คลังกฎหมาย

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561

ตัวบทนี้คือฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ ปีที่ระบุ ไม่ใช่ฉบับรวมการแก้ไข มาตราที่ถูกแก้ไข เพิ่ม หรือยกเลิกภายหลังจะไม่ปรากฏ — ระบบยังไม่ได้ตรวจสถานะบังคับใช้ปัจจุบัน

ที่มาของตัวบทนี้

ผู้เผยแพร่ไฟล์
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งexternal:สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ชุดข้อมูลบน data.go.th
https://www.ect.go.th/ect_th/th/organic-act?cid=41&filename=index&offset=0ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — สัญญาอนุญาตประกาศอยู่ในระเบียนชุดข้อมูลนี้ — คือหลักฐานสัญญาอนุญาตของตัวบททั้งฉบับ
ไฟล์ต้นทาง
https://www.ect.go.th/web-upload/migrate/download/article/article_20180913155522-copy70.pdf58 pp.
checksum ของไฟล์
sha256:b55f9ef7709c864acd5b29ff6478dbfa367768fb7f3c6d331773b16436baba70ดึงเมื่อ 2026-08-23T12:22:51.962Z
วิธีดึงข้อความ
pdftotext -layoutผ่านด่านตรวจของ ai-law: ซ่อม ToUnicode · คืนสระ ำ · ลำดับมาตราต่อเนื่อง · เทียบพยาน OCR

ปรารภ

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑ เป็นปีที่ ๓ ในรัชกาลปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพ ระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ มี บ ทบั ญ ญั ติ บางประการเกี่ ย วกั บ การจำ กั ด สิ ท ธิ และ เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๒๗ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ และมาตรา ๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญ ญั ติประกอบ รัฐธรรมนู ญ นี้ เพื่ อให้การดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่ ง การตราพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ ส อดคล้ อ งกั บ เงื่ อ นไขที่ บั ญ ญั ติ ไว้ ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นไว้โดยคำแนะนำ และยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้

ทุกมาตรา

  1. มาตรา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑”
  2. มาตรา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่ วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
  3. มาตรา ให้ยกเลิก (๑) พระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ ว่า ด้ ว ยการเลื อ กตั้ ง สมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรและ การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (๒) พระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ ว่า ด้ ว ยการเลื อ กตั้ ง สมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรและ การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔ (๓) ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบั บ ที่ ๕๗/๒๕๕๗ เรื่อ ง ให้ พ ระราชบั ญ ญั ติ ประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับมีผลบังคับใช้ต่อไป ลงวันที่ ๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๗ เฉพาะในส่วนที่ เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
  4. มาตรา ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง “กรรมการ” หมายความว่า กรรมการการเลือกตั้งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง และให้หมายความรวมถึงประธานกรรมการการเลือกตั้งด้วย “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” หมายความว่า ผู้ตรวจการเลือกตั้งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง “ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด” หมายความว่า ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง “เจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง” หมายความว่า ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง ประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง ประธานกรรมการและกรรมการประจำ หน่วยเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ช่วยเหลือการปฏิบัติงานในการเลือกตั้ง “ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” หมายความว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร “ผู้สมัคร” หมายความว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร “วันเลือกตั้ง” หมายความว่า วันที่คณะกรรมการประกาศกำหนดให้เป็นวันเลือกตั้ง “การเลือกตั้ง” หมายความว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร “เขตเลือกตั้ง” หมายความว่า ท้องที่ที่กำหนดเป็นเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่ง เขตเลือกตั้ง “หน่วยเลือกตั้ง” หมายความว่า ท้องที่ที่กำหนดให้ทำการออกเสียงลงคะแนน “ที่เลือกตั้ง” หมายความว่า สถานที่ที่กำหนดให้ทำการออกเสียงลงคะแนน และให้หมายความ รวมถึงบริเวณที่กำหนดขึ้นโดยรอบที่เลือกตั้งด้วย “จังหวัด” หมายความรวมถึงกรุงเทพมหานครด้วย “อำเภอ” หมายความรวมถึงเขตด้วย “ตำบล” หมายความรวมถึงแขวงด้วย “ศาลากลางจังหวัด” หมายความรวมถึงศาลาว่าการกรุงเทพมหานครด้วย “ที่ว่าการอำเภอ” หมายความรวมถึงสำนักงานเขตด้วย “เทศบาล” หมายความรวมถึงเมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้น เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษด้วย “กองทุน” หมายความว่า กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง “สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง “เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
  5. มาตรา ในกรณีที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้มิได้กำหนดไว้เป็นประการอื่น การใด ที่กำหนดให้แจ้ง ยื่น หรือส่งหนังสือหรือเอกสารให้บุคคลใดเป็นการเฉพาะ ถ้าได้แจ้ง ยื่น หรือส่งหนังสือ หรือเอกสารให้บุคคลนั้น ณ ภูมิลำเนาหรือที่อยู่ที่ปรากฏตามหลักฐานทางทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วย การทะเบียนราษฎร ให้ถือว่าได้แจ้ง ยื่น หรือส่งโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้แล้ว และ ในกรณีที่พ ระราชบัญ ญั ติประกอบรัฐธรรมนูญ นี้กำหนดให้ประกาศหรือเผยแพร่ให้ประชาชนทราบเป็น การทั่วไป ให้ถือว่าการประกาศหรือเผยแพร่ในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือระบบหรือวิธีการอื่นใด ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก เป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญนี้แล้ว ในกรณี ที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ นี้กำหนดให้คณะกรรมการมีอำนาจกำหนดหรือ มี คำสั่ งเรื่อ งใด ถ้ามิ ได้ กำหนดวิธีการไว้เป็ น การเฉพาะ ให้ ค ณะกรรมการกำหนดโดยทำเป็ น ระเบี ย บ ประกาศ หรือ คำสั่ ง แล้ ว แต่ ก รณี และถ้าระเบี ย บ ประกาศ หรือ คำสั่ งนั้ น ใช้ บั งคั บ แก่ บุ ค คลทั่ ว ไป ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้ดำเนินการประกาศตามวรรคหนึ่งด้วย ทั้งนี้ ถ้าระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งใดมีการกำหนดขั้นตอนการดำเนินงานไว้ คณะกรรมการต้องกำหนดระยะเวลาการดำเนินงาน ในแต่ละขั้นตอนให้ชัดเจนด้วย
  6. มาตรา เพื่ อ ประโยชน์ในการดำ เนิ น การตามพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ ให้ คณะกรรมการมีอำนาจวางระเบี ย บเกี่ ยวกั บ การปฏิ บั ติ ห น้าที่ ข องเจ้าพนั ก งานผู้ดำเนิ น การเลื อ กตั้ ง รวมทั้ งกำ หนดหลั ก เกณฑ์และวิ ธี การอื่ น ใดที่ จำ เป็ น ได้ เท่า ที่ ไม่ ขั ด หรื อ แย้ งหรื อ ที่ มิ ได้ มี บั ญ ญั ติ ไว้ แล้ ว เป็นการเฉพาะในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
  7. มาตรา ในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ในระหว่างเวลานับแต่วันที่ พ ระราชกฤษฎีกาให้มี การเลือกตั้งใช้บังคับ จนถึงวันประกาศผลการเลือกตั้ง หากมี ค วามจำ เป็ น เร่ ง ด่ ว นต้ อ งมี การประชุ ม คณะกรรมการ ให้ ค ณะกรรมการมี อำ นาจประชุ ม ผ่านสื่ อ อิ เล็ ก ทรอนิ ก ส์ โดยกรรมการแต่ละคนอาจอยู่ ณ สถานที่ แตกต่างกั น ได้ และให้ เลขาธิการ ดำเนินการบันทึกเสียงและภาพเก็บไว้เป็นหลักฐาน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
  8. มาตรา การพิจารณาและมีคำวินิจฉัยของศาลฎีกาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้ เป็ น ไปตามระเบี ย บของที่ ประชุมใหญ่ศาลฎี กาโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งต้ อ งกำหนดให้ การพิ จารณาเป็ น ไปโดยรวดเร็วและเที่ ย งธรรม ในการนี้ อาจกำหนดให้ศาลชั้ น ต้ น ที่ มี เขตอำนาจใน เขตเลือกตั้งนั้นเป็นผู้รับคำร้องแทนเพื่อจัดส่งให้ศาลฎีกาวินิจฉัย หรืออาจให้ศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นผู้ไต่สวน พยานหลักฐานหรือดำเนินการอื่นที่จำเป็นแทนศาลฎีกาก็ได้ การปฏิ บั ติ หน้าที่ ของศาลฎีกาเกี่ ยวกั บการเลือกตั้ งตามพระราชบั ญ ญั ติ ประกอบรัฐธรรมนู ญ นี้ ผู้พิพากษาซึ่งร่วมประชุมใหญ่ศาลฎีกา องค์คณะผู้พิพากษา ตลอดจนบุคคลซึ่งองค์คณะผู้พิพากษามอบหมาย ให้ปฏิ บัติหน้าที่มีสิทธิได้รับเบี้ยประชุมหรือค่าตอบแทน แล้วแต่กรณี ตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหาร ศาลยุติธรรมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรมกำหนด
  9. มาตรา ในการจัดให้ มี การเลื อกตั้ ง ให้ คณะกรรมการส่งเสริมและสนับสนุ นให้สภาองค์ กร ชุ มชนตามกฎหมายว่าด้วยสภาองค์ ก รชุ ม ชน ชุ ม ชน รวมตลอดทั้งประชาชนทั่ ว ไป ให้ มี ส่ วนร่วมใน การแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลต่อคณะกรรมการ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม การส่งเสริม สนับสนุน และการแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด โดยอย่างน้อยต้องมีมาตรการคุ้มครองมิให้เกิดอันตรายแก่ผู้แจ้งเบาะแส หรือข้อมูล รวมตลอดทั้งมาตรการรักษาความลับของผู้แจ้งเบาะแสหรือข้อมูลด้วย เบาะแสหรือข้อมูลที่องค์กร ชุมชน หรือบุคคลตามวรรคหนึ่งแจ้งต่อคณะกรรมการ จะนำไป เป็ น เหตุ ในการดำ เนิ น คดี แก่ ผู้ แจ้ งเบาะแสหรือ ข้ อ มู ล นั้ น ในทางใดมิ ได้ เว้ น แต่ เป็ น เบาะแสหรื อ ข้ อ มู ล ที่ผู้แจ้งรู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จ
  10. มาตรา ๑๐ให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งรักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
  11. หมวด ๑
  12. บททั่วไป
  13. มาตรา ๑๑เมื่ อ มี พ ระราชกฤษฎีกาให้ มี การเลื อ กตั้ งทั่ วไปขึ้ น ใช้ บั งคั บ ให้ ค ณะกรรมการ ดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (๑) จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวนสามร้อยห้าสิบคน (๒) ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง รวมจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบคนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
  14. มาตรา ๑๒ภายในห้า วั น นั บ แต่ วั น ที่ พ ระราชกฤษฎีกาให้ มี การเลื อ กตั้ ง ทั่ ว ไปใช้ บั ง คั บ ให้คณะกรรมการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ดังต่อไปนี้ (๑) กำหนดวันเลือกตั้ง (๒) กำหนดวั น รับ สมั ครรับ เลื อ กตั้ งแบบแบ่งเขตเลื อ กตั้ ง โดยเริ่ม รับ สมั ค รไม่ เกิ น ยี่ สิ บ ห้าวั น นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งทั่วไปใช้บังคับ และต้องกำหนดวันรับสมัครไม่น้อยกว่าห้าวัน (๓) จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ งที่ แต่ ละจังหวัดจะพึ งมี และจำนวน เขตเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัด ซึ่งต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับอำเภอหรือเขตพื้นที่ที่อยู่ ในเขตเลือกตั้ง (๔) กำหนดสถานที่ที่พรรคการเมืองจะส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ในกรณีที่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้นำความใน (๑) และ (๒) มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
  15. มาตรา ๑๓ในการเลือกตั้ งทั่ วไป ให้ พรรคการเมืองที่ ส่ งผู้ สมั ครแจ้งรายชื่ อบุ คคล ซึ่ งพรรคการเมืองนั้ นมี ม ติ ว่า จะเสนอให้ ส ภาผู้แทนราษฎรเพื่ อ พิ จารณาให้ ค วามเห็ น ชอบแต่ ง ตั้ ง เป็ น นายกรัฐมนตรีไม่เกินสามรายชื่อต่อคณะกรรมการก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง และให้คณะกรรมการ ประกาศรายชื่อบุคคลดังกล่าวพร้อมกับชื่อของพรรคการเมืองนั้นให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป เมื่ อ พรรคการเมื อ งแจ้งรายชื่ อ บุ ค คลใดตามวรรคหนึ่งแล้ ว บุ ค คลนั้ น หรือพรรคการเมื อ งนั้ น จะถอนรายชื่ อ หรือเปลี่ ย นแปลงรายชื่ อ บุ ค คลนั้ น ได้ เฉพาะกรณี บุ ค คลนั้ น ตายหรือขาดคุ ณ สมบั ติ ห รื อ มีลักษณะต้องห้าม และต้องกระทำก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง การคัดเลือกรายชื่อบุ คคลตามวรรคหนึ่ ง ให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง พรรคการเมืองจะไม่เสนอรายชื่อบุคคลตามวรรคหนึ่งก็ได้
  16. มาตรา ๑๔การเสนอรายชื่อบุคคลตามมาตรา ๑๓ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (๑) ต้องมีหนังสือยินยอมของบุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อ โดยมีรายละเอียดตามที่คณะกรรมการ กำหนด (๒) ผู้ ได้ รั บ การเสนอชื่ อ ต้ อ งเป็ น ผู้ มี คุ ณ สมบั ติ และไม่ มี ลั ก ษณะต้ อ งห้า มที่ จะเป็ น รั ฐ มนตรี ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และไม่เคยทำหนังสือยินยอมตาม (๑) ให้พรรคการเมืองอื่นในการเลือกตั้ง คราวนั้น การเสนอชื่อบุคคลใดที่มิได้เป็นไปตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าไม่มีการเสนอชื่อบุคคลนั้น
  17. มาตรา ๑๕กรณีที่มีเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เป็นเหตุให้ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งทั่วไป พร้อมกันทั่วราชอาณาจักรตามวันที่คณะกรรมการประกาศกำหนดตามมาตรา ๑๒ (๑) อันมิใช่เป็นกรณี ตามมาตรา ๑๐๒ และคณะกรรมการมีมติด้วยคะแนนไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ว่า การดำ เนิ น การเลื อ กตั้ ง ต่ อ ไปตามกำหนดวั น เดิ ม จะก่ อ ให้ เกิ ด ความไม่ เป็ น ธรรมหรื อ เรี ย บร้ อ ย คณะกรรมการจะประกาศกำหนดวั น เลื อ กตั้ งใหม่ ก็ ได้ แต่ ต้ อ งจั ด ให้ มี การเลื อ กตั้ งภายในสามสิ บ วั น นับแต่วันที่เหตุดังกล่าวสิ้นสุดลง ในกรณี ที่ มี เหตุตามวรรคหนึ่งเกิดขึ้นในระหว่างเวลาเปิ ด การลงคะแนน คณะกรรมการจะสั่ง ยกเลิกการเลือกตั้ง และประกาศกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ก็ได้ เพื่ อ ประโยชน์ในการนั บ อายุ ข องผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง และอายุ ข องผู้ ส มั ค ร ให้ นั บ ถึ งวั น เลื อ กตั้ ง ที่คณะกรรมการได้กำหนดไว้ตามมาตรา ๑๒ (๑)
  18. มาตรา ๑๖ในการเลือกตั้งทั่วไปหรือการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง หากคณะกรรมการสั่งให้ มีการเลือกตั้งใหม่ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการมีอำนาจออกประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง และให้ ย่ น หรื อ ขยายระยะเวลาหรื อ งดเว้ น การดำ เนิ น การที่ เกี่ ย วกั บ การเลื อ กตั้ ง ตามที่ บั ญ ญั ติ ไว้ ในพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ เฉพาะในการเลื อ กตั้ ง นั้ น เพื่ อ ให้ เหมาะสมและจำ เป็ น แก่ การดำเนินการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยรวดเร็ว สุจริตและเที่ยงธรรมได้ ในกรณี ที่ มี การเลื อ กตั้ ง ใหม่ตามวรรคหนึ่ ง ให้ ถื อ ว่า ผู้ ส มั ค รเดิ ม ที่ มี คุ ณ สมบั ติ ค รบถ้ ว นและ ไม่ มี ลั ก ษณะต้ อ งห้ามยังคงเป็ น ผู้ ส มั ค รในการเลื อ กตั้ งที่ จะจั ด ขึ้ น ใหม่โดยไม่ ต้ อ งรับ สมั ค รใหม่ เว้น แต่ จะไม่มีผู้สมัครเดิมเหลืออยู่
  19. มาตรา ๑๗ในกรณี ที่ พ ระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ มิ ได้ บั ญ ญั ติ ไว้ เป็ น อย่า งอื่ น การฟ้องคดีหรือการยื่นคำร้องเกี่ยวกับการดำเนินการของคณะกรรมการในการจัดหรือดำเนินการให้มีการจัด การเลือกตั้งอันมิใช่เป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ ให้ยื่นต่อศาลปกครองสูงสุดภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่มีเหตุที่จะฟ้องคดีหรือยื่นคำร้อง แต่มิให้นำมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วย การจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองมาใช้บังคับ การพิจารณาคดีและการทำคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไป ตามระเบี ย บของที่ ป ระชุ ม ใหญ่ ตุ ลาการในศาลปกครองสูงสุดโดยประกาศในราชกิจจานุ เบกษาซึ่งต้ อ ง กำหนดให้การพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็วและเที่ยงธรรม ทั้งนี้ คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครอง สูงสุดไม่กระทบถึงการดำเนินการเลือกตั้งหรือการกระทำอื่นใดที่ได้ดำเนินการไปก่อนศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง การปฏิ บั ติ ห น้า ที่ ข องศาลปกครองสู ง สุ ด เกี่ ย วกั บ การเลื อ กตั้ ง ตามพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบ รัฐธรรมนูญ นี้ ตุลาการซึ่งร่วมประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด องค์คณะตุลาการ ตลอดจน บุคคลซึ่งองค์คณะตุลาการมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่มีสิทธิได้รับเบี้ยประชุมหรือค่าตอบแทน แล้วแต่กรณี ตามระเบี ย บที่ ค ณะกรรมการบริหารศาลปกครองตามกฎหมายว่า ด้ ว ยการจั ด ตั้ ง ศาลปกครองและ วิธีพิจารณาคดีปกครองกำหนด การพิ จารณาของศาลปกครองสู งสุ ด ตามมาตรานี้ ให้ ดำ เนิ น การให้ แล้ ว เสร็ จ ก่ อ นวั น เลื อ กตั้ ง ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และในกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดยังไม่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้การพิจารณาเป็นอันยุติ และให้ดำเนินการไปตามคำสั่งของคณะกรรมการ
  20. หมวด ๒ เจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง
  21. มาตรา ๑๘ในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งบุคคลเป็นเจ้าพนักงาน ผู้ดำเนินการเลือกตั้ง ดังต่อไปนี้ (๑) ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งหนึ่งคน มีหน้าที่เกี่ยวกับการรับสมัครรับเลือกตั้ง แบบแบ่ งเขตเลื อ กตั้ ง และดำเนิ น กิ จ การที่ จำ เป็ น เกี่ ย วกั บ การเลื อ กตั้งให้ เป็ น ไปตามพระราชบั ญ ญั ติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ (๒) คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสามคน มีหน้าที่เกี่ยวกับการกำหนด หน่วยเลือกตั้ง ที่เลือกตั้ง การจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การเพิ่มชื่อ และการถอนชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้ง รวมทั้งมีหน้าที่กำกับดูแลการออกเสียงลงคะแนน การนับคะแนน และการประกาศผล การนับคะแนน การแต่ ง ตั้ ง และการพ้ น จากตำแหน่ ง ของผู้ อำ นวยการการเลื อ กตั้ ง ประจำ เขตเลื อ กตั้ ง และ คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด เพื่ อประโยชน์ในการดำเนินการเลือกตั้ง ให้ คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งหรือมอบหมายให้ ผู้อำนวยการการเลือกตั้ งประจำเขตเลือกตั้ งหรือคณะกรรมการการเลือกตั้ งประจำเขตเลือกตั้ งแต่งตั้ ง คณะอนุกรรมการ คณะบุคคล หรือบุคคลใด เป็นผู้ช่วยเหลือการปฏิบัติงานในการเลือกตั้งได้ตามสมควร การใดที่เป็นหน้าที่และอำนาจของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งหรือคณะกรรมการ การเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง คณะกรรมการจะออกระเบียบให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งมีอำนาจมอบหมายให้คณะอนุกรรมการ คณะบุคคล หรือบุคคลตามวรรคสามทำหน้าที่แทนก็ได้ ในกรณีเช่นนั้น การดำเนินการ การแจ้ง หรือการยื่นที่กระทำ ต่อผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย ให้ถือว่าเป็นการดำเนินการ แจ้ง หรือได้ยื่นต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำ เขตเลือกตั้งหรือคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งแล้ว
