ปัญหาวาร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปญฺหาวาโร
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๓ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๑๐ ปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๔ ปัญหาวาร
ภาวนายปหาตพฺพเหตุโก ธมฺโม ภาวนายปหาตพฺพ- เหตุกสฺส ธมฺมสฺส เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย: ฯ ฉ ทสฺสเนนปหาตพฺพ- เหตุกทุกสทิสา ฯ
ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม โดยเหตุปัจจัย. มี ๖ นัย เหมือนกับทัสสเนนปหาตัพพเหตุกทุกะ.
ภาวนายปหาตพฺพเหตุโก ธมฺโม ภาวนายปหาตพฺพ- เหตุกสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย: ฯ ตีณิ อารพฺภ ทสฺสเนนปหาตพฺพเหตุกทุกสทิสา ฯ นภาวนายปหาตพฺพเหตุโก ธมฺโม นภาวนายปหาตพฺพเหตุกสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย: ทานํ ... สีลํ ... อุโปสถกมฺมํ กตฺวา ตํ ปจฺจเวกฺขติ อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ อารพฺภ นภาวนายปหาตพฺพเหตุโก ราโค อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิ ... วิจิกิจฺฉา ... นภาวนายปหาตพฺพเหตุกํ โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชติ ปุพฺเพ สุจิณฺณานิ ... ฌานา ... อริยา มคฺคา ฯเปฯ ผลสฺส อาวชฺชนาย อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย อริยา นภาวนายปหาตพฺพเหตุเก ปหีเน กิเลเส ... ปุพฺเพ ... จกฺขุํ ... วตฺถุํ ... นภาวนายปหาตพฺพเหตุเก ขนฺเธ จ โมหญฺจ อนิจฺจโต ... วิปสฺสนฺติ อสฺสาเทนฺติ อภินนฺทนฺติ {๖๓๗.๑} ตํ อารพฺภ นภาวนายปหาตพฺพเหตุโก ราโค อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิ ... วิจิกิจฺฉา ... นภาวนายปหาตพฺพเหตุกํ โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชติ ทิพฺเพน จกฺขุนา ฯเปฯ อนาคตํสญาณสฺส อาวชฺชนาย โมหสฺส จ อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ นภาวนายปหาตพฺพเหตุโก ธมฺโม ภาวนายปหาตพฺพเหตุกสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย: ทานํ ... สีลํ ... ฯเปฯ ฌานํ ... จกฺขุํ ... วตฺถุํ ... นภาวนาย- ปหาตพฺพเหตุเก ขนฺเธ จ โมหญฺจ อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ อารพฺภ ภาวนายปหาตพฺพเหตุโก ราโค อุปฺปชฺชติ อุทฺธจฺจํ ... ภาวนายปหาตพฺพเหตุกํ โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชติ ฯ นภาวนาย- ปหาตพฺพเหตุโก ธมฺโม ภาวนายปหาตพฺพเหตุกสฺส จ นภาวนายปหาตพฺพเหตุกสฺส จ ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย: จกฺขุํ ... วตฺถุํ ... นภาวนายปหาตพฺพเหตุเก ขนฺเธ จ โมหญฺจ อารพฺภ อุทฺธจฺจสหคตา ขนฺธา จ โมโห จ อุปฺปชฺชนฺติ ฯ ฆฏนารมฺมณา ตีณิปิ กาตพฺพา ฯ
ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม โดยอารัมมณปัจจัย. มี ๓ นัย เพราะปรารภ เหมือนกับทัสสเนนปหาตัพพเหตุกทุกะ. ธรรมที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพ-*เหตุกธรรม โดยอารัมมณปัจจัย คือ ทาน ฯลฯ ศีล ฯลฯ บุคคลกระทำอุโบสถกรรม แล้วพิจารณากุศลกรรมนั้นย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภกุศลกรรมนั้น ราคะที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมเกิดขึ้น ทิฏฐิ ฯลฯ วิจิกิจฉา ฯลฯ โทมนัสที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เกิดขึ้น กุศลกรรมที่ได้สั่งสมไว้แล้วในกาลก่อน ฯลฯ ออกจากฌาน ฯลฯ พระอริยะทั้งหลายออกจากมรรค ฯลฯ เป็นปัจจัยแก่ผล แก่อาวัชชนะ โดยอารัมมณปัจจัย พระอริยะทั้งหลายพิจารณากิเลสที่ละแล้ว ที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม กิเลสทั้งหลายที่เคยเกิดขึ้นแล้วในกาลก่อน ฯลฯ จักขุ ฯลฯ หทัยวัตถุ บุคคลพิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุก-*ธรรม และโมหะ โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภจักขุเป็นต้นนั้น ราคะที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เกิดขึ้น ทิฏฐิ ฯลฯ วิจิกิจฉา ฯลฯ โทมนัสที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เกิดขึ้น ด้วยทิพพจักขุ ฯลฯ เป็นปัจจัยแก่อนาคตังสญาณ แก่อาวัชชนะ แก่โมหะ โดยอารัมมณปัจจัย. ธรรมที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมโดยอารัมมณปัจจัย คือ ทาน ฯลฯ ศีล ฯลฯ ฌาน ฯลฯ จักขุ ฯลฯ หทัยวัตถุ ฯลฯ บุคคลย่อมยินดีย่อมเพลิดเพลินยิ่ง ซึ่งขันธ์ทั้งหลายที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และโมหะ เพราะปรารภทานเป็นต้นนั้น ราคะที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เกิดขึ้น อุทธัจจะ ฯลฯ โทมนัสที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เกิดขึ้น. ธรรมที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมและธรรมที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม โดยอารัมมณปัจจัย คือ จักขุ ฯลฯ หทัยวัตถุ ฯลฯ เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลาย ที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพ-*เหตุกธรรม และโมหะ ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและโมหะ เกิดขึ้น. อารัมมณปัจจัย ที่เป็นปัจจัยสงเคราะห์ พึงกระทำทั้ง ๓ นัย.
ภาวนายปหาตพฺพเหตุโก ธมฺโม ภาวนายปหาตพฺพ- เหตุกสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย: อารมฺมณาธิปติ สหชาตาธิปติ ฯ อารมฺมณาธิปติ: ภาวนายปหาตพฺพเหตุกํ ราคํ ครุํ กตฺวา อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ ครุํ กตฺวา ภาวนายปหาตพฺพ- เหตุโก ราโค อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ สหชาตาธิปติ: ภาวนายปหาตพฺพ- เหตุกา อธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ภาวนายปหาตพฺพเหตุโก ธมฺโม นภาวนายปหาตพฺพเหตุกสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย: อารมฺมณาธิปติ สหชาตาธิปติ ฯ อารมฺมณาธิปติ: ภาวนายปหาตพฺพเหตุกํ ราคํ ครุํ กตฺวา อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ ครุํ กตฺวา นภาวนายปหาตพฺพเหตุโก ราโค อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิ ... ฯ สหชาตาธิปติ: ภาวนายปหาตพฺพเหตุกา อธิปติ จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ {๖๓๘.๑} ภาวนายปหาตพฺพเหตุโก ธมฺโม ภาวนายปหาตพฺพ- เหตุกสฺส จ นภาวนายปหาตพฺพเหตุกสฺส จ ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย: สหชาตาธิปติ: ภาวนายปหาตพฺพเหตุกา อธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ นภาวนายปหาตพฺพเหตุโก ธมฺโม นภาวนายปหาตพฺพเหตุกสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย: อารมฺมณาธิปติ สหชาตาธิปติ ฯ อารมฺมณาธิปติ: ทานํ ... สีลํ ... อุโปสถกมฺมํ กตฺวา ตํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขติ ตํ ครุํ กตฺวา นภาวนายปหาตพฺพเหตุโก ราโค อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิ ... ปุพฺเพ ... ฌานา ... อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา ฯเปฯ ผลสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย จกฺขุํ ... วตฺถุํ ... นภาวนายปหาตพฺพเหตุเก ขนฺเธ ครุํ กตฺวา อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ ครุํ กตฺวา นภาวนาย- ปหาตพฺพเหตุโก ราโค อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิ ... ฯ สหชาตาธิปติ: นภาวนายปหาตพฺพเหตุกา อธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ {๖๓๘.๒} นภาวนายปหาตพฺพเหตุโก ธมฺโม ภาวนายปหาตพฺพ- เหตุกสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย: อารมฺมณาธิปติ: ทานํ ... ฯเปฯ ฌานา ... จกฺขุํ ... วตฺถุํ ... นภาวนายปหาตพฺพเหตุเก ขนฺเธ ครุํ กตฺวา อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ ครุํ กตฺวา ภาวนายปหาตพฺพเหตุโก ราโค อุปฺปชฺชติ ฯ
ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม โดยอธิปติปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ ที่เป็นอารัมมณาธิปติ ได้แก่ บุคคลกระทำราคะที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะกระทำธรรมนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เกิดขึ้น ฯลฯ ที่เป็นสหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิปติธรรมที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย โดยอธิปติปัจจัย. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ธรรม ที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมโดยอธิปติปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ. ที่เป็นอารัมมณาธิปติ ได้แก่ บุคคลกระทำราคะที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะกระทำธรรมนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เกิดขึ้น ทิฏฐิ ฯลฯ ที่เป็นสหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิปติธรรมที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย โดยอธิปติปัจจัย. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และธรรมที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม โดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิปติธรรมที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย โดยอธิปติปัจจัย. ธรรมที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพ-*เหตุกธรรม โดยอธิปติปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ. ที่เป็นอารัมมณาธิปติ ได้แก่ ทาน ฯลฯ ศีล ฯลฯ บุคคลกระทำอุโบสถกรรม แล้วกระทำกุศลกรรมนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณา เพราะกระทำกุศลกรรมนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เกิดขึ้น ทิฏฐิ ฯลฯ กุศลกรรมทั้งหลายที่ได้สั่งสมไว้แล้วในกาลก่อน ฯลฯ จากฌาน ฯลฯ พระอริยะทั้งหลายออกจากมรรค ฯลฯ เป็นปัจจัยแก่ผล โดยอธิปติปัจจัย จักขุ ฯลฯ หทัยวัตถุ ฯลฯ บุคคลกระทำขันธ์ทั้งหลายที่ไม่ใช่ภาวนายปหตัพพเหตุก-*ธรรมให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะกระทำจักขุเป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เกิดขึ้น ทิฏฐิ ฯลฯ ที่เป็นสหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิปติธรรมที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย โดยอธิปติปัจจัย. ธรรมที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ ทาน ฯลฯ จากฌาน ฯลฯ จักขุ ฯลฯ หทัยวัตถุ ฯลฯ บุคคลกระทำขันธ์ทั้งหลายที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะกระทำทานเป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เกิดขึ้น.
... อนนฺตรปจฺจเย นภาวนายปหาตพฺพเหตุกการณา วิจิกิจฺฉาสหคโต โมโห น กาตพฺโพ อุทฺธจฺจสหคโต โมโห กาตพฺโพ ฯ ... สมนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย: สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย: นว อญฺญมญฺญปจฺจเยน ปจฺจโย: ฉ นิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย: นว ฯ
ในอนันตรปัจจัย เพราะเหตุแห่งธรรมที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา ไม่พึงกระทำ โมหะที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ พึงกระทำ. ฯลฯ เป็นปัจจัย โดยสมนันตรปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัย โดยสหชาตปัจจัย มี ๙ นัย ฯลฯ เป็นปัจจัย โดยอัญญมัญญปัจจัย มี ๖ นัย ฯลฯ เป็นปัจจัย โดยนิสสยปัจจัย มี ๙ นัย
ภาวนายปหาตพฺพเหตุโก ธมฺโม ภาวนายปหาตพฺพ- เหตุกสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย: อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯเปฯ ปกตูปนิสฺสโย: ภาวนาย- ปหาตพฺพเหตุกา ขนฺธา ภาวนายปหาตพฺพเหตุกานํ ขนฺธานํ อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ มูลํ ภาวนายปหาตพฺพเหตุกา ขนฺธา นภาวนายปหาตพฺพเหตุกานํ ขนฺธานํ โมหสฺส จ อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย สกภณฺเฑ ฉนฺทราโค ปรภณฺเฑ ฉนฺทราคสฺส อุปนิสฺสย- ปจฺจเยน ปจฺจโย สกปริคฺคเห ฉนฺทราโค ปรปริคฺคเห ฉนฺทราคสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ มูลํ ภาวนายปหาตพฺพเหตุกา ขนฺธา อุทฺธจฺจสหคตานํ ขนฺธานํ โมหสฺส จ อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ {๖๔๐.