คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก ·

เล่ม ๒๔ · อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต

ข้ออื่นในเล่มนี้

กิมัตถิยสูตรเจตนาสูตรสีลสูตรอุปนิสาสูตรอานันทสูตรสมาธิสูตรสาริปุตตสูตรสัทธาสูตรสันตสูตรวิชชยสูตรเสนาสนสูตรอังคสูตรสังโยชนสูตรขีลสูตรอัปปมาทสูตรอาหุเนยยสูตรนาถสูตร ที่ ๑นาถสูตร ที่ ๒อริยวสสูตร ที่ ๑อริยวสสูตร ที่ ๒สีหสูตรอธิมุตติสูตรกายสูตรมหาจุนทสูตรกสิณสูตรกาลีสูตรมหาปัญหาสูตร ที่ ๑มหาปัญหาสูตร ที่ ๒โกศลสูตร ที่ ๑โกศลสูตร ที่ ๒อุปาลิสูตรที่ ๑อุพพาหสูตรอุปสัมปทาสูตรนิสสยสูตรอุปาลิสังฆเภทสูตรอุปาลิสามัคคีสูตรอานันทสังฆเภทสูตรอานันทสังฆสามัคคีสูตรวิวาทสูตรวิวาทมูลสูตร ที่ ๑วิวาทมูลสูตร ที่ ๒กุสินาราสูตรปเวสนสูตรสักกสูตรมหาลิสูตรอภิณหปัจจเวกขณธรรมสูตรสรีรัฏฐธรรมสูตรภัณฑนสูตรสจิตตสูตรสาริปุตตสูตรฐิติสูตรสมถสูตรปริหานสูตรสัญญาสูตร ที่ ๑สัญญาสูตร ที่ ๒มูลสูตรปัพพชิตสูตรอาพาธสูตรอวิชชาสูตรตัณหาสูตรนิฏฐาสูตรอเวจจสูตรสุขสูตร ที่ ๑สุขสูตร ที่ ๒นฬกปานสูตร ที่ ๑นฬกปานสูตร ที่ ๒วัตถุกถาสูตร ที่ ๑วัตถุกถาสูตร ที่ ๒อากังขสูตรกัณฏกสูตรอิฏฐสูตรวัฑฒิสูตรมิคสาลาสูตรอภัพพสูตรกากสูตรนิคันถสูตรอาฆาตวัตถุสูตรอาฆาตปฏิวินยสูตรวาหุนสูตรอานันทสูตรปุณณิยสูตรพยากรณสูตรกัตถีสูตรอัญญสูตรอธิกรณสูตรพยสนสูตรโกกาลิกสูตรพลสูตรกามโภคีสูตรเวรสูตรทิฏฐิสูตรวัชชิยสูตรอุตติยสูตรโกกนุทสูตรอาหุเนยยสูตรเถรสูตรอุปาลีสูตรอภัพพสูตรสมณสัญญาสูตรโพชฌงคสูตรมิจฉัตตสูตรสัมมัตตสูตรอวิชชาวิชชาสูตรนิชชรวัตถุสูตรโธวนสูตรติกิจฉสูตรวมนสูตรนิทธมสูตรอเสขสูตรอเสขธรรมสูตรอธรรมสูตร ที่ ๑อธรรมสูตร ที่ ๒อธรรมสูตร ที่ ๓อาชินสูตรสคารวสูตรโอริมสูตรปัจโจโรหณีสูตร ที่ ๑ปัจโจโรหณีสูตร ที่ ๒ปุพพังคสูตรอาสวสูตรปริสุทธิสูตรอุปปันนสูตรมหัปผลสูตรปริโยสานสูตรเอกันตสูตรภาวิตสูตร ที่ ๑ภาวิตสูตร ที่ ๒ภาวิตสูตร ที่ ๓ภาวิตสูตร ที่ ๔มิจฉัตตสูตรสัมมัตตสูตรสาธุสูตรอริยธรรมสูตรกุสลสูตรอรรถสูตรธรรมสูตรอาสวธรรมสูตรสาวัชชธรรมสูตรตปนิยธรรมสูตรอาจยคามิธรรมสูตรทุกขทรยธรรมสูตรทุกขวิปากธรรมสูตรอริยมรรคสูตรกัณหมรรคสูตรสัทธรรมสูตรสัปปุริสธรรมสูตรอุปปาเทตัพพธรรมสูตรอาเสวิตัพพธรรมสูตรภาเวตัพพธรรมสูตรพหุลีกาตัพพธรรมสูตรอนุสสริตัพพธรรมสูตรสัจฉิกาตัพพธรรมสูตร๑. ปุคคลวรรคปัจโจโรหณีสูตร ที่ ๑ปัจโจโรหณีสูตร ที่ ๒สคารวสูตรโอริมสูตรอธรรมสูตร ที่ ๑อธรรมสูตร ที่ ๒อธรรมสูตร ที่ ๓ติวิธสูตรสปริกกมนสูตรจุนทสูตรชาณุสโสณีสูตรสาธุอสาธุสูตรอริยานริยธรรมสูตรกุสลากุสลสูตรอัตถานัตถสูตรธรรมาธรรมสูตรสาสวานาสวสูตรสาวัชชานวัชชสูตรตปนิยาตปนิยธรรมสูตรอาจยคามยาปจยคามิธรรมสูตรทุกขุนทรยสุขุนทรยธรรมสูตรทุกขวิปากสุขวิปากธรรมสูตรอริยมรรคานริยมรรคสูตรกัณหมรรคสุกกมรรคสูตรสัทธรรมาสัทธรรมสูตรสัปปุริสธรรมาสัปปุริสธรรมสูตรอุปปาเทตัพพานุปาเทตัพพธรรมสูตรอาเสวิตัพพานาเสวิตัพพธรรมสูตรภาเวตัพพาภาเวตัพพธรรมสูตรพหุลีกาตัพพาพหุลีกาตัพพธรรมสูตรอนุสสริตัพพานนุสสริตัพพธรรมสูตรสัจฉิกาตัพพาสัจฉิกาตัพพธรรมสูตร๕. เสวิตัพพาเสวิตัพพวรรคยถาภตสูตรมาตุคามสูตรอุปาสิกาสูตร ที่ ๑อุปาสิกาสูตร ที่ ๒ธรรมปริยายสูตรกรรมสูตร ที่ ๑กรรมสูตร ที่ ๒กรรมสูตร ที่ ๓พราหมณสูตร๒. ทุติยวรรค ๓. ตติยวรรคกิมัตถิยสูตรเจตนาสูตรอุปนิสาสูตร ที่ ๑อุปนิสาสูตร ที่ ๒อุปนิสาสูตร ที่ ๓พยสนสูตรสัญญาสูตรมนสิการสูตรอเสขสูตรโมรนิวาปนสูตรมหานามสูตร ที่ ๑มหานามสูตร ที่ ๒นันทิยสูตรสุภูติสูตรเมตตาสูตรทสมสูตรโคปาลกสูตรสมาธิสูตร ที่ ๑สมาธิสูตร ที่ ๒สมาธิสูตร ที่ ๓สมาธิสูตร ที่ ๔พระสูตรที่ไม่สงเคราะห์ด้วยปัณณาสก์

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก

มหานามสูตร ที่ ๑

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๒๑๘พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต๑ ข้อ๒ ฉบับ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination

บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ทุติยวคฺโค ทุติโย

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต ทุติยวรรคที่ ๒ มหานามสูตรที่ ๑

ข้อ ๒๑๘อรรถกถา

๑๑ เอกํ สมยํ ภควา สกฺเกสุ วิหรติ กปิลวตฺถุสฺมึ นิโคฺรธาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา ภิกฺขู ภควโต จีวรกมฺมํ กโรนฺติ นิฏฺฐิตจีวโร ภควา เตมาสจฺจเยน จาริกํ ปกฺกมิสฺสตีติ ฯ อสฺโสสิ โข มหานาโม สกฺโก สมฺพหุลา กิร ภิกฺขู ภควโต จีวรกมฺมํ กโรนฺติ นิฏฺฐิตจีวโร ภควา เตมาสจฺจเยน จาริกํ ปกฺกมิสฺสตีติ อถโข มหานาโม สกฺโก เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข มหานาโม สกฺโก ภควนฺตํ เอตทโวจ สุตเมตํ ภนฺเต สมฺพหุลา กิร ภิกฺขู ภควโต จีวรกมฺมํ กโรนฺติ นิฏฺฐิตจีวโร ภควา เตมาสจฺจเยน จาริกํ ปกฺกมิสฺสตีติ เตสํ โน ภนฺเต นานาวิหาเรหิ วิหรตํ เกน วิหาเรน วิหาตพฺพนฺติ ฯ {๒๑๘.๑} สาธุ สาธุ มหานาม เอตํ โข มหานาม ตุมฺหากํ ปฏิรูปํ กุลปุตฺตานํ ยํ ตุเมฺห ตถาคตํ อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺเฉยฺยาถ เตสํ โน ภนฺเต นานาวิหาเรหิ วิหรตํ เกน วิหาเรน วิหาตพฺพนฺติ สทฺโธ โข มหานาม อาราธโก โหติ โน อสทฺโธ อารทฺธวิริโย อาราธโก โหติ โน กุสีโต อุปฏฺฐิตสติ อาราธโก โหติ โน มุฏฺฐสฺสติ สมาหิโต อาราธโก โหติ โน อสมาหิโต ปญฺญวา อาราธโก โหติ โน