คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
อรรถกถาแปลไทย
อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ
๓๗. อรรถกถาสัลเลขัฏฐญาณนิทเทส
[๒๓๓-๒๓๖] พึงทราบวินิจฉัยในสัลเลขัฏฐญาณนิทเทสดังต่อไปนี้.
บทว่า ราโค ปุถุ ราคะหนา คือ ราคะต่างหาก ไม่ปนด้วยโลกุตระ.
ในบทที่เหลือมีนัยนี้.
ชื่อว่าราคะ เพราะอรรถว่ากำหนัด.
ชื่อว่าโทสะ เพราะอรรถว่าประทุษร้าย.
ชื่อว่าโมหะ เพราะอรรถว่าลุ่มหลง.
พระสารีบุตรกล่าวกิเลสอันเป็นประธาน ๓ เหล่านี้ คือราคะมีลักษณะกำหนัด. โทสะมีลักษณะประทุษร้าย. โมหะมีลักษณะลุ่มหลง แล้วบัดนี้เมื่อจะแสดงโดยประเภท จึงกล่าวบทมีอาทิว่า โกโธ.
ในบทเหล่านั้น ในบทว่า โกโธ มีลักษณะโกรธนี้ ท่านประสงค์เอาวัตถุ ๗ อย่าง.
อุปนาหะมีลักษณะผูกโกรธ คือความโกรธนั่นเองที่ถึงความมั่นคง.
ปลาสะมีลักษณะตีเสมอ คือเห็นคุณผู้อื่นด้วยการตีเสมอ.
อิสสามีลักษณะทำสมบัติของผู้อื่นให้สิ้นไป คือริษยา.
มัจฉริยะมีลักษณะซ่อนสมบัติของตน คือสมบัติของเราจงอย่าเป็นของผู้อื่น.
มายามีลักษณะปกปิดความชั่วที่ตนทำ คือทำเป็นมายาด้วยความปกปิด.
สาเถยยะมีลักษณะประกาศคุณที่ไม่มีในตน คือความเป็นผู้โอ้อวด.
ถัมภะมีลักษณะพองจิต คือความเป็นผู้กระด้าง.
สารัมภะมีลักษณะให้ยิ่งด้วยการทำ.
มานะมีลักษณะถือตัว.
อติมานะมีลักษณะดูหมิ่น.
มทะมีลักษณะความเป็นผู้มัวเมา.
ปมาทะมีลักษณะปล่อยจิตไปในกามคุณ ๕.
พระสารีบุตรเถระ ครั้นแสดงความหนาด้วยอำนาจกิเลสไว้แผนกหนึ่งๆ แล้ว เพื่อจะแสดงถึงกิเลสที่กล่าวไว้แล้ว และกิเลสอื่นที่ยังมิได้กล่าวไว้ ด้วยสงเคราะห์เข้ากันทั้งหมด จึงกล่าวบทมีอาทิว่า สพฺเพ กิเลสา - กิเลสทั้งปวง.
ในบทเหล่านั้น ชื่อว่า กิเลส เพราะอรรถว่ายังสัตว์ให้เศร้าหมอง ให้เดือดร้อน ให้ลำบากในภพนี้และภพหน้า. ทั้งที่สงเคราะห์เข้าในอกุศลกรรมบถ ทั้งที่มิได้สงเคราะห์เข้า.
ชื่อว่า ทุจริต เพราะอรรถว่าประพฤติด้วยความชั่ว หรือประพฤติชั่ว.
ทุจริตนั้นมี ๓ ประการ คือ กายทุจริต ๑ วจีทุจริต ๑ มโนทุจริต ๑.
ชื่อว่า อภิสงฺขารา เพราะอรรถว่าปรุงแต่งวิบาก.
อภิสังขารก็มี ๓ ประการ คือ
ปุญญาภิสังขาร - อภิสังขาร คือ บุญ ๑
อปุญญาภิสังขาร - อภิสังขาร คือ บาป ๑.
อาเนญชาภิสังขาร - อภิสังขาร คือ ความไม่หวั่นไหว ๑.
ชื่อว่า ภวคามิโน เพราะอรรถว่าสัตว์ไปสู่ภพ ด้วยอำนาจวิบาก. กรรมอันเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่ภพ ชื่อว่า ภวคามิกมฺมา.
ด้วยบทนี้ แม้เมื่อความเป็นอภิสังขารมีอยู่ ก็เป็นอันห้ามกรรมที่ยังมิได้เสวย.
นี้เป็นความต่างกันด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ทุจฺจริตา และ กมฺมา เป็นลิงควิปลาศ.
บทว่า นานตฺเตกตฺตํ - สภาพต่างๆ และสภาพเดียวในอุทเทสหัวข้อนี้ คือแม้ไม่มีศัพท์ว่า เอกตฺต ผู้ประสงค์จะชี้แจงแม้สภาพเดียว เพราะความที่เพ่งถึงกันและกันแห่งสภาพต่างๆ และสภาพเดียว จึงทำอุทเทสว่า นานตฺเตกตฺตํ. เมื่อแสดงสภาพเดียวในการขัดเกลาสภาพต่างๆ ท่านก็แสดงถึงญาณในการขัดเกลาได้โดยง่าย.
บทว่า นานตฺตํ คือ สภาพต่างๆ เพราะความไม่มั่นคง และเพราะมีความดิ้นรน.
