คลังกฎหมาย

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560

ตัวบทนี้คือฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ ปีที่ระบุ ไม่ใช่ฉบับรวมการแก้ไข มาตราที่ถูกแก้ไข เพิ่ม หรือยกเลิกภายหลังจะไม่ปรากฏ — ระบบยังไม่ได้ตรวจสถานะบังคับใช้ปัจจุบัน

ที่มาของตัวบทนี้

ผู้เผยแพร่ไฟล์
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาocs-law-index
ชุดข้อมูลบน data.go.th
https://www.ocs.go.th/searchlaw/law-index/item/354ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — สัญญาอนุญาตประกาศอยู่ในระเบียนชุดข้อมูลนี้ — คือหลักฐานสัญญาอนุญาตของตัวบททั้งฉบับ
ไฟล์ต้นทาง
https://www.ocs.go.th/searchlaw/power_link/download/eyJ1dWlkIjoiMTI4ZWViOWMtYmQ3Yi00MzBiLWI4NmItNmM0NTA0OGIyOTFiIiwiZmlsZW5hbWUiOiLguJswMDU1IOC4nuC4o-C4sOC4o-C4suC4iuC4muC4seC4jeC4jeC4seC4leC4tCAyNTYwLTEyM-C4gS0xLlBERiJ9.rm8h7PP820yz4SqfFrkQxXzHQjmmgWRwOONpfs0Plrc24 pp.
checksum ของไฟล์
sha256:1cb1f7bb3186f367bafdb877b4a1629a403dec49c3ddd22f76b07d429b36db78ดึงเมื่อ 2026-08-23T11:20:12.410Z
วิธีดึงข้อความ
pdftotext -layoutผ่านด่านตรวจของ ai-law: ซ่อม ToUnicode · คืนสระ ำ · ลำดับมาตราต่อเนื่อง · เทียบพยาน OCR

ปรารภ

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ เป็นปีที่ ๒ ในรัชกาลปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ มี บ ทบั ญ ญั ติ บางประการเกี่ ย วกั บ การจำ กั ด สิ ท ธิ และเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ และมาตรา ๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เหตุ ผ ลและความจำ เป็ น ในการจำ กั ด สิ ท ธิ และเสรีภาพของบุ ค คลตามพระราชบั ญ ญั ติ ประกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ เพื่ อ ให้ การปฏิ บั ติ ห น้าที่ ข องคณะกรรมการสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนแห่งชาติ สามารถ ดำ เนิ น การได้ อ ย่า งมี ป ระสิ ท ธิ ภาพอั น จะเป็ น ประโยชน์ ต่ อ สาธารณะ ซึ่ ง การตราพระราชบั ญ ญั ติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นไว้โดยคำแนะนำ และยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้

ทุกมาตรา

  1. มาตรา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐”
  2. มาตรา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
  3. มาตรา ให้ยกเลิก (๑) พระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ (๒) พระราชบัญญัติเครื่องแบบกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ (๓) คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๓/๒๕๖๐ เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหา ความต่อเนื่องของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๐ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
  4. มาตรา ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ “สิทธิมนุษยชน” หมายความว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาค ของบุคคล บรรดาที่ได้รับการรับรองหรือคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย หรือตามหนังสือสัญญา ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ “กรรมการ” หมายความว่า กรรมการสิ ท ธิม นุ ษ ยชนแห่ งชาติ และให้ ห มายความรวมถึ ง ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้วย “สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ “เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า เลขาธิการ ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้าง ของสำ นั ก งาน และเจ้าหน้า ที่ ข องรั ฐ ซึ่ งคณะกรรมการแต่ ง ตั้ งเพื่ อ ปฏิ บั ติ การตามพระราชบั ญ ญั ติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้
  5. มาตรา ในกรณีที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้มิได้กำหนดไว้เป็นประการอื่น การใดที่กำหนดให้แจ้ง ยื่น หรือส่งหนังสือหรือเอกสารให้บุคคลใดเป็นการเฉพาะ ถ้าได้แจ้ง ยื่น หรือส่งหนังสือ หรื อ เอกสารให้ บุ ค คลนั้ น ณ ภู มิ ลำ เนาหรื อ ที่ อ ยู่ ที่ ป รากฏตามหลั ก ฐานทางทะเบี ย นตามกฎหมาย ว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ให้ถือว่าได้แจ้ง ยื่น หรือส่งโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้แล้ว และในกรณีที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้กำหนดให้ประกาศหรือเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ เป็นการทั่วไป ให้ถือว่าการประกาศหรือเผยแพร่ในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือระบบหรือวิธีการอื่นใด ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก เป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญนี้แล้ว ในกรณี ที่ พ ระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ กำ หนดให้ ค ณะกรรมการ หรื อ เลขาธิ การ มี อำนาจกำหนดหรือ มี คำสั่ งเรื่อ งใด ถ้ามิ ได้ กำหนดวิธีการไว้ เป็ น การเฉพาะ ให้ ค ณะกรรมการหรื อ เลขาธิการกำหนดโดยทำเป็นระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่ง แล้วแต่กรณี และถ้าระเบียบ ประกาศ หรือ คำสั่งนั้นใช้บังคับแก่บุคคลทั่วไป ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้ดำเนินการประกาศตามวรรคหนึ่งด้วย ทั้งนี้ ถ้าระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งใดมีการกำหนดขั้นตอนการดำเนินงานไว้ คณะกรรมการหรือ เลขาธิการต้องกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนให้ชัดเจนด้วย
  6. มาตรา ในการปฏิบัติหน้าที่ คณะกรรมการต้องให้ความร่วมมือและความช่วยเหลือ องค์กรอิสระทุกองค์กร ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่ามีผู้กระทำการอันไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อยู่ใน หน้า ที่ และอำนาจขององค์ ก รอิ ส ระอื่ น ให้ ค ณะกรรมการมี ห นั งสื อ แจ้ งองค์ ก รอิ ส ระที่เกี่ ย วข้ อ งเพื่ อ ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไปโดยไม่ชักช้า ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่าการดำเนินการเรื่องใดที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ อาจเข้าลักษณะเป็ น การกระทำที่ อ ยู่ในหน้าที่และอำนาจขององค์ก รอิ สระอื่ น ด้วย ให้ คณะกรรมการ ปรึกษาหารือร่วมกั บ องค์กรอิ ส ระอื่ น ที่ เกี่ ย วข้อ งเพื่ อ กำหนดแนวทางในการดำเนิ น งานร่ว มกั น เพื่ อ ให้ การปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ซ้ำซ้อนกัน เพื่ อ ประโยชน์ในการดำเนิ น การตามวรรคสอง ให้ ป ระธานกรรมการสิทธิมนุ ษ ยชนแห่งชาติ มีอำนาจเชิญประธานองค์กรอิสระอื่นมาร่วมประชุมเพื่อปรึกษาหารือและกำหนดแนวทางร่วมกันได้ และ ให้องค์กรอิสระทุกองค์กรปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว
  7. มาตรา ให้ ป ระธานกรรมการสิ ท ธิม นุ ษ ยชนแห่ งชาติ รัก ษาการตามพระราชบั ญ ญั ติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้
  8. หมวด ๑ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
  9. มาตรา คณะกรรมการสิทธิมนุษ ยชนแห่งชาติประกอบด้วยกรรมการจำนวนเจ็ดคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากผู้เป็นกลางทางการเมือง และมีความรู้ และประสบการณ์ด้านการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นที่ประจักษ์เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสิบปี ในด้านดังต่อไปนี้ อย่างน้อยด้านละหนึ่งคนแต่จะเกินด้านละสองคนมิได้ (๑) มีประสบการณ์ในการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนต่อเนื่องกัน (๒) มี ค วามรู้ ค วามเชี่ ย วชาญในการสอนหรื อ ทำ งานวิ จั ย เกี่ ย วกั บ สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนใน ระดับอุดมศึกษา (๓) มี ค วามรู้ ค วามเชี่ ย วชาญด้านกฎหมายเกี่ ย วกั บ สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนทั้ ง ภายในประเทศและ ต่างประเทศที่จะยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ (๔) มีความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารงานภาครัฐที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและคุ้มครอง สิทธิมนุษยชน (๕) มี ค วามรู้ และประสบการณ์ ด้า นปรั ช ญา วั ฒ นธรรม ประเพณี และวิ ถี ชี วิ ต ของไทย เป็นที่ประจักษ์ที่จะยังประโยชน์ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ระยะเวลาตามวรรคหนึ่ ง ให้ นั บ ถึ งวั น สมั ค รหรื อ วั น ที่ ได้ รั บ การเสนอชื่ อ เข้า รั บ การสรรหา แล้วแต่กรณี
