คลังกฎหมาย

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561

ตัวบทนี้คือฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ ปีที่ระบุ ไม่ใช่ฉบับรวมการแก้ไข มาตราที่ถูกแก้ไข เพิ่ม หรือยกเลิกภายหลังจะไม่ปรากฏ — ระบบยังไม่ได้ตรวจสถานะบังคับใช้ปัจจุบัน

ที่มาของตัวบทนี้

ผู้เผยแพร่ไฟล์
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาocs-law-index
ชุดข้อมูลบน data.go.th
https://www.ocs.go.th/searchlaw/law-index/item/1025ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — สัญญาอนุญาตประกาศอยู่ในระเบียนชุดข้อมูลนี้ — คือหลักฐานสัญญาอนุญาตของตัวบททั้งฉบับ
ไฟล์ต้นทาง
https://www.ocs.go.th/searchlaw/power_link/download/eyJ1dWlkIjoiNzZjMjk1NjYtZDMxMC00OTQ5LWIwMmYtMTliOWE4Y2FkNmY0IiwiZmlsZW5hbWUiOiLguJswMDQ0IOC4nuC4o-C4sOC4o-C4suC4iuC4muC4seC4jeC4jeC4seC4leC4tCAyNTYxLTEw4LiBLTEuUERGIn0.jjIJiQy4x7-pTnk7o92VzYw9D5CjUgaXIjoBcjyQhUQ41 pp.
checksum ของไฟล์
sha256:c5d6e34b5735baae3cc5dfc5b56f44ca20d81b8fed944b7453b610de99f1ea88ดึงเมื่อ 2026-08-23T12:23:39.180Z
วิธีดึงข้อความ
pdftotext -layoutผ่านด่านตรวจของ ai-law: ซ่อม ToUnicode · คืนสระ ำ · ลำดับมาตราต่อเนื่อง · เทียบพยาน OCR

ปรารภ

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๖๑ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๑ เป็นปีที่ ๓ ในรัชกาลปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ มี บ ทบั ญ ญั ติ บางประการเกี่ ย วกั บ การจำ กั ด สิ ท ธิ และ เสรี ภาพของบุ ค คล ซึ่ ง มาตรา ๒๖ ประกอบกั บ มาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๗ ของรั ฐ ธรรมนู ญ แห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญนี้ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพอันจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ซึ่งการตราพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นไว้โดยคำแนะนำ และยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้

ทุกมาตรา

  1. มาตรา พระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ เรี ย กว่า “พระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๖๑”
  2. มาตรา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
  3. มาตรา ให้ยกเลิก (๑) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ (๒) ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๒๔/๒๕๕๗ เรื่อง ให้พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ต่อไป ลงวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ เฉพาะในส่วนที่ เกี่ยวกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ (๓) ประกาศคณะรั ก ษาความสงบแห่ ง ชาติ ฉบั บ ที่ ๗๑/๒๕๕๗ เรื่ อ ง การสรรหา คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ลงวันที่ ๒๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๗ (๔) คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๙/๒๕๕๘ เรื่อง การเลือกกรรมการ แทนตำแหน่งที่ว่างในคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และการดำเนินการเพื่อสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งใน องค์กรอิสระ ลงวันที่ ๑๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๘ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกรรมการตรวจเงิน แผ่นดิน (๕) คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๓/๒๕๖๐ เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหา ความต่ อ เนื่ อ งของผู้ ดำ รงตำแหน่ ง ในองค์ ก รอิ ส ระตามรั ฐ ธรรมนู ญ ลงวั น ที่ ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๐ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (๖) คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๕/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๑๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๓/๒๕๖๐ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
  4. มาตรา ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน “ประธานกรรมการ” หมายความว่า ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน “กรรมการ” หมายความว่า กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และให้หมายความรวมถึงประธาน กรรมการตรวจเงินแผ่นดินด้วย “ผู้ว่าการ” หมายความว่า ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน “สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน “หน่วยรับตรวจ” หมายความว่า (๑) กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นกระทรวง ทบวง หรือกรม (๒) หน่วยงานของราชการส่วนภูมิภาค (๓) หน่วยงานของราชการส่วนท้องถิ่น (๔) รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและตามกฎหมายอื่น (๕) ทุนหมุนเวียน (๖) หน่วยงานอื่นของรัฐ (๗) หน่วยงานที่รัฐมิได้จัดตั้งขึ้นแต่ได้รับเงินอุดหนุน หรือกิจการที่ได้รับเงินหรือทรัพย์สิน ลงทุนจากหน่วยรับตรวจตาม (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๖) เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับเงินอุดหนุนหรือกิจการ ดังกล่าว (๘) หน่วยงานอื่นใดหรือกิจการใดที่มีกฎหมายกำหนดให้สำนักงานเป็นผู้ตรวจสอบ หรือที่มี กฎหมายกำหนดให้มีสิทธิร้องขอให้สำนักงานเป็นผู้ตรวจสอบ “หน่วยงานของราชการส่วนท้องถิ่น” หมายความว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมาย จัดตั้งขึ้น “ทุ น หมุ น เวี ย น” หมายความว่า กองทุ น กองทุ น หมุ น เวี ย น เงิ น ทุ น เงิ น ทุ น หมุ น เวี ย น ทุน หรือทุนหมุนเวียน ที่ตั้งขึ้นเพื่อกิจการที่อนุญาตให้นำรายรับสมทบทุนไว้ใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องนำส่งคลัง “ผู้ รั บ ตรวจ” หมายความว่า หั ว หน้า ส่ ว นราชการหรื อ หั ว หน้า หน่ ว ยงานผู้ รั บ ผิ ด ชอบใน การปฏิบัติราชการหรือการบริหารของหน่วยรับตรวจ “ตรวจเงิ น แผ่ น ดิ น ” หมายความว่า ตรวจสอบการเงิ น ของหน่ ว ยรั บ ตรวจ ซึ่ ง รวมถึ ง ตรวจการจั ด เก็ บ รายได้ การรั บ การใช้ จ่า ย การใช้ ป ระโยชน์ การเก็ บ รั ก ษา และการบริ หาร ซึ่งเงิน ทรัพย์สิน สิทธิ และผลประโยชน์ของหน่วยรับตรวจหรือที่อยู่ในความครอบครองหรืออำนาจ ใช้จ่ายของหน่วยรับตรวจว่าเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี และแบบแผน การปฏิบัติราชการ หรือไม่ และตรวจว่าการใช้จ่ายเงินหรือการใช้ประโยชน์นั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ประหยัด เกิดผลสัมฤทธิ์ และมีประสิทธิภาพหรือไม่ รวมตลอดถึงการตรวจสอบรายงานการเงินของ หน่ ว ยรั บ ตรวจและแสดงความเห็ น ต่ อ ผลของการตรวจสอบ และการตรวจสอบอื่ น ที่ กำ หนดไว้ ใน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ “ตรวจสอบ” หมายความว่า ตรวจเงินแผ่นดิน “กองทุน” หมายความว่า กองทุนเพื่อการพัฒนาการตรวจเงินแผ่นดิน “เจ้าหน้าที่” หมายความว่า ข้าราชการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
  5. มาตรา ในกรณีที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้มิได้กำหนดไว้เป็นประการอื่น การใดที่กำหนดให้แจ้ง ยื่น หรือส่งหนังสือหรือเอกสารให้บุคคลใดเป็นการเฉพาะ ถ้าได้แจ้ง ยื่น หรือ ส่ ง หนั ง สื อ หรื อ เอกสารให้ บุ ค คลนั้ น ณ ภู มิ ลำ เนาหรื อ ที่ อ ยู่ ที่ ป รากฏตามหลั ก ฐานทางทะเบี ย นตาม กฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ให้ถือว่าได้แจ้ง ยื่น หรือส่งโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญนี้แล้ว และในกรณีที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้กำหนดให้ประกาศหรือเผยแพร่ให้ ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ให้ถือว่าการประกาศหรือเผยแพร่ในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือระบบ หรื อ วิ ธี การอื่ น ใดที่ ป ระชาชนทั่ ว ไปสามารถเข้า ถึ ง ได้ โดยสะดวก เป็ น การดำ เนิ น การโดยชอบด้ ว ย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้แล้ว ในกรณีที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้กำหนดให้คณะกรรมการหรือผู้ว่าการมีอำนาจ กำหนดหรือมีคำสั่งเรื่องใด ถ้ามิได้กำหนดวิธีการไว้เป็นการเฉพาะ ให้คณะกรรมการหรือผู้ว่าการกำหนด โดยทำเป็นระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่ง แล้วแต่กรณี และถ้าระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งนั้นใช้บังคับ แก่บุคคลทั่วไป ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและให้ดำเนินการประกาศตามวรรคหนึ่งด้วย ทั้งนี้ ถ้าระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งใดมีการกำหนดขั้นตอนการดำเนินงานไว้ คณะกรรมการหรือผู้ว่าการต้อง กำหนดระยะเวลาการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนให้ชัดเจนด้วย
  6. มาตรา ในการปฏิ บั ติ ห น้า ที่ คณะกรรมการและผู้ ว่า การต้ อ งให้ ค วามร่ ว มมื อ และ ความช่วยเหลือองค์กรอิสระทุกองค์กร ในกรณีที่ผู้ว่าการเห็นว่ามีผู้กระทำการอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่อยู่ ในหน้าที่และอำนาจขององค์กรอิสระอื่น ให้คณะกรรมการโดยข้อเสนอแนะของผู้ว่าการมีหนังสือแจ้ง องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไปโดยไม่ชักช้า ในกรณีที่คณะกรรมการโดยข้อเสนอแนะของผู้ว่าการเห็นว่าการดำเนินการเรื่องใดที่อยู่ในหน้าที่ และอำ นาจของคณะกรรมการหรื อ ผู้ ว่า การอาจเข้า ลั ก ษณะเป็ น การกระทำ ที่ อ ยู่ ในหน้า ที่ และ อำ นาจขององค์ ก รอิ ส ระอื่ น ด้ ว ย ให้ ค ณะกรรมการปรึ ก ษาหารื อ ร่ ว มกั บ องค์ ก รอิ ส ระอื่ น ที่ เกี่ ย วข้ อ ง เพื่ อ กำ หนดแนวทางในการดำ เนิ น งานร่ ว มกั น เพื่ อ ให้ การปฏิ บั ติ ห น้า ที่ ข องแต่ ละองค์ ก รเป็ น ไปอย่า ง มีประสิทธิภาพและไม่ซ้ำซ้อนกัน เพื่ อ ประโยชน์ในการดำ เนิ น การตามวรรคสอง ให้ ป ระธานกรรมการมี อำ นาจเชิญประธาน องค์กรอิสระอื่นมาร่วมประชุมเพื่อปรึกษาหารือและกำหนดแนวทางร่วมกันได้ ในการประชุมดังกล่าว ให้ผู้ว่าการร่วมประชุมด้วย และให้องค์กรอิสระทุกองค์กรปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว
  7. มาตรา ภายใต้บังคับวรรคสาม ในกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการใช้จ่ายเงิน แผ่ น ดิ น มี พ ฤติ การณ์ อั น เป็ น การทุ จ ริ ต ต่ อ หน้า ที่ จงใจปฏิ บั ติ ห น้า ที่ ห รื อ ใช้ อำ นาจขั ด ต่ อ บทบั ญ ญั ติ แห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรืออาจทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และ เป็นกรณีที่ผู้ว่าการไม่มีอำนาจจะดำเนินการใดได้ ให้ผู้ว่าการแจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี เพื่อทราบ และดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป ในการดำเนินการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการ การเลื อ กตั้ ง หรื อ หน่ ว ยงานอื่ น ที่ ได้ รั บ แจ้ ง ตามวรรคหนึ่ ง ให้ ถื อ ว่า เอกสารและหลั ก ฐานที่ ผู้ ว่า การ ตรวจสอบหรือจัดทำขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือของหน่วยงานอื่นนั้น แล้วแต่กรณี ในกรณีที่ผู้ว่าการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดินแล้วมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าเจ้าหน้าที่ของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีพฤติการณ์อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จงใจปฏิ บั ติ ห น้า ที่ ห รื อ ใช้ อำ นาจขั ด ต่ อ บทบั ญ ญั ติ แห่ ง รั ฐ ธรรมนู ญ หรื อ กฎหมาย ให้ ผู้ ว่า การแจ้ ง ให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบ และให้มีอำนาจดำเนินการไต่สวนเบื้องต้น ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกำหนด การไต่สวน เบื้องต้นดังกล่าวต้องไม่กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในฐานะพนักงานไต่สวนหรือเข้าตรวจสำนวนการไต่สวนของเจ้าหน้าที่ ดั ง กล่า ว เมื่ อ ผลการไต่ ส วนเบื้ อ งต้ น ปรากฏเป็ น ประการใด ให้ ส่ ง สำ นวนการไต่ ส วนเบื้ อ งต้ น ให้ คณะกรรมการป้ อ งกั น และปราบปรามการทุ จ ริ ต แห่ ง ชาติเพื่ อ พิ จารณาดำ เนิ น การต่ อ ไป ในกรณี ที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเห็นว่าการดำเนินการของผู้ว่าการจะกระทบต่อ การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จะแจ้งให้ผู้ว่าการยุติการดำเนินการและส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อดำเนินการต่อไป