บทว่า เอกตฺตํ คือ สภาพเดียว เพราะความมั่นคง และเพราะไม่ดิ้นรน.
บทว่า จรณเตโช - จรณเดช ชื่อว่าจรณะ เพราะอรรถว่าเที่ยวไปสู่ทิศที่ยังมิได้ไปคือนิพพาน ด้วยจรณเดชนั้น. จรณะนั้นคืออะไร? คือศีล. จรณะนั้นนั่นแหละ ชื่อว่าเป็นเดช เพราะอรรถว่าเผาสิ่งเป็นข้าศึก.
บทว่า คุณเตโช - คุณเดช คือสมาธิเดชอันเป็นที่ตั้งได้ด้วยศีล.
บทว่า ปญฺญาเตโช - ปัญญาเดช คือวิปัสสนาเดชอันเป็นที่ตั้งได้ด้วยสมาธิ.
บทว่า ปุญฺญเตโช - ปุญญเดช คืออริยมรรคกุสลเดชอันเป็นที่ตั้งได้ด้วยวิปัสสนา.
บทว่า ธมฺมเตโช - ธรรมเดช คือพุทธวจนเดชอันเป็นหลักแห่งเดช ๔.
บทว่า จรณเตเชน เตชิตตฺตา ได้แก่ ผู้มีจิตกล้าแข็ง ย่อมยังเดชคือความเป็นผู้ทุศีลให้สิ้นไป ด้วยจรณเดชคือศีลเดช.
บทว่า ทุสฺสีลฺยเตชํ ได้แก่ เดช คือความเป็นผู้ทุศีล. ชื่อว่าเตโช เพราะเผาสันดานแม้นั้น.
บทว่า ปริยาทิยติ คือ ให้สิ้นไป.
บทว่า อคุณเตชํ - ยังเดชมิใช่คุณ ได้แก่ เดชคือความฟุ้งซ่าน อันเป็นปฏิปักษ์ของสมาธิ.
บทว่า ทุปฺปญฺญเตชํ - เดช คือความเป็นผู้มีปัญญาทราม ได้แก่ เดชคือโมหะ อันเป็นปฏิปักษ์ต่อวิปัสสนาญาณ.
บทว่า อปุญฺญเตชํ - เดชมิใช่บุญ ได้แก่ เดชคืออกุศลกรรมอันเป็นสหายของกิเลส ด้วยการไม่ละกิเลส อันทำลายมรรคนั้นๆ มิใช่ให้เดช มิใช่ให้บุญสิ้นไปอย่างเดียวเท่านั้น ยังกุศลกรรมให้สิ้นไปด้วย เพราะพระบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กรรมไม่ดำ ไม่ขาว มีอยู่ กรรมอันเป็นวิบากของกรรมไม่ดำ ไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งกรรมดังนี้ ท่านกล่าวเดชอันมิใช่บุญเท่านั้น ด้วยสามารถเป็นปฏิปักษ์ต่อเดชอันเป็นบุญ.
____________________________
องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๒๓๓
บทว่า อธมฺมเตชํ - เดชมิใช่ธรรม ได้แก่ เดชอันเป็นถ้อยคำแสดงลัทธิของพวกเดียรถีย์ต่างๆ.
เมื่อท่านกล่าวอรรถวิกัปที่สอง ในการพรรณนาอุทเทสแห่งญาณนี้ เดช คือความเป็นผู้ทุศีลมากมี ๑๙ อย่างมีราคะเป็นต้น.
ในบทนี้ว่า อภิสงฺขารา ภวคามิกมฺมา ได้แก่ อปุญญาภิสังขารและอกุศลกรรม เป็นเดชมิใช่บุญ. อาเนญชาภิสังขารเป็นกุศลกรรมฝ่ายโลกิยะ ชื่อว่าย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อเดชมิใช่บุญ เพราะยังบุญเดชให้สิ้นไป. สภาพต่างๆ ๑๕ มีกามฉันทะเป็นต้นย่อมเป็นเดชมิใช่คุณ. สภาพต่างๆ ๑๘ มีนิจสัญญาเป็นต้นย่อมเป็นเดชแห่งความเป็นผู้มีปัญญาทราม. สภาพต่างๆ ๔ อันทำลายมรรค ๔ ย่อมเป็นเดชมิใช่บุญ.
พึงสงเคราะห์เดชมิใช่ธรรม ด้วยสภาพต่างๆ อันทำลายโสดาปัตติมรรค.
พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงธรรมเครื่องขัดเกลา ด้วยธรรมมิใช่เครื่องขัดเกลา อันเป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมเครื่องขัดเกลาไว้ในนิทเทส จึงแสดงธรรมเครื่องขัดเกลาไว้ก่อนธรรมมิใช่เครื่องขัดเกลา.
ธรรมสภาพเดียว ๓๗ มีเนกขัมมะเป็นต้น ท่านกล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา เพราะขัดเกลาธรรมเป็นข้าศึก. ญาณในธรรมเครื่องขัดเกลา ๓๗ ประเภทมีเนกขัมมะเป็นต้นนั้น ชื่อว่าสัลเลขัฏฐญาณ.
จบอรรถกถาสัลเลขัฏฐญาณนิทเทส -----------------------------------------------------