  22. มาตรา ๑๙ให้ ค ณะกรรมการการเลื อ กตั้ ง ประจำ เขตเลื อ กตั้ ง แต่ ง ตั้ ง ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง เป็ น เจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง ดังต่อไปนี้ (๑) คณะกรรมการประจำหน่วยเลื อ กตั้ งห้าคน มี ห น้าที่ เกี่ ย วกั บ การออกเสี ย งลงคะแนนใน ที่ เลื อ กตั้ ง และนั บ คะแนนของหน่ ว ยเลื อ กตั้ ง แต่ ละแห่ ง ในกรณี ที่ ห น่ ว ยเลื อ กตั้ งใดมี ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง เกินแปดร้อยคนอาจแต่งตั้งกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเพิ่มได้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด (๒) เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอย่างน้อยหนึ่งคน ซึ่งแต่งตั้งจากเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อทำหน้าที่ รักษาความปลอดภัยและสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง การแต่งตั้งและการฝึกอบรมคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด โดยในการฝึกอบรมจะดำเนินการฝึกอบรม ผู้มีคุณสมบั ติตามวรรคหนึ่งเพื่อสำรองไว้มากกว่าจำนวนที่ต้อ งใช้จริงแต่ไม่เกินจำนวนที่ คณะกรรมการ กำหนดก็ได้ ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งหรือผู้ตรวจการเลือกตั้งพบเห็นกรรมการ ประจำหน่ ว ยเลื อ กตั้งหรือ เจ้าหน้าที่ รัก ษาความปลอดภั ย ผู้ ใดกระทำผิ ด ตามพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบ รัฐธรรมนูญนี้ หรือกระทำการใดอันอาจเป็นเหตุให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือ เป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ให้รายงานคณะกรรมการหรือกรรมการโดยทันที และให้คณะกรรมการ หรือกรรมการมีอำนาจสั่งเปลี่ยนกรรมการประจำหน่วยเลือ กตั้ งหรือเจ้าหน้าที่ รัก ษาความปลอดภัยได้ ตามที่เห็นสมควร ในกรณีที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ผู้ตรวจการเลือกตั้งมีอำนาจแจ้งเตือน ให้ปฏิบัติให้ถูกต้องได้ ถ้าไม่มีการดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามที่แจ้งเตือน ให้รายงานให้คณะกรรมการ หรือกรรมการทราบโดยเร็ว ในกรณี ที่ ก รรมการเป็ น ผู้ พ บเห็ น การกระทำตามวรรคสาม ให้ ก รรมการมี อำ นาจสั่ ง เปลี่ ย น กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งหรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้ตามที่ เห็ นสมควร ทั้ งนี้ ในกรณี ที่เห็นว่าการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้มีอำนาจสั่ง ให้ระงับ ยับยั้ง แก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือสั่งให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งได้ตามที่เห็นสมควร ถ้าเป็น การกระทำของบุคคลซึ่งมิใช่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้มีอำนาจสั่งให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ หรือ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ หรือสั่งให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง ประจำจั งหวั ด บั น ทึ กพฤติ ก รรมแห่งการกระทำและรวบรวมพยานหลั ก ฐานไว้เพื่ อ ดำเนิ น การต่ อ ไปได้ ตามที่จำเป็น หรือในกรณีจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จะสั่งให้ระงับหรือยับยั้งการดำเนินการเลือกตั้ง ในหน่วยเลือกตั้งบางหน่วยหรือทุกหน่วยในเขตเลือกตั้งที่พบเห็นการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำนั้นก็ได้ แล้ ว รายงานต่ อ คณะกรรมการเพื่ อ ทราบโดยเร็ ว ทั้ ง นี้ ตามหลั ก เกณฑ์ วิ ธี การ และเงื่ อ นไข ที่คณะกรรมการกำหนด
  23. มาตรา ๒๐ก่ อ นวั น เลื อ กตั้ ง หากกรรมการประจำ หน่ ว ยเลื อ กตั้ ง มี ไม่ ค รบจำนวนไม่ ว่า ด้วยเหตุใด ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งแต่งตั้งบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๙ เป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งให้ครบจำนวน
  24. มาตรา ๒๑ในวัน เลื อ กตั้ ง ถ้าถึ งเวลาเปิ ด การออกเสี ย งลงคะแนนแล้ ว มี ก รรมการประจำ หน่ ว ยเลื อ กตั้ ง มาปฏิ บั ติ ห น้า ที่ ไม่ ค รบจำ นวน แต่ มาไม่ น้ อ ยกว่า กึ่ ง หนึ่ ง ของคณะกรรมการประจำ หน่วยเลือกตั้งที่ได้รับแต่งตั้ง ให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งที่มาปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ได้ และให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งที่มาปฏิบัติหน้าที่อยู่ในขณะนั้นรายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำเขตเลือกตั้ง เพื่อแต่งตั้งบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๙ เป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง เพิ่มเติมให้ครบจำนวนก่อนการนับคะแนน ในกรณี ที่ ก รรมการประจำ หน่ ว ยเลื อ กตั้ ง มาปฏิ บั ติ ห น้า ที่ ไม่ ถึ ง กึ่ ง หนึ่ ง ให้ ก รรมการประจำ หน่วยเลือกตั้งที่มาปฏิบัติหน้าที่อยู่ในขณะนั้นรายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง เพื่อแต่งตั้งบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๙ เป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งให้ครบจำนวนโดยเร็ว ในกรณีที่ไม่มีกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งมาปฏิบัติหน้าที่เลย ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำ เขตเลื อ กตั้ งแต่ ง ตั้ ง บุ ค คลผู้ มี คุ ณ สมบั ติ ตามมาตรา ๑๙ เป็ น กรรมการประจำ หน่ ว ยเลื อ กตั้ ง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยเลือกตั้งนั้น การแต่งตั้งและการปฏิ บั ติห น้าที่ ของกรรมการประจำหน่วยเลือ กตั้งให้ เป็ น ไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด
  25. มาตรา ๒๒ในกรณี ที่ มี ห ลั ก ฐานอั น ควรเชื่ อ ได้ ว่า หรื อ มี เหตุ อั น ควรสงสั ย ว่า เจ้าพนั ก งาน ผู้ดำเนินการเลือกตั้งผู้ใดขาดประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ หรือละทิ้งหน้าที่ หรือไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ ให้กรรมการมีอำนาจสั่งให้ผู้นั้นพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่แล้วรายงานให้คณะกรรมการทราบ
  26. มาตรา ๒๓ห้ามมิให้กรรมการ เลขาธิการ ผู้ตรวจการเลือกตั้ง ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง ประจำจังหวัด หรือเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือ กระทำการอื่ น ใดอั น เป็ น การขั ด ขวางมิ ให้ การเป็ น ไปตามกฎหมาย ระเบี ย บ ประกาศ หรื อ คำ สั่ ง ของคณะกรรมการ หรือคำสั่งของศาลอันเกี่ยวกับการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ กรรมการ เลขาธิ การ ผู้ ต รวจการเลื อ กตั้ ง ผู้ อำ นวยการการเลื อ กตั้ ง ประจำ จั ง หวั ด หรื อ เจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ หรือกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งของคณะกรรมการ หรือปฏิบัติตามคำสั่งของศาลอันเกี่ยวกับการเลือกตั้ง หากได้กระทำโดยสุจริต ย่อมได้รับความคุ้มครอง ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางปกครอง
  27. มาตรา ๒๔ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้บุคคลดังต่อไปนี้ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา (๑) กรรมการ เลขาธิการ ผู้ตรวจการเลือกตั้ง และผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด (๒) เจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง สำ หรั บ บุ ค คลตาม (๒) ให้ เป็ น เจ้า พนั ก งานตามประมวลกฎหมายอาญานั บ แต่ วั น ที่ ได้ รั บ การแต่งตั้งจนสิ้นสุดแห่งการงานในหน้าที่
  28. มาตรา ๒๕ค่าตอบแทนของเจ้าพนักงานผู้ ดำเนิ นการเลื อกตั้ งให้ เป็ นไปตามที่ คณะกรรมการ กำหนด
  29. หมวด ๓ การจัดการเลือกตั้ง ส่วนที่ ๑ จำนวนสมาชิก เขตเลือกตั้ง หน่วยเลือกตั้ง และที่เลือกตั้ง
  30. มาตรา ๒๖การกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละจังหวัดจะพึงมี และการแบ่ง เขตเลือกตั้ง ให้ดำเนินการตามวิธีการ ดังต่อไปนี้ (๑) ให้ ใช้ จำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลั ก ฐานการทะเบี ย นราษฎรที่ ป ระกาศในปี สุ ด ท้า ย ก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง เฉลี่ยด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามร้อยห้าสิบคน จำนวนที่ได้รับให้ถือว่า เป็นจำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน (๒) จั ง หวั ด ใดมีราษฎรไม่ ถึ ง เกณ ฑ์ จำ นวนราษฎรต่ อ สมาชิ ก หนึ่ ง คนตาม (๑) ให้ มี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดนั้นได้หนึ่งคน โดยให้ถือเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง (๓) จั งหวั ด ใดมี ราษฎรเกิ น จำนวนราษฎรต่ อ สมาชิ ก หนึ่ งคน ให้ มี ส มาชิ ก สภาผู้ แทนราษฎร ในจังหวัดนั้นเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนทุกจำนวนราษฎรที่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน (๔) เมื่ อ ได้ จำ นวนสมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรของแต่ละจั ง หวั ด ตาม (๒) และ (๓) แล้ ว ถ้าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยังไม่ครบสามร้อยห้าสิบคน จังหวัดใดมีเศษที่เหลือจากการคำนวณ ตาม (๓) มากที่ สุ ด ให้ จั ง หวั ด นั้ น มี ส มาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรเพิ่ ม ขึ้ น อี ก หนึ่ ง คน และให้ เพิ่ ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามวิธีการดังกล่าวแก่จังหวัดที่มีเศษที่เหลือจากการคำนวณนั้นในลำดับรองลงมา ตามลำดับจนครบจำนวนสามร้อยห้าสิบคน (๕) จังหวัดใดมี การเลื อ กตั้ งสมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรได้ เกิ น หนึ่ งคน ให้ แบ่ งเขตจั งหวัด ออก เป็นเขตเลือกตั้งเท่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พึงมี โดยต้องแบ่งพื้นที่ของเขตเลือกตั้งแต่ละเขต ให้ติดต่อกันและต้องจัดให้มีจำนวนราษฎรในแต่ละเขตใกล้เคียงกัน
  31. มาตรา ๒๗ให้ ค ณะกรรมการดำ เนิ น การแบ่ ง เขตเลื อ กตั้ ง สำ หรั บ การเลื อ กตั้ ง แบบแบ่ ง เขตเลือกตั้งไว้ทุกจังหวัด เพื่อให้ประชาชนได้ทราบล่วงหน้าซึ่งจะต้องกำหนดตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ ในมาตรา ๒๖ และต้องแบ่งพื้นที่ของเขตเลือกตั้งแต่ละเขตให้ติดต่อกันและต้องจัดให้มีจำนวนราษฎร ในแต่ละเขตเลือกตั้งใกล้เคียงกัน โดยถือเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (๑) ให้รวมอำเภอต่าง ๆ เป็นเขตเลือกตั้ง โดยคำนึงถึงพื้นที่ที่ติดต่อใกล้ชิดกัน ความสะดวกใน การคมนาคมระหว่างกัน และการเคยอยู่ในเขตเลือกตั้งเดียวกัน ถ้าการรวมอำเภอในลักษณะนี้จะทำให้ มีจำนวนราษฎรมากหรือน้อยเกินไป ให้แยกตำบลของอำเภอออกเพื่อให้ได้จำนวนราษฎรพอเพียงสำหรับ การเป็นเขตเลือกตั้ง แต่จะแยกหรือรวมเฉพาะเพียงบางส่วนของตำบลไม่ได้ (๒) ในกรณี ที่การกำหนดพื้นที่ตามเกณฑ์ใน (๑) จะทำให้จำนวนราษฎรในแต่ละเขตเลือกตั้ง มี จำ นวนไม่ ใกล้ เคี ย งกั น หรื อ ไม่ มี ส ภาพเป็ น ชุ ม ชนเดี ย วกั น ให้ ดำ เนิ น การแบ่ ง เขตเลื อ กตั้งตามสภาพ ของชุมชนที่ราษฎรมีการติดต่อกันเป็นประจำในลักษณะที่เป็นชุมชนเดียวกันหรือใกล้เคียงกันและสามารถ เดินทางติดต่อกันได้โดยสะดวก โดยจะต้องทำให้จำนวนราษฎรมีจำนวนใกล้เคียงกันมากที่สุด (๓) เปิ ด โอกาสให้ พ รรคการเมื อ งและประชาชนมี ส่ ว นร่ ว มแสดงความคิ ด เห็ น เพื่ อ ประกอบ การพิ จารณาเกี่ ย วกั บ การแบ่ ง เขตเลื อ กตั้ ง ตาม (๑) และ (๒) ทั้ ง นี้ ตามหลั ก เกณฑ์และวิ ธี การ ที่คณะกรรมการกำหนด
  32. มาตรา ๒๘เมื่อได้ดำเนินการแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว ให้คณะกรรมการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้ใช้เขตเลือกตั้งนั้นจนกว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ ในกรณี ที่ มี การกำ หนดเขตเลื อ กตั้ ง ใหม่และมี ผ ลให้ พื้ น ที่ ข องเขตเลื อ กตั้ ง เปลี่ ย นแปลงไป ให้ การดำ เนิ น การใดที่ ได้ ดำ เนิ น การไปโดยชอบด้ ว ยกฎหมายแล้ ว ก่ อ นมี การกำ หนดเขตเลื อ กตั้ งใหม่ เป็นอันใช้ได้
  33. มาตรา ๒๙ในกรณี ที่ จะมีการเลื อ กตั้ งทั่ วไปครั้งใหม่ ให้ คณะกรรมการถื อ เขตเลื อ กตั้ งที่ มี การประกาศกำหนดไว้แล้วเป็นหลักและปรับปรุงแก้ไขตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๒๗ และให้นำความ ในมาตรา ๒๘ มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
  34. มาตรา ๓๐ก่ อ นวั น เลื อ กตั้ งไม่ น้ อ ยกว่า ยี่ สิ บ ห้า วั น ให้ ค ณะกรรมการการเลื อ กตั้ งประจำ เขตเลือกตั้งกำหนดหน่วยเลือกตั้งที่จะพึงมีในแต่ละเขตเลือกตั้ง และที่เลือกตั้งของแต่ละหน่วยเลือกตั้ง ตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (๑) ให้ใช้เขตหมู่บ้านเป็นเขตของหน่วยเลือกตั้ง เว้นแต่ในกรณีที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนน้อย จะรวมหมู่บ้านที่อยู่ติดกันตั้งแต่สองหมู่บ้านขึ้นไปเป็นหน่วยเลือกตั้งเดียวกันก็ได้ สำหรับในเขตเทศบาล เขตกรุงเทพมหานคร หรือเขตชุมชนหนาแน่น อาจกำหนดให้ใช้เขตชุมชน แนวถนน ตรอก ซอย คลอง หรือแม่น้ำ เป็นเขตของหน่วยเลือกตั้งก็ได้ โดยคำนึงถึงความสะดวกในการเดินทางมาใช้สิทธิเลือกตั้งของ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (๒) ให้ถือเกณฑ์จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งหน่วยละหนึ่งพันคนเป็นประมาณ แต่ถ้าเห็นว่าไม่เป็น การสะดวกหรือไม่ปลอดภัยในการไปออกเสียงลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อาจกำหนดจำนวนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งมากกว่าจำนวนดังกล่าวก็ได้ หรือจะกำหนดหน่วยเลือกตั้งเพิ่มขึ้นโดยให้มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง น้อยกว่าจำนวนดังกล่าวก็ได้ (๓) ที่เลือกตั้งต้องเป็นสถานที่ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าออกได้สะดวก เพื่อการออกเสียงลงคะแนน มีความเหมาะสม มีขนาดพอสมควร และควรตั้งอยู่ในย่านกลางของหน่วยเลือกตั้ง พร้อมทั้งให้มีป้ายหรือ เครื่องหมายอื่นใดเพื่อแสดงขอบเขตบริเวณของที่เลือกตั้งไว้ด้วย ตามลักษณะของท้องที่และภูมิประเทศ ในการออกเสียงลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในท้องที่ใดถ้าเห็นว่าจะเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือเพื่อความปลอดภัยของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อาจประกาศกำหนดที่เลือกตั้งนอกเขตของ หน่วยเลือกตั้งก็ได้ แต่ต้องอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับหน่วยเลือกตั้งนั้น ให้ปิดประกาศการกำหนดหน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้งไว้ ณ ที่เลือกตั้งหรือบริเวณใกล้เคียงกับ ที่เลือกตั้ง การเปลี่ยนแปลงเขตของหน่วยเลือกตั้งหรือที่เลือกตั้ง ให้กระทำได้โดยประกาศก่อนวันเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่าสิบวัน เว้นแต่ในกรณีเกิดจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย เหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอย่างอื่น จะประกาศก่อนวันเลือกตั้งน้อยกว่าสิบวันก็ได้ และให้นำความในวรรคสองมาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม ส่วนที่ ๒ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
  35. มาตรา ๓๑บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง อย่างอิสระโดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ (๑) มีสัญชาติไทย แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต้องได้สัญชาติไทยมาแล้ว ไม่น้อยกว่าห้าปี (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีในวันเลือกตั้ง (๓) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง
  36. มาตรา ๓๒บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง (๑) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช (๒) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ (๓) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย (๔) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ส่วนที่ ๓ การแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
  37. มาตรา ๓๓ในการเลือกตั้งครั้งใด ถ้าผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้เนื่องจาก มี เหตุ อั น สมควร ให้ แจ้ งเหตุ ที่ ไม่ อาจไปใช้ สิ ท ธิ เลื อ กตั้ งต่ อ บุ ค คลซึ่ งคณะกรรมการแต่ งตั้ งไว้ในแต่ ละ เขตเลือกตั้งภายในเจ็ดวันก่อนวันเลือกตั้งหรือภายในเจ็ดวันนับแต่วันเลือกตั้ง แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นไม่อาจแจ้งได้ ภายในเจ็ดวันก่อนวันเลือกตั้ง ให้ดำเนินการแจ้งตามที่คณะกรรมการกำหนด ทั้งนี้ การแจ้งเหตุดังกล่าว ไม่เป็นการตัดสิทธิที่ผู้นั้นจะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ในการแจ้งเหตุตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทำเป็นหนังสือหรือโดยวิธีการอื่นเพื่อชี้แจงเหตุ ดังกล่าว โดยอาจมอบหมายให้บุคคลใดไปยื่นต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งแทน หรือจัดส่งหนังสือ ชี้แจงเหตุนั้นทางไปรษณีย์ลงทะเบียน หรือแจ้งโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ ในกรณีที่บุคคลซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแจ้งนั้นมิใช่เหตุ อันสมควร ให้แจ้งให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทราบภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ได้รับแจ้งตามวรรคสาม มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำ จังหวัดภายในสามสิบวันนับแต่วันเลือกตั้ง การแจ้ งเหตุ วิธีการแจ้งเหตุ ทางอิ เล็ ก ทรอนิ ก ส์ บุ ค คลที่ จะรับ แจ้ งเหตุ สถานที่ รับ แจ้งเหตุ การพิจารณาการแจ้งเหตุ และการอุทธรณ์ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด โดยในการกำหนดดังกล่าวให้คำนึงถึงการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนด้วย ในการนี้ ให้คณะกรรมการ กำ หนดรายละเอี ย ดของเหตุ ที่ ทำ ให้ ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ งไม่อาจไปใช้ สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ไว้ เพื่ อ เป็ น แนวทางใน การพิจารณาของบุคคลซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งด้วย
  38. มาตรา ๓๔เมื่อครบกำหนดหกสิบวันนับ แต่วันเลือกตั้ง ให้บุคคลซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้ง ตามมาตรา ๓๓ วรรคหนึ่ง ประกาศรายชื่อผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและมิได้แจ้งเหตุตามมาตรา ๓๓ หรือ แจ้งเหตุไว้แล้วแต่เหตุนั้นมิใช่เหตุอันสมควร ในกรณีที่ประกาศรายชื่อตามวรรคหนึ่งมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ให้ผู้มีส่วนได้เสีย ยื่นคำร้องต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดหรือบุคคลซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งตามมาตรา ๓๓ เพื่อดำเนินการแก้ไข ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
  39. มาตรา ๓๕ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและมิได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วแต่เหตุนั้นมิใช่เหตุอันสมควร ผู้นั้นถูกจำกัดสิทธิ ดังต่อไปนี้ (๑) ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (๒) สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (๓) สมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้านตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ (๔) ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง และ ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา (๕) ดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหาร ท้องถิ่น ประธานที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การจำกัดสิทธิตามวรรคหนึ่งให้มีกำหนดเวลาครั้งละสองปีนับแต่วันเลือกตั้งครั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และหากในการเลือกตั้งครั้งต่อไปผู้นั้นไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งอีกให้นับเวลาการจำกัดสิทธิ ครั้งหลังนี้โดยนับจากวันที่มิได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งใหม่ หากกำหนดเวลาการจำกัดสิทธิครั้งก่อนยังเหลืออยู่ เท่าใดให้กำหนดเวลาการจำกัดสิทธินั้นสิ้นสุดลง ส่วนที่ ๔ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
  40. มาตรา ๓๖เมื่อมีการประกาศกำหนดวันเลือกตั้งครั้งใดแล้ว ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำเขตเลือกตั้งหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมาย จัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งของแต่ละหน่วยเลือกตั้ง และปิดประกาศไว้ ณ ที่เลือกตั้ง หรือบริเวณใกล้เคียงกับที่เลือกตั้ง หรือสถานที่ที่ประชาชนสะดวก ในการตรวจสอบก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่ายี่สิบห้าวัน กับให้แจ้งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในทะเบียนบ้าน ไปยังเจ้าบ้านให้ทราบก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่ายี่สิบวัน ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการกำหนด บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามวรรคหนึ่ง มิให้ระบุเลขประจำตัวประชาชนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้ง ให้ระบุเลขประจำตัวประชาชนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วย
  41. มาตรา ๓๗ในกรณี ที่ ผู้ มี สิทธิเลือกตั้ งหรือเจ้าบ้านผู้ใดเห็ นว่าตนหรือผู้ มี ชื่ ออยู่ ในทะเบี ยนบ้าน ของตนไม่ มี รายชื่ อ อยู่ในบั ญ ชี รายชื่ อ ผู้ มี สิ ท ธิเลื อ กตั้ งแห่ งหน่ ว ยเลื อ กตั้ งที่ ต นหรือ ผู้ นั้ น สมควรมี ชื่ อ เป็ น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งนั้น ให้มีสิทธิยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำ เขตเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสิบวัน เมื่อได้รับคำร้องตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งตรวจสอบ หลักฐาน และถ้าเห็นว่าผู้ยื่นคำร้องหรือผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ให้สั่งเพิ่มชื่อตามที่ ยื่นคำร้องลงในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเร็ว ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งเห็นว่า ผู้ยื่นคำร้องหรือผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเป็นผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้งก็ให้สั่งยกคำร้อง และแจ้งให้ผู้ยื่นคำร้องทราบ ภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องโดยแสดงเหตุผลไว้ด้วย เมื่อได้รับแจ้งตามวรรคสองแล้ว ผู้ยื่นคำร้องมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดที่ตนมีภูมิลำเนาอยู่ หรือต่อศาลแพ่งสำหรับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานครก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่าห้าวัน โดยไม่ต้อง เสียค่าธรรมเนียมศาลในการดำเนินกระบวนการพิจารณา เพื่อให้ศาลวินิจฉัยว่าจะให้เพิ่มชื่อในบัญชีรายชื่อ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามที่ได้รับคำร้องหรือไม่ เมื่อศาลได้รับคำร้องตามวรรคสามแล้ว ให้ศาลดำเนินการพิจารณาโดยเร็ว คำสั่งของศาลให้เป็นที่สุด และให้ศาลแจ้งคำสั่งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง เพื่อปฏิบัติการตามคำสั่งโดยเร็วที่สุด และในกรณีที่มีการประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปก่อนได้รับคำสั่งศาล ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำเขตเลือกตั้งดำเนินการแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกฉบับให้ถูกต้องด้วย การใดที่ได้ปฏิบัติไปตามคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งก่อนได้รับคำสั่ง ศาลให้เป็นอันสมบูรณ์ตามกฎหมาย
  42. มาตรา ๓๘ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ผู้ ใดเห็ น ว่า ในบั ญ ชี รายชื่ อ ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ที่ ได้ ป ระกาศ ตามมาตรา ๓๖ มี ชื่ อ ผู้ ซึ่ ง ไม่ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง หรื อ เจ้าบ้า นผู้ ใดเห็ น ว่า ในบั ญ ชี รายชื่ อ ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ปรากฏชื่ อ บุ ค คลอื่ น อยู่ในทะเบี ย นบ้านของตน ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ งหรือ เจ้าบ้านผู้ นั้ น มี สิ ท ธิยื่ น คำร้อ งต่ อ คณะกรรมการการเลื อ กตั้ ง ประจำเขตเลื อ กตั้ งได้ ก่ อ นวั น เลื อ กตั้ งไม่ น้ อ ยกว่า สิ บ วั น เพื่ อ ให้ ถ อนชื่ อ ผู้ซึ่งไม่มีสิทธิเลือกตั้งนั้นออกจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เมื่ อ คณะกรรมการการเลื อ กตั้ ง ประจำเขตเลื อ กตั้ ง พิ จารณาแล้ ว เห็ น ว่า สมควรสั่ ง ถอนชื่ อ ผู้ซึ่งไม่มีสิทธิเลือกตั้งออกจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือสมควรยกคำร้อง ก็ให้มีคำสั่งถอนชื่อผู้นั้น หรือยกคำร้อง แล้วแต่กรณี และให้แจ้งคำสั่งให้ผู้นั้นหรือเจ้าบ้านทราบ และให้นำความในมาตรา ๓๗ วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
  43. มาตรา ๓๙ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลใดแม้คำพิพากษา ยังไม่ถึงที่สุดก็ตาม ให้สำนักงานจัดทำทะเบียนผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและบันทึกการถูกเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้งของบุคคลนั้นไว้ และในกรณีที่ได้มีการประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งแล้ว ให้สำนักงานแจ้งให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งถอนชื่อผู้ซ่ึงศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งโดยการขีดชื่อบุคคลนั้น ออกจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พร้อมทั้งหมายเหตุไว้ด้วยว่าถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามคำสั่งศาล กรณีตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงานศาลยุติธรรมแจ้งคำพิพากษาดังกล่าวต่อสำนักงาน เพื่อดำเนินการ แก้ไขบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้สอดคล้องกัน
  44. มาตรา ๔๐ห้ามมิให้ผู้ใดดำเนินการหรือยินยอมให้มีการย้ายบุคคลใดเข้ามาในทะเบียนบ้าน ของตน เพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งโดยมิชอบ กรณี ดั งต่ อ ไปนี้ ให้ สั น นิ ษ ฐานว่า เป็ น การย้า ยบุ ค คลเข้ามาในทะเบี ย นบ้านเพื่ อ ประโยชน์ ใน การเลือกตั้งโดยมิชอบ (๑) การย้ายบุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปซึ่งไม่มีชื่อสกุลเดียวกับเจ้าบ้านเข้ามาในทะเบียนบ้านเพื่อให้ บุคคลดังกล่าวมีสิทธิเลือกตั้งที่จะมีขึ้นภายในสองปีนับแต่วันที่ย้ายเข้ามาในทะเบียนบ้าน (๒) การย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านโดยบุคคลนั้นมิได้อยู่อาศัยจริงโดยไม่มีเหตุอันสมควร (๓) การย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านโดยมิได้รับความยินยอมจากเจ้าบ้าน ความในวรรคสอง (๑) มิให้ใช้บังคับแก่หน่วยงานของรัฐ สถานศึกษา หรือสถานประกอบการ หรือสถานที่อื่นใดที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ที่ย้ายเจ้าหน้าที่ นักศึกษา หรือพนักงานของตน หรือ บุคคลที่คณะกรรมการประกาศกำหนด เข้ามาในทะเบียนบ้านของตน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ที่คณะกรรมการกำหนด
  45. หมวด ๔ ผู้สมัครและการสมัครรับเลือกตั้ง ส่วนที่ ๑ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง
  46. มาตรา ๔๑บุ ค คลผู้ มี คุ ณ สมบั ติ ดั ง ต่ อ ไปนี้ เป็ น ผู้ มี สิ ท ธิ ส มั ค รรั บ เลื อ กตั้ ง เป็ น สมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎร (๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีนับถึงวันเลือกตั้ง (๓) เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคการเมืองเดียวเป็นเวลาติดต่อกัน ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในกรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไปเพราะเหตุยุบสภา ระยะเวลา เก้าสิบวันดังกล่าวให้ลดลงเหลือสามสิบวัน (๔) ผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ด้วย (ก) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง (ข) เป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง (ค) เคยศึ ก ษาในสถานศึ ก ษาที่ ตั้ ง อยู่ ในจั ง หวั ด ที่ ส มั ค รรั บ เลื อ กตั้ ง เป็ น เวลาติ ด ต่ อ กั น ไม่น้อยกว่าห้าปีการศึกษา (ง) เคยรับราชการหรือปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง แล้วแต่กรณี เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปี
  47. มาตรา ๔๒บุ ค คลผู้ มี ลั ก ษณะดั งต่ อ ไปนี้ เป็ น บุ ค คลต้ อ งห้ามมิ ให้ ใช้ สิ ท ธิส มั ค รรับ เลื อ กตั้ ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (๑) ติดยาเสพติดให้โทษ (๒) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต (๓) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ (๔) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช (๕) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ (๖) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ (๗) อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัคร รับเลือกตั้ง (๘) ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล (๙) เคยได้ รั บ โทษจำ คุ ก โดยได้ พ้ น โทษมายั ง ไม่ ถึ ง สิ บ ปี นั บ ถึ ง วั น เลื อ กตั้ ง เว้ น แต่ ในความผิ ด อันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ (๑๐) เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือ ถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ (๑๑) เคยต้ อ งคำ พิ พากษาหรื อ คำ สั่ ง ของศาลอั น ถึ ง ที่ สุ ด ให้ ท รั พ ย์ สิ น ตกเป็ น ของแผ่ น ดิ น เพราะร่ำ รวยผิ ด ปกติ หรื อ เคยต้ อ งคำ พิ พากษาอั น ถึ ง ที่ สุ ด ให้ ล งโทษจำ คุ ก เพราะกระทำความผิ ด ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (๑๒) เคยต้ อ งคำ พิ พากษาอั น ถึ ง ที่ สุ ด ว่า กระทำความผิ ด ต่ อ ตำ แหน่ ง หน้า ที่ ราชการหรื อ ต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การ หรื อ หน่ ว ยงานของรั ฐ หรื อ ความผิ ด เกี่ ย วกั บ ทรั พ ย์ ที่ ก ระทำ โดยทุ จ ริ ต ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิ ด ตามกฎหมายว่า ด้ ว ยการกู้ ยื ม เงิ น ที่ เป็ น การฉ้ อ โกงประชาชน กฎหมายว่า ด้ ว ยยาเสพติ ด ใน ความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือ เจ้าสำนัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน (๑๓) เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง (๑๔) เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำนอกจากข้าราชการการเมือง (๑๕) เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (๑๖) เป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงยังไม่เกินสองปี (๑๗) เป็ น พนั ก งานหรื อ ลู ก จ้า งของหน่ ว ยราชการ หน่ ว ยงานของรั ฐ หรื อ รั ฐ วิ สาหกิ จ หรื อ เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ (๑๘) เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ (๑๙) อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (๒๐) เคยพ้ น จากตำแหน่ งเพราะศาลรั ฐ ธรรมนู ญ วิ นิ จ ฉั ย ว่า มี การเสนอ การแปรญั ต ติ หรื อ การกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่า โดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย (๒๑) เคยพ้ น จากตำแหน่ ง เพราะศาลฎีกาหรื อ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ ดำ รงตำแหน่ ง ทางการเมืองมีคำพิพากษาว่าเป็นผู้มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ หรือกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ส่วนที่ ๒ การสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
  48. มาตรา ๔๓ผู้ ส มั ค รรั บ เลื อ กตั้ ง แบบแบ่ ง เขตเลื อ กตั้ ง ต้ อ งเป็ น ผู้ ซึ่ ง พรรคการเมื อ งที่ ต น เป็นสมาชิกส่งสมัครรับเลือกตั้งและได้รับการสรรหาตามวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง โดยจะสมัครรับเลือกตั้งเกินหนึ่งเขตมิได้ และต้อ งไม่เป็นบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ใน บัญชีรายชื่อผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ
  49. มาตรา ๔๔ให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งประกาศวิธีการหรือสถานที่รับสมัคร ภายในสามวันนับแต่วันที่คณะกรรมการกำหนดวันเลือกตั้ง กรณีมีเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อาจมี การเปลี่ยนวิธีการหรือสถานที่รับสมัครก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด โดยจะกำหนดให้ การรับสมัครของแต่ละเขตเลือกตั้งในจังหวัดเดียวกันกระทำในสถานที่เดียวกันก็ได้
  50. มาตรา ๔๕ในการสมั ค รรับ เลื อ กตั้ งแบบแบ่งเขตเลื อ กตั้ ง ให้ ผู้ ส มั ค รยื่ น สมั ค รรับ เลื อ กตั้ ง ตามที่กำหนดตามมาตรา ๔๔ ภายในระยะเวลาการรับสมัคร โดยมีเอกสารและหลักฐาน ดังต่อไปนี้ (๑) หนั ง สื อ รั บ รองการส่ ง ผู้ ส มั ค รแบบแบ่ ง เขตเลื อ กตั้ ง ของหั ว หน้าพรรคการเมื อ ง ซึ่ ง ต้ อ ง มีคำรับรองด้วยว่าได้ดำเนินการถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองแล้ว ตามแบบที่คณะกรรมการกำหนด (๒) หลักฐานแสดงการเสียภาษี เงิน ได้ บุ คคลธรรมดาเป็ น เวลาติด ต่ อ กั น สามปี นั บ ถึงปี ที่ สมั ค ร รับเลือกตั้งของผู้สมัคร เว้นแต่เป็นผู้ไม่ได้เสียภาษีเงินได้ ให้ทำหนังสือยืนยันการไม่ได้เสียภาษีพร้อมทั้งสาเหตุ แห่งการไม่ได้เสียภาษี (๓) เงินค่าธรรมเนียมการสมัครคนละหนึ่งหมื่นบาท (๔) เอกสารและหลักฐานอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนดเท่าที่จำเป็นต่อการดำเนินการเลือกตั้ง ให้สำนักงานจัดทำข้อมูลหลักฐานตาม (๒) และเปิดเผยให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป
  51. มาตรา ๔๖ให้เป็นหน้าที่ของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่จะต้องตรวจสอบ การสมัครของผู้สมัครว่าได้ส่งเอกสารและหลักฐานตามมาตรา ๔๕ ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ ถ้าเห็นว่า ไม่ถูกต้องครบถ้วนให้คืนเอกสารและหลักฐานทั้งหมดให้ผู้สมัครนั้น ในกรณีที่ผู้สมัครได้ส่งเอกสารและหลักฐานตามมาตรา ๔๕ ถูกต้องครบถ้วนแล้ว ให้ผู้อำนวยการ การเลื อ กตั้งประจำเขตเลื อ กตั้ งออกหลั ก ฐานการรับ สมั ค รรับ เลื อ กตั้งให้ แก่ ผู้ ส มั ค รนั้ น เรีย งตามลำดั บ การยื่นสมัคร และให้ทำสำเนาคู่ฉบับไว้เป็นหลักฐานและให้ประกาศรายชื่อผู้สมัครภายในเจ็ดวันนับแต่ วั น ปิ ด รั บ สมั ค รไว้ โดยเปิ ด เผย ณ ที่ เลื อ กตั้ ง หรื อ บริ เวณใกล้ เคี ย งกั บ ที่ เลื อ กตั้ ง หรื อ สถานที่ อื่ น ที่เห็นสมควร ประกาศตามวรรคสองอย่างน้อยให้มีชื่อตัว ชื่อสกุล และรูปถ่ายของผู้สมัคร พรรคการเมือง ที่สังกัด และหมายเลขประจำตัวผู้สมัครที่จะใช้ในการออกเสียงลงคะแนน
  52. มาตรา ๔๗ในกรณีมีเหตุจำเป็นเฉพาะพื้นที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินการรับสมัครรับเลือกตั้งได้ ตามมาตรา ๔๕ เนื่องจากเกิดจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย เหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอื่น ในเขตเลือกตั้ง ให้ ค ณะกรรมการมีอำนาจประกาศกำหนดวัน รับ สมั ครเพิ่ ม เติ ม โดยอาจกำหนดให้ดำเนิ น การรับ สมั ค ร รับเลือกตั้งในท้องที่อื่นได้ ให้นำความในมาตรา ๑๖ มาใช้บังคับแก่การจัดการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งตามมาตรานี้ด้วย โดยอนุโลม
  53. มาตรา ๔๘ในการสมัครรับเลือกตั้ง ให้ผู้สมัครได้รับหมายเลขประจำตัวผู้สมัครเรียงตามลำดับ เลขที่ของหลักฐานการรับสมัครรับเลือกตั้งที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งออกให้ตามมาตรา ๔๖ ในกรณี ที่มีผู้มาสมัครพร้อมกันหลายคนและไม่อาจตกลงลำดับในการยื่นใบสมัครได้ ให้ใช้วิธี จับสลากระหว่างผู้สมัครที่มาพร้อมกัน เมื่อได้กำหนดหมายเลขประจำตัวผู้สมัครแล้วจะเปลี่ยนแปลงหมายเลขประจำตัวผู้สมัครไม่ได้ ไม่ว่าด้วยประการใด ๆ
  54. มาตรา ๔๙กรณีที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งไม่รับสมัครผู้ใด หรือไม่ประกาศ รายชื่อบุคคลใดเป็นผู้สมัครตามมาตรา ๔๖ ให้บุคคลนั้นมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายในเจ็ดวันนับแต่ วั น ที่ ไม่ รั บ สมั ค รหรื อ วั น ที่ ป ระกาศรายชื่ อ ผู้ ส มั ค ร แล้ ว แต่ ก รณี โดยไม่ ต้ อ งเสี ย ค่า ธรรมเนี ย มศาล ในการดำเนินกระบวนพิจารณา โดยในการพิจารณาและวินิจฉัยของศาลฎีกา ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จ ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสามวัน และเมื่อศาลฎีกามีคำวินิจฉัยเช่นใดแล้ว ให้ศาลแจ้งคำวินิจฉัยไปยัง ผู้ อำ นวยการการเลื อ กตั้ ง ประจำเขตเลื อ กตั้ ง เพื่ อ ดำ เนิ น การตามคำ วิ นิ จ ฉั ย ต่ อ ไปโดยเร็ ว แต่ ทั้ ง นี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติก่อนทราบคำวินิจฉัยของศาล
  55. มาตรา ๕๐เมื่ อ ผู้ อำนวยการการเลื อ กตั้งประจำเขตเลื อ กตั้งได้ อ อกหลั ก ฐานการรับ สมั ค ร รั บ เลื อ กตั้ ง ให้ แก่ ผู้ ส มั ค รตามมาตรา ๔๖ แล้ ว ผู้ ส มั ค รหรื อ พรรคการเมื อ งจะถอนการสมั ค รหรื อ เปลี่ยนแปลงผู้สมัครได้เฉพาะกรณีผู้สมัครตายหรือขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม และต้องกระทำ ก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
  56. มาตรา ๕๑ในกรณี ที่ ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ งหรื อ ผู้ ส มั ค รผู้ใดเห็ น ว่า ผู้ มี ชื่ อ ในประกาศรายชื่ อ ที่ ผู้ อำนวยการการเลื อ กตั้ ง ประจำเขตเลื อ กตั้ ง ได้ ป ระกาศตามมาตรา ๔๖ ไม่ มี สิ ท ธิ ส มั ค รรั บ เลื อ กตั้ ง ให้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ประกาศรายชื่อผู้สมัคร เมื่อคณะกรรมการ มีคำวินิจฉัยเช่นใดแล้ว ให้แจ้งคำวินิจฉัยไปยังผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งเพื่อดำเนินการ ตามคำวินิจฉัยต่อไปโดยเร็ว ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือน ถึงการปฏิบัติก่อนทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ในกรณี ที่ ค ณะกรรมการมี คำ วิ นิ จ ฉั ย ให้ ถ อนการรับ สมั ค รของผู้ ใด ให้ ผู้ นั้ น มี สิ ท ธิ ยื่ น อุ ท ธรณ์ คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อศาลฎีกาได้ภายในสามวันนับแต่วัน ที่ถูกถอนการรับสมัคร และในกรณี ที่ศาลฎีกา ยังมิได้มีคำวินิจฉัยเป็นประการใดก่อนวันเลือกตั้ง ให้การพิจารณาเป็นอันยุติ และให้ดำเนินการเลือกตั้ง ไปตามคำสั่งของคณะกรรมการ
