ข้อ ๑ หลักเกณฑ์การคัดเลือกบุคคลเป็นกรรมการกฤษฎีกาให้เป็นไปตามแนวทาง ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๓แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการ กฤษฎีกาพ.ศ. ๒๕๒๒
(๒) ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากการดำรงตำแหน่งที่สำคัญในทางกฎหมายหรือการ บริหารราชการแผ่นดินในขณะได้รับแต่งตั้งจะมีการพิจารณาสับเปลี่ยนเพื่อให้บุคคลอื่นที่ดำรง ตำแหน่งเดียวกันซึ่งได้รับแต่งตั้งในภายหลังหรือบุคคลที่ดำรงตำแหน่งอื่นที่จำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่ มาปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการกฤษฎีกาแทนเว้นแต่ผู้ใดได้ปฏิบัติหน้าที่โดยแสดงความรู้ความ เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของคณะกรรมการกฤษฎีกาจะพิจารณาแต่งตั้งใน ฐานะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่องต่อไป
(๓) การพิจารณาคัดเลือกบุคคลให้คำนึงถึงการเฉลี่ยประสบการณ์ตามสายงานด้าน ต่าง ๆเพื่อให้คณะกรรมการกฤษฎีกาประกอบด้วยผู้มีความเชี่ยวชาญในทางนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือการบริหารราชการแผ่นดินในสัดส่วนที่เหมาะสม (๔)๑ การพิจารณาโดยเฉลี่ยประสบการณ์ในอดีตกับปัจจุบัน ระหว่างผู้ที่ เป็น ข้าราชการบำนาญและผู้ทรงคุณวุฒิที่มีอาวุโสกับข้าราชการประจำ โดยผู้ที่เป็นข้าราชการบำนาญหรือ ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีอาวุโสต้องมีอายุไม่เกินแปดสิบห้าปีในวันที่ได้รับคัดเลือก เว้นแต่เป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถไม่มีปัญหาด้านสุขภาพ และสำหรับผู้ที่เป็นกรรมการกฤษฎีกาอยู่ก่อนต้องเป็นผู้ที่มีส่วน ร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อที่ประชุมอย่างสม่ำเสมอ (๕)๒ การพิจารณาคัดเลือกบุคคลที่เป็นกลางและปฏิบัติงานได้อย่างเป็นอิสระ โดยไม่ อยู่ในระหว่างการดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือผู้มีอาชีพที่อาจขัดแย้งต่อการให้ความเห็นทาง กฎหมายในฐานะเป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล เว้นแต่เป็นผู้ที่เคยเป็นกรรมการกฤษฎีกามาแล้ว ก่อนเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเป็นการแต่งตั้งต่อเนื่องกัน หรือคณะกรรมการตามมาตรา ๑๓/๑จะมีมติเป็นอย่างอื่น ๑ ข้อ ๑(๔) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง หลักเกณฑ์การ คัดเลือกและการพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ที่สมควรเป็นกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่ ๓)พ.ศ. ๒๕๖๑ ๒ ข้อ ๑(๕) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง หลักเกณฑ์การ คัดเลือกและการพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ที่สมควรเป็นกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่ ๒)พ.ศ. ๒๕๕๘ (๖)๓ ในการพิจารณาเพื่ อแต่งตั้ งเป็นกรรมการกฤษฎีกา ให้คำนึงถึงความรู้ ความสามารถและประโยชน์ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้รับ และสำหรับผู้ที่เป็นกรรมการ กฤษฎีกาอยู่ก่อน ให้คำนึงถึงการมาประชุมโดยสม่ำเสมอด้วย เว้นแต่ไม่สามารถมาประชุมได้เนื่องจาก ไปเป็นผู้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน