พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561
ตัวบทนี้คือฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ ปีที่ระบุ ไม่ใช่ฉบับรวมการแก้ไข มาตราที่ถูกแก้ไข เพิ่ม หรือยกเลิกภายหลังจะไม่ปรากฏ — ระบบยังไม่ได้ตรวจสถานะบังคับใช้ปัจจุบัน
ที่มาของตัวบทนี้
- ผู้เผยแพร่ไฟล์
- สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งexternal:สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
- ชุดข้อมูลบน data.go.th
- https://www.ect.go.th/ect_th/th/organic-act?cid=41&filename=index&offset=0ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — สัญญาอนุญาตประกาศอยู่ในระเบียนชุดข้อมูลนี้ — คือหลักฐานสัญญาอนุญาตของตัวบททั้งฉบับ
- ไฟล์ต้นทาง
- https://www.ect.go.th/web-upload/migrate/download/article/article_20180913155522-copy70.pdf58 pp.
- checksum ของไฟล์
- sha256:b55f9ef7709c864acd5b29ff6478dbfa367768fb7f3c6d331773b16436baba70ดึงเมื่อ 2026-08-23T12:22:51.962Z
- วิธีดึงข้อความ
- pdftotext -layoutผ่านด่านตรวจของ ai-law: ซ่อม ToUnicode · คืนสระ ำ · ลำดับมาตราต่อเนื่อง · เทียบพยาน OCR
ปรารภ
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑ เป็นปีที่ ๓ ในรัชกาลปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพ ระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ มี บ ทบั ญ ญั ติ บางประการเกี่ ย วกั บ การจำ กั ด สิ ท ธิ และ เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๒๗ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ และมาตรา ๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญ ญั ติประกอบ รัฐธรรมนู ญ นี้ เพื่ อให้การดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่ ง การตราพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ ส อดคล้ อ งกั บ เงื่ อ นไขที่ บั ญ ญั ติ ไว้ ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นไว้โดยคำแนะนำ และยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้
ทุกมาตรา
- มาตรา ๑พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑”
- มาตรา ๒พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่ วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
- มาตรา ๓ให้ยกเลิก (๑) พระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ ว่า ด้ ว ยการเลื อ กตั้ ง สมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรและ การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (๒) พระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ ว่า ด้ ว ยการเลื อ กตั้ ง สมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรและ การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔ (๓) ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบั บ ที่ ๕๗/๒๕๕๗ เรื่อ ง ให้ พ ระราชบั ญ ญั ติ ประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับมีผลบังคับใช้ต่อไป ลงวันที่ ๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๗ เฉพาะในส่วนที่ เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
- มาตรา ๔ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง “กรรมการ” หมายความว่า กรรมการการเลือกตั้งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง และให้หมายความรวมถึงประธานกรรมการการเลือกตั้งด้วย “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” หมายความว่า ผู้ตรวจการเลือกตั้งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง “ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด” หมายความว่า ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง “เจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง” หมายความว่า ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง ประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง ประธานกรรมการและกรรมการประจำ หน่วยเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ช่วยเหลือการปฏิบัติงานในการเลือกตั้ง “ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” หมายความว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร “ผู้สมัคร” หมายความว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร “วันเลือกตั้ง” หมายความว่า วันที่คณะกรรมการประกาศกำหนดให้เป็นวันเลือกตั้ง “การเลือกตั้ง” หมายความว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร “เขตเลือกตั้ง” หมายความว่า ท้องที่ที่กำหนดเป็นเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่ง เขตเลือกตั้ง “หน่วยเลือกตั้ง” หมายความว่า ท้องที่ที่กำหนดให้ทำการออกเสียงลงคะแนน “ที่เลือกตั้ง” หมายความว่า สถานที่ที่กำหนดให้ทำการออกเสียงลงคะแนน และให้หมายความ รวมถึงบริเวณที่กำหนดขึ้นโดยรอบที่เลือกตั้งด้วย “จังหวัด” หมายความรวมถึงกรุงเทพมหานครด้วย “อำเภอ” หมายความรวมถึงเขตด้วย “ตำบล” หมายความรวมถึงแขวงด้วย “ศาลากลางจังหวัด” หมายความรวมถึงศาลาว่าการกรุงเทพมหานครด้วย “ที่ว่าการอำเภอ” หมายความรวมถึงสำนักงานเขตด้วย “เทศบาล” หมายความรวมถึงเมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้น เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษด้วย “กองทุน” หมายความว่า กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง “สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง “เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
- มาตรา ๕ในกรณีที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้มิได้กำหนดไว้เป็นประการอื่น การใด ที่กำหนดให้แจ้ง ยื่น หรือส่งหนังสือหรือเอกสารให้บุคคลใดเป็นการเฉพาะ ถ้าได้แจ้ง ยื่น หรือส่งหนังสือ หรือเอกสารให้บุคคลนั้น ณ ภูมิลำเนาหรือที่อยู่ที่ปรากฏตามหลักฐานทางทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วย การทะเบียนราษฎร ให้ถือว่าได้แจ้ง ยื่น หรือส่งโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้แล้ว และ ในกรณีที่พ ระราชบัญ ญั ติประกอบรัฐธรรมนูญ นี้กำหนดให้ประกาศหรือเผยแพร่ให้ประชาชนทราบเป็น การทั่วไป ให้ถือว่าการประกาศหรือเผยแพร่ในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือระบบหรือวิธีการอื่นใด ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก เป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญนี้แล้ว ในกรณี ที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ นี้กำหนดให้คณะกรรมการมีอำนาจกำหนดหรือ มี คำสั่ งเรื่อ งใด ถ้ามิ ได้ กำหนดวิธีการไว้เป็ น การเฉพาะ ให้ ค ณะกรรมการกำหนดโดยทำเป็ น ระเบี ย บ ประกาศ หรือ คำสั่ ง แล้ ว แต่ ก รณี และถ้าระเบี ย บ ประกาศ หรือ คำสั่ งนั้ น ใช้ บั งคั บ แก่ บุ ค คลทั่ ว ไป ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้ดำเนินการประกาศตามวรรคหนึ่งด้วย ทั้งนี้ ถ้าระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งใดมีการกำหนดขั้นตอนการดำเนินงานไว้ คณะกรรมการต้องกำหนดระยะเวลาการดำเนินงาน ในแต่ละขั้นตอนให้ชัดเจนด้วย
- มาตรา ๖เพื่ อ ประโยชน์ในการดำ เนิ น การตามพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ ให้ คณะกรรมการมีอำนาจวางระเบี ย บเกี่ ยวกั บ การปฏิ บั ติ ห น้าที่ ข องเจ้าพนั ก งานผู้ดำเนิ น การเลื อ กตั้ ง รวมทั้ งกำ หนดหลั ก เกณฑ์และวิ ธี การอื่ น ใดที่ จำ เป็ น ได้ เท่า ที่ ไม่ ขั ด หรื อ แย้ งหรื อ ที่ มิ ได้ มี บั ญ ญั ติ ไว้ แล้ ว เป็นการเฉพาะในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
- มาตรา ๗ในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ในระหว่างเวลานับแต่วันที่ พ ระราชกฤษฎีกาให้มี การเลือกตั้งใช้บังคับ จนถึงวันประกาศผลการเลือกตั้ง หากมี ค วามจำ เป็ น เร่ ง ด่ ว นต้ อ งมี การประชุ ม คณะกรรมการ ให้ ค ณะกรรมการมี อำ นาจประชุ ม ผ่านสื่ อ อิ เล็ ก ทรอนิ ก ส์ โดยกรรมการแต่ละคนอาจอยู่ ณ สถานที่ แตกต่างกั น ได้ และให้ เลขาธิการ ดำเนินการบันทึกเสียงและภาพเก็บไว้เป็นหลักฐาน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
- มาตรา ๘การพิจารณาและมีคำวินิจฉัยของศาลฎีกาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้ เป็ น ไปตามระเบี ย บของที่ ประชุมใหญ่ศาลฎี กาโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งต้ อ งกำหนดให้ การพิ จารณาเป็ น ไปโดยรวดเร็วและเที่ ย งธรรม ในการนี้ อาจกำหนดให้ศาลชั้ น ต้ น ที่ มี เขตอำนาจใน เขตเลือกตั้งนั้นเป็นผู้รับคำร้องแทนเพื่อจัดส่งให้ศาลฎีกาวินิจฉัย หรืออาจให้ศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นผู้ไต่สวน พยานหลักฐานหรือดำเนินการอื่นที่จำเป็นแทนศาลฎีกาก็ได้ การปฏิ บั ติ หน้าที่ ของศาลฎีกาเกี่ ยวกั บการเลือกตั้ งตามพระราชบั ญ ญั ติ ประกอบรัฐธรรมนู ญ นี้ ผู้พิพากษาซึ่งร่วมประชุมใหญ่ศาลฎีกา องค์คณะผู้พิพากษา ตลอดจนบุคคลซึ่งองค์คณะผู้พิพากษามอบหมาย ให้ปฏิ บัติหน้าที่มีสิทธิได้รับเบี้ยประชุมหรือค่าตอบแทน แล้วแต่กรณี ตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหาร ศาลยุติธรรมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรมกำหนด
- มาตรา ๙ในการจัดให้ มี การเลื อกตั้ ง ให้ คณะกรรมการส่งเสริมและสนับสนุ นให้สภาองค์ กร ชุ มชนตามกฎหมายว่าด้วยสภาองค์ ก รชุ ม ชน ชุ ม ชน รวมตลอดทั้งประชาชนทั่ ว ไป ให้ มี ส่ วนร่วมใน การแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลต่อคณะกรรมการ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม การส่งเสริม สนับสนุน และการแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด โดยอย่างน้อยต้องมีมาตรการคุ้มครองมิให้เกิดอันตรายแก่ผู้แจ้งเบาะแส หรือข้อมูล รวมตลอดทั้งมาตรการรักษาความลับของผู้แจ้งเบาะแสหรือข้อมูลด้วย เบาะแสหรือข้อมูลที่องค์กร ชุมชน หรือบุคคลตามวรรคหนึ่งแจ้งต่อคณะกรรมการ จะนำไป เป็ น เหตุ ในการดำ เนิ น คดี แก่ ผู้ แจ้ งเบาะแสหรือ ข้ อ มู ล นั้ น ในทางใดมิ ได้ เว้ น แต่ เป็ น เบาะแสหรื อ ข้ อ มู ล ที่ผู้แจ้งรู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จ
- มาตรา ๑๐ให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งรักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
- หมวด ๑
- บททั่วไป
- มาตรา ๑๑เมื่ อ มี พ ระราชกฤษฎีกาให้ มี การเลื อ กตั้ งทั่ วไปขึ้ น ใช้ บั งคั บ ให้ ค ณะกรรมการ ดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (๑) จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวนสามร้อยห้าสิบคน (๒) ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง รวมจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบคนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
- มาตรา ๑๒ภายในห้า วั น นั บ แต่ วั น ที่ พ ระราชกฤษฎีกาให้ มี การเลื อ กตั้ ง ทั่ ว ไปใช้ บั ง คั บ ให้คณะกรรมการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ดังต่อไปนี้ (๑) กำหนดวันเลือกตั้ง (๒) กำหนดวั น รับ สมั ครรับ เลื อ กตั้ งแบบแบ่งเขตเลื อ กตั้ ง โดยเริ่ม รับ สมั ค รไม่ เกิ น ยี่ สิ บ ห้าวั น นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งทั่วไปใช้บังคับ และต้องกำหนดวันรับสมัครไม่น้อยกว่าห้าวัน (๓) จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ งที่ แต่ ละจังหวัดจะพึ งมี และจำนวน เขตเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัด ซึ่งต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับอำเภอหรือเขตพื้นที่ที่อยู่ ในเขตเลือกตั้ง (๔) กำหนดสถานที่ที่พรรคการเมืองจะส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ในกรณีที่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้นำความใน (๑) และ (๒) มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
- มาตรา ๑๓ในการเลือกตั้ งทั่ วไป ให้ พรรคการเมืองที่ ส่ งผู้ สมั ครแจ้งรายชื่ อบุ คคล ซึ่ งพรรคการเมืองนั้ นมี ม ติ ว่า จะเสนอให้ ส ภาผู้แทนราษฎรเพื่ อ พิ จารณาให้ ค วามเห็ น ชอบแต่ ง ตั้ ง เป็ น นายกรัฐมนตรีไม่เกินสามรายชื่อต่อคณะกรรมการก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง และให้คณะกรรมการ ประกาศรายชื่อบุคคลดังกล่าวพร้อมกับชื่อของพรรคการเมืองนั้นให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป เมื่ อ พรรคการเมื อ งแจ้งรายชื่ อ บุ ค คลใดตามวรรคหนึ่งแล้ ว บุ ค คลนั้ น หรือพรรคการเมื อ งนั้ น จะถอนรายชื่ อ หรือเปลี่ ย นแปลงรายชื่ อ บุ ค คลนั้ น ได้ เฉพาะกรณี บุ ค คลนั้ น ตายหรือขาดคุ ณ สมบั ติ ห รื อ มีลักษณะต้องห้าม และต้องกระทำก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง การคัดเลือกรายชื่อบุ คคลตามวรรคหนึ่ ง ให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง พรรคการเมืองจะไม่เสนอรายชื่อบุคคลตามวรรคหนึ่งก็ได้
- มาตรา ๑๔การเสนอรายชื่อบุคคลตามมาตรา ๑๓ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (๑) ต้องมีหนังสือยินยอมของบุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อ โดยมีรายละเอียดตามที่คณะกรรมการ กำหนด (๒) ผู้ ได้ รั บ การเสนอชื่ อ ต้ อ งเป็ น ผู้ มี คุ ณ สมบั ติ และไม่ มี ลั ก ษณะต้ อ งห้า มที่ จะเป็ น รั ฐ มนตรี ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และไม่เคยทำหนังสือยินยอมตาม (๑) ให้พรรคการเมืองอื่นในการเลือกตั้ง คราวนั้น การเสนอชื่อบุคคลใดที่มิได้เป็นไปตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าไม่มีการเสนอชื่อบุคคลนั้น
- มาตรา ๑๕กรณีที่มีเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เป็นเหตุให้ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งทั่วไป พร้อมกันทั่วราชอาณาจักรตามวันที่คณะกรรมการประกาศกำหนดตามมาตรา ๑๒ (๑) อันมิใช่เป็นกรณี ตามมาตรา ๑๐๒ และคณะกรรมการมีมติด้วยคะแนนไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ว่า การดำ เนิ น การเลื อ กตั้ ง ต่ อ ไปตามกำหนดวั น เดิ ม จะก่ อ ให้ เกิ ด ความไม่ เป็ น ธรรมหรื อ เรี ย บร้ อ ย คณะกรรมการจะประกาศกำหนดวั น เลื อ กตั้ งใหม่ ก็ ได้ แต่ ต้ อ งจั ด ให้ มี การเลื อ กตั้ งภายในสามสิ บ วั น นับแต่วันที่เหตุดังกล่าวสิ้นสุดลง ในกรณี ที่ มี เหตุตามวรรคหนึ่งเกิดขึ้นในระหว่างเวลาเปิ ด การลงคะแนน คณะกรรมการจะสั่ง ยกเลิกการเลือกตั้ง และประกาศกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ก็ได้ เพื่ อ ประโยชน์ในการนั บ อายุ ข องผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง และอายุ ข องผู้ ส มั ค ร ให้ นั บ ถึ งวั น เลื อ กตั้ ง ที่คณะกรรมการได้กำหนดไว้ตามมาตรา ๑๒ (๑)
- มาตรา ๑๖ในการเลือกตั้งทั่วไปหรือการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง หากคณะกรรมการสั่งให้ มีการเลือกตั้งใหม่ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการมีอำนาจออกประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง และให้ ย่ น หรื อ ขยายระยะเวลาหรื อ งดเว้ น การดำ เนิ น การที่ เกี่ ย วกั บ การเลื อ กตั้ ง ตามที่ บั ญ ญั ติ ไว้ ในพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ เฉพาะในการเลื อ กตั้ ง นั้ น เพื่ อ ให้ เหมาะสมและจำ เป็ น แก่ การดำเนินการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยรวดเร็ว สุจริตและเที่ยงธรรมได้ ในกรณี ที่ มี การเลื อ กตั้ ง ใหม่ตามวรรคหนึ่ ง ให้ ถื อ ว่า ผู้ ส มั ค รเดิ ม ที่ มี คุ ณ สมบั ติ ค รบถ้ ว นและ ไม่ มี ลั ก ษณะต้ อ งห้ามยังคงเป็ น ผู้ ส มั ค รในการเลื อ กตั้ งที่ จะจั ด ขึ้ น ใหม่โดยไม่ ต้ อ งรับ สมั ค รใหม่ เว้น แต่ จะไม่มีผู้สมัครเดิมเหลืออยู่
- มาตรา ๑๗ในกรณี ที่ พ ระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ มิ ได้ บั ญ ญั ติ ไว้ เป็ น อย่า งอื่ น การฟ้องคดีหรือการยื่นคำร้องเกี่ยวกับการดำเนินการของคณะกรรมการในการจัดหรือดำเนินการให้มีการจัด การเลือกตั้งอันมิใช่เป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ ให้ยื่นต่อศาลปกครองสูงสุดภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่มีเหตุที่จะฟ้องคดีหรือยื่นคำร้อง แต่มิให้นำมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วย การจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองมาใช้บังคับ การพิจารณาคดีและการทำคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไป ตามระเบี ย บของที่ ป ระชุ ม ใหญ่ ตุ ลาการในศาลปกครองสูงสุดโดยประกาศในราชกิจจานุ เบกษาซึ่งต้ อ ง กำหนดให้การพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็วและเที่ยงธรรม ทั้งนี้ คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครอง สูงสุดไม่กระทบถึงการดำเนินการเลือกตั้งหรือการกระทำอื่นใดที่ได้ดำเนินการไปก่อนศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง การปฏิ บั ติ ห น้า ที่ ข องศาลปกครองสู ง สุ ด เกี่ ย วกั บ การเลื อ กตั้ ง ตามพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบ รัฐธรรมนูญ นี้ ตุลาการซึ่งร่วมประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด องค์คณะตุลาการ ตลอดจน บุคคลซึ่งองค์คณะตุลาการมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่มีสิทธิได้รับเบี้ยประชุมหรือค่าตอบแทน แล้วแต่กรณี ตามระเบี ย บที่ ค ณะกรรมการบริหารศาลปกครองตามกฎหมายว่า ด้ ว ยการจั ด ตั้ ง ศาลปกครองและ วิธีพิจารณาคดีปกครองกำหนด การพิ จารณาของศาลปกครองสู งสุ ด ตามมาตรานี้ ให้ ดำ เนิ น การให้ แล้ ว เสร็ จ ก่ อ นวั น เลื อ กตั้ ง ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และในกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดยังไม่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้การพิจารณาเป็นอันยุติ และให้ดำเนินการไปตามคำสั่งของคณะกรรมการ
- หมวด ๒ เจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง
- มาตรา ๑๘ในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งบุคคลเป็นเจ้าพนักงาน ผู้ดำเนินการเลือกตั้ง ดังต่อไปนี้ (๑) ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งหนึ่งคน มีหน้าที่เกี่ยวกับการรับสมัครรับเลือกตั้ง แบบแบ่ งเขตเลื อ กตั้ ง และดำเนิ น กิ จ การที่ จำ เป็ น เกี่ ย วกั บ การเลื อ กตั้งให้ เป็ น ไปตามพระราชบั ญ ญั ติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ (๒) คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสามคน มีหน้าที่เกี่ยวกับการกำหนด หน่วยเลือกตั้ง ที่เลือกตั้ง การจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การเพิ่มชื่อ และการถอนชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้ง รวมทั้งมีหน้าที่กำกับดูแลการออกเสียงลงคะแนน การนับคะแนน และการประกาศผล การนับคะแนน การแต่ ง ตั้ ง และการพ้ น จากตำแหน่ ง ของผู้ อำ นวยการการเลื อ กตั้ ง ประจำ เขตเลื อ กตั้ ง และ คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด เพื่ อประโยชน์ในการดำเนินการเลือกตั้ง ให้ คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งหรือมอบหมายให้ ผู้อำนวยการการเลือกตั้ งประจำเขตเลือกตั้ งหรือคณะกรรมการการเลือกตั้ งประจำเขตเลือกตั้ งแต่งตั้ ง คณะอนุกรรมการ คณะบุคคล หรือบุคคลใด เป็นผู้ช่วยเหลือการปฏิบัติงานในการเลือกตั้งได้ตามสมควร การใดที่เป็นหน้าที่และอำนาจของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งหรือคณะกรรมการ การเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง คณะกรรมการจะออกระเบียบให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งมีอำนาจมอบหมายให้คณะอนุกรรมการ คณะบุคคล หรือบุคคลตามวรรคสามทำหน้าที่แทนก็ได้ ในกรณีเช่นนั้น การดำเนินการ การแจ้ง หรือการยื่นที่กระทำ ต่อผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย ให้ถือว่าเป็นการดำเนินการ แจ้ง หรือได้ยื่นต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำ เขตเลือกตั้งหรือคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งแล้ว