  57. มาตรา ๕๒ก่อนวันเลือกตั้ง หากผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งตรวจสอบแล้ว เห็นว่าผู้สมัครผู้ใดไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัคร รับเลือกตั้ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้ถอนชื่อผู้นั้นออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัคร เมื่อถึงวันเลือกตั้ง ถ้าปรากฏว่าศาลฎีกายังมิได้วินิจฉัย ให้ดำเนินการเลือกตั้งไปตามประกาศรายชื่อ ผู้สมัครที่มีผลอยู่ในวันนั้น
  58. มาตรา ๕๓ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง หากผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง ตรวจสอบแล้วเห็นว่าผู้สมัครผู้ใดไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งและผู้สมัครผู้นั้นได้คะแนนอยู่ในลำดับที่จะได้รับการเลือกตั้ง ให้เสนอเรื่อง ต่อคณะกรรมการเพื่อวินิจฉัย ในกรณี ที่คณะกรรมการวินิจฉัยว่าผู้สมัครผู้นั้นมีเหตุดังกล่าว ให้มีคำสั่ง ยกเลิกการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นและสั่งให้ดำเนินการเลือกตั้งใหม่ ในกรณีนี้มิให้นำคะแนนที่ผู้สมัคร แต่ละคนได้รับไปใช้ในการคำนวณตามมาตรา ๑๒๘ กรณีตามวรรคหนึ่งหากผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามได้คะแนนไม่อยู่ในลำดับที่ จะได้รับการเลือกตั้ง มิให้นำคะแนนที่ผู้สมัครนั้นได้รับไปใช้ในการคำนวณตามมาตรา ๑๒๘ ในกรณีตามวรรคหนึ่ ง หรื อ วรรคสอง หากผู้ ส มั ค รผู้ นั้ น รู้ อ ยู่ แล้ ว ว่า ตนเป็ น ผู้ ไม่ มี สิ ท ธิ ส มั ค ร รับ เลือ กตั้ง ให้ คณะกรรมการสั่ งระงับ สิ ท ธิสมั ครรับ เลือ กตั้งไว้เป็นการชั่วคราว และดำเนิ น การต่ อไป ตามมาตรา ๑๓๘
  59. มาตรา ๕๔กรณี ที่ พ บเหตุ ตามมาตรา ๕๓ ภายหลังประกาศผลการเลื อ กตั้ ง และผู้ นั้ น เป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย ในกรณีตามวรรคหนึ่ง หากผู้สมัครผู้นั้นรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งแล้วปกปิด หรือไม่แจ้งข้อความจริงนั้น ให้ถือว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และ ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น และเมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ ให้นำความ ในมาตรา ๑๓๑ มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม เมื่ อ ศาลรั ฐ ธรรมนู ญ ได้ รั บ เรื่ อ งไว้ พิ จารณาแล้ ว หากปรากฏเหตุ อั น ควรสงสั ย ว่า สมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรผู้ ถู ก ร้ อ งมี ก รณี ตามที่ ถู ก ร้ อ ง ให้ ศาลรั ฐ ธรรมนู ญ มี คำ สั่ ง ให้ ผู้ นั้ น หยุ ด ปฏิ บั ติ ห น้า ที่ จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
  60. มาตรา ๕๕พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร หากประสงค์จะส่งผู้แทนไปประจำอยู่ ณ ที่เลือกตั้ง เพื่ อ สั ง เกตการณ์การออกเสี ย งลงคะแนนและการนั บ คะแนน ให้ ยื่ น หนั ง สื อ แต่ ง ตั้ ง ผู้ แทนของตน ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน ทั้งนี้ ให้แต่งตั้งได้ ที่เลือกตั้งละหนึ่งคน ผู้แทนพรรคการเมื อ งตามวรรคหนึ่ ง ต้ อ งอยู่ในที่ ซึ่ งจัด ไว้ ณ ที่ เลื อ กตั้ งซึ่ งสามารถมองเห็ น การปฏิบัติงานได้ และต้องปฏิบัติตามที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งกำหนด ในกรณีที่มีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนความในวรรคสอง ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง มีคำสั่งให้ผู้แทนพรรคการเมืองนั้ นออกไปจากที่ เลือกตั้ง และให้ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำ หน่วยเลือกตั้งดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่ง การปฏิ บัติงานของผู้แทนพรรคการเมืองให้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ คณะกรรมการ กำหนด ส่วนที่ ๓ การสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ
  61. มาตรา ๕๖พรรคการเมื อ งใดส่ ง ผู้ ส มั ค รแบบแบ่ ง เขตเลื อ กตั้ ง แล้ ว ให้ มี สิ ท ธิ ส่ ง ผู้ ส มั ค ร แบบบัญชีรายชื่อได้พรรคละหนึ่งบัญชี มีจำนวนไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบรายชื่อ ตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (๑) ดำเนิ น การสรรหาผู้ ส มั ค รแบบบั ญ ชี รายชื่ อ ตามวิ ธี การที่ กำหนดไว้ในกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (๒) พรรคการเมืองจะเสนอรายชื่อบุคคลใดต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากบุคคลนั้น และ บุคคลดังกล่าวต้องเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองที่จะเสนอรายชื่อเพียงพรรคเดียว (๓) ให้ จัดทำบั ญ ชีรายชื่อตามแบบที่คณะกรรมการกำหนด โดยจัดเรียงลำดับรายชื่อ ผู้สมัคร ตามลำดับหมายเลข (๔) รายชื่อในบัญชีผู้สมัครของพรรคการเมืองต้องไม่ซ้ำกับพรรคการเมืองอื่น และไม่ซ้ำกับรายชื่อ ผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง การจัดทำบัญชีรายชื่อตามวรรคหนึ่งต้องให้สมาชิกของพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย โดยต้องคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
  62. มาตรา ๕๗การสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ให้พรรคการเมืองยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัคร ที่ พ รรคการเมืองจั ดทำขึ้ น ตามมาตรา ๕๖ ต่ อคณะกรรมการก่ อ นปิ ด การรั บ สมั ครรั บ เลื อ กตั้ งสมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ตามวิธีการและสถานที่ที่คณะกรรมการกำหนด กรณีมีเหตุจำเป็น อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ คณะกรรมการอาจเปลี่ยนวิธีการหรือสถานที่รับสมัครก็ได้ ในการยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครตามวรรคหนึ่ง ต้องยื่นพร้อมเอกสารและหลักฐานดังต่อไปนี้ (๑) หนังสือยินยอมของผู้สมัคร (๒) หนังสือรับรองของพรรคการเมืองว่าได้ดำเนินการถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองแล้ว (๓) หลักฐานแสดงการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเวลาติดต่อกันสามปีนับถึงปีที่สมัครรับ เลือกตั้งของผู้สมัคร เว้นแต่เป็นผู้ไม่ได้เสียภาษีเงินได้ ให้ทำหนังสือยืนยันการไม่ได้เสียภาษีพร้อมทั้งสาเหตุ แห่งการไม่ได้เสียภาษี (๔) เงินค่าธรรมเนียมการสมัครคนละหนึ่งหมื่นบาท (๕) เอกสารและหลักฐานอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนดเท่าที่จำเป็นต่อการดำเนินการเลือกตั้ง ให้สำนักงานจัดทำข้อมูลหลักฐานตาม (๓) และเปิดเผยให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ในกรณีพรรคการเมืองใดยื่นเอกสารและหลักฐานการสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรายใดไม่ถูกต้อง ครบถ้วน ให้คณะกรรมการมีอำนาจไม่รับสมัครรับเลือกตั้งผู้สมัครรายนั้นได้ และให้สำนักงานแจ้งเหตุผล ให้พรรคการเมืองทราบ ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการกำหนด
  63. มาตรา ๕๘เมื่อคณะกรรมการรับสมัครผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคการเมืองใดแล้ว ให้ประกาศรายชื่อผู้สมัครภายในเจ็ดวันนับแต่วันปิดรับสมัครไว้โดยเปิดเผย ณ ที่เลือกตั้ง หรือบริเวณใกล้เคียง กับที่เลือกตั้ง หรือสถานที่อื่นที่เห็นสมควร และให้นำความในมาตรา ๔๖ วรรคสาม และมาตรา ๔๗ มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
  64. มาตรา ๕๙กรณี ที่ ค ณะกรรมการไม่ รับ สมั ค รบุ ค คลใดหรือ ไม่ ประกาศรายชื่อ บุ ค คลใดเป็ น ผู้สมัครตามมาตรา ๕๘ ให้บุคคลนั้นมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ไม่รับสมัครหรือ วันที่ประกาศรายชื่อผู้สมัคร แล้วแต่กรณี และให้นำความในมาตรา ๔๙ มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
  65. มาตรา ๖๐ให้นำความในมาตรา ๕๑ มาใช้บังคับแก่กรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือผู้สมัครผู้ใด เห็ น ว่าผู้ มี ชื่อในบั ญ ชี รายชื่ อที่ ค ณะกรรมการประกาศตามมาตรา ๕๘ ไม่ มี สิท ธิส มั ค รรับ เลื อ กตั้ งด้ วย โดยอนุโลม
  66. มาตรา ๖๑ก่อนวันเลือกตั้ง หากคณะกรรมการเห็นว่าผู้สมัครของพรรคการเมืองใดไม่มีสิทธิ สมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้ยื่นคำร้อง ต่อศาลฎีกาให้ถอนชื่อผู้นั้นออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัคร และให้นำความในมาตรา ๕๒ วรรคสอง มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม ส่วนที่ ๔ ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งและวิธีการหาเสียง
  67. มาตรา ๖๒ให้ ค ณะกรรมการประกาศกำหนดจำ นวนเงิ น ค่า ใช้ จ่า ยของผู้ ส มั ค รแบบ แบ่ ง เขตเลื อ กตั้ ง แต่ ละคน และของพรรคการเมื อ งที่ จะใช้ จ่า ยในการเลื อ กตั้ ง โดยหารื อ กั บ หั ว หน้า พรรคการเมือ ง และให้มีการทบทวนการกำหนดจำนวนเงินดังกล่าวให้สอดคล้องกับความจำเป็นและ สภาวะทางเศรษฐกิจอย่างน้อยทุกสี่ปี ค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองตามวรรคหนึ่งต้องเป็นการหาเสียงของพรรคการเมืองตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่ คณะกรรมการกำหนด โดยจะกำหนดให้ใช้จำนวนสมาชิกของพรรคการเมือ งที่ ส่งสมัค ร รับเลือกตั้งเป็นรายบุคคลมาเป็นฐานในการคำนวณมิได้
  68. มาตรา ๖๓ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมื อ งใช้จ่ายในการเลือกตั้งเกินจำนวนค่าใช้จ่าย ที่กำหนดตามมาตรา ๖๒ ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้รวมถึงบรรดาเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดที่บุคคลใด ๆ จ่ายหรือรับว่าจะจ่ายแทน หรือนำมาให้ใช้โดยไม่คิดค่าตอบแทนเพื่อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง โดยผู้ ส มั ค รหรือพรรคการเมื อ งนั้ น ยิ น ยอมหรือ ไม่ คั ด ค้า น ในกรณี ที่ นำทรัพ ย์ สิ น มาให้ ใช้ ให้ คำนวณ ตามอัตราค่าเช่าหรือค่าตอบแทนตามปกติในท้องที่นั้น ๆ ทั้งนี้ ไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายที่คณะกรรมการจัดให้แก่ ผู้สมัครทุกคนและพรรคการเมืองทุกพรรคอย่างเท่าเทียมกัน
  69. มาตรา ๖๔ในการคำนวณค่าใช้จ่ายของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองสำหรับการเลือกตั้งแต่ละครั้ง ให้คำนวณตามค่าใช้จ่ายที่ใช้จ่ายจริงในการเลือกตั้งในระหว่างระยะเวลาดังต่อไปนี้ (๑) ในกรณีที่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจากการครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร ให้คำนวณ ค่าใช้จ่ายที่ใช้จ่ายไปตั้งแต่หนึ่งร้อยแปดสิบวันก่อนวันที่คณะกรรมการประกาศให้มีการเลือกตั้ง จนถึง วันเลือกตั้ง (๒) ในกรณีที่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจากการยุบสภา หรือการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้คำนวณค่าใช้จ่ายที่ใช้จ่ายไปตั้งแต่วันที่ยุบสภาหรือวันที่ตำแหน่งว่างลง แล้วแต่กรณี จนถึงวันเลือกตั้ง ในกรณี ที่ มี เหตุ อั น สมควรเพื่ อ ประโยชน์ในการดำ เนิ น การหรื อ การจั ด การเลื อ กตั้ ง ให้ เป็ น ไป โดยสุจริตและเที่ยงธรรม คณะกรรมการจะขยายระยะเวลาตามวรรคหนึ่งออกไปก็ได้ ให้ ค ณะกรรมการประกาศประเภทของค่า ใช้ จ่า ยในการเลื อ กตั้ ง ไว้ เป็ น ตั ว อย่า งให้ ผู้ ส มั ค ร พรรคการเมือง และประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ประกาศดังกล่าวให้มีการปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน
  70. มาตรา ๖๕เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามมาตรา ๖๔ แล้ว พรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่ง ในพรรคการเมื อ ง และสมาชิ ก พรรคการเมื อ งซึ่ ง เป็ น สมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรหรื อ ผู้ ดำ รงตำแหน่ ง ทางการเมืองผู้ใด ให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่บุคคล คณะบุคคล หรือนิ ติบุ คคล ให้ถือว่าเป็นการใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งตามมาตรา ๖๓ โดยให้นำไปรวมคำนวณ เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของพรรคการเมืองนั้นในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งต่อไป การกระทำตามวรรคหนึ่ ง ถ้าเป็ น การกระทำของสมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรซึ่ งกระทำภายใน เขตเลือกตั้งของตน ให้ถือว่าเป็นการใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งตามมาตรา ๖๔ โดยให้นำไปรวมคำนวณ เป็นค่าใช้จ่ายของผู้นั้นในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งต่อไป ความในวรรคหนึ่ ง และวรรคสองมิ ให้ ใช้ บั ง คั บ แก่ การให้ตามปกติ ป ระเพณี หรื อ เมื่ อ มี เหตุ อันสมควร ทั้งนี้ ตามจำนวน หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด
  71. มาตรา ๖๖ในกรณี ที่ ค วามปรากฏต่ อ คณะกรรมการว่า มี ผู้ ใดกระทำการตามมาตรา ๖๕ ให้คณะกรรมการสั่งให้เลขาธิการบันทึกไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของพรรคการเมืองหรือของผู้ซึ่ง ดำ รงตำแหน่ ง ตามมาตรา ๖๕ ในการเลื อ กตั้ ง สมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรครั้ ง ต่ อ ไป แล้ ว แจ้ ง ให้ พรรคการเมืองหรือบุคคลดังกล่าวทราบ พรรคการเมืองหรือบุคคลดังกล่าวที่ไม่เห็นด้วยให้มีสิทธิยื่นคัดค้าน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด
  72. มาตรา ๖๗ภายในกำหนดเก้า สิ บ วั น นั บ จากวั น เลื อ กตั้ ง ผู้ ส มั ค รแต่ละคนและหั ว หน้า พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ต้องยื่นบัญชีรายรับและรายจ่ายต่อคณะกรรมการ ตามแบบ ที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ได้จ่ายไปแล้วและที่ยังค้างชำระ รวมทั้งเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริง และผู้สมัครหรือหัวหน้า พรรคการเมือง แล้วแต่กรณี ต้องลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องครบถ้วนของบัญชีรายรับและรายจ่าย ให้คณะกรรมการเปิดเผยรายงานสรุปรายรับและรายจ่ายของผู้สมัครแต่ละคนและพรรคการเมือง แต่ละพรรคโดยประกาศให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ให้ ค ณะกรรมการดำ เนิ น การให้ มี การตรวจสอบรายการค่า ใช้ จ่า ยตามวรรคหนึ่ ง ตามวิ ธี การ ที่คณะกรรมการกำหนด ในกรณีที่ความปรากฏต่อคณะกรรมการหรือมีการคัดค้านว่าผู้สมัครผู้ใดหรือพรรคการเมืองใดใช้จ่าย เกี่ยวกับการเลือกตั้งเกินจำนวนค่าใช้จ่ายที่คณะกรรมการกำหนด หรือปรากฏว่าบัญชีรายรับและรายจ่าย ไม่ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริง ให้คณะกรรมการดำเนินการให้มีการสืบสวนหรือไต่สวนและวินิจฉัย เพื่อดำเนินการต่อไปโดยเร็ว และให้เก็บรักษาบัญชีรายรับและรายจ่าย เอกสารและหลักฐานดังกล่าวไว้ จนกว่าคณะกรรมการจะดำเนินการแล้วเสร็จ
  73. มาตรา ๖๘เพื่อประโยชน์แห่งความเที่ยงธรรมและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ให้คณะกรรมการ กำหนดวิธีการหาเสียงเลือกตั้งให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองต้องปฏิบัติ วิธีการหาเสียงเลือกตั้งดังกล่าว ให้มีผลภายในกำหนดเวลา ดังต่อไปนี้ (๑) ในกรณีที่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจากการครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร ให้กระทำได้ ตั้งแต่หนึ่งร้อยแปดสิบวันก่อนวันครบอายุ จนถึงวันก่อนวันเลือกตั้ง (๒) ในกรณีที่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจากการยุบสภา หรือการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้กระทำได้ตั้งแต่วันที่ยุบสภาหรือวันที่ตำแหน่งว่างลง แล้วแต่กรณี จนถึงวันก่อนวันเลือกตั้ง (๓) ในกรณีมีการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ให้กระทำได้ตั้งแต่วันที่มีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ จนถึงวันก่อนวันเลือกตั้ง (๔) ในกรณี มี การสั่ ง ให้ มี การออกเสี ย งลงคะแนนใหม่ ผู้ ใดจะหาเสี ย งเลื อ กตั้ ง มิ ได้ เว้ น แต่ คณะกรรมการจะมีมติเป็นอย่างอื่นโดยคำนึงถึงความสุจริตและเที่ยงธรรม
  74. มาตรา ๖๙ห้ามผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือผู้ใดโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งทางวิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ เว้นแต่เป็นการดำเนินการตามที่ได้รับการสนับสนุนตามมาตรา ๘๑
  75. มาตรา ๗๐การหาเสียงเลือกตั้งจะกระทำโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด แต่ห้ามมิให้ผู้ใดหาเสียงเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษ แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดนับตั้งแต่เวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา ของวันก่อนวันเลือกตั้งหนึ่งวันจนสิ้นสุด วันเลือกตั้ง ในการกำหนดหลั ก เกณฑ์ วิ ธี การ และเงื่ อ นไขตามวรรคหนึ่ ง ให้ ค ณะกรรมการหารื อ กั บ พรรคการเมือง และผู้ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพสื่อมวลชนทั้งสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และสื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ ด้วย ในกรณีที่ความปรากฏต่อคณะกรรมการว่าผู้ใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง โดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการ หรือฝ่าฝืนเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการมีอำนาจสั่งให้แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือลบข้อมูลภายในเวลาที่คณะกรรมการกำหนด ให้นำค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้งโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรานี้ ไปรวมคำนวณ เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครและพรรคการเมืองด้วย
  76. มาตรา ๗๑การหาเสียงเลือกตั้งด้วยวิธีการอื่นใดนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๙ มาตรา ๗๐ มาตรา ๘๑ และมาตรา ๘๓ คณะกรรมการจะกำหนดให้ต้องทำตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่คณะกรรมการกำหนดก็ได้ โดยคำนึงถึงความเท่าเทียม ความเสมอภาค และความเที่ยงธรรมของผู้สมัคร และพรรคการเมือง
  77. มาตรา ๗๒การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดยมีเจตนาไม่สุจริต มีลักษณะเป็นการชี้นำ หรือมีผลต่อการตัดสินใจในการลงคะแนนเลือกหรือลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครผู้ใดจะกระทำมิได้
  78. มาตรา ๗๓ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนน ไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ (๑) จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใด อันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด (๒) ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดไม่ว่าจะโดยตรงหรือ โดยอ้อมแก่ชุมชน สมาคม มูลนิธิ วัด สถานศึกษา สถานสงเคราะห์ หรือสถาบันอื่นใด (๓) ทำการโฆษณาหาเสียงด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงต่าง ๆ (๔) เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด (๕) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิด ในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ความใน (๓) มิ ให้ ใช้ บั งคั บ แก่ ผู้ ส มั ค รที่ ใช้ ค วามรู้ความสามารถทางศิ ล ปะของตน หาเสี ย ง ให้แก่ตนเองโดยไม่ใช้อุปกรณ์ในการแสดงมหรสพ ความผิ ด ตาม (๑) หรือ (๒) ให้ ถื อ ว่าเป็ น ความผิ ด มู ล ฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้ อ งกั น และปราบปรามการฟอกเงิน และให้คณะกรรมการมีอำนาจส่งเรื่องให้สำนักงานป้องกันและปราบปราม การฟอกเงินดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจได้