๑} นภาวนายปหาตพฺพเหตุโก ธมฺโม นภาวนายปหาตพฺพ- เหตุกสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย: อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯเปฯ ปกตูปนิสฺสโย: สทฺธํ อุปนิสฺสาย ทานํ เทติ ฯเปฯ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ ทิฏฺฐึ คณฺหาติ สีลํ ฯเปฯ ปญฺญํ นภาวนายปหาตพฺพเหตุกํ ราคํ โทสํ โมหํ มานํ ทิฏฺฐึ ปตฺถนํ กายิกํ สุขํ กายิกํ ทุกฺขํ ฯเปฯ เสนาสนํ อุปนิสฺสาย ทานํ เทติ ฯเปฯ ปาณํ หนติ ฯเปฯ สงฺฆํ ภินฺทติ สทฺธา ฯเปฯ เสนาสนํ สทฺธาย ฯเปฯ ปญฺญาย นภาวนายปหาตพฺพเหตุกสฺส ราคสฺส โทสสฺส โมหสฺส ทิฏฺฐิยา ปตฺถนาย กายิกสฺส สุขสฺส ฯเปฯ ผลสมาปตฺติยา อุปนิสฺสย- ปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ {๖๔๐.๒} นภาวนายปหาตพฺพเหตุโก ธมฺโม ภาวนายปหาตพฺพ- เหตุกสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย: อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯเปฯ ปกตูปนิสฺสโย: สทฺธํ อุปนิสฺสาย มานํ ชปฺเปติ ฯเปฯ สทฺธา ฯเปฯ เสนาสนํ ภาวนายปหาตพฺพเหตุกสฺส ราคสฺส โทสสฺส โมหสฺส มานสฺส ปตฺถนาย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ นภาวนายปหาตพฺพเหตุโก ธมฺโม ภาวนายปหาตพฺพเหตุกสฺส จ นภาวนายปหาตพฺพเหตุกสฺส จ ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย: อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯเปฯ ปกตูปนิสฺสโย: สทฺธา ... ปญฺญา ... กายิกํ สุขํ ฯเปฯ เสนาสนํ อุทฺธจฺจสหคตานํ ขนฺธานํ โมหสฺส จ อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ฆฏนูปนิสฺสยาปิ ตีณิปิ กาตพฺพา ฯ
ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ที่เป็นปกตูปนิสสยะ ได้แก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย. พึงกระทำมูล ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และโมหะ โดยอุปนิสสยปัจจัย ฉันทราคะ ในภัณฑะของตน เป็นปัจจัยแก่ฉันทราคะ ในภัณฑะของผู้อื่น โดยอุปนิสสยปัจจัย ฉันทราคะ ในของหวงแหนของตน เป็นปัจจัยแก่ฉันทราคะในของหวงแหนของผู้อื่น โดยอุปนิสสยปัจจัย. พึงกระทำมูล ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ และโมหะ โดยอุปนิสสยปัจจัย. ธรรมที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพ-*เหตุกธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ที่เป็นปกตูปนิสสยะ ได้แก่บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธา แล้วให้ทาน ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิด ถือทิฏฐิ บุคคลเข้าไปอาศัยศีล ฯลฯ ปัญญา ราคะที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม โทสะโมหะ มานะ ทิฏฐิ ความปรารถนา สุขทางกาย ทุกข์ทางกาย ฯลฯ เสนาสนะ ให้ทาน ฯลฯ ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ทำลายสงฆ์ ศรัทธา ฯลฯ เสนาสนะ เป็นปัจจัยแก่ศรัทธา ฯลฯ แก่ปัญญา แก่ราคะที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม แก่โทสะ แก่โมหะ แก่ทิฏฐิ แก่ความปรารถนา แก่สุขทางกายฯลฯ แก่ผลสมาบัติ โดยอุปนิสสยปัจจัย. ธรรมที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ที่เป็นปกตูปนิสสยะ ได้แก่บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธา แล้วก่อมานะ ฯลฯ ศรัทธา ฯลฯ เสนาสนะ เป็นปัจจัยแก่ราคะที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม แก่โทสะ แก่โมหะ แก่มานะ แก่ความปรารถนา โดยอุปนิสสยปัจจัย. ธรรมที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมและธรรมที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ที่เป็นปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ศรัทธา ฯลฯ ปัญญา ฯลฯ สุขทางกาย ฯลฯ เสนาสนะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ และโมหะ โดยอุปนิสสยปัจจัย แม้อุปนิสสยปัจจัย ที่เป็นปัจจัยสงเคราะห์ ก็พึงกระทำทั้ง ๓ นัย.