- มาตรา ๑๙ให้ ค ณะกรรมการการเลื อ กตั้ ง ประจำ เขตเลื อ กตั้ ง แต่ ง ตั้ ง ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง เป็ น เจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง ดังต่อไปนี้ (๑) คณะกรรมการประจำหน่วยเลื อ กตั้ งห้าคน มี ห น้าที่ เกี่ ย วกั บ การออกเสี ย งลงคะแนนใน ที่ เลื อ กตั้ ง และนั บ คะแนนของหน่ ว ยเลื อ กตั้ ง แต่ ละแห่ ง ในกรณี ที่ ห น่ ว ยเลื อ กตั้ งใดมี ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง เกินแปดร้อยคนอาจแต่งตั้งกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเพิ่มได้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด (๒) เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอย่างน้อยหนึ่งคน ซึ่งแต่งตั้งจากเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อทำหน้าที่ รักษาความปลอดภัยและสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง การแต่งตั้งและการฝึกอบรมคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด โดยในการฝึกอบรมจะดำเนินการฝึกอบรม ผู้มีคุณสมบั ติตามวรรคหนึ่งเพื่อสำรองไว้มากกว่าจำนวนที่ต้อ งใช้จริงแต่ไม่เกินจำนวนที่ คณะกรรมการ กำหนดก็ได้ ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งหรือผู้ตรวจการเลือกตั้งพบเห็นกรรมการ ประจำหน่ ว ยเลื อ กตั้งหรือ เจ้าหน้าที่ รัก ษาความปลอดภั ย ผู้ ใดกระทำผิ ด ตามพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบ รัฐธรรมนูญนี้ หรือกระทำการใดอันอาจเป็นเหตุให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือ เป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ให้รายงานคณะกรรมการหรือกรรมการโดยทันที และให้คณะกรรมการ หรือกรรมการมีอำนาจสั่งเปลี่ยนกรรมการประจำหน่วยเลือ กตั้ งหรือเจ้าหน้าที่ รัก ษาความปลอดภัยได้ ตามที่เห็นสมควร ในกรณีที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ผู้ตรวจการเลือกตั้งมีอำนาจแจ้งเตือน ให้ปฏิบัติให้ถูกต้องได้ ถ้าไม่มีการดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามที่แจ้งเตือน ให้รายงานให้คณะกรรมการ หรือกรรมการทราบโดยเร็ว ในกรณี ที่ ก รรมการเป็ น ผู้ พ บเห็ น การกระทำตามวรรคสาม ให้ ก รรมการมี อำ นาจสั่ ง เปลี่ ย น กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งหรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้ตามที่ เห็ นสมควร ทั้ งนี้ ในกรณี ที่เห็นว่าการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้มีอำนาจสั่ง ให้ระงับ ยับยั้ง แก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือสั่งให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งได้ตามที่เห็นสมควร ถ้าเป็น การกระทำของบุคคลซึ่งมิใช่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้มีอำนาจสั่งให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ หรือ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ หรือสั่งให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง ประจำจั งหวั ด บั น ทึ กพฤติ ก รรมแห่งการกระทำและรวบรวมพยานหลั ก ฐานไว้เพื่ อ ดำเนิ น การต่ อ ไปได้ ตามที่จำเป็น หรือในกรณีจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จะสั่งให้ระงับหรือยับยั้งการดำเนินการเลือกตั้ง ในหน่วยเลือกตั้งบางหน่วยหรือทุกหน่วยในเขตเลือกตั้งที่พบเห็นการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำนั้นก็ได้ แล้ ว รายงานต่ อ คณะกรรมการเพื่ อ ทราบโดยเร็ ว ทั้ ง นี้ ตามหลั ก เกณฑ์ วิ ธี การ และเงื่ อ นไข ที่คณะกรรมการกำหนด
- มาตรา ๒๐ก่ อ นวั น เลื อ กตั้ ง หากกรรมการประจำ หน่ ว ยเลื อ กตั้ ง มี ไม่ ค รบจำนวนไม่ ว่า ด้วยเหตุใด ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งแต่งตั้งบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๙ เป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งให้ครบจำนวน
- มาตรา ๒๑ในวัน เลื อ กตั้ ง ถ้าถึ งเวลาเปิ ด การออกเสี ย งลงคะแนนแล้ ว มี ก รรมการประจำ หน่ ว ยเลื อ กตั้ ง มาปฏิ บั ติ ห น้า ที่ ไม่ ค รบจำ นวน แต่ มาไม่ น้ อ ยกว่า กึ่ ง หนึ่ ง ของคณะกรรมการประจำ หน่วยเลือกตั้งที่ได้รับแต่งตั้ง ให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งที่มาปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ได้ และให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งที่มาปฏิบัติหน้าที่อยู่ในขณะนั้นรายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำเขตเลือกตั้ง เพื่อแต่งตั้งบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๙ เป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง เพิ่มเติมให้ครบจำนวนก่อนการนับคะแนน ในกรณี ที่ ก รรมการประจำ หน่ ว ยเลื อ กตั้ ง มาปฏิ บั ติ ห น้า ที่ ไม่ ถึ ง กึ่ ง หนึ่ ง ให้ ก รรมการประจำ หน่วยเลือกตั้งที่มาปฏิบัติหน้าที่อยู่ในขณะนั้นรายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง เพื่อแต่งตั้งบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๙ เป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งให้ครบจำนวนโดยเร็ว ในกรณีที่ไม่มีกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งมาปฏิบัติหน้าที่เลย ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำ เขตเลื อ กตั้ งแต่ ง ตั้ ง บุ ค คลผู้ มี คุ ณ สมบั ติ ตามมาตรา ๑๙ เป็ น กรรมการประจำ หน่ ว ยเลื อ กตั้ ง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยเลือกตั้งนั้น การแต่งตั้งและการปฏิ บั ติห น้าที่ ของกรรมการประจำหน่วยเลือ กตั้งให้ เป็ น ไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด
- มาตรา ๒๒ในกรณี ที่ มี ห ลั ก ฐานอั น ควรเชื่ อ ได้ ว่า หรื อ มี เหตุ อั น ควรสงสั ย ว่า เจ้าพนั ก งาน ผู้ดำเนินการเลือกตั้งผู้ใดขาดประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ หรือละทิ้งหน้าที่ หรือไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ ให้กรรมการมีอำนาจสั่งให้ผู้นั้นพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่แล้วรายงานให้คณะกรรมการทราบ
- มาตรา ๒๓ห้ามมิให้กรรมการ เลขาธิการ ผู้ตรวจการเลือกตั้ง ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง ประจำจังหวัด หรือเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือ กระทำการอื่ น ใดอั น เป็ น การขั ด ขวางมิ ให้ การเป็ น ไปตามกฎหมาย ระเบี ย บ ประกาศ หรื อ คำ สั่ ง ของคณะกรรมการ หรือคำสั่งของศาลอันเกี่ยวกับการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ กรรมการ เลขาธิ การ ผู้ ต รวจการเลื อ กตั้ ง ผู้ อำ นวยการการเลื อ กตั้ ง ประจำ จั ง หวั ด หรื อ เจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ หรือกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งของคณะกรรมการ หรือปฏิบัติตามคำสั่งของศาลอันเกี่ยวกับการเลือกตั้ง หากได้กระทำโดยสุจริต ย่อมได้รับความคุ้มครอง ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางปกครอง
- มาตรา ๒๔ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้บุคคลดังต่อไปนี้ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา (๑) กรรมการ เลขาธิการ ผู้ตรวจการเลือกตั้ง และผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด (๒) เจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง สำ หรั บ บุ ค คลตาม (๒) ให้ เป็ น เจ้า พนั ก งานตามประมวลกฎหมายอาญานั บ แต่ วั น ที่ ได้ รั บ การแต่งตั้งจนสิ้นสุดแห่งการงานในหน้าที่
- มาตรา ๒๕ค่าตอบแทนของเจ้าพนักงานผู้ ดำเนิ นการเลื อกตั้ งให้ เป็ นไปตามที่ คณะกรรมการ กำหนด
- หมวด ๓ การจัดการเลือกตั้ง ส่วนที่ ๑ จำนวนสมาชิก เขตเลือกตั้ง หน่วยเลือกตั้ง และที่เลือกตั้ง
- มาตรา ๒๖การกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละจังหวัดจะพึงมี และการแบ่ง เขตเลือกตั้ง ให้ดำเนินการตามวิธีการ ดังต่อไปนี้ (๑) ให้ ใช้ จำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลั ก ฐานการทะเบี ย นราษฎรที่ ป ระกาศในปี สุ ด ท้า ย ก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง เฉลี่ยด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามร้อยห้าสิบคน จำนวนที่ได้รับให้ถือว่า เป็นจำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน (๒) จั ง หวั ด ใดมีราษฎรไม่ ถึ ง เกณ ฑ์ จำ นวนราษฎรต่ อ สมาชิ ก หนึ่ ง คนตาม (๑) ให้ มี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดนั้นได้หนึ่งคน โดยให้ถือเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง (๓) จั งหวั ด ใดมี ราษฎรเกิ น จำนวนราษฎรต่ อ สมาชิ ก หนึ่ งคน ให้ มี ส มาชิ ก สภาผู้ แทนราษฎร ในจังหวัดนั้นเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนทุกจำนวนราษฎรที่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน (๔) เมื่ อ ได้ จำ นวนสมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรของแต่ละจั ง หวั ด ตาม (๒) และ (๓) แล้ ว ถ้าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยังไม่ครบสามร้อยห้าสิบคน จังหวัดใดมีเศษที่เหลือจากการคำนวณ ตาม (๓) มากที่ สุ ด ให้ จั ง หวั ด นั้ น มี ส มาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรเพิ่ ม ขึ้ น อี ก หนึ่ ง คน และให้ เพิ่ ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามวิธีการดังกล่าวแก่จังหวัดที่มีเศษที่เหลือจากการคำนวณนั้นในลำดับรองลงมา ตามลำดับจนครบจำนวนสามร้อยห้าสิบคน (๕) จังหวัดใดมี การเลื อ กตั้ งสมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรได้ เกิ น หนึ่ งคน ให้ แบ่ งเขตจั งหวัด ออก เป็นเขตเลือกตั้งเท่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พึงมี โดยต้องแบ่งพื้นที่ของเขตเลือกตั้งแต่ละเขต ให้ติดต่อกันและต้องจัดให้มีจำนวนราษฎรในแต่ละเขตใกล้เคียงกัน
- มาตรา ๒๗ให้ ค ณะกรรมการดำ เนิ น การแบ่ ง เขตเลื อ กตั้ ง สำ หรั บ การเลื อ กตั้ ง แบบแบ่ ง เขตเลือกตั้งไว้ทุกจังหวัด เพื่อให้ประชาชนได้ทราบล่วงหน้าซึ่งจะต้องกำหนดตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ ในมาตรา ๒๖ และต้องแบ่งพื้นที่ของเขตเลือกตั้งแต่ละเขตให้ติดต่อกันและต้องจัดให้มีจำนวนราษฎร ในแต่ละเขตเลือกตั้งใกล้เคียงกัน โดยถือเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (๑) ให้รวมอำเภอต่าง ๆ เป็นเขตเลือกตั้ง โดยคำนึงถึงพื้นที่ที่ติดต่อใกล้ชิดกัน ความสะดวกใน การคมนาคมระหว่างกัน และการเคยอยู่ในเขตเลือกตั้งเดียวกัน ถ้าการรวมอำเภอในลักษณะนี้จะทำให้ มีจำนวนราษฎรมากหรือน้อยเกินไป ให้แยกตำบลของอำเภอออกเพื่อให้ได้จำนวนราษฎรพอเพียงสำหรับ การเป็นเขตเลือกตั้ง แต่จะแยกหรือรวมเฉพาะเพียงบางส่วนของตำบลไม่ได้ (๒) ในกรณี ที่การกำหนดพื้นที่ตามเกณฑ์ใน (๑) จะทำให้จำนวนราษฎรในแต่ละเขตเลือกตั้ง มี จำ นวนไม่ ใกล้ เคี ย งกั น หรื อ ไม่ มี ส ภาพเป็ น ชุ ม ชนเดี ย วกั น ให้ ดำ เนิ น การแบ่ ง เขตเลื อ กตั้งตามสภาพ ของชุมชนที่ราษฎรมีการติดต่อกันเป็นประจำในลักษณะที่เป็นชุมชนเดียวกันหรือใกล้เคียงกันและสามารถ เดินทางติดต่อกันได้โดยสะดวก โดยจะต้องทำให้จำนวนราษฎรมีจำนวนใกล้เคียงกันมากที่สุด (๓) เปิ ด โอกาสให้ พ รรคการเมื อ งและประชาชนมี ส่ ว นร่ ว มแสดงความคิ ด เห็ น เพื่ อ ประกอบ การพิ จารณาเกี่ ย วกั บ การแบ่ ง เขตเลื อ กตั้ ง ตาม (๑) และ (๒) ทั้ ง นี้ ตามหลั ก เกณฑ์และวิ ธี การ ที่คณะกรรมการกำหนด
- มาตรา ๒๘เมื่อได้ดำเนินการแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว ให้คณะกรรมการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้ใช้เขตเลือกตั้งนั้นจนกว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ ในกรณี ที่ มี การกำ หนดเขตเลื อ กตั้ ง ใหม่และมี ผ ลให้ พื้ น ที่ ข องเขตเลื อ กตั้ ง เปลี่ ย นแปลงไป ให้ การดำ เนิ น การใดที่ ได้ ดำ เนิ น การไปโดยชอบด้ ว ยกฎหมายแล้ ว ก่ อ นมี การกำ หนดเขตเลื อ กตั้ งใหม่ เป็นอันใช้ได้
- มาตรา ๒๙ในกรณี ที่ จะมีการเลื อ กตั้ งทั่ วไปครั้งใหม่ ให้ คณะกรรมการถื อ เขตเลื อ กตั้ งที่ มี การประกาศกำหนดไว้แล้วเป็นหลักและปรับปรุงแก้ไขตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๒๗ และให้นำความ ในมาตรา ๒๘ มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
- มาตรา ๓๐ก่ อ นวั น เลื อ กตั้ งไม่ น้ อ ยกว่า ยี่ สิ บ ห้า วั น ให้ ค ณะกรรมการการเลื อ กตั้ งประจำ เขตเลือกตั้งกำหนดหน่วยเลือกตั้งที่จะพึงมีในแต่ละเขตเลือกตั้ง และที่เลือกตั้งของแต่ละหน่วยเลือกตั้ง ตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (๑) ให้ใช้เขตหมู่บ้านเป็นเขตของหน่วยเลือกตั้ง เว้นแต่ในกรณีที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนน้อย จะรวมหมู่บ้านที่อยู่ติดกันตั้งแต่สองหมู่บ้านขึ้นไปเป็นหน่วยเลือกตั้งเดียวกันก็ได้ สำหรับในเขตเทศบาล เขตกรุงเทพมหานคร หรือเขตชุมชนหนาแน่น อาจกำหนดให้ใช้เขตชุมชน แนวถนน ตรอก ซอย คลอง หรือแม่น้ำ เป็นเขตของหน่วยเลือกตั้งก็ได้ โดยคำนึงถึงความสะดวกในการเดินทางมาใช้สิทธิเลือกตั้งของ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (๒) ให้ถือเกณฑ์จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งหน่วยละหนึ่งพันคนเป็นประมาณ แต่ถ้าเห็นว่าไม่เป็น การสะดวกหรือไม่ปลอดภัยในการไปออกเสียงลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อาจกำหนดจำนวนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งมากกว่าจำนวนดังกล่าวก็ได้ หรือจะกำหนดหน่วยเลือกตั้งเพิ่มขึ้นโดยให้มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง น้อยกว่าจำนวนดังกล่าวก็ได้ (๓) ที่เลือกตั้งต้องเป็นสถานที่ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าออกได้สะดวก เพื่อการออกเสียงลงคะแนน มีความเหมาะสม มีขนาดพอสมควร และควรตั้งอยู่ในย่านกลางของหน่วยเลือกตั้ง พร้อมทั้งให้มีป้ายหรือ เครื่องหมายอื่นใดเพื่อแสดงขอบเขตบริเวณของที่เลือกตั้งไว้ด้วย ตามลักษณะของท้องที่และภูมิประเทศ ในการออกเสียงลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในท้องที่ใดถ้าเห็นว่าจะเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือเพื่อความปลอดภัยของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อาจประกาศกำหนดที่เลือกตั้งนอกเขตของ หน่วยเลือกตั้งก็ได้ แต่ต้องอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับหน่วยเลือกตั้งนั้น ให้ปิดประกาศการกำหนดหน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้งไว้ ณ ที่เลือกตั้งหรือบริเวณใกล้เคียงกับ ที่เลือกตั้ง การเปลี่ยนแปลงเขตของหน่วยเลือกตั้งหรือที่เลือกตั้ง ให้กระทำได้โดยประกาศก่อนวันเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่าสิบวัน เว้นแต่ในกรณีเกิดจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย เหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอย่างอื่น จะประกาศก่อนวันเลือกตั้งน้อยกว่าสิบวันก็ได้ และให้นำความในวรรคสองมาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม ส่วนที่ ๒ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
- มาตรา ๓๑บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง อย่างอิสระโดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ (๑) มีสัญชาติไทย แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต้องได้สัญชาติไทยมาแล้ว ไม่น้อยกว่าห้าปี (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีในวันเลือกตั้ง (๓) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง
- มาตรา ๓๒บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง (๑) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช (๒) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ (๓) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย (๔) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ส่วนที่ ๓ การแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
- มาตรา ๓๓ในการเลือกตั้งครั้งใด ถ้าผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้เนื่องจาก มี เหตุ อั น สมควร ให้ แจ้ งเหตุ ที่ ไม่ อาจไปใช้ สิ ท ธิ เลื อ กตั้ งต่ อ บุ ค คลซึ่ งคณะกรรมการแต่ งตั้ งไว้ในแต่ ละ เขตเลือกตั้งภายในเจ็ดวันก่อนวันเลือกตั้งหรือภายในเจ็ดวันนับแต่วันเลือกตั้ง แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นไม่อาจแจ้งได้ ภายในเจ็ดวันก่อนวันเลือกตั้ง ให้ดำเนินการแจ้งตามที่คณะกรรมการกำหนด ทั้งนี้ การแจ้งเหตุดังกล่าว ไม่เป็นการตัดสิทธิที่ผู้นั้นจะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ในการแจ้งเหตุตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทำเป็นหนังสือหรือโดยวิธีการอื่นเพื่อชี้แจงเหตุ ดังกล่าว โดยอาจมอบหมายให้บุคคลใดไปยื่นต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งแทน หรือจัดส่งหนังสือ ชี้แจงเหตุนั้นทางไปรษณีย์ลงทะเบียน หรือแจ้งโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ ในกรณีที่บุคคลซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแจ้งนั้นมิใช่เหตุ อันสมควร ให้แจ้งให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทราบภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ได้รับแจ้งตามวรรคสาม มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำ จังหวัดภายในสามสิบวันนับแต่วันเลือกตั้ง การแจ้ งเหตุ วิธีการแจ้งเหตุ ทางอิ เล็ ก ทรอนิ ก ส์ บุ ค คลที่ จะรับ แจ้ งเหตุ สถานที่ รับ แจ้งเหตุ การพิจารณาการแจ้งเหตุ และการอุทธรณ์ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด โดยในการกำหนดดังกล่าวให้คำนึงถึงการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนด้วย ในการนี้ ให้คณะกรรมการ กำ หนดรายละเอี ย ดของเหตุ ที่ ทำ ให้ ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ งไม่อาจไปใช้ สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ไว้ เพื่ อ เป็ น แนวทางใน การพิจารณาของบุคคลซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งด้วย
- มาตรา ๓๔เมื่อครบกำหนดหกสิบวันนับ แต่วันเลือกตั้ง ให้บุคคลซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้ง ตามมาตรา ๓๓ วรรคหนึ่ง ประกาศรายชื่อผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและมิได้แจ้งเหตุตามมาตรา ๓๓ หรือ แจ้งเหตุไว้แล้วแต่เหตุนั้นมิใช่เหตุอันสมควร ในกรณีที่ประกาศรายชื่อตามวรรคหนึ่งมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ให้ผู้มีส่วนได้เสีย ยื่นคำร้องต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดหรือบุคคลซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งตามมาตรา ๓๓ เพื่อดำเนินการแก้ไข ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