  79. มาตรา ๗๔การหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครและพรรคการเมือง ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับแนวทาง ที่กำหนดเป็นนโยบายของพรรคการเมืองตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
  80. มาตรา ๗๕ห้ามมิให้ผู้ใดหรือพรรคการเมืองใดเรียกหรือรับทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใด เพื่อลงสมัครหรือส่งผู้สมัคร หรือไม่ลงสมัครหรือไม่ส่งผู้สมัครอันก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้สมัครอื่นหรือ พรรคการเมืองอื่นในการเลือกตั้ง และทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
  81. มาตรา ๗๖ห้า มมิ ให้ ผู้ ส มั ค รผู้ ใดจั ด ยานพาหนะนำ ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ไปยั ง ที่ เลื อ กตั้ ง หรื อ นำกลับไปจากที่เลือกตั้ง หรือจัดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปหรือกลับเพื่อการออกเสียงลงคะแนน โดยไม่ต้อง เสียค่าโดยสารยานพาหนะหรือค่าจ้างซึ่งต้องเสียตามปกติ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง เพื่อจูงใจหรือควบคุมให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปลงคะแนนเลือก หรือลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด บทบัญญัติในมาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่การที่หน่วยงานของรัฐจัดยานพาหนะเพื่ออำนวยความสะดวก แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการกำหนด
  82. มาตรา ๗๗ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิได้มีสัญชาติไทยเข้ามีส่วนช่วยเหลือในการหาเสียงเลือกตั้ง หรือ กระทำการใด ๆ เพื่ อ ประโยชน์ในการเลื อ กตั้ ง โดยประการที่ เป็ น คุ ณ หรื อ เป็ น โทษแก่ ผู้ ส มั ค รหรื อ พรรคการเมืองใด ทั้งนี้ เว้นแต่การกระทำนั้นเป็นการช่วยราชการหรือเป็นการประกอบอาชีพตามปกติ โดยสุจริตของผู้นั้น
  83. มาตรา ๗๘ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายกระทำการใด ๆ เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง การใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายตามวรรคหนึ่ง มิให้หมายความรวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ ตามปกติที่พึงต้องปฏิบัติในตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น หรือการแนะนำหรือช่วยเหลือในการดำเนินการ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง โดยมิได้เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ แม้ว่า การกระทำจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ในกรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการหรือ กรรมการที่ พ บเห็ น มี อำนาจสั่ งให้ เจ้าหน้าที่ ของรัฐยุติหรือระงับการกระทำใดที่ เห็ น ว่าอาจเป็ น คุ ณ หรือ เป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ในกรณีตามวรรคสาม ให้คณะกรรมการแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีหน้าที่และอำนาจกำกับดูแล เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น สั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีพ ฤติการณ์อันอาจเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือ พรรคการเมืองใดพ้นจากหน้าที่เป็นการชั่วคราว หรือสั่งให้ประจำกระทรวง ทบวง กรม ศาลากลางจังหวัด หรือที่ว่าการอำเภอ ในเขตเลือกตั้งหรือนอกเขตเลือกตั้ง หรือห้ามเข้าเขตเลือกตั้งใดเขตเลือกตั้งหนึ่งได้
  84. มาตรา ๗๙ห้ามมิ ให้ ผู้ ใดทำการโฆษณาหาเสียงเลื อ กตั้ งโดยวิธีการใดไม่ว่าจะเป็ น คุ ณ หรือ เป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง นับตั้งแต่เวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา ของวันก่อนวันเลือกตั้งหนึ่งวัน จนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง
  85. มาตรา ๘๐เพื่อให้การหาเสียงเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ให้คณะกรรมการกำหนด ลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครและพรรคการเมือง ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองจะมีผู้ช่วยหาเสียงก็ได้ แต่ต้องไม่เกินจำนวนที่คณะกรรมการกำหนด และต้องแจ้งให้สำนักงานทราบรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ช่วยหาเสียง หน้าที่และค่าตอบแทนผู้ช่วยหาเสียง ทั้งนี้ ตามรายการและวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
  86. มาตรา ๘๑ให้คณะกรรมการมีหน้าที่สนับสนุนการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครและ พรรคการเมือง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด ในการนี้ คณะกรรมการจะขอให้ หน่วยงานอื่นของรัฐเป็นผู้ดำเนินการสนับสนุนด้วยก็ได้ ในการสนับสนุนการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการอาจจัดเวทีประชัน นโยบายบริหารประเทศสำหรับพรรคการเมืองได้ด้วย
  87. มาตรา ๘๒ให้เป็นหน้าที่ของพนักงานหรือลูกจ้างของสำนักงาน ผู้ตรวจการเลือกตั้ง และ เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ช่วยเหลือการปฏิบัติงานในการเลือกตั้ง ที่ จะต้องตรวจสอบดูแล การดำเนิ น การตามพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรัฐธรรมนู ญ นี้ ในกรณี ที่ พ บเห็ น การกระทำใดมิ ได้ เป็ น ไป ตามมาตรา ๘๐ และมาตรา ๘๑ ต้องรายงานให้คณะกรรมการทราบเพื่ อ ดำเนิ น การตามหน้าที่ และ อำนาจต่อไปโดยทันที พนักงานหรือลูกจ้างของสำนักงาน หรือเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งมีหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ผู้ใดไม่รายงาน ให้คณะกรรมการทราบโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำความผิดทางวินัย และให้คณะกรรมการ ส่งเรื่องให้ผู้มีอำนาจดำเนิ น การทางวินัยดำเนิ น การตามหน้าที่และอำนาจแก่ผู้ นั้ น โดยเร็ว และแจ้งผล ให้คณะกรรมการทราบด้วย ในกรณีที่ผู้ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ตรวจการเลือกตั้ง ให้ถือว่า ละทิ้งหน้าที่หรือไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
  88. มาตรา ๘๓ให้ผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือผู้ใดปิดประกาศหรือติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ได้เฉพาะในสถานที่ที่คณะกรรมการกำหนด และต้องมีขนาดและจำนวนไม่เกินที่คณะกรรมการกำหนด โดยการกำหนดดังกล่าวให้หารือกับพรรคการเมืองด้วย
  89. หมวด ๕ การออกเสียงลงคะแนนและการนับคะแนน ส่วนที่ ๑ การออกเสียงลงคะแนน
  90. มาตรา ๘๔การออกเสียงลงคะแนนให้กระทำได้โดยวิธีการลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้ง คณะกรรมการอาจกำหนดให้มีการออกเสียงลงคะแนนโดยวิธีอื่นก็ได้ หากการออกเสียงลงคะแนน โดยวิธีนั้นสามารถป้องกั นการทุจริตในการเลือกตั้ งได้ อย่างมีประสิ ทธิภาพและสะดวกกว่าการออกเสี ยง ลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้งและมีค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่า และวิธีการนั้นเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ การออกเสียงลงคะแนนตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้ เป็ น ไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการ ที่คณะกรรมการกำหนด ในกรณี ที่ ค ณะกรรมการกำหนดให้ มี การออกเสี ย งลงคะแนนโดยวิ ธี อื่ น ที่ มิ ใช่ การลงคะแนน ด้วยบัตรเลือกตั้ง มิให้นำความในมาตรา ๙๑ มาตรา ๙๓ มาตรา ๙๕ มาตรา ๙๖ มาตรา ๙๘ และ มาตรา ๙๙ มาใช้บังคับ
  91. มาตรา ๘๕หี บ บั ต รเลื อ กตั้ ง และบั ต รเลื อ กตั้ ง ให้ มี ลั ก ษณะตามที่ ค ณะกรรมการกำ หนด ในการกำหนดเกี่ยวกับหีบบัตรเลือกตั้งต้องกำหนดให้สามารถใช้หีบบัตรเลือกตั้งเดิมได้ด้วย
  92. มาตรา ๘๖ในวันเลือกตั้งให้เปิดการออกเสียงลงคะแนนตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกา ถึงเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา
  93. มาตรา ๘๗ก่อนเริ่มเปิดให้มีการออกเสียงลงคะแนน ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง นับจำนวนบัตรเลือกตั้งทั้งหมดของหน่วยเลือกตั้งนั้น และปิดประกาศจำนวนบัตรเลือกตั้งไว้ในที่เปิดเผย และเมื่อถึงเวลาเปิดการลงคะแนน ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเปิดหีบบัตรเลือกตั้งในที่เปิดเผย แสดงให้ ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ งซึ่ ง อยู่ ณ ที่ เลื อ กตั้ ง นั้ น เห็ น ว่าหี บ บั ต รเลื อ กตั้ งเป็ น หี บ เปล่า และให้ ปิ ด หี บ บัตรเลือกตั้งตามวิธีการที่ ค ณะกรรมการกำหนด แล้วให้ ทำการบั น ทึ กการดำเนินการดังกล่าว โดยให้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสองคนซึ่งอยู่ในที่เลือกตั้งในขณะนั้นลงลายมือชื่อในบันทึ กนั้ นด้วย เว้นแต่ ไม่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้ง
  94. มาตรา ๘๘ในระหว่างเวลาเปิ ด การออกเสี ย งลงคะแนน ให้ ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ งซึ่ งประสงค์ จะออกเสียงลงคะแนนนำบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรหรือหลักฐานอื่นใดของทางราชการ หรือ หน่วยงานของรัฐที่มีรูปถ่ายและมีเลขประจำตัวประชาชนของผู้ถือบัตรไปแสดงตนต่อกรรมการประจำ หน่วยเลือกตั้ง แล้วให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งมอบบัตรเลือกตั้งให้แก่ผู้นั้นเพื่อไปออกเสียงลงคะแนน บัตรประจำตัวประชาชนแม้จะหมดอายุแล้วก็ให้สามารถใช้ในการแสดงตนตามวรรคหนึ่งได้ ขั้นตอนและวิธีการตรวจสอบการแสดงตนให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด
  95. มาตรา ๘๙ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งมีชื่ออยู่ในบั ญ ชีรายชื่อ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งของหน่ วยเลื อกตั้งใด ให้ออกเสียงลงคะแนนได้ ณ ที่เลือกตั้งของหน่วยเลือกตั้งนั้น และให้มีสิทธิลงคะแนนได้เพียงแห่งเดียว
  96. มาตรา ๙๐ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยเลือกตั้งอื่นที่อยู่นอก หน่วยเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งเดียวกัน สามารถออกเสียงลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้ง ที่ตนต้องปฏิบัติหน้าที่ โดยให้ประธานกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งบันทึกการลงคะแนนของผู้นั้นไว้ และ แจ้งให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งทราบ ทั้งนี้ ตามวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
  97. มาตรา ๙๑การออกเสียงลงคะแนน ให้ทำเครื่องหมายกากบาทลงในช่องทำเครื่องหมายของ หมายเลขผู้สมัครในบัตรเลือกตั้ง และในกรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งประสงค์จะลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด ให้ทำเครื่องหมายกากบาทลงในช่องทำเครื่องหมาย “ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด”
  98. มาตรา ๙๒เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ ในการออก เสียงลงคะแนน ให้คณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายจัดให้มีการอำนวยความสะดวกสำหรับ การออกเสี ย งลงคะแนนของบุ ค คลดั ง กล่าวไว้ เป็ น พิ เศษ หรื อ จั ด ให้ มี การช่ ว ยเหลื อ ในการออกเสี ย ง ลงคะแนนภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ในการให้ความช่วยเหลือดังกล่าว ต้องให้บุคคลนั้นได้ออกเสียงลงคะแนนด้วยตนเองตามเจตนาของบุคคลนั้น เว้นแต่ลักษณะทางกายภาพ ทำให้คนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุไม่สามารถทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งได้ ให้บุคคลอื่นหรือ กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเป็นผู้กระทำการแทน โดยความยินยอมและเป็นไปตามเจตนาของคนพิการ หรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุนั้น ทั้งนี้ ให้ถือเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ในกรณี ที่ ค ณะกรรมการเห็ น สมควร อาจกำหนดให้ มี การจั ด ที่ เลื อ กตั้ งสำหรั บ คนพิการหรื อ ทุ พ พลภาพ หรื อ ผู้ สู งอายุ เป็ น กรณี พิ เศษ โดยจั ด ให้ บุ ค คลนั้ น ได้ ล งทะเบี ย นเพื่ อ ขอใช้ สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ณ สถานที่ ดั ง กล่า ว และเมื่ อ ได้ ล งทะเบี ย นแล้ ว ให้ ห มดสิ ท ธิ เลื อ กตั้ งในหน่ ว ยเลื อ กตั้ ง ที่ ต นมี ชื่ อ อยู่ ในทะเบียนบ้าน การอำนวยความสะดวกตามวรรคหนึ่ ง การจั ด ที่ เลื อ กตั้ งและการลงทะเบี ย นเพื่ อ ขอใช้ สิ ท ธิ ตามวรรคสอง ให้ เป็ น ไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ คณะกรรมการกำหนด การลงทะเบี ย นดังกล่าว ให้เป็นไปตามวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งต้องคำนึงถึงความสะดวกของผู้ขอลงทะเบียนด้วย
  99. มาตรา ๙๓เมื่ อ ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ทำ เครื่ อ งหมายกากบาทลงในบั ต รเลื อ กตั้ ง แล้ ว ให้ พั บ บัตรเลือกตั้งเพื่อมิให้ผู้อื่นทราบว่าลงคะแนนเลือกผู้สมัครผู้ใดหรือลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด แล้วให้ นำบัตรเลือกตั้งนั้นใส่ลงในหีบบัตรเลือกตั้งด้วยตนเองต่อหน้ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง
  100. มาตรา ๙๔ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน ในหน่วยเลือกตั้งนั้น พยายามออกเสียงลงคะแนนหรือออกเสียงลงคะแนน โดยแสดงบัตรประจำตัวประชาชน หรือหลักฐานอื่นที่มิได้มีไว้สำหรับตนหรือที่ปลอมแปลงขึ้นต่อกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเพื่อออกเสียง ลงคะแนน
  101. มาตรา ๙๕ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดใช้บัตรอื่นที่มิใช่บัตรเลือกตั้งที่ได้รับจากเจ้าพนักงาน ผู้ดำเนินการเลือกตั้งซึ่งมีอำนาจเพื่อออกเสียงลงคะแนน ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดนำบัตรเลือกตั้งออกไปจากที่เลือกตั้ง
  102. มาตรา ๙๖ห้ามมิให้ผู้ใดจงใจทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง
  103. มาตรา ๙๗ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือ กตั้งใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ ใดถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ ตน ได้ลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว
  104. มาตรา ๙๘ห้า มมิ ให้ ผู้ ใดนำ บั ต รเลื อ กตั้ ง ใส่ ในหี บ บั ต รเลื อ กตั้ ง โดยไม่ มี อำ นาจโดยชอบ ด้วยกฎหมาย หรือกระทำการใดในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อแสดงว่ามีผู้มาแสดงตนเพื่อออกเสียง ลงคะแนนโดยผิดไปจากความจริง หรือกระทำการใดอันเป็นเหตุให้มีบัตรเลือกตั้งเพิ่มขึ้นจากความจริง
  105. มาตรา ๙๙ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนำบัตรเลือกตั้งที่ออกเสียงลงคะแนนแล้วแสดงต่อผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นทราบว่าตนได้ลงคะแนนเลือกหรือลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด
  106. มาตรา ๑๐๐ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการใดโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อมิให้ผู้มีสิทธิ เลือกตั้งสามารถใช้สิทธิได้ หรือขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไป ณ ที่เลือกตั้ง หรือมิให้ไปถึง ณ ที่ดังกล่าวภายในกำหนดเวลาที่จะออกเสียงลงคะแนนได้
  107. มาตรา ๑๐๑ห้า มมิ ให้ ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ผู้ ใดเรี ย ก รั บ หรื อ ยอมจะรั บ เงิน ทรั พ ย์ สิ น หรื อ ประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อลงคะแนนหรืองดเว้นไม่ลงคะแนน
  108. มาตรา ๑๐๒ในกรณีที่การออกเสียงลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้งแห่งใด ไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากเกิดจลาจล อุท กภัย อัคคีภัย เหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอย่างอื่น ถ้าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้น ก่อนวันเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งกำหนดที่เลือกตั้งใหม่ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถไปลงคะแนนเลือกตั้งได้โดยสะดวก แต่ถ้าไม่อาจกำหนดที่เลือกตั้งใหม่ได้ ให้ประกาศงดลงคะแนน เลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งนั้น แล้วรายงานต่อคณะกรรมการโดยเร็ว ในกรณีที่เหตุตามวรรคหนึ่งเกิดขึ้นในวันเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง หรือ คณะกรรมการประจำหน่ ว ยเลื อ กตั้งประกาศงดลงคะแนนในหน่วยเลื อ กตั้งนั้ น แล้ วรายงานต่ อ คณะกรรมการโดยเร็ว การดำเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสองให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการ กำหนด เมื่ อ ได้ รับ รายงานตามวรรคหนึ่งหรือ วรรคสองแล้ ว ให้ ค ณะกรรมการพิจารณาและกำ หนด วันลงคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งนั้นหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นเพื่อประโยชน์แห่งความสุจริตและเที่ยงธรรม ในการเลือกตั้งโดยเร็ว
  109. มาตรา ๑๐๓เมื่ อ ถึ งกำหนดเวลาปิ ด การออกเสี ย งลงคะแนนแล้ ว ให้ ค ณะกรรมการประจำ หน่วยเลือกตั้งประกาศปิดการออกเสียงลงคะแนน และงดจ่ายบัตรเลือกตั้ง แล้วให้ทำเครื่องหมายในบัตรเลือกตั้ง ที่เหลืออยู่ให้เป็นบัตรเลือกตั้งที่ใช้ลงคะแนนไม่ได้ แต่ในกรณีที่ยังมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งประสงค์จะออกเสียง ลงคะแนนได้มาปรากฏตัวอยู่ในที่ เลือกตั้งเพื่ อ ใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วก่อนเวลาปิดการออกเสียงลงคะแนน แต่ยังไม่ได้แสดงตนหรือรับบัตรเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งอนุญาตให้บุคคลเหล่านั้น แสดงตนและมอบบั ต รเลื อ กตั้ งเพื่ อ ใช้ สิ ท ธิ เลื อ กตั้ งได้ และเมื่ อ ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ งออกเสี ย งลงคะแนน เสร็จสิ้นแล้ว ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งปิดช่องใส่บัตรเลือกตั้งของหีบบัตรเลือกตั้ง และจัดทำ รายการเกี่ ย วกั บ จำนวนบั ต รเลื อ กตั้ งทั้ งหมด จำ นวนผู้มาแสดงตนและรับ บั ต รเลื อ กตั้ ง และจำนวน บัตรเลือกตั้งที่เหลือ แล้วประกาศให้ประชาชนที่อยู่ ณ ที่เลือกตั้ง ได้ทราบ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และ วิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
  110. มาตรา ๑๐๔ตั้งแต่เวลาที่ ได้เปิ ด และปิ ดหี บ บั ตรเลือกตั้ งที่ ตั้ งไว้เพื่ อ การออกเสียงลงคะแนน หรือ ภายหลั งที่ ได้ ปิ ด หี บ บั ต รเลื อ กตั้ งนั้ น เพื่ อ รัก ษาไว้ เมื่ อ การเลื อ กตั้ งได้ เสร็จ สิ้ น แล้ วห้ามมิ ให้ ผู้ ใดเปิ ด ทำลาย ทำให้เสียหาย ทำให้เปลี่ยนสภาพ หรือทำให้ไร้ประโยชน์ หรือนำไปซึ่งหีบบัตรเลือกตั้ง หรือ บัตรเลือกตั้ง หรือเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งที่คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ได้จัดทำโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่ ๒ การออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง
  111. มาตรา ๑๐๕การจั ด ให้ มี การออกเสี ย งลงคะแนนก่ อ นวั น เลื อ กตั้ ง นอกจากที่ บั ญ ญั ติ ไว้ โดยเฉพาะในส่วนนี้แล้ว ให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