ทุปฺปญฺโญ อิเมสุ โข ตฺวํ มหานาม ปญฺจสุ ธมฺเมสุ ปติฏฺฐาย ฉ ธมฺเม อุตฺตรึ ภาเวยฺยาสิ อิธ ตฺวํ มหานาม ตถาคตํ อนุสฺสเรยฺยาสิ อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ ยสฺมึ มหานาม สมเย อริยสาวโก ตถาคตํ อนุสฺสรติ เนวสฺส ตสฺมึ สมเย ราคปริยุฏฺฐิตํ จิตฺตํ โหติ น โทสปริยุฏฺฐิตํ จิตฺตํ โหติ น โมหปริยุฏฺฐิตํ จิตฺตํ โหติ อุชุคตเมวสฺส ตสฺมึ สมเย จิตฺตํ โหติ ตถาคตํ อารพฺภ อุชุคตจิตฺโต โข ปน มหานาม อริยสาวโก ลภติ อตฺถเวทํ ลภติ ธมฺมเวทํ ลภติ ธมฺมูปสญฺหิตํ ปามุชฺชํ ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวทิยติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ อยํ วุจฺจติ มหานาม อริยสาวโก วิสมคตาย ปชาย สมปฺปตฺโต วิหรติ สพฺยาปชฺฌาย ปชาย อพฺยาปชฺโฌ วิหรติ ธมฺมโสตสมาปนฺโน พุทฺธานุสฺสตึ ภาเวติ ฯ ปุน จปรํ ตฺวํ มหานาม ธมฺมํ อนุสฺสเรยฺยาสิ สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม สนฺทิฏฺฐิโก อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหีติ ยสฺมึ มหานาม สมเย อริยสาวโก ธมฺมํ อนุสฺสรติ เนวสฺส ตสฺมึ สมเย ราคปริยุฏฺฐิตํ จิตฺตํ โหติ น โทสปริยุฏฺฐิตํ จิตฺตํ โหติ น โมหปริยุฏฺฐิตํ จิตฺตํ โหติ อุชุคตเมวสฺส ตสฺมึ สมเย จิตฺตํ โหติ ธมฺมํ อารพฺภ อุชุคตจิตฺโต โข ปน มหานาม อริยสาวโก ลภติ อตฺถเวทํ ลภติ ธมฺมเวทํ ลภติ ธมฺมูปสญฺหิตํ ปามุชฺชํ ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวทิยติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ อยํ วุจฺจติ มหานาม อริยสาวโก วิสมคตาย ปชาย สมปฺปตฺโต วิหรติ สพฺยาปชฺฌาย ปชาย อพฺยาปชฺโฌ วิหรติ ธมฺมโสตสมาปนฺโน ธมฺมานุสฺสตึ ภาเวติ ฯ {๒๑๘.๒} ปุน จปรํ ตฺวํ มหานาม สงฺฆํ อนุสฺสเรยฺยาสิ สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ อุชุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ ญายปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ สามีจิปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ ยทิทํ จตฺตาริ ปุริสยุคานิ อฏฺฐ ปุริสปุคฺคลา เอส ภควโต สาวกสงฺโฆ อาหุเนยฺโย ปาหุเนยฺโย ทกฺขิเณยฺโย อญฺชลิกรณีโย อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺสาติ ยสฺมึ มหานาม สมเย อริยสาวโก สงฺฆํ อนุสฺสรติ เนวสฺส ตสฺมึ สมเย ราคปริยุฏฺฐิตํ จิตฺตํ โหติ น โทสปริยุฏฺฐิตํ จิตฺตํ โหติ น โมหปริยุฏฺฐิตํ จิตฺตํ โหติ อุชุคตเมวสฺส ตสฺมึ สมเย จิตฺตํ โหติ สงฺฆํ อารพฺภ อุชุคตจิตฺโต โข ปน มหานาม อริยสาวโก ลภติ อตฺถเวทํ ลภติ ธมฺมเวทํ ลภติ ธมฺมูปสญฺหิตํ ปามุชฺชํ ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวทิยติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ อยํ วุจฺจติ มหานาม อริยสาวโก วิสมคตาย ปชาย สมปฺปตฺโต วิหรติ สพฺยาปชฺฌาย ปชาย อพฺยาปชฺโฌ วิหรติ ธมฺมโสตสมาปนฺโน สงฺฆานุสฺสตึ ภาเวติ ฯ {๒๑๘.