  8. มาตรา เพื่ อ ประโยชน์ในการระงั บ หรื อ ยั บ ยั้ ง ความเสี ย หายที่ อาจเกิ ด ขึ้ น แก่ การเงิ น การคลังของรัฐ ให้ผู้ว่าการเสนอผลการตรวจสอบการกระทำที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงิน การคลังของรัฐและอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่การเงินการคลังของรัฐอย่างร้ายแรง ต่อคณะกรรมการ เพื่อพิจารณา ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นพ้องด้วยกับผลการตรวจสอบตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการจัดให้ มีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติเพื่อปรึกษาหารือร่วมกัน ในกรณีที่ประชุมร่วมมีมติเห็นพ้องกับผลการตรวจสอบดังกล่าวด้วย คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่ลงคะแนน ให้ประธานกรรมการ ประธานกรรมการ การเลือกตั้ง และประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติร่วมกันลงนามในหนังสือ แจ้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบโดยไม่ชักช้า และให้เปิดเผยผลการตรวจสอบ ดังกล่าวต่อประชาชนเพื่อทราบด้วย ให้กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน กรรมการการเลือกตั้ง และกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติทุกคน มีหน้าที่ต้องเข้าร่วมประชุมตามวรรคสอง ในกรณีที่กรรมการผู้ใดไม่มาประชุม โดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือมาประชุมแล้วไม่ลงคะแนนเสียงหรืองดออกเสียง ให้ถือว่าเป็นการจงใจฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง แต่ไม่ตัดสิทธิที่จะลาออกจากตำแหน่งก่อนวันประชุม หรือก่อนลงมติ แล้วแต่กรณี ในการประชุมตามวรรคสอง ให้ผู้ว่าการมีสิทธิเข้าร่วมประชุมและแสดงความคิดเห็นได้ด้วย แต่ไม่มีสิทธิลงคะแนน การประชุมของที่ประชุมร่วมตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ที่ประชุมร่วม กำหนด
  9. มาตรา ให้ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินรักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญนี้
  10. หมวด ๑
  11. บททั่วไป
  12. มาตรา ๑๐การตรวจเงินแผ่นดินต้องกระทำด้วยความสุจริต รอบคอบ โปร่งใส เที่ยงธรรม กล้าหาญ ปราศจากอคติ และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล การตรวจสอบต้องคำนึงถึงการดำเนินการตามหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึ ง ความคุ้ ม ค่า ความสงบเรี ย บร้ อ ย ความไว้ วางใจของสาธารณชน การดำ เนิ น งานโดยสุ จ ริ ต ผลสั ม ฤทธิ์ และประสิ ท ธิ ภาพในการใช้ จ่า ยเงิ น ของหน่ ว ยรั บ ตรวจ และการป้ อ งกั น ความเสี ย หาย ที่อาจเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐด้วย
  13. มาตรา ๑๑ในการตรวจสอบ เจ้า หน้า ที่ ต้ อ งปฏิ บั ติ ตามหลั ก เกณฑ์มาตรฐานเกี่ ย วกั บ การตรวจเงินแผ่นดิน และให้โอกาสเจ้าหน้าที่ของหน่วยรับตรวจได้ชี้แจงเหตุผลและแสดงพยานหลักฐาน ของตน
  14. หมวด ๒ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
  15. มาตรา ๑๒คณะกรรมการตรวจเงิ น แผ่ น ดิ น ประกอบด้ ว ยกรรมการจำนวนเจ็ ด คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากผู้ซึ่งได้รับการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา ผู้ซึ่งได้รับการสรรหาต้องเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน กฎหมาย การบัญชี การตรวจสอบภายใน การเงินการคลัง และด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการตรวจเงินแผ่นดิน ทั้งนี้ เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสิบปี
  16. มาตรา ๑๓นอกจากคุณสมบัติตามมาตรา ๑๒ แล้ว กรรมการต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ด้วย (๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบห้าปี แต่ไม่เกินเจ็ดสิบปี (๓) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า (๔) มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ (๕) มีสุขภาพที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  17. มาตรา ๑๔กรรมการต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ (๑) เป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระใด (๒) ติดยาเสพติดให้โทษ (๓) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต (๔) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ (๕) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช (๖) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ (๗) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ (๘) อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราว หรือถูกเพิกถอนสิทธิ สมัครรับเลือกตั้ง (๙) ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล (๑๐) เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ (๑๑) เคยต้ อ งคำ พิ พากษาหรื อ คำ สั่ ง ของศาลอั น ถึ ง ที่ สุ ด ให้ ท รั พ ย์ สิ น ตกเป็ น ของแผ่ น ดิ น เพราะร่ำ รวยผิ ด ปกติ หรื อ เคยต้ อ งคำ พิ พากษาอั น ถึ ง ที่ สุ ด ให้ ล งโทษจำ คุ ก เพราะกระทำความผิ ด ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (๑๒) เคยต้ อ งคำ พิ พากษาอั น ถึ ง ที่ สุ ด ว่า กระทำความผิ ด ต่ อ ตำ แหน่ ง หน้า ที่ ราชการหรื อ ต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานใน องค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิด ฐานเป็ น ผู้ ผ ลิ ต นำ เข้า ส่ ง ออก หรื อ ผู้ ค้า กฎหมายว่า ด้ ว ยการพนันในความผิด ฐานเป็ นเจ้า มือหรือ เจ้าสำนัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน (๑๓) เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง (๑๔) อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (๑๕) เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการเสนอ การแปรญัตติ หรือ การกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิ การ มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย (๑๖) เคยพ้ น จากตำแหน่ ง เพราะศาลฎีกาหรื อ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ ดำ รงตำแหน่ ง ทางการเมื อ งมี คำ พิ พากษาว่า ฝ่า ฝื น หรื อ ไม่ ป ฏิ บั ติ ตามมาตรฐานทางจริ ย ธรรมอย่างร้า ยแรง หรื อ เป็นผู้มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ หรือกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้ อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย (๑๗) เคยได้ รั บ โทษจำ คุ ก โดยคำ พิ พากษาถึ ง ที่ สุ ด ให้ จำ คุ ก เว้ น แต่ ในความผิ ด อั น ได้ กระทำ โดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ (๑๘) เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง หรือ สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในระยะสิบปีก่อนเข้ารับการสรรหา (๑๙) เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นของพรรคการเมืองในระยะสิบปีก่อนเข้ารับ การสรรหา (๒๐) เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ (๒๑) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือ กรรมการหรือที่ปรึกษาของหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ (๒๒) เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์กรที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด (๒๓) เป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ (๒๔) มีพฤติการณ์อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
  18. มาตรา ๑๕เมื่อมีกรณีที่จะต้องสรรหาผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการตามมาตรา ๑๒ ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งประกอบด้วย (๑) ประธานศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการ (๒) ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นกรรมการ (๓) ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นกรรมการ (๔) บุคคลซึ่งศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระที่มิใช่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินแต่งตั้งจาก ผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๓ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๔ และไม่เคย ปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ ในศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระ องค์กรละหนึ่งคน เป็นกรรมการ ให้เลขาธิการวุฒิสภาเป็นเลขานุการของคณะกรรมการสรรหา และให้สำนักงานเลขาธิการ วุฒิสภาปฏิบัติหน้าที่เป็นหน่วยธุรการของคณะกรรมการสรรหา ในการดำ เนิ น การแต่ ง ตั้ ง บุ ค คลตาม (๔) ให้ ศาลรั ฐ ธรรมนู ญ และองค์ ก รอิ ส ระที่ มิ ใช่ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินดำเนินการเสนอชื่อบุคคลซึ่งองค์กรนั้นแต่งตั้งเป็นกรรมการสรรหาภายใน ยี่ สิ บ วั น นั บ แต่ วั น ที่ ได้ รั บ แจ้ ง จากเลขาธิการวุ ฒิ ส ภา โดยให้ คั ด เลื อ กจากบุ ค คลซึ่ ง มี ค วามเป็ น กลาง ซื่อสัตย์สุจริต และมีความเข้าใจในภารกิจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้จะได้รับการคัดเลือกเป็น กรรมการสรรหาต้ อ งได้ รั บ คะแนนเสี ย งเกิ น กึ่ ง หนึ่ ง ของจำนวนทั้ ง หมดเท่า ที่ มี อ ยู่ ข องตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญหรือกรรมการองค์กรอิสระ แล้วแต่กรณี ในกรณีที่ไม่มีบุคคลใดได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ให้ลงคะแนนใหม่อีกครั้งหนึ่ง ในการลงคะแนนครั้งนี้ ถ้ามีผู้เข้ารับการคัดเลือกเกินสองคน ให้นำเฉพาะคน ที่ได้คะแนนสูงสุดสองลำดับแรกมาลงคะแนนใหม่ ในกรณีที่มีผู้ได้คะแนนสูงสุดเท่ากันจนเป็นเหตุให้มีผู้ได้ คะแนนสูงสุดสองลำดับแรกเกินสองคน ให้ผู้เข้ารับการคัดเลือกซึ่งได้คะแนนเท่ากันนั้นจับสลากเพื่อให้ เหลือผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดสองลำดับแรกเพียงสองคน ในการลงคะแนนครั้งหลังนี้ ถ้ายังไม่มีผู้ใดได้รับ คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือกรรมการองค์กรอิสระ แล้วแต่กรณี ให้ดำเนินการเพื่อคัดเลือกใหม่ โดยจะคัดเลือกผู้เข้ารับการคัดเลือกที่มีชื่ออยู่ในการคัดเลือก ครั้งแรกมิได้ ให้เลขาธิการวุฒิสภาประกาศรายชื่อกรรมการสรรหาตาม (๔) ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการสรรหาตาม (๒) หรือกรรมการสรรหาตาม (๔) มีไม่ครบ ไม่ว่าด้วยเหตุใด หรือพ้นกำหนดเวลาการคัดเลือกตามวรรคสามแล้วมิได้มีการเสนอชื่อ ให้คณะกรรมการ สรรหาเท่าที่มีอยู่ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจไปพลางก่อนได้ โดยในระหว่างนั้นให้ถือว่าคณะกรรมการ สรรหาประกอบด้วยกรรมการสรรหาเท่าที่มีอยู่ ให้กรรมการสรรหาตาม (๔) อยู่ในวาระการดำรงตำแหน่งจนถึงวันก่อนวันที่มีกรณีที่ต้องสรรหา กรรมการใหม่ แต่ไม่รวมถึงการสรรหาใหม่หรือสรรหาเพิ่มเติมตามมาตรา ๑๖ วรรคสี่ มาตรา ๑๗ วรรคสองและวรรคสาม และมาตรา ๑๘ และให้กรรมการสรรหาดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ เมื่อตาย ลาออก ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการสรรหาตาม (๔) แล้ว จะเป็นกรรมการสรรหาในคณะกรรมการ สรรหาสำหรับศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระอื่นในขณะเดียวกันมิได้ ให้ประธานกรรมการสรรหาและกรรมการสรรหาเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