- มาตรา ๓๕ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและมิได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วแต่เหตุนั้นมิใช่เหตุอันสมควร ผู้นั้นถูกจำกัดสิทธิ ดังต่อไปนี้ (๑) ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (๒) สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (๓) สมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้านตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ (๔) ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง และ ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา (๕) ดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหาร ท้องถิ่น ประธานที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การจำกัดสิทธิตามวรรคหนึ่งให้มีกำหนดเวลาครั้งละสองปีนับแต่วันเลือกตั้งครั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และหากในการเลือกตั้งครั้งต่อไปผู้นั้นไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งอีกให้นับเวลาการจำกัดสิทธิ ครั้งหลังนี้โดยนับจากวันที่มิได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งใหม่ หากกำหนดเวลาการจำกัดสิทธิครั้งก่อนยังเหลืออยู่ เท่าใดให้กำหนดเวลาการจำกัดสิทธินั้นสิ้นสุดลง ส่วนที่ ๔ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
- มาตรา ๓๖เมื่อมีการประกาศกำหนดวันเลือกตั้งครั้งใดแล้ว ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำเขตเลือกตั้งหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมาย จัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งของแต่ละหน่วยเลือกตั้ง และปิดประกาศไว้ ณ ที่เลือกตั้ง หรือบริเวณใกล้เคียงกับที่เลือกตั้ง หรือสถานที่ที่ประชาชนสะดวก ในการตรวจสอบก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่ายี่สิบห้าวัน กับให้แจ้งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในทะเบียนบ้าน ไปยังเจ้าบ้านให้ทราบก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่ายี่สิบวัน ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการกำหนด บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามวรรคหนึ่ง มิให้ระบุเลขประจำตัวประชาชนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้ง ให้ระบุเลขประจำตัวประชาชนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วย
- มาตรา ๓๗ในกรณี ที่ ผู้ มี สิทธิเลือกตั้ งหรือเจ้าบ้านผู้ใดเห็ นว่าตนหรือผู้ มี ชื่ ออยู่ ในทะเบี ยนบ้าน ของตนไม่ มี รายชื่ อ อยู่ในบั ญ ชี รายชื่ อ ผู้ มี สิ ท ธิเลื อ กตั้ งแห่ งหน่ ว ยเลื อ กตั้ งที่ ต นหรือ ผู้ นั้ น สมควรมี ชื่ อ เป็ น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งนั้น ให้มีสิทธิยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำ เขตเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสิบวัน เมื่อได้รับคำร้องตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งตรวจสอบ หลักฐาน และถ้าเห็นว่าผู้ยื่นคำร้องหรือผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ให้สั่งเพิ่มชื่อตามที่ ยื่นคำร้องลงในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเร็ว ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งเห็นว่า ผู้ยื่นคำร้องหรือผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเป็นผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้งก็ให้สั่งยกคำร้อง และแจ้งให้ผู้ยื่นคำร้องทราบ ภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องโดยแสดงเหตุผลไว้ด้วย เมื่อได้รับแจ้งตามวรรคสองแล้ว ผู้ยื่นคำร้องมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดที่ตนมีภูมิลำเนาอยู่ หรือต่อศาลแพ่งสำหรับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานครก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่าห้าวัน โดยไม่ต้อง เสียค่าธรรมเนียมศาลในการดำเนินกระบวนการพิจารณา เพื่อให้ศาลวินิจฉัยว่าจะให้เพิ่มชื่อในบัญชีรายชื่อ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามที่ได้รับคำร้องหรือไม่ เมื่อศาลได้รับคำร้องตามวรรคสามแล้ว ให้ศาลดำเนินการพิจารณาโดยเร็ว คำสั่งของศาลให้เป็นที่สุด และให้ศาลแจ้งคำสั่งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง เพื่อปฏิบัติการตามคำสั่งโดยเร็วที่สุด และในกรณีที่มีการประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปก่อนได้รับคำสั่งศาล ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำเขตเลือกตั้งดำเนินการแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกฉบับให้ถูกต้องด้วย การใดที่ได้ปฏิบัติไปตามคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งก่อนได้รับคำสั่ง ศาลให้เป็นอันสมบูรณ์ตามกฎหมาย
- มาตรา ๓๘ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ผู้ ใดเห็ น ว่า ในบั ญ ชี รายชื่ อ ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ที่ ได้ ป ระกาศ ตามมาตรา ๓๖ มี ชื่ อ ผู้ ซึ่ ง ไม่ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง หรื อ เจ้าบ้า นผู้ ใดเห็ น ว่า ในบั ญ ชี รายชื่ อ ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ปรากฏชื่ อ บุ ค คลอื่ น อยู่ในทะเบี ย นบ้านของตน ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ งหรือ เจ้าบ้านผู้ นั้ น มี สิ ท ธิยื่ น คำร้อ งต่ อ คณะกรรมการการเลื อ กตั้ ง ประจำเขตเลื อ กตั้ งได้ ก่ อ นวั น เลื อ กตั้ งไม่ น้ อ ยกว่า สิ บ วั น เพื่ อ ให้ ถ อนชื่ อ ผู้ซึ่งไม่มีสิทธิเลือกตั้งนั้นออกจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เมื่ อ คณะกรรมการการเลื อ กตั้ ง ประจำเขตเลื อ กตั้ ง พิ จารณาแล้ ว เห็ น ว่า สมควรสั่ ง ถอนชื่ อ ผู้ซึ่งไม่มีสิทธิเลือกตั้งออกจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือสมควรยกคำร้อง ก็ให้มีคำสั่งถอนชื่อผู้นั้น หรือยกคำร้อง แล้วแต่กรณี และให้แจ้งคำสั่งให้ผู้นั้นหรือเจ้าบ้านทราบ และให้นำความในมาตรา ๓๗ วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
- มาตรา ๓๙ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลใดแม้คำพิพากษา ยังไม่ถึงที่สุดก็ตาม ให้สำนักงานจัดทำทะเบียนผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและบันทึกการถูกเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้งของบุคคลนั้นไว้ และในกรณีที่ได้มีการประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งแล้ว ให้สำนักงานแจ้งให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งถอนชื่อผู้ซ่ึงศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งโดยการขีดชื่อบุคคลนั้น ออกจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พร้อมทั้งหมายเหตุไว้ด้วยว่าถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามคำสั่งศาล กรณีตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงานศาลยุติธรรมแจ้งคำพิพากษาดังกล่าวต่อสำนักงาน เพื่อดำเนินการ แก้ไขบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้สอดคล้องกัน
- มาตรา ๔๐ห้ามมิให้ผู้ใดดำเนินการหรือยินยอมให้มีการย้ายบุคคลใดเข้ามาในทะเบียนบ้าน ของตน เพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งโดยมิชอบ กรณี ดั งต่ อ ไปนี้ ให้ สั น นิ ษ ฐานว่า เป็ น การย้า ยบุ ค คลเข้ามาในทะเบี ย นบ้านเพื่ อ ประโยชน์ ใน การเลือกตั้งโดยมิชอบ (๑) การย้ายบุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปซึ่งไม่มีชื่อสกุลเดียวกับเจ้าบ้านเข้ามาในทะเบียนบ้านเพื่อให้ บุคคลดังกล่าวมีสิทธิเลือกตั้งที่จะมีขึ้นภายในสองปีนับแต่วันที่ย้ายเข้ามาในทะเบียนบ้าน (๒) การย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านโดยบุคคลนั้นมิได้อยู่อาศัยจริงโดยไม่มีเหตุอันสมควร (๓) การย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านโดยมิได้รับความยินยอมจากเจ้าบ้าน ความในวรรคสอง (๑) มิให้ใช้บังคับแก่หน่วยงานของรัฐ สถานศึกษา หรือสถานประกอบการ หรือสถานที่อื่นใดที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ที่ย้ายเจ้าหน้าที่ นักศึกษา หรือพนักงานของตน หรือ บุคคลที่คณะกรรมการประกาศกำหนด เข้ามาในทะเบียนบ้านของตน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ที่คณะกรรมการกำหนด
- หมวด ๔ ผู้สมัครและการสมัครรับเลือกตั้ง ส่วนที่ ๑ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง
- มาตรา ๔๑บุ ค คลผู้ มี คุ ณ สมบั ติ ดั ง ต่ อ ไปนี้ เป็ น ผู้ มี สิ ท ธิ ส มั ค รรั บ เลื อ กตั้ ง เป็ น สมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎร (๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีนับถึงวันเลือกตั้ง (๓) เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคการเมืองเดียวเป็นเวลาติดต่อกัน ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในกรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไปเพราะเหตุยุบสภา ระยะเวลา เก้าสิบวันดังกล่าวให้ลดลงเหลือสามสิบวัน (๔) ผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ด้วย (ก) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง (ข) เป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง (ค) เคยศึ ก ษาในสถานศึ ก ษาที่ ตั้ ง อยู่ ในจั ง หวั ด ที่ ส มั ค รรั บ เลื อ กตั้ ง เป็ น เวลาติ ด ต่ อ กั น ไม่น้อยกว่าห้าปีการศึกษา (ง) เคยรับราชการหรือปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง แล้วแต่กรณี เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปี
- มาตรา ๔๒บุ ค คลผู้ มี ลั ก ษณะดั งต่ อ ไปนี้ เป็ น บุ ค คลต้ อ งห้ามมิ ให้ ใช้ สิ ท ธิส มั ค รรับ เลื อ กตั้ ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (๑) ติดยาเสพติดให้โทษ (๒) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต (๓) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ (๔) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช (๕) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ (๖) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ (๗) อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัคร รับเลือกตั้ง (๘) ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล (๙) เคยได้ รั บ โทษจำ คุ ก โดยได้ พ้ น โทษมายั ง ไม่ ถึ ง สิ บ ปี นั บ ถึ ง วั น เลื อ กตั้ ง เว้ น แต่ ในความผิ ด อันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ (๑๐) เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือ ถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ (๑๑) เคยต้ อ งคำ พิ พากษาหรื อ คำ สั่ ง ของศาลอั น ถึ ง ที่ สุ ด ให้ ท รั พ ย์ สิ น ตกเป็ น ของแผ่ น ดิ น เพราะร่ำ รวยผิ ด ปกติ หรื อ เคยต้ อ งคำ พิ พากษาอั น ถึ ง ที่ สุ ด ให้ ล งโทษจำ คุ ก เพราะกระทำความผิ ด ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (๑๒) เคยต้ อ งคำ พิ พากษาอั น ถึ ง ที่ สุ ด ว่า กระทำความผิ ด ต่ อ ตำ แหน่ ง หน้า ที่ ราชการหรื อ ต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การ หรื อ หน่ ว ยงานของรั ฐ หรื อ ความผิ ด เกี่ ย วกั บ ทรั พ ย์ ที่ ก ระทำ โดยทุ จ ริ ต ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิ ด ตามกฎหมายว่า ด้ ว ยการกู้ ยื ม เงิ น ที่ เป็ น การฉ้ อ โกงประชาชน กฎหมายว่า ด้ ว ยยาเสพติ ด ใน ความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือ เจ้าสำนัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน (๑๓) เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง (๑๔) เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำนอกจากข้าราชการการเมือง (๑๕) เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (๑๖) เป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงยังไม่เกินสองปี (๑๗) เป็ น พนั ก งานหรื อ ลู ก จ้า งของหน่ ว ยราชการ หน่ ว ยงานของรั ฐ หรื อ รั ฐ วิ สาหกิ จ หรื อ เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ (๑๘) เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ (๑๙) อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (๒๐) เคยพ้ น จากตำแหน่ งเพราะศาลรั ฐ ธรรมนู ญ วิ นิ จ ฉั ย ว่า มี การเสนอ การแปรญั ต ติ หรื อ การกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่า โดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย (๒๑) เคยพ้ น จากตำแหน่ ง เพราะศาลฎีกาหรื อ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ ดำ รงตำแหน่ ง ทางการเมืองมีคำพิพากษาว่าเป็นผู้มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ หรือกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ส่วนที่ ๒ การสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
- มาตรา ๔๓ผู้ ส มั ค รรั บ เลื อ กตั้ ง แบบแบ่ ง เขตเลื อ กตั้ ง ต้ อ งเป็ น ผู้ ซึ่ ง พรรคการเมื อ งที่ ต น เป็นสมาชิกส่งสมัครรับเลือกตั้งและได้รับการสรรหาตามวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง โดยจะสมัครรับเลือกตั้งเกินหนึ่งเขตมิได้ และต้อ งไม่เป็นบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ใน บัญชีรายชื่อผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ
- มาตรา ๔๔ให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งประกาศวิธีการหรือสถานที่รับสมัคร ภายในสามวันนับแต่วันที่คณะกรรมการกำหนดวันเลือกตั้ง กรณีมีเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อาจมี การเปลี่ยนวิธีการหรือสถานที่รับสมัครก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด โดยจะกำหนดให้ การรับสมัครของแต่ละเขตเลือกตั้งในจังหวัดเดียวกันกระทำในสถานที่เดียวกันก็ได้
- มาตรา ๔๕ในการสมั ค รรับ เลื อ กตั้ งแบบแบ่งเขตเลื อ กตั้ ง ให้ ผู้ ส มั ค รยื่ น สมั ค รรับ เลื อ กตั้ ง ตามที่กำหนดตามมาตรา ๔๔ ภายในระยะเวลาการรับสมัคร โดยมีเอกสารและหลักฐาน ดังต่อไปนี้ (๑) หนั ง สื อ รั บ รองการส่ ง ผู้ ส มั ค รแบบแบ่ ง เขตเลื อ กตั้ ง ของหั ว หน้าพรรคการเมื อ ง ซึ่ ง ต้ อ ง มีคำรับรองด้วยว่าได้ดำเนินการถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองแล้ว ตามแบบที่คณะกรรมการกำหนด (๒) หลักฐานแสดงการเสียภาษี เงิน ได้ บุ คคลธรรมดาเป็ น เวลาติด ต่ อ กั น สามปี นั บ ถึงปี ที่ สมั ค ร รับเลือกตั้งของผู้สมัคร เว้นแต่เป็นผู้ไม่ได้เสียภาษีเงินได้ ให้ทำหนังสือยืนยันการไม่ได้เสียภาษีพร้อมทั้งสาเหตุ แห่งการไม่ได้เสียภาษี (๓) เงินค่าธรรมเนียมการสมัครคนละหนึ่งหมื่นบาท (๔) เอกสารและหลักฐานอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนดเท่าที่จำเป็นต่อการดำเนินการเลือกตั้ง ให้สำนักงานจัดทำข้อมูลหลักฐานตาม (๒) และเปิดเผยให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป
- มาตรา ๔๖ให้เป็นหน้าที่ของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่จะต้องตรวจสอบ การสมัครของผู้สมัครว่าได้ส่งเอกสารและหลักฐานตามมาตรา ๔๕ ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ ถ้าเห็นว่า ไม่ถูกต้องครบถ้วนให้คืนเอกสารและหลักฐานทั้งหมดให้ผู้สมัครนั้น ในกรณีที่ผู้สมัครได้ส่งเอกสารและหลักฐานตามมาตรา ๔๕ ถูกต้องครบถ้วนแล้ว ให้ผู้อำนวยการ การเลื อ กตั้งประจำเขตเลื อ กตั้ งออกหลั ก ฐานการรับ สมั ค รรับ เลื อ กตั้งให้ แก่ ผู้ ส มั ค รนั้ น เรีย งตามลำดั บ การยื่นสมัคร และให้ทำสำเนาคู่ฉบับไว้เป็นหลักฐานและให้ประกาศรายชื่อผู้สมัครภายในเจ็ดวันนับแต่ วั น ปิ ด รั บ สมั ค รไว้ โดยเปิ ด เผย ณ ที่ เลื อ กตั้ ง หรื อ บริ เวณใกล้ เคี ย งกั บ ที่ เลื อ กตั้ ง หรื อ สถานที่ อื่ น ที่เห็นสมควร ประกาศตามวรรคสองอย่างน้อยให้มีชื่อตัว ชื่อสกุล และรูปถ่ายของผู้สมัคร พรรคการเมือง ที่สังกัด และหมายเลขประจำตัวผู้สมัครที่จะใช้ในการออกเสียงลงคะแนน
- มาตรา ๔๗ในกรณีมีเหตุจำเป็นเฉพาะพื้นที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินการรับสมัครรับเลือกตั้งได้ ตามมาตรา ๔๕ เนื่องจากเกิดจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย เหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอื่น ในเขตเลือกตั้ง ให้ ค ณะกรรมการมีอำนาจประกาศกำหนดวัน รับ สมั ครเพิ่ ม เติ ม โดยอาจกำหนดให้ดำเนิ น การรับ สมั ค ร รับเลือกตั้งในท้องที่อื่นได้ ให้นำความในมาตรา ๑๖ มาใช้บังคับแก่การจัดการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งตามมาตรานี้ด้วย โดยอนุโลม
- มาตรา ๔๘ในการสมัครรับเลือกตั้ง ให้ผู้สมัครได้รับหมายเลขประจำตัวผู้สมัครเรียงตามลำดับ เลขที่ของหลักฐานการรับสมัครรับเลือกตั้งที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งออกให้ตามมาตรา ๔๖ ในกรณี ที่มีผู้มาสมัครพร้อมกันหลายคนและไม่อาจตกลงลำดับในการยื่นใบสมัครได้ ให้ใช้วิธี จับสลากระหว่างผู้สมัครที่มาพร้อมกัน เมื่อได้กำหนดหมายเลขประจำตัวผู้สมัครแล้วจะเปลี่ยนแปลงหมายเลขประจำตัวผู้สมัครไม่ได้ ไม่ว่าด้วยประการใด ๆ
- มาตรา ๔๙กรณีที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งไม่รับสมัครผู้ใด หรือไม่ประกาศ รายชื่อบุคคลใดเป็นผู้สมัครตามมาตรา ๔๖ ให้บุคคลนั้นมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายในเจ็ดวันนับแต่ วั น ที่ ไม่ รั บ สมั ค รหรื อ วั น ที่ ป ระกาศรายชื่ อ ผู้ ส มั ค ร แล้ ว แต่ ก รณี โดยไม่ ต้ อ งเสี ย ค่า ธรรมเนี ย มศาล ในการดำเนินกระบวนพิจารณา โดยในการพิจารณาและวินิจฉัยของศาลฎีกา ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จ ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสามวัน และเมื่อศาลฎีกามีคำวินิจฉัยเช่นใดแล้ว ให้ศาลแจ้งคำวินิจฉัยไปยัง ผู้ อำ นวยการการเลื อ กตั้ ง ประจำเขตเลื อ กตั้ ง เพื่ อ ดำ เนิ น การตามคำ วิ นิ จ ฉั ย ต่ อ ไปโดยเร็ ว แต่ ทั้ ง นี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติก่อนทราบคำวินิจฉัยของศาล
- มาตรา ๕๐เมื่ อ ผู้ อำนวยการการเลื อ กตั้งประจำเขตเลื อ กตั้งได้ อ อกหลั ก ฐานการรับ สมั ค ร รั บ เลื อ กตั้ ง ให้ แก่ ผู้ ส มั ค รตามมาตรา ๔๖ แล้ ว ผู้ ส มั ค รหรื อ พรรคการเมื อ งจะถอนการสมั ค รหรื อ เปลี่ยนแปลงผู้สมัครได้เฉพาะกรณีผู้สมัครตายหรือขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม และต้องกระทำ ก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
- มาตรา ๕๑ในกรณี ที่ ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ งหรื อ ผู้ ส มั ค รผู้ใดเห็ น ว่า ผู้ มี ชื่ อ ในประกาศรายชื่ อ ที่ ผู้ อำนวยการการเลื อ กตั้ ง ประจำเขตเลื อ กตั้ ง ได้ ป ระกาศตามมาตรา ๔๖ ไม่ มี สิ ท ธิ ส มั ค รรั บ เลื อ กตั้ ง ให้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ประกาศรายชื่อผู้สมัคร เมื่อคณะกรรมการ มีคำวินิจฉัยเช่นใดแล้ว ให้แจ้งคำวินิจฉัยไปยังผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งเพื่อดำเนินการ ตามคำวินิจฉัยต่อไปโดยเร็ว ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือน ถึงการปฏิบัติก่อนทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ในกรณี ที่ ค ณะกรรมการมี คำ วิ นิ จ ฉั ย ให้ ถ อนการรับ สมั ค รของผู้ ใด ให้ ผู้ นั้ น มี สิ ท ธิ ยื่ น อุ ท ธรณ์ คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อศาลฎีกาได้ภายในสามวันนับแต่วัน ที่ถูกถอนการรับสมัคร และในกรณี ที่ศาลฎีกา ยังมิได้มีคำวินิจฉัยเป็นประการใดก่อนวันเลือกตั้ง ให้การพิจารณาเป็นอันยุติ และให้ดำเนินการเลือกตั้ง ไปตามคำสั่งของคณะกรรมการ