๓} ปุน จปรํ ตฺวํ มหานาม อตฺตโน สีลานิ อนุสฺสเรยฺยาสิ อขณฺฑานิ อจฺฉิทฺทานิ อสพลานิ อกมฺมาสานิ ภุชิสฺสานิ วิญฺญูปสฏฺฐานิ อปรามฏฺฐานิ สมาธิสํวตฺตนิกานีติ ยสฺมึ มหานาม สมเย อริยสาวโก สีลํ อนุสฺสรติ เนวสฺส ตสฺมึ สมเย ราคปริยุฏฺฐิตํ จิตฺตํ โหติ น โทสปริยุฏฺฐิตํ จิตฺตํ โหติ น โมหปริยุฏฺฐิตํ จิตฺตํ โหติ อุชุคตเมวสฺส ตสฺมึ สมเย จิตฺตํ โหติ สีลํ อารพฺภ อุชุคตจิตฺโต โข ปน มหานาม อริยสาวโก ลภติ อตฺถเวทํ ลภติ ธมฺมเวทํ ลภติ ธมฺมูปสญฺหิตํ ปามุชฺชํ ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวทิยติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ อยํ วุจฺจติ มหานาม อริยสาวโก วิสมคตาย ปชาย สมปฺปตฺโต วิหรติ สพฺยาปชฺฌาย ปชาย อพฺยาปชฺโฌ วิหรติ ธมฺมโสตสมาปนฺโน สีลานุสฺสตึ ภาเวติ ฯ {๒๑๘.๔} ปุน จปรํ ตฺวํ มหานาม อตฺตโน จาคํ อนุสฺสเรยฺยาสิ ลาภา วต เม สุลทฺธํ วต เม โยหํ มจฺเฉรมลปริยุฏฺฐิตาย ปชาย วิคตมลมจฺเฉเรน เจตสา อคารํ อชฺฌาวสามิ มุตฺตจาโค ปยตปาณี โวสฺสคฺครโต ยาจโยโค ทานสํวิภาครโตติ ยสฺมึ มหานาม สมเย อริยสาวโก จาคํ อนุสฺสรติ เนวสฺส ตสฺมึ สมเย ราคปริยุฏฺฐิตํ จิตฺตํ โหติ น โทสปริยุฏฺฐิตํ จิตฺตํ โหติ น โมหปริยุฏฺฐิตํ จิตฺตํ โหติ อุชุคตเมวสฺส ตสฺมึ สมเย จิตฺตํ โหติ จาคํ อารพฺภ อุชุคตจิตฺโต โข ปน มหานาม อริยสาวโก ลภติ อตฺถเวทํ ลภติ ธมฺมเวทํ ลภติ ธมฺมูปสญฺหิตํ ปามุชฺชํ ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวทิยติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ อยํ วุจฺจติ มหานาม อริยสาวโก วิสมคตาย ปชาย สมปฺปตฺโต วิหรติ สพฺยาปชฺฌาย ปชาย อพฺยาปชฺโฌ วิหรติ ธมฺมโสตสมาปนฺโน จาคานุสฺสตึ ภาเวติ ฯ {๒๑๘.๕} ปุน จปรํ ตฺวํ มหานาม เทวตา อนุสฺสเรยฺยาสิ สนฺติ เทวา จาตุมฺมหาราชิกา สนฺติ เทวา ตาวตึสา สนฺติ เทวา ยามา สนฺติ เทวา ตุสิตา สนฺติ เทวา นิมฺมานรติโน สนฺติ เทวา ปรนิมฺมิตวสวตฺติโน สนฺติ เทวา พฺรหฺมกายิกา สนฺติ เทวา ตทุตฺตริ ยถารูปาย สทฺธาย สมนฺนาคตา ตา เทวตา อิโต จุตา ตตฺถ อุปฺปนฺนา มยฺหมฺปิ ตถารูปา สทฺธา สํวิชฺชติ ยถารูเปน สีเลน สมนฺนาคตา ตา เทวตา อิโต จุตา ตตฺถ อุปฺปนฺนา มยฺหมฺปิ ตถารูปํ สีลํ สํวิชฺชติ ยถารูเปน สุเตน สมนฺนาคตา ตา เทวตา อิโต จุตา ตตฺถ อุปฺปนฺนา มยฺหมฺปิ ตถารูปํ สุตํ สํวิชฺชติ ยถารูเปน จาเคน สมนฺนาคตา ตา เทวตา อิโต จุตา ตตฺถ อุปฺปนฺนา มยฺหมฺปิ ตถารูโป จาโค