  19. มาตรา ๑๖ในการสรรหากรรมการ ให้คณะกรรมการสรรหาปรึกษาหารือเพื่อคัดสรรให้ได้ บุคคลซึ่งมีความรับผิดชอบสูง มีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ และมีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็น ตัวอย่างที่ดีของสังคม รวมตลอดทั้งมีทัศนคติที่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดผลสำเร็จ โดยนอกจาก การประกาศรับสมัครแล้ว ให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการสรรหาจากบุคคลซึ่งมีความเหมาะสมทั่วไป ได้ด้วยแต่ต้องได้รับความยินยอมของบุคคลนั้น ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความหลากหลายของประสบการณ์ ที่แตกต่างกันในแต่ละด้านประกอบด้วย และเพื่อประโยชน์แห่งการนี้ ให้คณะกรรมการสรรหาใช้วิธี การสัมภาษณ์หรือให้แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ หรือวิธีการ อื่นใดที่เหมาะสมเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย ในการสรรหา ให้ใช้วิธีลงคะแนนโดยเปิดเผยและให้กรรมการสรรหาแต่ละคนบันทึกเหตุผลใน การเลือกไว้ด้วย ผู้ซึ่งจะได้รับการสรรหาต้องได้รับคะแนนเสียงถึงสองในสามของจำนวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ คณะกรรมการสรรหา ถ้าไม่มีบุคคลใดได้รับคะแนนเสียงตามวรรคสาม หรือมีแต่ยังไม่ครบจำนวนที่จะต้องสรรหา ให้มีการลงคะแนนใหม่สำหรับผู้ได้คะแนนไม่ถึงสองในสาม ถ้ายังได้ไม่ครบตามจำนวนให้มีการลงคะแนน อี ก ครั้ ง หนึ่ ง ในกรณี ที่ การลงคะแนนครั้ ง หลั ง นี้ ยั ง ได้ บุ ค คลไม่ ค รบตามจำนวนที่ จะต้ อ งสรรหา ให้ดำเนินการสรรหาใหม่สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ ภายในสามวันนับแต่วันปิดรับสมัคร ให้เลขาธิการวุฒิสภาประกาศรายชื่อผู้เข้ารับการสรรหา ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ประกาศดังกล่าวให้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติและประวัติ การทำงานตามที่คณะกรรมการสรรหากำหนดด้วย
  20. มาตรา ๑๗ผู้ได้รับการสรรหาเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการต้องได้รับความเห็นชอบ จากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ในกรณีที่วุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการสรรหารายใด ให้ดำเนินการสรรหาบุคคลใหม่ แทนผู้นั้น แล้วเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป โดยผู้ซึ่งไม่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาใน ครั้งนี้จะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่นี้ไม่ได้ เมื่อมีผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาแล้ว หากเป็นกรณีที่ประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่งด้วย ให้ ผู้ ได้ รั บ ความเห็ น ชอบประชุ ม ร่ ว มกั บ กรรมการซึ่ ง ยั ง ดำ รงตำ แหน่ ง อยู่ ถ้า มี เพื่ อ เลื อ กกั น เองให้ คนหนึ่งเป็นประธานกรรมการแล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ ในกรณีที่ผู้ซึ่งวุฒิสภาให้ความเห็นชอบ ยังได้ไม่ครบจำนวนที่ต้องสรรหา แต่เมื่อรวมกับกรรมการซึ่งยังดำรงตำแหน่งอยู่ ถ้ามี มีจำนวนถึงห้าคน ก็ให้ดำเนินการประชุมเพื่อเลือกประธานกรรมการได้ และเมื่อโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งแล้ว ให้ ค ณะกรรมการดำ เนิ น การตามหน้า ที่ และอำนาจต่ อ ไปพลางก่ อ นได้ โดยในระหว่า งนั้ นให้ ถื อ ว่า คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการเท่าที่มีอยู่ และให้ดำเนินการสรรหาเพิ่มเติมให้ครบตามจำนวนที่ต้อง สรรหาต่อไปโดยเร็ว ให้ประธานวุฒิสภานำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการ และ เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
  21. มาตรา ๑๘ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการโดยที่ยังมิได้พ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา ๑๔ (๒๐) (๒๑) หรื อ (๒๒) หรื อ ยั ง ประกอบวิชาชี พ ตามมาตรา ๑๔ (๒๓) อยู่ ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบวิชาชีพดังกล่าวแล้ว ต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่ ประธานวุฒิสภากำหนด ซึ่งต้องเป็นเวลาก่อนที่ประธานวุฒิสภาจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้ง กรรมการ ในกรณี ที่ ไม่ ได้ แสดงหลั ก ฐานภายในกำหนดเวลาดั ง กล่า ว ให้ ถื อ ว่า ผู้ นั้ น สละสิ ท ธิ และ ให้ดำเนินการสรรหาใหม่
  22. มาตรา ๑๙ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครหรือผู้ได้รับ การสรรหา ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการ สรรหาให้เป็นที่สุด การเสนอเรื่องเพื่อให้คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และ วิธีการที่คณะกรรมการสรรหากำหนด การวินิจฉัย ให้ใช้วิธีลงคะแนนโดยเปิดเผย ให้นำความในวรรคหนึ่ ง วรรคสอง และวรรคสาม มาใช้บังคับแก่กรณีที่มี ปัญ หาเกี่ ย วกั บ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการสรรหาด้วยโดยอนุโลม แต่กรรมการสรรหาที่ถูกกล่าวหาว่า ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามจะอยู่ในที่ประชุมในขณะพิจารณาและวินิจฉัยมิได้
  23. มาตรา ๒๐ให้ ป ระธานกรรมการสรรหาและกรรมการสรรหาได้ รั บ เบี้ ย ประชุ ม และ ค่าตอบแทนอื่นตามที่ประธานวุฒิสภากำหนด แต่สำหรับเบี้ยประชุมให้กำหนดให้ได้รับเป็นรายครั้งที่มา ประชุมในอัตราไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของประธานกรรมการหรือกรรมการในคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภาได้รับในแต่ละเดือน แล้วแต่กรณี
  24. มาตรา ๒๑กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งเจ็ดปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ให้กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการใหม่แทน
  25. มาตรา ๒๒นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๑๒ หรือมาตรา ๑๓ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๔ (๔) พ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอื่นตามรัฐธรรมนูญ เมื่อประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการ ให้พ้นจากตำแหน่งกรรมการด้วย ในกรณีที่มีปัญหาว่ากรรมการผู้ใดพ้นจากตำแหน่งตาม (๒) หรือ (๓) หรือไม่ ให้เป็นหน้าที่และ อำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นที่สุด ในกรณีท่ีไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการเลือก กรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่แทนประธานกรรมการ ในระหว่างที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ และยังไม่มีการแต่งตั้งกรรมการแทนตำแหน่ง ที่ว่าง ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่ถ้ามีกรรมการเหลืออยู่ไม่ถึงสี่คน ให้กระทำได้ แต่เฉพาะการที่จำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ในกรณีที่กรรมการจะพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ให้ดำเนินการสรรหากรรมการใหม่ภายใน หนึ่งร้อยยี่สิบวันก่อนวันที่กรรมการครบวาระ แต่ถ้ากรรมการพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอื่นนอกจากการพ้นจาก ตำแหน่งตามวาระ ให้ดำเนินการสรรหากรรมการภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
  26. มาตรา ๒๓เมื่ อ มี ผู้ ร้ อ งขอโดยมี ห ลั ก ฐานตามสมควรว่ากรรมการผู้ ใดพ้ น จากตำ แหน่ ง ตามมาตรา ๒๒ (๒) หรือ (๓) ให้เลขาธิการวุฒิสภาเสนอเรื่องต่อประธานกรรมการสรรหาภายในห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับการร้องขอ และให้คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ในการวินิจฉัยให้ถือ เสียงข้างมากและให้ใช้วิธีลงคะแนนโดยเปิดเผย ในกรณีที่มีเสียงเท่ากัน ให้ประธานกรรมการสรรหาออก เสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด หลักฐานตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการสรรหากำหนด
  27. มาตรา ๒๔ในกรณีที่กรรมการต้องหยุด ปฏิ บัติหน้าที่เพราะถูกกล่าวหาและศาลฎีกาหรื อ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้อง และมีกรรมการเหลืออยู่ไม่ถึง กึ่งหนึ่ง ให้ประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดร่วมกันแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มี ลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับกรรมการทำหน้าที่เป็นกรรมการเป็นการชั่วคราวให้ครบเจ็ดคน โดยให้ผู้ซึ่ง ได้รับแต่งตั้งทำหน้าที่ในฐานะกรรมการได้จนกว่ากรรมการที่ตนทำหน้าที่แทนจะปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือ จนกว่าจะมีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งแทน
  28. มาตรา ๒๕ภายใต้ บั ง คั บ มาตรา ๒๒ วรรคห้า การประชุ ม ของคณะกรรมการต้ อ งมี กรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่าห้าคน จึงจะเป็นองค์ประชุม ในกรณีที่กรรมการคนใดไม่อาจมาประชุมได้ ให้จดแจ้งเหตุนั้นไว้ในรายงานการประชุม การลงมติในการประชุมของคณะกรรมการให้ใช้คะแนนเสียงข้างมาก โดยประธานในที่ประชุม และกรรมการที่ มาประชุ ม ต้ อ งลงคะแนนเสี ย งเพื่ อ มี ม ติ และให้ ก รรมการคนหนึ่ ง มี เสี ย งหนึ่ ง ใน การลงคะแนน ในกรณีมีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมมีสิทธิออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่ง เป็นเสียงชี้ขาด การไม่เข้าประชุมหรือไม่อยู่ในที่ประชุมตามวรรคสองโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้ถือว่าเป็นการจงใจ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ให้ประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุม ให้กรรมการ ที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการประชุมที่ คณะกรรมการกำหนด ในการประชุมของคณะกรรมการ ให้เป็นหน้าที่ของผู้ว่าการที่จะเข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงแสดง ความคิดเห็นด้วย เว้นแต่เป็นการประชุมเพื่อมีมติตามมาตรา ๕๐ (๔) ให้ประธานกรรมการ กรรมการ และผู้ว่าการได้รับเบี้ยประชุมเป็นรายครั้งเท่ากับกรรมการตาม พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเบี้ยประชุมกรรมการ
  29. มาตรา ๒๖กรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา และการปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจของ คณะกรรมการต้องเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ และปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามมาตรฐานทางจริยธรรม ในระหว่างการดำรงตำแหน่ง กรรมการจะเข้ารับ การศึ ก ษาหรื อ อบรมในหลั ก สู ต รหรื อ โครงการใด ๆ มิ ได้ เว้ น แต่ เป็ น หลั ก สู ต รหรื อ โครงการที่ คณะกรรมการเป็นผู้จัดขึ้นโดยเฉพาะสำหรับกรรมการ
  30. มาตรา ๒๗ให้คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) วางนโยบายการตรวจเงินแผ่นดิน (๒) กำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน (๓) กำกับการตรวจเงินแผ่นดินให้เป็นไปตาม (๑) และ (๒) และตามกฎหมายว่าด้วยวินัย การเงินการคลังของรัฐ (๔) ให้ คำ ปรึ ก ษา แนะนำ หรื อ เสนอแนะเกี่ ย วกั บ การใช้ จ่า ยเงิ น แผ่ น ดิ น ให้ เป็ น ไปตาม กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ รวมทั้งการให้คำแนะนำแก่หน่วยงานของรัฐในการแก้ไข ข้อบกพร่องเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน (๕) สั่งลงโทษทางปกครองกรณีมีการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ (๖) หน้า ที่ และอำนาจอื่ น ตามที่ บั ญ ญั ติ ไว้ ในพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ ห รื อ กฎหมายอื่น ในการกำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานตาม (๒) ให้คณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นของหน่วยรับ ตรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย
  31. มาตรา ๒๘นโยบายการตรวจเงิ น แผ่ น ดิ น ตามมาตรา ๒๗ (๑) ให้ ค ณะกรรมการวางเป็ น นโยบายการตรวจเงินแผ่นดินประจำปีและนโยบายการตรวจเงินแผ่นดินระยะยาว ซึ่งอย่างน้อยต้องมี สาระสำคัญ ดังต่อไปนี้ (๑) ทิศทางและเป้าหมายในการตรวจเงินแผ่นดิน (๒) ผลสัมฤทธิ์ในการตรวจเงินแผ่นดิน (๓) การพัฒนาการตรวจเงินแผ่นดินให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว นโยบายการตรวจเงินแผ่นดินที่คณะกรรมการจัดทำแล้ว ให้แจ้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และ คณะรัฐมนตรีทราบ และเผยแพร่ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปด้วย
  32. มาตรา ๒๙หลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดินที่คณะกรรมการกำหนดขึ้น ตามมาตรา ๒๗ (๒) ต้องสอดคล้องกับหลักการและมาตรฐานการตรวจเงินแผ่นดินที่เป็นที่ยอมรับของสากล และให้ใช้ได้จนกว่าคณะกรรมการจะมีมติให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นครั้งคราวตามความเหมาะสม แต่การแก้ไข เปลี่ยนแปลงดังกล่าว ถ้าเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติของหน่วยรับตรวจ ต้องมีระยะเวลาให้หน่วยรับตรวจ เพียงพอที่จะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์มาตรฐานที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงใหม่ หลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดินตามวรรคหนึ่ง ให้เผยแพร่ให้หน่วยรับตรวจ และประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ในกรณีที่หน่วยรับ ตรวจเห็นว่าหลั ก เกณฑ์มาตรฐานเกี่ ย วกั บ การตรวจเงินแผ่ นดิ นที่ กำ หนด ตามวรรคหนึ่ง ก่อให้เกิดปัญหาหรืออุปสรรคในการดำเนินงาน หรือยังไม่สอดคล้องกับกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี หรือแบบแผนการปฏิบัติราชการ จะแจ้งให้คณะกรรมการทราบและพิจารณา ปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์มาตรฐาน หรือเสนอแนะให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี หรือแบบแผนการปฏิบัติราชการของทางราชการดังกล่าวตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร ก็ได้
  33. มาตรา ๓๐หลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดินตามมาตรา ๒๗ (๒) อย่างน้อย ต้องประกอบด้วย (๑) วิธีการตรวจเงินแผ่นดินแต่ละด้าน (๒) ความเคร่งครัดในจริยธรรมแห่งวิชาชีพในการตรวจเงินแผ่นดิน (๓) ระยะเวลาในการตรวจเงินแผ่นดิน (๔) วิธีปฏิบัติในการเข้าตรวจ (๕) วิธีการให้คำแนะนำหรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับวิธีการแก้ไขปัญหาแก่หน่วยรับตรวจ (๖) วิธีการเปิดโอกาสให้หน่วยรับตรวจชี้แจง (๗) วิธีการรายงาน การแจ้ง และการเผยแพร่ผลการตรวจ
  34. มาตรา ๓๑การวางนโยบายการตรวจเงิ น แผ่ น ดิ น และการกำหนดหลั ก เกณฑ์มาตรฐาน เกี่ ย วกั บ การตรวจเงิ น แผ่ น ดิ น ตามมาตรา ๒๗ (๑) และ (๒) หากผู้ ว่า การเห็ น ว่า นโยบายหรื อ หลักเกณฑ์มาตรฐานที่คณะกรรมการกำหนดมีผลเป็นการเลือกปฏิบัติต่อหน่วยรับตรวจ หรือทำให้มี การตรวจสอบใด ๆ ที่อยู่นอกเหนือหน้าที่และอำนาจของผู้ว่าการ หรือมีผลให้ผู้ว่าการไม่มีความเป็นอิสระใน การปฏิบัติหน้าที่ ผู้ว่าการจะขอให้คณะกรรมการพิจารณาทบทวนก็ได้ มติ ข องคณะกรรมการในการพิจารณาทบทวนตามวรรคหนึ่ ง ให้ เป็ น ที่ สุ ด เว้ น แต่ ในกรณี ที่ ผู้ว่าการเห็นว่านโยบายหรือหลักเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าวมีผลให้ผู้ว่าการไม่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติ หน้าที่ ให้ผู้ว่าการมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยต่อไป
  35. มาตรา ๓๒นอกจากหน้า ที่ และอำนาจตามมาตรา ๒๗ ให้ ค ณะกรรมการมี อำ นาจออก ระเบียบ ประกาศ หรือข้อบังคับในเรื่องดังต่อไปนี้ (๑) การกำกับการตรวจเงินแผ่นดินตามมาตรา ๒๗ (๓) (๒) การจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของสำนักงานโดยผู้ประเมินอิสระ (๓) การจัดเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ในการปฏิบัติงานของสำนักงาน (๔) การอื่นใดอันจำเป็นต่อการดำเนินงานของผู้ว่าการหรือสำนักงาน หรือการทำให้บุคคล ดังกล่าวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การออกระเบียบตาม (๑) จะกำหนดให้ผู้ว่าการต้องจัดทำรายงานผลการตรวจเงินแผ่นดิน โดยสรุปเป็นรายไตรมาสก็ได้
  36. มาตรา ๓๓ในการกำ กั บ การตรวจเงิ น แผ่ น ดิ น ตามมาตรา ๒๗ (๓) ถ้า ความปรากฏต่ อ คณะกรรมการว่าการตรวจสอบไม่เป็นไปตามนโยบายการตรวจเงินแผ่นดินหรือหลักเกณฑ์มาตรฐาน เกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดินที่คณะกรรมการกำหนด หรือตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งให้ผู้ว่าการรับไปดำเนินการปรับปรุง แก้ไข หรือปฏิบัติให้ถูกต้องต่อไป ก่ อ นสั่ ง การตามวรรคหนึ่ ง คณะกรรมการต้ อ งนำ คำ ชี้ แจงและความเห็ น ของผู้ ว่า การ มาประกอบการพิจารณาวินิจฉัยด้วย
  37. มาตรา ๓๔ในกรณี ที่ ผู้ ว่า การเห็ น ว่า มี ปั ญ หาในการปฏิ บั ติ ห น้า ที่ ในการตรวจเงิ น แผ่ น ดิ น ตามนโยบายการตรวจเงินแผ่นดินหรือหลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน และประสงค์ จะได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการ ให้ผู้ว่าการปรึกษาหารือคณะกรรมการเพื่อขอคำแนะนำหรือ ข้อเสนอแนะ เพื่อนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว
  38. มาตรา ๓๕ในกรณี ที่ ห น่ ว ยรั บ ตรวจเห็ น ว่า ผู้ ว่า การหรื อ ผู้ ได้ รั บ มอบหมายดำ เนิ น การ ตรวจสอบไม่เป็นไปตามนโยบายการตรวจเงินแผ่นดินหรือหลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงิน แผ่นดิน หน่วยรับตรวจมีสิทธิยื่นคำร้องไปยังคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยต่อไป หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการ กำหนด
  39. มาตรา ๓๖ในกรณีที่จำเป็นต้องได้ข้อมูลหรือมีการศึกษาเรื่องใด คณะกรรมการจะขอให้ สำนักงานจ้างบุคคลหรือสถาบันซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญดำเนินการในเรื่องนั้นได้ตามที่จำเป็น หรือ ในกรณีที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวแทนก็ได้ โดยต้อง คำนึงถึงความคุ้มค่าและประสิทธิภาพที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้ ก่อนการจ้างหรือแต่งตั้ง คณะกรรมการต้อง กำหนดเป้าหมาย ผลสัมฤทธิ์ และระยะเวลาของการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวไว้ให้ชัดเจน หลั ก เกณฑ์ และวิ ธี การจ้า ง และค่าตอบแทน ของบุ ค คลหรื อ สถาบั น หรื อ การแต่ ง ตั้ ง อนุ ก รรมการ การพ้ น จากตำแหน่ ง ค่า ตอบแทนและประโยชน์ ต อบแทนอื่ น และวิ ธี ป ฏิ บั ติ งาน ของอนุกรรมการ ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
  40. มาตรา ๓๗ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้คณะกรรมการ มีอำนาจขอให้หน่วยรับตรวจมีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง หรือส่งเอกสารหลักฐานหรือพยานหลักฐานอื่น ที่เกี่ยวข้อง และเรียกผู้รับตรวจมาให้ถ้อยคำ เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการ
  41. มาตรา ๓๘เงิ น เดื อ น เงิ น ประจำ ตำ แหน่ ง และประโยชน์ ต อบแทนอื่ น ของกรรมการ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ให้กรรมการได้รับเงินค่ารับรองเหมาจ่ายเป็นรายเดือนตามอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าเงินประจำตำแหน่งของประธานกรรมการหรือกรรมการ แล้วแต่กรณี
  42. มาตรา ๓๙กรรมการซึ่งดำรงตำแหน่งไม่น้อยกว่าหนึ่งปี มีสิทธิได้รับบำเหน็จตอบแทนเป็น เงินซึ่งจ่ายครั้งเดียวเมื่อพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (๑) ครบวาระ (๒) ตาย (๓) ลาออก (๔) มีอายุครบเจ็ดสิบปี ในการคำนวณบำเหน็จตอบแทนนั้น ให้นำอัตราเงินเดือนตามมาตรา ๓๘ คูณด้วยจำนวนปีที่ ดำรงตำแหน่ง เศษของปีให้นับเป็นหนึ่งปี สิทธิในบำเหน็จตอบแทนนั้น เป็นสิทธิเฉพาะตัว จะโอนไม่ได้ เว้นแต่กรณีตาย ให้ตกได้แก่ คู่สมรสและทายาทที่ได้แจ้งไว้ และถ้าการตายนั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุปฏิบัติหน้าที่หรือในการปฏิบัติหน้าที่ ให้ได้รับเป็นสองเท่าของบำเหน็จตอบแทนที่กำหนดไว้ตามวรรคสอง
  43. หมวด ๓ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
  44. มาตรา ๔๐ให้มีผู้ว่าการคนหนึ่งซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิส ภา โดยได้รับการเสนอชื่อจากคณะกรรมการ ผู้ว่าการต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับกรรมการ
  45. มาตรา ๔๑เมื่อมีกรณีที่จะต้องแต่งตั้งผู้ว่าการ ให้คณะกรรมการดำเนินการสรรหาบุคคล ที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเพื่อแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการ
  46. มาตรา ๔๒ในการสรรหาผู้ ว่า การ ให้ ค ณะกรรมการประกาศรั บ สมั ค รบุ ค คลเพื่ อ เข้า รั บ การสรรหาเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ซึ่งต้องกระทำโดยเปิดเผย และให้มีการประกาศรายชื่อ บุคคลที่จะเข้ารับการสรรหาให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป เพื่อรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับความเหมาะสมของ ผู้เข้ารับการสรรหาดังกล่าวเพื่อประกอบการพิจารณาในการสรรหาด้วย หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการสมัคร และระยะเวลาที่จะใช้ในการสรรหาทุกขั้นตอน ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด
  47. มาตรา ๔๓ให้ ค ณะกรรมการปรึ ก ษาหารื อ เพื่ อ คั ด เลื อ กให้ ได้ บุ ค คลซึ่ ง มี ค วามรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์เกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน กฎหมาย การบัญชี การตรวจสอบภายใน การเงินการคลัง และด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการตรวจเงินแผ่นดิน และเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบสูง มีความกล้าหาญและความซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ และมีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นตัวอย่างที่ดี ของสังคม รวมตลอดทั้งมีทัศนคติที่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดผลสำเร็จ
  48. มาตรา ๔๔ในการสรรหา ให้ใช้วิธีลงคะแนนโดยเปิดเผย และให้กรรมการแต่ละคนบันทึก เหตุผลในการลงคะแนนของตนไว้ด้วย ผู้ซึ่งจะได้รับการเสนอชื่อเพื่อแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการต้องได้รับคะแนนเสียงถึงสองในสามของจำนวน ทั้ ง หมดเท่า ที่ มี อ ยู่ ข องคณะกรรมการ ในกรณี ที่ ไม่ มี ผู้ ได้ รั บ คะแนนเสี ย งถึ ง สองในสามให้ ดำ เนิ น การ ดังต่อไปนี้ (๑) ในกรณีมีผู้สมัครคนเดียว ให้ดำเนินการสรรหาใหม่ (๒) ในกรณี มี ผู้ ส มั ค รสองคนให้ ล งคะแนนใหม่ อี ก ครั้ ง หนึ่ ง ถ้า ยั ง ไม่ มี ผู้ ใดได้ คะแนนเสี ย ง ถึงสองในสาม ให้ดำเนินการสรรหาใหม่ (๓) ในกรณีมีผู้สมัครเกินสองคนขึ้นไป ให้นำผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดสองลำดับแรกมาลงคะแนนใหม่ ถ้ายังไม่มีผู้ใดได้คะแนนเสียงถึงสองในสาม ให้ดำเนินการสรรหาใหม่ ถ้ามีผู้ได้รับคะแนนเท่ากันจนเป็นเหตุให้มีผู้ได้คะแนนสูงสุดเกินสองคน ให้ประธานกรรมการจับสลาก ผู้ที่ได้รับคะแนนเท่ากันเพื่อให้เหลือสองคนแล้วจึงลงคะแนน
  49. มาตรา ๔๕เมื่อคณะกรรมการคัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการได้แล้ว ให้เสนอชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกพร้อมความยินยอมของผู้นั้นต่อประธานวุฒิสภา ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๘ มาใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งได้รับการคัดเลือกด้วยโดยอนุโลม
  50. มาตรา ๔๖ผู้ได้รับการเสนอชื่อเพื่อแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการ ต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ในกรณีที่วุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อ ให้ดำเนินการสรรหาบุคคลใหม่แทนผู้นั้น แล้วเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป โดยผู้ซึ่งไม่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในครั้งนี้จะเข้า รับการสรรหาในครั้งใหม่นี้ไม่ได้ ให้ ป ระธานวุ ฒิ ส ภานำ ความกราบบั ง คมทู ล เพื่ อ ทรงแต่ ง ตั้ ง ผู้ ว่า การ และเป็ น ผู้ ล งนาม รับสนองพระบรมราชโองการ
  51. มาตรา ๔๗ให้ผู้ว่าการมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละหกปีนับแต่วันที่พ ระมหากษั ต ริ ย์ ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
  52. มาตรา ๔๘ให้ผู้ว่าการมีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่โดยรับผิดชอบต่อคณะกรรมการ และเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของสำนักงาน ในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ผู้ว่าการพึงรับฟังคำแนะนำ ข้อเสนอแนะ หรือข้อท้วงติง ของคณะกรรมการซึ่งต้องไม่กระทบต่อความเป็นอิสระในการตรวจเงินแผ่นดินของผู้ว่าการ
  53. มาตรา ๔๙ผู้ว่าการต้องปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา และการปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจของ ผู้ว่าการต้องเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ และปฏิบัติตน ให้ถูกต้องตามมาตรฐานทางจริยธรรม ในระหว่างการดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการจะเข้ารับการศึกษาหรือ อบรมในหลักสูตรหรือโครงการใด ๆ มิได้ เว้นแต่เป็นหลักสูตรหรือโครงการที่จัดขึ้นโดยเฉพาะสำหรับ กรรมการและผู้ว่าการ
  54. มาตรา ๕๐นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ผู้ว่าการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๑๓ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๔ (๔) คณะกรรมการมีมติให้พ้นจากตำแหน่งด้วยคะแนนเสียงสามในสี่ของกรรมการทั้งหมดเท่าที่ มีอยู่ เนื่องจากจงใจฝ่าฝืนหรือ ไม่ปฏิบัติตามนโยบายการตรวจเงินแผ่นดินหรือหลั กเกณฑ์มาตรฐาน เกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดินที่คณะกรรมการกำหนดและเมื่อคณะกรรมการสั่งให้แก้ไขแล้วไม่ดำเนินการ ภายในเวลาอันสมควรจนอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทางราชการ (๕) พ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอื่นตามรัฐธรรมนูญ (๖) ไม่สามารถทำงานได้เต็มเวลา
  55. มาตรา ๕๑ในกรณี ที่ ผู้ ว่า การต้ อ งหยุ ด ปฏิ บั ติ ห น้า ที่ เพราะถู ก กล่าวหาและศาลฎีกาหรื อ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้อง ให้รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งมีอาวุโสสูงสุดปฏิบัติหน้าที่แทน จนกว่าผู้ว่าการจะปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือจนกว่าจะมีการแต่งตั้งผู้ดำรง ตำแหน่งผู้ว่าการแทน หลักเกณฑ์การกำหนดอาวุโสตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่ผู้ว่าการโดยความเห็นชอบ ของคณะกรรมการกำหนด
  56. มาตรา ๕๒ให้ผู้ว่าการได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง ค่ารับรองเหมาจ่ายและประโยชน์ ตอบแทนอื่นเช่นเดียวกับกรรมการ
  57. มาตรา ๕๓ให้ผู้ว่าการมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) ตรวจเงินแผ่นดินตามนโยบายการตรวจเงินแผ่นดินและหลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ ย วกั บ การตรวจเงินแผ่นดินที่คณะกรรมการกำหนด และตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ (๒) ตรวจผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินของหน่วยงานของรัฐ (๓) มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตาม (๑) และ (๒) (๔) กำกับและรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตาม (๓) ในการตรวจเงิ น แผ่ น ดิ น สำ หรั บ หน่ ว ยรั บ ตรวจตามบทนิยามคำ ว่า “หน่ ว ยรั บ ตรวจ” ตามมาตรา ๔ (๗) ให้ตรวจเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับเงินอุดหนุนหรือกิจการที่ได้รับเงินหรือทรัพย์สินลงทุน จากหน่วยรับตรวจตามบทนิยามคำว่า “หน่วยรับตรวจ” ตามมาตรา ๔ (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๖) ว่ามีการใช้จ่ายไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่
  58. มาตรา ๕๔นอกจากหน้า ที่ และอำนาจตามมาตรา ๕๓ ให้ ผู้ ว่า การมี ห น้า ที่ และอำ นาจ ดังต่อไปนี้ด้วย (๑) กำหนดแผนการตรวจสอบประจำปีเพื่อให้สำนักงานถือปฏิบัติ และเสนอคณะกรรมการ เพื่อทราบ (๒) ตรวจสอบรายงานการเงินแผ่นดินประจำปีงบประมาณ และแสดงความเห็นว่าเป็นไปตาม กฎหมายและตามความเป็นจริงหรือไม่ (๓) ตรวจสอบบัญชีทุนสำรองเงินตราประจำปี และแสดงความเห็นว่าเป็นไปตามกฎหมายและ ตามความเป็นจริงหรือไม่ (๔) แจ้งผลการตรวจสอบและติดตามให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ เพื่อให้เป็นไปตามผลการตรวจสอบ (๕) วางระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของสำนักงานเท่าที่ไม่ขัดกับระเบียบหรือประกาศหรือ มติของคณะกรรมการ (๖) แต่ ง ตั้ ง ที่ ป รึ ก ษาหรื อ ผู้ เชี่ ย วชาญในสาขาวิชาการหรื อ ในกิ จ การต่า ง ๆ เพื่ อ ช่ ว ย การปฏิบัติงานของสำนักงาน ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด (๗) จัดจ้างและกำหนดค่าจ้างที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานของสำนักงาน ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด (๘) มอบหมายเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตาม (๒) (๓) และ (๔) และมาตรา ๗ วรรคสาม รวมถึงรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว (๙) ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดตามที่มีกฎหมายกำหนดหรือตามที่คณะกรรมการมอบหมาย การกำหนดแผนการตรวจสอบตาม (๑) ต้องสอดคล้องกับนโยบายการตรวจเงินแผ่นดินและ หลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดินที่คณะกรรมการกำหนด
  59. มาตรา ๕๕การใช้ ห น้า ที่ และอำนาจตามมาตรา ๕๓ และมาตรา ๕๔ นั้ น ห้า มมิ ให้ ผู้ว่าการหรือเจ้าหน้าที่ที่ผู้ว่าการมอบหมายดำเนินการสอบบัญชีโดยมีการเรียกค่าใช้จ่ายจากหน่วยรับตรวจ อันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์
  60. มาตรา ๕๖ห้ามมิให้มีการเปิดเผยหรือเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจสอบที่อยู่ระหว่าง การดำเนินการให้สาธารณชนทราบ จนกว่าจะได้ข้อยุติเกี่ยวกับการตรวจสอบนั้นแล้ว เว้นแต่เป็นกรณี จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการระงับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ทางราชการ ผู้ว่าการจะเปิดเผยหรือ เผยแพร่ข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ดังกล่าวก็ได้ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด แต่ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด การเปิดเผยต้องไม่มีลักษณะเป็นการวินิจฉัยว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นแล้ว
  61. มาตรา ๕๗ในกรณีที่หน่วยรับตรวจสอบถามเกี่ยวกับการปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติ ประกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ กฎหมายว่า ด้ ว ยวิ นั ย การเงิ น การคลั ง ของรั ฐ หรื อ ในเรื่ อ งที่ อ ยู่ ในอำ นาจ การตรวจสอบของผู้ว่าการ ให้ผู้ว่าการหรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตอบข้อสอบถามเป็นหนังสือโดยเร็ว ซึ่งต้องไม่ช้ากว่าสามสิบวันนับแต่วันได้รับการสอบถาม ในกรณีที่หน่วยรับตรวจได้ปฏิบัติตามที่ได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่ง หรือตามที่หน่วยงานที่ เป็น ผู้มีหน้าที่ดูแลการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี หรือแบบแผนการปฏิบัติ ราชการได้แจ้งให้ทราบแล้ว มิให้ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบหรือไม่ถูกต้อง แต่ไม่ตัดอำนาจผู้ว่าการที่ จะแก้ไขคำตอบหรือโต้แย้งกับหน่วยงานที่เป็นผู้มีหน้าที่ดูแลการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี หรือแบบแผนการปฏิบัติราชการดังกล่าว และในกรณีที่มีข้อยุติที่แตกต่างไป มิให้มี ผลกระทบกับการกระทำที่ได้ดำเนินการไปก่อนแล้ว
  62. หมวด ๔ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
  63. มาตรา ๕๘ให้ มี สำ นั ก งานการตรวจเงิ น แผ่ น ดิ น เป็ น ส่ ว นราชการที่ เป็ น หน่ ว ยงานอิ ส ระ ตามรัฐธรรมนูญ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้ว่าการ ให้สำนักงานทำหน้าที่เป็นหน่วยธุรการของคณะกรรมการ
  64. มาตรา ๕๙สำนักงานมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) รับผิดชอบงานธุรการ และดำเนินการเพื่อให้คณะกรรมการบรรลุภารกิจและหน้าที่ตามที่ กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ และกฎหมายอื่น (๒) อำนวยความสะดวก ช่วยเหลือ ส่งเสริม และสนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ กรรมการ และผู้ว่าการ (๓) ดำเนินการเพื่อให้หน่วยรับตรวจมีความรู้ความเข้าใจในหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตาม กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี และแบบแผนการปฏิบัติราชการ (๔) จัดให้มีการฝึกอบรมและพัฒนาความรู้ความเข้าใจให้แก่เจ้าหน้าที่และบุคลากรอื่นของ สำนักงาน เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมกระบวนการตรวจสอบ (๕) ประสานงานและร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศหรือระหว่างประเทศเกี่ยวกับการตรวจเงิน แผ่นดิน (๖) จัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีและรายงานผลการปฏิบัติงานระหว่างปีเสนอต่อ คณะกรรมการเพื่ อ ให้ คำ แนะนำ ข้ อ เสนอแนะ หรื อ ข้ อ ท้ ว งติ ง และพิ จารณาเห็ น ชอบก่ อ นเสนอ สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีทราบ (๗) ติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยรับตรวจตามข้อเสนอแนะของสำนักงาน (๘) รวบรวมคำ สั่ ง ของผู้ ว่า การและเจ้าหน้า ที่ ที่ มี ถึ ง หน่ ว ยรั บ ตรวจในส่ ว นที่เกี่ ย วกั บ ผล การตรวจสอบ เพื่อเสนอคณะกรรมการพิจารณาวางหลักเกณฑ์ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติให้เป็นมาตรฐาน รวมถึงเผยแพร่ให้หน่วยรับตรวจและประชาชนทราบ (๙) เผยแพร่ผลการตรวจสอบให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ กำหนด (๑๐) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนดหรือที่คณะกรรมการหรือผู้ว่าการมอบหมาย
  65. มาตรา ๖๐ในการกำกับดูแลสำนักงาน ให้คณะกรรมการมีอำนาจออกระเบียบหรือประกาศ ในเรื่องดังต่อไปนี้ (๑) การแบ่งส่วนราชการภายในของสำนักงานและขอบเขตหน้าที่และอำนาจของส่วนราชการ ดังกล่าว (๒) การกำหนดตำแหน่ง การจัดประเภทตำแหน่งและระดับตำแหน่ง และการเทียบตำแหน่ง อั ต ราเงิ น เดื อ น เงิ น เพิ่ ม พิ เศษสำ หรั บ ตำ แหน่ ง และค่าตอบแทนพิเศษหรื อ สิ ท ธิ ป ระโยชน์ อื่ น ของเจ้าหน้าที่ (๓) การกำหนดคุณสมบัติ การคัดเลือก การบรรจุ การแต่งตั้ง การออกจากราชการ วินัย การร้องทุกข์ และการอื่นที่จำเป็นในการบริหารงานบุคคลสำหรับเจ้าหน้าที่ (๔) การกำหนดวิ ธี การและเงื่ อ นไขในการจ้า งลู ก จ้า งของสำ นั ก งาน รวมตลอดทั้ งอั ต รา เงินเดือน เงินเพิ่ม และค่าตอบแทนพิเศษหรือสิทธิประโยชน์อื่นของลูกจ้างของสำนักงาน (๕) การกำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการจ้างที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยการปฏิบัติงาน ของสำนักงาน รวมตลอดทั้งค่าจ้างหรือค่าตอบแทนอื่นของที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญ (๖) การบริหารจัดการการเงินและทรัพย์สิน การงบประมาณ และการพัสดุของสำนักงาน (๗) การจัดสวัสดิการหรือการสงเคราะห์อื่นแก่เจ้าหน้าที่และบุคลากรอื่นของสำนักงาน (๘) การกำหนดเครื่องแบบและการแต่งเครื่องแบบของกรรมการ ผู้ว่าการ เจ้าหน้าที่ และ บุคลากรอื่นของสำนักงาน การดำเนินการตาม (๑) และ (๒) ต้องคำนึงถึงความมีประสิทธิภาพและความคล่องตัว การกำหนดตาม (๒) และ (๔) ต้องคำนึงถึงค่าครองชีพ และความเพียงพอในการดำรงชีพและ ภาระความรับผิดชอบที่แตกต่างกันของบุคลากรแต่ละสายงานและระดับด้วย ในการออกระเบียบเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการคำนึงถึง ความเที่ยงธรรม ขวัญและกำลังใจของบุคลากร ให้ประธานกรรมการเป็นผู้มีหน้าที่ลงนามในระเบียบหรือประกาศที่คณะกรรมการมีมติเห็นชอบแล้ว และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ การดำเนินการตามมาตรานี้ ต้องไม่มีผลเป็นการให้คณะกรรมการหรือกรรมการมีอำนาจในการบรรจุ แต่งตั้ง ย้าย เลื่อนตำแหน่ง หรือขึ้นเงินเดือนเจ้าหน้าที่ เว้นแต่เป็นกรณีของรองผู้ว่าการตรวจเงิน แผ่นดินหรือตำแหน่งอื่นที่เทียบเท่า คณะกรรมการจะกำหนดให้ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก่อนก็ได้ เมื่ อ มี ก รณี ที่ จะต้ อ งแต่ ง ตั้ ง รองผู้ ว่า การตรวจเงิ น แผ่ น ดิ น หรื อ ผู้ ดำ รงตำแหน่ ง อื่ น ที่ เที ย บเท่า ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งต่อไป
  66. มาตรา ๖๑ข้า ราชการสำ นั ก งาน ได้ แก่ บุ ค คลซึ่ ง ได้ รั บ การบรรจุและแต่ ง ตั้ ง ให้เป็นข้าราชการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้ข้าราชการสำนักงานเป็นข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ การใดอันเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลที่มิได้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ หรือระเบียบหรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบ ข้าราชการพลเรือนมาใช้บังคับแก่การบริหารงานบุคคลของเจ้าหน้าที่ด้วยโดยอนุโลม การจ่ายเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งให้แก่ข้าราชการสำนักงาน ให้เป็นไปตามกฎหมาย ว่าด้วยการนั้น
  67. มาตรา ๖๒ภายใต้ บั ง คั บ มาตรา ๖๐ วรรคหก และเพื่ อ ประโยชน์ในการดำ เนิ น การ ตามมาตรา ๖๑ ให้คณะกรรมการทำหน้าที่เป็น ก.พ. ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน และมี อำ นาจแต่ ง ตั้ ง อนุ ก รรมการเพื่ อ ทำ หน้า ที่ เป็ น คณะอนุ ก รรมการข้าราชการสำ นั ก งานได้ โดยมีองค์ประกอบและหน้าที่และอำนาจตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด ให้คณะอนุกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งทำหน้าที่เช่นเดียวกับคณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน ในการปฏิ บั ติ ห น้า ที่ ข องคณะกรรมการในฐานะองค์ ก รกลางบริหารงานบุ ค คลและ คณะอนุกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้ง ให้มีสิทธิได้รับค่าเบี้ยประชุมเช่นเดียวกับ ก.พ. หรือ อ.ก.พ. แล้วแต่กรณี
  68. มาตรา ๖๓ให้ ค ณะกรรมการออกข้ อ กำ หนดทางจริ ย ธรรมขึ้ น ใช้ บั ง คั บ แก่ เจ้าหน้า ที่ และ บุคลากรอื่นของสำนักงาน ทั้งนี้ ข้อกำหนดทางจริยธรรมดังกล่าวต้องระบุด้วยว่าการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม จะต้องได้รับโทษอย่างใด
  69. มาตรา ๖๔การโอนข้าราชการตามกฎหมายอื่ น มาบรรจุ เป็ น ข้า ราชการสำ นั ก งาน อาจกระทำได้ถ้าเจ้าตัวสมัครใจ โดยผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทำความตกลงกับเจ้าสังกัดแล้วเสนอคณะกรรมการ เพื่ อ พิ จารณาอนุ มั ติ ทั้ ง นี้ จะแต่ ง ตั้ ง ให้ ดำ รงตำแหน่ ง ระดั บ ใดและได้ รั บ เงิ น เดื อ นเท่า ใดให้ เป็ น ไป ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด แต่เงินเดือนที่จะให้ได้รับจะต้องไม่สูงกว่าข้าราชการ สำนักงานที่มีคุณวุฒิ ความสามารถ และความชำนาญงานในระดับเดียวกัน เพื่ อ ประโยชน์ในการนั บ เวลาราชการ ให้ ถื อ เวลาราชการหรื อ เวลาทำงานของผู้ ซึ่ ง โอนมา ตามวรรคหนึ่งในขณะที่เป็นข้าราชการนั้น เป็นเวลาราชการของข้าราชการสำนักงานตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ด้วย การโอนข้าราชการการเมืองและข้าราชการที่อยู่ในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการมาเป็น ข้าราชการสำนักงานตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้จะกระทำมิได้
  70. มาตรา ๖๕ในกิ จ การของสำ นั ก งานที่ เกี่ ย วกั บ บุ ค คลภายนอก ให้ ผู้ ว่า การเป็ น ผู้ แทน ของสำ นั ก งาน เพื่ อ การนี้ ผู้ ว่า การจะมอบอำนาจให้ เจ้า หน้า ที่ ป ฏิ บั ติ งานแทนก็ ได้ ตามระเบี ย บที่ คณะกรรมการกำหนด
  71. มาตรา ๖๖ในการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ผู้ว่าการ เจ้าหน้าที่ และบุคลากรอื่น ต้องแสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง บัตรประจำตัวตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบที่ผู้ว่าการกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
  72. มาตรา ๖๗ในการปฏิ บั ติ การตามพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ ให้ ป ระธาน กรรมการ กรรมการ ผู้ว่าการ และเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตามมาตรา ๕๓ มาตรา ๕๔ และ มาตรา ๙๓ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
  73. มาตรา ๖๘ให้ ผู้ ว่า การโดยความเห็ น ชอบของคณะกรรมการเสนองบประมาณรายจ่า ย เพื่อจัดสรรเป็นเงินอุดหนุนของคณะกรรมการและสำนักงานไว้ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ หรือร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี ในกรณี ที่ ผู้ ว่า การเห็ น ว่า งบประมาณรายจ่า ยที่ ได้ รั บ การจั ด สรรให้ ไม่ เพี ย งพอ ให้ ผู้ ว่า การ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการเสนอคำขอแปรญัตติต่อคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณของ สภาผู้แทนราษฎรได้โดยตรง ในการเสนองบประมาณรายจ่า ยดั ง กล่า วให้ ผู้ ว่า การพิ จารณาผลการตรวจสอบของ คณะผู้ตรวจสอบตามมาตรา ๗๔ ประกอบด้วย ในการเสนองบประมาณรายจ่ายตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้ผู้ว่าการแจ้งให้คณะรัฐมนตรี ทราบถึงรายได้และทรัพย์สินที่มีอยู่ด้วย
  74. มาตรา ๖๙เมื่อพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณหรือพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมตามมาตรา ๖๘ ใช้บังคับแล้ว ให้สำนักงานจัดทำงบประมาณรายจ่า ย ป ระ จำ ปี เพื่ อ ข อ ค วา ม เห็ น ช อ บ จา ก ค ณะ ก ร ร ม กา ร และ เผ ย แพ ร่ ให้ ป ระ ชา ช น ท รา บ เป็นการทั่วไป การใช้ จ่า ยเงิ น ของสำ นั ก งานต้ อ งเป็ น ไปตามที่ ระบุ ไว้ ในงบประมาณรายจ่ายประจำ ปี ตาม วรรคหนึ่ง เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการเป็นการเฉพาะกรณี ในการเบิ ก งบประมาณที่ ได้ รั บ การจั ด สรร ให้ สำ นั ก งานส่ ง ข้ อ มู ล คำ ขอเบิ ก งบประมาณ ต่อกรมบัญชีกลาง โดยให้ระบุจำนวนเงินที่จะต้องใช้ในแต่ละงวด งวดละสามเดือน และให้กรมบัญชีกลาง สั่งจ่ายเงินให้แก่สำนักงานภายในสามวันก่อนวันขึ้นงวดใหม่ แต่ในกรณีที่สำนักงานมีความจำเป็นต้องใช้ เงินมากกว่าที่ได้แจ้งไว้ในงวดใด ให้กรมบัญชีกลางจ่ายให้ตามที่สำนักงานร้องขอ
  75. มาตรา ๗๐รายได้และทรัพย์สินในการดำเนินกิจการของสำนักงาน ประกอบด้วย (๑) เงินอุดหนุนที่ได้รับตามมาตรา ๖๘ (๒) ทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่สำนักงาน (๓) ดอกผลหรือประโยชน์ของเงินหรือทรัพย์สินของสำนักงาน (๔) รายได้อื่นตามที่กฎหมายกำหนด ในการรับทรัพย์สินตาม (๒) ให้คำนึงถึงความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ และในกรณีที่ คณะกรรมการเห็นว่าการรับทรัพย์สินดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ของ สำนักงาน จะสั่งให้สำนักงานไม่รับทรัพย์สินนั้นหรือให้คืนทรัพย์สินนั้นแก่ผู้อุทิศให้ก็ได้ การใช้จ่ายเงินรายได้ของสำนักงานให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
  76. มาตรา ๗๑รายได้ของสำนักงานไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ หรือกฎหมายอื่น ให้สำนักงานจัดทำรายงานการรับและการใช้จ่ายเงินตามวรรคหนึ่งเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีเมื่อสิ้นปีงบประมาณทุกปี อสังหาริมทรัพย์ซึ่งสำนักงานได้กรรมสิทธิ์มาไม่ว่าจากการซื้อ หรือมีผู้ยกให้ ให้เป็นที่ราชพัสดุ แต่สำนักงานมีอำนาจในการปกครองดูแล ใช้ หรือหาประโยชน์ได้
  77. มาตรา ๗๒ทรัพย์สินของสำนักงานไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี และผู้ใดจะยก อายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้มิได้
  78. มาตรา ๗๓ให้ มี ค ณะกรรมการกำ กั บ การตรวจสอบเพื่ อ ทำ หน้า ที่ ในการกำ กั บ การปฏิ บั ติ หน้าที่ในการตรวจสอบสำนักงานของคณะผู้ตรวจสอบ และดูแลให้คณะผู้ตรวจสอบมีความอิสระใน การปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบสำนักงาน ประกอบด้วย (๑) ประธานวุฒิสภาเป็นประธานกรรมการ (๒) ประธานองค์กรอิสระทุกองค์กร ยกเว้นประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นกรรมการ ให้อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นกรรมการและเลขานุการ
  79. มาตรา ๗๔ให้ ก รมบั ญ ชี ก ลางโดยความเห็ น ชอบของคณะกรรมการกำ กั บ การตรวจสอบ แต่ ง ตั้ ง คณะผู้ ต รวจสอบจากเจ้าหน้า ที่ ในกรมบั ญ ชี ก ลางขึ้ น คณะหนึ่ ง ตามจำนวนที่ เพี ย งพอต่ อ การปฏิ บั ติ ห น้า ที่ ทำ หน้า ที่ ในการตรวจสอบสำ นั ก งาน โดยให้ ค ณะผู้ ต รวจสอบมี ห น้า ที่ และ อำ นาจเช่ น เดี ย วกั บ ที่ ผู้ ว่า การมี ห น้า ที่ และอำนาจในการตรวจเงิ น แผ่ น ดิ น ของหน่ ว ยรั บ ตรวจ ทั้ ง นี้ ตามหลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดินตามมาตรา ๒๗ (๒) แล้วทำรายงานเสนอผล การตรวจสอบต่อคณะกรรมการกำกับการตรวจสอบ คณะกรรมการ สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และ คณะรัฐมนตรี เพื่อทราบและดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป รายงานดังกล่าวให้เผยแพร่ ให้ ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปด้วย ในการตรวจสอบตามวรรคหนึ่ง ให้คณะผู้ตรวจสอบมีหน้าที่และอำนาจเช่นเดียวกับผู้ว่าการ ตามมาตรา ๙๓
  80. มาตรา ๗๕ให้ สำ นั ก งานจั ด ทำ รายงานการเงิ น ประจำ ปี ซึ่ ง อย่า งน้ อ ยต้ อ งประกอบด้ ว ย งบแสดงฐานะการเงิ น และงบแสดงผลการดำ เนิ น งานทางการเงิ น ของสำ นั ก งานส่ ง คณะผู้ ต รวจสอบ ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ
  81. มาตรา ๗๖ให้สำนักงานจัดให้มีระบบการตรวจสอบภายในเพื่อตรวจสอบการดำเนินงานต่าง ๆ ของสำนักงานและกองทุน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
  82. มาตรา ๗๗ให้สำนักงานทำรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ ภายในสองร้อยสิบวันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ ทั้งนี้ ให้ประธาน กรรมการหรือกรรมการที่คณะกรรมการมอบหมายและผู้ว่าการมาแถลงรายงานดังกล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีด้วย รายงานผลการปฏิบัติงานตามวรรคหนึ่งจะต้องรายงานผลการปฏิบัติงานที่สำคัญในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านผลสั ม ฤทธิ์และประสิ ท ธิ ภาพของการใช้ จ่า ยเงิ น ของหน่ ว ยรั บ ตรวจ เว้ น แต่ เป็ น เรื่ อ ง ที่คณะกรรมการเห็นว่าควรแก่การรักษาไว้เป็นความลับหรือมีกฎหมายห้ามมิให้เปิดเผย ในกรณี เพื่ อ ประโยชน์ทางราชการ สำ นั ก งานจะจั ด ทำ รายงานเผยแพร่ เป็ น ครั้ ง คราว นอกเหนือจากรายงานตามวรรคหนึ่งก็ได้
  83. หมวด ๕ กองทุนเพื่อการพัฒนาการตรวจเงินแผ่นดิน
  84. มาตรา ๗๘ให้ มี ก องทุ น เพื่ อ การพั ฒ นาการตรวจเงิ น แผ่ น ดิ น ในสำ นั ก งานกองทุ น หนึ่ ง มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้จ่ายในการสนับสนุนและพัฒนาการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อให้การตรวจเงินแผ่นดิน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  85. มาตรา ๗๙กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้ (๑) เงินที่ได้รับโอนมาตามมาตรา ๑๑๒ (๒) รายได้จากค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ในการปฏิบัติงานของสำนักงาน (๓) เงินรายได้ตามมาตรา ๗๐ (๑) ที่ดำเนินการแล้วมีเหลือจ่ายในแต่ละปีงบประมาณ (๔) เงินหรือทรัพย์สินอื่นใดที่มีผู้บริจาคให้กองทุน (๕) ดอกผลหรือผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน เงินและทรัพย์สินของกองทุนตามวรรคหนึ่งไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน
  86. มาตรา ๘๐เงินกองทุนให้ใช้จ่ายเพื่อเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุน ดังต่อไปนี้ (๑) เป็ น ค่า ใช้ จ่า ยกรณี ง บประมาณรายจ่ายประจำ ปี ไม่ เพี ย งพอหรื อ ที่ ไม่ อาจเบิ ก จ่า ยจาก งบประมาณแผ่นดินได้ (๒) เป็นค่าใช้จ่ายในการพัฒนาประสิทธิภาพในการตรวจเงินแผ่นดิน (๓) สมทบเป็นค่าตอบแทนพิเศษ และสวัสดิการของเจ้าหน้าที่และบุคลากรอื่นของสำนักงาน (๔) เป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ และลูกจ้างเพื่อช่วยในการปฏิบัติหน้าที่ ของสำนักงาน (๕) ค่าใช้จ่ายอื่นใดที่จะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานตามที่คณะกรรมการ กองทุนกำหนด การใช้จ่ายเงินกองทุนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกองทุนกำหนด
  87. มาตรา ๘๑เงิ น กองทุ น ให้ นำ ฝากกระทรวงการคลั ง หรื อ ธนาคารที่ เป็ น รั ฐ วิ สาหกิ จ หรือนำไปลงทุน ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการกองทุนกำหนด แต่ในการลงทุน คณะกรรมการกองทุน จะกำหนดให้ลงทุนอื่นใดนอกจากการซื้อพันธบัตรของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจที่มีกระทรวงการคลังเป็น ผู้ค้ำประกันไม่ได้
  88. มาตรา ๘๒ให้มีคณะกรรมการกองทุนประกอบด้วย ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นประธานกรรมการ กรรมการตรวจเงินแผ่นดินคนหนึ่งซึ่งคณะกรรมการมอบหมาย ผู้ว่าการ รองผู้ว่าการ ตรวจเงินแผ่นดินคนหนึ่งซึ่งผู้ว่าการมอบหมาย และผู้แทนสำนักงบประมาณ เป็นกรรมการ ให้ผู้อำนวยการสำนักการเงินและการคลัง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นเลขานุการ และ ผู้ว่าการจะแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เป็นผู้ช่วยเลขานุการคนหนึ่งก็ได้