  112. มาตรา ๑๐๖ผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งติดต่อกันเป็นเวลา น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง ให้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในเขตเลือกตั้งที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ติดต่อกันครั้งสุดท้ายเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน บุคคลตามวรรคหนึ่ง หากประสงค์จะใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง ให้ยื่น ขอลงทะเบียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนด และให้นำความในมาตรา ๑๐๗ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
  113. มาตรา ๑๐๗ในการเลื อ กตั้ ง ทั่ ว ไป ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ซึ่ งได้ รั บ คำ สั่ ง จากทางราชการ ให้ ไป ปฏิบัติหน้าที่นอกเขตเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกตั้ง หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งอยู่นอกเขตเลือกตั้งที่ตนมีชื่ออยู่ ในทะเบี ย นบ้า น ประสงค์จะใช้ สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ก่ อ นวั น เลื อ กตั้ ง ในเขตเลื อ กตั้ ง หรื อ นอกเขตเลื อ กตั้ ง แล้ ว แต่ ก รณี ให้ ยื่ น ขอลงทะเบี ย นต่ อ คณะกรรมการการเลื อ กตั้ งประจำเขตเลื อ กตั้งภายในระยะเวลา ที่คณะกรรมการกำหนด การยื่นขอลงทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นการขอใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งในเขตเลือกตั้ง ที่ตนมีสิทธิเลือกตั้ง ให้ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกตั้ง ถ้าเป็น การขอใช้ สิ ท ธิ เลื อ กตั้ งก่ อ นวั น เลื อ กตั้ งนอกเขตเลื อ กตั้ งที่ ต นมี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง จะยื่ น ต่ อ คณะกรรมการ การเลื อ กตั้ งประจำ เขตเลื อ กตั้ งที่ ต นมี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ งหรื อ ที่ ต นประสงค์จะขอใช้ สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ก็ ได้ หรื อ คณะกรรมการจะกำหนดให้ลงทะเบียนผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการ กำหนดก็ได้ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งได้ตรวจสอบการมีสิทธิเลือกตั้งของผู้ขอลงทะเบียน ตามวรรคหนึ่งแล้ว ถ้าเห็นว่าถูกต้อง ให้ทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ประสงค์จะออกเสียงลงคะแนน ก่อนวันเลือกตั้งที่ได้ลงทะเบียนไว้แล้ว และประกาศให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปถึงจำนวนผู้ขอใช้สิทธิ เลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งนั้น และกำหนดที่เลือกตั้งกลางที่ผู้นั้นจะไปใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน และแจ้งให้ คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งที่ผู้นั้นมีชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งทราบ และหมายเหตุสถานที่ ที่ ผู้ นั้ น จะไปใช้ สิ ท ธิเลื อ กตั้งในเอกสารที่ เกี่ ย วข้ อ ง เมื่ อ คณะกรรมการการเลื อ กตั้ งประจำเขตเลื อ กตั้ ง ลงทะเบียนผู้ใดแล้ว ให้ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะใช้สิทธิเลือกตั้ง ณ หน่วยเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิอยู่เดิม สำหรับ การเลือกตั้งครั้งนั้น การขอใช้สิทธิเลือกตั้งตามวรรคหนึ่ง สถานที่และจำนวนที่เลือกตั้งกลาง วันที่กำหนดให้มาใช้ สิ ท ธิ อ อกเสี ย งลงคะแนน การออกเสี ย งลงคะแนน และการนั บ คะแนน การส่ ง บั ต รเลื อ กตั้ ง และ การดำเนินการอื่นที่จำเป็นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด ทั้งนี้ วันที่กำหนด ให้มาใช้สิทธิต้องเป็นวันเดียวกันทุกแห่งและจะกำหนดให้ลงคะแนนเกินหนึ่งวันมิได้ ความในมาตรานี้ ให้ ใช้บังคับ แก่บุคคลที่ มีห ลักฐานแสดงว่าในวันเลือกตั้งตนมีหน้าที่ จะต้องไป ปฏิบัติหน้าที่ ณ ที่อื่นใดนอกเขตเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกตั้ง จนไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้ง ที่ตนมีสิทธิเลือกตั้งได้ด้วยโดยอนุโลม
  114. มาตรา ๑๐๘ผู้ใดลงทะเบียนตามมาตรา ๑๐๗ และได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว แต่มิได้ไปใช้สิทธิ เลือกตั้งในการเลือกตั้งใหม่ ให้ถือว่าการลงทะเบียนนั้นเป็นการแจ้งเหตุอันสมควรและไม่ถูกจำกัดสิทธิ ตามมาตรา ๓๕
  115. มาตรา ๑๐๙ในการเลือกตั้ งทั่ วไปอันมิใช่เป็นการเลือกตั้งใหม่ ผู้มี สิทธิเลือกตั้ งซึ่งมีถิ่น ที่อ ยู่ นอกราชอาณาจักรจะขอลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้งเฉพาะในครั้งนั้น ณ ประเทศที่ตนมีถิ่นที่อยู่ก็ได้ เมื่ อ ได้ ล งทะเบี ย นตามวรรคหนึ่งแล้ ว ให้ ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ใช้ สิ ท ธิ เลื อ กตั้ งได้ตามที่ กำ หนดไว้ ในมาตรา ๑๑๐ และมาตรา ๑๑๑ ให้นำความในมาตรา ๑๐๗ วรรคสี่ และมาตรา ๑๐๘ มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม เว้นแต่ ในส่วนที่เกี่ยวกับวันที่กำหนดให้มาใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน คณะกรรมการจะกำหนดให้แตกต่างกัน ในแต่ละประเทศ ตามที่เห็นสมควรก็ได้
  116. มาตรา ๑๑๐ในกรณี ที่ มี ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ลงทะเบี ย นเพื่ อ ขอใช้ สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ในประเทศใด ให้คณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายจัดให้มีการออกเสียงลงคะแนนในประเทศนั้น โดยอาจ จัดให้มีสถานที่ลงคะแนน หรือให้มีการออกเสียงลงคะแนนทางไปรษณีย์หรือโดยวิธีอื่นใดที่มิใช่เป็นการจัด ให้มีสถานที่ออกเสียงลงคะแนนก็ได้ ทั้งนี้ ให้พิจารณาตามความเหมาะสมของประเทศนั้น และให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด
  117. มาตรา ๑๑๑เมื่อขอใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา ๑๐๙ แล้ว ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้น หมดสิทธิ ออกเสียงลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้งที่ตนมีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งของหน่วยเลือกตั้งนั้น
  118. มาตรา ๑๑๒ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสามวัน ให้คณะกรรมการประกาศให้ประชาชนทราบ เป็นการทั่วไปถึงจำนวนผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรแยกตามประเทศ
  119. มาตรา ๑๑๓ในการออกเสียงลงคะแนนตามส่วนนี้ เมื่อได้ดำเนินการลงคะแนนเสร็จสิ้นแล้ว คณะกรรมการอาจจัดให้มีการดำเนินการล่วงหน้าเพื่อนำบัตรเลือกตั้งมานับรวมในวันเลือกตั้งได้ เว้นแต่ มีเหตุจำเป็นเฉพาะท้องที่ คณะกรรมการจะกำหนดเป็นอย่างอื่นก็ได้ ในการออกเสียงลงคะแนนนอกราชอาณาจักร คณะกรรมการโดยความเห็นชอบของกระทรวง การต่างประเทศจะกำหนดให้มีการนับคะแนนนอกราชอาณาจักรก็ได้ หากจะเป็นการสะดวก รวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการ กำหนด
  120. มาตรา ๑๑๔ในกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งหรือ การออกเสี ย งลงคะแนนนอกราชอาณาจั ก รที่ ใด มิ ได้ เป็ น ไปโดยสุ จ ริ ต หรื อ เที่ ย งธรรม หรื อ มี การส่ ง บั ต รเลื อ กตั้ งมาถึ งสถานที่ นั บ คะแนนของเขตเลื อ กตั้ งใดหลั งจากเริ่ม นั บ คะแนนแล้ ว หรือ หี บ ห่ อ ที่ ส่ ง บัตรเลือกตั้งมีลักษณะถูกเปิดมาก่อน โดยมีเหตุอันสมควรเชื่อได้ว่าเกิดจากการกระทำที่ไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือมีบัตรเลือกตั้งจากที่ใดสูญหาย ให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งมิให้นับคะแนนนั้นโดยให้ถือว่าเป็นบัตรเสีย ในกรณี ที่ มี การนั บ คะแนนนอกราชอาณาจั ก ร ถ้า มี ห ลั ก ฐานอั น ควรเชื่ อ ได้ ว่า การออกเสี ย ง ลงคะแนนที่ ใดมิได้ เป็ น ไปโดยสุจริตหรือ เที่ ยงธรรม ให้ ถื อ ว่าการนั บ คะแนนนั้ น เป็ น โมฆะและให้ ถือ ว่า บัตรเหล่านั้นเป็นบัตรเสีย
  121. มาตรา ๑๑๕กรณีมีเหตุจำเป็นเฉพาะพื้นที่ตามมาตรา ๔๗ ให้คณะกรรมการมีอำนาจประกาศ กำ หนดวั น ลงคะแนนเลื อ กตั้ งก่ อ นวั น เลื อ กตั้ ง ตามมาตรา ๑๐๖ มาตรา ๑๐๗ และมาตรา ๑๑๐ เฉพาะในเขตเลื อ กตั้งนั้ น ใหม่ ในกรณีการเลื อ กตั้งตามมาตรา ๑๑๐ คณะกรรมการอาจมอบหมาย ให้บุคคลใดมีอำนาจประกาศกำหนดวันลงคะแนนเลือกตั้งใหม่แทนก็ได้ ในกรณีมีเหตุตามวรรคหนึ่งสองครั้งติดต่อกัน ให้คณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมาย สั่ ง งดการออกเสี ย งลงคะแนนสำ หรั บ การออกเสี ย งลงคะแนนก่ อ นวั น เลื อ กตั้ ง ในเขตเลื อ กตั้ ง หรื อ นอกเขตเลื อ กตั้ ง หรือการออกเสี ย งลงคะแนนนอกราชอาณาจั ก รในเขตเลื อ กตั้ งนั้ น ในกรณี เช่ น นั้ น ถ้า ผู้ ล งทะเบี ย นมิ ได้ ไปใช้ สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ให้ ถื อ ว่า การลงทะเบี ย นนั้ น เป็ น การแจ้ ง เหตุ อั น สมควรและ ไม่ถูกจำกัดสิทธิตามมาตรา ๓๕ ส่วนที่ ๓ การนับคะแนนและการรวมคะแนน
  122. มาตรา ๑๑๖เมื่อได้ดำเนินการตามมาตรา ๑๐๓ แล้ว ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง เปิดหีบบัตรเลือกตั้งต่อหน้าประชาชนที่อยู่ ณ ที่เลือกตั้ง แล้วดำเนินการนับคะแนน
  123. มาตรา ๑๑๗ภายใต้บังคับมาตรา ๑๒๑ การนับคะแนนให้กระทำ ณ ที่เลือกตั้งโดยเปิดเผย ติดต่อกันจนเสร็จสิ้น และห้ามมิให้เลื่อนหรือประวิงการนับคะแนน การนับคะแนนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนดซึ่งต้องกำหนดให้มี การนับคะแนนที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทำเครื่องหมายในช่องทำเครื่องหมาย “ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด” ด้วย
  124. มาตรา ๑๑๘ในการนับคะแนนหากปรากฏว่ามีบัตรเสีย ให้แยกบัตรเสียออกไว้ต่างหากและ ห้ามมิให้นับบัตรเสียเป็นคะแนนไม่ว่ากรณีใด บัตรเลือกตั้งดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นบัตรเสีย (๑) บัตรปลอม (๒) บั ต รที่ มี การทำเครื่องหมายเพื่ อ เป็ น ที่ สั งเกตหรือ เขี ย นข้ อ ความใด ๆ ลงในบั ต รเลื อ กตั้ ง นอกจากเครื่องหมายในการลงคะแนน เว้น แต่ เป็ นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้าพนั ก งาน ผู้ดำเนินการเลือกตั้ง (๓) บัตรที่มิได้ทำเครื่องหมายลงคะแนน (๔) บัตรที่ทำเครื่องหมายลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครเกินจำนวนหนึ่งคน (๕) บัตรที่ไม่อาจทราบได้ว่าลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครใด เว้นแต่เป็นการลงคะแนน “ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด” (๖) บัตรที่ได้ทำเครื่องหมายลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร แล้วทำเครื่องหมายในช่องทำเครื่องหมาย “ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด” (๗) บัตรที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้กำหนดให้เป็นบัตรเสีย (๘) บัตรที่มีลักษณะตามที่คณะกรรมการกำหนดว่าเป็นบัตรเสีย ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งสลักหลังในบัตรตามมาตรานี้ว่า “เสีย” พร้อมทั้งระบุ เหตุผลว่าเป็นบัตรเสียตามความในอนุมาตราใด และลงลายมือ ชื่อ กำกับไว้ไม่น้อยกว่าสองคน เว้นแต่ เป็นกรณีตาม (๗) ให้จัดทำบันทึกเหตุแห่งการเป็นบัตรเสียไว้เป็นหลักฐานแทนการสลักหลัง
  125. มาตรา ๑๑๙ห้ามมิให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งจงใจนับบัตรเลือกตั้งหรือคะแนนให้ผิดไป จากความจริงหรือ รวมคะแนนให้ ผิ ด ไป หรือกระทำด้ ว ยประการใดโดยมิ ได้ มี อำนาจกระทำโดยชอบ ด้วยกฎหมายให้บัตรเลือกตั้งชำรุดหรือเสียหายหรือให้เป็นบัตรเสีย หรือกระทำการด้วยประการใดแก่ บัตรเสียเพื่อให้เป็นบัตรที่ใช้ได้ หรืออ่านบัตรเลือกตั้งให้ผิดไปจากความจริง หรือทำรายงานการเลือกตั้ง ไม่ตรงความเป็นจริง
  126. มาตรา ๑๒๐เมื่ อ การนั บ คะแนน ณ ที่ เลื อ กตั้ ง เสร็ จ สิ้ น แล้ ว ให้ ค ณะกรรมการประจำ หน่วยเลือกตั้งประกาศผลการนับคะแนนของหน่วยเลือกตั้งนั้น จำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ และจำนวนบัตรเลือกตั้ง ที่ เหลื อ จากการออกเสี ย งลงคะแนน ทั้ ง นี้ ให้ ก ระทำโดยเปิ ด เผย และรายงานผลการนั บ คะแนน ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งโดยเร็ว เพื่ อประโยชน์แก่การแจ้งข้อมูลการเลือกตั้งต่อประชาชนให้เกิดความรวดเร็ว คณะกรรมการ อาจดำเนินการให้มีการรายงานผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการได้ การประกาศผลการนับคะแนน การรายงานผลการนับคะแนน และการรายงานผลการนับคะแนน อย่างไม่เป็นทางการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
  127. มาตรา ๑๒๑ถ้าการนับคะแนน ณ ที่เลือกตั้งใดไม่สามารถกระทำได้หรือไม่สามารถนับคะแนน ได้จนเสร็จสิ้น อันเนื่องจากเกิดจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย เหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอย่างอื่น หรือ ด้วยความจำเป็นตามสภาพที่อาจมีผลต่อความปลอดภัย ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งประกาศ งดการนับคะแนนสำหรับหน่วยเลือกตั้งนั้น แล้วรายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง เพื่อกำหนดวัน เวลา และสถานที่นับคะแนนต่อไปโดยเร็ว และรายงานผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด และคณะกรรมการทราบโดยเร็ว ในกรณีมีเหตุอันสมควรคณะกรรมการจะเปลี่ยนแปลงกำหนดวัน เวลา และสถานที่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งกำหนดไว้ก็ได้ เมื่ อ คณะกรรมการการเลื อ กตั้ ง ประจำเขตเลื อ กตั้ ง ได้ รั บ รายงานตามวรรคหนึ่ ง แล้ ว พบว่า มีบัตรเลือกตั้งที่ได้มีการออกเสียงลงคะแนนแล้วชำรุดหรือสูญหาย ให้รายงานคณะกรรมการเพื่อพิจารณา สั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งนั้น การเก็บรักษาบัตรเลือกตั้ง หีบบัตรเลือกตั้ง และเอกสารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง รวมทั้งวิธีการ นับคะแนนใหม่ ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด
  128. มาตรา ๑๒๒ในกรณีที่ผลการนับคะแนนปรากฏว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ตรงกับจำนวน บั ต รเลื อ กตั้ ง ที่ ใช้ อ อกเสี ย งลงคะแนน ให้ ค ณะกรรมการประจำ หน่ ว ยเลื อ กตั้ ง ดำ เนิ น การตรวจสอบ ความถู ก ต้ อ ง หากยั ง ไม่ ต รงกั น อี ก ให้ รายงานพร้ อ มเหตุ ผ ลต่ อ คณะกรรมการเพื่ อ พิ จารณาสั่ ง ให้ มี การนับคะแนนใหม่หรือสั่งให้ออกเสียงลงคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งนั้น พร้อมทั้งแจ้งให้คณะกรรมการ การเลื อ กตั้ ง ประจำ เขตเลื อ กตั้ ง ทราบ และนำ ส่ ง หี บ บั ต รเลื อ กตั้ ง พร้ อ มวั ส ดุ อุ ป กรณ์การเลื อ กตั้ ง แก่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง มอบหมาย
  129. มาตรา ๑๒๓เมื่ อ รวบรวมผลการนั บ คะแนนทุ ก หน่ ว ยเลื อ กตั้ ง ในเขตเลื อ กตั้ ง นั้ น รวมทั้ ง คะแนนที่ ได้ จากการออกเสี ย งลงคะแนนก่ อ นวั น เลื อ กตั้งและคะแนนที่ ได้ จากการลงคะแนนเลื อ กตั้ ง นอกราชอาณาจั ก รแล้ ว ให้ ค ณะกรรมการการเลื อ กตั้ งประจำเขตเลื อ กตั้ งประกาศผลการนั บ คะแนน ผู้ ส มั ค รแบบแบ่ งเขตเลื อ กตั้ ง และคะแนนที่ ไม่ เลื อ กผู้ ส มั ค รผู้ ใด แล้ ว รายงานผลการนั บ คะแนนต่ อ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดและคณะกรรมการโดยเร็ว
  130. มาตรา ๑๒๔เมื่ อ คณะกรรมการได้ รั บ รายงานผลการนั บ คะแนนแล้ ว ถ้า ปรากฏหลั ก ฐาน อันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือการนับคะแนน เป็ นไปโดยไม่ถูกต้อง คณะกรรมการจะงดการประกาศผลการเลือกตั้งและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือ นับคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งใดหน่วยเลือกตั้งหนึ่งหรือทุกหน่วยเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นก็ได้
  131. หมวด ๖ การประกาศผลการเลือกตั้ง
  132. มาตรา ๑๒๕ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ผู้สมัครซึ่งได้รับ คะแนนสูงสุดและมีคะแนนสูงกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใดเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ในกรณีที่มีผู้ได้รับคะแนน สูงสุดเท่ากันหลายคน ให้ ใช้วิธีการจับสลาก ซึ่งต้องกระทำต่อหน้าคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำ เขตเลือกตั้ง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
  133. มาตรา ๑๒๖เขตเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สมัครรายใดได้รับคะแนนเสียงมากกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใด เป็ น สมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรในเขตเลื อ กตั้ งนั้ น ให้ ค ณะกรรมการจั ด ให้ มี การเลื อ กตั้งใหม่ และมิ ให้ นำคะแนนของผู้ สมั ครแต่ละคนที่ ได้ รั บจากการเลือกตั้ งครั้ งก่ อ นไปใช้ ในการคำนวณหาจำนวนสมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ในกรณีเช่นนี้ ให้คณะกรรมการดำเนินการให้มีการรับสมัครผู้สมัครใหม่ โดยผู้สมัครเดิมทุกรายไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งที่จะจัดขึ้นใหม่นั้น ในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามวรรคหนึ่ง ให้นำความในมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับด้วย โดยอนุโลม
  134. มาตรา ๑๒๗ในการเลื อ กตั้ ง ทั่ ว ไป ให้ ค ณะกรรมการประกาศผลการเลื อ กตั้ ง สมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งได้เมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผลการเลือกตั้ง เป็ น ไปโดยสุ จ ริ ต และเที่ ย งธรรม และมี จำ นวนไม่ น้ อ ยกว่า ร้ อ ยละเก้า สิ บ ห้า ของเขตเลื อ กตั้ ง ทั้ งหมด ซึ่งคณะกรรมการต้องตรวจสอบเบื้องต้นและประกาศผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ต้องไม่ช้ากว่า หกสิบวันนับแต่วันเลือกตั้ง ในการตรวจสอบเบื้องต้นตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการต้องรับฟังรายงานของผู้ตรวจการเลือกตั้ง และข้อมูลข่าวสารที่ได้รับจากแหล่งต่าง ๆ มาประกอบการพิจารณาด้วย ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่การประกาศผลการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างด้วยโดยอนุโลม ในกรณี ที่ มีการเลือกตั้งใหม่ กำหนดเวลาการประกาศผลการเลือกตั้งตามวรรคหนึ่ง ให้ เริ่มนั บ ตั้งแต่วันที่มีการเลือกตั้งใหม่