- มาตรา ๕๒ก่อนวันเลือกตั้ง หากผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งตรวจสอบแล้ว เห็นว่าผู้สมัครผู้ใดไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัคร รับเลือกตั้ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้ถอนชื่อผู้นั้นออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัคร เมื่อถึงวันเลือกตั้ง ถ้าปรากฏว่าศาลฎีกายังมิได้วินิจฉัย ให้ดำเนินการเลือกตั้งไปตามประกาศรายชื่อ ผู้สมัครที่มีผลอยู่ในวันนั้น
- มาตรา ๕๓ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง หากผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง ตรวจสอบแล้วเห็นว่าผู้สมัครผู้ใดไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งและผู้สมัครผู้นั้นได้คะแนนอยู่ในลำดับที่จะได้รับการเลือกตั้ง ให้เสนอเรื่อง ต่อคณะกรรมการเพื่อวินิจฉัย ในกรณี ที่คณะกรรมการวินิจฉัยว่าผู้สมัครผู้นั้นมีเหตุดังกล่าว ให้มีคำสั่ง ยกเลิกการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นและสั่งให้ดำเนินการเลือกตั้งใหม่ ในกรณีนี้มิให้นำคะแนนที่ผู้สมัคร แต่ละคนได้รับไปใช้ในการคำนวณตามมาตรา ๑๒๘ กรณีตามวรรคหนึ่งหากผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามได้คะแนนไม่อยู่ในลำดับที่ จะได้รับการเลือกตั้ง มิให้นำคะแนนที่ผู้สมัครนั้นได้รับไปใช้ในการคำนวณตามมาตรา ๑๒๘ ในกรณีตามวรรคหนึ่ ง หรื อ วรรคสอง หากผู้ ส มั ค รผู้ นั้ น รู้ อ ยู่ แล้ ว ว่า ตนเป็ น ผู้ ไม่ มี สิ ท ธิ ส มั ค ร รับ เลือ กตั้ง ให้ คณะกรรมการสั่ งระงับ สิ ท ธิสมั ครรับ เลือ กตั้งไว้เป็นการชั่วคราว และดำเนิ น การต่ อไป ตามมาตรา ๑๓๘
- มาตรา ๕๔กรณี ที่ พ บเหตุ ตามมาตรา ๕๓ ภายหลังประกาศผลการเลื อ กตั้ ง และผู้ นั้ น เป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย ในกรณีตามวรรคหนึ่ง หากผู้สมัครผู้นั้นรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งแล้วปกปิด หรือไม่แจ้งข้อความจริงนั้น ให้ถือว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และ ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น และเมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ ให้นำความ ในมาตรา ๑๓๑ มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม เมื่ อ ศาลรั ฐ ธรรมนู ญ ได้ รั บ เรื่ อ งไว้ พิ จารณาแล้ ว หากปรากฏเหตุ อั น ควรสงสั ย ว่า สมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรผู้ ถู ก ร้ อ งมี ก รณี ตามที่ ถู ก ร้ อ ง ให้ ศาลรั ฐ ธรรมนู ญ มี คำ สั่ ง ให้ ผู้ นั้ น หยุ ด ปฏิ บั ติ ห น้า ที่ จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
- มาตรา ๕๕พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร หากประสงค์จะส่งผู้แทนไปประจำอยู่ ณ ที่เลือกตั้ง เพื่ อ สั ง เกตการณ์การออกเสี ย งลงคะแนนและการนั บ คะแนน ให้ ยื่ น หนั ง สื อ แต่ ง ตั้ ง ผู้ แทนของตน ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน ทั้งนี้ ให้แต่งตั้งได้ ที่เลือกตั้งละหนึ่งคน ผู้แทนพรรคการเมื อ งตามวรรคหนึ่ ง ต้ อ งอยู่ในที่ ซึ่ งจัด ไว้ ณ ที่ เลื อ กตั้ งซึ่ งสามารถมองเห็ น การปฏิบัติงานได้ และต้องปฏิบัติตามที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งกำหนด ในกรณีที่มีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนความในวรรคสอง ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง มีคำสั่งให้ผู้แทนพรรคการเมืองนั้ นออกไปจากที่ เลือกตั้ง และให้ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำ หน่วยเลือกตั้งดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่ง การปฏิ บัติงานของผู้แทนพรรคการเมืองให้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ คณะกรรมการ กำหนด ส่วนที่ ๓ การสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ
- มาตรา ๕๖พรรคการเมื อ งใดส่ ง ผู้ ส มั ค รแบบแบ่ ง เขตเลื อ กตั้ ง แล้ ว ให้ มี สิ ท ธิ ส่ ง ผู้ ส มั ค ร แบบบัญชีรายชื่อได้พรรคละหนึ่งบัญชี มีจำนวนไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบรายชื่อ ตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (๑) ดำเนิ น การสรรหาผู้ ส มั ค รแบบบั ญ ชี รายชื่ อ ตามวิ ธี การที่ กำหนดไว้ในกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (๒) พรรคการเมืองจะเสนอรายชื่อบุคคลใดต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากบุคคลนั้น และ บุคคลดังกล่าวต้องเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองที่จะเสนอรายชื่อเพียงพรรคเดียว (๓) ให้ จัดทำบั ญ ชีรายชื่อตามแบบที่คณะกรรมการกำหนด โดยจัดเรียงลำดับรายชื่อ ผู้สมัคร ตามลำดับหมายเลข (๔) รายชื่อในบัญชีผู้สมัครของพรรคการเมืองต้องไม่ซ้ำกับพรรคการเมืองอื่น และไม่ซ้ำกับรายชื่อ ผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง การจัดทำบัญชีรายชื่อตามวรรคหนึ่งต้องให้สมาชิกของพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย โดยต้องคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
- มาตรา ๕๗การสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ให้พรรคการเมืองยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัคร ที่ พ รรคการเมืองจั ดทำขึ้ น ตามมาตรา ๕๖ ต่ อคณะกรรมการก่ อ นปิ ด การรั บ สมั ครรั บ เลื อ กตั้ งสมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ตามวิธีการและสถานที่ที่คณะกรรมการกำหนด กรณีมีเหตุจำเป็น อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ คณะกรรมการอาจเปลี่ยนวิธีการหรือสถานที่รับสมัครก็ได้ ในการยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครตามวรรคหนึ่ง ต้องยื่นพร้อมเอกสารและหลักฐานดังต่อไปนี้ (๑) หนังสือยินยอมของผู้สมัคร (๒) หนังสือรับรองของพรรคการเมืองว่าได้ดำเนินการถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองแล้ว (๓) หลักฐานแสดงการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเวลาติดต่อกันสามปีนับถึงปีที่สมัครรับ เลือกตั้งของผู้สมัคร เว้นแต่เป็นผู้ไม่ได้เสียภาษีเงินได้ ให้ทำหนังสือยืนยันการไม่ได้เสียภาษีพร้อมทั้งสาเหตุ แห่งการไม่ได้เสียภาษี (๔) เงินค่าธรรมเนียมการสมัครคนละหนึ่งหมื่นบาท (๕) เอกสารและหลักฐานอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนดเท่าที่จำเป็นต่อการดำเนินการเลือกตั้ง ให้สำนักงานจัดทำข้อมูลหลักฐานตาม (๓) และเปิดเผยให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ในกรณีพรรคการเมืองใดยื่นเอกสารและหลักฐานการสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรายใดไม่ถูกต้อง ครบถ้วน ให้คณะกรรมการมีอำนาจไม่รับสมัครรับเลือกตั้งผู้สมัครรายนั้นได้ และให้สำนักงานแจ้งเหตุผล ให้พรรคการเมืองทราบ ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการกำหนด
- มาตรา ๕๘เมื่อคณะกรรมการรับสมัครผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคการเมืองใดแล้ว ให้ประกาศรายชื่อผู้สมัครภายในเจ็ดวันนับแต่วันปิดรับสมัครไว้โดยเปิดเผย ณ ที่เลือกตั้ง หรือบริเวณใกล้เคียง กับที่เลือกตั้ง หรือสถานที่อื่นที่เห็นสมควร และให้นำความในมาตรา ๔๖ วรรคสาม และมาตรา ๔๗ มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
- มาตรา ๕๙กรณี ที่ ค ณะกรรมการไม่ รับ สมั ค รบุ ค คลใดหรือ ไม่ ประกาศรายชื่อ บุ ค คลใดเป็ น ผู้สมัครตามมาตรา ๕๘ ให้บุคคลนั้นมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ไม่รับสมัครหรือ วันที่ประกาศรายชื่อผู้สมัคร แล้วแต่กรณี และให้นำความในมาตรา ๔๙ มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
- มาตรา ๖๐ให้นำความในมาตรา ๕๑ มาใช้บังคับแก่กรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือผู้สมัครผู้ใด เห็ น ว่าผู้ มี ชื่อในบั ญ ชี รายชื่ อที่ ค ณะกรรมการประกาศตามมาตรา ๕๘ ไม่ มี สิท ธิส มั ค รรับ เลื อ กตั้ งด้ วย โดยอนุโลม
- มาตรา ๖๑ก่อนวันเลือกตั้ง หากคณะกรรมการเห็นว่าผู้สมัครของพรรคการเมืองใดไม่มีสิทธิ สมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้ยื่นคำร้อง ต่อศาลฎีกาให้ถอนชื่อผู้นั้นออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัคร และให้นำความในมาตรา ๕๒ วรรคสอง มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม ส่วนที่ ๔ ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งและวิธีการหาเสียง
- มาตรา ๖๒ให้ ค ณะกรรมการประกาศกำหนดจำ นวนเงิ น ค่า ใช้ จ่า ยของผู้ ส มั ค รแบบ แบ่ ง เขตเลื อ กตั้ ง แต่ ละคน และของพรรคการเมื อ งที่ จะใช้ จ่า ยในการเลื อ กตั้ ง โดยหารื อ กั บ หั ว หน้า พรรคการเมือ ง และให้มีการทบทวนการกำหนดจำนวนเงินดังกล่าวให้สอดคล้องกับความจำเป็นและ สภาวะทางเศรษฐกิจอย่างน้อยทุกสี่ปี ค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองตามวรรคหนึ่งต้องเป็นการหาเสียงของพรรคการเมืองตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่ คณะกรรมการกำหนด โดยจะกำหนดให้ใช้จำนวนสมาชิกของพรรคการเมือ งที่ ส่งสมัค ร รับเลือกตั้งเป็นรายบุคคลมาเป็นฐานในการคำนวณมิได้
- มาตรา ๖๓ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมื อ งใช้จ่ายในการเลือกตั้งเกินจำนวนค่าใช้จ่าย ที่กำหนดตามมาตรา ๖๒ ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้รวมถึงบรรดาเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดที่บุคคลใด ๆ จ่ายหรือรับว่าจะจ่ายแทน หรือนำมาให้ใช้โดยไม่คิดค่าตอบแทนเพื่อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง โดยผู้ ส มั ค รหรือพรรคการเมื อ งนั้ น ยิ น ยอมหรือ ไม่ คั ด ค้า น ในกรณี ที่ นำทรัพ ย์ สิ น มาให้ ใช้ ให้ คำนวณ ตามอัตราค่าเช่าหรือค่าตอบแทนตามปกติในท้องที่นั้น ๆ ทั้งนี้ ไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายที่คณะกรรมการจัดให้แก่ ผู้สมัครทุกคนและพรรคการเมืองทุกพรรคอย่างเท่าเทียมกัน
- มาตรา ๖๔ในการคำนวณค่าใช้จ่ายของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองสำหรับการเลือกตั้งแต่ละครั้ง ให้คำนวณตามค่าใช้จ่ายที่ใช้จ่ายจริงในการเลือกตั้งในระหว่างระยะเวลาดังต่อไปนี้ (๑) ในกรณีที่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจากการครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร ให้คำนวณ ค่าใช้จ่ายที่ใช้จ่ายไปตั้งแต่หนึ่งร้อยแปดสิบวันก่อนวันที่คณะกรรมการประกาศให้มีการเลือกตั้ง จนถึง วันเลือกตั้ง (๒) ในกรณีที่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจากการยุบสภา หรือการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้คำนวณค่าใช้จ่ายที่ใช้จ่ายไปตั้งแต่วันที่ยุบสภาหรือวันที่ตำแหน่งว่างลง แล้วแต่กรณี จนถึงวันเลือกตั้ง ในกรณี ที่ มี เหตุ อั น สมควรเพื่ อ ประโยชน์ในการดำ เนิ น การหรื อ การจั ด การเลื อ กตั้ ง ให้ เป็ น ไป โดยสุจริตและเที่ยงธรรม คณะกรรมการจะขยายระยะเวลาตามวรรคหนึ่งออกไปก็ได้ ให้ ค ณะกรรมการประกาศประเภทของค่า ใช้ จ่า ยในการเลื อ กตั้ ง ไว้ เป็ น ตั ว อย่า งให้ ผู้ ส มั ค ร พรรคการเมือง และประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ประกาศดังกล่าวให้มีการปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน
- มาตรา ๖๕เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามมาตรา ๖๔ แล้ว พรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่ง ในพรรคการเมื อ ง และสมาชิ ก พรรคการเมื อ งซึ่ ง เป็ น สมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรหรื อ ผู้ ดำ รงตำแหน่ ง ทางการเมืองผู้ใด ให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่บุคคล คณะบุคคล หรือนิ ติบุ คคล ให้ถือว่าเป็นการใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งตามมาตรา ๖๓ โดยให้นำไปรวมคำนวณ เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของพรรคการเมืองนั้นในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งต่อไป การกระทำตามวรรคหนึ่ ง ถ้าเป็ น การกระทำของสมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรซึ่ งกระทำภายใน เขตเลือกตั้งของตน ให้ถือว่าเป็นการใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งตามมาตรา ๖๔ โดยให้นำไปรวมคำนวณ เป็นค่าใช้จ่ายของผู้นั้นในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งต่อไป ความในวรรคหนึ่ ง และวรรคสองมิ ให้ ใช้ บั ง คั บ แก่ การให้ตามปกติ ป ระเพณี หรื อ เมื่ อ มี เหตุ อันสมควร ทั้งนี้ ตามจำนวน หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด
- มาตรา ๖๖ในกรณี ที่ ค วามปรากฏต่ อ คณะกรรมการว่า มี ผู้ ใดกระทำการตามมาตรา ๖๕ ให้คณะกรรมการสั่งให้เลขาธิการบันทึกไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของพรรคการเมืองหรือของผู้ซึ่ง ดำ รงตำแหน่ ง ตามมาตรา ๖๕ ในการเลื อ กตั้ ง สมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรครั้ ง ต่ อ ไป แล้ ว แจ้ ง ให้ พรรคการเมืองหรือบุคคลดังกล่าวทราบ พรรคการเมืองหรือบุคคลดังกล่าวที่ไม่เห็นด้วยให้มีสิทธิยื่นคัดค้าน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด
- มาตรา ๖๗ภายในกำหนดเก้า สิ บ วั น นั บ จากวั น เลื อ กตั้ ง ผู้ ส มั ค รแต่ละคนและหั ว หน้า พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ต้องยื่นบัญชีรายรับและรายจ่ายต่อคณะกรรมการ ตามแบบ ที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ได้จ่ายไปแล้วและที่ยังค้างชำระ รวมทั้งเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริง และผู้สมัครหรือหัวหน้า พรรคการเมือง แล้วแต่กรณี ต้องลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องครบถ้วนของบัญชีรายรับและรายจ่าย ให้คณะกรรมการเปิดเผยรายงานสรุปรายรับและรายจ่ายของผู้สมัครแต่ละคนและพรรคการเมือง แต่ละพรรคโดยประกาศให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ให้ ค ณะกรรมการดำ เนิ น การให้ มี การตรวจสอบรายการค่า ใช้ จ่า ยตามวรรคหนึ่ ง ตามวิ ธี การ ที่คณะกรรมการกำหนด ในกรณีที่ความปรากฏต่อคณะกรรมการหรือมีการคัดค้านว่าผู้สมัครผู้ใดหรือพรรคการเมืองใดใช้จ่าย เกี่ยวกับการเลือกตั้งเกินจำนวนค่าใช้จ่ายที่คณะกรรมการกำหนด หรือปรากฏว่าบัญชีรายรับและรายจ่าย ไม่ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริง ให้คณะกรรมการดำเนินการให้มีการสืบสวนหรือไต่สวนและวินิจฉัย เพื่อดำเนินการต่อไปโดยเร็ว และให้เก็บรักษาบัญชีรายรับและรายจ่าย เอกสารและหลักฐานดังกล่าวไว้ จนกว่าคณะกรรมการจะดำเนินการแล้วเสร็จ
- มาตรา ๖๘เพื่อประโยชน์แห่งความเที่ยงธรรมและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ให้คณะกรรมการ กำหนดวิธีการหาเสียงเลือกตั้งให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองต้องปฏิบัติ วิธีการหาเสียงเลือกตั้งดังกล่าว ให้มีผลภายในกำหนดเวลา ดังต่อไปนี้ (๑) ในกรณีที่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจากการครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร ให้กระทำได้ ตั้งแต่หนึ่งร้อยแปดสิบวันก่อนวันครบอายุ จนถึงวันก่อนวันเลือกตั้ง (๒) ในกรณีที่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจากการยุบสภา หรือการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้กระทำได้ตั้งแต่วันที่ยุบสภาหรือวันที่ตำแหน่งว่างลง แล้วแต่กรณี จนถึงวันก่อนวันเลือกตั้ง (๓) ในกรณีมีการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ให้กระทำได้ตั้งแต่วันที่มีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ จนถึงวันก่อนวันเลือกตั้ง (๔) ในกรณี มี การสั่ ง ให้ มี การออกเสี ย งลงคะแนนใหม่ ผู้ ใดจะหาเสี ย งเลื อ กตั้ ง มิ ได้ เว้ น แต่ คณะกรรมการจะมีมติเป็นอย่างอื่นโดยคำนึงถึงความสุจริตและเที่ยงธรรม
- มาตรา ๖๙ห้ามผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือผู้ใดโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งทางวิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ เว้นแต่เป็นการดำเนินการตามที่ได้รับการสนับสนุนตามมาตรา ๘๑
- มาตรา ๗๐การหาเสียงเลือกตั้งจะกระทำโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด แต่ห้ามมิให้ผู้ใดหาเสียงเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษ แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดนับตั้งแต่เวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา ของวันก่อนวันเลือกตั้งหนึ่งวันจนสิ้นสุด วันเลือกตั้ง ในการกำหนดหลั ก เกณฑ์ วิ ธี การ และเงื่ อ นไขตามวรรคหนึ่ ง ให้ ค ณะกรรมการหารื อ กั บ พรรคการเมือง และผู้ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพสื่อมวลชนทั้งสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และสื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ ด้วย ในกรณีที่ความปรากฏต่อคณะกรรมการว่าผู้ใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง โดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการ หรือฝ่าฝืนเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการมีอำนาจสั่งให้แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือลบข้อมูลภายในเวลาที่คณะกรรมการกำหนด ให้นำค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้งโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรานี้ ไปรวมคำนวณ เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครและพรรคการเมืองด้วย
- มาตรา ๗๑การหาเสียงเลือกตั้งด้วยวิธีการอื่นใดนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๙ มาตรา ๗๐ มาตรา ๘๑ และมาตรา ๘๓ คณะกรรมการจะกำหนดให้ต้องทำตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่คณะกรรมการกำหนดก็ได้ โดยคำนึงถึงความเท่าเทียม ความเสมอภาค และความเที่ยงธรรมของผู้สมัคร และพรรคการเมือง
- มาตรา ๗๒การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดยมีเจตนาไม่สุจริต มีลักษณะเป็นการชี้นำ หรือมีผลต่อการตัดสินใจในการลงคะแนนเลือกหรือลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครผู้ใดจะกระทำมิได้
- มาตรา ๗๓ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนน ไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ (๑) จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใด อันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด (๒) ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดไม่ว่าจะโดยตรงหรือ โดยอ้อมแก่ชุมชน สมาคม มูลนิธิ วัด สถานศึกษา สถานสงเคราะห์ หรือสถาบันอื่นใด (๓) ทำการโฆษณาหาเสียงด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงต่าง ๆ (๔) เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด (๕) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิด ในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ความใน (๓) มิ ให้ ใช้ บั งคั บ แก่ ผู้ ส มั ค รที่ ใช้ ค วามรู้ความสามารถทางศิ ล ปะของตน หาเสี ย ง ให้แก่ตนเองโดยไม่ใช้อุปกรณ์ในการแสดงมหรสพ ความผิ ด ตาม (๑) หรือ (๒) ให้ ถื อ ว่าเป็ น ความผิ ด มู ล ฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้ อ งกั น และปราบปรามการฟอกเงิน และให้คณะกรรมการมีอำนาจส่งเรื่องให้สำนักงานป้องกันและปราบปราม การฟอกเงินดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจได้