นภาวนายปหาตพฺพเหตุโก ธมฺโม นภาวนายปหาตพฺพ- เหตุกสฺส ธมฺมสฺส ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย: ตีณิ ฯ ... ปจฺฉาชาต- ปจฺจเยน ปจฺจโย: ตีณิ อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย: นว กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย: นภาวนายปหาตพฺพภาชนการเณ นานาขณิกา ลพฺภติ ฯ ... โนวิคตปจฺจเยน ปจฺจโย: ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ ยถา ทสฺสเนน- ปหาตพฺพเหตุกทุกํ เอวํ ภาวนายปหาตพฺพเหตุกปจฺจยาปิ ปจฺจนียาปิ วิภาโคปิ คณนาปิ นินฺนานากรณา ฯ นทสฺสเนนปหาตพฺโพ ธมฺโม นทสฺสเนนปหาตพฺพสฺส ธมฺมสฺส ... ปรนฺเตน สกภณฺฑฉนฺทราโคปิ กาตพฺโพ ฯ ภาวนายปหาตพฺโพ ธมฺโม นภาวนายปหาตพฺพสฺส ธมฺมสฺส ... ปรนฺเตน สกภณฺฑฉนฺทราโคปิ กาตพฺโพ ฯ ภาวนายปหาตพฺพเหตุกทุกํ นิฏฺฐิตํ ฯ ----------------
ธรรมที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่ภาวนาย-*ปหาตัพพเหตุกธรรม โดยปุเรชาตปัจจัย มี ๓ นัย. ฯลฯ เป็นปัจจัย โดยปัจฉาชาตปัจจัย มี ๓ นัย ฯลฯ เป็นปัจจัย โดยอาเสวนปัจจัย มี ๙ นัย ฯลฯ เป็นปัจจัย โดยกัมมปัจจัย ในเหตุที่จำแนกธรรมที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพธรรม ย่อมได้นานาขณิก. ฯลฯ เป็นปัจจัย โดยไม่ใช่วิคตปัจจัย ฯลฯ. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกทุกะ ฉันใด ภาวนายปหาตัพพเหตุกปัจจยะก็ดี ปัจจนียะก็ดีการจำแนกก็ดี การนับก็ดี ก็ฉันนั้น ไม่มีแตกต่างกัน. ธรรมที่ไม่ใช่ทัสสเนนปหาตัพพธรรม เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่ทัสสเนนปหาตัพพธรรมฯลฯ พึงกระทำแม้ฉันทราคะ ในภัณฑะของตน โดยส่วนสุดเบื้องปลาย. ภาวนายปหาตัพพธรรม เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่ภาวนายปหาตัพพธรรม ฯลฯ แม้ฉันทราคะในภัณฑะของตน ก็พึงกระทำโดยส่วนสุดเบื้องปลาย. ภาวนายปหาตัพพเหตุกทุกะ จบ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๘๖. ภาวนายปหาตัพพเหตุกทุกะ ๗. ปัญหาวาร ๑. ปัจจยานุโลม ๑. วิภังควาร เหตุปัจจัย
สภาวธรรมที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุมรรคเบื้องบน ๓ พึงประหาณโดยเหตุปัจจัยมี ๖ วาระ ฯลฯ (เหมือนกับทัสสเนนปหาตัพพเหตุกทุกะ)อารัมมณปัจจัย
สภาวธรรมที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ โดยอารัมมณปัจจัยมี ๓ วาระ (พึงเพิ่มคำว่า เพราะปรารภเหมือนกับทัสสเนนปหาตัพพเหตุกทุกะ)
สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ เป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ โดยอารัมมณปัจจัยได้แก่ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถแล้วพิจารณากุศลนั้น ยินดี เพลิดเพลิน เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินกุศลนั้น ราคะที่มีเหตุไม่ต้อง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๓ หน้า : ๔๖๔}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ทุกปัฏฐาน] ๘๖. ภาวนายปหาตัพพเหตุกทุกะ ๗. ปัญหาวาร ประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ จึงเกิดขึ้น ทิฏฐิ ฯลฯ วิจิกิจฉา ฯลฯ โทมนัสที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ จึงเกิดขึ้น บุคคลพิจารณากุศลที่เคยสั่งสมไว้ดีแล้ว ฯลฯ ออกจากฌาน ฯลฯ พระอริยะออกจากมรรค ฯลฯ เป็นปัจจัยแก่ผล และอาวัชชนจิตโดยอารัมมณปัจจัย พระอริยะพิจารณากิเลสที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ซึ่งละได้แล้ว ฯลฯ รู้กิเลสที่เคยเกิดขึ้น ฯลฯ บุคคลเห็นแจ้งจักษุ ฯลฯ หทัยวัตถุ ขันธ์ที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน๓ และโมหะโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง ฯลฯ ยินดีเพลิดเพลิน เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินจักษุเป็นต้นนั้น ราคะที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓จึงเกิดขึ้น ทิฏฐิ ฯลฯ วิจิกิจฉา ฯลฯ โทมนัสที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้อง๓ จึงเกิดขึ้น บุคคลเห็นรูปด้วยทิพพจักขุ ฯลฯ เป็นปัจจัยแก่อนาคตังสญาณอาวัชชนจิตและโมหะโดยอารัมมณปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ เป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ โดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่บุคคลให้ทาน สมาทานศีล ฯลฯ พิจารณฌาน ฯลฯ ยินดีเพลิดเพลินจักษุ ฯลฯ หทัยวัตถุ ขันธ์ที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ และโมหะ เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินจักษุเป็นต้นนั้น ราคะที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ จึงเกิดขึ้น อุทธัจจะ ฯลฯ โทมนัสที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน๓ จึงเกิดขึ้น (๒) สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ เป็นปัจจัยแก่สภาว-ธรรมที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ และที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ โดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ เพราะปรารภจักษุ ฯลฯ หทัยวัตถุขันธ์ที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ และโมหะ ขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและโมหะจึงเกิดขึ้น (พึงทำอารัมมณฆฏนาให้เป็น ๓ วาระ) (๓)อธิปติปัจจัยเป็นต้น
สภาวธรรมที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ เป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ โดยอธิปติปัจจัย มี ๒ อย่างคือ อารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๓ หน้า : ๔๖๕}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ทุกปัฏฐาน] ๘๖. ภาวนายปหาตัพพเหตุกทุกะ ๗. ปัญหาวาร อารัมมณาธิปติ ได้แก่ บุคคลยินดีเพลิดเพลินราคะที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น เพราะทำความยินดีเพลิดเพลินราคะนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน๓ จึงเกิดขึ้น สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์โดยอธิปติปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ เป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ โดยอธิปติปัจจัย มี ๒อย่าง คือ อารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ บุคคลยินดีเพลิดเพลินราคะที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น เพราะทำความยินดีเพลิดเพลินราคะนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ จึงเกิดขึ้น ทิฏฐิ ฯลฯ สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยอธิปติปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ เป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ และที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ โดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่อธิบดีธรรมที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดยอธิปติปัจจัย (๓)
สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ เป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ โดยอธิปติปัจจัยมี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถแล้ว พิจารณากุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ยินดีเพลิดเพลิน เพราะทำความยินดีเพลิดเพลินกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะที่มีเหตุไม่ต้อง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๓ หน้า : ๔๖๖}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ทุกปัฏฐาน] ๘๖. ภาวนายปหาตัพพเหตุกทุกะ ๗. ปัญหาวาร ประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ จึงเกิดขึ้น ทิฏฐิ ฯลฯ บุคคลพิจารณากุศลที่เคยสั่งสมไว้ดีแล้ว ฯลฯ ออกจากฌาน ฯลฯ พระอริยะออกจากมรรค ฯลฯ เป็นปัจจัยแก่ผลโดยอธิปติปัจจัย บุคคลยินดีเพลิดเพลินจักษุ ฯลฯ หทัยวัตถุ และขันธ์ที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นเพราะทำความยินดีเพลิด เพลินจักษุเป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นราคะที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ จึงเกิดขึ้น ทิฏฐิ ฯลฯ สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรค เบื้องบน ๓ เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดยอธิปติปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ เป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ โดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียวคือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ บุคคลให้ทาน ฯลฯ ออกจากฌาน ฯลฯ ยินดีเพลิดเพลินจักษุ ฯลฯ หทัยวัตถุ และขันธ์ที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น เพราะทำความยินดีเพลิดเพลินจักษุเป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ จึงเกิดขึ้น (๒) (ในอนันตรปัจจัย ไม่พึงเพิ่มโมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา เพราะเหตุแห่งสภาวธรรมที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ แต่พึงเพิ่มโมหะที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ) ... เป็นปัจจัยโดยสมนันตรปัจจัย ... เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย มี ๙ วาระ ... เป็นปัจจัยโดยอัญญมัญญปัจจัย มี ๖ วาระ ... เป็นปัจจัยโดยนิสสยปัจจัย มี ๙ วาระ อุปนิสสยปัจจัย