  135. มาตรา ๑๒๘ในกรณี ที่ มี การประกาศผลการเลือกตั้ งครบทุ กเขตเลื อกตั้ งแล้ ว การคำนวณหา จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ จะพึงได้รับ ให้คำนวณตามวิธีการดังต่อไปนี้ โดยในกรณีที่มีเศษให้ใช้ทศนิยมสี่ตำแหน่ง (๑) นำคะแนนรวมทั้ งประเทศที่ พ รรคการเมื อ งทุ ก พรรคที่ ส่ งผู้ ส มั ค รแบบบั ญ ชี รายชื่ อ ได้ รั บ จากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งหารด้วยห้าร้อยอันเป็นจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎร (๒) นำผลลัพธ์ตาม (๑) ไปหารจำนวนคะแนนรวมทั้งประเทศของพรรคการเมืองแต่ละพรรค ที่ได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งทุกเขต จำนวนที่ได้รับให้ถือเป็นจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้เบื้องต้น และเมื่อได้คำนวณตาม (๕) (๖) หรือ (๗) ถ้ามีแล้ว จึงให้ถือว่า เป็นจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ (๓) นำจำนวนสมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรที่ พ รรคการเมื อ งจะพึ งมี ได้ ตาม (๒) ลบด้วยจำนวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้งหมดที่พรรคการเมืองนั้นได้รับเลือกตั้งในทุกเขตเลือกตั้ง ผลลัพธ์คือจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นจะได้รับเบื้องต้น (๔) ภายใต้บังคับ (๕) ให้จัดสรรจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมือง จะได้รับให้ครบหนึ่งร้อยห้าสิบคน โดยจัดสรรให้พรรคการเมืองตามผลลัพธ์ตาม (๓) เป็นจำนวนเต็มก่อน หากยังไม่ครบจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน ให้พรรคการเมืองที่มีเศษจากการคำนวณมากที่สุดได้รับการจัดสรร จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อเพิ่มอีกหนึ่งคนตามลำดับจนครบจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน ในกรณีมีเศษเท่ากัน ให้ดำเนินการตาม (๖) (๕) ถ้าพรรคการเมืองใดมี ผู้ได้ รับ เลื อ กตั้งเป็ น สมาชิ กสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ ง เท่ากับหรือสูงกว่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตาม (๒) ให้พรรคการเมืองนั้น มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามจำนวนที่ได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และไม่มีสิทธิได้รับ การจั ด สรรสมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรแบบบั ญ ชี รายชื่ อ และให้นำจำนวนสมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ต่ำกว่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตาม (๒) ตามอัตราส่วน แต่ต้อง ไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดดังกล่าวมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินจำนวนที่จะพึงมีได้ตาม (๒) (๖) ในการจัดสรรตาม (๕) แล้วปรากฏว่ายังจัดสรรจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ไม่ ครบหนึ่ งร้ อยห้าสิ บคน ให้ พรรคการเมืองที่ มี เศษจากการคำนวณมากที่ สุ ดได้ รั บการจัดสรรจำนวนสมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อเพิ่มอีกหนึ่งคนตามลำดับจนครบจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน กรณีที่เศษที่เหลือ ของแต่ละพรรคการเมืองเท่ากันจนทำให้ไม่สามารถจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อได้ครบจำนวน หนึ่งร้อยห้าสิบคน ให้นำค่าเฉลี่ยคะแนนของแต่ละพรรคการเมืองต่อจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ พึ งมี ห นึ่ งคนมาพิจารณา โดยหากพรรคการเมื อ งใดมีค่าเฉลี่ยคะแนนของพรรคการเมื อ งต่ อ จำนวน สมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรที่ พึ งมี ห นึ่ งคนมากกว่าพรรคการเมื อ งอื่ น ให้ พ รรคการเมื อ งนั้ น มี สิ ท ธิได้ รั บ การจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อเพิ่มอีกหนึ่งคน และหากยังมีจำนวนค่าเฉลี่ยดังกล่าว เท่ากันอีก ให้ใช้วิธีจับสลาก (๗) ในกรณี ที่ เมื่ อ คำ นวณตาม (๕) แล้ ว ปรากฏว่าพรรคการเมื อ งทุ ก พรรคได้ รั บ จำ นวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อรวมกันแล้วเกินหนึ่งร้อยห้าสิบคน ให้ดำเนินการคำนวณปรับ จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อใหม่โดยคำนวณตามอัตราส่วนที่ทุกพรรคจะได้รับการจัดสรร จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อซึ่งเมื่อรวมแล้วไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบคน โดยให้นำจำนวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองจะได้รับคูณด้วยหนึ่งร้อยห้าสิบ หารด้วย ผลบวกของหนึ่งร้อยห้าสิบกับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่เกินจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบ และให้นำ (๔) มาใช้ในการคำนวณด้วยโดยอนุโลม (๘) เมื่ อ ได้ จำนวนผู้ ได้ รับ เลื อ กตั้ งแบบบั ญ ชี รายชื่ อ ของแต่ละพรรคการเมื อ งแล้ ว ให้ ผู้ ส มั ค ร ตามลำดั บ หมายเลขในบั ญ ชี รายชื่ อ สมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรแบบบั ญ ชี รายชื่ อ ของพรรคการเมื อ งนั้ น เป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในกรณี ที่ ผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตายภายหลังวันปิดรับสมัครรับเลือกตั้งแต่ก่อนเวลาปิ ด การลงคะแนนในวันเลือกตั้ง ให้นำคะแนนที่มีผู้ลงคะแนนให้ มาคำนวณตาม (๑) และ (๒) ด้วย ทั้งนี้ การดำเนินการตาม (๑) ถึง (๘) ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด
  136. มาตรา ๑๒๙ในกรณีที่มีการประกาศผลการเลือกตั้งยังไม่ครบทุกเขต แต่มีจำนวนถึงร้อยละ เก้าสิบห้าของเขตเลือกตั้งทั้งหมดแล้ว ให้ดำเนินการคำนวณหาจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ที่จะจัดสรรให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ โดยวิธีการดังต่อไปนี้ (๑) นำจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่จะประกาศผลการเลือกตั้งหารด้วย สามร้อยห้าสิบอันเป็นจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้งหมด (๒) นำผลลัพธ์ตาม (๑) คูณ ด้วยห้าร้อยอันเป็นจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎร ผลลัพธ์ที่ได้คือจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะประกาศผลทั้งหมด โดยให้ถือเอาเฉพาะจำนวนเต็ม (๓) นำผลลัพธ์ตาม (๒) มาหักออกด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่จะประกาศผลการเลือกตั้ง ผลลัพธ์ที่ได้คือจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่จะจัดสรร ให้พรรคการเมือง เมื่ อ ได้ ผ ลลั พ ธ์ ตามวรรคหนึ่ ง แล้ ว ให้ นำ มาคำนวณตามวิ ธี การที่ กำ หนดไว้ในมาตรา ๑๒๘ เพื่อจัดสรรจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อให้แต่ละพรรคการเมือง เว้นแต่เป็นกรณี ตามมาตรา ๑๒๘ (๗) จำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบ ให้เปลี่ยนเป็นจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อที่จะจัดสรรตามวรรคหนึ่ง เมื่ อ มี การประกาศผลการเลื อ กตั้ งเพิ่ ม ขึ้ น ให้ ดำ เนิ น การคำนวณตามวิ ธี ตามวรรคหนึ่งและ วรรคสองใหม่ และจั ด สรรจำนวนสมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรแบบบั ญ ชี รายชื่ อ ให้ ถู ก ต้ อ งตรงตามผล การคำนวณนั้นทุกครั้งที่มีการประกาศผลการเลือกตั้งเพิ่มขึ้น เว้นแต่จะพ้นเวลาหนึ่งปีนับแต่วันเลือกตั้ง ทั่วไป ในกรณีที่การคำนวณใหม่ตามมาตรานี้ทำให้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคการเมืองใดลดลง ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นในลำดับท้าย ตามลำดับพ้นจากตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองผู้ใดต้องพ้นจากตำแหน่งตามวรรคสี่ ให้ถือว่าผู้นั้นยังคงเป็นผู้สมัครตามลำดับหมายเลขเดิมในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น
  137. มาตรา ๑๓๐ในการเลือกตั้งทั่วไป ถ้าต้องมีการเลือกตั้งใหม่ในบางเขตหรือบางหน่วยเลือกตั้ง ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง หรือการเลือกตั้งยังไม่แล้วเสร็จ มิให้นำผลคะแนนของการเลือกตั้งแบบ แบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่เป็นเหตุดังกล่าวมาคำนวณเพื่อหาจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละ พรรคการเมืองพึงมี และจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองพึงได้รับ ความในวรรคหนึ่งให้นำมาใช้บังคับแก่กรณีที่ผู้สมัครถูกระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราว ตามมาตรา ๑๓๒ ด้วยโดยอนุโลม
  138. มาตรา ๑๓๑ภายในหนึ่งปีหลังจากวันเลือกตั้งอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ถ้าต้องมีการเลือกตั้ง แบบแบ่ งเขตเลื อ กตั้ งใดขึ้ น ใหม่ เพราะเหตุ ที่ การเลื อ กตั้ งในเขตเลื อ กตั้ งนั้ น มิ ได้ เป็ น ไปโดยสุ จ ริ ต และ เที่ยงธรรม ให้คำนวณจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อใหม่ โดยมิให้นำคะแนนที่ได้รับ จากการเลือกตั้งที่เป็นเหตุให้มีการเลือกตั้งใหม่มารวมคำนวณด้วย และให้นำวิธีการคำนวณตามมาตรา ๑๒๙ และมาตรา ๑๓๐ มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม ภายในหนึ่งปีหลังจากวันเลือกตั้งอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป หากปรากฏว่าผู้สมัครผู้ใดกระทำการ อันถือว่าเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง และผู้นั้นไม่ได้รับการเลือกตั้ง หากมีการนำคะแนนที่ผู้สมัครผู้นั้น ได้รับไปรวมคำนวณเพื่อจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อให้พรรคการเมืองที่ผู้นั้นสังกัดไปแล้ว ให้ดำเนินการคำนวณเพื่อหาจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองใหม่ โดยมิให้นำคะแนนที่ผู้สมัครดังกล่าวได้รับไปรวมคำนวณด้วย และให้นำความในมาตรา ๑๒๙ วรรคสี่และ วรรคห้า มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่างไม่ว่าด้วยเหตุใดภายหลังพ้นเวลาหนึ่งปี นับแต่วันเลือกตั้งทั่วไป มิให้มีผลกระทบกับการคำนวณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละพรรคการเมือง จะพึงมีตามมาตรา ๑๒๘ ให้ นำความในวรรคสามมาใช้ บั งคั บ แก่ กรณี ที่ มี การเลื อ กตั้ งแทนตำแหน่ งที่ ว่างด้ ว ยเหตุ อื่ น ใด นอกจากเหตุตามวรรคหนึ่งก่อนพ้นเวลาหนึ่งปีนับแต่วันเลือกตั้งทั่วไปด้วยโดยอนุโลม
  139. หมวด ๗ การดำเนินการกรณีการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
  140. มาตรา ๑๓๒ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง ถ้าคณะกรรมการสืบสวนหรือไต่สวนแล้วเห็นว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครผู้ใดกระทำการอันเป็นเหตุให้การเลือกตั้งนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือ เที่ ยงธรรม หรือมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำ สนับสนุน หรือ รู้เห็นเป็นใจ ให้บุคคลอื่นกระทำการดังกล่าว หรือรู้ว่ามีการกระทำดังกล่าวแล้วไม่ดำเนินการเพื่อระงับการกระทำนั้น ให้คณะกรรมการสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครที่กระทำการเช่นนั้นทุกรายไว้เป็นการชั่วคราว เป็นระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่คณะกรรมการมีคำสั่ง และในกรณีที่ผู้นั้นได้คะแนนอยู่ในลำดับที่ จะได้รับการเลือกตั้ง ให้สั่งยกเลิกการเลือกตั้งและให้มีการเลือกตั้งใหม่ คำสั่งของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นที่สุด ถ้าการกระทำของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมือง หรือคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลยหรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมให้คณะกรรมการดำเนินการเสนอคำร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นด้วย ในกรณีที่ปรากฏต่อคณะกรรมการว่ามีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนความในวรรคหนึ่ง ไม่ว่าเป็น การกระทำของผู้ ใด ถ้าเห็ น ว่าผู้ส มั ครผู้ใดหรือพรรคการเมื อ งใดจะได้รับประโยชน์จากการกระทำนั้ น คณะกรรมการมีอำนาจสั่งให้ผู้สมัครผู้นั้นหรือพรรคการเมืองนั้นระงับหรือดำเนินการใดเพื่อแก้ไขความไม่สุจริต หรื อ เที่ ย งธรรมนั้ น ภายในเวลาที่ กำ หนด ในกรณี ที่ ผู้ ส มั ค รผู้ นั้ น หรื อ พรรคการเมื อ งนั้ น ไม่ ดำ เนิ น การ ตามคำสั่งของคณะกรรมการโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สันนิษฐานว่าผู้สมัครผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทำนั้น หรือพรรคการเมืองนั้ น มีส่วนรู้เห็นในการกระทำนั้ น เว้นแต่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองนั้น พิ สูจน์ได้ ว่า ไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำดังกล่าว เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ ใดแล้ ว ให้ คณะกรรมการพิจารณาดำเนินการให้ มี การดำเนินคดี อาญาแก่ ผู้ สมั ค รหรือคณะกรรมการ บริหารพรรคการเมืองผู้นั้นด้วย ในการนี้ ให้ถือว่าคณะกรรมการเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ในกรณี ที่ มี คำ สั่ ง ระงั บ สิ ท ธิ ส มั ค รรั บ เลื อ กตั้ ง ตามมาตรานี้ ภายหลั ง วั น ลงคะแนนเลื อ กตั้ ง แต่ก่อนวันประกาศผลการเลือกตั้ง และผู้สมัครที่ถูกระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้สมัครในการเลือกตั้ง แบบแบ่ ง เขตเลื อ กตั้ ง ที่ ได้ คะแนนเลื อ กตั้ ง ในลำ ดั บ ซึ่ ง จะเป็ น ผู้ ได้ รั บ เลื อ กตั้ ง ในเขตเลื อ กตั้ ง นั้ น ให้คณะกรรมการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้ได้ผู้ได้รับเลือกตั้งครบจำนวนที่จะพึงมีในเขตเลือกตั้งนั้น ผู้ ตรวจการเลือกตั้ งหรื อเจ้าพนักงานผู้ ดำเนิ นการเลื อกตั้ งผู้ ใดพบเห็นการกระทำตามวรรคหนึ่ ง มีหน้าที่รายงานให้คณะกรรมการหรือกรรมการทราบโดยพลัน
  141. มาตรา ๑๓๓เมื่ อ ประกาศผลการเลื อ กตั้ งแล้ วปรากฏหลั ก ฐานอั น ควรเชื่ อ ได้ ว่าการเลื อ กตั้ ง ในเขตเลือกตั้งใดมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม แต่ไม่ได้ความชัดว่าเป็นการกระทำของผู้ได้รับเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณา ในกรณีที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งนั้นมิได้เป็นไป โดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้ศาลสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่สำหรับเขตเลือกตั้งนั้น และให้สมาชิกภาพของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ ได้รับเลือกตั้งจากเขตเลือกตั้งนั้นสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ศาลมีคำวินิจฉัย และ ให้คณะกรรมการดำเนินการให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว และให้นำความในมาตรา ๑๓๘ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
  142. มาตรา ๑๓๔ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการสืบสวนหรือ ไต่สวนให้เป็นไปโดยรวดเร็วและเที่ยงธรรม คณะกรรมการอาจแต่งตั้งข้าราชการอัยการ ข้าราชการหรือ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือผู้ซึ่งเคยเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐดังกล่าวตามจำนวนที่เหมาะสม เป็นคณะกรรมการคณะหนึ่งหรือหลายคณะตามความจำเป็น เพื่อช่วยคณะกรรมการในการดำเนินการ ตรวจสอบสำนวนการสืบสวนหรือไต่สวน รวมทั้งรับฟังคำชี้แจงหรือพยานหลักฐานแทนคณะกรรมการได้ การแต่งตั้ง การปฏิบัติหน้าที่ ระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ และค่าตอบแทนของคณะกรรมการ ตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด
  143. มาตรา ๑๓๕ในกรณีที่ปรากฏต่อคณะกรรมการว่าผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์แก่ผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองใด อันอาจทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการ มี อำนาจออกคำสั่ งให้ ผู้ นั้ น ระงับ การกระทำหรือ มี คำสั่ งให้ แก้ ไขการกระทำตามเงื่อนไขและระยะเวลา ที่กำหนดได้ ถ้ามีผู้แจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจหรือเจ้าพนักงานตำรวจพบเห็นการกระทำตามวรรคหนึ่งและ การกระทำนั้นเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและ ดำเนินคดีโดยเร็ว และแจ้งต่อคณะกรรมการเพื่อให้พิจารณาดำเนินการต่อไป
  144. มาตรา ๑๓๖ในกรณี ที่ มี ห ลั ก ฐานอั น ควรเชื่ อ ได้ ว่า ผู้ ใดให้ เสนอให้ สั ญ ญาว่า จะให้ หรื อ จัดเตรียมเพื่อจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ทั้งนี้ เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้ง ให้ แก่ ผู้ สมั ครผู้ใด หรือให้ งดเว้น ลงคะแนนเลือกตั้ งผู้ส มั ค รผู้ ใด หรือ ให้ ล งคะแนนไม่ เลื อ กผู้ส มั ค รผู้ ใด ให้ ค ณะกรรมการมี อำ นาจสั่ ง ยึ ด หรื อ อายั ด เงิ น หรื อ ทรั พ ย์ สิ น ของผู้ นั้ น ไว้ เป็ น การชั่ ว คราวจนกว่า ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ให้ ค ณะกรรมการยื่ น คำ ร้ อ งต่ อ ศาลจั ง หวั ด หรื อ ศาลแพ่ ง ที่ การยึ ด หรื อ อายั ด อยู่ในเขตศาล ภายในสามวั น นั บ แต่ วัน ยึ ด หรืออายั ด ตามวรรคหนึ่ ง เมื่ อ ศาลได้ รับ คำร้องแล้ ว ให้ ดำเนิ น การไต่ ส วน ฝ่ายเดียวให้แล้วเสร็จภายในห้าวัน นับ แต่วันที่ ได้รับ คำร้อ ง ถ้าศาลเห็นว่าเงิน หรือ ทรัพย์สินตามคำร้อง น่า จะได้ ใช้ ห รื อ จะใช้ เพื่ อ การเลื อ กตั้ งโดยไม่ ช อบด้ ว ยกฎหมาย ให้ ศาลมี คำ สั่ ง ยึ ด หรื อ อายั ด เงิ น หรื อ ทรัพย์สินนั้นไว้จนกว่าจะมีการประกาศผลการเลือกตั้ง ความในมาตรานี้ไม่เป็นการตัดอำนาจของผู้ซึ่งมีฐานะเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในอันที่จะใช้อำนาจยึดหรืออายัด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
  145. มาตรา ๑๓๗ก่อนหรือในวันเลือกตั้ง เมื่อคณะกรรมการสืบสวนหรือไต่สวนแล้วหรือพบเห็น การกระทำที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมหรือกรรมการแต่ละคน ซึ่งพบเห็นการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำใดอันอาจเป็นเหตุให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือ เที่ ย งธรรมหรือ เป็ น ไปโดยมิ ช อบด้วยกฎหมาย ให้ มี อำนาจสั่ งระงับ ยั บ ยั้ง แก้ ไขเปลี่ ยนแปลง หรือ ยกเลิกการเลือกตั้ง และสั่งให้ดำเนินการเลือกตั้งใหม่หรือนับคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งบางหน่วยหรือ ทุกหน่วยเลือกตั้งได้ สำหรับการดำเนินการของกรรมการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่คณะกรรมการกำหนด
  146. มาตรา ๑๓๘เมื่อมีการดำเนินการตามมาตรา ๑๓๒ หรือภายหลังประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง หรือรู้เห็นกับ การกระทำของบุคคลอื่น ให้คณะกรรมการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น การพิจารณาของศาลฎีกาให้นำสำนวนการสืบสวนหรือ ไต่สวนของคณะกรรมการเป็นหลักใน การพิจารณา และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ให้ศาลมีอำนาจสั่งไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน เพิ่มเติมได้ เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ถ้าผู้ถูกกล่าวหาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้ผู้นั้น หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลฎีกาจะพิพากษาว่าผู้นั้นมิได้กระทำความผิด ในกรณีที่ศาลฎีกาพิพากษาว่าบุคคลตามวรรคหนึ่งกระทำความผิดตามที่ถูกร้อง ให้ศาลฎีกาเพิกถอน สิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น และในกรณีที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้สมาชิกภาพของผู้นั้นสิ้นสุดลงนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้คณะกรรมการจัดให้มีการเลือกตั้ง แทนตำแหน่งที่ว่าง
  147. มาตรา ๑๓๙ในกรณีที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัครหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ใดและเป็นเหตุให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ไม่ว่าจะมีคำร้องขอหรือไม่ ให้ ศาลฎีกาสั่งให้ ผู้ นั้ น รับ ผิ ด ในค่าใช้จ่ายสำหรับการเลื อ กตั้งครั้งที่ เป็ น เหตุ ให้ ศาลฎี กามี คำสั่ งเช่ น ว่านั้ น จำนวนค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้ศาลฎีกาพิจารณาจากหลักฐานการใช้จ่ายที่คณะกรรมการเสนอต่อศาล เงินที่ได้รับมาตามวรรคหนึ่งให้นำส่งเข้ากองทุน
  148. มาตรา ๑๔๐ผู้ มี สิ ท ธิเลื อ กตั้ ง ผู้ ส มั ค ร หรือ พรรคการเมื อ งที่ ส่ งผู้ ส มั ค รรับ เลื อ กตั้ ง มี สิ ท ธิ ยื่นคัดค้านต่อคณะกรรมการว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกตั้ง หรือที่ตนสมัครรับเลือกตั้ง หรือที่ พ รรคการเมืองส่งสมาชิกลงสมัครรับ เลื อกตั้ ง แล้วแต่ก รณี มิ ได้ เป็ น ไปโดยสุจริตหรือ เที่ ยงธรรม หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ มี สิ ท ธิ ยื่ น คั ด ค้า นการเลื อ กตั้ งตามวรรคหนึ่ ง อาจยื่ น คั ด ค้า นได้ ตั้ ง แต่ วั น ที่ ค ณะกรรมการ ประกาศกำหนดวันเลือกตั้งจนถึงสามสิบวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง เว้นแต่ (๑) การคัดค้านเพราะเหตุตามมาตรา ๖๓ หรือมาตรา ๖๗ ให้ยื่นได้ตั้งแต่วันเลือกตั้งจนถึง หนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง (๒) การคัดค้านเกี่ยวกับการนับคะแนนให้คัดค้านในระหว่างเวลาที่ยังนับคะแนนไม่แล้วเสร็จหรือ ในกรณีคัดค้านการรวมคะแนน ให้คัดค้านก่อนประกาศผลการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง เมื่ อ คณะกรรมการได้ รั บ คำ คั ด ค้า นการเลื อ กตั้ ง ให้ ดำ เนิ น การสื บ สวนหรื อ ไต่ ส วน เพื่ อ หา ข้อเท็จจริงโดยพลัน และพิจารณาดำเนินการตามหมวดนี้ แล้วแต่กรณี ต่อไป ทั้งนี้ การยื่นคำคัดค้าน การเลือกตั้งและการพิจารณาให้เป็นไปตามวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