- มาตรา ๗๔การหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครและพรรคการเมือง ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับแนวทาง ที่กำหนดเป็นนโยบายของพรรคการเมืองตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
- มาตรา ๗๕ห้ามมิให้ผู้ใดหรือพรรคการเมืองใดเรียกหรือรับทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใด เพื่อลงสมัครหรือส่งผู้สมัคร หรือไม่ลงสมัครหรือไม่ส่งผู้สมัครอันก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้สมัครอื่นหรือ พรรคการเมืองอื่นในการเลือกตั้ง และทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
- มาตรา ๗๖ห้า มมิ ให้ ผู้ ส มั ค รผู้ ใดจั ด ยานพาหนะนำ ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ไปยั ง ที่ เลื อ กตั้ ง หรื อ นำกลับไปจากที่เลือกตั้ง หรือจัดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปหรือกลับเพื่อการออกเสียงลงคะแนน โดยไม่ต้อง เสียค่าโดยสารยานพาหนะหรือค่าจ้างซึ่งต้องเสียตามปกติ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง เพื่อจูงใจหรือควบคุมให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปลงคะแนนเลือก หรือลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด บทบัญญัติในมาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่การที่หน่วยงานของรัฐจัดยานพาหนะเพื่ออำนวยความสะดวก แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการกำหนด
- มาตรา ๗๗ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิได้มีสัญชาติไทยเข้ามีส่วนช่วยเหลือในการหาเสียงเลือกตั้ง หรือ กระทำการใด ๆ เพื่ อ ประโยชน์ในการเลื อ กตั้ ง โดยประการที่ เป็ น คุ ณ หรื อ เป็ น โทษแก่ ผู้ ส มั ค รหรื อ พรรคการเมืองใด ทั้งนี้ เว้นแต่การกระทำนั้นเป็นการช่วยราชการหรือเป็นการประกอบอาชีพตามปกติ โดยสุจริตของผู้นั้น
- มาตรา ๗๘ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายกระทำการใด ๆ เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง การใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายตามวรรคหนึ่ง มิให้หมายความรวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ ตามปกติที่พึงต้องปฏิบัติในตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น หรือการแนะนำหรือช่วยเหลือในการดำเนินการ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง โดยมิได้เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ แม้ว่า การกระทำจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ในกรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการหรือ กรรมการที่ พ บเห็ น มี อำนาจสั่ งให้ เจ้าหน้าที่ ของรัฐยุติหรือระงับการกระทำใดที่ เห็ น ว่าอาจเป็ น คุ ณ หรือ เป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ในกรณีตามวรรคสาม ให้คณะกรรมการแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีหน้าที่และอำนาจกำกับดูแล เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น สั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีพ ฤติการณ์อันอาจเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือ พรรคการเมืองใดพ้นจากหน้าที่เป็นการชั่วคราว หรือสั่งให้ประจำกระทรวง ทบวง กรม ศาลากลางจังหวัด หรือที่ว่าการอำเภอ ในเขตเลือกตั้งหรือนอกเขตเลือกตั้ง หรือห้ามเข้าเขตเลือกตั้งใดเขตเลือกตั้งหนึ่งได้
- มาตรา ๗๙ห้ามมิ ให้ ผู้ ใดทำการโฆษณาหาเสียงเลื อ กตั้ งโดยวิธีการใดไม่ว่าจะเป็ น คุ ณ หรือ เป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง นับตั้งแต่เวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา ของวันก่อนวันเลือกตั้งหนึ่งวัน จนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง
- มาตรา ๘๐เพื่อให้การหาเสียงเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ให้คณะกรรมการกำหนด ลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครและพรรคการเมือง ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองจะมีผู้ช่วยหาเสียงก็ได้ แต่ต้องไม่เกินจำนวนที่คณะกรรมการกำหนด และต้องแจ้งให้สำนักงานทราบรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ช่วยหาเสียง หน้าที่และค่าตอบแทนผู้ช่วยหาเสียง ทั้งนี้ ตามรายการและวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
- มาตรา ๘๑ให้คณะกรรมการมีหน้าที่สนับสนุนการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครและ พรรคการเมือง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด ในการนี้ คณะกรรมการจะขอให้ หน่วยงานอื่นของรัฐเป็นผู้ดำเนินการสนับสนุนด้วยก็ได้ ในการสนับสนุนการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการอาจจัดเวทีประชัน นโยบายบริหารประเทศสำหรับพรรคการเมืองได้ด้วย
- มาตรา ๘๒ให้เป็นหน้าที่ของพนักงานหรือลูกจ้างของสำนักงาน ผู้ตรวจการเลือกตั้ง และ เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ช่วยเหลือการปฏิบัติงานในการเลือกตั้ง ที่ จะต้องตรวจสอบดูแล การดำเนิ น การตามพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรัฐธรรมนู ญ นี้ ในกรณี ที่ พ บเห็ น การกระทำใดมิ ได้ เป็ น ไป ตามมาตรา ๘๐ และมาตรา ๘๑ ต้องรายงานให้คณะกรรมการทราบเพื่ อ ดำเนิ น การตามหน้าที่ และ อำนาจต่อไปโดยทันที พนักงานหรือลูกจ้างของสำนักงาน หรือเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งมีหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ผู้ใดไม่รายงาน ให้คณะกรรมการทราบโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำความผิดทางวินัย และให้คณะกรรมการ ส่งเรื่องให้ผู้มีอำนาจดำเนิ น การทางวินัยดำเนิ น การตามหน้าที่และอำนาจแก่ผู้ นั้ น โดยเร็ว และแจ้งผล ให้คณะกรรมการทราบด้วย ในกรณีที่ผู้ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ตรวจการเลือกตั้ง ให้ถือว่า ละทิ้งหน้าที่หรือไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
- มาตรา ๘๓ให้ผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือผู้ใดปิดประกาศหรือติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ได้เฉพาะในสถานที่ที่คณะกรรมการกำหนด และต้องมีขนาดและจำนวนไม่เกินที่คณะกรรมการกำหนด โดยการกำหนดดังกล่าวให้หารือกับพรรคการเมืองด้วย
- หมวด ๕ การออกเสียงลงคะแนนและการนับคะแนน ส่วนที่ ๑ การออกเสียงลงคะแนน
- มาตรา ๘๔การออกเสียงลงคะแนนให้กระทำได้โดยวิธีการลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้ง คณะกรรมการอาจกำหนดให้มีการออกเสียงลงคะแนนโดยวิธีอื่นก็ได้ หากการออกเสียงลงคะแนน โดยวิธีนั้นสามารถป้องกั นการทุจริตในการเลือกตั้ งได้ อย่างมีประสิ ทธิภาพและสะดวกกว่าการออกเสี ยง ลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้งและมีค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่า และวิธีการนั้นเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ การออกเสียงลงคะแนนตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้ เป็ น ไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการ ที่คณะกรรมการกำหนด ในกรณี ที่ ค ณะกรรมการกำหนดให้ มี การออกเสี ย งลงคะแนนโดยวิ ธี อื่ น ที่ มิ ใช่ การลงคะแนน ด้วยบัตรเลือกตั้ง มิให้นำความในมาตรา ๙๑ มาตรา ๙๓ มาตรา ๙๕ มาตรา ๙๖ มาตรา ๙๘ และ มาตรา ๙๙ มาใช้บังคับ
- มาตรา ๘๕หี บ บั ต รเลื อ กตั้ ง และบั ต รเลื อ กตั้ ง ให้ มี ลั ก ษณะตามที่ ค ณะกรรมการกำ หนด ในการกำหนดเกี่ยวกับหีบบัตรเลือกตั้งต้องกำหนดให้สามารถใช้หีบบัตรเลือกตั้งเดิมได้ด้วย
- มาตรา ๘๖ในวันเลือกตั้งให้เปิดการออกเสียงลงคะแนนตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกา ถึงเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา
- มาตรา ๘๗ก่อนเริ่มเปิดให้มีการออกเสียงลงคะแนน ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง นับจำนวนบัตรเลือกตั้งทั้งหมดของหน่วยเลือกตั้งนั้น และปิดประกาศจำนวนบัตรเลือกตั้งไว้ในที่เปิดเผย และเมื่อถึงเวลาเปิดการลงคะแนน ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเปิดหีบบัตรเลือกตั้งในที่เปิดเผย แสดงให้ ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ งซึ่ ง อยู่ ณ ที่ เลื อ กตั้ ง นั้ น เห็ น ว่าหี บ บั ต รเลื อ กตั้ งเป็ น หี บ เปล่า และให้ ปิ ด หี บ บัตรเลือกตั้งตามวิธีการที่ ค ณะกรรมการกำหนด แล้วให้ ทำการบั น ทึ กการดำเนินการดังกล่าว โดยให้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสองคนซึ่งอยู่ในที่เลือกตั้งในขณะนั้นลงลายมือชื่อในบันทึ กนั้ นด้วย เว้นแต่ ไม่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้ง
- มาตรา ๘๘ในระหว่างเวลาเปิ ด การออกเสี ย งลงคะแนน ให้ ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ งซึ่ งประสงค์ จะออกเสียงลงคะแนนนำบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรหรือหลักฐานอื่นใดของทางราชการ หรือ หน่วยงานของรัฐที่มีรูปถ่ายและมีเลขประจำตัวประชาชนของผู้ถือบัตรไปแสดงตนต่อกรรมการประจำ หน่วยเลือกตั้ง แล้วให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งมอบบัตรเลือกตั้งให้แก่ผู้นั้นเพื่อไปออกเสียงลงคะแนน บัตรประจำตัวประชาชนแม้จะหมดอายุแล้วก็ให้สามารถใช้ในการแสดงตนตามวรรคหนึ่งได้ ขั้นตอนและวิธีการตรวจสอบการแสดงตนให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด
- มาตรา ๘๙ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งมีชื่ออยู่ในบั ญ ชีรายชื่อ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งของหน่ วยเลื อกตั้งใด ให้ออกเสียงลงคะแนนได้ ณ ที่เลือกตั้งของหน่วยเลือกตั้งนั้น และให้มีสิทธิลงคะแนนได้เพียงแห่งเดียว
- มาตรา ๙๐ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยเลือกตั้งอื่นที่อยู่นอก หน่วยเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งเดียวกัน สามารถออกเสียงลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้ง ที่ตนต้องปฏิบัติหน้าที่ โดยให้ประธานกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งบันทึกการลงคะแนนของผู้นั้นไว้ และ แจ้งให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งทราบ ทั้งนี้ ตามวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
- มาตรา ๙๑การออกเสียงลงคะแนน ให้ทำเครื่องหมายกากบาทลงในช่องทำเครื่องหมายของ หมายเลขผู้สมัครในบัตรเลือกตั้ง และในกรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งประสงค์จะลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด ให้ทำเครื่องหมายกากบาทลงในช่องทำเครื่องหมาย “ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด”
- มาตรา ๙๒เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ ในการออก เสียงลงคะแนน ให้คณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายจัดให้มีการอำนวยความสะดวกสำหรับ การออกเสี ย งลงคะแนนของบุ ค คลดั ง กล่าวไว้ เป็ น พิ เศษ หรื อ จั ด ให้ มี การช่ ว ยเหลื อ ในการออกเสี ย ง ลงคะแนนภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ในการให้ความช่วยเหลือดังกล่าว ต้องให้บุคคลนั้นได้ออกเสียงลงคะแนนด้วยตนเองตามเจตนาของบุคคลนั้น เว้นแต่ลักษณะทางกายภาพ ทำให้คนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุไม่สามารถทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งได้ ให้บุคคลอื่นหรือ กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเป็นผู้กระทำการแทน โดยความยินยอมและเป็นไปตามเจตนาของคนพิการ หรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุนั้น ทั้งนี้ ให้ถือเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ในกรณี ที่ ค ณะกรรมการเห็ น สมควร อาจกำหนดให้ มี การจั ด ที่ เลื อ กตั้ งสำหรั บ คนพิการหรื อ ทุ พ พลภาพ หรื อ ผู้ สู งอายุ เป็ น กรณี พิ เศษ โดยจั ด ให้ บุ ค คลนั้ น ได้ ล งทะเบี ย นเพื่ อ ขอใช้ สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ณ สถานที่ ดั ง กล่า ว และเมื่ อ ได้ ล งทะเบี ย นแล้ ว ให้ ห มดสิ ท ธิ เลื อ กตั้ งในหน่ ว ยเลื อ กตั้ ง ที่ ต นมี ชื่ อ อยู่ ในทะเบียนบ้าน การอำนวยความสะดวกตามวรรคหนึ่ ง การจั ด ที่ เลื อ กตั้ งและการลงทะเบี ย นเพื่ อ ขอใช้ สิ ท ธิ ตามวรรคสอง ให้ เป็ น ไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ คณะกรรมการกำหนด การลงทะเบี ย นดังกล่าว ให้เป็นไปตามวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งต้องคำนึงถึงความสะดวกของผู้ขอลงทะเบียนด้วย
- มาตรา ๙๓เมื่ อ ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ทำ เครื่ อ งหมายกากบาทลงในบั ต รเลื อ กตั้ ง แล้ ว ให้ พั บ บัตรเลือกตั้งเพื่อมิให้ผู้อื่นทราบว่าลงคะแนนเลือกผู้สมัครผู้ใดหรือลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด แล้วให้ นำบัตรเลือกตั้งนั้นใส่ลงในหีบบัตรเลือกตั้งด้วยตนเองต่อหน้ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง
- มาตรา ๙๔ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน ในหน่วยเลือกตั้งนั้น พยายามออกเสียงลงคะแนนหรือออกเสียงลงคะแนน โดยแสดงบัตรประจำตัวประชาชน หรือหลักฐานอื่นที่มิได้มีไว้สำหรับตนหรือที่ปลอมแปลงขึ้นต่อกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเพื่อออกเสียง ลงคะแนน
- มาตรา ๙๕ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดใช้บัตรอื่นที่มิใช่บัตรเลือกตั้งที่ได้รับจากเจ้าพนักงาน ผู้ดำเนินการเลือกตั้งซึ่งมีอำนาจเพื่อออกเสียงลงคะแนน ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดนำบัตรเลือกตั้งออกไปจากที่เลือกตั้ง
- มาตรา ๙๖ห้ามมิให้ผู้ใดจงใจทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง
- มาตรา ๙๗ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือ กตั้งใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ ใดถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ ตน ได้ลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว
- มาตรา ๙๘ห้า มมิ ให้ ผู้ ใดนำ บั ต รเลื อ กตั้ ง ใส่ ในหี บ บั ต รเลื อ กตั้ ง โดยไม่ มี อำ นาจโดยชอบ ด้วยกฎหมาย หรือกระทำการใดในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อแสดงว่ามีผู้มาแสดงตนเพื่อออกเสียง ลงคะแนนโดยผิดไปจากความจริง หรือกระทำการใดอันเป็นเหตุให้มีบัตรเลือกตั้งเพิ่มขึ้นจากความจริง
- มาตรา ๙๙ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนำบัตรเลือกตั้งที่ออกเสียงลงคะแนนแล้วแสดงต่อผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นทราบว่าตนได้ลงคะแนนเลือกหรือลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด
- มาตรา ๑๐๐ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการใดโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อมิให้ผู้มีสิทธิ เลือกตั้งสามารถใช้สิทธิได้ หรือขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไป ณ ที่เลือกตั้ง หรือมิให้ไปถึง ณ ที่ดังกล่าวภายในกำหนดเวลาที่จะออกเสียงลงคะแนนได้
- มาตรา ๑๐๑ห้า มมิ ให้ ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ผู้ ใดเรี ย ก รั บ หรื อ ยอมจะรั บ เงิน ทรั พ ย์ สิ น หรื อ ประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อลงคะแนนหรืองดเว้นไม่ลงคะแนน
- มาตรา ๑๐๒ในกรณีที่การออกเสียงลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้งแห่งใด ไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากเกิดจลาจล อุท กภัย อัคคีภัย เหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอย่างอื่น ถ้าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้น ก่อนวันเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งกำหนดที่เลือกตั้งใหม่ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถไปลงคะแนนเลือกตั้งได้โดยสะดวก แต่ถ้าไม่อาจกำหนดที่เลือกตั้งใหม่ได้ ให้ประกาศงดลงคะแนน เลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งนั้น แล้วรายงานต่อคณะกรรมการโดยเร็ว ในกรณีที่เหตุตามวรรคหนึ่งเกิดขึ้นในวันเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง หรือ คณะกรรมการประจำหน่ ว ยเลื อ กตั้งประกาศงดลงคะแนนในหน่วยเลื อ กตั้งนั้ น แล้ วรายงานต่ อ คณะกรรมการโดยเร็ว การดำเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสองให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการ กำหนด เมื่ อ ได้ รับ รายงานตามวรรคหนึ่งหรือ วรรคสองแล้ ว ให้ ค ณะกรรมการพิจารณาและกำ หนด วันลงคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งนั้นหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นเพื่อประโยชน์แห่งความสุจริตและเที่ยงธรรม ในการเลือกตั้งโดยเร็ว
- มาตรา ๑๐๓เมื่ อ ถึ งกำหนดเวลาปิ ด การออกเสี ย งลงคะแนนแล้ ว ให้ ค ณะกรรมการประจำ หน่วยเลือกตั้งประกาศปิดการออกเสียงลงคะแนน และงดจ่ายบัตรเลือกตั้ง แล้วให้ทำเครื่องหมายในบัตรเลือกตั้ง ที่เหลืออยู่ให้เป็นบัตรเลือกตั้งที่ใช้ลงคะแนนไม่ได้ แต่ในกรณีที่ยังมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งประสงค์จะออกเสียง ลงคะแนนได้มาปรากฏตัวอยู่ในที่ เลือกตั้งเพื่ อ ใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วก่อนเวลาปิดการออกเสียงลงคะแนน แต่ยังไม่ได้แสดงตนหรือรับบัตรเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งอนุญาตให้บุคคลเหล่านั้น แสดงตนและมอบบั ต รเลื อ กตั้ งเพื่ อ ใช้ สิ ท ธิ เลื อ กตั้ งได้ และเมื่ อ ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ งออกเสี ย งลงคะแนน เสร็จสิ้นแล้ว ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งปิดช่องใส่บัตรเลือกตั้งของหีบบัตรเลือกตั้ง และจัดทำ รายการเกี่ ย วกั บ จำนวนบั ต รเลื อ กตั้ งทั้ งหมด จำ นวนผู้มาแสดงตนและรับ บั ต รเลื อ กตั้ ง และจำนวน บัตรเลือกตั้งที่เหลือ แล้วประกาศให้ประชาชนที่อยู่ ณ ที่เลือกตั้ง ได้ทราบ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และ วิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
- มาตรา ๑๐๔ตั้งแต่เวลาที่ ได้เปิ ด และปิ ดหี บ บั ตรเลือกตั้ งที่ ตั้ งไว้เพื่ อ การออกเสียงลงคะแนน หรือ ภายหลั งที่ ได้ ปิ ด หี บ บั ต รเลื อ กตั้ งนั้ น เพื่ อ รัก ษาไว้ เมื่ อ การเลื อ กตั้ งได้ เสร็จ สิ้ น แล้ วห้ามมิ ให้ ผู้ ใดเปิ ด ทำลาย ทำให้เสียหาย ทำให้เปลี่ยนสภาพ หรือทำให้ไร้ประโยชน์ หรือนำไปซึ่งหีบบัตรเลือกตั้ง หรือ บัตรเลือกตั้ง หรือเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งที่คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ได้จัดทำโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่ ๒ การออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง
- มาตรา ๑๐๕การจั ด ให้ มี การออกเสี ย งลงคะแนนก่ อ นวั น เลื อ กตั้ ง นอกจากที่ บั ญ ญั ติ ไว้ โดยเฉพาะในส่วนนี้แล้ว ให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
- มาตรา ๑๐๖ผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งติดต่อกันเป็นเวลา น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง ให้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในเขตเลือกตั้งที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ติดต่อกันครั้งสุดท้ายเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน บุคคลตามวรรคหนึ่ง หากประสงค์จะใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง ให้ยื่น ขอลงทะเบียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนด และให้นำความในมาตรา ๑๐๗ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
- มาตรา ๑๐๗ในการเลื อ กตั้ ง ทั่ ว ไป ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ซึ่ งได้ รั บ คำ สั่ ง จากทางราชการ ให้ ไป ปฏิบัติหน้าที่นอกเขตเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกตั้ง หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งอยู่นอกเขตเลือกตั้งที่ตนมีชื่ออยู่ ในทะเบี ย นบ้า น ประสงค์จะใช้ สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ก่ อ นวั น เลื อ กตั้ ง ในเขตเลื อ กตั้ ง หรื อ นอกเขตเลื อ กตั้ ง แล้ ว แต่ ก รณี ให้ ยื่ น ขอลงทะเบี ย นต่ อ คณะกรรมการการเลื อ กตั้ งประจำเขตเลื อ กตั้งภายในระยะเวลา ที่คณะกรรมการกำหนด การยื่นขอลงทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นการขอใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งในเขตเลือกตั้ง ที่ตนมีสิทธิเลือกตั้ง ให้ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกตั้ง ถ้าเป็น การขอใช้ สิ ท ธิ เลื อ กตั้ งก่ อ นวั น เลื อ กตั้ งนอกเขตเลื อ กตั้ งที่ ต นมี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง จะยื่ น ต่ อ คณะกรรมการ การเลื อ กตั้ งประจำ เขตเลื อ กตั้ งที่ ต นมี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ งหรื อ ที่ ต นประสงค์จะขอใช้ สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ก็ ได้ หรื อ คณะกรรมการจะกำหนดให้ลงทะเบียนผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการ กำหนดก็ได้ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งได้ตรวจสอบการมีสิทธิเลือกตั้งของผู้ขอลงทะเบียน ตามวรรคหนึ่งแล้ว ถ้าเห็นว่าถูกต้อง ให้ทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ประสงค์จะออกเสียงลงคะแนน ก่อนวันเลือกตั้งที่ได้ลงทะเบียนไว้แล้ว และประกาศให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปถึงจำนวนผู้ขอใช้สิทธิ เลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งนั้น และกำหนดที่เลือกตั้งกลางที่ผู้นั้นจะไปใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน และแจ้งให้ คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งที่ผู้นั้นมีชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งทราบ และหมายเหตุสถานที่ ที่ ผู้ นั้ น จะไปใช้ สิ ท ธิเลื อ กตั้งในเอกสารที่ เกี่ ย วข้ อ ง เมื่ อ คณะกรรมการการเลื อ กตั้ งประจำเขตเลื อ กตั้ ง ลงทะเบียนผู้ใดแล้ว ให้ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะใช้สิทธิเลือกตั้ง ณ หน่วยเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิอยู่เดิม สำหรับ การเลือกตั้งครั้งนั้น การขอใช้สิทธิเลือกตั้งตามวรรคหนึ่ง สถานที่และจำนวนที่เลือกตั้งกลาง วันที่กำหนดให้มาใช้ สิ ท ธิ อ อกเสี ย งลงคะแนน การออกเสี ย งลงคะแนน และการนั บ คะแนน การส่ ง บั ต รเลื อ กตั้ ง และ การดำเนินการอื่นที่จำเป็นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด ทั้งนี้ วันที่กำหนด ให้มาใช้สิทธิต้องเป็นวันเดียวกันทุกแห่งและจะกำหนดให้ลงคะแนนเกินหนึ่งวันมิได้ ความในมาตรานี้ ให้ ใช้บังคับ แก่บุคคลที่ มีห ลักฐานแสดงว่าในวันเลือกตั้งตนมีหน้าที่ จะต้องไป ปฏิบัติหน้าที่ ณ ที่อื่นใดนอกเขตเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกตั้ง จนไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้ง ที่ตนมีสิทธิเลือกตั้งได้ด้วยโดยอนุโลม
- มาตรา ๑๐๘ผู้ใดลงทะเบียนตามมาตรา ๑๐๗ และได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว แต่มิได้ไปใช้สิทธิ เลือกตั้งในการเลือกตั้งใหม่ ให้ถือว่าการลงทะเบียนนั้นเป็นการแจ้งเหตุอันสมควรและไม่ถูกจำกัดสิทธิ ตามมาตรา ๓๕
- มาตรา ๑๐๙ในการเลือกตั้ งทั่ วไปอันมิใช่เป็นการเลือกตั้งใหม่ ผู้มี สิทธิเลือกตั้ งซึ่งมีถิ่น ที่อ ยู่ นอกราชอาณาจักรจะขอลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้งเฉพาะในครั้งนั้น ณ ประเทศที่ตนมีถิ่นที่อยู่ก็ได้ เมื่ อ ได้ ล งทะเบี ย นตามวรรคหนึ่งแล้ ว ให้ ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ใช้ สิ ท ธิ เลื อ กตั้ งได้ตามที่ กำ หนดไว้ ในมาตรา ๑๑๐ และมาตรา ๑๑๑ ให้นำความในมาตรา ๑๐๗ วรรคสี่ และมาตรา ๑๐๘ มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม เว้นแต่ ในส่วนที่เกี่ยวกับวันที่กำหนดให้มาใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน คณะกรรมการจะกำหนดให้แตกต่างกัน ในแต่ละประเทศ ตามที่เห็นสมควรก็ได้
- มาตรา ๑๑๐ในกรณี ที่ มี ผู้ มี สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ลงทะเบี ย นเพื่ อ ขอใช้ สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ในประเทศใด ให้คณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายจัดให้มีการออกเสียงลงคะแนนในประเทศนั้น โดยอาจ จัดให้มีสถานที่ลงคะแนน หรือให้มีการออกเสียงลงคะแนนทางไปรษณีย์หรือโดยวิธีอื่นใดที่มิใช่เป็นการจัด ให้มีสถานที่ออกเสียงลงคะแนนก็ได้ ทั้งนี้ ให้พิจารณาตามความเหมาะสมของประเทศนั้น และให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด
- มาตรา ๑๑๑เมื่อขอใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา ๑๐๙ แล้ว ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้น หมดสิทธิ ออกเสียงลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้งที่ตนมีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งของหน่วยเลือกตั้งนั้น
- มาตรา ๑๑๒ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสามวัน ให้คณะกรรมการประกาศให้ประชาชนทราบ เป็นการทั่วไปถึงจำนวนผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรแยกตามประเทศ
- มาตรา ๑๑๓ในการออกเสียงลงคะแนนตามส่วนนี้ เมื่อได้ดำเนินการลงคะแนนเสร็จสิ้นแล้ว คณะกรรมการอาจจัดให้มีการดำเนินการล่วงหน้าเพื่อนำบัตรเลือกตั้งมานับรวมในวันเลือกตั้งได้ เว้นแต่ มีเหตุจำเป็นเฉพาะท้องที่ คณะกรรมการจะกำหนดเป็นอย่างอื่นก็ได้ ในการออกเสียงลงคะแนนนอกราชอาณาจักร คณะกรรมการโดยความเห็นชอบของกระทรวง การต่างประเทศจะกำหนดให้มีการนับคะแนนนอกราชอาณาจักรก็ได้ หากจะเป็นการสะดวก รวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการ กำหนด
- มาตรา ๑๑๔ในกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งหรือ การออกเสี ย งลงคะแนนนอกราชอาณาจั ก รที่ ใด มิ ได้ เป็ น ไปโดยสุ จ ริ ต หรื อ เที่ ย งธรรม หรื อ มี การส่ ง บั ต รเลื อ กตั้ งมาถึ งสถานที่ นั บ คะแนนของเขตเลื อ กตั้ งใดหลั งจากเริ่ม นั บ คะแนนแล้ ว หรือ หี บ ห่ อ ที่ ส่ ง บัตรเลือกตั้งมีลักษณะถูกเปิดมาก่อน โดยมีเหตุอันสมควรเชื่อได้ว่าเกิดจากการกระทำที่ไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือมีบัตรเลือกตั้งจากที่ใดสูญหาย ให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งมิให้นับคะแนนนั้นโดยให้ถือว่าเป็นบัตรเสีย ในกรณี ที่ มี การนั บ คะแนนนอกราชอาณาจั ก ร ถ้า มี ห ลั ก ฐานอั น ควรเชื่ อ ได้ ว่า การออกเสี ย ง ลงคะแนนที่ ใดมิได้ เป็ น ไปโดยสุจริตหรือ เที่ ยงธรรม ให้ ถื อ ว่าการนั บ คะแนนนั้ น เป็ น โมฆะและให้ ถือ ว่า บัตรเหล่านั้นเป็นบัตรเสีย
- มาตรา ๑๑๕กรณีมีเหตุจำเป็นเฉพาะพื้นที่ตามมาตรา ๔๗ ให้คณะกรรมการมีอำนาจประกาศ กำ หนดวั น ลงคะแนนเลื อ กตั้ งก่ อ นวั น เลื อ กตั้ ง ตามมาตรา ๑๐๖ มาตรา ๑๐๗ และมาตรา ๑๑๐ เฉพาะในเขตเลื อ กตั้งนั้ น ใหม่ ในกรณีการเลื อ กตั้งตามมาตรา ๑๑๐ คณะกรรมการอาจมอบหมาย ให้บุคคลใดมีอำนาจประกาศกำหนดวันลงคะแนนเลือกตั้งใหม่แทนก็ได้ ในกรณีมีเหตุตามวรรคหนึ่งสองครั้งติดต่อกัน ให้คณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมาย สั่ ง งดการออกเสี ย งลงคะแนนสำ หรั บ การออกเสี ย งลงคะแนนก่ อ นวั น เลื อ กตั้ ง ในเขตเลื อ กตั้ ง หรื อ นอกเขตเลื อ กตั้ ง หรือการออกเสี ย งลงคะแนนนอกราชอาณาจั ก รในเขตเลื อ กตั้ งนั้ น ในกรณี เช่ น นั้ น ถ้า ผู้ ล งทะเบี ย นมิ ได้ ไปใช้ สิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ให้ ถื อ ว่า การลงทะเบี ย นนั้ น เป็ น การแจ้ ง เหตุ อั น สมควรและ ไม่ถูกจำกัดสิทธิตามมาตรา ๓๕ ส่วนที่ ๓ การนับคะแนนและการรวมคะแนน
- มาตรา ๑๑๖เมื่อได้ดำเนินการตามมาตรา ๑๐๓ แล้ว ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง เปิดหีบบัตรเลือกตั้งต่อหน้าประชาชนที่อยู่ ณ ที่เลือกตั้ง แล้วดำเนินการนับคะแนน
- มาตรา ๑๑๗ภายใต้บังคับมาตรา ๑๒๑ การนับคะแนนให้กระทำ ณ ที่เลือกตั้งโดยเปิดเผย ติดต่อกันจนเสร็จสิ้น และห้ามมิให้เลื่อนหรือประวิงการนับคะแนน การนับคะแนนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนดซึ่งต้องกำหนดให้มี การนับคะแนนที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทำเครื่องหมายในช่องทำเครื่องหมาย “ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด” ด้วย
- มาตรา ๑๑๘ในการนับคะแนนหากปรากฏว่ามีบัตรเสีย ให้แยกบัตรเสียออกไว้ต่างหากและ ห้ามมิให้นับบัตรเสียเป็นคะแนนไม่ว่ากรณีใด บัตรเลือกตั้งดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นบัตรเสีย (๑) บัตรปลอม (๒) บั ต รที่ มี การทำเครื่องหมายเพื่ อ เป็ น ที่ สั งเกตหรือ เขี ย นข้ อ ความใด ๆ ลงในบั ต รเลื อ กตั้ ง นอกจากเครื่องหมายในการลงคะแนน เว้น แต่ เป็ นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้าพนั ก งาน ผู้ดำเนินการเลือกตั้ง (๓) บัตรที่มิได้ทำเครื่องหมายลงคะแนน (๔) บัตรที่ทำเครื่องหมายลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครเกินจำนวนหนึ่งคน (๕) บัตรที่ไม่อาจทราบได้ว่าลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครใด เว้นแต่เป็นการลงคะแนน “ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด” (๖) บัตรที่ได้ทำเครื่องหมายลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร แล้วทำเครื่องหมายในช่องทำเครื่องหมาย “ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด” (๗) บัตรที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้กำหนดให้เป็นบัตรเสีย (๘) บัตรที่มีลักษณะตามที่คณะกรรมการกำหนดว่าเป็นบัตรเสีย ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งสลักหลังในบัตรตามมาตรานี้ว่า “เสีย” พร้อมทั้งระบุ เหตุผลว่าเป็นบัตรเสียตามความในอนุมาตราใด และลงลายมือ ชื่อ กำกับไว้ไม่น้อยกว่าสองคน เว้นแต่ เป็นกรณีตาม (๗) ให้จัดทำบันทึกเหตุแห่งการเป็นบัตรเสียไว้เป็นหลักฐานแทนการสลักหลัง
- มาตรา ๑๑๙ห้ามมิให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งจงใจนับบัตรเลือกตั้งหรือคะแนนให้ผิดไป จากความจริงหรือ รวมคะแนนให้ ผิ ด ไป หรือกระทำด้ ว ยประการใดโดยมิ ได้ มี อำนาจกระทำโดยชอบ ด้วยกฎหมายให้บัตรเลือกตั้งชำรุดหรือเสียหายหรือให้เป็นบัตรเสีย หรือกระทำการด้วยประการใดแก่ บัตรเสียเพื่อให้เป็นบัตรที่ใช้ได้ หรืออ่านบัตรเลือกตั้งให้ผิดไปจากความจริง หรือทำรายงานการเลือกตั้ง ไม่ตรงความเป็นจริง
- มาตรา ๑๒๐เมื่ อ การนั บ คะแนน ณ ที่ เลื อ กตั้ ง เสร็ จ สิ้ น แล้ ว ให้ ค ณะกรรมการประจำ หน่วยเลือกตั้งประกาศผลการนับคะแนนของหน่วยเลือกตั้งนั้น จำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ และจำนวนบัตรเลือกตั้ง ที่ เหลื อ จากการออกเสี ย งลงคะแนน ทั้ ง นี้ ให้ ก ระทำโดยเปิ ด เผย และรายงานผลการนั บ คะแนน ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งโดยเร็ว เพื่ อประโยชน์แก่การแจ้งข้อมูลการเลือกตั้งต่อประชาชนให้เกิดความรวดเร็ว คณะกรรมการ อาจดำเนินการให้มีการรายงานผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการได้ การประกาศผลการนับคะแนน การรายงานผลการนับคะแนน และการรายงานผลการนับคะแนน อย่างไม่เป็นทางการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
- มาตรา ๑๒๑ถ้าการนับคะแนน ณ ที่เลือกตั้งใดไม่สามารถกระทำได้หรือไม่สามารถนับคะแนน ได้จนเสร็จสิ้น อันเนื่องจากเกิดจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย เหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอย่างอื่น หรือ ด้วยความจำเป็นตามสภาพที่อาจมีผลต่อความปลอดภัย ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งประกาศ งดการนับคะแนนสำหรับหน่วยเลือกตั้งนั้น แล้วรายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง เพื่อกำหนดวัน เวลา และสถานที่นับคะแนนต่อไปโดยเร็ว และรายงานผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด และคณะกรรมการทราบโดยเร็ว ในกรณีมีเหตุอันสมควรคณะกรรมการจะเปลี่ยนแปลงกำหนดวัน เวลา และสถานที่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งกำหนดไว้ก็ได้ เมื่ อ คณะกรรมการการเลื อ กตั้ ง ประจำเขตเลื อ กตั้ ง ได้ รั บ รายงานตามวรรคหนึ่ ง แล้ ว พบว่า มีบัตรเลือกตั้งที่ได้มีการออกเสียงลงคะแนนแล้วชำรุดหรือสูญหาย ให้รายงานคณะกรรมการเพื่อพิจารณา สั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งนั้น การเก็บรักษาบัตรเลือกตั้ง หีบบัตรเลือกตั้ง และเอกสารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง รวมทั้งวิธีการ นับคะแนนใหม่ ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด
- มาตรา ๑๒๒ในกรณีที่ผลการนับคะแนนปรากฏว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ตรงกับจำนวน บั ต รเลื อ กตั้ ง ที่ ใช้ อ อกเสี ย งลงคะแนน ให้ ค ณะกรรมการประจำ หน่ ว ยเลื อ กตั้ ง ดำ เนิ น การตรวจสอบ ความถู ก ต้ อ ง หากยั ง ไม่ ต รงกั น อี ก ให้ รายงานพร้ อ มเหตุ ผ ลต่ อ คณะกรรมการเพื่ อ พิ จารณาสั่ ง ให้ มี การนับคะแนนใหม่หรือสั่งให้ออกเสียงลงคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งนั้น พร้อมทั้งแจ้งให้คณะกรรมการ การเลื อ กตั้ ง ประจำ เขตเลื อ กตั้ ง ทราบ และนำ ส่ ง หี บ บั ต รเลื อ กตั้ ง พร้ อ มวั ส ดุ อุ ป กรณ์การเลื อ กตั้ ง แก่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง มอบหมาย
- มาตรา ๑๒๓เมื่ อ รวบรวมผลการนั บ คะแนนทุ ก หน่ ว ยเลื อ กตั้ ง ในเขตเลื อ กตั้ ง นั้ น รวมทั้ ง คะแนนที่ ได้ จากการออกเสี ย งลงคะแนนก่ อ นวั น เลื อ กตั้งและคะแนนที่ ได้ จากการลงคะแนนเลื อ กตั้ ง นอกราชอาณาจั ก รแล้ ว ให้ ค ณะกรรมการการเลื อ กตั้ งประจำเขตเลื อ กตั้ งประกาศผลการนั บ คะแนน ผู้ ส มั ค รแบบแบ่ งเขตเลื อ กตั้ ง และคะแนนที่ ไม่ เลื อ กผู้ ส มั ค รผู้ ใด แล้ ว รายงานผลการนั บ คะแนนต่ อ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดและคณะกรรมการโดยเร็ว
- มาตรา ๑๒๔เมื่ อ คณะกรรมการได้ รั บ รายงานผลการนั บ คะแนนแล้ ว ถ้า ปรากฏหลั ก ฐาน อันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือการนับคะแนน เป็ นไปโดยไม่ถูกต้อง คณะกรรมการจะงดการประกาศผลการเลือกตั้งและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือ นับคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งใดหน่วยเลือกตั้งหนึ่งหรือทุกหน่วยเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นก็ได้
- หมวด ๖ การประกาศผลการเลือกตั้ง
- มาตรา ๑๒๕ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ผู้สมัครซึ่งได้รับ คะแนนสูงสุดและมีคะแนนสูงกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใดเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ในกรณีที่มีผู้ได้รับคะแนน สูงสุดเท่ากันหลายคน ให้ ใช้วิธีการจับสลาก ซึ่งต้องกระทำต่อหน้าคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำ เขตเลือกตั้ง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
- มาตรา ๑๒๖เขตเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สมัครรายใดได้รับคะแนนเสียงมากกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใด เป็ น สมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรในเขตเลื อ กตั้ งนั้ น ให้ ค ณะกรรมการจั ด ให้ มี การเลื อ กตั้งใหม่ และมิ ให้ นำคะแนนของผู้ สมั ครแต่ละคนที่ ได้ รั บจากการเลือกตั้ งครั้ งก่ อ นไปใช้ ในการคำนวณหาจำนวนสมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ในกรณีเช่นนี้ ให้คณะกรรมการดำเนินการให้มีการรับสมัครผู้สมัครใหม่ โดยผู้สมัครเดิมทุกรายไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งที่จะจัดขึ้นใหม่นั้น ในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามวรรคหนึ่ง ให้นำความในมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับด้วย โดยอนุโลม
- มาตรา ๑๒๗ในการเลื อ กตั้ ง ทั่ ว ไป ให้ ค ณะกรรมการประกาศผลการเลื อ กตั้ ง สมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งได้เมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผลการเลือกตั้ง เป็ น ไปโดยสุ จ ริ ต และเที่ ย งธรรม และมี จำ นวนไม่ น้ อ ยกว่า ร้ อ ยละเก้า สิ บ ห้า ของเขตเลื อ กตั้ ง ทั้ งหมด ซึ่งคณะกรรมการต้องตรวจสอบเบื้องต้นและประกาศผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ต้องไม่ช้ากว่า หกสิบวันนับแต่วันเลือกตั้ง ในการตรวจสอบเบื้องต้นตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการต้องรับฟังรายงานของผู้ตรวจการเลือกตั้ง และข้อมูลข่าวสารที่ได้รับจากแหล่งต่าง ๆ มาประกอบการพิจารณาด้วย ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่การประกาศผลการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างด้วยโดยอนุโลม ในกรณี ที่ มีการเลือกตั้งใหม่ กำหนดเวลาการประกาศผลการเลือกตั้งตามวรรคหนึ่ง ให้ เริ่มนั บ ตั้งแต่วันที่มีการเลือกตั้งใหม่