สํวิชฺชติ ยถารูปาย ปญฺญาย สมนฺนาคตา ตา เทวตา อิโต จุตา ตตฺถ อุปฺปนฺนา มยฺหมฺปิ ตถารูปา ปญฺญา สํวิชฺชตีติ ยสฺมึ มหานาม สมเย อริยสาวโก อตฺตโน จ ตาสญฺจ เทวตานํ สทฺธญฺจ สีลญฺจ สุตญฺจ จาคญฺจ ปญฺญญฺจ อนุสฺสรติ เนวสฺส ตสฺมึ สมเย ราคปริยุฏฺฐิตํ จิตฺตํ โหติ น โทสปริยุฏฺฐิตํ จิตฺตํ โหติ น โมหปริยุฏฺฐิตํ จิตฺตํ โหติ อุชุคตเมวสฺส ตสฺมึ สมเย จิตฺตํ โหติ เทวตา อารพฺภ อุชุคตจิตฺโต โข ปน มหานาม อริยสาวโก ลภติ อตฺถเวทํ ลภติ ธมฺมเวทํ ลภติ ธมฺมูปสญฺหิตํ ปามุชฺชํ ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวทิยติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ อยํ วุจฺจติ มหานาม อริยสาวโก วิสมคตาย ปชาย สมปฺปตฺโต วิหรติ สพฺยาปชฺฌาย ปชาย อพฺยาปชฺโฌ วิหรติ ธมฺมโสตสมาปนฺโน เทวตานุสฺสตึ ภาเวตีติ ฯ

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิโครธารามใกล้ พระนครกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ก็สมัยนั้นแล ภิกษุเป็นอันมาก กระทำ จีวรกรรมเพื่อพระผู้มีพระภาค ด้วยหวังว่า พระผู้มีพระภาคผู้มีจีวรสำเร็จแล้ว จักเสด็จจาริกโดยล่วงไป ๓ เดือน เจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะได้ทรงทราบ ข่าวว่า ภิกษุเป็นอันมากกระทำจีวรกรรมเพื่อพระผู้มีพระภาค ด้วยหวังว่า พระผู้มี พระภาคผู้มีจีวรสำเร็จแล้ว จักเสด็จจาริกโดยล่วงไป ๓ เดือน ครั้งนั้นแล เจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะ เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ทรงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ตรัสทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันทราบข่าวดังนี้ว่า ภิกษุเป็นอันมากกระทำจีวรกรรมเพื่อพระผู้มีพระภาค ด้วยหวังว่า พระผู้มีพระภาค มีจีวรสำเร็จแล้ว จักเสด็จจาริกโดยล่วงไป ๓ เดือน ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ หม่อมฉันผู้อยู่ด้วยธรรมเครื่องอยู่ต่างๆ จะพึงอยู่ด้วยธรรมเครื่องอยู่ อะไรพระเจ้าข้า ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละๆ มหาบพิตร การที่มหาบพิตรเสด็จเข้า มาหาตถาคตแล้วตรัสถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันผู้อยู่ด้วยธรรมเครื่อง อยู่ต่างๆ จะพึงอยู่ด้วยธรรมเครื่องอยู่อะไร ดังนี้ เป็นการสมควรแก่มหาบพิตร ผู้เป็นกุลบุตร ดูกรมหาบพิตร กุลบุตรผู้มีศรัทธาย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ ผู้ไม่มีศรัทธา ย่อมไม่เป็นผู้บริบูรณ์ ผู้ปรารภความเพียรย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ ผู้เกียจคร้านย่อม ไม่เป็นผู้บริบูรณ์ ผู้มีสติตั้งมั่นย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ ผู้มีสติหลงลืมย่อมไม่เป็นผู้ บริบูรณ์ ผู้มีจิตตั้งมั่นย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ ผู้ไม่มีจิตตั้งมั่นย่อมไม่เป็นผู้บริบูรณ์ ผู้มีปัญญาย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ ผู้มีปัญญาทรามย่อมไม่เป็นผู้บริบูรณ์ ดูกรมหาบพิตร มหาบพิตรทรงตั้งอยู่ในธรรม ๕ ประการนี้แล้ว พึงทรงเจริญธรรม ๖ ประการ ให้ยิ่งขึ้นไป ดูกรมหาบพิตร ในธรรม ๖ ประการนี้ มหาบพิตรพึงทรงระลึกถึง พระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษ ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม ดูกรมหาบพิตร สมัยใดอริยสาวก ระลึกถึงตถาคต สมัยนั้น จิตของอริยสาวกนั้นย่อมไม่ถูกราคะกลุ้มรุม ไม่ถูก โทสะกลุ้มรุม ไม่ถูกโมหะกลุ้มรุม สมัยนั้น จิตของอริยสาวกนั้นย่อมดำเนิน ไปตรง ดูกรมหาบพิตร อริยสาวกผู้มีจิตดำเนินไปตรงเพราะปรารภพระตถาคต ย่อมได้ความรู้อรรถ ย่อมได้ความรู้ธรรม ย่อมได้ความปราโมทย์อันประกอบ ด้วยธรรม ปีติย่อมเกิดแก่อริยสาวกผู้มีความปราโมทย์ กายของอริยสาวก ผู้มีใจประกอบด้วยปีติย่อมสงบ อริยสาวกผู้มีกายสงบย่อมเสวยสุข จิตของ อริยสาวกผู้มีสุขย่อมตั้งมั่น ดูกรมหาบพิตร อริยสาวกนี้อาตมภาพกล่าวว่า เป็นผู้ถึงความสงบอยู่ในหมู่สัตว์ผู้ถึงความไม่สงบ เป็นผู้ไม่มีความพยาบาทอยู่ ในหมู่สัตว์ผู้มีความพยาบาท เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยกระแสธรรมเจริญพุทธานุสสติ ฯ ดูกรมหาบพิตร อีกประการหนึ่ง มหาบพิตรพึงทรงระลึกถึงพระธรรมว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว อันบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบ ด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ดูกรมหาบพิตร สมัยใด อริยสาวกระลึกถึงพระธรรม สมัยนั้น จิตของอริยสาวก นั้นย่อมไม่ถูกราคะกลุ้มรุม ไม่ถูกโทสะกลุ้มรุม ไม่ถูกโมหะกลุ้มรุม สมัยนั้น จิตของอริยสาวกนั้นย่อมดำเนินไปตรงเพราะปรารภพระธรรม ย่อมได้ความรู้อรรถ ย่อมได้ความรู้ธรรม ย่อมได้ความปราโมทย์อันประกอบด้วยธรรม ปีติย่อมเกิดแก่ อริยสาวกผู้มีความปราโมทย์ กายของอริยสาวกผู้มีใจประกอบด้วยปีติย่อมสงบ อริยสาวกผู้มีกายสงบย่อมเสวยสุข จิตของอริยสาวกผู้มีสุขย่อมตั้งมั่น ดูกร มหาบพิตร อริยสาวกนี้อาตมภาพกล่าวว่า เป็นผู้ถึงความสงบอยู่ในหมู่สัตว์ ผู้ถึงความไม่สงบ เป็นผู้ไม่มีความพยาบาทอยู่ในหมู่สัตว์ผู้มีความพยาบาท เป็นผู้ ถึงพร้อมด้วยกระแสธรรมเจริญธรรมานุสสติ ฯ ดูกรมหาบพิตร อีกประการหนึ่ง มหาบพิตรพึงทรงระลึกถึงพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ผู้ปฏิบัติตรง