  10. มาตรา นอกจากคุณสมบัติตามมาตรา ๘ แล้ว กรรมการต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ด้วย (๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบห้าปี แต่ไม่เกินเจ็ดสิบปี (๓) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า (๔) มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ (๕) มีสุขภาพที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  11. มาตรา ๑๐กรรมการต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ (๑) เป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระใด (๒) ติดยาเสพติดให้โทษ (๓) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต (๔) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ (๕) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช (๖) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ (๗) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ (๘) อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราว หรือถูกเพิกถอนสิทธิ สมัครรับเลือกตั้ง (๙) ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล (๑๐) เคยถูกสั่งให้พ้ นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือ รัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ (๑๑) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะ ร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเพราะกระทำความผิดตามกฎหมาย ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (๑๒) เคยต้ อ งคำ พิ พากษาอั น ถึ ง ที่ สุ ด ว่า กระทำความผิ ด ต่ อ ตำ แหน่ ง หน้า ที่ ราชการ หรื อ ต่ อ ตำ แหน่งหน้า ที่ ในการยุ ติ ธ รรม หรื อ กระทำความผิ ด ตามกฎหมายว่า ด้ ว ยความผิ ด ของพนั ก งาน ในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมาย อาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติด ในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือ หรือเจ้าสำนัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน (๑๓) เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง (๑๔) อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (๑๕) เคยพ้ น จากตำแหน่งเพราะศาลรัฐธรรมนู ญ วินิจฉัยว่ามีการเสนอ การแปรญั ต ติ หรือ การกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการมีส่วน ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย (๑๖) เคยพ้ น จากตำแหน่ งเพราะศาลฎีกาหรื อ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำ แหน่ ง ทางการเมืองมีคำพิพากษาว่าเป็นผู้มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ หรือกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญ ญั ติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือ ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง (๑๗) เคยได้ รั บ โทษจำคุ ก โดยคำ พิ พากษาถึงที่ สุ ด ให้ จำ คุ ก เว้ น แต่ ในความผิ ด อั น ได้ ก ระทำ โดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ (๑๘) เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิ สภา ข้าราชการการเมือง หรือ สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในระยะสิบปีก่อนเข้ารับการสรรหา (๑๙) เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นของพรรคการเมืองในระยะสิบปีก่อนเข้ารับ การสรรหา (๒๐) เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ (๒๑) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือ กรรมการหรือที่ปรึกษาของหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ (๒๒) เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วนบริษัท หรือองค์กรที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด (๒๓) เป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ (๒๔) มีพฤติการณ์อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง (๒๕) เป็นผู้ท่ีมีประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดแจ้ง
  12. มาตรา ๑๑เมื่อมีกรณีที่จะต้องสรรหาผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ ให้เป็นหน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งประกอบด้วย (๑) ประธานศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการ (๒) ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นกรรมการ (๓) ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นกรรมการ (๔) ผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน องค์กรละหนึ่งคน ซึ่งเลือกกันเองให้เหลือสามคน เป็นกรรมการ (๕) ผู้ แทนสภาทนายความหนึ่ ง คน ผู้ แทนสภาวิชาชี พ ทางการแพทย์และสาธารณสุ ข เลือกกันเองให้เหลือหนึ่งคน และผู้แทนสภาวิชาชีพสื่อมวลชนเลือกกันเองให้เหลือหนึ่งคน เป็นกรรมการ (๖) อาจารย์ประจำหรือผู้เคยเป็นอาจารย์ประจำในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสอนหรือทำงานวิจัย หรือทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสิบปี ซึ่งกรรมการตาม (๑) (๒) (๓) (๔) และ (๕) มีมติเลือกด้วยคะแนนเสียงสองในสาม หนึ่งคน เป็นกรรมการ ให้ เลขาธิการวุฒิสภาเป็ น เลขานุการของคณะกรรมการสรรหา และให้ สำนั กงานเลขาธิการ วุฒิสภาปฏิบัติหน้าที่เป็นหน่วยธุรการของคณะกรรมการสรรหา องค์ กรเอกชนด้านสิ ท ธิม นุ ษ ยชนตาม (๔) และสภาวิชาชี พ ตาม (๕) ต้ อ งเป็ น องค์กรหรือ สภาวิชาชีพที่ได้จดแจ้งไว้กับสำนักงาน โดยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจดแจ้ง การรับจดแจ้ง และการเลือกกันเองให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด โดยต้องกำหนดให้มีการเลือกกันเอง ให้แล้วเสร็จภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่มีกรณีที่ต้องสรรหาผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ วิธีการเลือกกรรมการสรรหาตาม (๖) ให้เป็นไปตามที่กรรมการสรรหาตาม (๑) (๒) (๓) (๔) และ (๕) ตกลงร่วมกัน ในกรณีที่พ้นกำหนดระยะเวลาตามวรรคสามแล้วยังไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ สรรหาตาม (๒) หรือ (๕) หรือมีไม่ครบไม่ว่าด้วยเหตุใดและมีผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการสรรหาตาม (๔) อย่างน้อยหนึ่งคน ให้กรรมการสรรหาเท่าที่มีอยู่ดำเนินการตกลงและเลือกกรรมการสรรหาตาม (๖) ได้ต่อไป โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันพ้นกำหนดระยะเวลาตามวรรคสาม ในกรณี ที่ พ้ น กำหนดเวลาการเลือกกรรมการสรรหาตาม (๖) แล้ ว ยั งไม่ มี ผู้ดำรงตำแหน่ ง กรรมการสรรหาตาม (๒) (๕) หรือ (๖) หรือมีไม่ครบไม่ว่าด้วยเหตุใดและมีผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ สรรหาตาม (๔) อย่างน้ อ ยหนึ่ งคน ให้ ค ณะกรรมการสรรหาเท่าที่ มี อ ยู่ ป ฏิ บั ติ ห น้าที่ และใช้ อำนาจ ไปพลางก่อนได้ โดยในระหว่างนั้นให้ถือว่าคณะกรรมการสรรหาประกอบด้วยกรรมการสรรหาเท่าที่มีอยู่
  13. มาตรา ๑๒ให้กรรมการสรรหาตามมาตรา ๑๑ (๔) (๕) และ (๖) อยู่ในวาระการดำรงตำแหน่ง จนถึงวันก่อนวันที่มีกรณีที่ต้องสรรหากรรมการใหม่ แต่ไม่รวมถึงการสรรหาใหม่หรือการสรรหาเพิ่มเติม ตามมาตรา ๑๓ วรรคห้า มาตรา ๑๔ วรรคสองและวรรคสาม และมาตรา ๑๕ และให้กรรมการสรรหา ดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระเมื่อตาย ลาออก ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม ผู้ ซึ่ งได้ รั บ แต่ งตั้ งให้ เป็ น กรรมการสรรหาตามวรรคหนึ่ ง แล้ ว จะเป็ น กรรมการสรรหาใน คณะกรรมการสรรหาสำหรับศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระอื่นในขณะเดียวกันมิได้ ในกรณี ที่ ตำ แหน่ ง กรรมการสรรหาว่า งลง ให้ ดำ เนิ น การให้ มี การเลื อ กกรรมการสรรหา แทนโดยเร็ ว ในระหว่างที่ ยั งไม่ ได้ ก รรมการสรรหาใหม่ ถ้า ยั ง มี ก รรมการสรรหาตั้ ง แต่ ห้า คนขึ้ น ไป ให้คณะกรรมการสรรหาประกอบด้วยกรรมการสรรหาเท่าที่มีอยู่ ให้ประธานกรรมการสรรหาและกรรมการสรรหาเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