- มาตรา ๑๒๘ในกรณี ที่ มี การประกาศผลการเลือกตั้ งครบทุ กเขตเลื อกตั้ งแล้ ว การคำนวณหา จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ จะพึงได้รับ ให้คำนวณตามวิธีการดังต่อไปนี้ โดยในกรณีที่มีเศษให้ใช้ทศนิยมสี่ตำแหน่ง (๑) นำคะแนนรวมทั้ งประเทศที่ พ รรคการเมื อ งทุ ก พรรคที่ ส่ งผู้ ส มั ค รแบบบั ญ ชี รายชื่ อ ได้ รั บ จากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งหารด้วยห้าร้อยอันเป็นจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎร (๒) นำผลลัพธ์ตาม (๑) ไปหารจำนวนคะแนนรวมทั้งประเทศของพรรคการเมืองแต่ละพรรค ที่ได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งทุกเขต จำนวนที่ได้รับให้ถือเป็นจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้เบื้องต้น และเมื่อได้คำนวณตาม (๕) (๖) หรือ (๗) ถ้ามีแล้ว จึงให้ถือว่า เป็นจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ (๓) นำจำนวนสมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรที่ พ รรคการเมื อ งจะพึ งมี ได้ ตาม (๒) ลบด้วยจำนวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้งหมดที่พรรคการเมืองนั้นได้รับเลือกตั้งในทุกเขตเลือกตั้ง ผลลัพธ์คือจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นจะได้รับเบื้องต้น (๔) ภายใต้บังคับ (๕) ให้จัดสรรจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมือง จะได้รับให้ครบหนึ่งร้อยห้าสิบคน โดยจัดสรรให้พรรคการเมืองตามผลลัพธ์ตาม (๓) เป็นจำนวนเต็มก่อน หากยังไม่ครบจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน ให้พรรคการเมืองที่มีเศษจากการคำนวณมากที่สุดได้รับการจัดสรร จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อเพิ่มอีกหนึ่งคนตามลำดับจนครบจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน ในกรณีมีเศษเท่ากัน ให้ดำเนินการตาม (๖) (๕) ถ้าพรรคการเมืองใดมี ผู้ได้ รับ เลื อ กตั้งเป็ น สมาชิ กสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ ง เท่ากับหรือสูงกว่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตาม (๒) ให้พรรคการเมืองนั้น มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามจำนวนที่ได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และไม่มีสิทธิได้รับ การจั ด สรรสมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรแบบบั ญ ชี รายชื่ อ และให้นำจำนวนสมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ต่ำกว่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตาม (๒) ตามอัตราส่วน แต่ต้อง ไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดดังกล่าวมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินจำนวนที่จะพึงมีได้ตาม (๒) (๖) ในการจัดสรรตาม (๕) แล้วปรากฏว่ายังจัดสรรจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ไม่ ครบหนึ่ งร้ อยห้าสิ บคน ให้ พรรคการเมืองที่ มี เศษจากการคำนวณมากที่ สุ ดได้ รั บการจัดสรรจำนวนสมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อเพิ่มอีกหนึ่งคนตามลำดับจนครบจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน กรณีที่เศษที่เหลือ ของแต่ละพรรคการเมืองเท่ากันจนทำให้ไม่สามารถจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อได้ครบจำนวน หนึ่งร้อยห้าสิบคน ให้นำค่าเฉลี่ยคะแนนของแต่ละพรรคการเมืองต่อจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ พึ งมี ห นึ่ งคนมาพิจารณา โดยหากพรรคการเมื อ งใดมีค่าเฉลี่ยคะแนนของพรรคการเมื อ งต่ อ จำนวน สมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรที่ พึ งมี ห นึ่ งคนมากกว่าพรรคการเมื อ งอื่ น ให้ พ รรคการเมื อ งนั้ น มี สิ ท ธิได้ รั บ การจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อเพิ่มอีกหนึ่งคน และหากยังมีจำนวนค่าเฉลี่ยดังกล่าว เท่ากันอีก ให้ใช้วิธีจับสลาก (๗) ในกรณี ที่ เมื่ อ คำ นวณตาม (๕) แล้ ว ปรากฏว่าพรรคการเมื อ งทุ ก พรรคได้ รั บ จำ นวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อรวมกันแล้วเกินหนึ่งร้อยห้าสิบคน ให้ดำเนินการคำนวณปรับ จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อใหม่โดยคำนวณตามอัตราส่วนที่ทุกพรรคจะได้รับการจัดสรร จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อซึ่งเมื่อรวมแล้วไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบคน โดยให้นำจำนวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองจะได้รับคูณด้วยหนึ่งร้อยห้าสิบ หารด้วย ผลบวกของหนึ่งร้อยห้าสิบกับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่เกินจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบ และให้นำ (๔) มาใช้ในการคำนวณด้วยโดยอนุโลม (๘) เมื่ อ ได้ จำนวนผู้ ได้ รับ เลื อ กตั้ งแบบบั ญ ชี รายชื่ อ ของแต่ละพรรคการเมื อ งแล้ ว ให้ ผู้ ส มั ค ร ตามลำดั บ หมายเลขในบั ญ ชี รายชื่ อ สมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรแบบบั ญ ชี รายชื่ อ ของพรรคการเมื อ งนั้ น เป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในกรณี ที่ ผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตายภายหลังวันปิดรับสมัครรับเลือกตั้งแต่ก่อนเวลาปิ ด การลงคะแนนในวันเลือกตั้ง ให้นำคะแนนที่มีผู้ลงคะแนนให้ มาคำนวณตาม (๑) และ (๒) ด้วย ทั้งนี้ การดำเนินการตาม (๑) ถึง (๘) ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด
- มาตรา ๑๒๙ในกรณีที่มีการประกาศผลการเลือกตั้งยังไม่ครบทุกเขต แต่มีจำนวนถึงร้อยละ เก้าสิบห้าของเขตเลือกตั้งทั้งหมดแล้ว ให้ดำเนินการคำนวณหาจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ที่จะจัดสรรให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ โดยวิธีการดังต่อไปนี้ (๑) นำจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่จะประกาศผลการเลือกตั้งหารด้วย สามร้อยห้าสิบอันเป็นจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้งหมด (๒) นำผลลัพธ์ตาม (๑) คูณ ด้วยห้าร้อยอันเป็นจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎร ผลลัพธ์ที่ได้คือจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะประกาศผลทั้งหมด โดยให้ถือเอาเฉพาะจำนวนเต็ม (๓) นำผลลัพธ์ตาม (๒) มาหักออกด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่จะประกาศผลการเลือกตั้ง ผลลัพธ์ที่ได้คือจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่จะจัดสรร ให้พรรคการเมือง เมื่ อ ได้ ผ ลลั พ ธ์ ตามวรรคหนึ่ ง แล้ ว ให้ นำ มาคำนวณตามวิ ธี การที่ กำ หนดไว้ในมาตรา ๑๒๘ เพื่อจัดสรรจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อให้แต่ละพรรคการเมือง เว้นแต่เป็นกรณี ตามมาตรา ๑๒๘ (๗) จำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบ ให้เปลี่ยนเป็นจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อที่จะจัดสรรตามวรรคหนึ่ง เมื่ อ มี การประกาศผลการเลื อ กตั้ งเพิ่ ม ขึ้ น ให้ ดำ เนิ น การคำนวณตามวิ ธี ตามวรรคหนึ่งและ วรรคสองใหม่ และจั ด สรรจำนวนสมาชิ ก สภาผู้แทนราษฎรแบบบั ญ ชี รายชื่ อ ให้ ถู ก ต้ อ งตรงตามผล การคำนวณนั้นทุกครั้งที่มีการประกาศผลการเลือกตั้งเพิ่มขึ้น เว้นแต่จะพ้นเวลาหนึ่งปีนับแต่วันเลือกตั้ง ทั่วไป ในกรณีที่การคำนวณใหม่ตามมาตรานี้ทำให้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคการเมืองใดลดลง ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นในลำดับท้าย ตามลำดับพ้นจากตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองผู้ใดต้องพ้นจากตำแหน่งตามวรรคสี่ ให้ถือว่าผู้นั้นยังคงเป็นผู้สมัครตามลำดับหมายเลขเดิมในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น
- มาตรา ๑๓๐ในการเลือกตั้งทั่วไป ถ้าต้องมีการเลือกตั้งใหม่ในบางเขตหรือบางหน่วยเลือกตั้ง ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง หรือการเลือกตั้งยังไม่แล้วเสร็จ มิให้นำผลคะแนนของการเลือกตั้งแบบ แบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่เป็นเหตุดังกล่าวมาคำนวณเพื่อหาจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละ พรรคการเมืองพึงมี และจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองพึงได้รับ ความในวรรคหนึ่งให้นำมาใช้บังคับแก่กรณีที่ผู้สมัครถูกระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราว ตามมาตรา ๑๓๒ ด้วยโดยอนุโลม
- มาตรา ๑๓๑ภายในหนึ่งปีหลังจากวันเลือกตั้งอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ถ้าต้องมีการเลือกตั้ง แบบแบ่ งเขตเลื อ กตั้ งใดขึ้ น ใหม่ เพราะเหตุ ที่ การเลื อ กตั้ งในเขตเลื อ กตั้ งนั้ น มิ ได้ เป็ น ไปโดยสุ จ ริ ต และ เที่ยงธรรม ให้คำนวณจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อใหม่ โดยมิให้นำคะแนนที่ได้รับ จากการเลือกตั้งที่เป็นเหตุให้มีการเลือกตั้งใหม่มารวมคำนวณด้วย และให้นำวิธีการคำนวณตามมาตรา ๑๒๙ และมาตรา ๑๓๐ มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม ภายในหนึ่งปีหลังจากวันเลือกตั้งอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป หากปรากฏว่าผู้สมัครผู้ใดกระทำการ อันถือว่าเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง และผู้นั้นไม่ได้รับการเลือกตั้ง หากมีการนำคะแนนที่ผู้สมัครผู้นั้น ได้รับไปรวมคำนวณเพื่อจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อให้พรรคการเมืองที่ผู้นั้นสังกัดไปแล้ว ให้ดำเนินการคำนวณเพื่อหาจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองใหม่ โดยมิให้นำคะแนนที่ผู้สมัครดังกล่าวได้รับไปรวมคำนวณด้วย และให้นำความในมาตรา ๑๒๙ วรรคสี่และ วรรคห้า มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่างไม่ว่าด้วยเหตุใดภายหลังพ้นเวลาหนึ่งปี นับแต่วันเลือกตั้งทั่วไป มิให้มีผลกระทบกับการคำนวณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละพรรคการเมือง จะพึงมีตามมาตรา ๑๒๘ ให้ นำความในวรรคสามมาใช้ บั งคั บ แก่ กรณี ที่ มี การเลื อ กตั้ งแทนตำแหน่ งที่ ว่างด้ ว ยเหตุ อื่ น ใด นอกจากเหตุตามวรรคหนึ่งก่อนพ้นเวลาหนึ่งปีนับแต่วันเลือกตั้งทั่วไปด้วยโดยอนุโลม
- หมวด ๗ การดำเนินการกรณีการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
- มาตรา ๑๓๒ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง ถ้าคณะกรรมการสืบสวนหรือไต่สวนแล้วเห็นว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครผู้ใดกระทำการอันเป็นเหตุให้การเลือกตั้งนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือ เที่ ยงธรรม หรือมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำ สนับสนุน หรือ รู้เห็นเป็นใจ ให้บุคคลอื่นกระทำการดังกล่าว หรือรู้ว่ามีการกระทำดังกล่าวแล้วไม่ดำเนินการเพื่อระงับการกระทำนั้น ให้คณะกรรมการสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครที่กระทำการเช่นนั้นทุกรายไว้เป็นการชั่วคราว เป็นระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่คณะกรรมการมีคำสั่ง และในกรณีที่ผู้นั้นได้คะแนนอยู่ในลำดับที่ จะได้รับการเลือกตั้ง ให้สั่งยกเลิกการเลือกตั้งและให้มีการเลือกตั้งใหม่ คำสั่งของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นที่สุด ถ้าการกระทำของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมือง หรือคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลยหรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมให้คณะกรรมการดำเนินการเสนอคำร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นด้วย ในกรณีที่ปรากฏต่อคณะกรรมการว่ามีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนความในวรรคหนึ่ง ไม่ว่าเป็น การกระทำของผู้ ใด ถ้าเห็ น ว่าผู้ส มั ครผู้ใดหรือพรรคการเมื อ งใดจะได้รับประโยชน์จากการกระทำนั้ น คณะกรรมการมีอำนาจสั่งให้ผู้สมัครผู้นั้นหรือพรรคการเมืองนั้นระงับหรือดำเนินการใดเพื่อแก้ไขความไม่สุจริต หรื อ เที่ ย งธรรมนั้ น ภายในเวลาที่ กำ หนด ในกรณี ที่ ผู้ ส มั ค รผู้ นั้ น หรื อ พรรคการเมื อ งนั้ น ไม่ ดำ เนิ น การ ตามคำสั่งของคณะกรรมการโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สันนิษฐานว่าผู้สมัครผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทำนั้น หรือพรรคการเมืองนั้ น มีส่วนรู้เห็นในการกระทำนั้ น เว้นแต่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองนั้น พิ สูจน์ได้ ว่า ไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำดังกล่าว เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ ใดแล้ ว ให้ คณะกรรมการพิจารณาดำเนินการให้ มี การดำเนินคดี อาญาแก่ ผู้ สมั ค รหรือคณะกรรมการ บริหารพรรคการเมืองผู้นั้นด้วย ในการนี้ ให้ถือว่าคณะกรรมการเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ในกรณี ที่ มี คำ สั่ ง ระงั บ สิ ท ธิ ส มั ค รรั บ เลื อ กตั้ ง ตามมาตรานี้ ภายหลั ง วั น ลงคะแนนเลื อ กตั้ ง แต่ก่อนวันประกาศผลการเลือกตั้ง และผู้สมัครที่ถูกระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้สมัครในการเลือกตั้ง แบบแบ่ ง เขตเลื อ กตั้ ง ที่ ได้ คะแนนเลื อ กตั้ ง ในลำ ดั บ ซึ่ ง จะเป็ น ผู้ ได้ รั บ เลื อ กตั้ ง ในเขตเลื อ กตั้ ง นั้ น ให้คณะกรรมการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้ได้ผู้ได้รับเลือกตั้งครบจำนวนที่จะพึงมีในเขตเลือกตั้งนั้น ผู้ ตรวจการเลือกตั้ งหรื อเจ้าพนักงานผู้ ดำเนิ นการเลื อกตั้ งผู้ ใดพบเห็นการกระทำตามวรรคหนึ่ ง มีหน้าที่รายงานให้คณะกรรมการหรือกรรมการทราบโดยพลัน
- มาตรา ๑๓๓เมื่ อ ประกาศผลการเลื อ กตั้ งแล้ วปรากฏหลั ก ฐานอั น ควรเชื่ อ ได้ ว่าการเลื อ กตั้ ง ในเขตเลือกตั้งใดมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม แต่ไม่ได้ความชัดว่าเป็นการกระทำของผู้ได้รับเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณา ในกรณีที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งนั้นมิได้เป็นไป โดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้ศาลสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่สำหรับเขตเลือกตั้งนั้น และให้สมาชิกภาพของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ ได้รับเลือกตั้งจากเขตเลือกตั้งนั้นสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ศาลมีคำวินิจฉัย และ ให้คณะกรรมการดำเนินการให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว และให้นำความในมาตรา ๑๓๘ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
- มาตรา ๑๓๔ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการสืบสวนหรือ ไต่สวนให้เป็นไปโดยรวดเร็วและเที่ยงธรรม คณะกรรมการอาจแต่งตั้งข้าราชการอัยการ ข้าราชการหรือ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือผู้ซึ่งเคยเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐดังกล่าวตามจำนวนที่เหมาะสม เป็นคณะกรรมการคณะหนึ่งหรือหลายคณะตามความจำเป็น เพื่อช่วยคณะกรรมการในการดำเนินการ ตรวจสอบสำนวนการสืบสวนหรือไต่สวน รวมทั้งรับฟังคำชี้แจงหรือพยานหลักฐานแทนคณะกรรมการได้ การแต่งตั้ง การปฏิบัติหน้าที่ ระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ และค่าตอบแทนของคณะกรรมการ ตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด
- มาตรา ๑๓๕ในกรณีที่ปรากฏต่อคณะกรรมการว่าผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์แก่ผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองใด อันอาจทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการ มี อำนาจออกคำสั่ งให้ ผู้ นั้ น ระงับ การกระทำหรือ มี คำสั่ งให้ แก้ ไขการกระทำตามเงื่อนไขและระยะเวลา ที่กำหนดได้ ถ้ามีผู้แจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจหรือเจ้าพนักงานตำรวจพบเห็นการกระทำตามวรรคหนึ่งและ การกระทำนั้นเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและ ดำเนินคดีโดยเร็ว และแจ้งต่อคณะกรรมการเพื่อให้พิจารณาดำเนินการต่อไป
- มาตรา ๑๓๖ในกรณี ที่ มี ห ลั ก ฐานอั น ควรเชื่ อ ได้ ว่า ผู้ ใดให้ เสนอให้ สั ญ ญาว่า จะให้ หรื อ จัดเตรียมเพื่อจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ทั้งนี้ เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้ง ให้ แก่ ผู้ สมั ครผู้ใด หรือให้ งดเว้น ลงคะแนนเลือกตั้ งผู้ส มั ค รผู้ ใด หรือ ให้ ล งคะแนนไม่ เลื อ กผู้ส มั ค รผู้ ใด ให้ ค ณะกรรมการมี อำ นาจสั่ ง ยึ ด หรื อ อายั ด เงิ น หรื อ ทรั พ ย์ สิ น ของผู้ นั้ น ไว้ เป็ น การชั่ ว คราวจนกว่า ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ให้ ค ณะกรรมการยื่ น คำ ร้ อ งต่ อ ศาลจั ง หวั ด หรื อ ศาลแพ่ ง ที่ การยึ ด หรื อ อายั ด อยู่ในเขตศาล ภายในสามวั น นั บ แต่ วัน ยึ ด หรืออายั ด ตามวรรคหนึ่ ง เมื่ อ ศาลได้ รับ คำร้องแล้ ว ให้ ดำเนิ น การไต่ ส วน ฝ่ายเดียวให้แล้วเสร็จภายในห้าวัน นับ แต่วันที่ ได้รับ คำร้อ ง ถ้าศาลเห็นว่าเงิน หรือ ทรัพย์สินตามคำร้อง น่า จะได้ ใช้ ห รื อ จะใช้ เพื่ อ การเลื อ กตั้ งโดยไม่ ช อบด้ ว ยกฎหมาย ให้ ศาลมี คำ สั่ ง ยึ ด หรื อ อายั ด เงิ น หรื อ ทรัพย์สินนั้นไว้จนกว่าจะมีการประกาศผลการเลือกตั้ง ความในมาตรานี้ไม่เป็นการตัดอำนาจของผู้ซึ่งมีฐานะเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในอันที่จะใช้อำนาจยึดหรืออายัด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
- มาตรา ๑๓๗ก่อนหรือในวันเลือกตั้ง เมื่อคณะกรรมการสืบสวนหรือไต่สวนแล้วหรือพบเห็น การกระทำที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมหรือกรรมการแต่ละคน ซึ่งพบเห็นการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำใดอันอาจเป็นเหตุให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือ เที่ ย งธรรมหรือ เป็ น ไปโดยมิ ช อบด้วยกฎหมาย ให้ มี อำนาจสั่ งระงับ ยั บ ยั้ง แก้ ไขเปลี่ ยนแปลง หรือ ยกเลิกการเลือกตั้ง และสั่งให้ดำเนินการเลือกตั้งใหม่หรือนับคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งบางหน่วยหรือ ทุกหน่วยเลือกตั้งได้ สำหรับการดำเนินการของกรรมการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่คณะกรรมการกำหนด
- มาตรา ๑๓๘เมื่อมีการดำเนินการตามมาตรา ๑๓๒ หรือภายหลังประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง หรือรู้เห็นกับ การกระทำของบุคคลอื่น ให้คณะกรรมการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น การพิจารณาของศาลฎีกาให้นำสำนวนการสืบสวนหรือ ไต่สวนของคณะกรรมการเป็นหลักใน การพิจารณา และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ให้ศาลมีอำนาจสั่งไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน เพิ่มเติมได้ เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ถ้าผู้ถูกกล่าวหาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้ผู้นั้น หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลฎีกาจะพิพากษาว่าผู้นั้นมิได้กระทำความผิด ในกรณีที่ศาลฎีกาพิพากษาว่าบุคคลตามวรรคหนึ่งกระทำความผิดตามที่ถูกร้อง ให้ศาลฎีกาเพิกถอน สิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น และในกรณีที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้สมาชิกภาพของผู้นั้นสิ้นสุดลงนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้คณะกรรมการจัดให้มีการเลือกตั้ง แทนตำแหน่งที่ว่าง
- มาตรา ๑๓๙ในกรณีที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัครหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ใดและเป็นเหตุให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ไม่ว่าจะมีคำร้องขอหรือไม่ ให้ ศาลฎีกาสั่งให้ ผู้ นั้ น รับ ผิ ด ในค่าใช้จ่ายสำหรับการเลื อ กตั้งครั้งที่ เป็ น เหตุ ให้ ศาลฎี กามี คำสั่ งเช่ น ว่านั้ น จำนวนค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้ศาลฎีกาพิจารณาจากหลักฐานการใช้จ่ายที่คณะกรรมการเสนอต่อศาล เงินที่ได้รับมาตามวรรคหนึ่งให้นำส่งเข้ากองทุน
- มาตรา ๑๔๐ผู้ มี สิ ท ธิเลื อ กตั้ ง ผู้ ส มั ค ร หรือ พรรคการเมื อ งที่ ส่ งผู้ ส มั ค รรับ เลื อ กตั้ ง มี สิ ท ธิ ยื่นคัดค้านต่อคณะกรรมการว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกตั้ง หรือที่ตนสมัครรับเลือกตั้ง หรือที่ พ รรคการเมืองส่งสมาชิกลงสมัครรับ เลื อกตั้ ง แล้วแต่ก รณี มิ ได้ เป็ น ไปโดยสุจริตหรือ เที่ ยงธรรม หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ มี สิ ท ธิ ยื่ น คั ด ค้า นการเลื อ กตั้ งตามวรรคหนึ่ ง อาจยื่ น คั ด ค้า นได้ ตั้ ง แต่ วั น ที่ ค ณะกรรมการ ประกาศกำหนดวันเลือกตั้งจนถึงสามสิบวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง เว้นแต่ (๑) การคัดค้านเพราะเหตุตามมาตรา ๖๓ หรือมาตรา ๖๗ ให้ยื่นได้ตั้งแต่วันเลือกตั้งจนถึง หนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง (๒) การคัดค้านเกี่ยวกับการนับคะแนนให้คัดค้านในระหว่างเวลาที่ยังนับคะแนนไม่แล้วเสร็จหรือ ในกรณีคัดค้านการรวมคะแนน ให้คัดค้านก่อนประกาศผลการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง เมื่ อ คณะกรรมการได้ รั บ คำ คั ด ค้า นการเลื อ กตั้ ง ให้ ดำ เนิ น การสื บ สวนหรื อ ไต่ ส วน เพื่ อ หา ข้อเท็จจริงโดยพลัน และพิจารณาดำเนินการตามหมวดนี้ แล้วแต่กรณี ต่อไป ทั้งนี้ การยื่นคำคัดค้าน การเลือกตั้งและการพิจารณาให้เป็นไปตามวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