ปฏิบัติ เป็นธรรม ปฏิบัติชอบ นี้คือคู่บุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘ นี่พระสงฆ์สาวกของพระผู้มี พระภาค เป็นผู้ควรของคำนับ ควรของต้อนรับ ควรของทำบุญ ควรกระทำ อัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดูกรมหาบพิตร สมัยใด อริยสาวกระลึกถึงพระสงฆ์ สมัยนั้น จิตของอริยสาวกนั้นย่อมไม่ถูกราคะกลุ้มรุม ไม่ถูกโทสะกลุ้มรุม ไม่ถูกโมหะกลุ้มรุม สมัยนั้น จิตของอริยสาวกนั้นย่อมดำเนิน ไปตรง ดูกรมหาบพิตร อริยสาวกผู้มีจิตดำเนินไปตรงเพราะปรารภพระสงฆ์ ย่อมได้ความรู้อรรถ ย่อมได้ความรู้ธรรม ย่อมได้ความปราโมทย์อันประกอบ ด้วยธรรม ปีติย่อมเกิดแก่อริยสาวกผู้มีความปราโมทย์ กายของอริยสาวกผู้มีใจ ประกอบด้วยปีติย่อมสงบ อริยสาวกผู้มีกายสงบแล้วย่อมเสวยสุข จิตของอริย- *สาวกผู้มีสุขย่อมตั้งมั่น ดูกรมหาบพิตร อริยสาวกนี้อาตมภาพกล่าวว่าเป็นผู้ถึง ความสงบอยู่ในหมู่สัตว์ผู้ถึงความไม่สงบ เป็นผู้ไม่มีความพยาบาทอยู่ในหมู่สัตว์ ผู้มีความพยาบาท เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยกระแสธรรมเจริญสังฆานุสสติ ฯ ดูกรมหาบพิตร อีกประการหนึ่ง มหาบพิตรพึงทรงระลึกถึงศีลของตนว่า ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทย วิญญูชนสรรเสริญ อันตัณหาและทิฐิลูบ คลำไม่ได้ เป็นไปเพื่อสมาธิ ดูกรมหาบพิตร สมัยใด อริยสาวกระลึกถึงศีล สมัยนั้น จิตของอริยสาวกนั้นย่อมไม่ถูกราคะกลุ้มรุม ไม่ถูกโทสะกลุ้มรุม ไม่ถูกโมหะกลุ้มรุม สมัยนั้น จิตของอริยสาวกนั้นย่อมดำเนินไปตรง ดูกรมหาบพิตร อริยสาวกผู้มีจิต ดำเนินไปตรงเพราะปรารภศีล ย่อมได้ความรู้อรรถ ย่อมได้ความรู้ธรรม ย่อมได้ความ ปราโมทย์อันประกอบด้วยธรรม ปีติย่อมเกิดแก่อริยสาวกผู้มีความปราโมทย์ กายของอริยสาวกผู้มีใจประกอบด้วยปีติย่อมสงบ อริยสาวกผู้มีกายสงบแล้วย่อม เสวยสุข จิตของอริยสาวกผู้มีสุขย่อมตั้งมั่น ดูกรมหาบพิตร อริยสาวกนี้ อาตมภาพกล่าวว่า เป็นผู้ถึงความสงบอยู่ในหมู่สัตว์ผู้ถึงความไม่สงบ เป็นผู้ ไม่มีความพยาบาทอยู่ในหมู่สัตว์ผู้มีความพยาบาท เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยกระแส ธรรมเจริญสีลานุสสติ ฯ ดูกรมหาบพิตร อีกประการหนึ่ง มหาบพิตรพึงทรงระลึกถึงจาคะของ ตนว่า เป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ ที่เรามีจิตปราศจากมลทิน คือ ความตระหนี่ มีจาคะอันปล่อยแล้ว มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีแล้วในการสละ ควร แก่การขอ ยินดีในการจำแนกทาน อยู่ครองเรือน ในหมู่สัตว์ผู้ถูกมลทิน คือ ความตระหนี่กลุ้มรุม ดูกรมหาบพิตร สมัยใด อริยสาวกระลึกถึงจาคะ สมัยนั้น