สภาวธรรมที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ เป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ โดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๓ หน้า : ๔๖๗}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ทุกปัฏฐาน] ๘๖. ภาวนายปหาตัพพเหตุกทุกะ ๗. ปัญหาวาร ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ขันธ์ที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ โดยอุปนิสสยปัจจัย (พึงเพิ่มบทที่เป็นมูล) ขันธ์ที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ และโมหะโดยอุปนิสสยปัจจัยความยินดีด้วยอำนาจความพอใจในสิ่งของของตนเป็นปัจจัยแก่ความยินดีด้วยอำนาจความพอใจในสิ่งของของคนอื่นโดยอุปนิสสยปัจจัย ความยินดีด้วยอำนาจความพอใจในสิ่งหวงแหนของตนเป็นปัจจัยแก่ความยินดีด้วยอำนาจความพอใจในสิ่งหวงแหนของคนอื่นโดยอุปนิสสยปัจจัย (พึงเพิ่มบทที่เป็นมูล) ขันธ์ที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและโมหะโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓)
สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ เป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ โดยอุปนิสสยปัจจัยมี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธาแล้ว ให้ทาน ฯลฯ ทำสมาบัติให้ เกิดขึ้น ถือทิฏฐิ อาศัยศีล ฯลฯ ปัญญา ฯลฯ ราคะที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ... โทสะ ... โมหะ ... มานะ ... ทิฏฐิ ... ความปรารถนา... สุขทางกาย ... ทุกข์ทางกาย ฯลฯ เสนาสนะแล้ว ให้ทาน ฯลฯ ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ทำลายสงฆ์ ศรัทธา ฯลฯ เสนาสนะเป็นปัจจัยแก่ศรัทธา ฯลฯ ปัญญา ฯลฯ ราคะที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ... โทสะ ... โมหะ ... ทิฏฐิ ... ความปรารถนา ... สุขทางกาย ฯลฯ ผลสมาบัติโดยอุปนิสสยปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ เป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ โดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธาแล้ว มีมานะ ฯลฯ ศรัทธา ฯลฯ เสนาสนะเป็นปัจจัยแก่ราคะที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ... โทสะ ... โมหะ ... มานะ และความปรารถนาโดยอุปนิสสยปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ และที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๓ หน้า : ๔๖๘}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ทุกปัฏฐาน] ๘๖. ภาวนายปหาตัพพเหตุกทุกะ ๗. ปัญหาวาร มรรคเบื้องบน ๓ โดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ศรัทธา ฯลฯ ปัญญา ฯลฯ สุขทางกาย ฯลฯ เสนาสนะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและโมหะโดยอุปนิสสยปัจจัย(แม้อุปนิสสยฆฏนา ก็พึงทำเป็น ๓ วาระ) (๓) ปุเรชาตปัจจัยเป็นต้น
สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ เป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ โดยปุเรชาตปัจจัยมี ๓ วาระ ... เป็นปัจจัยโดยปัจฉาชาตปัจจัย มี ๓ วาระ ... เป็นปัจจัยโดยอาเสวนปัจจัย มี ๙ วาระ ... เป็นปัจจัยโดยกัมมปัจจัย (นานาขณิกะ มีได้ในเหตุแห่งการจำแนกสภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓) ฯลฯ ... เป็นปัจจัยโดยโนวิคตปัจจัย (ย่อ ปัจจัยในภาวนายตัพพเหตุกทุกะ ปัจจนียะ วิภาค และการนับเหมือนกับทัสสเนนปหาตัพพเหตุกทุกะ ไม่มีข้อแตกต่างกัน) สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค ฯลฯ (ยิ่งกว่านั้น พึงเพิ่มความยินดีด้วยอำนาจความพอใจในสิ่งของของตนด้วย) สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ฯลฯ (ยิ่งกว่านั้น พึงเพิ่มความยินดีด้วยอำนาจความพอใจในสิ่งของของตนด้วย)ภาวนายปหาตัพพเหตุกทุกะ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๓ หน้า : ๔๖๙}
ไม่มีอรรถกถาของข้อนี้ — ตามบันทึกตอนนำเข้า: “ต้นทางยังไม่ได้จัดทำ”