ จักขายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายายตนะเป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ ฯลฯ หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยปุเรชาตปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยปุเรชาตปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาตะและวัตถุปุเรชาตะ อารัมมณปุเรชาตะ ได้แก่ พระเสขะหรือปุถุชนเห็นแจ้งจักษุ ฯลฯ หทัยวัตถุโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ยินดีเพลิดเพลิน เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินจักษุเป็นต้นนั้น ราคะจึงเกิดขึ้น ฯลฯ โทมนัสจึงเกิดขึ้นบุคคลเห็นรูปด้วยทิพพจักขุ ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุ วัตถุปุเรชาตะ ได้แก่ หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยปุเรชาตปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานโดยปุเรชาตปัจจัย มีอย่างเดียว คือ วัตถุปุเรชาตะ ได้แก่หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานโดยปุเรชาตปัจจัย (๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๓๔๘}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๐. อาจยคามิติกะ ๗. ปัญหาวาร ปัจฉาชาตปัจจัย
สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยปัจฉาชาตปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติซึ่งเกิดภายหลังเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยปัจฉาชาตปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยปัจฉาชาตปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานซึ่งเกิดภายหลังเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยปัจฉาชาตปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาว-ธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยปัจฉาชาตปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานซึ่งเกิดภายหลังเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยปัจฉาชาตปัจจัย อาเสวนปัจจัย
สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็น เหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยอาเสวนปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติซึ่งเกิดหลังๆ โดยอาเสวนปัจจัย อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โคตรภู อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โวทานโดยอาเสวน-ปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานโดยอาเสวนปัจจัย ได้แก่ โคตรภูเป็นปัจจัยแก่มรรค ฯลฯ โวทานเป็นปัจจัยแก่มรรคโดยอาเสวนปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยอาเสวนปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานซึ่งเกิดหลังๆ โดยอาเสวนปัจจัย (๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๓๔๙}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๐. อาจยคามิติกะ ๗. ปัญหาวาร กัมมปัจจัย
สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์โดยกัมมปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยกัมมปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตะและนานาขณิกะ สหชาตะ ได้แก่ เจตนาที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่จิตต-สมุฏฐานรูปโดยกัมมปัจจัย นานาขณิกะ ได้แก่ เจตนาที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นวิบากและกฏัตตารูปโดยกัมมปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติและที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยกัมมปัจจัยได้แก่ เจตนาที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตต-สมุฏฐานรูปโดยกัมมปัจจัย (๓)
สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุ ให้ถึงนิพพานโดยกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์โดยกัมมปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยกัมมปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตะ และนานาขณิกะ สหชาตะ ได้แก่ เจตนาที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยกัมมปัจจัย นานาขณิกะ ได้แก่ เจตนาที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นวิบากโดยกัมมปัจจัย (๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๓๕๐}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๐. อาจยคามิติกะ ๗. ปัญหาวาร สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานและที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดยกัมม-ปัจจัย (๓) สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดยกัมมปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ เจตนาที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และกฏัตตารูปโดยกัมมปัจจัย (๑) วิปากปัจจัย
สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยวิปากปัจจัย ได้แก่ขันธ์ ๑ ที่เป็นวิบากซึ่งไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ ฯลฯ ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ ขันธ์เป็นปัจจัยแก่หทัยวัตถุโดยวิปากปัจจัย (๑)อาหารปัจจัยเป็นต้น
สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยอาหารปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอินทรียปัจจัย เป็นปัจจัยโดยฌานปัจจัย เป็นปัจจัยโดยมัคคปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสัมปยุตตปัจจัยวิปปยุตตปัจจัย
สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่ เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยวิปปยุตตปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตะและปัจฉาชาตะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๓๕๑}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๐. อาจยคามิติกะ ๗. ปัญหาวาร สหชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่จิตต- สมุฏฐานรูปโดยวิปปยุตตปัจจัย ปัจฉาชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยวิปปยุตตปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยวิปปยุตตปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตะและปัจฉาชาตะ สหชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยวิปปยุตตปัจจัย ปัจฉาชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยวิปปยุตตปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยวิปปยุตตปัจจัย มี ๓ อย่าง คือสหชาตะ ปุเรชาตะ และปัจฉาชาตะ สหชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยวิปปยุตตปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิจุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูปโดยวิปปยุตตปัจจัย ขันธ์เป็นปัจจัยแก่หทัยวัตถุโดยวิปปยุตตปัจจัย หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์โดยวิปปยุตตปัจจัย ปุเรชาตะ ได้แก่ จักขายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายายตนะเป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ ฯลฯ หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิจุติ และนิพพานโดยวิปปยุตตปัจจัย ปัจฉาชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อน ฯลฯ (๑) สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยวิปปยุตตปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปุเรชาตะ ได้แก่หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยวิปปยุตตปัจจัย (๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๓๕๒}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๐. อาจยคามิติกะ ๗. ปัญหาวาร สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานโดยวิปปยุตตปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปุเรชาตะ ได้แก่หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานโดยวิปปยุตตปัจจัย (๓) อัตถิปัจจัยเป็นต้น
สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยอัตถิปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ ฯลฯ (๑) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยอัตถิปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตะและปัจฉาชาตะ สหชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่จิตต-สมุฏฐานรูปโดยอัตถิปัจจัย ปัจฉาชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยอัตถิปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติและที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยอัตถิปัจจัยได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และจิตต-สมุฏฐานรูปโดยอัตถิปัจจัย ฯลฯ ขันธ์ ๒ ฯลฯ (๓) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน ... มี ๓ วาระ (พึงทำตามนัยแห่งสภาว-ธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติ)
สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยอัตถิปัจจัย มี ๕ อย่างคือ สหชาตะ ปุเรชาตะ ปัจฉาชาตะ อาหาระ และอินทรียะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๓๕๓}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๐. อาจยคามิติกะ ๗. ปัญหาวาร สหชาตะ ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูปโดยอัตถิปัจจัย ฯลฯ ขันธ์ ๒ ฯลฯ ในปฏิสนธิขณะฯลฯ ขันธ์เป็นปัจจัยแก่หทัยวัตถุโดยอัตถิปัจจัย หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์โดยอัตถิปัจจัย มหาภูตรูป ๑ ฯลฯ ที่เป็นภายนอก ฯลฯ ที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานฯลฯ ที่มีอุตุเป็นสมุฏฐาน ฯลฯ สำหรับเหล่าอสัญญสัตตพรหม ฯลฯ ปุเรชาตะ ได้แก่ พระอรหันต์เห็นแจ้งจักษุ ฯลฯ หทัยวัตถุโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เห็นรูปด้วยทิพพจักขุ ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุรูปายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะเป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณฯลฯ จักขายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายายตนะเป็นปัจจัยแก่ กายวิญญาณ ฯลฯ หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยอัตถิปัจจัย ปัจฉาชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็น ปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยอัตถิปัจจัย กวฬิงการาหารเป็นปัจจัยแก่กายนี้ ฯลฯ รูปชีวิตินทรีย์เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูป ฯลฯ (๑) สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยอัตถิปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปุเรชาตะ ได้แก่พระเสขะหรือปุถุชนเห็นแจ้งจักษุโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ยินดีเพลิดเพลิน เพราะปรารถความยินดีเพลิดเพลินจักษุนั้น ราคะ ฯลฯ โทมนัสจึงเกิดขึ้น เห็นแจ้งโสตะ ฯลฯ หทัยวัตถุโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง ฯลฯ ยินดีเพลิดเพลินเพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินโสตะเป็นต้นนั้น ราคะ ฯลฯ โทมนัสจึงเกิดขึ้นบุคคลเห็นรูปด้วยทิพพจักขุ ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุ หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยอัตถิปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานโดยอัตถิปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปุเรชาตะ ได้แก่ หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานโดยอัตถิปัจจัย (๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๓๕๔}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๐. อาจยคามิติกะ ๗. ปัญหาวาร
สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติและที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิจุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยอัตถิปัจจัยมี ๒ อย่าง คือ สหชาตะและปุเรชาตะ สหชาตะ ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และหทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดยอัตถิปัจจัย ฯลฯ ขันธ์ ๒ ฯลฯ (๑) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติและที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติและนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยอัตถิปัจจัยมี ๔ อย่าง คือ สหชาตะ ปัจฉาชาตะ อาหาระ และอินทรียะ สหชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และมหาภูตรูปเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยอัตถิปัจจัย ปัจฉาชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และกวฬิงการาหารเป็นปัจจัยแก่กายนี้โดยอัตถิปัจจัย ปัจฉาชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และรูปชีวิตินทรีย์เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูปโดยอัตถิปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานและที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานโดยอัตถิปัจจัย (พึงเพิ่ม ๒วาระตามนัยที่แสดงแล้ว) เป็นปัจจัยโดยนัตถิปัจจัย เป็นปัจจัยโดยวิคตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอวิคตปัจจัย ๑. ปัจจยานุโลม ๒. สังขยาวาร สุทธนัย
เหตุปัจจัย มี ๗ วาระ อารัมมณปัจจัย มี ๗ วาระ อธิปติปัจจัย มี ๑๐ วาระ อนันตรปัจจัย มี ๖ วาระ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๓๕๕}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๐. อาจยคามิติกะ ๗. ปัญหาวาร สมนันตรปัจจัย มี ๖ วาระ สหชาตปัจจัย มี ๙ วาระ อัญญมัญญปัจจัย มี ๓ วาระ นิสสยปัจจัย มี ๑๓ วาระ อุปนิสสยปัจจัย มี ๙ วาระ ปุเรชาตปัจจัย มี ๓ วาระ ปัจฉาชาตปัจจัย มี ๓ วาระ อาเสวนปัจจัย มี ๓ วาระ กัมมปัจจัย มี ๗ วาระ วิปากปัจจัย มี ๑ วาระ อาหารปัจจัย มี ๗ วาระ อินทรียปัจจัย มี ๗ วาระ ฌานปัจจัย มี ๗ วาระ มัคคปัจจัย มี ๗ วาระ สัมปยุตตปัจจัย มี ๓ วาระ วิปปยุตตปัจจัย มี ๕ วาระ อัตถิปัจจัย มี ๑๓ วาระ นัตถิปัจจัย มี ๖ วาระ วิคตปัจจัย มี ๖ วาระ อวิคตปัจจัย มี ๑๓ วาระ อนุโลม จบ ๒. ปัจจนียุทธาร
สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็น เหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยอารัมมณปัจจัย สหชาตปัจจัย และอุปนิสสยปัจจัย (๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๓๕๖}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๐. อาจยคามิติกะ ๗. ปัญหาวาร สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานโดยอุปนิสสยปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยอารัมมณปัจจัย สหชาตปัจจัย อุปนิสสยปัจจัยปัจฉาชาตปัจจัย และกัมมปัจจัย (๓) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติและที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยสหชาต-ปัจจัย (๔)
สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานโดยสหชาตปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยอารัมมณปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยอารัมมณปัจจัย สหชาตปัจจัย อุปนิสสยปัจจัยและปัจฉาชาตปัจจัย (๓) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานและที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยสหชาตปัจจัย (๔)
สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานโดยอารัมมณปัจจัย สหชาต-ปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย ปัจฉาชาตปัจจัย อาหารปัจจัย และอินทรียปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติโดยอารัมมณปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย และปุเรชาต-ปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานโดยอุปนิสสยปัจจัยและปุเรชาตปัจจัย (๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๓๕๗}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๐. อาจยคามิติกะ ๗. ปัญหาวาร
สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติและที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติและนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติ มี ๒ อย่าง คือสหชาตะและปุเรชาตะ (๑) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติและที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติและนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานมี ๔ อย่าง คือ สหชาตะ ปัจฉาชาตะ อาหาระ และอินทรียะ (๒) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานและที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน มี ๒ อย่าง คือ สหชาตะและปุเรชาตะ (๑) สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานและที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพาน เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพาน มี ๔อย่าง คือ สหชาตะ ปัจฉาชาตะ อาหาระ และอินทรียะ (๒)๒. ปัจจยปัจจนียะ ๒. สังขยาวาร สุทธนัย
นเหตุปัจจัย มี ๑๕ วาระ นอารัมมณปัจจัย มี ๑๕ วาระ นอธิปติปัจจัย มี ๑๕ วาระ นอนันตรปัจจัย มี ๑๕ วาระ นสมนันตรปัจจัย มี ๑๕ วาระ นสหชาตปัจจัย มี ๑๑ วาระ นอัญญมัญญปัจจัย มี ๑๑ วาระ นนิสสยปัจจัย มี ๑๑ วาระ นอุปนิสสยปัจจัย มี ๑๔ วาระ นปุเรชาตปัจจัย มี ๑๓ วาระ นปัจฉาชาตปัจจัย มี ๑๕ วาระ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๓๕๘}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๐. อาจยคามิติกะ ๗. ปัญหาวาร นอาเสวนปัจจัย มี ๑๕ วาระ นกัมมปัจจัย มี ๑๕ วาระ นวิปากปัจจัย มี ๑๕ วาระ นอาหารปัจจัย มี ๑๕ วาระ นอินทรียปัจจัย มี ๑๕ วาระ นฌานปัจจัย มี ๑๕ วาระ นมัคคปัจจัย มี ๑๕ วาระ นสัมปยุตตปัจจัย มี ๑๑ วาระ นวิปปยุตตปัจจัย มี ๙ วาระ โนอัตถิปัจจัย มี ๙ วาระ โนนัตถิปัจจัย มี ๑๕ วาระ โนวิคตปัจจัย มี ๑๕ วาระ โนอวิคตปัจจัย มี ๙ วาระ (พึงนับอย่างนี้) ปัจจนียะ จบ ๓. ปัจจยานุโลมปัจจนียะ เหตุทุกนัย
นอารัมมณปัจจัย กับเหตุปัจจัย มี ๗ วาระ นอธิปติปัจจัย ” มี ๗ วาระ นอนันตรปัจจัย ” มี ๗ วาระ นสมนันตรปัจจัย ” มี ๗ วาระ นอัญญมัญญปัจจัย ” มี ๗ วาระ นอุปนิสสยปัจจัย ” มี ๗ วาระ นปุเรชาตปัจจัย ” มี ๗ วาระ นปัจฉาชาตปัจจัย ” มี ๗ วาระ นอาเสวนปัจจัย ” มี ๗ วาระ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๓๕๙}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๐. อาจยคามิติกะ ๗. ปัญหาวาร นกัมมปัจจัย กับเหตุปัจจัย มี ๗ วาระ นวิปากปัจจัย ” มี ๗ วาระ นอาหารปัจจัย ” มี ๗ วาระ นอินทรียปัจจัย ” มี ๗ วาระ นฌานปัจจัย ” มี ๗ วาระ นมัคคปัจจัย ” มี ๗ วาระ นสัมปยุตตปัจจัย ” มี ๓ วาระ นวิปปยุตตปัจจัย ” มี ๓ วาระ โนนัตถิปัจจัย ” มี ๗ วาระ โนวิคตปัจจัย ” มี ๗ วาระ (พึงนับอย่างนี้) อนุโลมปัจจนียะ จบ ๔. ปัจจยปัจจนียานุโลม นเหตุทุกนัย
อารัมมณปัจจัย กับนเหตุปัจจัย มี ๗ วาระ อธิปติปัจจัย ” มี ๑๐ วาระ อนันตรปัจจัย ” มี ๖ วาระ สมนันตรปัจจัย ” มี ๖ วาระ สหชาตปัจจัย ” มี ๙ วาระ อัญญมัญญปัจจัย ” มี ๓ วาระ นิสสยปัจจัย ” มี ๑๓ วาระ อุปนิสสยปัจจัย ” มี ๙ วาระ ปุเรชาตปัจจัย ” มี ๓ วาระ ปัจฉาชาตปัจจัย ” มี ๓ วาระ อาเสวนปัจจัย ” มี ๓ วาระ กัมมปัจจัย ” มี ๗ วาระ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๓๖๐}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑๐. อาจยคามิติกะ ๗. ปัญหาวาร วิปากปัจจัย กับเหตุปัจจัย มี ๑ วาระ อาหารปัจจัย ” มี ๗ วาระ อินทรียปัจจัย ” มี ๗ วาระ ฌานปัจจัย ” มี ๗ วาระ มัคคปัจจัย ” มี ๗ วาระ สัมปยุตตปัจจัย ” มี ๓ วาระ วิปปยุตตปัจจัย ” มี ๕ วาระ อัตถิปัจจัย ” มี ๑๓ วาระ นัตถิปัจจัย ” มี ๖ วาระ วิคตปัจจัย ” มี ๖ วาระ อวิคตปัจจัย ” มี ๑๓ วาระ (พึงนับอย่างนี้) ปัจจนียานุโลม จบ อาจยคามิติกะ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๓๖๑}
อรรถกถา
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกอรรถกถายึดที่ข้อ ๑๐๑๖ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอาจยคามิติกะ
อนุโลมปัฏฐานในปฏิจจวาระและสังสัฏฐวาระ ในอาจยคามิติกะเหมือนกับในกุศลติกะ.
คำที่เหลือ ท่านอธิบายไปตามบาลีนั่นเอง ทั้งโดยวิสัชนาและการนับ.
อรรถกถาอาจยคามิติกะ จบ. -----------------------------------------------------