  14. มาตรา ๑๓ในการสรรหากรรมการ ให้คณะกรรมการสรรหาปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และปราศจากอคติทั้งปวง โดยอย่างน้อยการสรรหาต้องมีกระบวนการ ดังต่อไปนี้ (๑) ประกาศให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปถึงกระบวนการสรรหากรรมการ โดยอย่างน้อย ต้องระบุจำนวนตำแหน่งกรรมการที่จะสรรหา หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่จะใช้ในการสรรหา ทุกขั้นตอน และเพื่อประโยชน์แห่งการนี้ ให้คณะกรรมการสรรหาใช้วิธีการสัมภาษณ์หรือให้แสดงความคิดเห็น ในเรื่อ งที่ เกี่ ย วกั บ หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ หรือ วิธีการอื่ น ใดที่เหมาะสม เพื่ อ ประกอบ การพิจารณาด้วย (๒) การสรรหากรรมการให้ ก ระทำโดยการประกาศรั บ สมั ค รหรื อ การเสนอชื่ อ บุ ค คลซึ่ ง มี ความเหมาะสมทั่วไปเพื่อเข้ารับการสรรหาซึ่งต้องกระทำโดยเปิดเผย โดยในการเสนอชื่อบุคคลเพื่อเข้ารับ การสรรหาจะต้องได้รับความยินยอมของบุคคลนั้นด้วย และให้มีการประกาศรายชื่อบุคคลที่จะเข้ารับ การสรรหาให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป เพื่อรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับความเหมาะสมของผู้เข้ารับการสรรหาดังกล่าว เพื่อประกอบการพิจารณาในการสรรหาด้วย (๓) ในการสรรหา ให้ ค ณะกรรมการสรรหาปรึ ก ษาหารื อ เพื่ อ คั ด สรรให้ ได้ บุ ค คลซึ่ ง มี ความรับผิดชอบสูง มีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ และมีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นตัวอย่างที่ดี ของสังคม มีทัศนคติที่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดผลสำเร็จ รวมตลอดทั้งคำนึงถึงการมีส่วนร่วม ของทั้ งหญิ งและชาย และส่ งเสริม ความเป็ น พหุ สั งคม และให้ คณะกรรมการสรรหาส่งข้ อ มู ล ที่ ใช้ ใน การพิจารณาคัดสรรไปยังวุฒิสภาเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย การกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ต้องเพียงพอที่จะเปิดโอกาสให้บุคคลสามารถสมัครหรือ เสนอชื่อบุคคลเพื่อเข้ารับการสรรหาได้อย่างทั่วถึง และทำให้กรรมการสรรหาสามารถพิจารณาคัดสรร บุคคลให้ดำรงตำแหน่งได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ในการสรรหา ให้ใช้วิธีลงคะแนนโดยเปิดเผยและให้กรรมการสรรหาแต่ละคนบันทึกเหตุผล ในการเลือกไว้ด้วย ผู้ซึ่งจะได้รับการสรรหาต้องได้รับคะแนนเสียงถึงสองในสามของจำนวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ คณะกรรมการสรรหา ถ้าไม่มีบุคคลใดได้รับคะแนนเสียงตามวรรคสี่ หรือมีแต่ยังไม่ครบจำนวนที่จะต้องสรรหา ให้มี การลงคะแนนใหม่สำหรับผู้ได้คะแนนไม่ถึงสองในสาม ถ้ายังได้ไม่ครบตามจำนวนให้มีการลงคะแนน อี ก ครั้ ง หนึ่ ง ในกรณี ที่ การลงคะแนนครั้ ง หลั ง นี้ ยั ง ได้ บุ ค คลไม่ ค รบตามจำนวนที่ จะต้ อ งสรรหา ให้ดำเนินการสรรหาใหม่สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่
  15. มาตรา ๑๔ผู้ได้รับการสรรหาเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ต้องได้รับความเห็นชอบ จากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ในกรณีที่วุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการสรรหารายใด ให้ดำเนินการสรรหาบุคคลใหม่ แทนผู้นั้น แล้วเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป โดยผู้ซึ่งไม่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ในครั้งนี้จะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่นี้ไม่ได้ เมื่อมีผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาแล้ว หากเป็นกรณีที่ประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่งด้วย ให้ผู้ได้รับความเห็นชอบประชุมร่วมกับกรรมการซึ่งยังดำรงตำแหน่งอยู่ ถ้ามี เพื่อเลือกกันเองให้คนหนึ่ง เป็นประธานกรรมการแล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ ในกรณีที่ผู้ซึ่งวุฒิสภาให้ความเห็นชอบยังได้ ไม่ครบจำนวนที่ต้องสรรหา แต่เมื่อรวมกับกรรมการซึ่งยังดำรงตำแหน่งอยู่ ถ้ามี มีจำนวนถึงห้าคน ก็ให้ ดำเนินการประชุมเพื่อเลือกประธานกรรมการได้ และเมื่อโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งแล้ว ให้ ค ณะกรรมการดำ เนิ น การตามหน้า ที่ และอำนาจต่ อ ไปพลางก่ อ นได้ โดยในระหว่างนั้ น ให้ ถื อ ว่า คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการเท่าที่มีอยู่ และให้ดำเนินการสรรหาเพิ่มเติมให้ครบตามจำนวน ที่ต้องสรรหาต่อไปโดยเร็ว ให้ประธานวุฒิสภานำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการ และ เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
  16. มาตรา ๑๕ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการโดยที่ยังมิได้พ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา ๑๐ (๒๐) (๒๑) หรื อ (๒๒) หรื อ ยั ง ประกอบวิชาชี พ ตามมาตรา ๑๐ (๒๓) อยู่ ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบวิชาชีพดังกล่าวแล้ว ต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลา ที่ประธานวุฒิสภากำหนด ซึ่งต้องเป็นเวลาก่อนที่ประธานวุฒิสภาจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้ง กรรมการ ในกรณี ที่ไม่ได้แสดงหลักฐานภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือ ว่าผู้นั้นสละสิทธิ และให้ ดำเนินการสรรหาใหม่
  17. มาตรา ๑๖ในกรณี ที่ มี ปั ญ หาเกี่ ย วกั บ คุ ณ สมบั ติ ห รื อ ลั ก ษณะต้ อ งห้ามของผู้ ส มั ค รหรื อ ผู้ ได้ รับ การสรรหา ให้ เป็ น หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็ น ผู้ วินิ จ ฉั ย คำวินิ จ ฉัย ของ คณะกรรมการสรรหาให้เป็นที่สุด การเสนอเรื่องเพื่อให้คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และ วิธีการที่คณะกรรมการสรรหากำหนด การวินิจฉัย ให้ใช้วิธีลงคะแนนโดยเปิดเผย ให้ นำความในวรรคหนึ่ ง วรรคสอง และวรรคสาม มาใช้ บั งคั บ แก่ กรณี ที่ มี ปั ญ หาเกี่ ย วกั บ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการสรรหาด้วยโดยอนุโลม แต่กรรมการสรรหาที่ถูกกล่าวหาว่า ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามจะอยู่ในที่ประชุมในขณะพิจารณาและวินิจฉัยมิได้
  18. มาตรา ๑๗ให้ ป ระธานกรรมการสรรหาและกรรมการสรรหาได้ รั บ เบี้ ย ประชุ ม และ ค่าตอบแทนอื่ น ตามที่ ป ระธานวุฒิ ส ภากำหนด แต่ สำหรับเบี้ ย ประชุ มให้ กำหนดให้ได้รับ เป็ นรายครั้ง ที่มาประชุมในอัตราไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของประธานกรรมการหรือกรรมการในคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภาได้รับในแต่ละเดือน แล้วแต่กรณี
  19. มาตรา ๑๘การนำ คดี อั น เกี่ ย วเนื่ อ งกั บ การได้ มา คุ ณ สมบั ติ ลั ก ษณะต้ อ งห้า ม หรื อ การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการสรรหาไปสู่ศาลปกครอง ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการปฏิบัติตามคำวินิจฉัย ของคณะกรรมการสรรหา และมิ ให้ นำบทบั ญ ญั ติ ว่าด้วยมาตรการหรือวิธีการชั่ วคราวตามกฎหมาย ว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองมาใช้บังคับ
  20. มาตรา ๑๙กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งเจ็ดปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว ในกรณี ที่ ก รรมการพ้ น จากตำแหน่ ง ตามวาระ หรื อ พ้ น จากตำแหน่งตามมาตรา ๒๐ (๔) ให้กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการใหม่แทน
  21. มาตรา ๒๐นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๘ หรือมาตรา ๙ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๐ (๔) พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๔๐ วรรคสาม เมื่อประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการ ให้พ้นจากตำแหน่งกรรมการด้วย ในกรณีที่มีปัญหาว่ากรรมการผู้ใดพ้นจากตำแหน่งตาม (๒) (๓) หรือ (๔) หรือไม่ ให้เป็นหน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นที่สุด ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการเลือก กรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่แทนประธานกรรมการ ในระหว่างที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ และยังไม่มีการแต่งตั้งกรรมการแทนตำแหน่ง ที่ว่าง ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่ถ้ามีกรรมการเหลืออยู่ไม่ถึงสี่คน ให้กระทำได้ แต่เฉพาะการที่จำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ในกรณี ที่ กรรมการจะพ้ น จากตำแหน่งตามวาระ ให้ ดำเนิ น การสรรหากรรมการใหม่ภายใน หนึ่งร้อยห้าสิบวันก่อนวันที่กรรมการครบวาระ แต่ถ้ากรรมการพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอื่นนอกจากการพ้นจาก ตำแหน่งตามวาระ ให้ดำเนินการสรรหากรรมการภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
  22. มาตรา ๒๑เมื่ อ มี ผู้ ร้ อ งขอโดยมี ห ลั ก ฐานตามสมควรว่ากรรมการผู้ใดพ้ น จากตำ แหน่ ง ตามมาตรา ๒๐ (๒) (๓) หรือ (๔) ให้เลขาธิการวุฒิสภาเสนอเรื่องต่อประธานกรรมการสรรหาภายในห้าวัน นับ แต่วันที่ได้รับ การร้องขอ และให้คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ในการวินิจฉัย ให้ถือเสียงข้างมากและให้ใช้วิธีลงคะแนนโดยเปิดเผย ในกรณีที่มีเสียงเท่ากันให้ประธานกรรมการสรรหา ออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด หลักฐานตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการสรรหากำหนด
  23. มาตรา ๒๒ในกรณีที่กรรมการต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เพราะถูกกล่าวหาและศาลฎีกาหรือ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้อง และมีกรรมการเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ให้ ป ระธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสู ง สุ ด ร่ ว มกั น แต่ ง ตั้ ง บุ ค คลซึ่ ง มี คุ ณ สมบั ติ และไม่ มี ลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับกรรมการทำหน้าที่เป็นกรรมการเป็นการชั่วคราวให้ครบเจ็ดคน โดยให้ผู้ซึ่ง ได้ รั บ แต่ ง ตั้ ง ทำ หน้า ที่ ในฐานะกรรมการได้ จ นกว่ากรรมการที่ ต นทำ หน้า ที่ แทนจะปฏิ บั ติ ห น้า ที่ ได้ หรือจนกว่าจะมีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งแทน
  24. มาตรา ๒๓ภายใต้ บั งคั บ มาตรา ๒๐ วรรคห้า การประชุ ม ของคณะกรรมการต้ อ งมี กรรมการมาประชุมไม่น้ อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่ มี อ ยู่ จึงจะเป็ น องค์ประชุม ในกรณีที่กรรมการคนใดไม่อาจมาประชุมได้ ให้จดแจ้งเหตุนั้นไว้ในรายงานการประชุม การลงมติในการประชุมของคณะกรรมการให้ใช้คะแนนเสียงข้างมาก โดยประธานในที่ประชุม และกรรมการที่มาประชุมต้องลงคะแนนเสียงเพื่อมีมติโดยจะงดออกเสียงมิได้ และให้กรรมการคนหนึ่ง มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ในกรณีมีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมมีสิทธิออกเสียงเพิ่มขึ้น อีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด การไม่ เข้าประชุ ม หรือ ไม่ อ ยู่ ในที่ ป ระชุ ม ตามวรรคสองเฉพาะในกรณี มี การพิจารณาวิ นิ จ ฉั ย ตามมาตรา ๒๖ (๒) หรือ (๔) โดยไม่ มี เหตุ อั น สมควร ให้ ถื อ ว่าเป็ น การจงใจฝ่าฝื น หรือ ไม่ ป ฏิ บั ติ ตามมาตรฐานทางจริยธรรม แต่ไม่ตัดสิทธิที่จะลาออกจากตำแหน่งก่อนมีการลงมติ ให้ประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุม ให้กรรมการ ที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการประชุม ที่คณะกรรมการกำหนด
  25. มาตรา ๒๔ในระหว่างการดำ รงตำ แหน่ ง กรรมการต้ อ งไม่ รั บ เงิ น ทรั พ ย์ สิ น หรื อ ประโยชน์อื่นใดจาก (๑) บุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย (๒) นิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจหรือกิจการหรือจดทะเบียนสาขาอยู่ใน หรือนอกราชอาณาจักร (๓) นิติบุคคลที่จดทะเบียนในราชอาณาจักรโดยมีบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยมีทุนหรือเป็นผู้ถือหุ้น เกิ น ร้ อ ยละสี่ สิ บ เก้า ในกรณี ที่ เป็ น บริ ษั ท มหาชนจำกั ด ให้ พิ จารณาตามที่ ป รากฏในทะเบี ย นผู้ ถื อ หุ้ น ของบริษัทดังกล่าว หุ้นที่ไม่ปรากฏชื่อผู้ถือหรือโดยตัวแทนของบุคคลที่ไม่เปิดเผยชื่อ ให้ถือว่าเป็นหุ้น ที่ถือโดยผู้ไม่มีสัญชาติไทย (๔) องค์การหรือนิติบุคคลที่มีรายได้หลักจากทุนหรือเงินอุดหนุนจากต่างประเทศ ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับกรณี ที่กรรมการได้รับเชิญจากองค์การระหว่างประเทศหรือ หน่วยงานของรัฐต่างประเทศให้ไปประชุมหรือสัมมนาในต่างประเทศโดยผู้เชิญเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ ทั้งนี้ เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการแล้ว
  26. มาตรา ๒๕กรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา และการปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจ ของคณะกรรมการต้ อ งเป็ น ไปโดยสุจริต เที่ ย งธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ ดุลพินิจ และปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามมาตรฐานทางจริยธรรม ทั้งต้องคำนึงถึงความผาสุกของประชาชน ชาวไทยและผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติเป็นสำคัญ ในระหว่างการดำรงตำแหน่งกรรมการจะเข้ารับ การศึ ก ษาหรื อ อบรมในหลั ก สู ต รหรื อ โครงการใด ๆ มิ ได้ เว้ น แต่ เป็ น หลั ก สู ต รหรื อ โครงการ ที่คณะกรรมการเป็นผู้จัดขึ้นโดยเฉพาะสำหรับกรรมการ ในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามและบริบท ของสังคมไทยเป็นสำคัญด้วย
  27. มาตรา ๒๖คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) ตรวจสอบและรายงานข้ อ เท็ จ จริงที่ ถู ก ต้ อ งเกี่ ย วกั บ การละเมิ ด สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนทุ ก กรณี โดยไม่ ล่า ช้า และเสนอแนะมาตรการหรื อ แนวทางที่เหมาะสมในการป้ อ งกั น หรื อ แก้ ไขการละเมิ ด สิทธิมนุษยชน รวมทั้งการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อหน่วยงานของรัฐ หรือเอกชนที่เกี่ยวข้อง (๒) จัดทำรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศเสนอต่อรัฐสภา และคณะรัฐมนตรี และเผยแพร่ต่อประชาชน (๓) เสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริม และคุ้ ม ครองสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนต่ อ รัฐ สภา คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมตลอดทั้งการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือ คำสั่งใด ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน (๔) ชี้แจงและรายงานข้ อ เท็ จ จริงที่ ถู ก ต้ อ งโดยไม่ ชัก ช้าในกรณี ที่ มี การรายงานสถานการณ์ เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยโดยไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรม (๕) สร้างเสริมทุกภาคส่วนของสังคมให้ตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชน
  28. มาตรา ๒๗เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๖ ให้คณะกรรมการมีหน้าที่ และอำนาจ ดังต่อไปนี้ด้วย (๑) ส่ ง เสริ ม สนั บ สนุ น และร่ ว มมื อ แก่ บุ ค คล หน่ ว ยงานของรั ฐ และภาคเอกชน ในการศึกษา วิจัย และเผยแพร่ความรู้และพั ฒ นาความเข้มแข็งด้านสิทธิมนุษยชน รวมตลอดทั้งใน การให้ความช่วยเหลือหรือเยียวยาแก่ผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน (๒) ส่งเสริมและเผยแพร่ให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปตระหนักถึงสิทธิมนุษยชนของ แต่ ละบุ ค คลที่ ทั ด เที ย มกั น และการเคารพในสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนของบุ ค คลอื่ น ซึ่ งอาจแตกต่างกั น ในทาง วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และศาสนา (๓) ส่งเสริมความร่วมมือและการประสานงานระหว่างหน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน และ องค์การระหว่างประเทศในด้านสิทธิมนุษยชน (๔) เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการที่ประเทศไทยจะเข้าเป็นภาคีหรือการปฏิบัติ ตามหนังสือสัญญาเกี่ยวกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (๕) ออกระเบียบหรือประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ (๖) หน้าที่และอำนาจอื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายอื่น
  29. มาตรา ๒๘ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้คณะกรรมการ มีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ โดยคำนึงถึง ประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการทำงาน และต้องดำเนินการตามมติของคณะกรรมการ เว้นแต่ ที่ มีบ ทบั ญ ญั ติห รือที่ ค ณะกรรมการมอบหมายให้กรรมการแต่ละคนกระทำได้ ให้ ก รรมการแต่ละคน มี อำนาจที่จะดำเนิ นการดั งกล่าวได้ แต่ ในการใช้อำนาจนั้นจะต้ องมี การปรึกษาหารือร่วมกั นด้ วย ทั้ งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด ในการปฏิ บั ติ ห น้า ที่ ตามวรรคหนึ่ ง คณะกรรมการจะมอบหมายให้ พ นั ก งานเจ้าหน้า ที่ เป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมข้อเท็จจริงเบื้องต้นแทนคณะกรรมการก็ได้
  30. มาตรา ๒๙ในกรณีที่จำเป็นต้องได้ข้อมูลหรือมีการศึกษาเรื่องใด คณะกรรมการจะขอให้ สำนักงานจ้างบุคคลหรือสถาบันซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญดำเนินการในเรื่องนั้นได้ตามที่จำเป็น หรือ ในกรณี ที่ ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จะแต่งตั้งคณะอนุ กรรมการเพื่ อ ปฏิ บั ติห น้าที่ ดังกล่าวแทนก็ ได้ โดยต้อ ง คำ นึ งถึ งความคุ้ ม ค่า และประสิ ท ธิ ภาพที่ จะเกิ ด ขึ้ น ทั้ งนี้ ก่ อ นการจ้างหรื อ แต่ ง ตั้ ง คณะกรรมการ ต้องกำหนดเป้าหมาย ผลสัมฤทธิ์ และระยะเวลาของการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวไว้ให้ชัดเจน หลักเกณฑ์และวิธีการจ้าง และค่าตอบแทนของบุคคลหรือสถาบัน หรือการแต่งตั้งอนุกรรมการ การพ้ น จากตำแหน่ ง ค่าตอบแทน และประโยชน์ ต อบแทนอื่น และวิธีป ฏิ บั ติ งานของอนุกรรมการ ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
  31. มาตรา ๓๐ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้กรรมการ และพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา กรรมการไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางปกครอง เนื่องจากการที่ตนได้ปฏิบัติ ตามหน้าที่และอำนาจโดยสุจริตตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
  32. มาตรา ๓๑เงิน เดื อ น เงินประจำตำ แหน่ ง และประโยชน์ ต อบแทนอื่ น ของกรรมการ ให้ เป็ น ไปตามกฎหมายว่า ด้ ว ยการนั้ น และให้ ได้ รั บ เบี้ ย ประชุ ม เป็ น รายครั้ ง เท่า กั บ กรรมการ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเบี้ยประชุมกรรมการ ให้ กรรมการได้รับเงินค่ารับรองเหมาจ่ายเป็นรายเดือนตามอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าเงินประจำตำแหน่งของประธานกรรมการหรือกรรมการ แล้วแต่กรณี
  33. มาตรา ๓๒กรรมการซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ น้ อ ยกว่าหนึ่ งปี มี สิ ท ธิ ได้ รับ บำเหน็ จ ตอบแทน เป็นเงินซึ่งจ่ายครั้งเดียวเมื่อพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (๑) ครบวาระ (๒) ตาย (๓) ลาออก (๔) มีอายุครบเจ็ดสิบปี ในการคำนวณบำเหน็จตอบแทนนั้น ให้นำอัตราเงินเดือนตามมาตรา ๓๑ คูณด้วยจำนวนปี ที่ดำรงตำแหน่ง เศษของปีให้นับเป็นหนึ่งปี สิทธิในบำเหน็จตอบแทนนั้น เป็นสิทธิเฉพาะตัว จะโอนไม่ได้ เว้นแต่กรณีตาย ให้ตกได้แก่ คู่สมรสและทายาทที่ได้แจ้งไว้ และถ้าการตายนั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุปฏิบัติหน้าที่หรือในการปฏิบัติหน้าที่ ให้ได้รับเป็นสองเท่าของบำเหน็จตอบแทนที่กำหนดไว้ตามวรรคสอง
  34. หมวด ๒ การดำเนินการตามหน้าที่ของคณะกรรมการ
  35. มาตรา ๓๓ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้คณะกรรมการ ดำเนิ นการโดยมุ่งหมายที่จะส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ และให้เฝ้าระวังและ ติดตามเหตุการณ์หรือสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศอย่างต่อเนื่อง ในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการดำเนินการโดยการประสานหรือแสวงหา ความร่วมมือจากหน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน และภาคประชาสังคม
  36. มาตรา ๓๔เมื่ อ ความปรากฏต่ อ คณะกรรมการไม่ ว่า โดยทางใด ไม่ ว่า จะมี ผู้ แจ้ ง หรื อ ผู้ ร้ อ งเรี ย นหรื อ ไม่ ก็ ตามว่า มี การละเมิ ด สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนขึ้ น ให้ ค ณะกรรมการตรวจสอบเพื่ อ ให้ ได้ มา ซึ่งข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและทำความจริงให้ปรากฏโดยไม่ล่าช้า และต้องศึกษาและวิเคราะห์ให้ทราบถึง สาเหตุ ข องการละเมิ ด สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชน โดยมุ่ ง เน้ น ที่ จะแก้ ไขปั ญ หาและป้ อ งกั น มิ ให้ เกิ ด การละเมิ ด สิทธิมนุษยชนในเรื่องนั้นหรือลักษณะเดียวกันนั้นขึ้นอีก บุ ค คลใดที่ ได้ รั บ ความเสี ย หายหรื อ พบเห็ น ว่ามีการกระทำอั น เป็ น การละเมิ ด สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชน ย่อมมีสิทธิแจ้งหรือร้องเรียนต่อคณะกรรมการได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งต้องไม่มีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น และต้องดำเนินการโดยมุ่งหมายให้การเสนอเรื่อง ต่อคณะกรรมการเป็นไปโดยสะดวกและรวดเร็ว และไม่มีลักษณะบังคับให้ต้องเปิดเผยตัวตนของผู้แจ้งหรือ ผู้ ร้ อ งเรีย น เว้น แต่ เป็ น การร้ อ งเรียนเกี่ ย วกั บ ประโยชน์ ข องผู้ ร้ อ งเรีย นเป็ น การเฉพาะตั ว ซึ่ งจำเป็ น ต้องทราบตัวบุคคลเพื่อประโยชน์ในการติดต่อขอข้อมูลหรือแจ้งผลการดำเนินการ ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็ น กรณี ที่ มีผู้แจ้งหรือ ผู้ร้องเรียน เมื่อผลการพิจารณา เป็นประการใด ให้คณะกรรมการแจ้งให้ผู้แจ้งหรือผู้ร้องเรียนทราบด้วย เว้นแต่ผู้แจ้งหรือผู้ร้องเรียน มิได้แจ้งสถานที่อยู่ที่จะติดต่อได้
  37. มาตรา ๓๕ในการตรวจสอบเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงตามมาตรา ๓๔ คณะกรรมการ อาจดำเนินการโดยประการใด ๆ ซึ่งต้องไม่สร้างขั้นตอนหรือเป็นภาระแก่บุคคลหรือหน่วยงานของรัฐ ที่เกี่ยวข้องมากเกินจำเป็น และต้องเปิดโอกาสให้ผู้ร้องเรียนหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องชี้แจงและ แสดงพยานหลักฐานประกอบคำชี้แจงของตนได้ตามสมควร เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการมีอำนาจดังต่อไปนี้ ซึ่งต้อง กระทำเท่าที่จำเป็น (๑) ขอให้หน่วยงานของรัฐ ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานดังกล่าว หรือ บุคคลใด มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงหรือให้ความเห็นในการปฏิบัติงาน หรือมาให้ถ้อยคำ หรือส่งวัตถุ เอกสาร หลั ก ฐาน หรื อ พยานหลั ก ฐานอื่ น ที่ เกี่ ย วข้ อ งเพื่ อ ประกอบการพิจารณาภายในระยะเวลา ที่ ค ณะกรรมการกำหนด ในกรณี ที่ ห น่ วยงานหรือ บุ ค คลใดไม่ ดำเนิ น การตามที่ ค ณะกรรมการร้อ งขอ คณะกรรมการจะออกคำสั่งให้หน่วยงานหรือบุคคลนั้นดำเนินการดังกล่าวก็ได้ (๒) เข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใด ๆ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ในกรณีที่เคหสถานหรือสถานที่ที่จะเข้าไปนั้นมิได้อยู่ในความครอบครองของหน่วยงาน ของรัฐ และเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่ยินยอม ให้เข้าไปได้เมื่อมีหมายของศาล (๓) ออกระเบียบกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายค่าใช้จ่าย ค่าเบี้ยเลี้ยง และค่าเดินทางของบุคคล ซึ่งมาให้ความเห็นหรือถ้อยคำ และการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ ในการดำเนินการตาม (๑) หรือ (๒) คณะกรรมการอาจมอบหมายให้กรรมการหรือพนักงาน เจ้าหน้าที่ ดำเนินการแทนคณะกรรมการได้ เว้น แต่การออกคำสั่งตาม (๑) ให้มอบหมายได้เฉพาะ กรรมการ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด ในการดำ เนิ น การตาม (๒) ให้ ดำ เนิ น การต่ อ หน้า ผู้ ค รอบครองหรื อ ดู แลสถานที่ หรื อ ผู้ ซึ่ ง เกี่ ย วข้ อ ง หรื อ ถ้า หาบุ ค คลดั ง กล่าวไม่ ได้ ก็ ให้ ดำ เนิ น การต่ อ หน้า บุ ค คลอื่ น อย่า งน้ อ ยสองคน ซึ่งได้ขอร้องให้มาเป็นพยาน ในการนี้ ให้ผู้ครอบครองหรือดูแลสถานที่ หรือผู้ซึ่งเกี่ยวข้องให้ความร่วมมือ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเป็นไปโดยสะดวก
  38. มาตรา ๓๖ในกรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบแล้วเห็นว่า การละเมิดสิทธิมนุษยชนกรณีใด เป็ น เรื่อ งเฉพาะตัวเป็ น รายกรณี ให้ แจ้งหน่วยงานของรัฐหรือ เอกชนที่เกี่ยวข้ อ งเพื่ อ แก้ไขการละเมิ ด สิทธิมนุษยชนดังกล่าวตามหน้าที่และอำนาจภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่า หกสิบวัน โดยให้ คณะกรรมการเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางที่เหมาะสมในการป้องกันหรือแก้ไข การละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าว รวมทั้งการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในกรณีนั้นด้วย แล้วแต่กรณี ให้ ห น่ ว ยงานของรั ฐ หรื อ เอกชนที่เกี่ ย วข้ อ งดำ เนิ น การให้ เป็ น ไปตามที่ ได้ รั บ แจ้ ง ภายใน กำ หนดเวลาตามวรรคหนึ่ ง แล้ ว แจ้ ง ผลการดำ เนิ น การให้ ค ณะกรรมการทราบภายในระยะเวลาที่ คณะกรรมการกำหนด ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่เกี่ยวข้องไม่อาจดำเนินการได้เนื่องจากไม่อยู่ในหน้าที่และ อำนาจของหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนนั้น หรือเป็นการร้องเรียนโดยใช้สิทธิไม่สุจริต หรือได้มีการแก้ไข ปัญหาอย่างเหมาะสมแล้ว หรือมีเหตุจำเป็นอื่นใด ให้แจ้งให้คณะกรรมการทราบก่อนพ้นกำหนดเวลา ตามวรรคหนึ่ง ในกรณี ที่หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่เกี่ยวข้องมิได้ดำเนินการตามวรรคสองหรือวรรคสาม ภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้คณะกรรมการจัดทำรายงานเสนอคณะรัฐมนตรี
  39. มาตรา ๓๗ในกรณี ที่ การละเมิดสิทธิมนุ ษ ยชนเรื่อ งใดเป็ น ความผิดอาญาและผู้เสียหาย ไม่ อ ยู่ ในฐานะที่ จะร้ อ งทุ ก ข์ ห รื อ กล่า วโทษด้ ว ยตนเองได้ ให้ ค ณะกรรมการหรื อ ผู้ ซึ่ ง คณะกรรมการ มอบหมายมีอำนาจร้องทุกข์หรือกล่าวโทษได้โดยให้ถือว่าเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา
  40. มาตรา ๓๘ในกรณี ที่ ก รรมการผู้ใดพบเห็ น การละเมิ ด สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนและจำ เป็ น ต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน ซึ่งหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะเป็นภยันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายของบุคคล ซึ่งถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่มีทางเยียวยาได้ในภายหลัง กรรมการผู้นั้นอาจแจ้งให้หน่วยงานของรัฐ ให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามหน้าที่และอำนาจของ หน่วยงานนั้นได้ แล้วแจ้งให้คณะกรรมการทราบ ในกรณี จำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้กรรมการผู้นั้น อาจสั่งให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ ตามที่เห็นสมควรได้ ให้เป็นหน้าที่ของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับคำสั่งตามวรรคหนึ่ง ที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งนั้น
  41. มาตรา ๓๙ภายใต้ บั งคั บ มาตรา ๖ ห้า มมิ ให้ ค ณะกรรมการรั บ เรื่ อ งที่ ค ณะกรรมการ พิจารณาแล้วเห็นว่ามีลักษณะดังต่อไปนี้ ไว้พิจารณา (๑) เรื่องที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาลหรือเรื่องที่ศาลมีคำพิพากษา คำสั่ง หรือคำวินิจฉัย เสร็จเด็ดขาดแล้ว เว้นแต่เป็นการศึกษาเพื่อประโยชน์ในการเสนอแนะให้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือคำสั่ง ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน (๒) เรื่องที่ไม่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ (๓) เรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจขององค์กรอิสระอื่น หรือที่องค์กรอิสระอื่นรับไว้ดำเนินการ ตามหน้าที่และอำนาจขององค์กรอิสระนั้นแล้ว แต่ไม่ตัดอำนาจในการที่จะขอรับทราบผลการพิจารณา ขององค์กรอิสระที่รับเรื่องไว้ดำเนินการ (๔) เป็นการร้องเรียนโดยใช้สิทธิไม่สุจริตและการพิจารณาจะไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยส่วนรวม (๕) เรื่องที่มีการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมแล้ว (๖) เป็นเรื่องที่คณะกรรมการเคยพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เว้นแต่ จะปรากฏพยานหลักฐานหรือข้อเท็จจริงใหม่อันอาจทำให้ผลการพิจารณาเปลี่ยนแปลงไป (๗) เรื่องอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด ในกรณี ที่ ความปรากฏในภายหลังว่าเป็ น เรื่อ งที่ มี ลั ก ษณะตามวรรคหนึ่ ง ให้ ค ณะกรรมการ สั่งยุติเรื่อง
  42. มาตรา ๔๐ให้คณะกรรมการจัดทำรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน ของประเทศประจำ ปี ให้ แล้ ว เสร็ จ ภายในเก้า สิ บ วั น นั บ แต่ วั น สิ้ น ปี ป ฏิ ทิ น เพื่ อ เสนอต่ อ รั ฐ สภาและ คณะรัฐมนตรี และเผยแพร่ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ทั้งนี้ ให้กรรมการมาแถลงรายงานดังกล่าว ต่อรัฐสภาด้วย ในกรณี ที่ มี ส ถานการณ์ อั น กระทบหรื อ เป็ น การละเมิ ด สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนเกิ ด ขึ้ น อย่างร้า ยแรง ให้คณะกรรมการดำเนินการตรวจสอบแล้วจัดทำรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของ ประเทศในเรื่องนั้นขึ้นเป็นการเฉพาะ เพื่อรายงานให้รัฐสภาและคณะรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว พร้อมทั้ง เผยแพร่ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ในกรณีที่คณะกรรมการจัดทำรายงานตามวรรคหนึ่งไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาจะขยายเวลา ออกไปอีกไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันก็ได้แต่ต้องแจ้งให้รัฐสภาทราบ ในกรณีที่ยังไม่สามารถเสนอรายงาน ดั ง กล่า วต่ อ รั ฐ สภาและคณะรั ฐ มนตรี ได้ ภายในกำหนดเวลาที่ ข ยายโดยไม่ มี เหตุ อั น สมควร ให้คณะกรรมการพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ การจั ด ทำ รายงานตามมาตรานี้ ให้ ก ระทำ เป็ น การสรุ ป โดยอย่า งน้ อ ยในรายงาน ต้องประกอบด้วย ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยมิให้ ระบุรายละเอียดอันเป็นการเปิดเผยความลับของบุคคลหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องโดยไม่จำเป็น และ ต้ อ งคำ นึ ง ถึ ง ความถู ก ต้ อ ง เป็ น ธรรม และผลประโยชน์ ส่ ว นรวมของชาติ เป็ น สำ คั ญ ด้ ว ย ทั้ ง นี้ ให้หน่วยงานของรัฐที่คณะกรรมการร้องขอ แจ้งข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ในส่วนที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจให้คณะกรรมการทราบ และให้นำความในมาตรา ๓๕ (๑) มาใช้บังคับ โดยอนุโลม
  43. มาตรา ๔๑ให้คณะกรรมการจัดให้มีแผนการดำเนินการตามมาตรา ๔๐ เพื่อให้การปฏิบัติ หน้าที่แต่ละกรณีเป็นไปโดยไม่ชักช้า และแล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนดไว้
  44. มาตรา ๔๒ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่าการแก้ไขปัญหาหรือ การป้องกันเพื่อมิให้เกิด การละเมิดสิทธิมนุษยชนในเรื่องใดหรือลักษณะใดขึ้นอีก จำเป็นต้องมีการกำหนดมาตรการหรือแนวทาง ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมตลอดทั้งการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือ คำสั่งใด เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ให้คณะกรรมการจัดทำข้อเสนอแนะเสนอต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
  45. มาตรา ๔๓ในกรณีที่รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับรายงานหรือ ข้อเสนอแนะตามมาตรา ๓๖ วรรคสี่ มาตรา ๔๐ หรือมาตรา ๔๒ แล้ว ให้รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขตามความเหมาะสมโดยเร็ว กรณีใดไม่อาจดำเนินการได้ หรือต้องใช้เวลาในการดำเนินการให้แจ้งเหตุผลให้คณะกรรมการทราบโดยไม่ชักช้า ในกรณีที่เห็นสมควร คณะกรรมการอาจเผยแพร่รายงานหรือข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ หรื อ ผลการดำ เนิ น การของรั ฐ สภา คณะรั ฐ มนตรี หรื อ หน่ ว ยงานของรั ฐ หรื อ เอกชนที่เกี่ ย วข้ อ ง ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปได้
  46. มาตรา ๔๔เมื่อความปรากฏต่อคณะกรรมการไม่ว่าโดยทางใดว่ามีการรายงานสถานการณ์ เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยโดยไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรม คณะกรรมการต้องตรวจสอบและ ชี้แจงหรือจัดทำรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องของสถานการณ์นั้นโดยไม่ชักช้า เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชน ทราบเป็ น การทั่ วไป และให้ ส รุป ไว้ในรายงานตามมาตรา ๔๐ วรรคหนึ่ ง ด้ ว ย ทั้ งนี้ ให้ นำความ ในมาตรา ๓๕ (๑) มาใช้บังคับแก่การตรวจสอบโดยอนุโลม
  47. มาตรา ๔๕ภายในหนึ่ ง ร้ อ ยแปดสิ บ วั น นั บ แต่ วั น สิ้ น ปี ง บประมาณ ให้ ค ณะกรรมการ จัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา โดยอย่างน้อยให้คณะกรรมการสรุปปัญ หา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการดำเนินการด้วย และเผยแพร่ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป
  48. มาตรา ๔๖ห้ามมิให้ผู้ใดเปิดเผยข้อมูลอันทำให้สามารถระบุตัวตนของผู้แจ้งหรือผู้ร้องเรียน รวมทั้ งข้ อ มู ลข่าวสารที่ ได้ มาเนื่ อ งจากการปฏิ บั ติ ตามพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรัฐธรรมนู ญ นี้ เว้น แต่ เป็นการเปิดเผยข้อมูลเพื่อปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจหรือตามกฎหมายหรือตามคำสั่งศาล ผู้จัดทำและเผยแพร่รายงานตามหมวดนี้ หากได้กระทำโดยสุจริต ผู้นั้นไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา ทางปกครอง หรือทางวินัย
  49. หมวด ๓ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
  50. มาตรา ๔๗ให้ มี สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุ ษยชนแห่ งชาติ เป็ น ส่วนราชการและ มีฐานะเป็นนิติบุคคล อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการ
  51. มาตรา ๔๘สำนักงานมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) รับผิดชอบงานธุรการและดำเนินการเพื่อให้คณะกรรมการบรรลุภารกิจและหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ และกฎหมายอื่น (๒) อำ นวยความสะดวก ช่ ว ยเหลื อ ส่ ง เสริ ม และสนั บ สนุ น การปฏิ บั ติ งานของ คณะกรรมการและกรรมการ (๓) ศึ ก ษา รวบรวม วิ เคราะห์ ข้ อ มู ล และสนั บ สนุ น ให้ มี การวิ จั ย เกี่ ย วกั บ งานของ คณะกรรมการ รวมทั้ งประสานงานกั บ หน่ ว ยงานของรั ฐ องค์ ก รเอกชน หรื อ องค์ ก รอื่ น ใดในด้า น สิทธิมนุษยชน เพื่อประโยชน์ในการสนับสนุนภารกิจและหน้าที่ของคณะกรรมการ (๔) ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดตามที่มีกฎหมายกำหนดหรือที่คณะกรรมการมอบหมาย การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และแนวทางที่คณะกรรมการกำหนด
  52. มาตรา ๔๙ในการกำ กั บ ดู แลสำ นั ก งาน ให้ ค ณะกรรมการมี อำ นาจออกระเบี ย บหรื อ ประกาศ ในเรื่องดังต่อไปนี้ (๑) การแบ่งส่วนราชการภายในของสำนักงานและขอบเขตหน้าที่และอำนาจของส่วนราชการ ดังกล่าว (๒) การกำหนดตำแหน่ง การจัดประเภทตำแหน่ง ระดับตำแหน่ง และการเทียบตำแหน่ง อัตราเงินเดือน เงินเพิ่มพิเศษสำหรับตำแหน่ง และค่าตอบแทนหรือสิทธิประโยชน์อื่นของข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างของสำนักงาน (๓) การกำหนดคุณสมบัติ การคัดเลือก การบรรจุ การแต่งตั้ง การออกจากราชการ วินัย และการลงโทษทางวินัย การร้องทุกข์ การอุทธรณ์การลงโทษ และการอื่นที่จำเป็นในการบริหารงาน บุคคลสำหรับข้าราชการและพนักงานราชการของสำนักงาน รวมทั้งวิธีการและเงื่อนไขในการจ้างลูกจ้าง ของสำนักงาน (๔) การบริหารจัดการการเงินและทรัพย์สิน การงบประมาณ และการพัสดุของสำนักงาน (๕) การจัดสวัสดิการหรือการสงเคราะห์อื่นแก่ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างของ สำนักงาน (๖) การกำหนดคุณสมบัติ วิธีการสรรหา และการคัดเลือกเลขาธิการ (๗) การกำหนดเครื่ อ งแบบและการแต่ ง เครื่ อ งแบบของกรรมการ ข้า ราชการ พนั ก งาน ราชการ และลูกจ้างของสำนักงาน (๘) การจ้างและการแต่งตั้งบุคคลเพื่อเป็นที่ปรึกษาหรือผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมการ รวมทั้งเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการประจำประธานกรรมการและกรรมการ และการกำหนดเงินเดือน และประโยชน์ตอบแทนอื่นให้แก่บุคคลดังกล่าว (๙) การอื่นใดอันจำเป็นต่อการกำกับหรือควบคุมการดำเนินงานของสำนักงานหรือการบังคับ บัญชาเลขาธิการ ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างของสำนักงาน หรือการทำให้บุคคลดังกล่าว ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การดำเนินการตาม (๑) (๒) และ (๘) ต้องคำนึงถึงความมีประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และ ความคล่องตัว การกำหนดตาม (๒) ต้องคำนึงถึงค่าครองชีพ และความเพียงพอในการดำรงชีพ และภาระ ความรับผิดชอบที่แตกต่างกันของบุคลากรแต่ละสายงานและระดับด้วย ในการออกระเบียบเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามวรรคหนึ่ ง ให้ คณะกรรมการคำนึงถึง ความเที่ยงธรรม ขวัญและกำลังใจของบุคลากร ให้ประธานกรรมการเป็นผู้มีหน้าที่ลงนามในระเบียบหรือประกาศที่คณะกรรมการมีมติเห็นชอบแล้ว และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
  53. มาตรา ๕๐ข้าราชการสำนักงาน ได้แก่ บุคคลซึ่งได้รับบรรจุและแต่งตั้งให้เป็นข้าราชการ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้ข้าราชการสำนักงานเป็นข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ การใดอันเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลที่มิได้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้ นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนมาใช้บังคับ กับ การบริหารงานบุคคลของข้าราชการ โดยอนุโลม การจ่ายเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งให้แก่ข้าราชการสำนักงาน ให้เป็นไปตามกฎหมาย ว่าด้วยการนั้น
  54. มาตรา ๕๑เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา ๕๐ วรรคสาม ให้คณะกรรมการ ทำ หน้า ที่ เป็ น ก.พ. ตามกฎหมายว่า ด้ ว ยระเบี ย บข้าราชการพลเรื อ น และมี อำ นาจแต่ ง ตั้ ง คณะอนุกรรมการเพื่อทำหน้าที่เป็นคณะอนุกรรมการข้าราชการสำนักงานได้ โดยมีองค์ประกอบและ หน้าที่และอำนาจตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด ให้คณะอนุกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งทำหน้าที่เช่นเดียวกับคณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน ในการปฏิ บั ติ ห น้า ที่ ข องคณะกรรมการในฐานะองค์ ก รกลางบริหารงานบุ ค คลและ คณะอนุกรรมการที่ได้รับแต่งตั้ง ให้มีสิทธิได้รับเบี้ยประชุมเช่นเดียวกับ ก.พ. หรือ อ.ก.พ. แล้วแต่กรณี
  55. มาตรา ๕๒ให้ ค ณะกรรมการออกข้ อ กำ หนดทางจริ ย ธรรมขึ้ น ใช้ บั ง คั บ แก่ ข้า ราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างของสำนักงาน ทั้ งนี้ ข้อ กำหนดทางจริยธรรมดังกล่าวต้องระบุ ด้วยว่า การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจะต้องได้รับโทษอย่างใด
  56. มาตรา ๕๓ให้สำนักงานมีเลขาธิการคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ พนักงานราชการ และลู ก จ้างของสำ นั ก งาน และรั บ ผิ ด ชอบการปฏิ บั ติ งานของสำ นั ก งาน ขึ้ น ตรงต่ อ คณะกรรมการ โดยคณะกรรมการจะกำหนดให้มีรองเลขาธิการเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการก็ได้ ให้เลขาธิการทำหน้าที่เป็นเลขานุการของคณะกรรมการ
  57. มาตรา ๕๔การบรรจุ บุ ค คลเข้า รั บ ราชการเป็ น ข้า ราชการสำ นั ก งาน และการแต่ ง ตั้ ง ให้ดำรงตำแหน่ง ให้ผู้มีอำนาจดังต่อไปนี้เป็นผู้สั่งบรรจุและแต่งตั้ง (๑) การบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ เมื่อได้ดำเนินการสรรหาและคัดเลือก ตามมาตรา ๔๙ (๖) แล้ว ให้ประธานกรรมการเป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและนำความกราบบังคมทู ล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง (๒) การบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงนอกจาก (๑) หรือเทียบเท่า เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการแล้ว ให้ประธานกรรมการเป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและนำความ กราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง (๓) การบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอื่นนอกจาก (๑) และ (๒) ให้เลขาธิการเป็นผู้มีอำนาจ สั่งบรรจุและแต่งตั้ง
  58. มาตรา ๕๕ในกิจการของสำนักงานที่ เกี่ยวกั บ บุ คคลภายนอก ให้ เลขาธิการเป็ น ผู้แทน ของสำนักงาน เพื่อการนี้ เลขาธิการจะมอบอำนาจให้บุคคลใดปฏิบัติราชการแทนก็ได้ ตามระเบียบ ที่คณะกรรมการกำหนด ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นกิจการสำคัญเกี่ยวกับการงบประมาณของสำนักงาน และกิจการอื่นใดที่มีผลต่อการปฏิบัติภารกิจของคณะกรรมการตามที่คณะกรรมการกำหนด ให้เลขาธิการ ขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการก่อน
  59. มาตรา ๕๖ให้ คณะกรรมการเสนองบประมาณรายจ่ายเพื่ อ จัดสรรเป็ น เงิน อุด หนุ น ของ คณะกรรมการและสำนั ก งานไว้ในร่างพระราชบั ญ ญั ติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณหรือ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี ในการเสนองบประมาณรายจ่ายดังกล่าว ให้คณะกรรมการพิจารณาผลการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตามมาตรา ๕๘ วรรคสอง ประกอบด้วย ในกรณี ที่ ค ณะกรรมการเห็ น ว่า งบประมาณรายจ่า ยที่ ได้ รั บ การจั ด สรรให้ ไม่ เพี ย งพอ ให้คณะกรรมการเสนอคำขอแปรญัตติต่อคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร ได้โดยตรง ในการเสนองบประมาณรายจ่ายตามวรรคหนึ่ ง และวรรคสอง ให้ ค ณะกรรมการแจ้ ง ให้ คณะรัฐมนตรีทราบถึงรายได้และทรัพย์สินที่มีอยู่ด้วย
  60. มาตรา ๕๗เมื่ อ พ ระราชบั ญ ญั ติ ง บประมาณ รายจ่า ยประจำ ปี ง บประมาณ หรื อ พระราชบั ญ ญั ติ ง บประมาณรายจ่ายเพิ่ ม เติ ม ตามมาตรา ๕๖ ใช้ บั ง คั บ แล้ ว ให้ สำ นั ก งานจั ด ทำ งบประมาณรายจ่ายประจำปีเพื่อขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการ และเผยแพร่ให้ประชาชนทราบเป็น การทั่วไป การใช้จ่ายเงินของสำนักงานต้องเป็นไปตามที่ระบุไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามวรรคหนึ่ง เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการเป็นการเฉพาะกรณี ในการเบิ ก งบประมาณที่ ได้ รั บ การจั ด สรร ให้ สำ นั ก งานส่ ง ข้ อ มู ล คำ ขอเบิ ก งบประมาณ ต่ อ กรมบั ญ ชี ก ลาง โดยให้ ระบุ จำ นวนเงิ น ที่ จะต้ อ งใช้ ในแต่ละงวด งวดละสามเดื อ น และให้ กรมบั ญ ชี ก ลางสั่งจ่ายเงิ น ให้ แก่ สำนักงานภายในสามวั น ก่ อ นวั น ขึ้ น งวดใหม่ แต่ ในกรณี ที่ สำนักงาน มีความจำเป็นต้องใช้เงินมากกว่าที่ได้แจ้งไว้ในงวดใด ให้กรมบัญชีกลางจ่ายให้ตามที่สำนักงานร้องขอ
  61. มาตรา ๕๘ให้สำนักงานจัดทำงบดุล งบการเงิน และบัญชีทำการส่งผู้สอบบัญชีภายใน เก้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชีของสำนักงาน โดยให้ทำการตรวจสอบรับรองบัญชี และการเงิน ทุ กประเภทของสำนักงาน รวมทั้ งประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพ ย์สิน ของสำนั กงาน โดยแสดงให้ เห็ น ด้ ว ยว่าการใช้ จ่า ยดั งกล่าวเป็ น ไปตามวั ต ถุ ป ระสงค์ ประหยั ด ได้ ผ ลตามเป้าหมาย มีประสิทธิภาพ เกิดผลสัมฤทธิ์ และคุ้มค่าเพียงใด แล้วทำรายงานเสนอผลการสอบบัญชีต่อรัฐสภาและ คณะรัฐมนตรี โดยไม่ชักช้า
  62. หมวด ๔ บทกำหนดโทษ
  63. มาตรา ๕๙ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการตามมาตรา ๓๕ (๑) มาตรา ๔๐ วรรคสี่ หรือมาตรา ๔๔ โดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือฝ่าฝืนมาตรา ๔๖ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน หกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  64. บทเฉพาะกาล
  65. มาตรา ๖๐ให้ ป ระธานกรรมการสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนแห่ ง ชาติและกรรมการสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชน แห่งชาติซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับพ้นจากตำแหน่ง นับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ แต่ให้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าประธาน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ให้ ผู้ ซึ่ ง อยู่ ป ฏิ บั ติ ห น้า ที่ ต่ อ ไปตามวรรคหนึ่ ง มี สิ ท ธิ ได้ รั บ เงิ น เดื อ น เงิ น ประจำ ตำ แหน่ ง และประโยชน์ตอบแทนอื่นตามที่ได้รับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ และให้มีสิทธิได้รับบำเหน็จตอบแทนตามมาตรา ๓๒ โดยให้ถือว่าเป็นการพ้นจากตำแหน่งเพราะลาออก โดยให้คำนวณระยะเวลาตั้งแต่วันที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจนถึงวันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ ในกรณี ผู้ซึ่งอยู่ป ฏิ บั ติ ห น้าที่ ต่อ ไปตามวรรคหนึ่ ง ตาย ลาออก หรือ ไม่ อาจปฏิบั ติ ห น้าที่ ได้ ไม่ว่าด้วยเหตุใด และมีผู้ซึ่งอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ให้นำความในมาตรา ๒๒ มาใช้บังคับ โดยอนุโลม
  66. มาตรา ๖๑ในวาระเริ่มแรก ให้การดำเนินการเกี่ยวกับการสรรหาผู้สมควรได้รับการแต่งตั้ง เป็นประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ นอกจากต้องดำเนินการตามหมวด ๑ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แล้ว ให้เป็นไปตามกระบวนการและกำหนดเวลาดังต่อไปนี้ (๑) ให้คณะกรรมการกำหนดระเบียบเกี่ยวกับการจดแจ้ง การรับจดแจ้ง และการเลือกกันเอง ตามมาตรา ๑๑ วรรคสาม ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ใช้บังคับ และประกาศให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป (๒) ให้ สำ นั ก งานประกาศการรั บ จดแจ้ ง และดำ เนิ น การรั บ จดแจ้ ง การเป็ น องค์ ก รเอกชน ด้านสิท ธิม นุ ษ ยชนตามมาตรา ๑๑ (๔) และสภาวิชาชีพตามมาตรา ๑๑ (๕) ให้ แล้วเสร็จภายใน สามสิบวันนับแต่ที่ระเบียบตาม (๑) ใช้บังคับ (๓) ให้ อ งค์ ก รเอกชนด้า นสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนและสภาวิชาชี พ ซึ่ ง ได้ รั บ การจดแจ้ ง ตาม (๒) ดำเนินการเลือกกันเองเพื่อเป็นกรรมการสรรหาตามมาตรา ๑๑ (๔) และ (๕) ให้แล้วเสร็จภายใน สามสิบวันนับแต่พ้นกำหนดเวลาตาม (๒) (๔) ให้กรรมการสรรหาตามมาตรา ๑๑ (๑) (๒) (๓) (๔) และ (๕) ตกลงวิธีการเลือก กรรมการสรรหาตามมาตรา ๑๑ (๖) ให้แล้วเสร็จภายในยี่สิบวันนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาตาม (๓) และดำเนินการเลือกกรรมการสรรหาตามมาตรา ๑๑ (๖) ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มี ข้อตกลงวิธีการเลือกดังกล่าว (๕) เมื่อพ้นกำหนดเวลาตาม (๔) แล้ว ให้กรรมการสรรหาตามมาตรา ๑๑ ดำเนินการจัดทำ หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่จะใช้ในการสรรหาตามมาตรา ๑๓ (๑) ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน นับแต่พ้นกำหนดเวลาตาม (๔) (๖) ให้กรรมการสรรหาดำเนินการสรรหาให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่พ้นกำหนดเวลา ตาม (๕) ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินการตาม (๑) (๒) หรือ (๓) ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของ คณะกรรมการเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด และให้นำความในมาตรา ๑๘ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
  67. มาตรา ๖๒ให้เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อน วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังคงเป็นเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
  68. มาตรา ๖๓ให้ สำ นั ก งานคณะกรรมการสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนแห่ ง ชาติ ตามพระราชบั ญ ญั ติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ บรรดาสิทธิ หน้าที่ และความผูกพันใด ๆ ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอยู่กับบุคคลใดในวันก่อนวันที่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ให้โอนมาเป็นของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
  69. มาตรา ๖๔ให้ โอนบรรดางบประมาณ ทรัพ ย์สิน ข้าราชการ พนั ก งานราชการ และ ลู ก จ้า งของสำ นั ก งานคณะกรรมการสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนแห่ ง ชาติ ตามพระราชบั ญ ญั ติ ค ณะกรรมการ สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนแห่ งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาเป็ น ของสำ นั ก งานคณะกรรมการสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนแห่งชาติ ตามพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ และให้ ถื อ ว่า สิ ท ธิ และประโยชน์ อื่ น ใดซึ่ ง ข้า ราชการ พนักงานราชการ หรือลูกจ้างดังกล่าวได้รับตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็ น สิ ท ธิและประโยชน์ อื่ น ใดที่ ได้ รับ ต่ อ ไปตามพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรัฐธรรมนู ญ นี้ เว้นแต่จะมีระเบียบที่ออกตามมาตรา ๔๙ (๒) กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้พระราชบัญญัติเครื่องแบบกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ยังคงมีผลใช้บังคับ ต่อไป จนกว่าจะมีระเบียบตามมาตรา ๔๙ (๗) ใช้บังคับ
  70. มาตรา ๖๕ในระหว่างที่ ยั ง ไม่ มี ก ฎหมายว่า ด้ ว ยเงิ น เดื อ น เงิ น ประจำ ตำ แหน่ ง และ ประโยชน์ตอบแทนอื่นของกรรมการตามมาตรา ๓๑ ให้ประธานกรรมการและกรรมการได้รับเงินเดือน เงิ น ประจำ ตำ แหน่ ง และประโยชน์ ต อบแทนอื่ น เช่ น เดี ย วกั บ ประธานกรรมการหรื อ กรรมการใน องค์กรอิสระอื่น แล้วแต่กรณี
  71. มาตรา ๖๖บรรดาระเบียบ ประกาศ และคำสั่งที่ออกตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ใช้บั งคับ ให้ มีผลใช้บังคับ ต่อ ไปเท่าที่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนู ญ หรือพระราชบัญ ญั ติป ระกอบรัฐธรรมนู ญ นี้ ทั้งนี้ จนกว่าจะมีระเบียบ ข้อกำหนด ประกาศ หรือคำสั่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
  72. มาตรา ๖๗บรรดาการดำ เนิ น การใด ๆ ตามหน้า ที่ และอำนาจของคณะกรรมการ สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนแห่ ง ชาติ ห รื อ สำ นั ก งานคณะกรรมการสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนแห่ ง ชาติ ตามพระราชบั ญ ญั ติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งดำเนินการก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนู ญ นี้ ใช้ บั งคั บ ถ้าการนั้ น อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสิ ท ธิม นุ ษ ยชนแห่ งชาติ ตามพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรัฐธรรมนู ญ นี้ ให้ ถื อ ว่าการนั้ น เป็ น การดำเนิ น การตามพระราชบั ญ ญั ติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ส่วนการดำเนินการต่อไปให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ผู้รับสนองพระราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หมายเหตุ :- เหตุ ผ ลในการประกาศใช้พระราชบั ญ ญั ติประกอบรัฐธรรมนู ญ ฉบั บ นี้ คื อ โดยที่ รัฐธรรมนู ญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๓๐ (๑๐) มาตรา ๒๔๖ มาตรา ๒๔๗ และมาตรา ๒๖๗ บัญญัติให้มี การตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อกำหนดคุณสมบัติ ลั ก ษณะต้ อ งห้าม การสรรหา การพ้ น จากตำแหน่ ง หน้าที่และอำ นาจ ตลอดจนการปฏิ บั ติ ห น้าที่ ของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล ความเห็น และเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องที่จะใช้ ประกอบการพิจารณาและดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้เป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพและบรรลุตามเป้าหมาย โดยการดำเนินการดังกล่าวมีความจำเป็นต้องมีการกระทบหรือจำกัดสิทธิ หรือเสรีภาพของบุคคลบางประการ และเป็นไปเท่าที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ประกอบกับเพื่อให้สอดคล้องกับ หลักสากลเกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ต้องมาจากความหลากหลายของ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560