  89. มาตรา ๘๓ให้คณะกรรมการกองทุนมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) บริหารจัดการ อนุมัติการจ่ายเงินกองทุน และกำกับดูแลการใช้จ่ายเงินกองทุนให้เป็นไป ตามวัตถุประสงค์ (๒) วางและรักษาไว้ซึ่งระบบบัญชีที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถจัดทำรายงานการเงินประจำปี ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยงบแสดงฐานะการเงินและงบแสดงผลการดำเนินงานทางการเงินของกองทุน ได้อย่างถูกต้องตามหลักการบัญชีที่รับรองโดยทั่วไป (๓) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายอื่นกำหนดให้ เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการกองทุน ให้คณะกรรมการกองทุนส่งรายงานการเงินของกองทุนตาม (๒) ให้คณะผู้ตรวจสอบภายใน เก้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ
  90. มาตรา ๘๔ให้ ค ณะผู้ ต รวจสอบตามมาตรา ๗๔ เป็ น ผู้ ส อบบั ญ ชี ข องกองทุน ทำ หน้าที่ ตรวจสอบรายงานการเงินของกองทุนและแสดงความเห็นต่อรายงานการเงินนั้น และเผยแพร่ให้ประชาชน ทราบเป็นการทั่วไป
  91. หมวด ๖ หน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบของผู้ว่าการ
  92. มาตรา ๘๕ในกรณี ที่ ผ ลการตรวจสอบปรากฏว่า มี ข้ อ บกพร่ อ งเนื่ อ งจากเจ้าหน้า ที่ ข อง หน่วยรับตรวจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี หรือแบบแผนการปฏิบัติ ราชการ ให้ผู้ว่าการมีหนังสือแจ้งข้อบกพร่องพร้อมทั้งข้อเสนอแนะให้ผู้รับตรวจทราบเพื่อดำเนินการแก้ไข และควบคุ ม หรื อ กำ กั บ มิ ให้ เกิ ด ข้ อ บกพร่ อ งขึ้ น อี ก แต่ ผู้ ว่า การต้ อ งรั บ ฟั ง คำ ชี้ แจงและเหตุ ผ ลหรื อ ความจำเป็นของหน่วยรับตรวจประกอบด้วย ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐหรือหน่วยรับตรวจที่ไม่เกี่ยวกับกฎหมาย ว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ให้ผู้ว่าการแจ้งให้ผู้รับตรวจพิจารณาดำเนินการเพื่อให้มีการชดใช้ ค่าเสียหายแก่รัฐหรือหน่วยรับตรวจหรือดำเนินการทางวินัย แล้วแต่กรณี และเมื่อผู้รับตรวจดำเนินการ เป็นประการใดแล้วให้แจ้งให้ผู้ว่าการทราบ ในกรณีที่ผลการตรวจสอบประกอบกับคำชี้แจงของหน่วยรับตรวจปรากฏว่ากฎหมาย ระเบียบ ข้ อ บั ง คั บ มติ ค ณะรั ฐ มนตรี หรื อ แบบแผนการปฏิ บั ติ ราชการใดไม่เหมาะสมกั บ สถานการณ์ หรื อ การปฏิ บั ติ ตามจะก่ อ ให้ เกิ ด ความเสี ย หายต่ อ ราชการหรื อ ประชาชน ให้ เป็ น หน้า ที่ ข องผู้ ว่า การที่ จะ เสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี หรือ แบบแผนการปฏิบัติราชการให้เหมาะสมต่อ ไป ในกรณีเช่นนั้น การดำเนินการของหน่วยรับตรวจที่ บกพร่องให้เป็นอันพับไป เว้นแต่เป็นกรณีทุจริต
  93. มาตรา ๘๖ในกรณี ที่ ผ ลการตรวจสอบปรากฏว่า หน่ ว ยรั บ ตรวจจั ด เก็ บ รายได้ ห รื อ ผลตอบแทนไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือสัญญา ให้ผู้ว่าการมีหนังสือแจ้งข้อบกพร่องพร้อมทั้งข้อเสนอแนะ ไปยังหน่วยรับตรวจเพื่อดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายหรือสัญญา และให้หน่วยรับตรวจชี้แจงเหตุผล หรือแจ้งผลการดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องตามข้อเสนอแนะภายในระยะเวลาที่ผู้ว่าการกำหนด ในกรณีที่ผู้ว่าการไม่เห็นด้วยกับการชี้แจงเหตุผลของหน่วยรับตรวจ หรือเห็นว่าการดำเนินการ ไม่เป็นไปตามข้อเสนอแนะหรือไม่ดำเนินการโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้ผู้ว่าการแจ้งรัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือ รั ฐ มนตรี ซึ่ ง กฎหมายกำหนดให้ มี ห น้า ที่ กำ กั บ หรื อ ควบคุ ม กิ จ การของหน่ ว ยรั บ ตรวจ หรื อ รั ฐ มนตรี ผู้รักษาการตามกฎหมาย เพื่อพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป ในกรณีที่ผู้ว่าการมีหลักฐานอันน่าเชื่อว่าหน่วยรับตรวจมีข้อบกพร่องในการจัดเก็บภาษีอากร ค่าธรรมเนียม หรือรายได้อื่นใด ผู้ว่าการมีอำนาจขอให้หน่วยรับตรวจเปิดเผยข้อมูลโดยรวมที่ได้มาจาก ผู้เสียภาษีอากร ผู้ชำระค่าธรรมเนียม หรือรายได้อื่นใด โดยต้องระบุหลักฐานให้หน่วยรับตรวจทราบ ตามสมควร และให้ถือว่าการที่หน่วยรับตรวจเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่ผู้ว่าการเป็นการกระทำที่ชอบ ด้วยกฎหมาย อำนาจในการขอให้หน่วยรับตรวจเปิดเผยข้อมูลตามวรรคสาม ถ้าเป็นกรณีเกี่ยวกับภาษีอากร ประเมิน ผู้ว่าการจะมอบหมายให้รองผู้ว่าการกระทำการแทนก็ได้ แต่จะมอบให้เจ้าหน้าที่อื่นมิได้ ในการตรวจสอบการจัดเก็บภาษีอากรประเมินตามวรรคสามต้องไม่มีลักษณะเข้าไปใช้อำนาจ ประเมินแทนหน่วยรับตรวจ หรือเป็นการวินิจฉัยการประเมินของผู้มีอำนาจประเมิน
  94. มาตรา ๘๗ในกรณีที่ผลการตรวจสอบปรากฏว่า หน่วยรับตรวจที่มีหน้าที่และอำนาจบริหาร จั ด การ ดู แลรั ก ษา และติ ด ตามทรั พ ย์ สิ น ของแผ่ น ดิ น ละเว้ น หรื อ ไม่ ป ฏิ บั ติ ห น้า ที่ ตามที่ กำ หนดไว้ ในกฎหมาย ให้ผู้ว่าการมีหนังสือแจ้งไปยังหน่วยรับตรวจพร้อมทั้งข้อเสนอแนะเพื่อดำเนินการให้ถูกต้อง โดยให้หน่วยรับตรวจชี้แจงเหตุผลหรือแจ้งผลการดำเนินการภายในระยะเวลาที่ผู้ว่าการกำหนด ในกรณีที่หน่วยรับตรวจไม่ดำเนินการโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้ผู้ว่าการแจ้งรัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือรัฐมนตรีซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีหน้าที่กำกับหรือควบคุมกิจการของหน่วยรับตรวจ หรือรัฐมนตรี ผู้รักษาการตามกฎหมาย เพื่อพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป หรือในกรณีที่มีกฎหมาย กำหนดให้ผู้ว่าการมีอำนาจดำเนินการอย่างใดต่อไป ก็ให้ผู้ว่าการดำเนินการไปตามนั้น
  95. มาตรา ๘๘ในกรณีที่ผลการตรวจสอบปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการกระทำด้วย ประการใด ๆ ที่ มี ผ ลให้ ส มาชิ ก สภาผู้ แทนราษฎร สมาชิ ก วุ ฒิ ส ภา หรื อ กรรมาธิ การ มี ส่ ว นไม่ ว่า โดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย หรือตรวจสอบพบว่าคณะรัฐมนตรีเป็นผู้กระทำการหรือ อนุมัติให้กระทำการหรือรู้ว่ามีการกระทำดังกล่าวแล้วแต่มิได้สั่งยับยั้ง หรือพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของหน่วยรับ ตรวจจัดทำโครงการหรืออนุมัติหรือจัดสรรเงินงบประมาณโดยรู้ว่ามีการดำเนินการดังกล่าว ให้ผู้ว่าการ แจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป ในการดำเนินการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติตามวรรคหนึ่ง ให้ ถื อ ว่า รายงานและเอกสารและหลั ก ฐานที่ ผู้ ว่า การจั ด ส่ ง ให้ ค ณะกรรมการป้ อ งกั น และปราบปราม การทุ จ ริ ต แห่ ง ชาติ เป็ น ส่ ว นหนึ่ ง ของสำนวนการไต่ ส วนหรื อ สอบสวนของคณะกรรมการป้ อ งกั น และ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
  96. มาตรา ๘๙ในการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพ ต้องตรวจสอบเมื่อการดำเนินการ เสร็จสิ้นแล้ว เว้นแต่ผู้ว่าการจะเห็นว่ามีการปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดที่เห็นได้ชัดเจนว่าจะไม่ก่อให้เกิด ผลสัมฤทธิ์หรือขาดประสิทธิภาพ จะแจ้งให้หน่วยรับตรวจทราบก่อนหรือในระหว่างดำเนินการก็ได้ ในกรณี เช่นนั้น ผู้ว่าการต้องแนะนำวิธีดำเนินการที่ถูกต้องให้หน่วยรับตรวจปฏิบัติด้วย และในกรณีที่หน่วยรับ ตรวจเห็นว่าการดำเนินการที่ผู้ว่าการแนะนำนั้นไม่อาจหรือไม่สมควรดำเนินการโดยมีเหตุผลอันสมควร ให้เป็นหน้าที่ของผู้ว่าการ หน่วยรับตรวจ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันหารือเพื่อหาข้อยุติ โดยเร็ ว เพื่ อ มิ ให้ เกิ ด ความเสี ย หายขึ้ น เมื่ อ ได้ ข้ อ ยุ ติ ป ระการใดแล้ ว ให้ ห น่ ว ยรั บ ตรวจดำ เนิ น การ ไปตามข้อยุตินั้น
  97. มาตรา ๙๐ในการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินของหน่วยรับตรวจ ให้ ผู้ว่าการจัดทำรายงานผลการตรวจสอบและแสดงความเห็นว่าเป็นไปโดยประหยัด เกิดผลสัมฤทธิ์ และมี ประสิ ท ธิ ภาพตามวั ต ถุ ป ระสงค์ ที่ ห น่ ว ยรั บ ตรวจกำ หนดไว้ ห รื อ ไม่ และให้ จั ด ทำ ข้ อ เสนอแนะให้ แก่ หน่วยรับตรวจในการเพิ่มผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินของหน่วยรับตรวจ ในการตรวจสอบตามวรรคหนึ่ง ต้องคำนึงถึงประเพณี วัฒนธรรม สังคม และความนิยม ของท้องถิ่น รวมถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในด้านต่าง ๆ โดยให้รับฟังเหตุผลและความจำเป็นของ หน่วยรับตรวจประกอบด้วย
  98. มาตรา ๙๑ให้ ผู้ ว่า การตรวจสอบรายงานการเงิ น ที่ ห น่ ว ยงานของรั ฐ ส่ ง ให้ ตามกฎหมาย ว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณหรือ ตามที่ได้ตกลงกับกระทรวงการคลัง แล้วแจ้งผลการตรวจสอบไปยังหน่วยรับตรวจ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดินที่คณะกรรมการกำหนดตามมาตรา ๒๗ (๒)
  99. มาตรา ๙๒การตรวจสอบการใช้ จ่า ยเงิ น ราชการลั บ หรื อ เงิ น ที่ มี ลั ก ษณะคล้า ยกั บ เงินราชการลับให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด แต่หลักเกณฑ์ดังกล่าวต้องไม่กำหนดใน ลักษณะที่จะขัดต่อวัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงินราชการลับ
  100. มาตรา ๙๓ในการตรวจสอบ ให้ ผู้ ว่า การและเจ้าหน้า ที่ ซึ่ ง ผู้ ว่า การมอบหมายมี อำ นาจ ตรวจสอบเงินและทรัพย์สินอื่น บัญชี ทะเบียน เอกสาร หรือหลักฐานในการใช้จ่ายและหลักฐานอื่นที่อยู่ ในความรับผิดชอบของหน่วยรับตรวจและให้มีอำนาจ ดังต่อไปนี้ด้วย (๑) ให้ ผู้ รั บ ตรวจหรื อ เจ้าหน้า ที่ ข องหน่ ว ยรั บ ตรวจมี ห นั ง สื อ ชี้ แจงข้ อ เท็ จ จริ ง มาให้ ถ้อยคำ หรือส่งมอบบัญชี ทะเบียน เอกสาร หรือหลักฐานอื่นบรรดาที่หน่วยรับตรวจจัดทำขึ้นหรือมีไว้ ในครอบครองเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ (๒) อายัดบัญชี ทะเบียน เอกสาร หรือหลักฐานอื่นที่มีอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยรับตรวจ (๓) ให้ บุ ค คลใดมาให้ ถ้ อ ยคำ หรื อ ส่ ง มอบบั ญ ชี ทะเบี ย น เอกสาร หรื อ หลั ก ฐานอื่ น ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยรับตรวจเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ (๔) มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ใด ๆ ในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือในเวลา ทำการ เพื่อตรวจสอบ ค้น ยึด หรืออายัด บัญชี ทะเบียน เอกสาร หรือหลักฐานอื่น หรืออายัดเงินหรือ ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับหรือมีเหตุอันควรเชื่อว่าเกี่ยวกับหน่วยรับตรวจเท่าที่จำเป็น ในการมอบหมายเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง จะให้มีอำนาจทั้งหมดหรือบางส่วนให้ระบุให้ชัดแจ้ง โดยคำนึงถึงสถานะของเจ้าหน้าที่ในแต่ละระดับ
  101. มาตรา ๙๔บรรดาบั ญ ชี และเอกสารหลั ก ฐานต่า ง ๆ ซึ่ ง เกี่ ย วกั บ การตรวจสอบ ถ้า เป็ น ภาษาต่างประเทศและเจ้าหน้าที่ไม่อาจเข้าใจได้ จะขอให้หน่วยรับตรวจจัดการแปลเป็นภาษาไทยให้แล้วเสร็จ ภายในเวลาตามที่เห็นสมควรก็ได้
  102. หมวด ๗ วินัยการเงินการคลัง
  103. มาตรา ๙๕ในการตรวจสอบการปฏิ บั ติ ตามกฎหมายว่า ด้ ว ยวิ นั ย การเงิ น การคลั ง ของรั ฐ หากข้ อ บกพร่ อ งที่ ต รวจพบไม่ มี ลั ก ษณะเป็ น การทุ จ ริ ต และไม่ ก่ อ ให้ เกิ ด ความเสี ย หายแก่ รั ฐ หรื อ หน่วยรับตรวจ ผู้ว่าการจะแจ้งให้ผู้รับตรวจทราบเพื่อกำกับดูแลมิให้เกิดข้อบกพร่องอีกก็ได้ ในกรณีที่ข้อบกพร่องที่ตรวจพบมีลักษณะเป็นการทุจริต ให้ผู้ว่าการส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป้ อ งกั น และปราบปรามการทุ จ ริ ต แห่ ง ชาติ ดำ เนิ น การตามหน้า ที่ และอำนาจต่ อ ไป และให้ นำ ความ ในมาตรา ๘๘ วรรคสอง มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม ในกรณี ที่ ข้ อ บกพร่ อ งที่ ต รวจพบมี ลั ก ษณะก่ อ ให้ เกิ ด ความเสี ย หายแก่ รั ฐ หรื อ หน่ ว ยรั บ ตรวจ หรือมีลักษณะเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ให้ผู้ว่าการแจ้งให้ ผู้รับตรวจพิจารณาดำเนินการเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายต่อรัฐหรือหน่วยรับตรวจต่อไป หรือดำเนินการ ทางวินัยแล้วแต่กรณี และเมื่อผู้รับตรวจดำเนินการแล้วให้แจ้งให้ผู้ว่าการทราบ ในกรณีที่ผู้รับตรวจไม่ดำเนินการตามที่ได้รับแจ้งตามวรรคสามภายในเวลาอันสมควร ผู้ว่าการ จะแจ้งให้ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนดก็ได้
  104. มาตรา ๙๖ผู้รับตรวจผู้ใดไม่ดำเนินการภายในเวลาที่ผู้ว่าการกำหนดตามมาตรา ๘๕ วรรคสอง หรื อ มาตรา ๙๕ วรรคสี่ โดยไม่ มี เหตุ อั น สมควร ผู้ ว่า การจะเสนอต่ อ คณะกรรมการให้ ล งโทษ ทางปกครองแก่ผู้รับตรวจผู้นั้นก็ได้ ในการเสนอเพื่อให้ลงโทษตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ว่าการสรุปข้อเท็จจริง และพฤติการณ์ที่เป็นเหตุ อันควรลงโทษทางปกครอง พร้อมทั้งข้อเสนอแนะเกี่ยวกับโทษที่สมควรลงด้วย
  105. มาตรา ๙๗เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ จงใจไม่ ป ฏิ บั ติ ตามกฎหมายว่า ด้ ว ยวิ นั ย การเงิ น การคลั ง ของรั ฐ และเป็ น กรณี ที่ ไม่ อาจดำ เนิ น การ ตามมาตรา ๙๕ วรรคสาม หรือมาตรา ๙๖ ให้ผู้ว่าการเสนอต่อคณะกรรมการให้ลงโทษทางปกครองแก่ ผู้นั้น โดยให้นำความในมาตรา ๙๖ วรรคสอง มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
  106. มาตรา ๙๘โทษทางปกครอง มีดังต่อไปนี้ (๑) ภาคทัณฑ์ (๒) ตำหนิโดยเปิดเผยต่อสาธารณชน (๓) ปรับทางปกครอง ในการลงโทษปรับทางปกครอง จะลงโทษปรับเป็นเงินเกินเงินเดือนสิบสองเดือนของผู้ถูกลงโทษ มิได้ ในการพิ จารณาโทษทางปกครองตามวรรคหนึ่ ง ให้ ค ณะกรรมการคำ นึ ง ถึ ง ความร้า ยแรง แห่งพฤติกรรมที่กระทำผิดและความเสียหายที่เกิดจากการกระทำนั้น
  107. มาตรา ๙๙ในการพิจารณาวินิจฉัยเพื่อลงโทษทางปกครอง ให้คณะกรรมการใช้รายงานผล การตรวจสอบของผู้ว่าการเป็นหลัก แต่ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแสดงหลักฐานประกอบ การพิจารณาด้วย การแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ และการยื่นคำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหา ให้เป็น ไป ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
  108. มาตรา ๑๐๐ผู้รับตรวจหรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยรับตรวจผู้ใดกระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ใน หมวดนี้ เพราะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา หากปรากฏพยานหลักฐานว่า ผู้รับตรวจหรือ เจ้าหน้าที่ของหน่วยรับตรวจผู้นั้นได้โต้แย้งหรือคัดค้านคำสั่งนั้นไว้แล้ว ให้ได้รับยกเว้นโทษทางปกครอง ตามที่กำหนดไว้ในหมวดนี้
  109. มาตรา ๑๐๑การดำ เนิ น การเกี่ ย วกั บ ความผิ ด วิ นั ย การเงิ น การคลั ง ของรั ฐ ระงั บ ลงในกรณี ดังต่อไปนี้ (๑) ผู้ถูกกล่าวหาถึงแก่ความตาย (๒) ดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันที่กระทำความผิด
  110. มาตรา ๑๐๒การวินิจฉัยลงโทษทางวินัยการเงินการคลังของรัฐไม่เป็นการตัดอำนาจของ ผู้ บั ง คั บ บั ญ ชาของผู้ ถู ก ลงโทษทางวิ นัย ในฐานะที่เป็ น ผู้รั บ ผิ ด ชอบการบริหารของหน่ ว ยรั บ ตรวจที่จะ พิจารณาลงโทษทางวินัยเพราะเหตุเดียวกันนี้อีก แต่โทษดังกล่าวจะต้องเป็นโทษสถานอื่นซึ่งมิใช่เป็นโทษ ตัดเงินเดือนหรือลดขั้นเงินเดือน
  111. มาตรา ๑๐๓ผู้ ถู ก สั่ ง ลงโทษทางปกครองอาจอุ ท ธรณ์ ต่ อ ศาลปกครองสู ง สุ ด ได้ ภายใน เก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง
  112. หมวด ๘ บทกำหนดโทษ
  113. มาตรา ๑๐๔ผู้ใดเปิดเผยข้อความ ข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่ได้มาเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ ตามพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ ต้ อ งระวางโทษจำ คุ ก ไม่ เกิ น หกเดื อ น หรื อ ปรั บ ไม่ เกิ น หนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่การเปิดเผยสรุปผลการตรวจสอบที่เสร็จสิ้นแล้วโดยไม่ระบุ ชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง หรือเป็นการเปิดเผยตามมาตรา ๕๖ หรือเป็นการเปิดเผยต่อศาล พนักงานอัยการ หรือ หน่วยงานที่ต้องดำเนินการตามผลการตรวจสอบของสำนักงาน หรือตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ หรือเป็นการกระทำตามหน้าที่ราชการ
  114. มาตรา ๑๐๕ผู้ ใดไม่ ป ฏิ บั ติ ตามคำ สั่ ง ของคณะกรรมการตามมาตรา ๓๗ หรื อ ไม่ ป ฏิ บั ติ ตามคำสั่ง หรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ว่าการหรือเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๙๓ ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  115. มาตรา ๑๐๖ผู้ใดครอบครองเงินหรือรักษาทรัพย์สิน บัญชี ทะเบียน เอกสาร หรือหลักฐาน อื่ น ใดที่ ผู้ ว่า การหรื อ เจ้าหน้า ที่ ตามมาตรา ๙๓ ยึ ด อายั ด หรื อ เรี ย กให้ ส่ ง ทำ ให้ เสี ย หาย ทำ ลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  116. มาตรา ๑๐๗เจ้าหน้า ที่ ผู้ ใด ละเลยหรื อ จงใจไม่ ปฏิ บั ติ ตามหลั ก เกณฑ์มาตรฐานเกี่ ย วกับ การตรวจเงินแผ่นดิน ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัย และให้ผู้ว่าการดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ผู้นั้น ตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต่อไป
  117. บทเฉพาะกาล
  118. มาตรา ๑๐๘ให้ ป ระธานกรรมการตรวจเงิ น แผ่ น ดิ น และกรรมการตรวจเงิ น แผ่ น ดิ น ซึ่ ง ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ เป็นประธานกรรมการ ตรวจเงิ น แผ่ น ดิ น และกรรมการตรวจเงิ น แผ่น ดิน ตามพระราชบั ญ ญั ติป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ โดยให้ นั บ วาระการดำรงตำ แหน่ ง ตามพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ ตั้ ง แต่ วั น ที่ ได้ รั บ โปรดเกล้า โปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
  119. มาตรา ๑๐๙ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ เป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ โดยให้นับวาระการดำรงตำแหน่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ตั้งแต่วันที่ได้รับโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ให้รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินผู้รักษาการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตามคำสั่ง หั ว หน้า คณะรั ก ษาความสงบแห่ ง ชาติ ที่ ๔๓/๒๕๖๐ เรื่ อ ง การแต่ ง ตั้ ง ผู้ รั ก ษาการแทนผู้ ว่า การ ตรวจเงินแผ่นดิน ลงวันที่ ๒๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ ในวั น ก่ อ นวั น ที่ พ ระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ ใช้ บั ง คั บ ยั ง คงปฏิ บั ติ ห น้า ที่ ต่ อ ไปจนกว่าจะมี การแต่งตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ในกรณีที่ได้มีการดำเนินการสรรหา คัดเลือก หรือเสนอชื่อผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินอยู่ในวันที่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ และให้ดำเนินการต่อไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้ ถื อ ว่า ผู้ ซึ่ ง เคยดำรงตำ แหน่ ง ผู้ ว่า การตรวจเงิ น แผ่ น ดิ น และพ้ น จากตำแหน่ ง ไปก่ อ นวั น ที่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ เป็นผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ตามมาตรา ๑๔ (๑) ประกอบกับมาตรา ๔๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ด้วย
  120. มาตรา ๑๑๐ให้ สำ นั ก งานการตรวจเงิ น แผ่ น ดิ น ตามพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ บรรดาสิทธิ หน้าที่ และความผูกพันใด ๆ ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตามพระราชบัญญัติ ประกอบรั ฐ ธรรมนู ญ ว่า ด้ ว ยการตรวจเงิ น แผ่ น ดิ น พ.ศ. ๒๕๔๒ มี อ ยู่ กั บ บุ ค คลใดในวั น ก่ อ นวั น ที่ พระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ ใช้ บั ง คั บ ให้ โอนมาเป็ น ของสำ นั ก งานการตรวจเงิ น แผ่ น ดิ น ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
  121. มาตรา ๑๑๑ให้โอนบรรดางบประมาณ ทรัพย์สิน ข้าราชการ และบุคลากรอื่นของสำนักงาน การตรวจเงิ น แผ่ น ดิ น ตามพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ ว่า ด้ ว ยการตรวจเงิ น แผ่ น ดิ น พ.ศ. ๒๕๔๒ มาเป็นของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ และ ให้ ถื อ ว่า สิ ท ธิ และประโยชน์ อื่ น ใดซึ่ ง ข้า ราชการหรื อ บุ ค ลากรอื่ น ดั ง กล่าวได้ รั บ ตามพระราชบั ญ ญั ติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นสิทธิและประโยชน์อื่นใดที่ได้รับต่อไป ตามพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ เว้ น แต่ จะมีระเบี ย บที่ อ อกตามพระราชบั ญ ญั ติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
  122. มาตรา ๑๑๒ให้โอนเงินค่าธรรมเนียมที่ได้รับจากการตรวจสอบบัญชีหรือการปฏิบัติหน้าที่อื่น ซึ่งมิได้นำส่งกระทรวงการคลัง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาเป็นของกองทุนเพื่อการพัฒนาการตรวจเงินแผ่นดิน
  123. มาตรา ๑๑๓บรรดาระเบี ย บ ข้ อ บั ง คั บ ประกาศ มติ และคำ สั่ ง ของคณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ออกตามพระราชบัญญัติ ประกอบรั ฐ ธรรมนู ญ ว่า ด้ ว ยการตรวจเงิ น แผ่ น ดิ น พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่ ง ใช้ บั ง คั บ อยู่ในวั น ก่ อ นวั น ที่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ให้มีผลใช้บังคับต่อไปเสมือนระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ มติและคำสั่งของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือสำนักงานการตรวจเงิน แผ่ น ดิ น ที่ อ อกตามพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ ทั้ ง นี้ เท่า ที่ ไม่ ขั ด ต่ อ รั ฐ ธรรมนู ญ หรื อ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
  124. มาตรา ๑๑๔บรรดาการดำเนินการใด ๆ ตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการตรวจเงิน แผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งดำเนินการก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ถ้าการนั้นอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการ ตรวจเงินแผ่นดิน หรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่า การนั้นเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ส่วนการดำเนินการต่อไปให้เป็นไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
  125. มาตรา ๑๑๕การดำ เนิ น การที่ เกี่ ย วข้ อ งกั บ วิ นั ย ทางงบประมาณและการคลั ง ที่ ได้ ก ระทำ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ไปแล้วก่อนวันที่ พระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ ใช้ บั ง คั บ ให้ ถื อ ว่า เป็ น การชอบด้ ว ยพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบ รัฐธรรมนูญนี้ ส่วนการดำเนินการต่อไป ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินหรือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน แล้วแต่กรณี ดำเนินการตามหมวด ๗ วินัยการเงินการคลัง โดยให้ถือว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับวินัยการเงินการคลังตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ผู้รับสนองพระราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ โดยที่รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๓๐ (๗) มาตรา ๒๓๘ มาตรา ๒๔๐ มาตรา ๒๔๑ มาตรา ๒๔๒ และ มาตรา ๒๖๗ บั ญ ญั ติ ให้ มี การตราพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ ว่า ด้ ว ยการตรวจเงิ น แผ่ น ดิ น เพื่อกำหนดคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม การสรรหา การพ้นจากตำแหน่ง หน้าที่และอำนาจ ตลอดจน การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อให้การตรวจเงินแผ่นดิน เป็ น ไปอย่า งมี ป ระสิ ท ธิ ภาพ และเพื่ อ ป้ อ งกั น ความเสี ย หายที่อาจเกิ ด ขึ้ น แก่ การเงิ น การคลั ง ของรั ฐ โดยการดำเนินการดังกล่าวมีความจำเป็นต้องมีการกระทบหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลบางประการ และเป็นไปเท่าที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561