- หมวด ๘ บทกำหนดโทษ
- มาตรา ๑๔๑ผู้ซึ่งรับโทษตามมาตรา ๑๕๘ หรือมาตรา ๑๖๖ ให้ถือว่ากระทำการอันเป็น การทุจริตในการเลือกตั้ง
- มาตรา ๑๔๒ผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้างผู้ใดขัดขวาง หรือหน่วงเหนี่ยว หรือไม่ให้ความสะดวก พอสมควรต่อการไปใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้ใต้บังคับบัญชาหรือลูกจ้าง แล้วแต่กรณี ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- มาตรา ๑๔๓ผู้ใดกระทำการอันเป็นเท็จเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าผู้สมัครผู้ใดกระทำการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกิน สี่หมื่นบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดห้าปี ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งเป็ น การเพื่ อ จะแกล้งให้ ผู้ ส มั ค รนั้ น ถู ก เพิ ก ถอนสิ ท ธิเลื อ กตั้ งหรือ สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพื่อไม่ให้มีการประกาศผลการเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดยี่สิบปี ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งเป็นการแจ้งหรือให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการ ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่เจ็ดปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของผู้นั้นมีกำหนดยี่สิบปี ถ้าการกระทำตามวรรคสองหรือวรรคสามเป็นการกระทำหรือก่อให้ผู้อื่นกระทำสนับสนุนหรือ รู้เห็นเป็นใจของหัวหน้าพรรคการเมืองหรือคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้น กระทำการอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักร ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง
- มาตรา ๑๔๔ผู้ใดจงใจกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ บั ต รเลื อ กตั้ งชำรุด หรือ เสี ย หาย หรือ ให้เป็นบัตรเสีย หรือกระทำด้วยประการใด ๆ แก่บัตรเสียเพื่อให้เป็นบัตรที่ใช้ได้ ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดสิบปี ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของ ผู้นั้นมีกำหนดยี่สิบปี
- มาตรา ๑๔๕ผู้ใดไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งซึ่งมีหน้าที่และอำนาจในการเก็บรักษา บัตรเลือกตั้ง มีหรือครอบครองไว้ซึ่งบัตรเลือกตั้งโดยไม่ชอบ ไม่ว่าบัตรเลือกตั้งนั้นจะเป็นบัตรเลือกตั้ง ที่สำนักงานเป็นผู้จัดให้มีขึ้นหรือไม่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาท ถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดสิบปี ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องระวางโทษเพิ่มขึ้นอีกกึ่งหนึ่ง และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น
- มาตรา ๑๔๖ในระหว่างเวลาเปิดการออกเสียงลงคะแนนจนถึงเวลาปิดการออกเสียงลงคะแนน ถ้ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเปิดเผยให้แก่ผู้ใดทราบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดมาลงคะแนนหรือยังไม่มา ลงคะแนนเพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- มาตรา ๑๔๗ผู้ใดขาย จำหน่าย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิด ในเขตเลือกตั้งในระหว่าง เวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา ของวันก่อนวันเลือกตั้งหนึ่งวัน จนถึงเวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา ของวันเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ บทบัญญัติในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับแก่วันลงคะแนนตามมาตรา ๑๐๖ และมาตรา ๑๐๗ ด้วย
- มาตรา ๑๔๘ผู้ใดเล่นหรือจัด ให้ มี การเล่น การพนั น ขั น ต่อ ใด ๆ เกี่ยวกับผลของการเลือกตั้ ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ ศาลสั่ ง เพิ ก ถอนสิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ของผู้ เล่ น มี กำ หนดสิ บ ปี และเพิ ก ถอนสิ ท ธิ ส มั ค รรั บ เลื อ กตั้ ง ของ ผู้จัดให้มีการเล่น ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่ ห นึ่ งปี ถึ งสิบ ปี หรือ ปรับ ตั้ งแต่สองหมื่ น บาทถึงสองแสนบาท หรือ ทั้ งจำทั้ งปรับ และให้ ศาลสั่ ง เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครหรือหัวหน้าพรรคการเมือง แล้วแต่กรณี
- มาตรา ๑๔๙ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๗๘ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของผู้นั้นมีกำหนดยี่สิบปี
- มาตรา ๑๕๐ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดห้าปี
- มาตรา ๑๕๑ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะ ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทำหนังสือยินยอม ให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปี ถึ งสิ บ ปี และปรับ ตั้ งแต่ ส องหมื่ น บาทถึงสองแสนบาท และให้ ศาลสั่ งเพิ ก ถอนสิ ท ธิเลื อ กตั้ งของผู้ นั้ น มีกำหนดยี่สิบปี ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้ศาล มีคำสั่งให้ผู้นั้นคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่ง ดังกล่าวให้แก่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรด้วย
- มาตรา ๑๕๒ผู้สมัครผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๓ ต้ องระวางโทษจำคุกตั้ งแต่ห นึ่ งปี ถึงสิบ ปี และ ปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดยี่สิบปี
- มาตรา ๑๕๓ผู้สมัครผู้ใดทำหนังสือยืนยันการไม่ได้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา ๔๕ หรือมาตรา ๕๗ อันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดห้าปี
- มาตรา ๑๕๔ผู้สมัครผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๖๓ ต้ อ งระวางโทษจำคุกตั้ งแต่ห นึ่ งปี ถึงห้าปี หรือ ปรับตั้งแต่ สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือ ปรับ เป็ น จำนวนสามเท่าของจำนวนเงิน ที่ เกินค่าใช้ จ่าย ที่ คณะกรรมการกำหนด แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่ากัน หรือ ทั้ งจำทั้ งปรับ และให้ ศาลสั่งเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดสิบปี ในกรณีที่พรรคการเมืองกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึง สองล้านบาท หรือปรับเป็นจำนวนสามเท่าของจำนวนเงินที่เกินค่าใช้จ่ายที่คณะกรรมการกำหนด แล้วแต่ จำนวนใดจะมากกว่ากัน ในกรณี ที่พรรคการเมืองกระทำความผิดตามวรรคสอง ถ้าหัวหน้าพรรคการเมือง เลขาธิการ พรรคการเมือง หรือเหรัญญิกของพรรคการเมืองรู้เห็นเป็นใจด้วยกับการกระทำความผิด ต้องรับโทษและ ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง
- มาตรา ๑๕๕ผู้ ส มั ค รหรื อ หั ว หน้าพรรคการเมื อ งผู้ใดไม่ ยื่ น บั ญ ชี รายรั บ และรายจ่า ยต่ อ คณะกรรมการภายในระยะเวลาที่ กำ หนด หรื อ จงใจยื่ น เอกสารหรื อ หลั ก ฐานไม่ ถู ก ต้ อ งครบถ้ ว น ตามมาตรา ๖๗ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ ให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดห้าปี ถ้าบัญชีรายรับและรายจ่ายที่ยื่นตามมาตรา ๖๗ เป็นเท็จ ผู้สมัครหรือหัวหน้าพรรคการเมือง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท และให้ศาลสั่ง เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดสิบปี
- มาตรา ๑๕๖ผู้ใด (๑) ฝ่าฝืนมาตรา ๖๙ มาตรา ๗๐ หรือมาตรา ๗๙ (๒) หาเสียงเลือกตั้งโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไข ที่คณะกรรมการกำหนดตามมาตรา ๗๐ ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- มาตรา ๑๕๗ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๗๒ หรือเปิดเผยหรือเผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นของ ประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนนในระหว่างเวลาเจ็ดวันก่อนวันเลือกตั้งจนถึงเวลาปิดการออกเสียง ลงคะแนน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- มาตรา ๑๕๘ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๗๓ (๑) หรือ (๒) มาตรา ๗๕ มาตรา ๗๖ หรือมาตรา ๙๔ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดยี่สิบปี ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๗๓ (๑) หรือ (๒) ให้ศาลสั่งจ่ายเงินสินบนนำจับไม่เกินกึ่งหนึ่งจากจำนวนเงินค่าปรับแก่ผู้แจ้งความนำจับ ในกรณี ที่ พรรคการเมืองกระทำความผิดตามมาตรา ๗๕ หั วหน้าพรรคการเมืองหรื อกรรมการ บริหารพรรคการเมื อ งของพรรคการเมืองนั้ น ซึ่ งรู้เห็ น เป็ น ใจด้วยในการกระทำความผิ ดต้ อ งระวางโทษ ตามที่ กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ ง และให้ศาลสั่ งเพิ กถอนสิทธิเลื อกตั้ งของหั วหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการ บริหารพรรคการเมืองของพรรคการเมืองนั้น และให้ถือเป็นเหตุที่จะยุบพรรคการเมืองนั้นตามกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
- มาตรา ๑๕๙ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๗๓ (๓) (๔) หรือ (๕) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปี ถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของผู้นั้นมีกำหนดยี่สิบปี และให้นำความในมาตรา ๑๕๘ วรรคสอง มาใช้บังคับด้วย
- มาตรา ๑๖๐ผู้ ใดฝ่าฝื นมาตรา ๗๔ หรื อหาเสี ยงเลื อกตั้ งไม่ ว่าด้วยประการใดเพื่อให้ ประชาชน หลงเชื่ อหรือ เข้าใจผิ ด ว่าเป็ น นโยบายของพรรคการเมื อ งตามมาตรา ๗๔ ต้ อ งระวางโทษจำคุ ก ตั้ งแต่ หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดยี่สิบปี
- มาตรา ๑๖๑ผู้ซึ่งมิได้มีสัญชาติไทยผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๗๗ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปี ถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท
- มาตรา ๑๖๒ผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือผู้ใดปิดประกาศหรือติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ไม่เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนดตามมาตรา ๘๓ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกิน หนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- มาตรา ๑๖๓ผู้ ใดฝ่า ฝื น มาตรา ๙๕ วรรคหนึ่ ง หรื อ มาตรา ๑๐๔ ต้ อ งระวางโทษจำ คุ ก ตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของผู้นั้นมีกำหนดยี่สิบปี
- มาตรา ๑๖๔ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๙๕ วรรคสอง มาตรา ๙๖ มาตรา ๙๘ มาตรา ๑๐๐ หรือ มาตรา ๑๐๑ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดสิบปี ในกรณี ที่ ผู้ ฝ่าฝื น ตามวรรคหนึ่งเป็ น ผู้ รับ หรือ ยอมจะรับเงิน ทรัพ ย์ สิ น หรือประโยชน์ อื่ น ใด ถ้าได้แจ้งถึงการกระทำดังกล่าวต่อคณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายก่อนถูกจับกุม ผู้นั้น ไม่ต้องรับโทษและไม่ต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ให้นำความในวรรคสองมาใช้บังคับแก่ผู้ฝ่าฝืนตามวรรคหนึ่งที่ คณะกรรมการเห็นสมควรกันไว้ เป็นพยานด้วยโดยอนุโลม
- มาตรา ๑๖๕ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๙๗ หรือมาตรา ๙๙ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือ ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- มาตรา ๑๖๖กรรมการประจำหน่วยเลือ กตั้ งผู้ใดฝ่าฝื น มาตรา ๑๑๙ ต้ องระวางโทษจำคุ ก ตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดยี่สิบปี
- มาตรา ๑๖๗ในการสืบสวนหรือไต่สวน หากปรากฏว่าการให้ถ้อยคำ หรือแจ้งเบาะแสหรือ ข้ อมู ลของบุ คคลซึ่ งมี ส่ วนเกี่ ยวข้ องหรื อมี ส่ วนร่ วมในการกระทำความผิ ด ตามพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบ รั ฐธรรมนู ญ นี้ รายใดจะเป็ น ประโยชน์ในการพิ สู จ น์ การกระทำความผิ ด ของผู้ ก ระทำความผิ ด คนอื่ น ที่เป็นตัวการสำคัญ และสามารถที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยการกระทำความผิดของผู้กระทำ ความผิดนั้น คณะกรรมการจะกันบุคคลนั้นไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดีก็ได้ เมื่อคณะกรรมการมีมติไม่ดำเนินคดีกับบุคคลใดแล้วให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาเป็นอันระงับไป เว้นแต่ปรากฏในภายหลังว่าผู้ถูกกันไว้เป็นพยานได้ให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือไม่ไปเบิกความ หรือไปเบิกความ แต่ไม่เป็นไปตามที่ได้ให้ถ้อยคำ หรือแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลไว้ ให้การกันบุคคลไว้เป็นพยานนั้นสิ้นสุดลง และคณะกรรมการอาจดำเนินการตามกฎหมายกับบุคคลนั้นต่อไปได้ มาตรการในการกั น บุ ค คลไว้เป็ น พยานตามวรรคหนึ่ ง และการเพิ ก ถอนการกั น ไว้เป็ น พยาน ตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด
- มาตรา ๑๖๘ในกรณี ที่ พ ระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ กำ หนดให้ศาลสั่ ง เพิ ก ถอน สิทธิเลือกตั้งโดยมีกำหนดระยะเวลาหรือสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้การเพิกถอนสิทธิดังกล่าว มีผลในทันทีและเริ่มนับระยะเวลานับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษา เว้นแต่ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา จะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น
- มาตรา ๑๖๙ในกรณีที่ปรากฏว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ เกิ ด ขึ้ น ในเขตเลื อ กตั้ งใด ให้ ถื อ ว่าผู้ ส มั ค รหรื อ พรรคการเมื อ งที่ ส่ งสมาชิ ก ของตนลงสมั ค รรั บ เลื อ กตั้ ง ในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
- มาตรา ๑๗๐ผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้นอกราชอาณาจักร จะต้องรับโทษในราชอาณาจักร และการกระทำของผู้เป็นตัวการด้วยกัน ผู้สนับสนุน หรือผู้ใช้ให้กระทำ ความผิดนั้น แม้จะกระทำนอกราชอาณาจักร ให้ถือว่าตัวการผู้สนับสนุน หรือผู้ใช้ให้กระทำความผิดนั้น ได้กระทำในราชอาณาจักร
- บทเฉพาะกาล
- มาตรา ๑๗๑ในวาระเริ่มแรก ให้ตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายใน เก้าสิ บ วัน นั บ แต่ วัน ที่ พ ระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรัฐธรรมนู ญ นี้ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนู ญ ว่าด้ วย การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามีผลใช้บังคับ และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดวันเลือกตั้งซึ่งต้องไม่ช้ากว่า หนึ่งร้อยห้าสิบวันนั บแต่วัน ที่พ ระราชบั ญ ญั ติป ระกอบรัฐธรรมนู ญ นี้และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนู ญ ดังกล่าวมีผลใช้บังคับ
- มาตรา ๑๗๒ในวาระเริ่ม แรก เพื่ อ ประโยชน์ในการนั บ เวลาเพื่ อ สมั ค รรับ เลื อ กตั้ ง ในกรณี ที่ ผู้ ที่ เข้า ชื่ อ ร่ ว มกั น เพื่ อ ขอจดทะเบี ย นจั ด ตั้ งพรรคการเมื อ งและได้ ชำ ระเงิ น ทุ น ประเดิ ม หรื อ ค่า บำ รุ ง พรรคการเมืองไว้แล้ว หากภายหลังนายทะเบียนพรรคการเมืองรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองนั้น ให้ ถื อ ว่า ผู้ ที่ เข้า ชื่ อ ร่ ว มกั น นั้ น เป็ น สมาชิ ก พรรคการเมื อ งนั้ น มาตั้ ง แต่ วั น ที่ ยื่ น คำ ขอจดทะเบี ย นจั ด ตั้ ง พรรคการเมือง
- มาตรา ๑๗๓ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกภายหลังวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ใช้บังคับ ระยะเวลาในการคำนวณค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งและวิธีการหาเสียงเลือกตั้งสำหรับการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๖๔ และมาตรา ๖๘ ให้นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีผลใช้บังคับจนถึงวันเลือกตั้ง
- มาตรา ๑๗๔บุคคลใดถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ หรือพระราชบัญญัติ ประกอบรั ฐ ธรรมนู ญ ว่า ด้ ว ยพรรคการเมื อ ง พ.ศ. ๒๕๕๐ ให้ ถื อ ว่า ผู้ นั้ น ถู ก เพิ ก ถอนสิ ท ธิ เลื อ กตั้ ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
- มาตรา ๑๗๕ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดเสียสิทธิเนื่องจากไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับให้การเสียสิทธิของผู้นั้นเป็นอันสิ้นสุดลงนับแต่ วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ
- มาตรา ๑๗๖เมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง จัดประชุมหารือกับหัวหน้าพรรคการเมืองเพื่อกำหนดเงินค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของพรรคการเมืองและ ของผู้สมัคร ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกภายหลังวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ
- มาตรา ๑๗๗พระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ ไม่ มี ผ ลกระทบต่ อ การดำ เนิ น คดี แพ่ ง ต่อบุคคลใดที่มีความรับผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่ งสมาชิ กวุฒิ สภา พ.ศ. ๒๕๕๐ และเพื่ อประโยชน์ แห่ งการนี้ ให้ ถื อว่าพระราชบั ญ ญั ติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ ยังมีผลใช้บังคับอยู่ การกระทำใด ๆ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ ถ้าการกระทำนั้นยังเป็นความผิด ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ คณะกรรมการการเลือกตั้ง และศาล มี อำ นาจดำ เนิ น การต่ อ ไปตามพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ ว่า ด้ ว ยการเลื อ กตั้ ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิ สภา พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยให้ถือว่าพระราชบั ญ ญั ติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ ยังมีผลใช้บังคับอยู่
- มาตรา ๑๗๘บรรดาระเบี ย บ ข้ อ กำ หนด ประกาศ คำ สั่ ง หรื อ มติ ข องคณะกรรมการ การเลือกตั้งที่ออกตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ การได้ มาซึ่ ง สมาชิ ก วุ ฒิ ส ภา พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่ งใช้ บั ง คั บ อยู่ ในวั น ก่ อ นวั น ที่ พ ระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบ รัฐธรรมนู ญ นี้ ใช้ บั งคั บ ให้ มี ผ ลใช้ บั งคั บ ต่ อ ไปเท่าที่ ไม่ ขั ด หรือ แย้ งต่ อ รัฐธรรมนู ญ หรือพระราชบั ญ ญั ติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ทั้งนี้ จนกว่าจะมีระเบียบ ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือมติตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ผู้รับสนองพระราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หมายเหตุ :- เหตุ ผ ลในการประกาศใช้ พ ระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรัฐธรรมนู ญ ฉบั บ นี้ คื อ โดยที่ รั ฐธรรมนู ญ แห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้การจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้