  149. หมวด ๘ บทกำหนดโทษ
  150. มาตรา ๑๔๑ผู้ซึ่งรับโทษตามมาตรา ๑๕๘ หรือมาตรา ๑๖๖ ให้ถือว่ากระทำการอันเป็น การทุจริตในการเลือกตั้ง
  151. มาตรา ๑๔๒ผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้างผู้ใดขัดขวาง หรือหน่วงเหนี่ยว หรือไม่ให้ความสะดวก พอสมควรต่อการไปใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้ใต้บังคับบัญชาหรือลูกจ้าง แล้วแต่กรณี ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  152. มาตรา ๑๔๓ผู้ใดกระทำการอันเป็นเท็จเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าผู้สมัครผู้ใดกระทำการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกิน สี่หมื่นบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดห้าปี ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งเป็ น การเพื่ อ จะแกล้งให้ ผู้ ส มั ค รนั้ น ถู ก เพิ ก ถอนสิ ท ธิเลื อ กตั้ งหรือ สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพื่อไม่ให้มีการประกาศผลการเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดยี่สิบปี ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งเป็นการแจ้งหรือให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการ ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่เจ็ดปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของผู้นั้นมีกำหนดยี่สิบปี ถ้าการกระทำตามวรรคสองหรือวรรคสามเป็นการกระทำหรือก่อให้ผู้อื่นกระทำสนับสนุนหรือ รู้เห็นเป็นใจของหัวหน้าพรรคการเมืองหรือคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้น กระทำการอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักร ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง
  153. มาตรา ๑๔๔ผู้ใดจงใจกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ บั ต รเลื อ กตั้ งชำรุด หรือ เสี ย หาย หรือ ให้เป็นบัตรเสีย หรือกระทำด้วยประการใด ๆ แก่บัตรเสียเพื่อให้เป็นบัตรที่ใช้ได้ ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดสิบปี ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของ ผู้นั้นมีกำหนดยี่สิบปี
  154. มาตรา ๑๔๕ผู้ใดไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งซึ่งมีหน้าที่และอำนาจในการเก็บรักษา บัตรเลือกตั้ง มีหรือครอบครองไว้ซึ่งบัตรเลือกตั้งโดยไม่ชอบ ไม่ว่าบัตรเลือกตั้งนั้นจะเป็นบัตรเลือกตั้ง ที่สำนักงานเป็นผู้จัดให้มีขึ้นหรือไม่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาท ถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดสิบปี ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องระวางโทษเพิ่มขึ้นอีกกึ่งหนึ่ง และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น
  155. มาตรา ๑๔๖ในระหว่างเวลาเปิดการออกเสียงลงคะแนนจนถึงเวลาปิดการออกเสียงลงคะแนน ถ้ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเปิดเผยให้แก่ผู้ใดทราบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดมาลงคะแนนหรือยังไม่มา ลงคะแนนเพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  156. มาตรา ๑๔๗ผู้ใดขาย จำหน่าย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิด ในเขตเลือกตั้งในระหว่าง เวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา ของวันก่อนวันเลือกตั้งหนึ่งวัน จนถึงเวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา ของวันเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ บทบัญญัติในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับแก่วันลงคะแนนตามมาตรา ๑๐๖ และมาตรา ๑๐๗ ด้วย
  157. มาตรา ๑๔๘ผู้ใดเล่นหรือจัด ให้ มี การเล่น การพนั น ขั น ต่อ ใด ๆ เกี่ยวกับผลของการเลือกตั้ ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ ศาลสั่ ง เพิ ก ถอนสิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ของผู้ เล่ น มี กำ หนดสิ บ ปี และเพิ ก ถอนสิ ท ธิ ส มั ค รรั บ เลื อ กตั้ ง ของ ผู้จัดให้มีการเล่น ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่ ห นึ่ งปี ถึ งสิบ ปี หรือ ปรับ ตั้ งแต่สองหมื่ น บาทถึงสองแสนบาท หรือ ทั้ งจำทั้ งปรับ และให้ ศาลสั่ ง เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครหรือหัวหน้าพรรคการเมือง แล้วแต่กรณี
  158. มาตรา ๑๔๙ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๗๘ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของผู้นั้นมีกำหนดยี่สิบปี
  159. มาตรา ๑๕๐ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดห้าปี
  160. มาตรา ๑๕๑ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะ ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทำหนังสือยินยอม ให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปี ถึ งสิ บ ปี และปรับ ตั้ งแต่ ส องหมื่ น บาทถึงสองแสนบาท และให้ ศาลสั่ งเพิ ก ถอนสิ ท ธิเลื อ กตั้ งของผู้ นั้ น มีกำหนดยี่สิบปี ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้ศาล มีคำสั่งให้ผู้นั้นคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่ง ดังกล่าวให้แก่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรด้วย
  161. มาตรา ๑๕๒ผู้สมัครผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๓ ต้ องระวางโทษจำคุกตั้ งแต่ห นึ่ งปี ถึงสิบ ปี และ ปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดยี่สิบปี
  162. มาตรา ๑๕๓ผู้สมัครผู้ใดทำหนังสือยืนยันการไม่ได้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา ๔๕ หรือมาตรา ๕๗ อันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดห้าปี
  163. มาตรา ๑๕๔ผู้สมัครผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๖๓ ต้ อ งระวางโทษจำคุกตั้ งแต่ห นึ่ งปี ถึงห้าปี หรือ ปรับตั้งแต่ สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือ ปรับ เป็ น จำนวนสามเท่าของจำนวนเงิน ที่ เกินค่าใช้ จ่าย ที่ คณะกรรมการกำหนด แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่ากัน หรือ ทั้ งจำทั้ งปรับ และให้ ศาลสั่งเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดสิบปี ในกรณีที่พรรคการเมืองกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึง สองล้านบาท หรือปรับเป็นจำนวนสามเท่าของจำนวนเงินที่เกินค่าใช้จ่ายที่คณะกรรมการกำหนด แล้วแต่ จำนวนใดจะมากกว่ากัน ในกรณี ที่พรรคการเมืองกระทำความผิดตามวรรคสอง ถ้าหัวหน้าพรรคการเมือง เลขาธิการ พรรคการเมือง หรือเหรัญญิกของพรรคการเมืองรู้เห็นเป็นใจด้วยกับการกระทำความผิด ต้องรับโทษและ ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง
  164. มาตรา ๑๕๕ผู้ ส มั ค รหรื อ หั ว หน้าพรรคการเมื อ งผู้ใดไม่ ยื่ น บั ญ ชี รายรั บ และรายจ่า ยต่ อ คณะกรรมการภายในระยะเวลาที่ กำ หนด หรื อ จงใจยื่ น เอกสารหรื อ หลั ก ฐานไม่ ถู ก ต้ อ งครบถ้ ว น ตามมาตรา ๖๗ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ ให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดห้าปี ถ้าบัญชีรายรับและรายจ่ายที่ยื่นตามมาตรา ๖๗ เป็นเท็จ ผู้สมัครหรือหัวหน้าพรรคการเมือง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท และให้ศาลสั่ง เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดสิบปี
  165. มาตรา ๑๕๖ผู้ใด (๑) ฝ่าฝืนมาตรา ๖๙ มาตรา ๗๐ หรือมาตรา ๗๙ (๒) หาเสียงเลือกตั้งโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไข ที่คณะกรรมการกำหนดตามมาตรา ๗๐ ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  166. มาตรา ๑๕๗ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๗๒ หรือเปิดเผยหรือเผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นของ ประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนนในระหว่างเวลาเจ็ดวันก่อนวันเลือกตั้งจนถึงเวลาปิดการออกเสียง ลงคะแนน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  167. มาตรา ๑๕๘ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๗๓ (๑) หรือ (๒) มาตรา ๗๕ มาตรา ๗๖ หรือมาตรา ๙๔ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดยี่สิบปี ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๗๓ (๑) หรือ (๒) ให้ศาลสั่งจ่ายเงินสินบนนำจับไม่เกินกึ่งหนึ่งจากจำนวนเงินค่าปรับแก่ผู้แจ้งความนำจับ ในกรณี ที่ พรรคการเมืองกระทำความผิดตามมาตรา ๗๕ หั วหน้าพรรคการเมืองหรื อกรรมการ บริหารพรรคการเมื อ งของพรรคการเมืองนั้ น ซึ่ งรู้เห็ น เป็ น ใจด้วยในการกระทำความผิ ดต้ อ งระวางโทษ ตามที่ กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ ง และให้ศาลสั่ งเพิ กถอนสิทธิเลื อกตั้ งของหั วหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการ บริหารพรรคการเมืองของพรรคการเมืองนั้น และให้ถือเป็นเหตุที่จะยุบพรรคการเมืองนั้นตามกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
  168. มาตรา ๑๕๙ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๗๓ (๓) (๔) หรือ (๕) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปี ถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของผู้นั้นมีกำหนดยี่สิบปี และให้นำความในมาตรา ๑๕๘ วรรคสอง มาใช้บังคับด้วย
  169. มาตรา ๑๖๐ผู้ ใดฝ่าฝื นมาตรา ๗๔ หรื อหาเสี ยงเลื อกตั้ งไม่ ว่าด้วยประการใดเพื่อให้ ประชาชน หลงเชื่ อหรือ เข้าใจผิ ด ว่าเป็ น นโยบายของพรรคการเมื อ งตามมาตรา ๗๔ ต้ อ งระวางโทษจำคุ ก ตั้ งแต่ หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดยี่สิบปี
  170. มาตรา ๑๖๑ผู้ซึ่งมิได้มีสัญชาติไทยผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๗๗ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปี ถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท
  171. มาตรา ๑๖๒ผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือผู้ใดปิดประกาศหรือติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ไม่เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนดตามมาตรา ๘๓ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกิน หนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  172. มาตรา ๑๖๓ผู้ ใดฝ่า ฝื น มาตรา ๙๕ วรรคหนึ่ ง หรื อ มาตรา ๑๐๔ ต้ อ งระวางโทษจำ คุ ก ตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของผู้นั้นมีกำหนดยี่สิบปี
  173. มาตรา ๑๖๔ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๙๕ วรรคสอง มาตรา ๙๖ มาตรา ๙๘ มาตรา ๑๐๐ หรือ มาตรา ๑๐๑ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดสิบปี ในกรณี ที่ ผู้ ฝ่าฝื น ตามวรรคหนึ่งเป็ น ผู้ รับ หรือ ยอมจะรับเงิน ทรัพ ย์ สิ น หรือประโยชน์ อื่ น ใด ถ้าได้แจ้งถึงการกระทำดังกล่าวต่อคณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายก่อนถูกจับกุม ผู้นั้น ไม่ต้องรับโทษและไม่ต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ให้นำความในวรรคสองมาใช้บังคับแก่ผู้ฝ่าฝืนตามวรรคหนึ่งที่ คณะกรรมการเห็นสมควรกันไว้ เป็นพยานด้วยโดยอนุโลม
  174. มาตรา ๑๖๕ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๙๗ หรือมาตรา ๙๙ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือ ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  175. มาตรา ๑๖๖กรรมการประจำหน่วยเลือ กตั้ งผู้ใดฝ่าฝื น มาตรา ๑๑๙ ต้ องระวางโทษจำคุ ก ตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดยี่สิบปี
  176. มาตรา ๑๖๗ในการสืบสวนหรือไต่สวน หากปรากฏว่าการให้ถ้อยคำ หรือแจ้งเบาะแสหรือ ข้ อมู ลของบุ คคลซึ่ งมี ส่ วนเกี่ ยวข้ องหรื อมี ส่ วนร่ วมในการกระทำความผิ ด ตามพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบ รั ฐธรรมนู ญ นี้ รายใดจะเป็ น ประโยชน์ในการพิ สู จ น์ การกระทำความผิ ด ของผู้ ก ระทำความผิ ด คนอื่ น ที่เป็นตัวการสำคัญ และสามารถที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยการกระทำความผิดของผู้กระทำ ความผิดนั้น คณะกรรมการจะกันบุคคลนั้นไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดีก็ได้ เมื่อคณะกรรมการมีมติไม่ดำเนินคดีกับบุคคลใดแล้วให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาเป็นอันระงับไป เว้นแต่ปรากฏในภายหลังว่าผู้ถูกกันไว้เป็นพยานได้ให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือไม่ไปเบิกความ หรือไปเบิกความ แต่ไม่เป็นไปตามที่ได้ให้ถ้อยคำ หรือแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลไว้ ให้การกันบุคคลไว้เป็นพยานนั้นสิ้นสุดลง และคณะกรรมการอาจดำเนินการตามกฎหมายกับบุคคลนั้นต่อไปได้ มาตรการในการกั น บุ ค คลไว้เป็ น พยานตามวรรคหนึ่ ง และการเพิ ก ถอนการกั น ไว้เป็ น พยาน ตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด
  177. มาตรา ๑๖๘ในกรณี ที่ พ ระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ กำ หนดให้ศาลสั่ ง เพิ ก ถอน สิทธิเลือกตั้งโดยมีกำหนดระยะเวลาหรือสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้การเพิกถอนสิทธิดังกล่าว มีผลในทันทีและเริ่มนับระยะเวลานับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษา เว้นแต่ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา จะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น
  178. มาตรา ๑๖๙ในกรณีที่ปรากฏว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ เกิ ด ขึ้ น ในเขตเลื อ กตั้ งใด ให้ ถื อ ว่าผู้ ส มั ค รหรื อ พรรคการเมื อ งที่ ส่ งสมาชิ ก ของตนลงสมั ค รรั บ เลื อ กตั้ ง ในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
  179. มาตรา ๑๗๐ผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้นอกราชอาณาจักร จะต้องรับโทษในราชอาณาจักร และการกระทำของผู้เป็นตัวการด้วยกัน ผู้สนับสนุน หรือผู้ใช้ให้กระทำ ความผิดนั้น แม้จะกระทำนอกราชอาณาจักร ให้ถือว่าตัวการผู้สนับสนุน หรือผู้ใช้ให้กระทำความผิดนั้น ได้กระทำในราชอาณาจักร
  180. บทเฉพาะกาล
  181. มาตรา ๑๗๑ในวาระเริ่มแรก ให้ตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายใน เก้าสิ บ วัน นั บ แต่ วัน ที่ พ ระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรัฐธรรมนู ญ นี้ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนู ญ ว่าด้ วย การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามีผลใช้บังคับ และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดวันเลือกตั้งซึ่งต้องไม่ช้ากว่า หนึ่งร้อยห้าสิบวันนั บแต่วัน ที่พ ระราชบั ญ ญั ติป ระกอบรัฐธรรมนู ญ นี้และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนู ญ ดังกล่าวมีผลใช้บังคับ
  182. มาตรา ๑๗๒ในวาระเริ่ม แรก เพื่ อ ประโยชน์ในการนั บ เวลาเพื่ อ สมั ค รรับ เลื อ กตั้ ง ในกรณี ที่ ผู้ ที่ เข้า ชื่ อ ร่ ว มกั น เพื่ อ ขอจดทะเบี ย นจั ด ตั้ งพรรคการเมื อ งและได้ ชำ ระเงิ น ทุ น ประเดิ ม หรื อ ค่า บำ รุ ง พรรคการเมืองไว้แล้ว หากภายหลังนายทะเบียนพรรคการเมืองรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองนั้น ให้ ถื อ ว่า ผู้ ที่ เข้า ชื่ อ ร่ ว มกั น นั้ น เป็ น สมาชิ ก พรรคการเมื อ งนั้ น มาตั้ ง แต่ วั น ที่ ยื่ น คำ ขอจดทะเบี ย นจั ด ตั้ ง พรรคการเมือง
  183. มาตรา ๑๗๓ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกภายหลังวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ใช้บังคับ ระยะเวลาในการคำนวณค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งและวิธีการหาเสียงเลือกตั้งสำหรับการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๖๔ และมาตรา ๖๘ ให้นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีผลใช้บังคับจนถึงวันเลือกตั้ง
  184. มาตรา ๑๗๔บุคคลใดถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ หรือพระราชบัญญัติ ประกอบรั ฐ ธรรมนู ญ ว่า ด้ ว ยพรรคการเมื อ ง พ.ศ. ๒๕๕๐ ให้ ถื อ ว่า ผู้ นั้ น ถู ก เพิ ก ถอนสิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
  185. มาตรา ๑๗๕ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดเสียสิทธิเนื่องจากไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับให้การเสียสิทธิของผู้นั้นเป็นอันสิ้นสุดลงนับแต่ วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ
  186. มาตรา ๑๗๖เมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง จัดประชุมหารือกับหัวหน้าพรรคการเมืองเพื่อกำหนดเงินค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของพรรคการเมืองและ ของผู้สมัคร ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกภายหลังวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ
  187. มาตรา ๑๗๗พระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ ไม่ มี ผ ลกระทบต่ อ การดำ เนิ น คดี แพ่ ง ต่อบุคคลใดที่มีความรับผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่ งสมาชิ กวุฒิ สภา พ.ศ. ๒๕๕๐ และเพื่ อประโยชน์ แห่ งการนี้ ให้ ถื อว่าพระราชบั ญ ญั ติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ ยังมีผลใช้บังคับอยู่ การกระทำใด ๆ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ ถ้าการกระทำนั้นยังเป็นความผิด ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ คณะกรรมการการเลือกตั้ง และศาล มี อำ นาจดำ เนิ น การต่ อ ไปตามพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ ว่า ด้ ว ยการเลื อ กตั้ ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิ สภา พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยให้ถือว่าพระราชบั ญ ญั ติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ ยังมีผลใช้บังคับอยู่
  188. มาตรา ๑๗๘บรรดาระเบี ย บ ข้ อ กำ หนด ประกาศ คำ สั่ ง หรื อ มติ ข องคณะกรรมการ การเลือกตั้งที่ออกตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ การได้ มาซึ่ ง สมาชิ ก วุ ฒิ ส ภา พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่ งใช้ บั ง คั บ อยู่ ในวั น ก่ อ นวั น ที่ พ ระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบ รัฐธรรมนู ญ นี้ ใช้ บั งคั บ ให้ มี ผ ลใช้ บั งคั บ ต่ อ ไปเท่าที่ ไม่ ขั ด หรือ แย้ งต่ อ รัฐธรรมนู ญ หรือพระราชบั ญ ญั ติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ทั้งนี้ จนกว่าจะมีระเบียบ ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือมติตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ผู้รับสนองพระราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หมายเหตุ :- เหตุ ผ ลในการประกาศใช้ พ ระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรัฐธรรมนู ญ ฉบั บ นี้ คื อ โดยที่ รั ฐธรรมนู ญ แห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้การจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561