จิตของอริยสาวกนั้นย่อมไม่ถูกราคะกลุ้มรุม ไม่ถูกโทสะกลุ้มรุม ไม่ถูกโมหะ กลุ้มรุม สมัยนั้น จิตของอริยสาวกนั้นย่อมดำเนินไปตรง ดูกรมหาบพิตร อริยสาวกผู้มีจิตดำเนินไปตรงเพราะปรารภจาคะ ย่อมได้ความรู้อรรถ ย่อมได้ ความรู้ธรรม ย่อมได้ความปราโมทย์อันประกอบด้วยธรรม ปีติย่อมเกิดแก่ อริยสาวกผู้มีความปราโมทย์ กายของอริยสาวกผู้มีใจประกอบด้วยปีติย่อมสงบ อริยสาวกผู้มีกายสงบแล้วย่อมเสวยสุข จิตของอริยสาวกผู้มีสุขย่อมตั้งมั่น ดูกร มหาบพิตร อริยสาวกนี้อาตมภาพกล่าวว่า เป็นผู้ถึงความสงบอยู่ในหมู่สัตว์ ผู้ถึงความไม่สงบ เป็นผู้ไม่มีความพยาบาทอยู่ในหมู่สัตว์ผู้มีความพยาบาท เป็นผู้ ถึงพร้อมด้วยกระแสธรรมเจริญจาคานุสสติ ฯ ดูกรมหาบพิตร อีกประการหนึ่ง มหาบพิตรพึงทรงระลึกถึงเทวดา ทั้งหลายว่า เทวดาชั้นจาตุมหาราชมีอยู่ เทวดาชั้นดาวดึงส์มีอยู่ เทวดาชั้น ยามามีอยู่ เทวดาชั้นดุสิตมีอยู่ เทวดาชั้นนิมมานรดีมีอยู่ เทวดาชั้นปรนิมมิต สวัสดีมีอยู่ เทวดาชั้นพรหมกายมีอยู่ เทวดาชั้นที่สูงขึ้นไปกว่านั้นมีอยู่ เทวดา เหล่านั้นประกอบด้วยศรัทธาเช่นใด จุติจากโลกนี้แล้วไปบังเกิดในเทวโลกชั้น นั้นๆ แม้เราก็มีศรัทธาเช่นนั้นอยู่ เทวดาเหล่านั้นประกอบด้วยศีลเช่นใด จุติจากโลกนี้แล้วไปบังเกิดในเทวโลกชั้นนั้นๆ แม้เราก็มีศีลเช่นนั้น เทวดา เหล่านั้นประกอบด้วยสุตะเช่นใด จุติจากโลกนี้แล้วไปบังเกิดในเทวโลกชั้นนั้นๆ แม้เราก็มีสุตะเช่นนั้น เทวดาเหล่านั้นประกอบด้วยจาคะเช่นใด จุติจากโลกนี้ แล้วไปบังเกิดในเทวโลกชั้นนั้นๆ แม้เราก็มีจาคะเช่นนั้น เทวดาเหล่านั้น ประกอบด้วยปัญญาเช่นใด จุติจากโลกนี้แล้วไปบังเกิดในเทวโลกชั้นนั้นๆ แม้เราก็มีปัญญาเช่นนั้น ดูกรมหาบพิตร สมัยใด อริยสาวกระลึกถึงศรัทธา ศีล สุตะ จาคะและปัญญา ของตนและของเทวดาเหล่านั้น สมัยนั้น จิตของ อริยสาวกนั้นย่อมไม่ถูกราคะกลุ้มรุม ไม่ถูกโทสะกลุ้มรุม ไม่ถูกโมหะกลุ้มรุม สมัยนั้น จิตของอริยสาวกนั้นย่อมดำเนินไปตรง ดูกรมหาบพิตร อริยสาวก ผู้มีจิตดำเนินไปตรงเพราะปรารภเทวดาทั้งหลาย ย่อมได้ความรู้อรรถ ย่อมได้ ความรู้ธรรม ย่อมได้ความปราโมทย์อันประกอบด้วยธรรม ปีติย่อมเกิดแก่ อริยสาวกผู้มีความปราโมทย์ กายของอริยสาวกผู้มีใจประกอบด้วยปีติย่อมสงบ อริยสาวกผู้มีกายสงบแล้วย่อมเสวยสุข จิตของอริยสาวกผู้มีสุขย่อมตั้งมั่น ดูกร มหาบพิตร อริยสาวกนี้อาตมภาพกล่าวว่า เป็นผู้ถึงความสงบอยู่ในหมู่สัตว์ผู้ ถึงความไม่สงบ เป็นผู้ไม่มีความพยาบาทอยู่ในหมู่สัตว์ผู้มีความพยาบาท เป็นผู้ ถึงพร้อมด้วยกระแสธรรมเจริญเทวตานุสสติ ดังนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๑

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย